30 พฤศจิกายน 2560

แค้มป์ปลีกวิเวกทางจิตวิญญาณ (Spiritual Retreat) ครั้งที่ 3


22-25 มค. 61 (สี่วันสามคืน)

Spiritual retreat คืออะไร

     Spiritual คำนี้ผมต้องการใช้สื่อถึงการเสาะหาหรือเดินทางฝ่าข้ามชีวิตส่วนที่เป็นร่างกายนี้และความคิดที่ก่อตัวเป็นความสำคัญมั่นหมายว่าเราเป็นบุคคลคนนี้ซึ่งเป็นสิ่งสมมุติขึ้น หันกลับเข้าไปสู่ภายใน วางสำนึกว่าเป็นบุคคลลง วางความยึดติดร่างกายลง หันเข้าไปสู่ส่วนลึกที่สุดที่ภายใน ไปสู่ความรู้ตัว (awarenes) ซึ่งเป็นสถานะที่เป็นนิรันดร ไม่เปลี่ยนแปลง
     Retreat คือการปลีกวิเวกหลีกเร้น ไปอยู่ในสถานที่สงบเงียบเป็นธรรมชาติ เพื่อให้ได้มีเวลาที่สันโดษและเป็นส่วนตัว
     Spiritual retreat ก็คือการปลีกวิเวกหลีกเร้นเพื่อแสวงหาความสุขสงบเย็นภายในตัว โดยไปอยู่ในสถานที่สงบเงียบเป็นเวลานานหลายวันบ้าง หลายสัปดาห์บ้าง หลายเดือนบ้าง อาจจะอยู่คนเดียว หรืออยู่กับกลุ่มที่ต่างมุ่งแสวงหา "ความหลุดพ้น" เหมือนกัน
    แค้มป์นี้ไม่เกี่ยวกับศาสนา คนทุกศาสนา หรือคนไม่มีศาสนาก็มาเข้าแค้มป์ได้ ไม่มีพิธีกรรม ไม่ต้องปฏิบัติบูชา ไม่ต้องนุ่งห่มแบบใดแบบหนึ่งเป็นการเฉพาะ ในแค้มป์จะพูดหรือทำสิ่งเดียวเท่านั้น คือพูดและทำเฉพาะเรื่องที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้นไปจากความยึดติดในความเป็นบุคคลและยึดติดร่างกายนี้ ไปสู่ความรู้ตัว โดยโฟกัสที่..ที่นี่ เดี๋ยวนี้

บทเรีียนจากแค้มป์ก่อน 

          บทเรียนจากแค้มป์ก่อนทำให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจให้แจ้งชัดก่อนว่าใครจะได้ประโยชน์จากการมารีทรีตนี้ สำหรับผู้ที่ศึกษามามากแล้ว ปฏิบัติมามากแล้ว หลายปี หรือหลายสิบปี ตามทิศทางในศาสนาของตน มีความเชื่อแน่นแฟ้นในวิธีปฏิบัติตามศาสนาของตน แต่ชอบแสวงหาคอนเซ็พท์ใหม่ๆในเรื่องความหลุดพ้นเพื่อนำมาเทียบเคียงกับคอนเซ็พท์ที่ตนเองเชื่อมั่่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีแสวงหาเพื่อให้คอนเซ็พท์ใหม่นั้นช่วยตอกย้ำความเชื่อเดิมของตนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เป็นผู้โฟกัสอยู่ที่คอนเซ็พท์และความเชื่อ ประสงค์จะดิสคัสหรือเสวนาเรื่องคอนเซ็พท์การหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดหลังจากที่ชีวิตนี้จบสิ้นไปแล้ว โดยโฟกัสความสนใจอยู่ที่ชาติหน้าและการไม่กลับมาเกิด ผู้มารีทรีตกลุ่มนี้จะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการมารีทรีตนี้เลย เพราะรีทรีตนี้ไม่ใช่เวทีเสวนาหรือดิสคัสคอนเซ็พท์ และจะไม่พูดถึงอะไรในมิติของเวลา แม้แต่วันพรุ่งนี้ก็ไม่พูดถึง อย่าว่าแต่ไกลไปถึงชาติหน้าเลย รีทรีตนี้ถือว่าเวลาเป็นเพียงคอนเซ็พท์หนึ่งที่ไม่ได้มีอยู่จริง รีทรีตนี้มุ่งฝึกทักษะการวางสำนึกว่าเป็นบุคคลและการวางความยึดติดในร่างกายลง เพื่อให้เข้าถึงความรู้ตัว ที่นี่ เดี๋ยวนี้ เพื่อให้การใช้ชีวิตประจำวันและการทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกครอบครัวหรือสมาชิกสังคมในวันนี้เป็นไปอย่างสงบเย็น รีทรีตนี้จะไม่พูดถึงการตายที่ยังมาไม่ถึง และจะไม่พูดถึงชาติหน้า

     รีทรีตนี้จะมีประโยชน์สำหรับผู้มีความทุกข์กับการใช้ชีวิตแต่ละวันซึ่งเกิดจากความยึดติดในความเป็นบุคคลหรือสิ่งสมมุติต่างๆแต่ทั้งๆที่รู้ก็ยังไม่สามารถวางมันลงได้ หรือเป็นผู้เบื่อระอากับชีวิตในปัจจุบันที่มีแต่ กิน ขับถ่าย นอน สืบพ้นธ์ุ แล้วตายไปแล้วเวียนว่ายมาเกิดใหม่อยู่อย่างนี้ หรืือมีชีวิตจมอยู่ในความกลัว หรือในความซึมเศร้าเสียใจ ประสงค์จะเปลี่ยนวิธ่ีใช้ชีวิตเสียใหม่ให้มันมีความสุขสงบเย็น ให้มันมีคุณค่า ให้มันมีความหมาย โดยเจาะจงทำการเฉพาะที่..ที่นี่ เดี๋ยวนี้ เท่านั้น คอนเซ็พท์ใดๆที่จะต้องทำความเข้าใจรวมไปถึงการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดก็รับรู้เพียงเพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางให้แก่การปฏิบัติตนเพื่อให้ใช้ชีวิตที่นี่เดี๋ยวนี้ได้อย่างสงบเย็นมีความหมายและมีคุณค่าเท่านั้น การบรรลุความหลุดพ้นใดๆก็มีความหมายแค่การบรรลุที่ที่นี่เดี๋ยวนี้เท่านั้น ไม่ใช่เมื่อตายแล้วหรือเมื่อตายแล้วเกิดตายแล้วเกิดอีกหลายชาติ

      ในอีกด้านหนึ่ง รีทรีตนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับคนที่แสวงหาวิธีกระตุ้นความคิดหรือปลูกฝังความเชื่อให้ตนเองมีพลังลึกลับหรืือเกิดความบันดาลใจที่จะทำการใหญ่บุกน้ำลุยไฟเพื่อหนุนส่งสำนึกความเป็นบุคคลให้โดดเด่นด้วยการเพิ่มความร่ำรวยหรือการประสบความสำเร็จในชีวิต ในทางตรงกันข้ามแค้มป์นี้เป็นแค้มป์ที่สอนให้วางสำนึกว่าเป็นบุคคลและวางคอนเซ็พท์ใดๆที่เกี่ยวเนื่องกับความเป็นบุคคล รวมทั้งปล่อยวางความสำเร็จเช่นความร่ำรวยเกียรติยศชื่อเสียงลงเพื่อให้เข้าถึงความรู้ตัวซึ่งอยู่พ้นความเป็นบุคคลออกไป เพราะรีทรีตนี้ถือว่าความรู้ตัวเป็นแหล่งของความสุขสงบเย็นที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวของการเกิดมามีชีวิต

ความสำคัญของการเจาะลึกรายคน 

          บทเรียนจากรีทรีตก่อนทำให้เห็นความสำคัญของการเจาะลึกความก้าวหน้าเป็นรายคนในลักษณะ one to one หมายถึงผู้สอนกับผู้เรียนมีโอกาสได้สื่อสารกันหนึ่งต่อหนึ่ง เพราะไม่ว่าจะในเชิงความก้าวหน้าของการวางความคิดเข้าสู่ความรู้ตัว และในเชิงการนำสิ่งที่เรียนไปปฏิบัติในชีิวิตจริง ล้วนมีความแตกต่างกันในแต่ละคนซึ่งจะใช้วิธีเรียนแบบเหมาโหลไม่ได้เลย ในรีทรีตนี้จึงกำหนดตารางให้มีหนึึ่งวันเต็มๆที่จะเป็นกิจกรรมเจาะลึกรายคนแบบหนึ่งต่อหนึ่ง การฝึกแบบนี้จำเป็นต้องจำกัดผู้เข้ารีทรีต

ตารางกิจกรรม Spiritual Retreat 3

วันเวลา: 22-25 มค. 61 (สี่วันสามคืน)

สถานที่: เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์

ตารางกิจกรรม:

วันแรก (22 มค. 61)

11.00 - 12.00 น. Getting to know you. รู้จักทักทาย จูนคลื่น ผ่อนคลาย
12.00 - 14.00 น. Lunch break รับประทานอาหารกลางวัน และพักผ่อนตามอัธยาศัย
14.00 - 15.00 น. I am a person vs I am. สำนึกการเป็นบุคคล vs สำนึกการเป็นผู้รู้ตัว
15.00 - 15.30 น. Self inquiry ตั้งคำถามสู่ความหลุดพ้น
15.30 - 16.00 น. Coffee Break ในความเงียบสงบ ไตร่ตรองสิ่งที่ได้เรียนรู้
16.00 - 17.00 น. Sat sang สนทนาทางจิตและแบ่งปันประสบการณ์เพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้ง
17.00 - 18.30 น. Dinner รับประทานอาหารเย็น
18.30 - 19.30 น. Aware of awareness meditation มีประสบการณ์ด้วยตนเองในสมาธิแบบรู้ความรู้ตัวลึกลงๆ

วันที่สอง (22 มค. 61)

06.30 - 07.00 น. Aware of awareness meditation ทบทวนนั่งสมาธิแบบรู้ความรู้ตัวลึกลงๆ
07.00 - 08.00 น. Morning walk เดินแบบรู้อริยาบทร่างกาย
08.00 - 09.00 น. Breakfast รับประทานอาหารเช้า
09.00 - 10.00 น. "Tai Chi" Body scan in the movement ฝึกความรู้ตัวทั่วพร้อมด้วยไทชิ
10.00 - 10.30 น. Sat sang สนทนาและแบ่งปันประสบการณ์เรื่องความรู้ตัวทั่วพร้อม
10.30 - 11.00 น. Coffee Break ในความเงียบสงบ ไตร่ตรองสิ่งที่ได้เรียนรู้
11.00 - 12.00 น. Philosophy of Yoga โยคะ เส้นทางปฏิบัติสู่ความหลุดพ้น (Doctor Love)
12.00 - 14.00 น. Lunch break รับประทานอาหารกลางวัน และพักผ่อนตามอัธยาศัย
14.00 - 16.00 น. Relaxation with Yoga ผ่อนคลายด้วยปราณายามาและโยคะอาสนะ
16.00 - 17.00 น. Pratyahara การถอยออกมาเป็นผู้สังเกต
17.00 - 18.30 น. Dinner รับประทานอาหารเย็น
18.30 - 19.30 น. ฌาน (dharana) ญาณ (dhyana) และสามวิธีสู่ความหลุดพ้น

วันที่สาม (24 มค. 61)

06.30 - 07.00 น. Vibration meditation ฝึกสมาธิแบบแบบใช้เสียงและการสั่นสะเทือน
07.00 - 08.00 น. Morning walk เดินในจิตสำนึกเป็นผู้รู้ตัว (individual consciousness)
08.00 - 09.00 น. Breakfast รับประทานอาหารเช้า
09.00 - 17.00 น. One to one training ผู้ฝึกหมุนเวียนฝึกตัวต่อตัวกับพี่เลี้ยง
     (นพ.สันต์ - คนละ20 นาที) แก้ไขความติดขัดในแต่ละระดับชั้นของการวางความคิดสู่ความรู้ตัว
     (ครู ต. - คนละ20 นาที) แก้ปัญหาในชีวิตจริงในแต่ละวันด้วยความรู้ตัว
     (Doctor Love - คนละ20 นาที) Bringing relaxation to your daily life
     (Therapist - คนละ 1 ชั่วโมง) การนวดผ่อนคลาย
   สลับกับการฝึกเดินแบบผู้รู้ตัวและนั่งสมาธิแบบต่างๆตามอัธยาศัย
17.00 - 18.30 น. Dinner รับประทานอาหารเย็น
18.30 - 19.30 น. Grace meditation นั่งสมาธิแบบรับและเผื่อแผ่พลังเมตตา

วันที่สี่ (25 มค. 61)

06.30 - 07.30 น. อาณาปานสติ 16 ขั้นตอน จากการรู้ร่างกายสู่ฌาณ จากฌาณสู่การวางความคิด
07.00 - 08.00 น. Morning walk ในจิตสำนึกเป็นผู้รู้ตัวและเปิดรับพลังทางจิตวิญญาณไปพร้อมกัน
08.00 - 09.00 น. รับประทานอาหารเช้า
09.00 - 10.30 น. Duality vs Non-Duality และ สามเส้นทางสู่ความหลุดพ้น
10.30 - 11.00 น. Coffee Break ในความเงียบสงบ ไตร่ตรองสิ่งที่ได้เรียนรู้
11.00 - 12.00 น. คำแนะนำการใช้ชีวิตและแลกเปลี่ยนก่อนจาก
12.00 - 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน / ร่ำลา

...............................................

     ค่าใช้จ่ายในการมาเข้าแค้มป์ Spiritual Retreat-3  

     คนละ 7000 บาท ราคานี้รวมอาหารวันละสามมื้อ อาหารว่างวันละสองเบรค ค่าที่พักห้องพักเตียงคู่ห้องละ 2 คน สี่วัน สามคืน (กรณีต้องการนอนทั้งห้องคนเดียวต้องจ่ายเพิ่มอีกคืนละ 500 บาท รวม 3 คืน ต้องจ่ายเพิ่ม 1500 บาท) แต่ไม่รวมค่าเดินทาง ทุกคนต้องเดินทางไปและกลับด้วยตนเอง

     จำนวนที่รับเข้าแค้มป์

     รับไม่เกิน 10 คน

      วิธีลงทะเบียนเข้าแค้มป์

1. แจ้งสำรองที่เรียน

     1.1 ทางโทรศัพท์ที่ พญ.สมวงศ์ ใจยอดศิลป์ โทร. 086 8882521 หรือคุณตู่ (ฐานวีร์ พีรกุล) โทร. 081 900 8321 หรือ 086 985 8628
     1.2 ทางอีเมล somwong10@gmail.com หรือ tuthannawee@gmail.com

2. ชำระเงินค่าลงทะเบียน

     โอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารกรุงเทพ สาขาเมืองทองธานี เลขบัญชี 931 0 06792 2 ชื่อบัญชี นายสันต์ ใจยอดศิลป์

3. ยืนยันการรับลงทะเบียน

     ส่งภาพถ่ายสลิปใบโอนเงินที่เขียนชื่อของท่านด้วยปากกาทับไว้อย่างชัดเจนบนใบสลิปนั้นด้วย ส่งไปยังพญ.สมวงศ์ทางอีเมล somwong10@gmail.com  ในกรณีไม่สะดวกในการส่งภาพถ่าย จะโทรศัพท์บอกกับพญ.สมวงศ์ที่หมายเลข 086 8882521 โดยตรงด้วยตนเองก็ได้

     ขอความกรุณาอย่าส่งใบสลิปมาโดยไม่เขียนชื่อว่าเป็นเงินของใคร เพราะทางเวลเนสวีแคร์ได้รับใบสลิปแล้วก็ยังไม่รู้จะลงทะเบียนในชื่อใครอยู่ดี

     การลงทะเบียนจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อทางเวลเนสวีแคร์ได้รับทั้งเงินและชื่อผู้ส่งเงินแล้วเท่านั้น

     การลงทะเบียนเรียนใช้สูตรมาก่อนได้ก่อน เต็มแล้วปิด

    นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

แก้ไขเวียนหัวบ้านหมุนด้วยตัวเองด้วย Epley Maneuver

เรียนคุณหมอ
มีอาการเวียนหัวและมึนๆงงๆอยู่หลายวัน ไปหาหมอ หมอจับเอียงซ้ายเอียงขวาลุกๆนั่งๆ แป๊บเดียวแล้วอาการหายเป็นปลิดทิ้งเลย จึงอยากเอาวิธีนั้นมารักษาตัวเองที่บ้านเผื่อครั้งหน้าเป็นอีกจะได้ไหม อยากถามคุณหมอสันต์ว่าต้องทำอย่างไร ทำเองแล้วจะมีอันตรายหรือเปล่า

...................................................

ตอบครับ

อาการเวียนหัวบ้านหมุน อาจเป็นโรคใดโรคหนึ่งในสามโรคต่อไปนี้ คือ

     1. โรคเวียนหัวชั่วคราวเพราะท่าร่าง หรือ BPPV ซึ่งย่อมาจาก benign paroxysmal positional vertigo – บางครั้งหมอก็เรียกง่ายว่าโรคมีนิ่วที่น้ำในหูชั้นใน อาการของ BPPV คือมีอาการเวียนหัวบ้านหมุนประเดี๋ยวประด๋าวตอนหันคอหรือเปลี่ยนท่าร่าง พอพักสักครู่ก็ทุเลาลงหรืือหายไป หรือหันหน้าเร็วๆแล้วเป็น อาจเป็นๆหายๆ อาจเป็นซ้ำบ่อยๆได้

    2. โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Ménière disease) เป็นโรคความผิดปกติของหูชั้นใน ที่อยู่ๆน้ำในหู (endolypmphatic system) ก็เกิดมีความดันสูงขึ้น น้ำในหูนี้ร่างกายขังไว้ในช่องจำกัดมีรูเลี้ยวต่อไปมาหากันได้เพื่อใช้วัดทิศทางการเคลื่อนไหว เมื่อมีเหตุอะไรก็ตามทำให้ความดันน้ำนี้สูงขึ้น ก็จะมีอาการหูตึง เวียนหัวบ้านหมุนเป็นๆหายๆ มีเสียงวิ๊งๆในหู และแน่นหู มักเป็นอยู่นานและเรื้อรัง สาเหตุที่ความดันน้ำในหูสูงขึ้นอาจเกิดจากการบาดเจ็บ จากยา จากการติดเชื้อ จากโรคพยาธิ จากไขมันในเลือดสูง จากภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง การเสียดุลสารเกลือแร่ จากฮอร์โมน ก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นมาโดยหาสาเหตุไม่พบ

     3. โรคไมเกรน เป็นโรคปวดศีรษะในกลุ่มไม่ทราบเหตุ ที่มีอาการเป็นเอกลักษณ์คือปวดหัวแบบตึ๊บๆ (vascular headache) ปวดครั้งหนึ่งกินเวลา 4-72 ชม. มักมีอาการนำ (aura) ที่เกิดจากการเสียการทำงานของระบบประสาทเป็นการชั่วคราวเช่นเห็นแสงสีวูบวาบ มักมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เวียนหัวบ้านหมุน มักเป็นข้างเดียว มักเป็นกรรมพันธุ์ มักมีอาการแพ้แสง นอนไม่หลับ และซึมเศร้า ร่วมด้วย หรือมีการอดนอน หรือการอยู่ในภาวะซึมเศร้าเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการ

     กรณีของคุณนี้หมอเขาวินิจฉัยว่าเป็นโรคเวียนหัวชั่วคราวเพราะท่าร่าง (BPPV) และเขารักษาด้วยวิธีของหมอเอ็ปเลย์ (Epley maneuver) คอนเซ็พท์ของหมอเอ็ปเลย์คือ PBBV เกิดจากเกิดตะกอนหรือผลึกขึ้นที่น้ำในหูแล้วไปกระตุ้นหูชั้นในตรงที่ไวทำให้เวียนหัว วิธีรักษาของเขาคือหาทางกลิ้งเอาผลึกนั้นออกไปจากหูชั้นในบริเวณนั้น วิธีกลิ้งก็ต้องมีลีลาหันไปหันมาเล็กน้อยเพราะหูชั้นในมันมีรูปทรงประหลาดคือเป็นวงแหวนกลมสามวงตั้งฉากต่อกันและกันโดยที่น้ำในหูซึ่งอยู่ในวงแหวนทั้งสามนั้นสามารถไหลเชื่อมต่อกันได้หมด คุณจะใช้วิธีนี้รักษาตัวเองที่บ้านก็ได้ วิธีการมีดังนี้

     ถ้าอาการบ้านหมุนเกิดจากหูซ้าย ให้

     1. นั่งขอบเตียง หันหน้าไปทางซ้าย 45 องศา คือหันไปแต่ไม่ถึงหัวไหล่

     2. วางหมอนบนพื้นที่นอน กะว่าเมื่อนอนหงายแล้วหมอนจะอยู่ตรงระดับไหล่ไม่ใช่ระดับศีรษะ หรือจะใช้วิธีนั่งบนเตียงโดยกะตำแหน่งที่เมื่อนอนหงายแล้วศีรษะจะพ้นขอบเตียงออกไปก็ได้ จากนั้นให้นอนหงายลงอย่างรวดเร็ว แล้วนิ่งอยู่ในท่านี้ 30 วินาที

     3. หันหน้าไปทางขวา 45 องศา (เท่ากับหันไปจากตำแหน่งเดิม 90 องศา) โดยยังไม่ยกหัวขึ้น นิ่งอยู่อีก 30 วินาที

     4. พลิกนอนตะแคงเอาลำตัวข้างขวาลงโดยยังเหลียวขวาอยู่เหมือนเดิม เท่ากับว่าตอนนี้หน้าเหลียวมองพื้น นิ่งอยู่อีก 30 วินาที

     5. ค่อยๆลุกขึ้นนั่งบนเตียงอีกนานสองสามนาที

     ถ้าอาการบ้านหมุมมาจากหูขวา ให้ทำแบบเดียวกันแต่กลับข้าง คือกลับข้างซ้ายเป็นข้างขวา

     การรักษาตัวเองด้วยวิธีนี้ไม่มีอันตรายอะไร อย่างมากก็ทำให้คุณเวียนหัวมากขึ้น ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็สมควรส่งต่อตัวเองไปหาหมอหูคอจมูกตัวจริง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Epley JM. The canalith repositioning procedure: for treatment of benign paroxysmal positional vertigo. Otolaryngol Head Neck Surg. 1992 Sep. 107(3):399-404.

