30 มีนาคม 2557

ผู้ใหญ่เหล่เด๊ะ..เรื่องไร้สาระหลังเหน็ดเหนื่อยจากงาน

วันนี้ผมเพิ่งกลับจากสอนแค้มป์สุขภาพที่ Health Cottage มวกเหล็กมา อากาศร้อนเอาเรื่อง ทำให้เหน็ดเหนื่อยมากกว่าการทำแค้มป์ในหน้าหนาว วันนี้จึงขออนุญาตงดตอบคำถาม แต่จะเล่าเรื่องไร้สาระในอดีตให้ฟัง

เป็นเรื่องเมื่อปี พ.ศ. 2540 สมัยที่ผมยังเป็นกรรมการสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย สมัยนั้นเราจะพากันไปออกหน่วยตรวจรักษาโรคหัวใจในโรงพยาบาลที่ห่างไกลปีละครั้งสองครั้งทุกปี ครั้งนี้เราไปแม่ฮ่องสอนในหน้าหนาว

มาออกหน่วยแม่ฮ่องสอนเที่ยวนี้ คณะเราเอารถตู้ขนเครื่องเอ็คโคมากันถึงสามเครื่อง มีหมอหัวใจระดับผู้เยี่ยมวรยุทธของเมืองไทยมากันเกือบสิบคน  มาถึงเอาเวลาพลบค่ำ ทั้งขบวนพากันไปตั้งหลักที่โน่น.. ทุ่งดอกบัวตอง

เราพากันเดินหลบกองอึของนักท่องเที่ยวที่มาตั้งเต้นท์อึกันเป็นล่ำเป็นสันจำนวนสักเจ็ดแสนเจ็ดหมื่นกองได้  แล้วไปก่อกองไฟสู้ลมหนาวอยู่ที่เพิงพักบนยอดดอย มีหมอหนุ่มซึ่งแนะนำตัวเองว่าเป็นผู้อำนวยการ โรงพยาบาลกะเหรี่ยงอิสระแม่ลาน้อย มาเป็นธุระให้ แถมยังมานั่งดีดกีต้าร์ร้องเพลงให้ฟังด้วย เนื้อเพลงจับความได้ว่า

     "..ดอกบัวตองนั้นบานอยู่บนยอดดอย
     ดอกเอื้องสามปอยบ่อเคยเบ่งบานบนลานพื้นดิน…"
    
     ครั้นรุ่งเช้าก็ลงไปที่โรงพยาบาลของจังหวัด ติดตั้งเครื่องเอ็คโคที่ขนกันมา จัดห้องตรวจ  มีผู้ป่วยหัวใจที่หมอท้องถิ่นได้นัดมาให้รออยู่แล้วร้อยกว่าคน แน่นขนัดไปทั้งโถงพักคอย
     พอนั่งลงตรวจคนไข้ ความตั้งใจที่จะได้อู้คำเมืองก็ต้องสะดุด  เมื่อคนไข้คนแรกมาถึง เธอส่งภาษา

     "มิสซาบิบิ….ซาบิบิ"

     ปรากฎว่าคนไข้วันนี้กว่า 80% เป็นกะเหรี่ยง จึงต้องพึ่งล่าม  เนื่องจากห้องตรวจไม่พอ ผมต้องมานั่งตรวจที่มุมห้องโถง มีกะเหรี่ยงมุงเป็นฉากหน้า และล่ามสาวรูปร่างน้องๆนางยักษ์ขิณียืนตระหง่านเป็นฉากหลัง  โดยมีเสียงสนทนา มิสซาบิบิ เซ็งแซ่เป็นแบ๊คกราวด์

     ตรวจไปสักพักผมก็เรียนรู้ว่าชาวกะเหรี่ยงมีแต่ชื่อ ไม่มีนามสกุล  เวลาชื่อซ้ำกัน ต้องอาศัยชื่อผู้ใหญ่บ้านมาช่วยจำแนกว่าคนไหนเป็นคนไหน  แต่แล้วก็เกิดปัญหาขึ้นจนได้ เมื่อผมส่งคนไข้ชื่อนางสาวโหม่ซึ่งตรวจได้ว่าเป็นลิ้นหัวใจตีบไปทำเอ็คโคที่อีกห้องหนึ่ง พอได้ผลเอ็คโคกลับมา ตัวคนไข้ที่ถือผลกลับมาเป็นคนละคนกับคนที่ผมตรวจไว้แต่เดิม  คนนี้เป็นคนละโรคกัน เพราะเมื่อเอาสะเต๊ทตรวจพบว่าเธอเป็นผนังกั้นหัวใจรั่ว

