27 สิงหาคม 2563

เป้าหมายสุดท้ายของชีวิตคือเชิงตะกอน แล้วคุณจะรีบไปทำไม

สวัสดีค่ะ อาจารย์สันต์

หนูมีเรื่องอยากเรียนปรึกษาอาจารย์เล็กน้อยค่ะ เรื่องการเรียนต่อสอบ usmle (ได้อ่านจากตอน หมอน้อยอยากไปเมกา ที่อาจารย์เขียนแล้วรู้สึกประทับใจมากค่ะ รู้สึกเป็นแรงบันดาลใจ) หนูขอรบกวนเวลาอาจารย์สักครู่นะคะ

ตอนนี้หนูเป็นแพทย์ฟิกวอร์ดสูติที่ รพศ ค่ะ ตอนนี้เป็น intern1 จะเข้าเป็น residentกลางปีหน้าค่ะ ที่หนูมาฟิกวอร์ดสูติที่นี้ เพราะคิดว่าอยากเรียนจบ 4 ปีแล้วรีบอร์ดน่าจะเพิ่มโอกาสในการแมชให้ตัวเองค่ะ แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า ที่นี้เป็น รพศ มีการเรียนการสอนน้อยมากหากเทียบกับ รรพ ที่หนูจบมา คือตอนมาสมัครก็พอทราบค่ะ อาจารย์ประจำภาคสูติที่คณะเดิมก็ให้คำแนะนำ ว่าหนูควรจะเรียนโรงเรียนแพทย์มากกว่าและอาจารย์หลายๆท่านที่สถาบันเดิมก็ชวนหนูเรียนที่เดิม บอกว่าถ้ามาสมัครก็ยินดีรับแน่ๆ แต่ตอนนั้นหนูเลือกที่จะมาฟิกวอร์ดที่นี้ เพราะคิดว่าได้เรียนเลย จบไว ไม่ต้องใช้ทุน จบแล้วสามารถสอบ usmle ได้เลย

แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า พอหนูเข้ามาทำงานจริงๆแล้ว ที่นี้แทบไม่มีการเรียนการสอนเลย ไม่มีแบ่งสายราวน์ ตามsubspecialty เพราะจำนวนstaff ก็มีน้อยและ staff ที่จบsubspecialty มีเพียง 2-3 คน มีconference แต่staff ก็เข้าน้อย, พี่ๆresident บอกว่าจะได้เรียนบ้างตอนที่เป็น resident ปี2 ที่จะมีไปอิเลกทีฟที่ รรพ ที่อื่น หนูคิดแล้วว่าที่นี้คงไม่เหมาะกับหนูแน่ๆ หากเข้าไปเทรน กลัวจะทนอยู่จนจบไม่ได้ ตอนนี้หนูมีทางเลือกอยู่สามทาง

1.ออกมาเป็น gp ที่ รพ แห่งนี้,ทำงานจนครบ 3 ปี แล้วค่อยสอบusmleไปอเมริกา เป็น gpที่นี้ ค่อนข้างมีเวลา หนูสามารถเตรียมตัวสอบ usmle,elective,มีเวลาทำresearchได้ค่ะ 

2.ลาออกไปเลยหลังจบ intern1,ทำงานเป็น intern 2 ที่อื่นเอาทุนมาเรียน รรพ. ที่หนูจบมา แต่ปัญหาคือ ขณะนี้ หนูอายุ 24 อาจเข้าไปเรียนได้ตอนอายุ 26, เรียนจบตอนอายุ 29, ทำงานใช้ทุนให้ต้นสังกัดอีก 3 ปี ขณะนั้นก็อายุ 33 ปีค่ะ คิดว่าอายุคงมากแล้ว

3.ลาออกไปเลยหลังจบ intern 1, ทำงานเป็น intern 2 ที่อื่นก่อน เพราะสูติหากจะเรียนแบบฟรีเทรน จะสมัครได้คือต้องจบ intern2 เท่านั้นค่ะแล้วค่อยกลับไปfree train ที่ รรพ.สถาบันเดิม (สมัยหนูเป็นนศพ อาจารย์ผู้ใหญ่หลายท่านชวนมาเรียนต่อ บอกถ้าเรียนที่นี้ หากperformance ตอนเป็นresidentดี อาจได้เป็นอาจารย์ต่อ แต่ตอนนั้นหนูปฏิเสธไปเพราะอยากสอบusmleมากๆค่ะ หากหนูจะกลับไปเรียนที่เดิมจริง คิดว่าเรื่องนี้อาจต้องเข้าไปคุยกับอาจารย์ที่ภาคก่อนล่วงหน้า แต่หนูก็ไม่แน่ใจ100% ว่าทางภาคจะรับแน่ๆ เพราะเขาอาจจะพิจารณาคนที่มีต้นสังกัดมาก่อน และหนูก็ไม่แน่ใจว่าการที่หนูฟิกวอร์ดแล้วลาออกด้วยอาจจะทำให้หนูดูแย่อ่าค่ะ)

4.เทรนต่อที่นี้ให้จบ ข้อนี้หนูขอเป็นทางเลือกสุดท้ายเลยค่ะ 

ตอนนี้หนูตัดสินใจไม่ได้ ว่าจะเลือกทางไหนดี แต่ใจเอนเอียงไปทางข้อ 1 เพราะข้อสองและสามคงต้องเสียเงินก้อน เลยอยากขอคำแนะนำ ในมุมมองของอาจารย์ค่ะ

ขอบคุณอาจารย์มากนะคะ ที่สละเวลา

........................................................................