29 พฤศจิกายน 2560

อย่าสอนสังฆราชให้ว่ายน้ำ

เรียน คุณหมอที่เคารพรักอย่างสูง

ดิฉัน ... อายุ 48 ปี มีอาชีพประมงเลี้ยงกุ้งค่ะ อยู่ที่จังหวัดสมุทรสงคราม ดิฉันเป็นคนสนใจศึกษาดูแลสุขภาพแนวธรรมชาติบำบัดมาหลายปีแล้วค่ะ แต่ก็รู้เรื่องแบบงูงูปลาปลาจนได้มีโอกาสรู้จักบทความของท่านแล้ว และติดตามอ่านมาได้ระยะหนึ่ง ก็ได้มีความรู้ที่ถูกต้องเป็นประโยชน์นำมาใช้กับชีวิตจริงได้
ยิ่งมีความศรัทธาแนวนี้อย่างแรงกล้าเลยค่ะ ด้วยความที่ คนในครอบครัวมีสมาชิกที่มีโรคร้ายแรงตั้งแต่ คุณพ่อพี่ชายและคุณป้าที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ได้เห็นการรักษาและต่อสู้กับโรคร้ายมาแรมปีๆ แต่ก็พ่ายแพ้ อีกทั้งมีลูกพี่ลูกน้องที่ต้องล้างไตตั้งแต่อายุน้อยๆตั้งสองคน เนื่องด้วยรับประทานยามากเกินไป จึงทำให้ดิฉันพยายามอยู่ห่างกายจากยาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ตอนนี้ดิฉันดูแลคุณแม่ ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดัน ไขมันสูงอยู่ค่ะ สุขภาพกายและใจยิ่งเลวร้ายขึ้นเมื่อมีโรคความจำเสื่อมบวกเข้ามาด้วย คุณแม่ ปีนี้อายุ73 ปีค่ะ พี่ชายซึ่งเป็นลูกคนโตเพิ่งเสียไปปลายปีที่แล้วด้วย มะเร็งลำไส้ ผ่าตัดพร้อมทำคีโม  ดูเหมือนจะหายแล้วผ่านไปหนึ่งปี ก็กลับมาตรวจพบแพร่กระจายไปที่ตับ รักษาด้วยเคมีบำบัดอย่างเดียว ระยะเวลาทั้งหมดที่ต่อสู้ตั้งแต่ครั้งแรกกับครั้งหลังรวมสามปีพอดีค่ะ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คุณแม่ดิฉันมีแต่ความกังวลห่วงใยตลอดเวลา บางครั้งก็เครียดจนนอนไม่หลับ ต้องพึ่งยานอนหลับ ทั้งหมดนี้ทำให้ดิฉันตีความเห็นว่าเป็นเหตุทำให้อาการสมองเสื่อมของคุณแม่กำเริบเร็วมากเกินกว่าอาการหลงลืมตามวัย จึงพาไปตรวจกับหมอทางด้านสมอง สแกนแล้วคุณหมอสรุปว่ามีอาการเริ่มฝ่อของสมอง ครั้งแรกจึงจ่ายยา Donepenzil ขนาด 5 มก ทานวันละหนึ่งเม็ดหลังอาหารเย็น เริ่มประมาณกันยายน 2559 ซึ่งตอนนั้นคุณแม่ทานยาประจำเฉพาะเบาหวาน กับ ไขมัน Statin อยู่ ต่อมาไปพบหมอครั้งที่สอง ตามนัด (นัดทุกสามเดือน)เดือนธันวาคม 2559 ซึ่งเป็นช่วงพี่ชายป่วยหนักมากแล้ว คุณหมอถามอาการแล้ว ก็เพิ่มยา Zoloft 150 mg ทานครั้งละ ครึ่งเม็ดมาให้อีกตัว โดยบอกว่าเป็นยา happy แก้ซึมเศร้า  ดิฉันเห็นอาการคุณแม่ทานยาพวกนี้ ก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย มีแต่ทรุดกับทรุด จนพี่ชายเสีย  ในปลายเดือนธันวาคม 255

ปัญหาขณะนี้มีอยู่ว่า ล่าสุดที่ไปพบคุณหมอที่ดูแลด้านสมอง ได้ทำการทดสอบทางสมองด้วยการวาดนาฬิกาอะไรพวกนี้ คุณแม่ทำได้น้อย คุณหมอจึงได้เพิ่มขนาดยา Donepezil จาก ขนาด5 mg เป็น 10 mg วันละ1 เม็ดหลังอาหารเย็น พร้อมกับนี้ ดิฉันได้ปรึกษาคุณหมอที่จ่ายยาให้ว่า ดิฉันได้ดูใน NHK documentary เกี่ยวกับผู้ป่วยสมองเสื่อมว่า ถ้าทานยาDonepezil คู่กับ ยา cilostazol วันละหนึ่งเม็ด จะช่วยชะลอความจำเสื่อมได้ดีกว่าแบบไม่ใช้cilostazol ร่วม คุณหมอไม่ยอมอธิบายหรือสนใจในรายละเอียดที่ดิฉันดูจากสารคดีและอยากเรียนถามเลย แต่มีอาการแบบไม่พอใจว่าดิฉันจะเชื่อสารคดีหรือจะเชื่อหมอ ดิฉันจึงจำต้องล้มเลิกความคิดที่จะปรึกษาและเขียนมารบกวนปรึกษาคุณหมอสันต์แทนว่าดิฉันควรหาซื้อยาcilostazol มาให้คุณแม่ดิฉันทานคู่กับDonepenzilเองมั๊ยคะถ้าควร ควรเริ่มจากขนาดต่ำสุด50 mg หรือเท่าไหร่ดีคะ และยาDonepenzilขนาด 5 mg กับ 10 mg มีผลข้างเคียงกับผู้ป่วยต่างกันมากมั๊ยคะ กล่าวคือคุณแม่มักมีอาการปวดกระเพาะ หรืออยากอาเจียน พอไปตรวจและอุลต้าซาวน์ดกระเพาะก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ก็ไม่ทราบว่าเกิดจากความเครียดซึมเศร้า  อะไรหรือตัวยา เพราะพอเปลี่ยนขนาดมา10mg รู้สึกจะอยากอาเจียนมากขึ้น และไม่ค่อยมีแรง
จึงกราบเรียนรบกวนคุณหมอช่วยชี้ทางสว่างด้วยค่ะ
ด้วยความเคารพอย่างสูงและขอกราบขอบพระคุณค่ะ

..............................................

ตอบครับ

     พังเพยโบราณมีว่า

     "สอนหนังสือสังฆราช" และ

     "สอนจรเข้ให้ว่ายน้ำ"

    แต่สิ่งที่คุณทำไปนั้นมันเข้าคำพังเพยที่หมอสันต์คิดขึ้นเองว่า

    "สอนสังฆราชให้ว่ายน้ำ"

     สรุปว่าทั้งสามวิธีนั้นมันล้วนทำให้ "องค์" ของคนที่ถูกสอนต้องเสียหาย เขาก็ย่อมจะต้องออกอาการเพื่อปกป้ององค์ของเขาเป็นธรรมดา ผมจึงแนะนำคุณว่าหากเสนอข้อมูลอะไรไปแล้วคุณหมอเขาบึนปากใส่ ก็ให้คุณเข้าใจ ยอมรับ และวางอุเบกขาเสีย

    เอาเถอะ มาตอบคำถามของคุณดีกว่า

    1. ถามว่าการรักษาผู้ป่วยสมองเสื่อมด้วยการให้กินยา Donepezil ควบกับยา Cilostazol จะทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นมากกว่ากินยา Donepezil ตัวเดียวหรือไม่ ตอบว่าการควบยาจะทำให้อาการดีขึ้นมากกว่ากันหากเป็นผู้ป่วยสมองเสื่อมระดับเล็กน้อย แต่ไม่มีผลหากเป็นผู้ป่วยสมองเสื่อมระดับปานกลางหรือระดับมาก ทั้งนี้ผมตอบตามหลักฐานวิจัยที่ทำที่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นหลักฐานระดับต่่ำ ทีี่ว่าต่ำหมายความว่าเป็นหลักฐานระดับศึกษาย้อนหลัง ไม่ใช่การสุ่มตัวอย่างแบ่งกลุ่มเปรียบเทียบนั่นประการหนึ่ง ทั้งจำนวนคนไข้ที่ศึกษาก็น้อย นั่นอีกประการหนึ่ง จึงถือว่าเป็นหลักฐานระดับต่ำที่น้ำหนักยังไม่มากพอ

    แต่ไหนๆคุณก็เขียนมาแล้วผมจะเล่าให้ฟังนะ ในงานวิจัยนี้เขาไปศึกษาย้อนหลังผู้ป่วยสมองเสื่อมที่กินยา donepezil อยู่ แล้วก็ดูว่าหนึ่งปีที่เพิ่งผ่านไปนี้มีใครบ้างที่สมองเสื่อมช้าสมองเสื่อมเร็วโดยใช้คะแนนทดสอบความจำ (MMSE) เป็นตััวตัดสิน พบว่าเฉพาะกลุ่มที่เป็นสมองเสื่อมระดับเล็กน้อย คนที่กินยา donepezil ควบกับยา cilostazol ซึ่งมี 34 คนมีการเสื่อมของความจำ -0.5 คะแนน ขณะที่คนที่กิน donepezil อย่างเดียวซึ่งมีจำนวน 36 คน มีการเสื่อมของความจำ -2.2 คะแนน ส่วนกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคระดับปานกลางและมากนั้น การควบหรือไม่ควบยาไม่มีผล 
 
     2. ถามว่าควรจะไปขวานขวายหาซื้อยา cilostazol มากินไหม ตอบว่าหลักฐานจากงานวิจัยระดับต่ำเพียงชิ้นเดียวยังไม่ใช่หลักฐานวิทยาศาสตร์ที่หนักแน่นถึงขั้นต้องเปลี่ยนวิธีการรักษาดอกครับ ผมแนะนำว่าคุณอยู่เฉยๆดีที่สุด

     3. ถามว่าการเพิ่มขนาดยา donepezil ขึ้นอีกเท่าตัวมีผลเสียอะไรไหม ตอบว่าก็ทำให้คลื่นไส้อาเจียนท้องเสีย เบื่ออาหาร ปวดกล้ามเนื้อ หมดเรี่ยวหมดแรง นอนไม่หลับ มากขึ้น อย่างที่คุณแม่ของคุณเป็นนั่นแหละครับ

     4. อันนี้คุณไม่ได้ถาม แต่ผมแถมให้ คือแม้แต่ยา donepezil ซึ่งเป็นยามาตรฐานในการลดอาการของโรคสมองเสื่อมนี้ มันก็ไม่ใช่ว่าจะได้ผลดีระดับดีแต๊ดีว่านะครับ ยานี้เป็นยาในกลุ่มสารต้านเอ็นไซม์โคลีนเอสเตอเรส (choline esterase inhibitors - ChEIs) ซึ่งออกฤทธิ์ต้านการจับทำลายสารเคมีเชื่อมปลายประสาทชื่ออาเซติลโคลีน เมื่อมีสารเคมีเชื่อมปลายประสาทคงอยู่มากขึ้น การเชื่อมต่อสัญญาณประสาทก็ดีขึ้น แต่น่าเสียดายที่กลไกการเกิดโรคอัลไซเมอร์คือการเสื่อมสลายของตัวเซลประสาทเอง ดังนั้นยานี้จึงเป็นยาที่เกาไม่ถูกที่คัน จึงช่วยได้แค่บรรเทาอาการชั่วคราว แต่การเสื่อมของเซลประสาทก็ยังเดินหน้าไป ยานี้จึงไม่ได้ช่วยรักษาโรค แค่ช่วยให้เซลที่ดีอยู่ทำงานเต็มที่ได้ แต่ป้องกันความเสียหายของเซลจากโรคหรือฟื้นฟูสภาพของเซลประสาทที่เสียหายแล้วไม่ได้ งานวิจัยพบว่าผู้ป่วยที่ได้ยาเหล่านี้มีการเสื่อมของความจำและความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันช้ากว่าผู้ที่ได้รับยาหลอกเล็กน้อย คือทำให้คะแนนสมองเสื่อมต่างกับกรณีกินยาหลอกแค่ 1.3 คะแนนจากคะแนนเต็ม 30 คะแนน ไม่ได้ต่างกันมาก ดังนั้นถ้าคุณแม่คลื่นไส้อาเจียนมากก็อาจจะไม่ต้องเพิ่มขนาดยาก็ได้ เพราะประโยชน์จากยามีแค่จิ๊บๆ

     ยาอีกตัวหนึ่งซึ่งได้รับการอนุมัติให้ใช้ในโรคอัลไซเมอร์ระดับรุนแรงคือยา menantine (ชื่อการค้า Namenda และ Namenda XR) ซึ่งออกฤทธิที่ปลายประสาทเช่นกัน แต่เป็นการเสริมการส่งสัญญาณประสาทผ่านสารเคมีอีกตัวหนึ่งชื่อกลูตาเมท งานวิจัยพบว่ายานี้ช่วยบรรเทาอาการในคนเป็นโรคมากแล้วได้ดีกว่ายาหลอกเล็กน้อยเช่นกัน

     5. เมื่อเป็นโรคสมองเสื่อม ไม่ควรโฟกัสที่ยา สิ่งที่พึงทำคือค้นหาสาเหตุที่เป็นหญ้าปากคอกซึ่งแก้ได้ง่ายๆเช่น สมองเสื่อมจากยาที่กิน จากการขาดวิตามินบี.12 ขาดโฟเลท ขาดวิตามินดี ขาดฮอร์โมนไทรอยด์ หรือเป็นโรคซึมเศร้า ถ้ามีสาเหตุเหล่านี้ ให้ไปแก้ก่อนแล้วสมองเสื่อมก็จะดีขึ้น

     หลังจากนั้นให้ไปโฟกัสที่การจัดการปัจจัยเสี่ยง ซึ่งก็คือปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดนั่นเอง ได้แก่ความดัน ไขมัน การออกกำลังกาย งานวิจัยพบว่าการออกกำลังกายที่ลดการเสื่อมของสมองได้ดีคืือออกกำลังกายแบบแอโรบิกให้ถึงระดับหนักพอควร (หอบแฮ่กๆร้องเพลงไม่ได้) ควบกับการเล่นกล้าม ดังนั้นจึงต้องจับคนสูงอายุทุกคนเล่นกล้ามถ้าทำได้ นอกจากการออกกำลังกายแล้ว การเปลี่ยนอาหารไปกินอาหารที่มีพืชเป็นหลักแบบไขมันต่ำก็ลดการเสื่อมของสมองได้ จึงควรเปลี่ยนอาหารด้วย ถ้าเคี้ยวไม่ไหวก็ใช้เครื่องปั่นความเร็วสูงปั่นให้เป็นของเหลวโดยไม่ทิ้งกากให้ดื่ม การฝึกสมาธิวิปัสนาก็มีหลักฐานจากภาพเอ็มอาร์ไอ.ว่าทำให้เนื้อสมองใหญ่ขึ้น และมีหลักฐานจากภาพทีดีไอ.ว่าทำให้การเชื่อมต่อในสมองมีมากขึ้นซึ่งเป็นทิศทางที่ตรงข้ามกับการเป็นโรคนี้ซึ่งจะมีเนื้อสมองเล็กลงและการเชื่อมต่อน้อยลง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Masafumi Ihara, Madoka Nishino, Akihiko Taguchi, Yumi Yamamoto, Yorito Hattori, Satoshi Saito, Yukako Takahashi, Masahiro Tsuji, Yukiko Kasahara, Yu Takata, and Masahiro Okada,. Cilostazol Add-On Therapy in Patients with Mild Dementia Receiving Donepezil: A Retrospective Study. PLoS One. 2014; 9(2): e89516. doi:  10.1371/journal.pone.0089516

........................................................
จดหมายจากท่านผู้อ่าน 1
อ่านบทความของหมอ เรื่อง สอนสังฆราชให้ว่ายน้ำแล้ว อยากเพิ่มเติมอะไรสักหน่อย
ผมอายุ 64แล้ว ได้เข้าฝึกสมาธิและเดินจงกรมมาสักพักหนึ่งแล้วสังเกตว่า การเดินจงกรมจะช่วยให้ประสาทการทรงตัวดีขึ้น และเหมือนมีความจำดีขึ้นด้วย จากเดิมจำบทสวดมนต์ไม่ค่อยได้ เป็นจำได้ทั้งหมดในไม่กี่สัปดาห์

................................................

28 พฤศจิกายน 2560

ปรัชญาโยคะของปตัญชลี

(ปรับปรุงครั้งสุดท้าย 17 มิย. 62)

   โยคะ (Yoga) คือปรัชญาสายหนึ่งของฮินดู ก่อนจะพูดถึงโยคะ พูดถึงฮินดูก่อนก็ดี คือฮินดูน่าจะแตกแขนงได้เป็น 6 สายใหญ่ๆคือ

1. สายที่เห็นว่าทุกอย่างแยกเป็นสอง คือผู้สังเกต และสิ่งที่ถูกสังเกต สายนี้เรียกว่า Sankhya
2. สายโยคะ (Yoga) ซึ่งมีเนื้อหาเป็นขั้นตอนสู่ความหลุดพ้น แปดขั้นตอน
3. สายมุ่งปลดอวิชา สู่ความหลุดพ้น (Nyaya)
4. สายที่เชื่อแต่อายตนะและการคิดเอาตามเหตุผล (Vaisheshika)
5. สายที่มุ่งทำแต่พิธีกรรมและการทำหน้าที่ (Mimamsa)
6. สายที่มองชีวิตว่ามีสามส่วน โลก(ร่างกาย)+วิญญาณ+พลังงานต้นกำเนิด แล้วย้อนรวมเป็นหนึ่งในที่สุด (Vedanta)

     แต่ละสายก็มีสายย่อยแยกแขนงออกไปอีก ทำให้ฮินดูเป็นศาสนาที่มีความลุ่มลึกหลากหลายอย่างยิ่ง

     กลับมาพูดถึงสายโยคะ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราตั้งใจจะคุยกันในวันนี้ โยคะมีกำเนิดจากตำราโยคะสูตรที่เขียนโดยปราชญ์ชื่อปตัญชลี (Patanjali) ซึ่งเขียนขึ้นประมาณก่อนปีค.ศ. 400 มีเป้าหมายมุ่งสู่ความหลุดพ้นจากความทุกข์ด้วยการปฏิบัติตามขั้นตอนไปทีละขั้นๆรวม 8 ขั้นตอน คือ

     (1) วินัยสังคม (Yama) ห้าอย่าง ได้แก่
1.1 ไม่ทำร้าย (Ahimsa),
1.2 ไม่โกหก (Satya),
1.3 ไม่ลักขโมย (Asteya),
1.4 ควบคุมความอยากมีเซ็กซ์ (Brahmacharya),
1.5 ไม่งก (Aparigraha) ไม่ครอบครองอะไรทั้งนั้นนอกจากสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการมีชีวิต

     (2) วินัยตนเอง (Niyama) ห้าอย่าง ได้แก่
2.1 การทำความสะอาด (Shaucha), ทั้งร่างกาย จิตใจ อาหาร บ้าน สิ่งแวดล้อม
2.2 ความพอเพียง (Samtosha) พอใจสิ่งที่มีอยู่แล้วเป็นอยู่แล้ว ไม่อยากได้สิ่งที่ยังไม่มีหรือที่ยังไม่เป็น
2.3 ความอดทน (Tapas) เป็นการทำงานผ่านการรับรู้ (sense) ไม่ใช่ผ่านความคิด คือการทนทำอะไรที่จะทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น ทำทั้งๆที่ไม่อยากทำ ทนทำจนเกิดพลังมุ่งมั่น เมื่อพลังมุ่งมั่นปะทะกับความอยากจะเกิดไฟขึ้นภายในขึ้นเผาไหม้ขยะภายใน ความอดทนเพียงอย่างเดียวก็อาจจุดชนวนไฟซุ่มภายใน (kundalini)อันจะพาไปสู่ความหลุดพ้นได้
2.4 หันกลับเข้าไปเรียนรู้ภายในตัว (Svadhyaya) ให้เห็นว่าตัวเองคืือใคร ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างตัวเองเชื่อมโยงกับพลังงานต้นกำเนิดของจักรวาลนี้ (divine) อย่างไร
2.5 ทำทุกอย่างไม่ใช่เพื่อตัวเอง (Ishvara Pranidhana) แต่เพื่อสิ่งอื่นที่ใหญ่กว่าไกลกว่าสูงกว่าตัวเอง เพื่อนำพาตัวเองไปเชื่อมโยงกับพลังงานต้นกำเนิดของจักรวาลนี้ (Ishvara)

     (3) การดูแลสุขภาพ (Asana) เริ่มด้วยการฝึกท่าร่างให้มั่นคงและผ่อนคลาย ให้อยู่ในท่าใดๆได้นานๆ (posture) ฝึกการหายใจ ทำการกระตุ้นฮอร์โมน ทำการพักร่างกายแบบจำศีล การออกกำลังกายแบบโยคะที่ทำกันทั่วโลกเป็นการปฏิบัติตามข้ออาสนะนี้ ซึ่งมีหลักพื้นฐานว่า