     ผมถามผ่านล่ามว่าผู้ใหญ่บ้านของเธอชื่ออะไร เธอตอบว่าชื่อ ผู้ใหญ่เหล่เด๊ะ  ครั้นเอาโอพีดีการ์ดที่เธอถือมาดูปรากฏว่าชื่อ นางสาวโหม่ ผู้ใหญ่ข่ง  คงจะสลับกันที่ห้องเอ็คโค ผมจึงบอกให้ล่ามพาเธอออกไปก่อนแล้วให้ไปหา นางสาวโหม่ผู้ใหญ่ข่ง ซึ่งเป็นเจ้าของผลเอ็คโคนี้มา

     ล่ามส่งเสียงมิสซาบิบิร่วมกับทำไม้ทำมือกับคนไข้ได้พักหนึ่ง โดยมีกองเชียร์ร่วมส่งเสียงช่วยเจรจาเซ็งแซ่อยู่ด้วย เธอกลับออกไปได้สักครู่แล้วกลับเข้ามาใหม่พร้อมกับพาผู้หญิงผอมวัยกลางคนมอมแมมมาอีกคนหนึ่ง และส่งภาษามิสซาบิบิอีก ผมหันไปให้ล่ามแปล

     "เธอบอกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นเมียเก่าของผู้ใหญ่เหล่เด๊ะที่หมอให้ไปพามา"   ล่ามบอก

     ผมเกาหัวแกรก มองดูผู้หญิงข้างหน้าซึ่งหน้าตาพอเชื่อได้ว่าเคยเป็นเมียใครสักคนมาจริง กำลังจะบอกว่าเข้าใจกันผิดแล้ว ก็พอดีเห็นเธอผู้มาใหม่เปิดกระดุมเสื้อแหวะหน้าอก แล้วชี้พลางพูดพลางให้ตรวจหัวใจเธอ

    " .. มิสซาบิบิ บิบิซะ.."

     สงสารก็แต่หมอสันต์ ตั้งหลักไม่ทันจำใจต้องเอาหูฟังจ่อหน้าอกเธอโดยหวังไปตายเอาดาบหน้า  แต่คุณพระช่วย เธอก็เป็นโรคหัวใจกับเขาด้วยอีกคน  เสียงเมอร์เมอร์ชัดอย่างนี้หมอฝึกหัดก็พอบอกได้ว่าเป็นโรคลิ้นหัวใจตีบขั้นรุนแรง
     ผมบอกผ่านล่ามว่าเธอเป็นโรคลิ้นหัวใจตีบขั้นรุนแรง ต้องตรวจเอ็คโคและอาจจะต้องถูกส่งไปผ่าตัดกรุงเทพฯ  ล่ามแปลและโต้ตอบกับเธอไปมา มิสซาบิบิ บิบิซะ อีกแล้ว เธอพยักหน้าหงึกหงัก  หงึกหงัก

     หลังจากนั้นเสียงกองเชียร์รอบๆก็ส่งเสียงพูดมิสซาบิบิ บิบิซะ กันขึ้นอึงมี่ บ้างก็ไปจูงกันมาดูหน้าผม ผมจึงหันไปถามล่ามด้วยความแปลกใจว่า

     "มันอะไรกันอีกละทีนี้" 

     ล่ามตอบว่า

     "พวกกระเหรี่ยงเขาพูดกันว่าหมอหัวใจกรุงเทพฯนี้เก่งจริงๆ  ขนาดตรวจแค่ลูกบ้าน  ยังรู้เลยว่าเมียของผู้ใหญ่บ้านก็เป็นโรคหัวใจด้วย!"

แคว่ก..แคว่ก...แคว่ก ฮะ ฮ่า ฮ่า ... ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น

.....................................................


นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
[อ่านต่อ...]