ตอบครับ

     1. การที่คุณซึ่งเป็นแพทย์จบใหม่คิดอ่านที่จะสอบยูสไมล์เพื่อไปฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านที่อเมริกานั้น ผมสนับสนุน ด้วยเหตุผลว่า

     1.1 การสอบยูสไมล์ไม่ว่าจะสอบได้หรือไม่ได้ แต่ก็จะทำให้ความรู้พื้นฐานวิชาแพทย์ของคุณแน่นขึ้น วิชาแพทย์นี้มันเป็นวิชาที่ลึกซึ้ง ต้องมีพื้นฐานของวิชาแน่นมันจึงจะใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย คล้ายกับวิชาดนตรีเหมือนกัน หากคุณไม่เจนจบเรื่องตัวโน้ต คีย์ และคอร์ด โอกาสที่คุณจะเล่นดนตรีให้ได้ระดับละเมียดลึกซึ้งกับเครื่องดนตรีใดก็ตามนั้นเป็นไปได้ยากมาก 

     1.2 ยิ่งถ้าคุณสอบยูสไมล์ได้ก็ยิ่งดี เพราะการได้ไปฝึกอบรมเมืองนอกจะดีกว่าฝึกอบรมในเมืองไทยตรงที่โลกทัศน์วิสัยทัศน์ของคุณจะกว้างขึ้น และได้เรียนรู้ระเบียบวินัยการทำงานในสังคมฝรั่ง ซึ่งแตกต่างจากของไทยมาก ผมไม่ได้ว่าอะไรดีกว่าอะไรนะ พูดแต่ว่ามันไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่นสมัยที่ลูกชายผมเข้าเรียนแพทย์ใหม่ๆ ทางคณะเขาก็นัดผู้ปกครองไปประชุม เขาจดหมายแจ้งนัดเวลาประชุมอย่างเป็นทางการมาเก้าโมง แต่กว่าคณาจารย์และผู้ปกครองจะยุรยาตรเข้าห้องประชุมครบและเริ่มประชุมกันได้จริงๆก็สิบโมง นี่เป็นวัฒนธรรมในการทำงานอย่างหนึ่งของคณะแพทย์แห่งนั้น แล้วแพทย์ที่เป็นผลผลิตของวัฒนธรรมอย่างนั้นก็ต้องซึมซับเอานิสัยแบบนั้นไป ย้ำอีกที ผมไม่ได้ว่าดีไม่ดีนะ ทุกอย่างมีดีมีเสีย ช้าก็ดีตรงที่ไม่เครียด 

     พูดถึงตรงนี้ขอนอกเรื่องหน่อย นานมาแล้วผมฟังญาติซึ่งเป็นนักกฎหมายใหญ่คุยกับเพื่อนเก่าของเขาที่ไม่ได้พบกันหลายสิบปี ทักทายกัน สอบถามถึงชีวิตกันและกันว่าตอนนี้มึงอยู่ที่ไหนทำอะไร ก็ได้รับคำตอบว่า

     "ชีวิตกู ครึ่งหนึ่งหมดไปกับการว่าความ" แล้วเพื่อนก็ถามด้วยความสนใจว่า

     "แล้วอีกครึ่งมึงทำอะไร ไปอยู่กับอีหนูเหรอ" ท่านตอบว่า

     "เปล่า..กูรอศาล"

     (ฮ่า ฮ่า ฮ่า ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น)