3.1 ไม่พยายามแข็งขืน
3.2 ถ้าใจนิ่ง ร่างกายก็นิ่ง
3.3 ผ่อนคลาย หลีกเลี่ยงความตึงหรือเครียด
3.4 เคลื่อนไหวช้า ทำซ้ำแบบช้าๆ
3.5 ท่าร่างต้องผสานกับการหายใจ เมื่ออาสนะดี ก็คุมการหายใจง่าย
3.6 อาสนะที่ดี ไม่ทรมานไม่บันเทิง แต่มุ่งย้ายความสนใจจากภายนอกสู่ภายใน
3.7 อาสนะที่ดี สร้างพลังใจให้เข้มแข็ง

     (4) ฝึกควบคุมการหายใจ (Pranayama) ชีวิตประกอบด้วย กาย ใจ และพลังชีวิต (Prana) พลังชีวิตเทียบได้กับความร้อนที่ร่างกายได้จากการเผาผลาญอาหารซึ่งต้องอาศัยออกซิเจนจากอากาศ พลังชีวิตจึงเทียบได้กับออกซิเจนจากอากาศ ดังนั้นกิจกรรมที่ควบคุมการเข้าออกของออกซิเจนคือการหายใจ การควบคุมลมหายใจ จึงเป็นวิธีที่จะควบคุมพลังชีวิต

     ตามคอนเซ็พท์ของโยคะ การหายใจเชื่อมโยงกับพลังชีวิตผ่านการสั่นสะเทือนระดับละเอียด พลังชีวิตคือพลังงานในจักรวาล จักรวาลนี้เริ่มต้นด้วยความรู้ตัวร่วม (cosmic consciousness) ซึ่งเป็นพลังงานหรือสิ่งหนึ่งที่ไร้รูปและจับต้องมองเห็นไม่ได้ มีอยู่ของมันอยู่ก่อนแล้ว ต่อมาการสั่นสะเทือนของเนื้อของสิ่งนั้นทำให้เกิดเสียงที่ไร้เสียง ประมาณว่า อึ่ม..ม...ม ขึ้นมา จึงเกิดความว่าง (ether) ซึ่งเป็นเนื้อที่เสียงอึ่มนี้ิดำรงอยู่ตามขึ้นมา การสั่นสะเทือนทำให้เนื้อของความว่างนั้นเริ่มเคลื่อนไหวจึงเกิดเป็นลมขึ้น พอเกิดลมขึ้นก็ทำให้เกิดการเสียดสีของเนื้อความว่าง เสียดไปสีมาก็เกิดความร้อนกลายเป็นแสงและไฟขึ้น เนื้อของความว่างที่ได้รับความร้อนบางส่วนหลอมละลายกลายเป็นของเหลวหรือน้ำ ซึ่งต่อของเหลวเหล่านี้บางส่วนก็ควบแน่นกลายเป็นของแข็งหรือดิน จากทั้งหมดนี้คือดิน น้ำ ลม ไฟ และความว่าง ชีวิตต่างๆก็เกิดขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นดินน้ำลมไฟล้วนมีรากกำเนิดเดียวกันคือเนื้อของความว่างทั้งสิ้น การฝึกความคุมลมหายใจเพื่อเชื่อมโยงไปถึงพลังชีวิต จึงมีส่วนประกอบของการฝึกรับรู้การสั่นสะเทือน (vibration) ที่ระดับความละเอียดต่างๆ เช่นการเปล่งเสียงโอม การทำเสียงอึ่ม เป็นต้น

    (5) ฝึกถอยออกมาเป็นผู้สังเกต (Pratyahara) คือการฝึกเปลี่ยนการสนองตอบต่อสิ่งเร้าภายนอกที่เข้ามาทาทางตาหูจมูกลิ้นผิวหนังและใจ จากเดิมที่สนองตอบแบบอัตโนมัติ มาเป็นการสนองตอบแบบรับรู้ตามที่มันเป็นแล้วเฉยนิ่ง ไม่สนองตอบเลย ไม่สนใจเลย แต่หันเหความสนใจเข้าสู่ภายใน คือให้ความสนใจไปอยู่กับความรู้ตัว (consciousness) แทนที่จะอยู่กับสิ่งเร้าภายนอก ขั้นตอนนี้เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโยคะส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องภายนอก กับโยคะส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องภายใน

     (6) การมีสมาธิเข้าถึงฌาณ (Dharana) คือการทำจิตให้ตั้งมั่นจากการจดจ่ออยู่กับเป้าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงสิ่งเดียว จนเป้านั้นถูกโฟกัสจนนิ่ง พาให้ใจนิ่ง ไม่ไหวติงซัดส่ายไปไหนหรือถูกรบกวนด้วยความคิด แต่ ณ ขั้นตอนนี้ผู้สังเกตยังแยกออกจากเป้าที่ถูกสังเกตอยู่ คือยังคงมีสภาวะเป็นสอง (duality) อันได้แก่ผู้สังเกตหนึ่ง และสิ่งที่ถูกสังเกตอีกหนึ่ง

     (7) การเกิดญาณหยั่งรู้ (Dhyana) คือใจสามารถจดจ่ออยู่กับเป้าจนนิ่งไม่ไหวติงซัดส่ายแล้วเกิดกระแสพลังงานไหลอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายเข้าสู่เป้านั้น จิตผู้รู้หรือผู้สังเกตจะไม่รับรู้ตัวเองว่าเป็นผู้สังเกตอีกต่อไป รู้แค่ว่าความรู้ตัวนั้นดำรงอยู่ (consciousness of being), ทั้งผู้สังเกตและสิ่งที่ถูกสังเกตหลอมรวมกันเป็นหนึ่ง ไม่ใช่สอง (non-duality) ในขั้นตอนนี้ปัญญาญาณหยั่งรู้สิ่งต่างๆ (intuition) ซึ่งไม่เคยเรียนรู้ผ่านอายตนะมาก่อนจะเกิดขึ้นได้

     (8) การบรรลุจิตอุเบกขา (Samadhi) คือเมืื่อมีสมาธิอย่างยิ่งจนเกิดกระแสพลังงานไหลอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายเข้าสู่เป้าสมาธินั้นจนจิตผู้รู้หรือผู้สังเกตหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งที่ถูกสังเกต ไม่แยกเป็นสองอีกต่อไปแล้ว ใจจะรับรู้สิ่งเร้าภายนอกต่างๆได้ตามที่มันเป็นโดยไม่หวั่นไหวหรือถูกกระทบโดยสิ่งเร้านั้น เป็นการหลุดพ้นจากอิทธิพลของความจำในอดีตที่เรียกว่า samskaravasana (กรรมเก่า) และความกังวลถึงอนาคต ใจไม่มีสถานะเป็นบุคคลอีกต่อไป แต่มีสถานะเป็นความว่างที่ตื่น สามารถรับรู้ และมีความเมตตาไม่แยกเราแยกเขาเพราะรู้ว่าทั้งหมดต่างก็เป็นสิ่งเดียวกัน พลังงานที่ซุ่มอยู่ภายใน (kundalini) จะถูกปลดปล่อยออกมา มีความเบิกบาน ปัญญาญาณจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนหมดสิ้นความสงสัยที่เคยมีใดๆ มีชีวิตที่ไม่ทุกข์ และมีศักยภาพไร้ของเขตที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีๆทั้งในเชิงศิลปะ วรรณกรรม วิทยาศาสตร์ ฯลฯ 

     บางคำพูดของปตัญชลี

     หนังสือของปตัญชลีเป็นหนังสือขนาดสั้น แทบจะทุกบรรทัดจบในตัวเอง ซึ่งผมขอยกตัวอย่างบางส่วนมาให้อ่าน

บทที่ I.

I.1 เอาละ ได้เวลาอธิบายว่าชีวิตเรารวมเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างไร

I.2 ชีวิตรวมเป็นหนึ่งเดียวได้โดยการแยกความรู้ตัว (Chitta) ไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวกับความคิด (Vrttis)

I.3 เมื่อถึงตอนนั้น ผู้สังเกตได้ถอยออกจากการคิดกลับมาเป็นธรรมชาติดั้งเดิมของตัวเอง

I.4 บ่อยครั้งผู้สังเกตไปสำคัญมั่นหมายว่าตัวเองเป็นความคิด

I.5 การรู้เห็นโผล่ขึ้นมาในใจได้ห้าแบบซึ่งบ้างทำให้เป็นทุกข์ บ้างไม่ทำให้เป็นทุกข์

I.6 การรู้เห็นห้าแบบคือ
(1) รู้เห็นตามที่มันเป็น
(2) รู้เห็นผิดไปจากที่มันเป็น
(3) จินตนาการ
(4) นิทรา (หลับแบบไม่ฝัน)
(5) รู้เห็นจากความจำ

I-7 วิธีรู้เห็นอย่างถูกต้องมีสามแบบคือ
(1) รู้เห็นตรงๆ
(2) รู้เห็นจากการคิดหาเหตุจากผล
(3) รู้เห็นจากการฟังผู้รู้

I.8 การรู้เห็นผิดไปจากที่มันเป็น คือการทึกทักเอาในใจว่าสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มันไม่ได้เป็น

I.9 จินตนาการคือความคิดที่กระโดดตามหลังคำบอกเล่าที่เพิ่งได้ยินโดยความจริงตามนั้น

I.10 นิทราคือใจที่ดำรงอยู่โดยไม่มีอะไรอยู่ข้างในเลย

I.11 ความจำคือการฟื้นสำเนาประสบการณ์ต่อสิ่งเร้าเมื่อครั้งเก่าขึ้นมาใหม่

I.12 การเป็นนายหรือการหยุดความคิด ทำได้โดยการฝึกปฏิบัติและการปล่อยวางความยึดถือ

I.13 การฝึกปฏิบัติก็คือการพยายามตีกรอบความคิดให้อยู่ความสนใจไม่ให้ไปเพ่นพ่านข้างนอก

I.14 เจ้าต้องฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่องซ้ำซากยาวนานจึงจะเกิดพื้นฐานที่มั่นคง

I.15 การปล่อยวางความยึดถือคือการทิ้งความหิวกระหายในประสบการณ์ที่เคยได้รับหรือแม้กระทั่งแค่ที่เคยได้ยินได้ฟังมาไปเสีย

I.16 การปล่อยวางอย่างยิ่งนี้ รวมไปถึงการทิ้งความยึดถือในความรู้ตัว

I.17 ในการทำสมาธิสี่ขั้นตอนคือ (1) จดจ่อ (2)เกาะติดรายอย่างละเอียด (3) เกิดความเบิกบาน (4) มีตัวตนผู้สังเกตรับรู้ ทั้งหมดนี้เรียกว่าฝึกสมาธิแบบมีเป้าให้จดจ่อ

I.18 แล้วก็จะสามารถต่อยอดไปฝึกสมาธิอีกแบบหนึ่ง คือแบบปล่อยให้ความคิดหดกลับไปยังความว่างที่มันโผล่ออกมา เหลือแต่ความสนใจจอดนิ่งเงียบอยู่

I.19 (สมาธิแบบหลังนี้) หากไม่ควบคู่กับการปล่อยวางอย่างยิ่ง จะกลายเป็นเหตุให้กลับมาเกิดใหม่อีก แม้ว่าจะมีฤทธิ์เดชมากกว่าชาวบ้านก็ตาม

I.20 สำหรับคนอื่นที่ไม่อยากมีฤทธิเดชอะไร สามารถหลุดพ้นได้ด้วยการปฏิบัติวิถีทั้งห้า คือ
(1) ศรัทธา
(2) พลังงาน 
(3) (การเฝ้าดู) ความจำ 
(4) สมาธิ
(5) อาศัยปัญญาญาณแยกแยะ

I.21 ยิ่งใส่พลังงานเอาจริงเอาจังมากยิ่งประสบความสำเร็จมาก

I. 22 ความเอาจริงเอาจังยังแตกต่างกันสามระดับ คือ น้อย ปานกลาง มาก

I.23 หรือปฏิบัติบูชาแบบมอบกายถวายแก่จิตสำนึกรับรู้บริสุทธิ์หรือพลังงานต้นกำเนิดของเราทุกคน (Isarava)

I.24 พลังงานต้นกำเนิดหรือจิตสำนึกรับรู้บริสุทธิ์เป็นสิ่งที่ไม่ถูกแปดเปื้อนโดยความคิดชอบชังหรือกรรมใดๆ

I.25 จิตสำนึกรับรู้บริสุทธ์หรือพลังงานต้นกำเนิดนี้ เป็นปัญญาที่ไม่มีปัญญาใดยิ่งกว่า

I.26 จิตสำนึกรับรู้บริสุทธ์หรือพลังงานต้นกำเนิดนี้เป็นครูของครูทุกคนมาแต่โบราณ เพราะมันไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบของเวลา

I.27 พลังงานจากการสั่นสะเทือนของเสียงเปล่ง "โอม" คือการแสดงตัวของพลังงานต้นกำเนิดนี้

I.28 การเปล่งเสียงโอมซ้ำซากและการนั่งสมาธิอยู่กับความหมายของเสียงโอมเป็นวิธีเข้าถึงพลังงานต้นกำเนิด

I.29 ทำให้ได้ปัญญามากขึ้นๆและค่อยๆทำลายอุปสรรคกีดขวางทั้งมวล

I.30 อุปสรรคที่ชักจูงให้หันเหออกไปจากเส้นทางสู่ความหลุดพ้นได้แก่ (1) ป่วย (2) ขี้เกียจ (3) ความสงสัย (4) ความสงบ (5) การหยุด (6) รู้เห็นผิดๆ (7) ละความอยากทางโลกไม่ได้ (8) ไม่มีสมาธิ (9) หลุด

I.31 สิ่งที่ควบคู่กับการไม่มีสมาธิคือ (1) เศร้า (2) เครียด (3) ร่างกายสั่น (4) หายใจไม่สม่ำเสมอ 

I.32 วิธีแก้คือจดจ่ออยู่กับอะไรสักอย่างเพียงอย่างเดียว

I.33 การเข้าถึงความรู้ตัวทำได้โดยการ (1) สร้างมิตรไมตรี (2) เมตตา (3) ดีใจสุขใจด้วยกับคนที่มีความสุข (4) วางอุเบกขากับคนที่มีความทุกข์

I.34 หรือโดยการควบคุมพลังชีวิตผ่านการควบคุมลมหายใจช่วงกักลมไว้และช่วงหายใจออก

I.35 การทำสมาธิแบบจดจ่ออยู่กับประสบการณ์รับรู้สิ่งเร้าในลักษณะที่ทำให้การรับรู้ละเอียดแหลมคมขึ้นช่่วยทำให้มีความอึดมากขึ้น

I.36 หรือจดจ่ออยู่กับแสงเรืองแสงที่ภายใน ก็จะทำให้ใจนิ่งและสงบได้เช่นกัน

I.37 หรือจดจ่ออยู่กับหัวใจที่ปล่อยวางทุกอย่างอย่างสิ้นเชิง

I.38 หรือจดจ่ออยู่กับความรู้ที่เกิดขึ้นขณะฝัน

I.39 หรือจดจ่ออยู่กับเป้าอะไรดีๆที่ตัวเองที่ชอบหรือเคยประสบมา

I.40 แล้วใจก็จะนิ่งได้ ไม่ว่าจะอาศัยเป้าที่ใหญ่หรือเล็ก

I.41 เมื่อใจสงบนิ่งลงก็จะใสเหมือนผลึกแก้ว ที่รู้ทั้งสิ่งที่ถูกรู้ (ความคิด) อาการที่เข้าไปรู้ (สติ) และตัวตัวผู้รู้เอง (ความรู้ตัว) 

I.42 สมาธิแบบหนึ่งเป็นการผสมผสานสามอย่าง คือ (1) คลื่นความสั่นสะเทือน (เสียง) (2) ภาษาหรือชื่อที่ใช้เรียกเสียงนั้น (3) ความหมายของชื่อนั้นในใจซึ่งหยิบเอามาจากความจำ ทั้งสามอย่างนี้ผสมกลมกล่อมกันไป เรียกว่าเป็นสมาธิแบบมีผู้สังเกตเป้า

I.43 สมาธิอีกแบบหนึ่งเมื่อมีคลื่นความสั่นสะเทือนเกิดขึ้น มีภาษาตามมา แต่ความหมายของชื่อนั้นในความจำถูกกรองไม่ให้เอามาตีความชื่อนั้น ความคิดก็ไม่มีที่จะอยู่ เหลือแต่คลื่นความสั่นสะเทือนเป็นเป้าอยู่ในการรับรู้ เรียกว่าเป็นสมาธิแบบไม่มีผู้สังเกต

I.44 สมาธิทั้งสองแบบเกิดได้ทั้งกับเป้าที่หยาบหรือเป้าที่ละเอียด

I.45 เป้าที่ละเอียดทั้งหลาย (เช่นความคิด สำนึกว่าเป็นบุคคล) ล้วนไปสิ้นสุดที่สถานะดั้งเดิมที่ไร้รูป

I.46 สมาธิแบบทั้งหลายที่กล่าวมานี้ยังมีเมล็ดพันธ์ของความจำจากอดีตค้างอยู่ ไม่ได้ถูกทำลายไปไหน

I.47 เมื่อทำสมาธิแบบไม่มีผู้สังเกตมากเข้า ความรู้ตัวจะค่อยๆยืนหยัดมั่นคง

I.48 เกิดปัญญาญาณตระหนักรู้

I.49 ปัญญาญาณหยั่งรู้นี้แทงตลอดไปถึงสิ่งที่เหตุผลหรือคำแนะนำซึ่งอาศัยภาษาแทงทะลุไปไม่ได้

I.50 ปัญญาญาณหยั่งรู้ก่อให้เกิดความเข้าใจแบบรับรู้ตรงๆตามที่มันเป็น ซึ่งจะลดความคิดอย่างอื่นที่เป็นการรู้มาผ่านภาษาลงไป (เหมือนไฟกองใหญ่จะดับไฟกองเล็กกองน้อยทั้งหลาย)

I. 51 เมื่อใดที่ปัญญาญาณหยั่งรู้นี้ดับลงไปพร้อมกันความรู้อื่น สมาธิแบบไม่มีเป้า ซึ่งเป็นความหลุดพ้นแบบไม่มีเมล็ดพันธ์ใดๆเหลืออยู่จึงจะเกิดขึ้น



นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. The Sadhakas. Patanjali's Yoga Sutras. ISBN-81-85053-47-2. Print Arts. Mumbai, India.

27 พฤศจิกายน 2560

แค้มป์วาดรูปสีชอล์คสำหรับคนทุกวัย

ภาพสีชอล์ค ฝีมือ อ.สัณฐาน ภาพนี้อายุ 50 ปีแล้ว 
   
ในบรรดาวิธีการวาดรูปลงบนกระดาษและผ้าใบ ผู้คนคุ้นเคยกับสีน้ำมากที่สุด รองลงมาคือสีอะคริลิกและสีน้ำมัน สีชอล์คเป็นอะไรที่คนไม่รู้จักแม้แต่ตัวผมเองก็ไม่รู้จัก รู้แต่เวลาไปเดินเที่ยวเมืองนอกเห็นศิลปินเร่ร่อนบ้างเด็กบ้างเอาชอล์กวาดเป็นรูปต่างๆลงบนพื้นทางเท้า ดูแล้วสวยงามมากจนผมนึกเสียดายที่จะต้องถูกลบทิ้ง แต่ไม่คิดว่าการเอาชอล์กมาวาดรูปจะได้รูปที่มีคุณภาพสูงถึงขั้นใช้ประดับผนังได้ จนกระทั่งได้เห็นภาพหนึ่ง เป็นภาพของคุณหมอฟันผู้หญิงสาว วาดด้วยสีชอล์ก ฝีมือวาดของอาจารย์สัณฐาน ถิระมนัส เป็นภาพที่สมจริงราวภาพถ่ายแต่มีอารมณ์และมีชีวิตชีวามากกว่าภาพถ่ายยิ่งนัก และผมยิ่งอึ้งขึ้นไปอีกเมื่อได้ทราบว่าศิลปินใช้เวลาวาดภาพนั้นเพียงสองชั่วโมง น่าเสียดายที่ผมลงรูปให้ดูไม่ได้เพราะเป็นภาพส่วนบุคคลคงไม่เหมาะจะเอามาลงในบล็อก แต่นั่นทำให้ผมสนใจการวาดภาพด้วยสีชอล์คตั้งแต่นั้นมา
สีชอล์คบนพื้นถนน เหมือนจริงจนต้องเดินอ้อม
     ไม่นานมานี้ ผมรับน้องจบใหม่ซึ่งจบป.โททางด้านจิตวิทยาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเข้ามาเป็นผู้จัดการเวลเนสวีแคร์ ชื่อคุณออย ทำงานไปได้สักพักเธอก็ร่ำยิกๆอยากไปเรียนศิลปะบำบัดตามแนวทางของรูดอล์ฟ สไตเนอร์ ผมถามว่าคุณเคยวาดภาพบ้างไหมเอามาให้ดูหน่อยสิ เธอส่ายหัว ผมแนะนำว่าก่อนจะไปใช้ศิลปะเป็นสื่อในการบำบัดผู้ป่วย คุณต้องทำงานศิลป์ให้เป็นก่อน และแนะนำให้เธอไปเล่นสีชอลค์ แต่ไม่เห็นเธอขยับเลย