27 มีนาคม 2557

อ่อนเพลียเปลี้ยล้ามา 20 ปี (hyperparathyroidism)

คุณพ่ออายุ 67 ปี น้ำหนักตัว 80 กก. มีอาการไม่สบายมานานร่วม 20 ปี อาการหลักคือหมดเรี่ยวแรง ปวดไปทั่วตัว ทำอะไรเพียงเล็กน้อยเช่นทานอาหารก็จะหมดแรงไปนานต้องนอนพังพาบเฉยๆนานร่วม 20 นาที เคยมีอาการปวดท้องถ่ายเหลววันละ 7 ครั้งอยู่นาน ได้รับการส่องตรวจกระเพาะอาหารแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติ เคยปัสสาวะออกมาเป็นเม็ดนิ่วบ่อย ชอบมีอาการปัสสาวะบ่อยถึงวันละประมาณ 50 หน ยกเว้นเวลานอนหลับกลางคืนจะปัสสาวะคืนละ 1-2 หนเท่านั้น เคยมีอาการปวดหัวแม่เท้าซ้าย ไปรักษารพ.... เจาะเลือดได้กรดยูริกสูง 12  หมอบอกว่าเป็นเก้าท์ได้รับยาเก้าท์แล้วดีขึ้น จึงหยุดยาไปเองโดยไม่ได้กินยาต่อเนื่อง เมื่อสองอาทิตย์ก่อนมีอาการขาซ้ายบวม ร้อนวูบวาบจนต้องเข้ารพ. แต่วัดไข้ไม่มี เคยเป็นโพรงไซนัสอักเสบแต่รักษาที่รพ.... จนหายไปแล้ว ตอนนี้คุณพ่อไม่ได้ทานยาอะไรอยู่ประจำ คุณปู่เป็นโรคเก้าท์ คุณย่าไม่มีโรคประจำตัว
คุณพ่อป่วยมานาน รักษามาแล้วทั้งหมอไทย จีน ฝรั่ง จนท่านเบื่อหน่ายชีวิต หมดอาลัยแล้วว่าโรคของท่านคงหมดหวังที่จะหาย รบกวนคุณหมอช่วยแนะนำด้วยครับ ถ้าจะให้พาไปหาคุณหมอผมก็จะบากบั่นพาท่านไป

………………………….

ตอบครับ

     ก่อนตอบจดหมายของคุณ ขอผมรำพึงรำพันนอกเรื่องเละเทะตามประสาคนแก่ที่เลอะเลือนหน่อยนะ

     คือพรรคนี้ไม่รู้เป็นอะไร ผมรู้สึกพิกลกับเหตุการณ์รอบตัว คล้ายกับว่าประสบการณ์เสียงปืน เลือด และน้ำตา จากอดีตอันไกลโพ้น จะกลับมาย้ำรอยเกวียนเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาในเวลาไม่ช้าไม่นานนี้ แต่ผมได้สัญญากับตัวเองแล้วว่าจะไม่พูดถึงมันอีก ก็ต้องไม่พูดตามสัญญา แต่ในอารมณ์อันเคว้งคว้างนี้ ขอร้องเพลงนี้ให้ท่านฟังแทน..   

            “…..There’s a grief that can’t be spoken,
There’s a pain goes on and on.
Empty chairs at empty tables
Now my friends are dead and gone.

           Here they talked of revolution.
Here it was the lit of flame.
Here they sang about tomorrow
And tomorrow never came.

            Oh my friends, my friends forgive me,
That I live and you are gone.
There’s a grief that can’t be spoken.
There’s a pain goes on and on…”

เอาละ หายบ้าแล้ว มาตอบจดหมายของคุณดีกว่า

เห็นจดหมายของคุณแล้วนึกถึงความหลังสมัยเป็นนักเรียนแพทย์ สมัยโน้นการเรียนแพทย์คือการท่องจำ เราท่องจำโฉลกบทหนึ่งว่า

          painful bones, renal stones, abdominal groans, and psychic moans” แปลว่า

          “ปวดกระดูก มีนิ่วในไต ปวดท้อง และสติเพี้ยน”