     2. ถามว่าในบรรดาทางเลือกสี่ทางที่คุณเรียบเรียงมานั้นผมแนะนำแบบไหน ตอบว่าผมแนะนำแบบที่ 1 คืออยู่เป็นแพทย์ทั่วไปใช้ทุนที่รพ.เดิมนั่นแหละจนครบสามปี อ่านหนังสือเตรียมสอบไปด้วย เพราะผมไม่สนับสนุนการฝึกอบรมเป็นแพทย์เฉพาะทางทันทีที่เรียนจบ มันเหมือนกับการพ้นจากการเป็นเด็กหญิงแล้วก็แต่งงานเลย จะเอาประสบการณ์ชีวิตที่ไหนไปเป็นพื้นฐานในชีวิตคู่ การเป็นแพทย์เฉพาะทางที่สามารถคุณต้องมีความรู้พื้นฐานวิชาแพทย์ทั่วไปแน่นปึ๊ก มิฉะนั้นคุณจะกลายเป็นแพทย์เฉพาะทางพันธ์กบในกะลา พอเจอปัญหายากๆคุณแก้ไม่ได้ เพราะปัญหาของคนไข้มันไม่ได้แยก specialty บ่อยครั้งที่โรคของอวัยวะหนึ่ง อาการมาโผล่ที่อีกอวัยวะหนึ่ง ผมจึงสนับสนุนให้แพทย์รุ่นใหม่ทุกคนได้เป็นแพทย์ทั่วไปกันคนละหลายๆปีก่อน ก่อนที่จะไปฝึกอบรมเป็นแพทย์เฉพาะทาง การเป็นแพทย์ทั่วไปนี่มันเป็นชีวิตที่โรแมนติกมากนะ เพราะเราต้องท่องไปในโลกกว้างของความไม่รู้ มันจึงมีแต่ความตื่นตาตื่นใจ แล้วมันยังมีประสบการณ์ดีๆในเชิงชิวิตและสังคมสอดแทรกอยู่เป็นครั้งคราวด้วย

     พูดถึงตรงนี้ขอนอกเรื่องอีกหน่อยนะ นานมาแล้ว ประมาณปี พ.ศ. 2523 ผมไปเป็นแพทย์ใช้ทุนที่สุขศาลาอำเภอปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ทำคลินิกส่วนตัวไปด้วย ไม่กี่เดือนก็ซื้อรถปิคอัพคันเล็กๆสีขาวใหม่ถอดด้ามได้คันหนึ่งราคา 88,000 บาท เวลาหมอสมวงศ์ซึ่งเป็นแพทย์ใช้ทุนอยู่ที่รพ.จังหวัดมาหาก็พากันขับรถเที่ยวไปตามชนบทของปากพนัง วันหนึ่งขับรถสำรวจลงถนนดินซอกซอนแล้วหลงไปในทุ่งนาข้าวอันเวิ้งว้าง แดดอ่อนๆนุ่มๆ อากาศเย็นๆ รวงข้าวสีทอง กำลังจอดรถชะเง้อดูว่าจะกลับรถไปขึ้นทางเก่าอย่างไร ก็เห็นผู้หญิงชาวบ้านคนหนึ่งจูงเด็กวิ่งมาแต่ไกล ปากก็ร้องตะโกนอะไรไม่รู้เสียงแว่วๆ โบกมือเป็นสัญญาณให้ผมรอก่อน ผมก็เลยยืนรอดู ในที่สุดเธอและเด็กก็มาถึงในสภาพกระหืดกระหอบ

     "นี่ลูกของฉันไง ที่ตอนมันเป็นไข้เลือดออกฉันว่ามันตายแล้วแต่หมอช่วยมันไว้ นี่ข้าวใหม่ของฉันเอง ฉันเห็นรถของหมอจึงรีบเกี่ยวมาให้"

     ว่าแล้วเธอก็ยื่นฟ่อนรวงข้าวสีทองที่ยังไม่ทันได้มัดเป็นกำเลยมาให้ ผมเอื้อมมืออ้อมคมเคียวในมือของเธอไปรับรวงข้าวด้วยความรู้สึกตื้นตัน มันเป็นโมเมนต์โรแมนติกเล็กๆที่ผ่านไปตั้งห้าสิบปีแล้วผมก็ยังจำได้ จำได้แม้กระทั่งแสงแดดอ่อน ลมเย็น ทุ่งรวงทองสีเหลือง และตาแป๋วไร้เดียงสาของเด็กคนนั้น

     3. ที่คุณแสดงความกังวลว่าเส้นทางนั้นเส้นทางนี้ใช้เวลานานไปหรือเปล่า ตอนนี้อายุ 24 แล้ว กว่าจะใช้ทุนนี่จบก็ 26 กว่าจะเรียนต่อจบก็ 29 ใช้ทุนเสร็จก็ 33 จะแก่เกินแกงไปหรือเปล่า ผมอยากจะบอกคุณหมอว่าในการมีชีวิตอยู่นี้อย่าไปเร่งรัดลนลานไปให้ถึงเป้าหมายของชีวิตเร็วๆ เพราะเป้าหมายของชีวิตไม่ใช่ตัวชีวิต โมเมนต์ที่เราก้าวเดินไปแต่ละก้าวต่างหากที่เป็นตัวชีวิตที่แท้จริง ไม่ใช่เป้าหมายที่เราวาดไว้ เป้าหมายสูงสุดและสุดท้ายของชีวิตของมนุษย์ทุกคนที่ทุกคนต้องไปถึงคุณก็รู้อยู่แล้วนี่ ก็คือเชิงตะกอนไง แล้วคุณจะรีบไปทำไม

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์