     ต่อมาคุณหมอสมวงศ์ซึ่งสนใจวาดรูปอยู่ทั้งสีน้ำและสีน้ำมัน ได้พบกับลูกสะใภ้ของอาจารย์สัณฐานและได้จีบทีเล่นทีจริงว่าอยากชวนอาจารย์สัณฐานมาเที่ยวมวกเหล็ก จะได้ถือโอกาสนั้นขอเรียนการใช้สีชอล์คจากท่าน ปรากฎว่าเมื่อข่าวไปถึงเจ้าตัวท่านบอกว่ายินดีมา ชั้นเรียนสีชอล์คจากครูระดับเซียนสำหรับนักเรียนที่ยังไม่รู้อิโหน่อิเหน่ในทางศิลปะจึงเกิดขึ้นได้ด้วยประการฉะนี้ ตัวหมอสันต์เองแม้จะทิ้งการวาดภาพไปแล้วด้วยเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่ไม่เอื้อต่อการออกกำลังกาย แต่ใจนั้นก็ยังชอบเรื่องแสง เรื่องเงา การจับอารมณ์ของภาพ การจัดองค์ประกอบของภาพ เมื่อมีครูระดับนี้มาสอนถึงที่ ผมจึงตั้งใจว่าจะเป็นนักเรียนที่นั่งเรียนแถวหน้าเลย

     อาจารย์สัณฐานบอกว่าคนมาเรียนไม่ต้องมีพื้นฐานอะไรเลยก็ได้ เป็นการมาหาความบันเทิงกับงานศิลป์ แต่ว่าจำเป็นต้องมานอนค้างคืน เพราะวันแรกจะเรียนเรื่องหลักการแสงและเงากันก่อนแล้วลงมือวาดของใครของมันเลย วาดไปฉีกทิ้งไปจนวันรุ่งขึ้นก็ได้เวลาส่งการบ้านให้ครูตรวจแนะนำแก้ไขแต่งแต้มต่อเติมเพื่อจะได้เอาภาพฝีมือตัวเอง (บวกฝีมือครู) กลับไปอวดคนที่บ้าน อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์ฝากบอกว่าไม่อยากให้ชั้นเรียนใหญ่เกินสิบคนเพราะจะเจาะลึกภาพของแต่ละคนได้ไม่ทัน

     สำหรับท่านที่สนใจชั้นเรียนนี้

     ชื่อชั้นเรียน: การวาดภาพด้วยสีชอล์คสำหรับคนทุกวัย

     วิทยากร: อาจารย์ สัณฐาน ถิระมนัส

     ผู้เรียน : คนทั่วไปทุกเพศทุกวัย รับไม่เกิน 10 คน

     วันเวลา: วันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ 2561

     สถานที่:

     เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านมวกเหล็กวาลเลย์ ย่านมวกเหล็ก-เขาใหญ่ สามารถใช้ Google map โดยคีย์คำว่า wellness we care center หรือใช้แผนที่ข้างล่าง
   
     ตารางเรียน: 

วันแรก

9.00 – 11.00 น.  ลงทะเบียน
11.00 –12.00 น. แสง เงา องค์ประกอบ และการจับอารมณ์ของภาพ
12.00 - 13.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน
13.00 - 16.00 น. ภาคปฏิบัติ ฝึกทักษะสีชอลค์
16.00 - 18.00 น. เวลาวาดภาพส่วนตัว หรือพักผ่อน ออกกำลังกาย ตามอัธยาศัย
18.00 - 19.00 น. อาหารเย็น
19.00 - 21.00 น. กิจกรรมในรวมกลุ่มใน Hall วาดภาพส่วนตัวไปด้วย สันทนาการร้องเพลงไปด้วย นวดผ่อนคลายไปด้วย

วันที่สอง

7.00 - 8.30 น. อาหารเช้า
8.30 - 12.00 น. ส่งการบ้านผลงานผู้เรียน และอาจารย์แนะนำการแก้ไขให้เป็นรอบๆ ทีละคนๆ
12.00 - 13.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน
13.00 น. ถ่ายรูปหมู่ที่ระลึกปิดแค้มป์
สำหรับคนที่ยังต้องเอาการบ้านไปแก้ไขต่อ อาจารย์ยังยินดีช่วยแนะนำให้ทางไลน์

     ค่าเรียน:  การวาดภาพด้วยสีชอล์คสำหรับคนทุกวัย

     ค่าเรียนสองวันคนละ 3,000 บาท ราคานี้รวมที่พัก อาหาร อุปกรณ์การเรียนให้ใช้เฉพาะในชั้นเรียนครบชุด (สี กระดาษ ดินสอ ยางลบ) แต่ไม่รวมค่าเดินทาง ทุกคนต้องเดินทางไปเอง กรณีที่ต้องการซื้ออุปกรณ์การเรียนเป็นของตนเองเพื่อเอาไปฝึกทำต่อที่บ้าน ต้องจ่ายค่าอุปกรณ์เพิ่มอีก โดยหากซื้อแล้วเปิดใช้ในห้องเรียนเลย ราคาชุดละ 1,000 บาท แต่ถ้าใช้อุปกรณ์ของ WWC ในขณะเรียน แต่เรียนจบแล้วขอซื้ออุปกรณ์ใหม่กลับบ้าน ราคาชุดละ 1,500 บาท (ใครจะซื้ออุปกรณ์จาก WWC กรุณาแจ้งล่วงหน้าด้วย เพราะต้องเตรียมของให้)
   
    การลงทะเบียนเข้าเรียน:

1. แจ้งสำรองที่เรียน

     1.1 ทางโทรศัพท์ที่ พญ.สมวงศ์ ใจยอดศิลป์ โทร. 086 8882521 หรือคุณตู่ (ฐานวีร์ พีรกุล) โทร. 081 900 8321 หรือ 086 985 8628
     1.2 ทางอีเมล somwong10@gmail.com หรือ tuthannawee@gmail.com

2. ชำระเงินค่าลงทะเบียน

     โอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารกรุงเทพ สาขาเมืองทองธานี เลขบัญชี 931 0 06792 2 ชื่อบัญชี นายสันต์ ใจยอดศิลป์

3. ยืนยันการรับลงทะเบียน

     ส่งภาพถ่ายสลิปใบโอนเงินที่เขียนชื่อของท่านด้วยปากกาทับไว้อย่างชัดเจนบนใบสลิปนั้นด้วย ส่งไปยังพญ.สมวงศ์ทางอีเมล somwong10@gmail.com  ในกรณีไม่สะดวกในการส่งภาพถ่าย จะโทรศัพท์บอกกับพญ.สมวงศ์ที่หมายเลข 086 8882521 โดยตรงด้วยตนเองก็ได้

     ขอความกรุณาอย่าส่งใบสลิปมาโดยไม่เขียนชื่อว่าเป็นเงินของใคร เพราะทางเวลเนสวีแคร์ได้รับใบสลิปแล้วก็ยังไม่รู้จะลงทะเบียนในชื่อใครอยู่ดี

     การลงทะเบียนจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อทางเวลเนสวีแคร์ได้รับทั้งเงินและชื่อผู้ส่งเงินแล้วเท่านั้น

    คิวลงทะเบียนเรียนใช้สูตรเดิม คือจ่ายเงินก่อนได้ก่อน เต็มแล้วปิด

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

.................................

26 พฤศจิกายน 2560

ไวรัสตับอักเสบบี.ติดต่อผ่านน้ำลายและช้อนซ่อมถ้วยชามของใช้ได้ไหม

สวัสดีค่ะคุณหมอ
ตอนนี้หนูอายุ 27 ปี กำลังเรียนสาขาคหกรรมศาสตร์ด้านอาหารและโภชนาการ
เรื่องแรกที่อยากสอบถามคืออาจารย์เล่าเรื่องของรุ่นพี่ที่ได้รับโอกาศให้ไปทำงานต่างประเทศ แต่ไม่ได้ไปเพราะตรวจร่างกายแล้วพบว่าเป็นไวรัสตับอีกเสบบี. ตัวหนูเองไม่เคยได้รับการตรวจหรือฉีดวัคซีนมาก่อนเลยอยากทราบว่า ควรตรวจไวรัสตับอักเสบชนิดไหนบ้างคะ
    เรื่องที่สองคือ การติดต่อของไวรัสตับอีกเสบบีว่าติดต่อทางไหนบ้างเพราะเข้าไปหาข้อมูลบางเว็บไซต์บอกติดต่อทางน้ำลาย บางเว็บไซต์ก็บอกว่าติดเฉพาะทางเลือด สารคัดหลั่ง ทางเพศสัมพันธ์ แต่ไม่ติดต่อทางน้ำลาย พอดีญาติของเพื่อนป่วยเป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีแล้วคุณหมอให้คำแนะนำการใช้ชีวิตโดยบอกว่า ห้ามใช้ช้อนส้อม แก้วน้ำ ของใช้ต่างๆรวมกัน ขณะที่หมออีกคนว่าไร้สาระ ไม่จำเป็นต้องแยก (คุณแม่ตอนสาวๆได้บริจาคเลือดแล้วมีจดหมายแจ้งว่าพบไวรัสตับอักเสบบีในเลือดแต่คุณแม่ไม่ได้ไปรับการรักษาใดๆ เมื่อปลายปีที่แล้วพี่ชายไปตรวจเลือดพบว่าเป็นไรรัสตับอักเสบบีแบบเรื้อรังตอนนี้กำลังรักษาอยู่)
                                                                                                                                ขอบคุณค่ะ

...................................................................

ตอบครับ

     ผมทิ้งบล็อกไปสิบวัน เพราะมีแค้มป์สุขภาพติดต่อกันทุกวัน แค้มป์ทำอาหาร แล้วก็มาแค้มป์ปลีกวิเวกทางจิตวิญญาณ (Spiritual Retreat) ติดต่อกันอีกห้าวัน แล้วตบท้ายด้วยแค้มป์พลิกผันโรคด้วยตนเองอีกสองวัน อุตลุตมาก ไม่เหนื่อย สนุกดี คือได้ทำอะไรให้คนอื่นแล้วรู้สึกดี เสียแต่ว่าไม่มีเวลาตอบคำถามทางบล็อก เพิ่งเสร็จวันนี้เอง ตั้งใจจะนอนเอาแรง ดังนั้นผมขอตอบคุณเพียงประเด็นเดียวนะ คือประเด็นที่ว่าไวรัสตับอักเสบบี.นี้ติดต่อทางน้ำลายได้จริงหรือไม่จริง

     ประเด็นที่ 1. ในน้ำลายคนป่วยนั้นมีเชื้อไวรัสบี.อยู่ไหม ตอบว่ามีอยู่แน่นอน อันนี้มีหลักฐานจากการเอาน้ำลายผู้ป่วยมาตรวจวิเคราะห์ในแล็บ ทั้งน้ำลายคนป่วย น้ำลายลิงป่วย ก็ได้ผลบวกเช่นกัน

     ประเด็นที่ 2. เชื้อไวรัสบี.ในน้ำลายนี้ีมีอิทธิฤทธิ์ติดต่อไปยังผู้อื่นได้ไหม ตอบว่ามีอิทธิฤทธิ์ที่จะติดต่อไปยังผู้อื่นได้แน่นอนอย่างน้อยก็ในลิง เพราะมีงานวิจัยทำให้ลิงป่วยเป็นตับอักเสบไวรัสบี. แล้วเอาน้ำลายของลิงนั้นไปฉีดเข้าใต้ผิวหนังของลิงตัวอื่น พบว่าลิ่งตัวอื่นๆก็ป่วยเป็นไวรัสตับอักเสบบี.ตามไปด้วย ส่วนในคนไม่เคยมีการวิจัยแบบนี้

     แต่มีข้อสังเกตอีกประการหนึ่งในงานวิจัยลิงนี้ คือเมื่อเอาน้ำลายลิงป่วยไปยัดเยียดใส่ในปากของลิงอีกตัวหนึ่ง พบว่าลิงตัวที่สองไม่ได้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีตามไปด้วย

     ประเด็นที่ 3. ในคนมีหลักฐานว่าเชื้อไวรัสบี.แพร่ไปทางน้ำลายได้ไหม ตอบว่าหลักฐานเหน่งๆที่พิสูจน์ได้จะๆยังไม่มี มีรายงานผู้ป่วยรายหนึ่งซึ่งติดเชื้อจากแม่สู่ลูก ตอนลูกเกิดออกมาใหม่ๆไม่ได้เป็นไวรัสตับอักเสบบี. ภายหลังเมื่อแม่ซึ่งเป็นตับอักเสบไวรัสบี.เคี้ยวอาหารแล้วเอาอาหารที่เคี้ยวแล้วนั้นไปป้อนให้ลูก ต่อมาลูกนั้นก็ป่วยเป็นไวรัสตับอักเสบบี. แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าติดจากทางการเคี้ยวอาหารแล้วป้อนลูกหรือติดผ่านวิธีอื่น (เช่นการสัมผัสแลกเปลี่ยนน้ำเหลืองโดยไม่รู้ตัว เป็นต้น)

     ขณะที่ในอีกด้านหนึ่งความพยายามจะวิจัยว่ามีการติดเชื้อผ่านกินอาหารในภาชนะเดียวกัน หรือใช้ข้าวของเครืื่องใช้ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นแก้วน้ำ ช้อน ซ่อม แปรงสีฟัน ผ้าเช็ดตัว หรือแม้กระทั่งการจูบ ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้เลยว่าเคยมีใครตัวเป็นๆติดเชื้อผ่านวิธีเหล่านี้เกิดขึ้น (ย้ำว่าจูบเฉยๆนะ ไม่ใช่กัด เพราะมีรายงานว่าผู้ป่วยตับอักเสบไวรัสบี.กัดแล้วทำให้ผู้ถูกกัดติดเชื้อได้)

     นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมหมอสองคนพูดไม่เหมือนกัน หมอคนที่บอกว่าไวรัสบี.ติดเชื้อทางน้ำลายได้ เขาคงใช้ข้อมูลงานวิจัยพบเชื้อในน้ำลาย และงานวิจัยฉีดน้ำลายเข้าใต้ผิวหนังในลิงแล้วลิงติดเชื้อ ส่วนหมอคนที่พูดว่าไวรัสบี.ติดเชื้อทางน้ำลายไม่ได้ เขาคงใช้ข้อมูลจากการวิจัยหาผู้ติดเชื้อผ่านการจูบและการใช้ข้าวของเครื่องใช้ร่วมกันที่สรุปว่าไม่พบว่ามีการติดเชื้อผ่่านวิธีเหล่านี้

    ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าเราไปมองสถิติการติดเชื้อในภาพใหญ่จะพบว่าคนที่อยู่ในบ้านซึ่งมีคนมีเชื้อไวรัสบี.อยู่ด้วยมีอุบัติการณ์เป็นโรคตับอักเสบจากไวรัสบี.สูงขึ้้น 14-60% ทั้งนี้จากการคลุกคลีตีโมงกันทุกรูปแบบไม่เฉพาะการมีเซ็กซ์เท่านั้น เช่นเด็กที่อยู่ในบ้านที่มีผู้ใหญ่เป็นโรคนี้ก็จะมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าเด็กทั่วไปด้วย ผู้ใหญ่ที่ไปรับเด็กป่วยโรคนี้มาเป็นบุตรบุญธรรมก็มีโอกาสเป็นโรคมากขึ้นด้วย ส่วนจะผ่านทางน้ำลายบ้างหรือเปล่านั้น..ไม่ทราบ

       ประเด็นที่ 4. เชื้อไวรัสบี.มันสิงสู่อยู่ตามของใช้เช่นแก้วน้ำหรือแปรงสีฟันได้นานแค่ไหน ตอบว่าเชื้อไวรัสบี.อยู่นอกร่างกายในสภาพแห้งๆตามข้าวของเครื่องใช้ต่างๆในอุณหภูมิห้องได้นานถึง 7 วัน

     กล่าวโดยสรุป ในน้ำลายของผู้ป่วยมีเชื่อไวรัสบี.อยู่ และเชื้อนี้หัวแข็งทดแดดทนฝนอยู่ข้างนอกได้ถึง 7 วัน แต่งานวิจัยการจูบก็ดี การใช้ข้าวของเครื่องใช้เช่น ช้อน ซ่อม จาน แก้วน้ำ ร่วมกันก็ดี กลับไม่พบว่ามีการแพร่เชื้อผ่านทางนี้เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามผมแนะนำในมุมการป้องกันโรคว่าจะไปเสี่ยงมันทำไมละครับ ถ้ายังไม่มีภูมิคุ้มกันก็ฉีดวัคซีนเสีย และการใช้ช้อนกลางเวลาทานอาหารร่วมกันก็ตัดกังวลว่าเชื้อมันจะมาทางน้ำลายได้หรือไม่ได้ไปอย่างเด็ดขาดแบบง่ายๆเลย

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
   
บรรณานุกรม
1. Scott RM, Snitbhan R, Bancroft WH, Alter HJ, Tingpalapong M. Experimental transmission of hepatitis B virus by semen and saliva. J Infect Dis. 1980 Jul;142(1):67-71.
2. MacQuarrie MB, Forghani B, Wolochow DA. Hepatitis B transmitted by a human bite. JAMA 1974;230:723–4.
3. Bond WW, Favero MS, Petersen NJ, Gravelle CR, Ebert JW, Maynard JE. S Bernier RH, Sampliner R, Gerety R, Tabor E, Hamilton F, Nathanson N. Hepatitis B infection in households of chronic carriers of hepatitis B surface antigen: factors associated with prevalence of infection. Am J Epidemiol 1982;116:199–211.
4. Survival of hepatitis B virus after drying and storage for one week. Lancet 1981;1(8219):550–1.
5. Nordenfelt E, Dahlquist E. HBsAg positive adopted children as a cause of intrafamilial spread of hepatitis B. Scand J Infect Dis 1978;10:161–3.
6. Franks AL, Berg CJ, Kane MA, et al. Hepatitis B virus infection among children born in the United States to Southeast Asian refugees. N Engl J Med 1989;321:1301–5.

17 พฤศจิกายน 2560

ที่หมอสันต์สอนว่าอยู่กับปัจจุบันนั้น อยู่อย่างไร

     วันนี้ผมเพิ่งเดินทางมาถึงมวกเหล็กเอาตอนค่ำ แวะบ้านเพื่อนรุ่นพี่ๆบัญชีจุฬา หมายความว่าพวกพี่ๆท่านล้วนสูงวัยกว่าหมอสันต์ทั้งหมดและพวกท่านจบบัญชีจุฬา ไม่ได้หมายความว่าหมอสันต์จบบัญชีจุฬานะ เขากินเลี้ยงกันสิบกว่าคนแต่ละคนเป็นผู้สูงวัยในสไตล์คึกคัก active aging ที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง ผมกลับมาบ้านก็ดึกแล้ว จึงตั้งใจว่าจะตอบจดหมายฉบับแรกที่เปิดเห็นเพราะไม่มีเวลาเลือก แต่ปรากฎว่าจดหมายสองฉบับแรกล้วนเขียนมาเป็นภาษาอังกฤษ แม่เฮย..น่าขำที่ฝรั่งมังค่าก็หันมาถามปัญหาแข่งกับคนไทยเสียแล้ว ผมจึงขอถือโอกาสนี้ประกาศย้ำอีกครั้งนะครับว่าบล็อกของหมอสันต์ไม่ตอบจดหมายในภาษาอื่นนอกจากภาษาไทย เพราะบล็อกนี้เขียนเพื่อให้ความรู้คนทั่วไปโดยอาศัยคำถามในจดหมายเป็นสื่อการสอน ถ้าไปตอบเป็นภาษาประกิตแล้วคนทั่วไปจะอ่านได้พรื้อละครับ

จดหมายฉบับที่สามเป็นจดหมายสั้นๆฉบับนี้ครับ 

....................................