          นั่นเป็นโฉลกที่นักเรียนแพทย์สมัยนั้นจำเอาไว้ตอบข้อสอบเรื่องอาการของโรคต่อมพาราไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนมากเกินไป หรือโรคไฮเปอร์พาราไทรอยด์ (hyperparathyroidism) แต่ว่าตั้งแต่จบแพทย์มาจากหนุ่มจนแก่ผมหงอก ผมก็ยังไม่เคยเห็นคนไข้แม้แต่คนเดียวที่จะมีอาการครบถ้วนตามโฉลกนี้ เพิ่งจะมาเห็นจากจดหมายของคุณเนี่ยแหละ เรียกว่าคุณพ่อของคุณเป็นคนไข้คนแรกในชีวิตที่ผมวินิจฉัยว่าเป็นโรคไฮเปอร์พาราไทรอยด์เลยนะ

          คำวินิจฉัยนี้เป็นการวินิจฉัยทางไปรษณีย์ ย่อมมีโอกาสผิดเพี้ยนได้มาก สิ่งที่คุณพึงทำคือพาคุณพ่อไปหาหมอสาขาโรคต่อมไร้ท่อ (endocrinologist) หรือหมออะไรก็ได้ที่ยอมให้คุณตรวจยืนยันทางแล็บ ซึ่งต้องตรวจสิ่งสำคัญห้าอย่างคือ

1. ต้องตรวจระดับแคลเซียม (Ca) ในเลือด เพราะหากเป็นโรคนี้จริง ระดับแคลเซียมในเลือดจะต้องสูงผิดปกติ คือสูงเกิน 10.2 mg/dl ขึ้นไป

2. ต้องตรวจหาระดับฮอร์โมนของต่อมพาราไทรอยด์ (PTH) หากเป็นโรคนี้จริง ระดับฮอร์โมนพาราไทรอยด์ในเลือดต้องสูงผิดปกติ

3. ต้องตรวจระดับวิตามินดี.ในเลือด ทั้งนี้เพราะว่าโรคไฮเปอร์พาราไทรอยด์นี้มีหลายแบบ แบบแรกเรียกว่าแบบปฐมภูมิ (primary hyperparathyroidism) คือผิดปกติที่ตัวต่อมนั่นแหละ อีกแบบหนึ่งเรียกว่าแบบทุติยภูมิ (secondary hyperparathyroidism) คือต่อมไม่ได้ผิดปกติ แต่มีเหตุอื่นมากระตุ้นให้ต่อมผลิตฮอร์โมนมากผิดปกติ หนึ่งในเหตุเหล่านั้นก็เช่นคนเป็นโรคขาดวิตามินดี. ดังนั้นการเจาะดูระดับวิตามินดี.หากระดับวิตามินดีปกติ เราก็วินิจฉัยว่าเป็นโรคแบบปฐมภูมิ ถ้าวิตามินดีต่ำผิดปกติ ก็วินิจฉัยว่าเป็นโรคแบบทุติยภูมิ หมายความว่ารักษาการขาดวิตามินดีซะ โรคก็หาย

4. ต้องตรวจการทำงานของไตหรือ eGFR ด้วย เพราะ secondary hyperparathyroid ส่วนหนึ่งเกิดจากโรคไตเรื้อรังระยะท้ายๆ เพราะไตมีหน้าที่เปลี่ยนวิตามินดี.จากรูปแบบที่เงื่องหงอยให้เป็นรูปแบบที่แอคทีฟ เมื่อไตเสียการทำงาน วิตามินดีรูปแบบที่แอคทีฟก็ไม่พอใช้ พอไม่มีวิตามินดี ก็ยังผลให้แคลเซียมในเลือดต่ำ และฟอสเฟตสูง ต่อมพาราไทรอยด์ซึ่งมีหน้าที่รักษาระดับแคลเซียมก็จึงจำใจต้องผลิตฮอร์โมนมากขึ้น ซึ่งปัญหานี้จะหมดไปเมื่อผ่าตัดเปลี่ยนไต

พูดถึงคนไข้โรคไตเรื้อรังที่ผ่าตัดเปลี่ยนไต มีบ้างเหมือนกันที่ผ่าตัดไปแล้ว ระดับวิตามินดีที่แอคทีฟกลับมาเป็นปกติแล้ว แต่ต่อมพาราไทรอยด์แทนที่จะลดการผลิตฮอร์โมนลงกลับตะบันผลิตฮอร์โมนมากๆต่อไปอีกไม่รู้จบ เรียกว่าผลิตซะเพลิน จัดว่าเป็นอีกโรคอีกแบบหนึ่งเรียกว่าแบบตติยภูมิ (tertiary hyperparathyroidism) ตรงนี้ไม่สำคัญอะไรหรอก แต่ผมเล่าให้ฟังเรื่อยเจื้อยเพื่อให้ท่านเห็นว่าพวกหมอมีวิธีตั้งชื่อโรคเพื่อให้วิชามันสอบยากขึ้นอย่างไรแค่นั้นเอง

5.. ควรตรวจเอ็กซเรย์ความแน่นของกระดูก (DEXA) ด้วย เพราะการเกิดกระดูกพรุนมากหรือน้อยในโรคนี้ เป็นปัจจัยอันหนึ่งที่เราใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจว่าควรจะรักษาด้วยการผ่าตัดหรือไม่

กล่าวโดยสรุป อาการที่เล่ามาน่าจะเป็นโรคไฮเปอร์พาราไทรอยด์มากที่สุด ให้คุณไปตรวจแล็บและเอ็กซเรย์เพิ่มเติมในห้าประเด็นข้างต้น ไม่ต้องตะเกียกตะกายเอาคนไข้มาให้ผมดูหรอก เพราะโรคนี้การดูโหงวเฮ้งไม่ช่วยในการวินิจฉัย ต้องวินิจฉัยจากประวัติควบคู่กับผลแล็บเท่านั้น

การรักษาโรคนี้ ถ้าเป็นชนิด primary hyperparathyroidism จริง ก็ต้องผ่าตัดลูกเดียวเท่านั้น วิธีอื่นไม่มี แต่ว่าคุณพ่อของคุณอายุหกสิบกว่าแล้ว จะผ่าหรือไม่ผ่าอันนี้คงต้องตัดสินใจเอง สถาบันสุขภาพแห่งชาติอเมริกัน (NIH) ได้ตั้งเกณฑ์หลายข้อว่าเมื่อใดควรเมื่อใดไม่ควรจะผ่าตัด ซึ่งมีเกณฑ์อายุด้วย คือถ้าอายุเกิน 50 ปีแล้ว NIH แนะนำว่าไม่ควรผ่าตัด (อีกสองเกณฑ์คือเกณฑ์ระดับแคลเซี่ยมในเลือดซึ่งต้องสูงกว่า 10.2 mg/dl และเกณฑ์ระดับกระดูกพรุน ซึ่งต้องมีคะแนนทีสกอร์ต่ำกว่า -2.5) แต่อย่างคุณพ่อของคุณนี้หากหมอผ่าตัดเห็นเข้ามีหวังถูกจับผ่าตัดค่อนข้างแน่ เพราะสถิติบอกว่าในบรรดาคนไข้ที่ถูกผ่าตัดทั้งหลาย มีเพียง 20% เท่านั้นที่มีเกณฑ์ควรผ่าครบถ้วนตามคำแนะนำของ NIH

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1.      Coker LH, Rorie K, Cantley L, et al. Primary hyperparathyroidism, cognition, and health-related quality of life. Ann Surg. Nov 2005;242(5):642-50. [Full Text].
2. John P. Bilezikian, Aliya A. Khan, John T. Potts, Jr.  The Third International Workshop on the Management of Asymptomatic Primary Hyperthyroidism. J Clin Endocrinol Metab. Feb 2009; 94(2): 335–339. doi:  10.1210/jc.2008-1763
[อ่านต่อ...]

25 มีนาคม 2557

เต้นเปลี่ยนชีวิต (Dance Your Fat Off) เขากินอะไรกัน


     มีหลายคนที่ดูโทรทัศน์รายการเต้นเปลี่ยนชีวิต (Dance Your Fat Off) ซึ่งผมไปร่วมทำอยู่ที่ช่องสาม (ทุกวันเสาร์ห้าโมงครึ่ง) เห็นน้องๆที่เต้นกันลดน้ำหนักกันได้คนละสามกิโลต่อสัปดาห์กันเป็นว่าเล่น เขากินอาหารอย่างไรกัน จึงลดน้ำหนักกันได้ดุเดือดขนาดนั้น

     วันนี้ผมจึงเอาแผนโภชนาการที่ผมทำให้กับโครงการนี้มาเปิดเผยให้ท่านผู้อ่านได้อ่านและลองเลียนแบบดูนะครับ วิธีกินอาหารแบบนี้ลดน้ำหนักได้แน่นอนมาก..ขอบอก

.......................................................