     เพิ่งเป็นแฟนคลับคุณหมอหลังจากที่ทำงานส่งไปอบรมการกินการออกกำลังกายที่มวกเหล็ก จ. สระบุรีค่ะ อ่านจากในบทความคุณหมอจะพูดถึงเรื่องการอยู่กับปัจจุบันบ่อยมาก สงสัยว่าถ้าเรากำลังทุกข์ใจอยู่ การอยู่กับปัจจุบันคือการรู้ว่ากำลังทุกข์เรื่องอะไร ยอมรับมัน ไม่ต้องคิดว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรหรือเปล่าคะ หรือไม่ต้องคิดอะไรเลยทำจิตว่างๆ คือบางครั้งก็เหมือนเข้าใจค่ะ แต่บางครั้งก็งงค่ะ รบกวนคุณหมออธิบายด้วยค่ะ

.................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าการอยู่กับปัจจุบันคือเมื่อทุกข์ให้รู้ว่ากำลังทุกข์เรื่องอะไรแล้วยอมรับมันใช่ไหม ตอบว่า..ถูกต้องแล้วครับ ประเด็นสำคัญคือการยอมรับ (acceptance) ทุกอย่างที่มีอยู่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ ไม่หนี ไม่จ่าย เอ๊ย..ไม่ใช่ ไม่เสียดาย (อดีต) ไม่ลุ้น (อนาตต) ไม่ตั้งความหวัง (อนาคต) ไม่กลัว (อนาคต) ไม่รอ (อนาคต) ยอมรับเอาแค่ที่มีที่เป็น แค่นี้ก็ใช้ได้แล้ว ดีแล้ว พอแล้ว มีอะไรเกิดขึ้นมาอีกก็ยอมรับอีก ยอมรับมันไปทีละช็อต จัดการมันไปทีละช็อต นั่นคือการมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน นั่นคือการใช้ชีวิต เพราะชีวิตปรากฎต่อเราเฉพาะที่นี่เดี๋ยวนี้เท่านั้น ถ้าไม่ยอมรับ ก็ไม่ได้ใช้ชีวิต เพราะมัวแต่ไปวิ่งหนีหรือแข็งขืนปฏิเสธเดี๋ยวนี้ ก็จะหมดเวลาไปกับการหวัง การรอ และการกลัว แล้วจะเอาเวลาตรงไหนมาใช้ชีวิต

     ขยายความคำพูดของคุณที่ว่า "เมื่อทุกข์ให้รู้ว่ากำลังทุกข์เรื่องอะไร" นิดหนึ่งนะ ว่ามันคืือการตั้งคำถามเพื่อเปิดโปงโคตรเหง้าศักราชของความคิดซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ ว่าความคิดนี้มันมาจากไหน ใครเป็นคนชงขึ้นมา ชงขึ้นมาเพื่อนำเสนอใคร ด้วยจุดประสงค์อะไร เมื่อสืบโคตรเหง้าแต่ละความคิดลงไปแล้วก็จะพบรากที่มาของมัน ว่ามันล้วนมาจากอีกความคิดหนึ่ง ซึ่งมาจากอีกความคิดหนึ่ง ซึ่งมาจากอีกความคิดหนึ่งๆๆๆ ซึ่งสืบไปสุดท้ายก็จะพบว่าเจ้ากรมข่าวลือคือกลุ่มของความคิดที่ประกอบกันเป็นคอนเซ็พท์ใหญ่ที่เรียกรวมๆว่าความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นบุคคล (person identity) พูดภาษาบ้านๆว่าคือความเป็นห่วงตัวกู ของกู มันเสนอความคิดนี้ขึ้นมาด้วยจุดประสงค์ที่จะปกป้องความเป็นบุคคล (ซึ่งไม่มีอยู่จริง) นี้ไว้ เมื่อคุณรู้ว่าอ้อ ตัวการเป็นเจ้ากรมข่าวลือหน้าเดิมนี่เอง คุณก็จะได้วางความคิดนั้นลงได้อย่างสะดวกใจไม่อาลัยอาวรณ์ และจะให้ดีคุณตีทะเบียนมันไว้เสียเลยว่าความคิดหน้านี้นะ มาจากสายนี้ของเจ้ากรมข่าวลือนะ ทีหลังเห็นหน้าก็ถีบทิ้งได้เลยไม่ต้องรอให้นำเสนอรายละเอียด ทำอย่างนี้ไปกับทุกความคิดที่ทำให้ทุกข์ ในที่สุดความคิดที่ถูกปล่อยมาจากเจ้ากรมข่าวลือก็จะน้อยลงๆ จนหมดเกลี้ยง 

     ดังนั้นตัวชี้วัดว่าคุณอยู่กับปัจจุบันได้จริงหรือเปล่าก็คือจำนวนความคิด ถ้าความคิดยังมีอยู่เพียบ ก็แปลว่าคุณยังไม่อยู่กับปัจจุบัน แต่ถ้าความคิดหมดเกลี้ยง ทั้งๆที่ตาก็ยังลืมแป๋วยังเห็นต้นไม้ รถยนต์ ผู้คนเดินไปเดินมา หูก็ยังได้ยินเสียงนก เสียงแม่ค้า เสียงแอร์ เสียงรถ แต่ไม่มีความคิดอะไรค้างอยู่ในหัวเลย แม้แต่ความคิดจะพากย์หรือวิจารณ์สิ่งที่กำลังเห็นกำลังได้ยินก็ไม่มี มีแต่ความตื่นอยู่ รู้ตัวอยู่ นั่นคือคุณกำลังอยู่กับปัจจุบันแล้ว

    2. ถามว่าการอยู่กับปัจจุบันคือการไม่ต้องคิดว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรหรือเปล่า ตอบว่า..ไม่ใช่เสียทีเดียวครับ ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญสำหรับคนที่ยังทำงานหาเงินอยู่นะ ในการทำงานมันมีอยู่สามเรื่อง คือ (1) เป้าหมาย (2) แผนปฏิบัติการ และ (3) การลงมือทำ ขณะที่เรากำหนดเป้าหมายก็ดี จัดทำแผนก็ดี จดจ่ออยู่กับขั้นตอนปฏิบัติการก็ดี เราอยู่กับปัจจุบันนะแม้ว่าการกำหนดเป้าหมายและการวางแผนจะเป็นเรื่องในอนาคตแต่เราทำมันที่ปัจจุบันเช่นเดียวกับการจดจ่ออยู่กับขั้นตอนปฏิบัติการเหมือนกัน เราลงมือทำที่ปัจจุบัน แต่ถ้าเราเผลอหลุดจากขั้นตอนปฏิบัติการซึ่งอยู่ตรงหน้านี้ มัวไปห่วงพะวงว่าเป้าหมายที่วางไว้สูงอย่างนั้นจะทำได้สำเร็จหรือ นั่นเราหลุดจากปัจจุบันไปอยู่ในอนาคตทีี่ไม่มีอยู่จริงเสียแล้ว ดังนั้นการทำงานที่ได้ชื่อว่าอยู่กับปัจจุบันก็คือการจดจ่ออยู่กับขั้นตอนปฏิบัติการณ์ที่นี่เดี๋ยวนี้เท่านั้น ไม่ไปคิดถึงผลลัพธ์ว่าจะได้มากได้น้อย คือทำใจไว้ก่อนเลยว่าผลลัพธ์มันจะได้แค่ศูนย์ก็ช่างมัน ลงมือทำ ทำไป ทำไป ณ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ อย่างเดียว  

    3. ถามว่าการอยู่กับปัจจุบันคือการต้องไม่คิดอะไรเลย ทำจิตว่างๆ ใช่หรือเปล่า ตอบว่า..ไม่ใช่ครับ ถ้าเป็นเช่นนั้นคนที่ต้องทำมาหากินก็ไม่มีใครได้อยู่ในปัจจุบันเลยสิ การอยู่กับปัจจุบันหมายความรวมไปถึงการมีสมาธิจดจ่อที่ที่นี่เดี๋ยวนี้ทุกรูปแบบ รวมทั้งการลงมือทำกิจตามหน้าที่่ด้วย ไม่จำเป็นต้องนั่งนิ่งๆว่างๆเฉยๆ ประเด็นสำคัญคือขณะจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ อย่าเผลอไปคิด "คาดหวัง" หรือ "กลัว" เรื่องในอนาคตหรือคิด "เสียดาย" หรือ "เสียใจ" เรื่องในอดีต

    ไหนๆคุณก็ชวนคุยถึงเรื่องปัจจุบันแล้ว ขอผมพูดให้ลึกลงไปอีกหน่อยนะเพื่อให้ท่านผู้อ่านท่านอื่นที่ตามเรื่องนี้มานานจะได้มุมมองกว้างขึ้น คุณจะอ่านรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็อย่าซีเรียส คือโลกหรือชีวิตเนี่ยมันปรากฏต่อเราทีละแว้บนะ แว้บหนึ่งแล้วก็ดับไป แว้บหนึ่งแล้วก็ดับไป แต่มันแว้บถี่เสียจนใจเราจินตนาการความต่อเนื่องขึ้นมาว่าโลกหรืือชีวิตนี้มันต่อเนื่อง เหมือนหลอดไฟฟ้าที่ทำงานแบบเปิดแล้วปิด เปิดแล้วปิด แต่เปิดปิดถี่ๆเสียจนตาของเรามองเห็นเป็นแสงสว่างต่อเนื่อง เดี๋ยวนี้หรืือปัจจุบันก็คืือการที่เราสนองตอบต่อโลกทีละแว้บ แว้บหนึ่งก็หนึ่งปัจจุบันหรือหนึ่งเดี๋ยวนี้ อีกแว้บหนึ่งก็อีกหนึ่งเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้อันแรกแว้บแล้วดับไป แล้วเดี๋ยวนี้อันที่สองก็แว้บแล้วดับไป โดยที่เดี๋ยวนี้อันแรกกับอันที่สองไม่ได้เกี่ยวดองกันเลย ไม่ได้เป็นญาติกันด้วย แต่ใจเราไปจินตนาการให้มันเกี่ยวดองเป็นญาติกันโดยสร้างคอนเซ็พท์เรื่องเวลาขึ้นมาแล้วก็ไปหลงเชื่อคอนเซ็พท์นั้น 

     อุปมา อุปไมย สมัยก่อนที่ยังไม่มีเครื่องฉายภาพจากคอมพิวเตอร์ขึ้นจออย่างทุกวันนี้ เวลาจะสอนหนังสือผมต้องใช้เครื่องฉายสไลด์ฉายภาพจากสไลด์แต่ละแผ่นขึ้นไปบนจอ โดยเอาสไลด์มาเรียงกันแผ่นต่อแผ่นอยู่ในถาดสไลด์เป็นแถวตอนเรียงหนึ่ง เวลากดปุ่มเปลี่ยนสไลด์คล่อกแคล้กทีหนึ่งสไลด์อันที่กำลังฉายอยู่ก็จะถูกเด้งออกไปแล้วถาดจะเลื่อนสไลด์อันถัดไปเข้ามาแทน คนไม่เข้าใจชีวิตก็เข้าใจว่าความเป็นไปในชีวิตก็เหมือนสไลด์ที่เรียงแถวตอนเรียงหนึ่งอยู่ในถาดสไลด์นี้ สไลด์ที่อยู่ข้างหน้าฉายแล้วเด้งออกไป สไลด์ที่อยู่ถัดไปจะได้เลื่อนขึ้นมาแทนอย่างแน่นอนไม่มีบิดผัน แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น

     ชีวิตจริงมันอุปมาเหมือนระบบฉายสไลด์เวลาที่ถาดสไลด์ขัดข้องแล้วครูถอดเอาถาดออก เอาสไลด์ทั้งหมดที่มีอยู่มาคลี่กระจายเต็มโต๊ะ ไม่มีการเข้าแถวเป็นเส้นตรง (linear arrangement) แต่กระจายอยู่ทั่วไปแบบโอกาสเป็นไปได้ (probability) ที่เป็นจุดจำนวนมากกระจายเต็มหน้ากระดาษ ทุกจุดมีโอกาสถูกเลือกได้หมดในแต่ละแว้บ คือฉายสไลด์นี้เสร็จแล้วครูก็หยิบออกด้วยมือแล้วอาจจะไปหยิบเอาอีกสไลด์หนึ่งซึ่งอาจจะอยู่ตรงไหนก็ได้บนพื้นโต๊ะมาเสียบเพื่อฉายต่อ หมายความว่าแต่ละแว้บของชีวิตนี้ เรากลายเป็นคนใหม่ขึ้นมาทันทีโดยที่ไม่มีอะไรเกี่ยวของกับอดีตของเราซึ่งเป็นคนเก่าเลย มันขึ้นอยู่ก้ับว่าเราจะเลือกสนองตอบต่อโลกในแว้บต่อไปอย่างไร เราจะเลือกสนองตอบแบบกระโดดไปหยิบสไลด์ที่ไกลมือมาฉายโดยไม่เกี่ยวกับสไลด์ที่เพิ่งฉายไปก่อนหน้านี้ก็ได้ เราสามารถกระโดดจากความจริงหนึ่งไปอยู่ในอีกความจริงหนึ่ง (reality shifting) ได้ทันที ไม่ว่าอดีตก่อนหน้านั้นจะนำมาด้วยอะไร นี่เป็นอิสระภาพที่มนุษย์เรามีอยู่แต่เราไม่ค่อยได้ใช้ม้ัน เพราะเราไปติดคอนเซ็พท์เรื่องเวลา ไปคิดว่าสไลด์มันจะต้องเข้าแถวมา ฉายแผ่นที่หนึ่งแล้วต้องไปฉายแผ่นที่สอง เราไปสร้างข้อจำกัดขึ้นมาครอบอิสรภาพที่จะเลือกการสนองตอบของเราเอง การย้ำให้ใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ก็คือการสอนให้รื้อข้อจำกัดอันเกิดจากคอนเซ็พท์เรื่องเวลาซึ่งเป็นคอนเซ็พท์ที่ทำให้เราหลงเชื่อว่าอดีตเป็นของจริงทิ้งเสีย ม่ีชีวิตอยู่ทีละแว้บ แต่ละแว้บไม่เกี่ยวกัน อย่าไปสนว่าแว้บก่อนหน้านี้เป็นเรื่องอะไร แว้บใหม่อยู่ที่เราจะหยิบอะไรขึ้นมาก็ได้ ชอบจะให้ชีวิตเป็นอย่างไรก็หยิบชีวิตอย่างนั้นขึ้นมาฉาย แต่ละแว้บเราเป็นคนใหม่ ไม่ต้องไปสนอดีต เพราะอดีตของคนใหม่ ย่อมจะเป็นคนละอันกับอดีตของคนเก่า เพราะอดีตนั้นถูกมองออกไปจากปัจจุบัน เมื่อคนมองเป็นคนละคน จะมองเห็นอดีตอันเดียวกันได้อย่างไร ส่วนอนาคตนั้นไม่ต้องไปพูดถึง เพราะมันไม่มี ไม่เคยมี และจะไม่มีด้วย เพราะเมื่อมันมาถึงมันมาถึงในรูปของปัจจุบัน

     พูดมาทั้งหมดนี้เข้าใจไหมเนี่ย สรุปเลยดีกว่าว่าเวลาเป็นเพียงคอนเซ็พท์ ไม่ใช่ของจริง เราใช้ประโยชน์จากเวลาในการนัดหมายวางแผนงาน บันทึกเหตุการณ์ หรือส่งดอกเบี้ยให้แบงค์ได้ แต่อย่าให้คอนเซ็พท์เรื่องเวลามาก่อความคิดลบ (เสียดาย เสียใจ คาดหวัง กลัว) ในใจเรา ชีวิตมีแต่ปัจจุบัน ทีละแว้บ ทีละแว้บ เท่านั้น โดยที่แต่ละแว้บ เราเป็นคนใหม่ที่จะเลือกใช้ชีวิตแบบใดก็ได้ที่เราชอบโดยไม่ต้องไปสนใจอดีตของเราซึ่งเป็นคนเก่าเลย    

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

16 พฤศจิกายน 2560

ล้างไตทางหน้าท้อง ดีกว่าฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม

เรียนคุณหมอสันต์ที่เคารพ
     ได้ส่งผลตรวจเลือดและปัสสาวะของน้องสาวอายุ 36 ปีซึ่งเป็นเบาหวานและโรคไตเรื้อรังมาให้คุณหมอพิจารณาประกอบการวินิจฉัยนะคะ เมื่อตค.60 น้องได้เกิดอาการหูข้างซ้ายไม่ได้ยินเสียง ได้ไปหาหมอที่ รพ. ... หมอวินิจฉัยว่าเส้นเลือดในสมองตีบเลยทำให้หูดับ และได้ให้กิน B Complex 60 , Aspirin 81 mg, Betahistine 12 mg ปัจจุบันหูกลับมาได้ยินเป็นปรกติ (ได้แนบใบส่งตัวมาด้วย) ค่า Creatinine และ eGFR แย่ลงเรื่อยๆ และเข้าขั้นแย่มากๆ (Cr2.8) ในการตรวจเมื่อวันที่  7 พ.ย.ที่ผ่านมา ค่าไตที่แย่ลงหมอบอกว่าเนื่องมาจากการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะที่เรื้อรังทำให้ไตแย่ไปด้วย ไขมันและความดันคุมไม่ได้ ความดันวัดตอนเช้าแกว่งอยู่ในช่วง 140-150/85-95 จะรบกวนปรึกษาคุณหมอดังนี้ค่ะ
1)  คุณหมอมีคำแนะนำอะไรเป็นพิเศษไหมคะ เพื่อให้ชลอการฟอกไตออกไปให้นานที่สุดค่ะ
2)  ในมุมมองคุณหมอการที่ค่าไตแย่ลงค่อนข้างไวมาก น่าจะเกิดจากอะไรได้บ้างคะ (ถามเจ้าตัวว่าตอนอยู่สุราษฏร์ กินอะไร อย่างไร เค้าบอกกินเหมือนที่เคยกินตอนอยู่กรุงเทพ ซึ่งถ้าเป็นเหมือนที่เค้าบอกจริง ก็กินผัก ผลไม้ ข้าวกล้อง ไม่ได้กินถั่วมากนัก และไม่ได้กินเนื้อสัตว์)
3) หมอที่ดูแลอยู่ให้เปลี่ยนยาความดันจาก Losartan 50mg เป็น Enalapril 5 mg ในความเห็นคุณหมอทำไมคุณหมอที่ดูแลอยู่ถึงให้เปลี่ยนยาคะ และควรเปลี่ยนไหมคะ
4) คนไข้ โปตัสเซี่ยมยังสูงอยู่ () ทำไมคุณหมอถึงสั่งงดยาจับโปตัสเซี่ยม (Kalimate) คะ
5) ในมุมมองของคุณหมอ การฟอกไตทางหน้าท้อง กับการฟอกไตผ่านเครื่องฟอก ถ้าตัดปัจจัยเรื่องค่าใช้จ่ายออกไป คุณหมอแนะนำแบบไหน เพราะอะไรคะ (ถามไว้เพื่อการเตรียมตัวหากต้องฟอกไต)
6) ถ้าถึงขั้นต้องฟอกไต มีความคิดจะปลูกถ่ายไตให้เค้าถ้าเนื้อเยื่อเข้ากันได้ จากลักษณะอาการและการดำเนินโรคหลายโรคที่เค้าเป็นอยู่ในมุมมองคุณหมอคุ้มที่จะทำไหมคะ
7) การติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ คุณหมอที่ดูแลอยู่บอกว่าไม่สามารถ clear เชื้อได้ เพราะสาเหตุมาจากเบาหวาน เป็นอย่างนั้นจริงเหรอคะ หรือว่าเป็นเชื้อดื้อยา ตอนนี้หมอให้ใช้เบตาดีนผสมน้ำเกลือสวนเข้ากระเพาะปัสสาวะ วันละ 1 ครั้ง และสวนปัสสาวะวันละ 5-6 ครั้ง คุณหมอมีความเห็นอย่างไรบ้างคะ ควรต้องทำอย่างไรได้บ้างเพื่อให้เชื้อหมดไป
8) อาการเลือดจาง ตรวจ Ferritin เมื่อ 14/10/16 ได้ 383 ซึ่งไม่ขาดธาตุเหล็ก แต่ทำไมคุณหมอที่ดูแลให้เสริมธาตุเหล็กคะ ในมุมมองคุณหมอสันต์ควรกินหรือไม่ควรกินคะ
9) เส้นเลือดในสองตีบที่ทำให้หูดับ อาการหูดับหายไปแล้ว ควรต้องกิน Aspirin ต่อไหมคะ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นคุ้มกับการกินเพื่อป้องกันการแข็งตัวของเลือดที่จะทำให้ตีบซ้ำไหมคะ
หากคุณหมอมีคำแนะนำอะไรเพิ่มเติม ยินดีรับฟังทีสุดเลยคะ
ขอบคุณคุณหมอล่วงหน้ามากคะ
ด้วยความนับถือและเคารพอย่างสูง

..............................................................

ตอบครับ

     1) ถามว่านอกจากสิ่งทีทำอยู่แล้ว จะมีอะไรช่วยยืดการฟอกไตออกไปได้บ้าง ตอบว่าเท่าที่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์รองรับ สิ่งที่จะชลอการฟอกไตออกไป ได้แก่

1.1 อาหารที่ดี ซึ่งแพทย์เองก็นิยามกันไปหลายแบบ แต่ผมแนะนำตามผลวิจัยติดตามดูในคนจริงๆ (NHANES) ว่าควรเป็นอาหารแบบที่มีพืชเป็นหลัก

1.2 การออกกำลังกายทั้งแบบแอโรบิกและแบบเล่นกล้ามในระดับมากพอได้มาตรฐานการออกกำลังกายสำหรับคนทั่วไป

1.3 ในกรณีที่น้ำหนักเกิน ต้องลดน้ำหนัก ให้ดัชนีมวลกายลงมาอยู่ในระดับปกติ อย่าลืมว่าคนเป็นโรคไตเรื้อรังยิ่งผอมยิ่งดี เพราะยิ่งอ้วนไตยิ่งจะรับใช้ไม่ไหว

1.4 มีการนอนหลับและพักผ่อนที่พอเพียง

1.5 การหลีกเลี่่ยงยาที่มีพิษต่อไต (รวมทั้งยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะในกลุ่ม omepazol, ยาแก้ปวดแก้อักเสบของข้อในกลุ่ม NSAID, ยาปฏิชีวนะในกลุ่ม aminoglycoside) และสารที่เป็นพิษต่อไต (รวมทั้งการฉีดสีเพื่อการวินิจฉัยโรค และสมุนไพรที่ไม่ทราบว่าทำมาจากอะไร)

1.6 มีงานวิจัยที่สรุปได้ว่าการให้กินอาหารพืชล้วนๆแบบมีโปรตีนต่ำมากๆควบกับการกินสารในกลุ่มที่เรียกว่า ketoanalog (Ketosteril) พบว่าช่วยยืดการต้องล้างไตออกไปได้ เมื่อหมดทางเลือกอื่นแล้ว การลองสูตรนี้ดูก็ไม่เสียหลาย ในเรื่องนี้ผมขอขยายความนิดหนึ่ง
   ตัว Ketoanalog นี้มันเป็นโมเลกุลที่คล้ายกรดอามิโนจำเป็น แต่ไม่มีไนโตรเจน มันจึงไปจับไนโตรเจนในร่างกายแล้วกลายเป็นกรดอามิโนจำเป็นให้ร่างกายใช้ประโยชน์ได้ และช่วยขจัดไนโตรเจนที่คั่งค้างในร่างกายได้ด้วย
    ประเด็นสำคัญคืือเมื่อให้กิน Ketosteril จะต้องกินอาหารที่ไม่มีโปรตีน (หมายความว่ามีโปรตีนต่ำมากในทางปฏิบัติ) ถ้ากินอาหารแบบนี้ไม่ได้อย่างกินยานี้ดีกว่า เพราะตัว Ketosterril เข้าไปแล้วก็จะกลายเป็นโปรตีนด้วย หากกินโปรตีนจากอาหารมากอยู่ด้วย ก็จะกลายเป็นโปรตีนมากเกินไปจนเป็นภาระให้ไตต้องขับทิ้งมากกว่าเดิม
 
     2) ถามว่าการที่ไตเสื่อมลงอย่างรวดเร็วเกิดเพราะอะไร ตอบว่ามันเป็นสิ่งที่พบเห็นเป็นปกติในผู้ป่วยเบาหวานที่เมื่อโรคดำเนินไปมากถึงระยะหนึ่งแล้วไตจะเสื่อมลงอย่างรวดเร็วพรวดพราด โดยที่วงการแพทย์ก็อธิบายไม่ได้ว่าทำไม

     3) ถามว่าหมอที่ดูแลอยู่ให้เปลี่ยนยาความดันจาก Losartan 50mg เป็น Enalapril 5 mg ทำไม ควรจะเปลี่ยนไหม ตอบว่าผมไม่ทราบว่าทำไมเพราะผมไม่ทราบข้อมูลที่คุณหมอท่านทราบ แต่งานวิจัยพบว่ายาทั้งสองกลุ่มนี้ทั้ง ARB (Losartan) และ ACEI (Enalapril) เหมาะสำหรับใช้ลดความดันในโรคไตเรื้อรังระยะท้ายๆทั้งคู่ เพราะต่างก็มีผลช่วยลดอัตราตายได้ ดังนั้นเมื่อหมอที่ดูแลผู้ป่วยเห็นว่าควรจะเปลี่ยน ทางครอบครัวก็ควรจะยอมรับตามนั้นนะครับ เพราะหมอท่านที่ดูแลอยู่ตรงนั้นย่อมจะมีข้อมูลเชิงลึกมากกว่าใครเพื่อน

     4) ถามว่าคนไข้ โปตัสเซี่ยมยังสูงอยู่ ทำไมคุณหมอถึงสั่งงดยาจับโปตัสเซี่ยม (Kalimate) ตอบว่าผมดูผลแล็บที่ส่งมาให้ทั้งหมดแล้ว มันมีช่วงที่ระดับโปตัสเซียมลงไปต่ำจนต้องระวัง ผมเข้าใจว่าหมอเขาคงหยุดยา Kalimate ตรงจุดนั้น พอหยุดยาแล้วโปตัสเซียมมันก็สูงขึ้นมา

     5) ถามว่าในมุมมองของคุณหมอสันต์ การล้างไตทางช่องท้อง กับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ถ้าตัดปัจจัยเรื่องค่าใช้จ่ายออกไป คุณหมอแนะนำแบบไหน ตอบว่า แนะนำให้ล้างไตทางช่องท้อง (PD) มากกว่าการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (HD) เพราะงานวิจัยผู้ป่วยประกันสุขภาพสหรัฐซึ่งเป็นงานวิจัยที่ใหญ่ที่สุดพบว่าการล้างไตทางช่องท้องมีอัตราตายรวมต่ำกว่าการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม แม้ว่าการวิจัยในผู้ป่วยเบาหวานจะพบว่าอัตราตายของการล้างหรือฟอกทั้งสองแบบไม่ต่างกันแต่หากเจาะข้อมูลลึกๆเอาเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานที่อายุน้อยกว่า 45 ปีมาดูจะพบว่าการล้างไตทางช่องท้องมีอัตราตายที่ต่ำกว่าอยู่ดี มีงานวิจัยใหม่อีกงานวิจัยหนึ่งทำที่เดนมาร์คกับคนป่วย 12,095 คนก็พบว่าการล้างไตทางหน้าท้องมีอัตราตายต่ำกว่าการฟอกเลือดด้วยเครืื่องไตเทียมในทุกกลุ่มผู้ป่วย

     6) ถามว่าคุณหมอที่ดูแลอยู่บอกว่าไม่สามารถ clear เชื้อในทางเดินปัสสาวะได้ เพราะสาเหตุมาจากเบาหวาน เป็นอย่างนั้นจริงหรือ หรือว่าเป็นเชื้อดื้อยา ตอนนี้หมอให้ใช้เบตาดีนผสมน้ำเกลือสวนเข้ากระเพาะปัสสาวะ วันละ 1 ครั้ง และสวนปัสสาวะวันละ 5-6 ครั้ง หมอสันต์มีความเห็นอย่างไร ตอบว่าการรักษาที่ทำได้ถึงขนาดที่คุณเล่ามานั้นต้องเป็นฝีมือของหมอโรคติดเชื้อ หมอสันต์ไม่มีความเห็นอะไรจะเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากนั้นหรอกครับ ถ้าหมอโรคติดเชื้อบอกว่าจนปัญญา หมอสันต์ก็จนปัญญา

     7) ถามว่าถ้าถึงขั้นต้องฟอกไต คุณซึ่งเป็นพี่สาวมีความคิดจะบริจาคไตให้น้องสาว ในมุมมองหมอสันต์คิดว่าคุ้มที่จะทำไหม ตอบว่าตัวกำหนดเบื้องต้นว่าจะเปลี่ยนไตได้หรือเปล่าก็คืือการกำจัดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะให้สิ้นทรากก่อนว่าทำได้หรือเปล่า ข่าวสุดท้ายที่คุณบอกมาคืือหมอประกาศว่าไม่สามารถเคลียร์เชื้อให้หมดได้ ดังนั้น..จบข่าว

     8) ถามว่าอาการเลือดจาง ตรวจ Ferritin เมื่อ 14/10/16 ได้ 383 ซึ่งไม่ขาดธาตุเหล็ก แต่ทำไมคุณหมอให้เสริมธาตุเหล็ก ตอบว่า เออ..แล้วผมจะรู้ไหมเนี่ย แต่คุณระวังปัญหาหญ้าปากคอกนะ ที่คุณมีข้อมูลว่า Ferritin 383 นั้นเจาะเลือดที่รพ.เดียวกันหรือเปล่า หมอที่สั่งให้กินเหล็กเสริมรู้ข้อมูลนี้หรือเปล่า บางครั้งเราไปเจาะเลือดอีกรพ.หนึ่งแล้วไปรักษากับหมออีกรพ.หนึ่ง หมอเขาก็ได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ตรงนี้ต้องระวัง คุณต้องขยันสื่อสารกับหมอเขา หาทางทำให้เขาได้ข้อมูลที่คุณมีอยู่ให้ครบถ้วน แล้วก็ปรึกษาหารือกับหมอเขา ในกรณีทั่วไปหลักการรักษาโลหิตจางในโรคไตเรืื้อรังมีอยู่ว่าให้ตรวจระดับเหล็กก่อน กรณีระดับเหล็กสูงอย่างน้องสาวของคุณนี้ ก็หันไปแก้ปัญหาโลหิตจางด้วยการฉีดฮอร์โมนกระตุ้นไขกระดูกแทนการให้กินเหล็ก

     9) ถามว่าเส้นเลือดในสมองตีบที่ทำให้หูดับ อาการหูดับหายไปแล้ว ควรต้องกิน Aspirin ต่อไหมคะ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นคุ้มกับการกินเพื่อป้องกันการแข็งตัวของเลือดที่จะทำให้ตีบซ้ำไหมคะ ตอบว่าการกินแอสไพรินเพื่อลดอุบัติการณ์หลอดเลือดทางสมองหลังจากที่เคยเกิดมาแล้ว เป็นมาตรฐานที่วงการแพทย์ใช้อยู่ ทั้งนี้ถือว่าหากไม่มีพิษของยาแอสไพรินให้เห็น (เช่นถ่ายเป็นเลือด) ก็ถือว่าประโยชน์มีมากกว่าความเสี่ยงครับ

     10. ถามว่ามีอะไรที่หมอสันต์จะแนะนำไหม ตอบว่ามีแต่เรื่องเล็กๆน้อยๆที่อาจไม่สำคัญ เช่น

     10.1 ยาจับฟอสเฟตที่กินอยู่ (calcium carbonate) เป็นชนิดที่ใช้แคลเซียมเป็นเบส ซึ่งงานวิจัยเมตาอานาลัยซีสซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Lancet ไม่นานมานี้พบว่าทำให้คนกินตายมากกว่ายาที่ไม่ได้ใช้แคลเซียมเป็นเบส ตัวนี้จึงควรเปลี่ยนเสีย แต่จะเปลี่ยนไปเป็นที่ใช้อลูมิเนียมเป็นเบสเช่น aluminium hydroxide ก็ไม่ค่อยดีนะ เพราะพวกนั้นใช้ไปนานเนื้อสมองพัง (encephalopathy) ได้เหมือนกัน ต้องเปลี่ยนเป็นยาที่ใช้พลาสติกหรือโพลิเมอร์เป็นเบส เช่นยา sevelamer

     10.2 ผลเลือดที่ให้มา ไม่มีระด้ับวิตามินดี.และระดับฮอร์โมนพาราไทรอยด์ (PTH) ครั้งหน้าควรหาโอกาสเจาะเลือดดูระดับวิตามินดีและฮอร์โมน PTH ก่อนเพื่อตัดสินใจว่าต้องให้วิตามินดี.ทดแทนหรือเปล่า ในกรณีที่ต้องให้วิตามินดี.ทดแทน ควรใช้วิตามินดี.ในรูปที่แอคทีฟซึ่งมีชื่อว่า calcitriol หรือวิตามินดี3 หากไปให้รูปที่ไม่แอคทีฟ (วิตามินดี 2) จะไม่เวอร์ค เพราะไตเปลี่ยนดี2 ไปเป็นดี3 เองไม่ได้แล้ว

บทส่งท้าย

    คุณเป็นพี่สาวที่สุดประเสริฐ แค่ได้ฟังเรื่องราวที่คุณรักและใส่ใจดูแลน้องสาวของคุณ ผมก็มีความรู้สึกอิ่มเอมในหัวใจแล้ว คนที่มีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งที่ไกลออกไปจากตัวเองอย่างคุณนี้ ไม่ว่าชีวิตจะพบกับอะไร ทุกสิ่งที่คุณพบไม่ว่ามันจะดูดีหรือดูร้าย ท้ายที่สุดวิธีสนองตอบของคุณจะทำให้มันนำพาคุณเข้าถึงความสงบเย็นในตัวเองได้เร็วขึ้น ขอให้คุณเดินหน้าไปกับชีวิตที่นี่เดี๋ยวนี้ทีละช็อตๆ โฟกัสที่การกระทำ อย่าไปโฟกัสที่ผลลัพธ์ ผลลัพท์นั้นให้ทำใจไว้ก่อนว่ามันจะเป็นศูนย์ก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้โฟกัสที่การกระทำ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ทีละช็อต ทีละช็อต แล้วคุณจะได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ชีวิตคนเกิดมาชีวิตหนึ่งควรได้

นพ. สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Garneata L, Stancu A, Dragomir D, Stefan G, Mircescu G. Ketoanalogue-Supplemented Vegetarian Very Low-Protein Diet and CKD Progression. J Am Soc Nephrol. 2016 Jul;27(7):2164-76. doi: 10.1681/ASN.2015040369. Epub 2016 Jan 28.
2. Vonesh EF1, Snyder JJ, Foley RN, Collins AJ. The differential impact of risk factors on mortality in hemodialysis and peritoneal dialysis. Kidney Int. 2004 Dec;66(6):2389-401.
3. Heaf JG, Wehberg Relative Survival of Peritoneal Dialysis and Haemodialysis Patients: Effect of Cohort and Mode of Dialysis Initiation S. PLoS One. 2014; 9(3): e90119. doi:  10.1371/journal.pone.0090119

14 พฤศจิกายน 2560

วงการแพทย์เปลี่ยนนิยามโรคความดันเลือดสูงครั้งใหญ่

     วันนี้ผมนั่งอ่านคำแนะนำการรักษาโรคความดันเลือดสูงฉบับใหม่ซึ่งสมาคมหัวใจอเมริกันและวิทยาลัยแพทย์โรคหัวใจอเมริกัน (AHA/ACC) เพิ่งประกาศใช้ คำแนะนำนี้จะมาแทนมาตรฐานเดิม (JNC7) ดังนี้

สาระของมาตรฐานใหม่

1. ความดันปกติ คือต้องไม่เกิน 120/80 มม.
2. ถ้าความดันตัวบนอยู่ระหว่าง 120-129 ขณะที่ความดันตัวล่างไม่เกิน 80 ให้เรียกว่าภาวะความดันเพิ่มขึ้น (elevated BP)
3. ให้วินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันเลือดสูงระยะที่หนึ่ง เมื่อความดันสูงตั้งแต่ 130/80 ขึ้นไป ทั้งนี้ด้วยเหตุผลว่าที่ความดันระดับนี้ความเสี่ยงที่จะเกิดหัวใจขาดเลือดเฉีียบพลันได้เพิ่มขึ้นกว่าปกติแล้ว 2 เท่าตัว
4. ให้วินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันเลือดสูงระยะที่สอง เมื่อความดันสูงตั้งแต่ 140/90 ขึ้นไป
5. ให้วินิจฉัยว่าเป็นวิกฤติความดันเลือดสูง (Hypertensive crisis) เมื่อความด้นสูงตั้งแต่ 180/120 ขึ้นไป
6. ให้เริ่มการรักษาความดันเลือดสูงระยะที่หนึ่งด้วยการปรับเปลี่ยนอาหารและการใช้ชีวิต แต่กรณีเป็นความดันเลือดสูงระยะที่หนึ่งที่มีโรคร่วมหรือมีคะแนนความเสี่ยงสูง ให้เริ่มรักษาด้วยยา
7. ให้ยอมรับผลการวัดความดันที่บ้านเป็นข้อมูลร่วมในการรักษา

     มาตรฐานใหม่นี้จะทำให้คนจำนวนมากที่ความดันอยู่ระหว่าง 130/80 ถึง 139/89 ซึ่งแต่ก่อนถือว่าเป็นคนปกติ ถูกวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคความดันเลือดสูงและกลายมาเป็นลูกค้าของวงการแพทย์ทันที ซึ่งจะมีทั้งผลดีและผลเสีย กล่าวคือ

     ผลดีก็คืือคนที่อยู่ๆก็ถูกจั๊มตราวินิจฉัยว่าป่วยเป็นความดันเลือดสูงแล้วจะเกิดความกลัวตายจากโรคปลายทางของความดันเลือดสูงซึ่งแต่ละโรคร้ายๆทั้งนั้นได้แก่ โรคอัมพาต โรคหัวใจ โรคไตเรื้อรัง ความกลัวนี้จะทำให้ขวานขวายเปลี่ยนแปลงการกินการใช้ชีวิตของตัวเองใหม่อย่างจริงจัง นั่นเป็นข้อดี

     ผลเสียก็คือจะมีคนจำนวนมาก คือประมาณ 10% ของประชากรผู้ใหญ่ทั้งประเทศ ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันเลือดสูงเพิ่มขึ้น ในจำนวนนี้ผู้ที่ถูกจัดชั้นว่ามีความเสี่ยงสูงจะถูกรักษาด้วยยา ซึ่งจะนำไปสู่การใช้ยาเพิ่มขึ้น อันจะเป็นภาระกับชาติบ้านเมืองอย่างมหาศาล เพราะเมืองไทยเรานี้ยาเกือบทั้งหมดเป็นยาฟรี ฟรีแต่ว่ารัฐต้องออกเงินซื้อมาจากต่างชาตินะ แล้วเอามาจ่ายฟรีผ่านระบบสามสิบบาท ประกันสังคม และสวัสดิการราชการ ทั้งสามระบบนี้ครอบคลุมประชากร 100% เรียกว่าใครใคร่ได้ยาดีๆฟรีๆก็จะมีสิทธิ์ได้ทันที ได้มาแล้วจะกินหรือเอาไปโปรยทิ้ง นั่นอีกเรื่องหนึ่ง

     ข้อสังเกตของหมอสันต์

     หลังจากพลิกๆดูงานวิจัยกว่า 900 รายการที่คณะทำงานใช้เป็นหลักฐานประกอบการออกคำแนะนำ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นผลวิจัยที่ผมคุ้นๆตาอยู่แล้ว ผมขอตั้งข้อสังเกต ดังนี้

     1. ผลเสียที่จะตามมาจากการเพิ่มการใช้ยา คือพิษภัยที่เกิดจากการกินยามากและกินยานานนั้น คำแนะนำใหม่นี้ไม่ได้วิเคราะห์ และไม่ได้พูดถึงเลย

     2. คำแนะนำบอกเพียงแต่ว่าการรักษาขั้นแรกต้องปรับเปลี่ยนอาหารและการใช้ชีวิต แต่ไม่ได้ย้ำแบบให้ความสำคัญ ดังนั้นแพทย์ยังคงต้องใช้ข้อมูลของคำแนะนำการรักษาความดันเลือดสูงเก่า (JNC7) ที่สรุปหลักฐานวิทยาศาสตร์เรื่องผลการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตต่อการลดความดันเลือดไว้ดีมากดังนี้
     2.1 คนอ้วนถ้าลดน้ำหนักได้ 10 กก. ความดันตัวบนจะลดลงได้สูงสุดถึง 20 มม.
     2.2 ถ้าเปลี่ยนอาหารมากินพืชเป็นหลัก (DASH diet) ความดันตัวบนจะลดลงได้สูงสุดถึง 14 มม.
     2.3 ถ้าออกกำลังกายสม่่ำเสมอ ความดันตัวบนจะลดลงได้สูงสุดถึง 9 มม.
     2.4 ถ้าลดเกลือลงเหลือระดับจืดสนิท ความดันตัวบนจะลดลงได้สูงสุดถึง 8 มม.
     2.5 คนที่ดื่มแอลกอฮอลมาก ถ้าลดลงเหลือดื่มแค่พอดี ความดันตัวบนจะลดลงได้สูงสุดถึง 4 มม.
     อันที่จริงเรื่องอาหารและการปรับการใช้ชีวิตนี้ มีสิ่งที่เพิ่มมาในคำแนะนำใหม่นี้อันหนึ่งคือพูดถึงความจำเป็นจะต้องเพิ่มการกินโปตัสเซียมให้มากขึ้น แต่ว่าในตัวคำแนะนำให้กินยาเม็ดโปตัสเซียมเสริมโดยไม่ได้ไฮไลท์การกินพืชผักผลไม้ซึ่งเป็นแหล่งโปตัสเซียมในอาหาร

     3. หลักฐานใหม่ๆบางชิ้นมีความสำคัญมากในแง่ที่จะช่วยลดความดันเลือดลงโดยไม่ต้องใช้ยา แต่คำแนะนำนี้กลับไม่ได้พูดถึงเลย เช่น

     3.1 งานวิจัยความเสี่ยงโรคหัวใจคนหนุ่มสาว (CARDIA) ซึ่งตามดูคนหนุ่มสาว 5,115 คน นาน 15 ปีี พบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างการกินพืช (ธัญพืชไม่ขัดสี ผัก ผลไม้ ถั่ว นัท) กับการลดความดันเลือด เป็นความสัมพันธ์แบบยิ่งกินมากยิ่งลดมาก (dose dependent) ขณะเดียวกันก็พบความสัมพันธ์ในทางตรงข้ามกับการบริโภคเนื้อสัตว์ คือยิ่งกินเนืื้อสัตว์มาก ยิ่งมีความดันเลือดสูงขึ้นมาก

     3.2 งานวิจัยในยุโรป (EPIC trial) ซึ่งวิเคราะห์คนอังกฤษ 11,004 คนพบว่าในบรรดาคนสี่กลุ่ม คือกลุ่มกินเนื้อสัตว์ กลุ่มกินปลา กลุ่มมังสะวิรัติ กลุ่มกินเจ (vegan) พบว่ากลุ่มกินเนื้อสัตว์มีความดันสูงสุด กลุ่มกินเจหรือ vegan มีความดันต่ำสุด

     3.3 งานวิจัยยำรวมข้อมูลติดตามสุขภาพพยาบาล (NHS) และบุคลากรแพทย์ (HPFS) ของฮาร์วาร์ดซึ่งมีคนถูกติดตาม 188,518 คน (2,936,359 คนปี) พบว่าการกินเนื้อสัตว์ทุกชนิดรวมทั้งปูปลากุ้งหอยเป็ดไก่ไข่นม ล้วนสัมพันธ์กับการเป็นความดันเลือดสูง

     3.4 มีหลักฐานว่าความพยายามจะลดความดันเลือดในผู้สูงอายุลงมากเกินไปมีผลเสียมากกว่าผลดี จน JNC8 นำมาออกเป็นคำแนะนำเมื่อสองปีก่อนว่าไม่ควรใช้ยาหากความดันเลือดตัวบนในผู้สูงอายุ (เกิน 60 ปี) ไม่สูงเกิน 150 มม. แต่ในคำแนะนำใหม่นี้กลับไม่พูดถึงประเด็นผู้สูงอายุเลย แค่พูดว่าหากอายุเกิน 65 ปีขึ้นไปให้แพทย์ใช้ดุลพินิจเป็นรายคน

     บทสรุปสำหรับท่านผู้อ่าน

     1. ความดันเลือดเป็นดัชนีที่ดีที่สุดที่จะบอกว่าใครจะเป็นโรคและจะตายเร็ว นั่นเป็นของแน่

     2. ความสัมพันธ์ระหว่างความดันเลือดที่สูงกว่า 130/80 กับการเพิ่มอัตราตายนั่นก็เป็นของแน่

     3. การปรับเปลี่ยนอาหารและการใช้ชีวิตในประเด็นลดอาหารเนื้อสัตว์ เพิ่มอาหารพืช ออกกำลังกาย ลดเกลือ ลดแอลกอฮอล ทำให้ความดันเลือดลดลง นั่นก็เป็นของแน่

     4. ในคนที่ไม่ปรับอาหารและการใช้ชีวิต หรือปรับแล้วไม่สำเร็จ การใช้ยาลดความดันเลือดเป็นทางเลือกที่จำเป็นและปลอดภัยกว่าไม่ใช้ นั่นก็เป็นของแน่

     ทั้งสี่ประเด็นนี้คือสัจจธรรมเรื่องความดันเลือดสูง ท่านเอาไปประยุกต์ใช้เอาเองก็แล้วกัน ส่วนท่านจะเริ่มใช้ยารักษาความดันตัวบนตามมาตรฐานเก่า (140 ขึ้นไป) หรือมาตรฐานกลางเก่ากลางใหม่ (150 ขึ้นไปถ้าเป็นผู้สูงอายุ) หรือมาตรฐานใหม่ (130 ขึ้นไป รูดมหาราชทุกอายุ) ท่านไปคุยกับหมอของท่านเอาเองก็แล้วกัน แต่อย่ามาคุยกับหมอสันต์นะ เพราะจะถูกหมอสันต์บี้ให้ปรับอาหารและการใช้ชีวิตแทนยาตะพึด ความดันยังไม่ลงก็ปรับอีก ยังไม่ลงก็ปรับอีก อีก อีก จนท่านอาจจะไม่ได้กินเนื้อสัตว์ทุกชนิดเลย ดังนั้นถึงจุดหนึ่งท่านจะต้องเลือกในระหว่างการเข้มกับวินัยในการดูแลตัวเองเพื่อจะได้ไม่ต้องพึ่งคนอื่น หรือการถูกตีตราเป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่จะต้องพึ่งแพทย์ โรงพยาบาล และบริษัทยา ไปตลอดชีวิต

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

....................................................