แผนโภชนาการสำหรับโครงการ Dance Your Fat Off (DYFO)

1.        วัตถุประสงค์
a.      เพื่อเป็นมาตรการโภชนาการที่ช่วยให้ผู้เข้าแข่งขัน ลดน้ำหนักลงได้อย่างรวดเร็วฮวบฮาบในสัปดาห์แรก แล้วลดน้ำหนักลงต่อเนื่องจนถึงน้ำหนักเป้าหมาย แล้วธำรงรักษาน้ำหนักเป้าหมายไว้ได้ตลอดชีวิต
b.      เพื่อเป็นความรู้ให้ผู้ชมรายการ DYFO นำไปประยุกต์ใช้ที่บ้าน กับการลดน้ำหนักของตนเอง

2.        แผนโภชนาการอย่างเป็นทางการ สำหรับผู้เข้าแข่งขัน

หลักโภชนาการเพื่อลดน้ำหนัก ตามวิธีของนพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ (สูตรหมอสันต์) มีหลักใหญ่ 7 ประการคือ

หลัก 1. เลือกอาหารตามหมวด  โดยใช้อาหารหมวดโปรตีน และหมวดผัก เป็นอาหารหลัก

หลัก 2. ไม่นับแคลอรี่  ไม่ต้องชั่งน้ำหนักหรือคิดคำนวณก่อนกินอาหาร

หลัก 3. ไม่จำกัดจำนวน (ไม่ต้องอดอาหาร อยากกินเท่าไหร่กินได้ แต่ต้องกินเฉพาะหมวดโปรตีนและผัก)

หลัก 4. ทำอาหารกินเอง โดยใช้วัตถุดิบง่ายๆ ปรุงด้วยวิธีง่ายๆ

หลัก 5. จัดการความเครียด วันละอย่างน้อย 15 นาที ทุกวัน ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งที่ตนเองถนัดจากสามวิธีคือ 
     (1) ทำสมาธิตามดูลมหายใจ  
     (2) Tai-chi (มวยจีน) 
     (3) โยคะ

หลัก 6. ออกกำลังกาย ยิ่งหนักยิ่งดี ยิ่งมากยิ่งดี แต่อย่างน้อยต้องให้ถึงระดับหนักพอควร (หอบแฮ่กๆจนร้องเพลงไม่ได้) ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละอย่างน้อย 5 ครั้ง

หลัก 7. เพื่อน ต้องเข้ากลุ่มเพื่อนเกื้อกูลกันและกัน อย่างน้อยต้องได้คุยกับเพื่อนที่ซี้ๆสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง 

การแบ่งระยะของโภชนาการเพื่อลดน้ำหนัก ตามสูตรหมอสันต์ แบ่งออกเป็นสามระยะ คือ

2.1 ระยะลดเร็ว (Quick Loss – นาน 1 สัปดาห์) ในระยะนี้กำหนดให้กินดังนี้

2.1.1 กินโปรตีนเป็นอาหารหลัก ไม่จำกัดจำนวน ได้แก่
     (1) - เต้าหู้
     (2) ถั่วเหลือง
     (3)  งา
     (4)  อาหารทะเล (ปลา ปู กุ้ง กั้ง หอย)
     (5)  ไข่ (ทั้งไข่ขาวไข่แดง)
     (6)  นมไร้ไขมัน (zero fat milk)
     (7)  โยเกิร์ตที่ทำจากนมไร้ไขมันและใช้สารทดแทนความหวานแทนน้ำตาล
     (8)  ชีส ชนิด Zero fat cottage cheese
     (9)  เนื้อไก่ไม่ติดหนัง
     (10)  เนื้อหมูไม่ติดมัน
     (11)  เนื้อวัวไม่ติดมัน

2.1.2 กินคาร์โบไฮเดรตได้เฉพาะชนิด “โปรตีนสูงกากมาก” วันละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ เช่น

     - โอ๊ตแบรน (oat bran) คนละอย่างกับโอ๊ตมีลนะ โอ๊ตแบรนด์เทียบได้กับรำ แต่โอ๊ตมีลเทียบได้กับข้าวกล้อง สูตรนี้โอ๊ตแบรนใช้ได้ แต่โอ๊ตมีลใช้ไม่ได้