จดหมายจากท่านผู้อ่าน

ด้วยความเคารพครับ 
ผมไม่เห็นด้วยกับอาจารย์ในบางประเด็นครับ เช่น
1. ที่ว่า guideline ใหม่ไม่เน้นเรื่องปรับพฤติกรรม >> บทที่ 6 ของ guideline ใหม่ ตั้งแต่หน้า 55 - 61 ก็พูดเรื่องนี้ไว้ละเอียดพอสมควรครับ และน้ำหนักคำแนะนำยังเป็น class I และ คุณภาพหลักฐานเป็น level A ในทุกๆคำแนะนำด้วย
2. ที่ว่าไม่พูดถึงกลุ่มผู้สูงอายุ >> guideline ใหม่ พูดประเด็นผู้สูงอายุ ในหน้า 130 - 131 ครับ
ขอบคุณครับ

......................................

ตอบครับ
ขอบคุณมากครับอาจารย์

     ยอมรับว่าผมมีอคติกับ guideline ใหม่มากไปหน่อย คือมันผิดหวังนะครับ ที่ในแง่การปรับวิถีชีวิตแทบไม่มีคำแนะนำอะไรที่ใหม่กว่า JNC7 เลย มีแต่การเพิ่มโปตัสเซียม แถมตัวคำแนะนำแทนที่จะไฮไลท์การเปลี่ยนไปหาอาหารพืชซึ่งมีโปตัสเซียมมากขึ้นกลับไปแนะนำให้ใช้โปตัสเซียมเป็นเม็ดกินเสริมเสียฉิบ

     ส่วนในการรักษาความดันสูงในผู้สูงอายุนั้น ผมทราบจากเพื่อนๆที่อยู่ใน AHA ว่าบริษัทยาวิ่งกันขาขวิดตั้งแต่ตอนจะยุบ JNC แล้ว จน JNC ต้องรีบตีพิมพ์ JNC8 ใน JAMA ว่าในคนอายุเกิน 60 ควรไปตั้งต้นใช้ยาที่ความดัน 150 มม.ขึ้นไป โดยมีหลักฐานประกอบดีพอควรแต่ว่าทุบหม้อข้าวบริษัทยาอย่างแรง ดังนั้นผมก็ลุ้นว่าใน AHA/ACC 2017 มันน่าจะเหลือเชื้อความคิดที่จะเพลาๆการใช้ยาในคนแก่ลงบ้าง แต่ปรากฎว่ากลับเป็นตรงกันข้ามคือใช้สูตรตั้งต้นรักษาที่ 130 รูดมหาราช เพียงแต่พูดไว้หน่อยว่าในคนอายุเกิน 65 ให้เป็นดุลพินิจแพทย์ที่จะดูเป็นรายคน โห..พูดแบบนี้ไม่ต้องพูดใน guideline หรอก เพราะแพทย์เขาแค่ใช้ guideline เป็นตัวประกอบโดยงานหลักของเขาคือดูคนไข้โดยใช้ดุลพินิจเป็นรายคนทุกคนอยู่แล้ว

     เล่าให้อาจารย์... ฟังนิดหนึ่ง สมัยหนึ่งผมเคยเป็นคณะทำงานของ AHA/ACC เคยร่วมทำ Resuscitation Guideline 2000 ในคณะทำงานมันมีคนที่มีวาระซ่อนเร้นอยู่จำนวนหนึ่ง พูดง่ายๆว่าดองกับผลประโยชน์ทางการค้า แล้วพวกนี้มันตะแบงแบบไม่มีเกรงใจว่าที่ประชุมจะเสียเวลา guideline ซึ่งควรจะเป็นที่สรุปหลักฐานวิทยาศาสตร์กลับกลายเป็นเวทีประนีประนอมผลประโยชน์ไป อคติของผมจึงเกิดด้วยเหตุนี้
ขอบคุณอาจารย์อีกครั้งที่ทักท้วงนะครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

.................................................

บรรณานุกรม

1. Steffen LM, Kroenke CH, Yu X, et al. Associations of plant food, dairy product, and meat intakes with 15-year incidence of elevated blood pressure in young black and white adults: the Coronary Artery Risk Development in Young Adults (CARDIA) Study. Am J Clin Nutr. 2005;82:1169–1177.
2 Appleby PN, Davey GK, Key TJ. Hypertension and blood pressure among meat eaters, fish eaters, vegetarians and vegans in EPIC-Oxford. Public Health Nutr. 2002;5:645–654. [PubMed]
3. Borgi L, Curhan GC, Willett WC, et al. Long-term intake of animal flesh and risk of developing hypertension in three prospective cohort studies. J Hypertens. 2015;33:2231–2238.
4. James PA, Oparil S, Carter BL, Cushman WC, Dennison-Himmelfarb C, Handler J, Lackland DT, LeFevre ML, MacKenzie TD, Ogedegbe O, Smith Jr SC, vetkey PL, Taler SJ, Townsend RR, Wright JTJr, Narva AS, Ortiz E. 2014 Evidence-Based Guideline for the Management of High Blood Pressure in Adults Report From the Panel Members Appointed to the Eighth Joint National Committee (JNC 8). JAMA. 2014;311(5):507-520. doi:10.1001/jama.2013.284427
5. Paul K. Whelton, Robert M. Carey, Wilbert S. Aronow, Donald E. Casey, Karen J. Collins, Cheryl Dennison Himmelfarb, Sondra M. DePalma, Samuel Gidding, Kenneth A. Jamerson, Daniel W. Jones, Eric J. MacLaughlin, Paul Muntner, Bruce Ovbiagele, Sidney C. Smith, Crystal C. Spencer, Randall S. Stafford, Sandra J. Taler, Randal J. Thomas, Kim A. Williams, Jeff D. Williamson, Jackson T. Wright. 2017 ACC/AHA/AAPA/ABC/ACPM/AGS/APhA/ASH/ASPC/NMA/PCNA Guideline for the Prevention, Detection, Evaluation, and Management of High Blood Pressure in Adults: A Report of the American College of Cardiology/American Heart Association Task Force on Clinical Practice Guidelines. Hypertension. 2017;HYP.0000000000000066
Originally published November 13, 2017  https://doi.org/10.1161/HYP.0000000000000066


ไม่ใช่ว่าคนรุ่นหนุ่มสาวจะไม่เอาไหนไปเสียทั้งหมด

กราบเรียน อาจารย์หมอ สันต์ ที่เคารพ ครับ

ผมอายุ 32 ปี สูง 188 ซม ปัจจุบันปี 2017 หนัก 87 กก. (เดิมหนัก 98 กก.) ความดัน 123/62 ก่อนหน้านี้ได้เขียนมาหาอาจารย์และได้ปฎิบัติตัวตามคำแนะนำของอาจารย์หมอสันต์ เป็นเวลา 4 เดือน ควบคู่กับการออกกำลังกายเดิมที่ทำอยู่ คือ
1. ลดเนื้อสัตว์ลงอย่างมีนัยยะสำคัญ (เลือกบริโภคแต่ผัก)
2. งดกินไข่เป็นฟอง (ส่วนไข่ที่ผสมในอาหารมีบ้างแต่น้อย)
3. กินข้าวกล้องเป็นส่วนใหญ่ (ยกเว้นบางมื้อไม่สามารถเลือกได้ตามหน้างานที่ทำ)
4. งดกินเมนูผัดทอด (เน้นกินเมนูต้มแทนส่วนใหญ่ ถ้าไม่มี คือเลือกเป็นการกินก๋วยเตี๋ยวแทน)
5. กินผักผลไม้เพิ่ม คือเพิ่มผักในเมนูอาหารและกินผลไม้หลังรับประทานอาหารเกือบทุกมื้อ

ขออนุญาติอัพเดตผลเลือดหลังจากทำแบบนี้มา 4 เดือน โดยไม่ได้กินยาลดไขมันครับ
Date  21-Jul-17 8-Nov-17
Triglyceride 56           67
Cholesterol 276           202
HDL         74           57
LDL        191           128
SGOT        73           53
SGPT        137           62
ผมสังเกตว่า LDL ลดลงอย่างมาก จนอยู่ในค่ามาตรฐานคือ <130 10="" hdl="" p="" triglyceride="">และค่าตับ SGOT, SGPT ก็ลดลง แต่ยังเกินมาตราฐานอยู่ ซึ่งตอนเจาะเลือดผมป่วยเป็นไข้หวัดอยู่และกินยาปฏิชีวะนะ AMK เช้าเย็นครั้งละ 1 เม็ดในช่วงของการเจาะเลือดวันที่ 8 Nov
ส่วนค่าไวรัสตับผมไปตรวจมาแล้วตามผลด้านล่างและไฟล์แนบครับ
Date 19-Aug-17
HBs Ag Negative
Anti-HBs Negative
Anti-HBc (Total) Negative
Anti HCV Negative
ผมจึงขอรบกวนถามคำถามอาจารย์ดังนี้ครับ
1. หลังจากปรับอาหารแล้วค่า LDL ลดลงอย่างมีนัยยะ แต่ทำไมค่า HDL ลดลงด้วย ทั้งๆที่ออกกำลังกายเหมือนเดิมครับ หรือไม่ต้องกังวลกับ HDL ให้ยึดค่า LDL เป็นหลักครับ
2. ค่า Triglyceride ก็มีการเพิ่มขึ้นด้วย ดูจากผลเลือดย้อนหลัง 5 ปีจะอยู่ประมาณ 30-50 ตลอดครับทั้งๆที่ออกกำลังกายเหมือนเดิมครับ ควรกังวลไหมครับ
3. กินยาปฏิชีวะนะ มีผลต่าค่า SGOT, SGPT ไหมครับ
4. หากการกินยา AMK ไม่มีผลและผลตรวจไวรัสตับ Negative หมดแต่ค่าตับ SGOT, SGPT ยังไม่อยู่ในเกณฑ์ ควรปรับอย่างไรต่อครับ
5. หลังจากค่า LDL ลดลงมาอยู่ที่ 128 แล้ว การควบคุมอาหารทั้ง 5 ข้อด้านบนต้องทำไปตลอดชีวิตไหมครับ หมายถึงมีหลุดบ้าง ยืดหยุ่นบ้างไปกินอาหารที่ไม่ใช่ 5 ข้อนั้นกับเพื่อนกับครอบครัวบ้าง ได้ไหมครับ เนื่องจากผมยังอายุน้อย 32 ปี การควบคุมอาหารแบบนี้อาจจะไม่เข้ากับอาชีพและหน้าที่ที่ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ กล่าวคือ ไม่สามารถไปร่วมกินร่วมสังสรรค์กับเพื่อนกับคนที่ทำงานได้เลยครับ จึงประสบปัญหาการใช้ชีวิตในการหาเลี้ยงชีพครับ ขณะที่เพื่อนร่วมงานและหัวหน้าไม่เข้าใจว่าทำไมต้องควบคุมอาหาร เค้ากินกันปกติสุขและผลเลือดก็อยู่ในเกณฑ์ปกติ และมองเราว่าเป็นคนที่ต้องการแปลกแยกจากกลุ่มเพื่อนร่วมงานเวลาไปกินอาหารเที่ยง อาหารเย็น กินขนมต่างๆ เป็นต้นครับ ไม่เติบโตในตำแหน่งหน้าที่การงานได้ คือไม่สามารถซื้อใจคนอื่นได้
6. จากข้อ 5. หรือว่าต้องควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัดเนื่องจากเป็นสุขภาพของตัวเราเอง คนอื่นไม่สามารถมาเป็นตัวเราตอนที่มีโรคภัยได้ หากไม่ควบคุมอย่างเคร่งครัดค่า LDL ก็จะกลับมาสูงเหมือนเดิมไหมครับ อาจารย์มีคำแนะนำอย่างไรครับ

กราบขอบคุณอาจารย์ หมอสันต์มากครับ

..........................................................

ตอบครับ

     คนไทยเรา โดยเฉพาะคนที่มีอายุระดับสี่ห้าสิบขึ้นไปแล้ว มักมีความเชื่อฝังหัวว่าคนรุ่นใหม่เป็นคนไม่เอาไหน ว่ายากสอนยากหนักไม่เอาเบาไม่สู้ แม้แต่ตัวเองยังเอาตัวเองไม่รอด สู้คนหนุ่มสาวชาวลาว เขมร พม่ารามัญ ไม่ได้เลย คำบ่นเช่นนี้ผมได้รับฟังเป็นประจำจากเพื่อนและคนไข้ที่เป็นเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมบ้าง เป็นซีอีโอ.ของบริษัทใหญ่ๆบ้าง คนเหล่านี้ล้วนมีความเชื่อว่าถ้าคนรุ่นตัวเองตายไปหมดแล้วประเทศไทยจะถึงแก่กาลล่มสลายเพราะคนรุ่นใหม่ไม่มีกึ๋นพอที่จะดูแลชาติและสังคมต่อไปได้ แต่ท่านผู้อ่านลองดูจดหมายฉบับนี้ให้ดีนะครับ คนเขียนมีอายุเพียง 32 ปี ได้รับคำแนะนำโดยไม่เคยเห็นหน้าผมเลย แล้วก็ตั้งใจเอาคำแนะนำไปดูแลตัวเองจนสุขภาพดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและเลิกยาได้ในเวลาเพียง 4 เดือน นั่นเป็นเหตุผลที่ผมหยิบจดหมายนี้มาตอบทั้งๆที่เนื้อหาไม่ได้มีสาระอะไรมากเป็นพิเศษ

     มาตอบจดหมายกันดีกว่า

     1. ถามว่าหลังจากปรับอาหารแล้วทำไม HDL ลดลงด้วยทั้งๆที่ออกกำลังกายเหมือนเดิม ตอบว่าเพราะ HDL เดิมนั้นสูงอยู่ได้เพราะอาหารไขมันอิ่มตัว วงการแพทย์ทราบมานานแล้วว่าถ้าให้กินไขมันอิ่มตัวเช่นน้ำมันหมูน้ำมันมะพร้าว HDL ก็จะสูงขึ้น หรือถ้าให้กินยาเพิ่ม HDL เช่น nicotinic acid ก็จะทำให้ HDL สูงขึ้น แต่ว่าขณะเดียวกันทั้งพวกกินน้ำมันอิ่มตัวและพวกกินยาเพิ่ม HDL กลับตายมากขึ้น ดังนั้นวงการแพทย์จึงไม่สนับสนุนให้กินไขมันอิ่มตัวหรือกินยาเพื่อเพิ่ม HDL ส่วนการออกกำลังกายกับ HDL นั้นส่วนใหญ่มันไม่สัมพันธ์กันดอก วงการแพทย์จึงไม่ได้ใช้ HDL เป็นตัวติดตามดูสุขภาพ แค่ใช้เป็นตัวพยากรณ์โรคว่าถ้ามันสูงก็ดี มันต่ำก็ช่างมัน

     2. ถามเรื่องกังวลค่า Triglyceride ที่สูงขึ้นจาก 56 เป็น 67 ตอบแยกเป็นสามประเด็นนะ

     ประเด็นที่ 1. คอนเซ็พท์เกี่ยวกับแล็บคือเรากำหนดช่วงค่าปกติ (normal range) ออกมาจากการตัดเคิร์ฟข้อมูลสถิติ มีความหมายว่าคนส่วนใหญ่ (80%) เขาได้ค่าอยู่ในพิสัยนั้น เช่น ไตรกลีเซอไรด์ 0-150 เป็นช่วงค่าปกติ การที่ค่าวิ่งอยู่ในพิสัยนี้ไม่มีนัยสำคัญใดๆเลย เพราะมันเป็นค่าปกติ การไปใส่ใจกังวงทั้งๆที่ค่าวิ่งอยู่ในพิสัยปกติเป็นความบ้าชนิดหนึ่งของคนเรา ซึ่งผมเองก็ไม่รู้จะแก้อย่างไร

    ประเด็นที่ 2. แม้ในคนที่ผลแล็บผิดปกติ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดอาเพทเหตุร้ายเพราะความผิดปกติของแล็บนั้น เพราะมันเป็นการตัดเอาคนส่วนน้อย (20%) ทีี่มีผลตรวจไม่เหมือนชาวบ้านเขาออกมาตั้งชื่อว่าผิดปกติ มันเป็นเพียงสิ่งบ่งชี้ชวนให้ดูลึกลงไปในรายละเอียดของร่างกายว่ามีอะไรต้องปรับปรุงแก้ไขบ้างในแง่ของการกินการใช้ชีวิต เพราะความเปลี่ยนแปลงใดๆในร่างกายนี้ล้วนเป็นการประชุมแห่งเหตุ ไม่ใช่เกิดจากเหตุใดเหตุหนึ่งเพียงเหตุเดียว

     ประเด็นที่ 3. ไตรกลีเซอไรด์ไม่ใช่ปัจจัยเสี่ยงอิสระของการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ แต่มันเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งความเสี่ยงจะมากอย่างมีนัยสำคัญถ้าไตรกลีเซอไรด์สูงเกิน 1000 ขึ้นไป วงการแพทย์ (NCEP) ตั้งต้นรักษาไตรกลีเซอไรด์สูงที่หากสูงเกิน 500 แต่หลักฐานวิทยาศาสตร์บ่งชี้ว่าไตรกลีเซอไรด์ต่ำกว่า 1000 มก./ดล.นั้นไม่มีนัยสำคัญ ตัวผมเองจึงจะไม่ใช่ยารักษาถ้าไตรกลีเซอไรด์ไม่เกิน 1000

      3. ถามเรื่องค่าเอ็นไซม์ของตับ SGOT, SGPT ที่ลดมาแต่ยังสูงเกินค่าปกติ ตอบว่าการประเมินค่าแล็บให้ให้ความสำคัญกับแนวโน้ม (trend) การที่ SGOT ลดลงจาก 73 เป็น 53 และ SGPT ลดลงจาก 137 เป็น 62 เป็นแนวโน้มที่ดีขึ้น ให้ตีความแนวโน้มนี้โดยเทียบเคียงกับตัวชี้วัดอื่นๆ หมายความว่ามันสอดคล้องกับการที่ไขมันในเลือดลดลง จึงวินิจฉัยแบบเดาเอาก่อนว่าเดิมมันสูงขึ้นเพราะตับอักเสบจากไขมันแทรกตับ การจัดการเมื่อเห็นว่าแนวโน้มมันดีก็คือทำการรักษาแบบนี้ต่อไป มันก็จะค่อยๆลงมาเอง ส่วนยากินซึ่งทุกชนิดล้วนมีผลต่อตับได้นั้น ในกรณีของคุณนี้่หลักฐานไม่ได้บ่งชี้ว่ายาเป็นเหตุ เพราะเดิมไม่กินยาแต่ตับอักเสบมาก พอกินยาตับอักเสบลดลง แสดงว่างานนี้พิษของยาไม่เกี่ยว

     4. ถามว่าการควบคุมอาหารแบบนี้ไม่เข้ากับงานอาชีพจะทำไงดี ขอแยกตอบเป็นสองประเด็น คือ

     ประเด็นที่ 1. อาชีพอะไรที่บังคับให้คุณต้องทำลายสุขภาพตัวเอง ผมแนะนำว่าให้คุณเปลี่ยนอาชีพเสีย ถ้ามีนายจ้างที่บังคับให้คุณต้องทำลายสุขภาพตัวคุณเองเพื่อเขา ผมแนะนำว่าคุณเลิกเป็นลูกน้องของเขาเสีย ถ้าตัวคุณเองอยากได้โน่นอย่างได้นี่ที่ทำให้คุณต้องบังคับตัวเองให้ทำงานมากเกินไปจนสุขภาพคุณเสีย ให้คุณทิ้งความอยากนั้นเสีย หันมาพอใจแค่กับสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน ถ้าหางานใดๆที่เอื้อให้คุณมีสุขภาพดีทำไม่ได้เลย คุณไปบวชพระเสียยังจะดีกว่า เพราะการบวชเป็นพระหากคุณตั้งใจทำตามคำสอนพระพุทธเจ้า คุณมีสุขภาพดีแน่นอนทั้งสุขกายและสุขภาพจิต

     ประเด็นที่ 2. จริงหรืือเปล่าที่ว่าการดูแลสุขภาพทำให้ทำงานไม่ได้ ผมมีคนไข้จำนวนมากที่คิดแบบนี้เมื่อเริ่มต้นดูแลตัวเอง หลายคนเป็นเจ้าของบริษัทที่มีลูกน้องเป็นร้อยเป็นพัน แต่เอาเข้าจริงๆปรากฎว่าคนเหล่านี้กลายเป็นความบันดาลใจให้ผู้เกี่ยวข้องรวมทั้งเจ้านาย ลูกน้อง ลูกค้า ได้ติดเชื้ออยากมีสุขภาพดีจากเขาไปด้วยโดยเขาไม่รู้ตัว คนไข้คนหนึ่งบอกว่าวันหนึ่งเขาตัดสินใจพาลูกค้าต่างชาติไปกินอาหารสุขภาพที่มีแต่ผักหญ้าและปรุงแบบไม่ผัดไม่ทอดแทนโต๊ะจีนแบบเต็มยศ ปรากฎว่าลูกค้าชอบมากและบอกว่าไม่อยากกินโต๊ะจีนมาตั้งนานแล้วแต่ไม่กล้าแอะเพราะกลัวจะเสียมารยาท เป็นงั้นไป ดังนั้นให้คุณมองจากหลายๆมุม แล้วใช้ความสำเร็จของคุณช่วยสร้างความบันดาลใจให้คนอื่นผ่านการทำงานร่วมกัน

     5. ถามว่าหากไม่ควบคุมอาหารเคร่งครัด จะกลับมาเหมือนเดิมไหม ตอบว่าก็กลับมาเหมือนเดิมแน่นอนสิครับ การดูแลสุขภาพก็เหมือนการฝึกสติปฏิบัติธรรม คุณไปเข้าค่ายปฏิบัติธรรมทำตัวดีปล่อยวางเจ็ดวันเจ็ดคืนแต่พอกลับบ้านคุณก็ยังทำตัวเป็นคนขี้อิจฉาตาร้อนเข้าที่ไหนวงแตกที่นั่นเหมือนเดิม มันจะมีประโยชน์อะไร คุณต้องทำไปจนมันกลายเป็นวิถีชีิวิตปกติของคุณ จึงจะเป็นการบรรลุความสำเร็จอย่างแท้จริง อะไรที่ครึ่งๆกลางๆมันจะตกกลับมาที่เดิมได้เสมอถ้าคุณเผลอ

     6. ผมสังเกตว่าคุณยังไม่มีภูมิคุ้มกันตับอักเสบไวรัสบี. (Anti HBs = neg) แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี.เสียด้วยครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

13 พฤศจิกายน 2560

คุณเป็นอะไรไม่สำคัญ สำคัญที่คุณไม่ได้เป็นอะไร

คุณหมอสันต์ที่เคารพ

     ดิฉันมีคำถามสั้นๆที่รบกวนคุณหมอตอบแค่สั้นๆก็ได้ ว่าตัวดิฉันที่เกิดมานี้จริงๆแล้วฉันคืออะไร ฉันคือใคร ขอถามแค่นี้แหละค่ะ

(ชื่อ) ........................

.............................................................

ตอบครับ

     หมอสันต์ยืดได้หดได้ คุณถามสั้น ผมก็ตอบสั้นได้

     ถามว่าจริงๆแล้วตัวดิฉันที่เกิดมานี้เป็นอะไร ตอบว่าคุณเป็นอะไรไม่สำคัญ สำคัญที่คุณไม่ได้เป็นอะไร

     คุณเป็นอะไร คุณเป็นอยู่แล้ว ไม่ต้องไปสืบค้น คุณไม่ได้เป็นอะไรนั่นต่างหากที่คุณต้องสืบค้น เพราะการไม่รู้ว่าคุณไม่ได้เป็นอะไร ทำให้คุณไม่รู้ว่าคุณเป็นอะไร

     หิ หิ ขออภัย หมอสันต์ไม่ได้กวนโอ๊ยนะ แต่พูดจีจี ขออนุมัติขยายความ..

     เพราะแท้จริงคุณเป็นอะไรนั้น การไปพูดถึงมันในชั้นนี้ไร้ประโยชน์ เนื่องจากสิ่งที่คุณเป็นแท้จริงคือความรู้ตัวซึ่งเป็นความว่าง ตื่น รู้ นั้น มันเป็นของที่จะคิดเอาก็ไม่เข้าใจ จะมองก็ไม่เห็น จะฟังก็ไม่ได้ยิน จะตั้งชื่อให้เป็นภาษาก็ไม่ได้ ดังนั้นในขั้นนี้อย่าไปสนใจว่าแท้จริงแล้วคุณเป็นอะไรเลยเพราะสนใจอย่างไรคุณก็ยังไม่อาจรู้ได้หรอก

    แต่คุณไม่ได้เป็นอะไรต่างหากที่สำคัญ คือคุณไม่ได้เป็นร่างกายนี้ คุณไม่ได้เป็นความคิดที่คุณกำลังคิดอยู่ตอนนี้ คือชีวิตนี้มีองค์ประกอบแท้จริงสามอย่าง คือร่างกาย ความคิด และความรู้ตัว ความรู้ตัวคือตัวเราที่แท้จริง แต่คนเราเมื่อเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่แล้วจะจมอยู่กับความคิด ซึ่งผูกพันเกี่ยวโยงกันขึ้นมาเป็นคอนเซ็พท์ เป็นความเชื่อ กลายเป็นความสำคัญมั่นหมาย โดยมีร่างกายนี้เป็นฐานที่มั่น เรียกง่ายๆว่าคนเราเมื่อโตมาแล้วจะจมอยู่ในสำนึกการเป็นบุคคล (identity) หรือเรียกแบบฝรั่งก็คือ "อีโก้" หรือเรียกแบบบ้านๆก็คือ "ตัวกู ของกู" ซึ่งคุณไม่ได้เป็นสิ่งนี้ คุณไม่ได้เป็นบุคคล ตรงนี้นี่แหละสำคัญ คุณจะต้อง "รู้" ว่าคุณไม่ได้เป็นบุคคลก่อน คุณจึงจะรู้ได้ว่าเมื่อคุณไม่ได้เป็นบุคคลแล้วคุณเป็นอะไร

     วิธีที่จะรู้ว่าคุณไม่ได้เป็นบุคคลนี้ คุณอย่าไปคิดใคร่ครวญเอาตามหลักการของเหตุและผลหรือตรรกะ ไม่ต้องคิด ไม่ต้องอ่าน ไม่ต้องศึกษา ไม่ต้องทำตัวเป็นนักวิทยาศาสตร์ เพราะการ "รู้" เรื่องชีวิตซึ่งเป็นสิ่งภายใน เป็นคนละเรื่องกับการ "คิด" บนสิ่งเร้าจากภายนอกที่เรารับรู้เข้ามาผ่านอยาตนะทั้งหก การจะ "รู้" ว่าคุณไม่ได้เป็นบุคคลนี้ มันต้องเริ่มด้วยการลงมือ "ไม่เป็น" ก่อน การจะลงมือไม่เป็นนี้คุณต้องมี "ความเชื่อ" ก่อน

     พูดอย่างนี้คุณอาจจะไม่อยากทำตามผมเพราะการเชื่อผมดุ่ยๆจะทำให้คุณกลายเป็นคนโง่พิกล ผมเปลี่ยนคำพูดใหม่ว่ามันต้องเริ่มด้วย "ความกล้าหาญ" ฟังดูเท่กว่าหน่อย กล้าหาญหมายความว่าตรงกันข้ามกับ "ความสงสัย" พูดว่าความสงสัยก็ยังดูดีเกินไป เปลี่ยนใหม่ คำว่าความสงสัยผมเปลี่ยนเป็น "ความขี้ขลาด" ดีกว่า คุณต้องไม่ขี้ขลาด ไม่กลัว ต้องกล้าที่จะเชื่อที่ผมพูดพอที่คุณจะทดลอง "ไม่เป็น" ดูก่อน ทดลองใช้ชีวิตตามความเชื่อใหม่ที่ผมยัดเยียดให้อย่างน้อยสักระยะหนึ่ง กล้าที่จะเข้าไปผจญความไม่รู้ที่ภายในตัวเอง การค้นพบจึงจะเกิดขึ้น ทดลองอย่างผมว่าสามเดือนหกเดือนก็พอไม่ต้องนานถึงขนาดเป็นปีๆ วิธีการคือในการใช้ชีวิตประจำวัน เมื่อคุณเดินไป ให้มองให้ออกว่าคุณมีสองคน คนหนึ่งคือคุณที่เป็นบุคคลนี้ร่างกายนี้ อีกคนหนึ่งคือคุณสมัยที่ยังเป็นเด็กทารกซึ่งมีแต่ความเป็นผู้รู้ตัว มีแต่ความสามารถรับรู้และสังเกตโดยไม่มีความคิด ไม่มีคอนเซ็พท์ ไม่มีความเชื่อใดๆ ให้คุณหมั่นมองชีวิตประจำวันออกมาจากคุณคนที่เป็นเด็กทารกหรือผู้รู้ตัว ที่สังเกตอยู่เฉยๆ ขยันบอกตัวเองว่าร่างกายที่เดินอยู่นี้ ไม่ใช่ฉัน ไม่ใช่ของฉันด้วย เพราะความรู้ตัวไม่มีคอนเซ็พท์ใดๆ คอนเซ็พท์การเป็นเจ้าของจึงไม่ใช่เรื่องของความรู้ตัว มันเป็นเรืื่องของบุคคลซึ่งไม่ใช่คุณ

     สิ่งที่คุณพร่ำบอกตัวเองว่าคุณไม่ได้เป็นบุคคล ไม่ได้เป็นร่างกายนี้ ไม่ได้เป็นความคิดนี้ มันจะถูกเก็บเข้าไปเป็นความจำ แล้วมันจะโผล่ออกมาเป็นการกระทำครั้งใหม่ ซึ่งเป็นวงจรซ้ำซากเช่นเดียวกันกับวงจรการฉายซ้ำของความคิดทั้งหลาย เมื่อมันโผล่ออกมาเมืื่อใดมันก็จะตีกับความคิดเดิมเมื่อนั้น ปล่อยมันทะเลาะกันไป ตีกันไป ท้ายที่สุดก็จะไม่มีความคิดฝ่ายไหนเหลือ เหลือแต่ผู้รู้ตัวที่เป็นเด็กทารกที่เฝ้าสังเกตอยู่ เมื่อหมดความคิด ก็จะเหลือแต่ความรู้ตัว (consciousness หรือ awareness) ซึ่งมีระดับจากหยาบลงไปหาละเอียด จากแคบอยู่กับตัวเอง (individual) ไปหากว้างไม่มีตัวเอง (cosmic) ซึ่งเป็นความรู้ตัวระดับละเอียด ที่ตรงนั้นจะมีพลังเมตตาแผ่สร้านขึ้นมา เมื่อได้สัมผัสความสงบสุขจากพลังเมตตา (Grace) และปัญญาญาณ (intuition) ที่ภายในตัวเองโดยไม่ต้องไปพึ่งสิ่งภายนอกผ่านอายตนะ ความกลัวใดๆที่คุณเคยมีอยู่ก็จะหายไปเอง รวมทั้งความกลัวจะถูกคนเขาตราหน้าว่าเป็นคนโง่ด้วย

     นี่ตอบอย่างสั้น ตามสะเป๊คที่คุณวางไว้นะ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

12 พฤศจิกายน 2560

แฟนพันธุ์แท้บล็อกหมอสันต์ต้องให้ได้อย่างนี้

เรียนคุณหมอสันต์
ปัจจุบันผมอายุ 78 ปี ออกกำลังสัปดาห์ละ 4 วัน ว่ายน้ำวันละ 1,000 เมตร ราวๆ 1 ชั่วโมง และออกกำลังยกน้ำหนัก 20 นาทีผมติดตามรายการต่างๆของคุณหมอเกี่ยวกับสุขภาพและการออกกำลังกาย มีความประทับใจมาก มีคำถามดังนี้ครับ
1. รายการต่างๆที่ทำเป็นคลิบมีดารรวบรวมเป็นวีดีโอไหมครับ
2. ผมไปพบคุณหมอที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งเพื่อตรวจสุขภาพทั่วไป คุณหมอให้ตรวจ calcium score  โดยใช้ ct scan ผลที่ได้ คือ 1600 คุณหมอบอกว่าเกินจากค่าปกติมาก ซึ่งต้องไม่เกิน 400 แสดงว่ามี แคลเซียมเกาะที่เส้นเลือดมาก คุณหมอให้กินยา Klakay 15 mg วันละ 1 เม็ดเพื่อสลายแคลเซียม
ผมมีคำถามที่ต้องรบกวนคุณหมอครับ
1. การวัดค่า calcium score บอกอะไรในร่างกายเราบ้าง และการวัดค่านี้มีความแม่นยำที่จะบอกได้แน่นอนไหมครับว่าเส้นเลือดเรามีปัญหา
2. เราควรจะดูแลหรือรักษาแบบไหนครับ
ผลเลือด
Fbs 112, A1c 6.0, Bun 15.5, Creatine 1.11, Triglyceride 75, HDL 45, Total Cholesterol 226, PSA 3.17
SGPT 29, SGOT 36, LDL 100
( ทานยา LIVALIO 2 mg ) วันละ1 เม็ด Hanal 0.4 mg ทุกวัน( ทานมา เลย5 ปี) กำลังคิดว่าจะเลิกได้หรือไม่) วิตามินB12 Neuronet วันละ 2 เม็ด วิตามิน Coq 10, 100mg วันละเม็ด  Fish oil วันละเม็ด
หมอที่ดูแลเรื่องหัวใจให้วิ่งสายพาน10 นาที ก็ไม่มีปัญหา แต่หมอก็สั่งยา Apolets 75 mg กินละเม็ด
ตอนนี้ผมงดอาหารมื้อเย็น แต่ทานผลไม้แทน น้ำหนักลงลง 2 กก เหลือ 63กก
HDL จะต่ำไปเมื่อเทียบกับเพื่อนๆที่ออกกำลังกายด้วยกัน เขาได้เกิน 60 มีทางเพิ่มจากอาหารไหมครับ เพราะออกกำลังกายมากกว่านี้ไม่ไหวครับ
เรียนขอคำปรึกษา และความเห็นจากคุณหมอครับว่าผมควรจะปรับตัวอย่างไรบ้าง
ขอแสดงความนับถือมายังคุณหมอที่ให้ความรู้กับพวกเราตลอดมาครับ
(ชื่อ) .....
Sent from my iPhone

.......................................................

ตอบครับ

     ก่อนจะตอบคำถามของคุณ ผมขอชี้ให้ท่านผู้อ่านท่านอื่นเห็นจะๆชัดๆโดยทั่วกันก่อนนะ ว่าแฟนพันธุ์แท้ของบล็อกหมอสันต์ต้องให้ได้อย่างนี้สิครับ ถึงจะเป็นแฟนพันธุ์แท้จริงๆ อายุ 78 ปี แต่ยังว่ายน้ำครั้งละ 1,000 เมตร ยกน้ำหนักครั้งละ 20 นาที สัปดาห์ละ 4 ครั้ง ผมชี้ให้ท่านผู้อ่านท่านอื่นเอาเยี่ยงอย่างนะ แต่ไม่ต้องเอาให้ได้ดีถึงขนาดนี้ก็ได้ หากถึงเวลาที่ท่านอายุ 78 ปีขอแค่ท่าน "เดิน" ได้วันละ 1,000 เมตร เล่นกล้ามด้วยวิธีกายบริหารย็อกๆแย็กๆวันละ 15 นาที แค่นี้ผมก็ถือว่าหรูแล้ว

     เอาละ มาตอบคำถาม

     1. ถามว่ารายการสอนต่างๆของผมที่ทำเป็นคลิป มีการรวบรวมเป็นวีดีโอไหม ตอบว่าเคยมีแต่เรื่องการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงวัยครับ แต่สงสัยว่าจะหมดไปแล้ว หรือไม่ก็ยัดซอกหลืบใต้ลิ้นชักไหนสักแห่งในเวลเนสวีแคร์ เอาเป็นว่าผมจะหารือน้องๆทำเป็นวิดิโอ.ขึ้นมาใหม่ ได้เมื่อไหร่แล้วจะบอก

     2. ถามว่าการวัดค่า calcium score (CAC) บอกอะไรได้แม่นยำแค่ไหนว่าเส้นเลือดเรามีปัญหา ตอบว่า CAC บอกได้ว่าหลอดเลือดของเราเป็นโรคแล้ว มีความไว (sensitivity) และความจำเพาะ (specificity) มากกว่าการบอกด้วยปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ และมากกว่าการวิ่งสายพาน (EST) แต่น้อยกว่าการตรวจภาพหลอดเลือดด้วยคอมพิวเตอร์ (coronary CTA) แต่มีข้อจำกัดที่มันเป็นเพียงการบอกว่าเป็นโรคในเชิงกายวิภาค (anatomy) หรือภาพของหลอดเลืือดเท่านั้น ไม่ได้บอกถึงการเป็นโรคในเชิงสรีรวิทยา (หมายถึงไม่บอกในเชิงว่าจะมีอาการต่างๆของโรคมากหรือน้อย)

     3. ถามว่ารู้ตัวว่าเป็นโรคหลอดเลือดแล้วควรจะดูแลตัวเองอย่างไร ตอบว่าควรดูแลตัวเองด้วยการจัดการปัจจัยเสี่ยงของโรคด้วยตัวเอง โดยใช้ดัชนีง่ายๆเจ็ดตัว (Simple Seven) คือน้ำหนัก ความดัน ไขมัน น้ำตาล การกินผักผลไม้ การออกกำลังกาย และการสูบบุหรี่ เพราะมีหลักฐานว่าทำเช่นนี้จะลดอัตราตายก่อนวัยอันควรได้ถึง 91% แม้ว่าสถิตินี้อาจใช้กับท่านไม่ถนัดนัก เพราะเขานิยามว่าตายก่อนวัยอันควรหมายถึงตายก่อนอายุ 70 ปี ของคุณ 78 ปีแล้ว ยังไงก็ถือว่าใช้สถิตินี้แบบอนุโลมก็แล้วกัน

     ในกรณีเป็นโรคมากแล้วเช่นตัวคุณนี้ ผมแนะนำให้เน้นการกินอาหารเป็นพิเศษ โดยเน้นกินอาหารที่มีพืชเป็นหลักและมีไขมันต่ำ (plant based low fat diet) ไม่ผัดไม่ทอดเลยยิ่งดี กินเนื้อสัตว์ให้น้อยที่สุดโดยเลิกเนื้อของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (red meat) อาหารแบบนี้มีหลักฐานว่าทำให้โรคระดับเป็นมากแล้วถอยกลับได้ โดยส่วนตัวแล้วสำหรับคนที่เป็นโรคมาก ผมให้ความสำคัญของอาหารถึง 70% อย่างอื่นแค่ 30%

     4. ถามว่าการใช้วิตามินเค. (Klakay) สลายแคลเซียมที่หลอดเลือดจะได้ผลไหม ตอบว่ามันเป็นเพียงคอนเซ็พท์ที่คิดกันขึ้นมาจากผลวิจัยในแล็บ ข้อมูลจริงในคนยังสับสนเปะปะสรุปภาพรวมไม่ได้ และยังไม่มีงานวิจัยระดับสูงพิสูจน์ยืนยัน คำถามนี้จึงยังตอบไม่ได้ แต่คุณอยากกินวิตามินเค.ก็กินไปเถอะ ไม่มีอะไรเสียหายดอก

    5. ถามว่าอยากมี HDL สูงเกิน 60 อย่างเพื่อนๆเขา ควรทำอย่างไรดี ตอบว่าเรื่อง HDL นี้ขอให้ทำความเข้าใจแยกเป็น 3 ประเด็น คือ

     ประเด็นที่ 1. HDL มีคุณค่าเป็นเพียงตัวพยากรณ์โรค หมายความว่าคน HDL สูงพยากรณ์ได้ว่าอนาคตมีโอกาสเป็นโรคต่่ำ แต่ไม่มีคุณค่าในการติดตามการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพราะ HDL จะสูงจะต่ำเป็นเรื่องติดตัวแต่ละคนมา ไม่ใช่ปัจจัยที่จะปรับเปลี่ยนได้ด้วยพฤติกรรมหรือการกินอาหาร วงการแพทย์จึงไม่ใช้ HDL เป็นตัวชี้วัดในการรักษา

     ประเด็นที่ 2. การจงใจเพิ่ม HDL ด้วยยา วงการแพทย์เคยทำมาแล้วโดยใช้ยาเช่น nicotinic acid แต่ผลปรากฎว่าคนที่กินยาให้ HDL สูงขึ้นกลับตายมากขึ้นกว่าคนไม่กินยา เช่นเดียวกัน อาหารเพิ่ม HDL คือไขมันอิ่มตัวซึ่งเป็นไขมันก่อโรค ซึ่งกินแล้วเสียมากกว่าได้ ดังนั้นใครที่ HDL สูงอยู่แล้วก็ดีแล้ว แต่ใครที่ HDL ต่ำไม่ต้องไปสนใจลุ้นให้มันสูง ให้สนใจลด LDL อย่างเดียวก็พอ

     ประเด็นที่ 3. การออกกำลังกายอาจเพิ่ม HDL ในบางคนได้บ้าง แต่ในคนส่วนใหญ่ระดับ HDL ไม่เปลี่ยนแปลงโดยสัมพันธ์กับระดับการออกกำลังกาย ดังนั้นอย่าใช้ HDL เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของการออกกำลังกาย

     ุ6. ถามว่าจะเลิกยารักษาต่อมลูกหมาก Hanal ตอบว่าเลิกได้ ตำรวจไม่จับหรอก ยานี้ไม่ใช่ยารักษาโรค มันเป็นเพียงยาบรรเทาอาการฉี่ออกยาก หากคุณไม่มีอาการก็เลิกได้ ยานี้ถ้ากินนานๆไปร่างกายมันจะด้านยา ดังนั้นวิธีกินทีี่ดีที่สุดคือกินๆหยุดๆ ช่วยอาการน้อยก็ลดหรือหยุด ช่วงอาการมากก็กินสม่ำเสมอ การหยุดยาจะทำได้ง่ายขึ้นถ้าคุณหัดขมิบ ขมิบหน้า (ฉี่) ขมิบหลัง (อึ) แรงๆวันละ 100 ครั้ง นานสักสามเดือนรับรองเลิกยาได้แน่

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์