     - ไรซ์แบรน (rice bran) หรือรำเลี้ยงหมูนั่นเอง ซึ่งไม่มีขายในตลาด แต่ในบ้าน DYFO มีให้กิน

2.1.3 ดื่มน้ำวันละไม่น้อยกว่า 2 ลิตร

2.2 ระยะลดช้า (Slow Loss – หลังสัปดาห์แรกไปนานจนน้ำหนักลดถึงจุดที่ต้องการ หรือจนสิ้นสุดรายการ) ทานอาหารแบบระยะลดเร็วหนึ่งวัน สลับกับทานอาหารแบบระยะลดเร็วแต่บวกผักเข้าไปด้วยอีกหนึ่งวัน สลับกันไป ผักอะไรก็ได้ เน้นที่เป็นผักใบ วันสลับวัน ทานเช่นนี้ไปจนกว่าน้ำหนักจะลงถึงเป้าหมาย

2.3 ระยะธำรง (Maintenance - นานตลอดชีวิต) เป็นการค่อยๆปรับเข้าไปสู่อาหารปกติ ซึ่งจะมีลักษณะดังนี้

     2.3.1 ทานโปรตีนและผักเป็นหลัก โดยในกรณีของโปรตีนให้ขยายไปรวมถึงถั่วต่างๆ และผลเปลือกแข็ง หรือ nut เช่น ถั่วลิสง อัลมอนด์ มะคาเดเมีย มะม่วงหิมพานต์ เกาลัด แปะก๊วย และครอบคลุมเมล็ด (seeds) เช่นเม็ดก๊วยจี๊ เมล็ดฟักทอง เป็นต้น ส่วนผักก็ขยายไปรวมผักทุกชนิด

     2.3.2 ทานผลไม้ได้ตามอัธยาศัย เน้นผลไม้ที่มีแคลอรี่ต่ำ (ไม่หวาน)

     2.3.3 มีวันตามใจปาก หนึ่งวันในหนึ่งสัปดาห์ ที่ให้กินตามใจปากได้หมดทุกอย่าง อยากกินอะไรกินเลย

     2.3.4 มีวันเข้มงวด หนึ่งวันในหนึ่งสัปดาห์ ที่จะต้องกินอาหารแบบระยะลดเร็ว (Quick Loss) เท่านั้น กล่าวคือกินแต่โปรตีนบวกโอ๊ตแบรนหรือไรซ์แบรน ไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ 

     เมื่อใดก็ตามที่น้ำหนักเริ่มขึ้นสูงกว่าน้ำหนักเป้าหมาย ก็ให้กลับไปอยู่ในระยะลดเร็วและลดช้าอีกรอบ จนกว่าน้ำหนักจะถึงเป้าหมายจึงจะกลับมาอยู่ในระยะธำรงได้

3.        ความรู้โภชนาการที่สมาชิกผู้เข้าแข่งขันจำเป็นต้องมี (สอนโดยนพ.สันต์ก่อนเข้าบ้าน)

3.1 รู้หมวดอาหารที่ให้พลังงาน  (คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน)
3.2 ธรรมชาติของการกักตุนอาหารของร่างกาย (เปลี่ยนพลังงานเหลือใช้จากอาหารทุกหมวดไปเก็บในรูปไขมัน)
3.3 ดุลแคลอรี่ (ถ้ากินอาหารให้แคลอรี่มาก แต่ออกกำลังกายเผาผลาญน้อย เท่ากับดุลเป็นบวก แปลว่าอ้วน)
3.4 ลำดับความยากง่ายในการเผาผลาญอาหารแต่ละหมวด
          การเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตใช้พลังงาน 5% (ร่างกายชอบใช้คาร์บมากที่สุด เพราะเผาง่าย)
          การเผาผลาญไขมัน ใช้พลังงาน 10% (ร่างกายชอบใช้ไขมันรองลงมา เพราะเผาผลาญง่ายพอควร)
          การเผาผลาญโปรตีน ใช้พลังงาน 35% (ร่างกายไม่ชอบใช้โปรตีนมาทำพลังงานเลย เพราะเผาผลาญยาก จึงหันไปใช้ไขมันสะสมแทน เพราะเผาผลาญง่ายกว่า)
3.5 หลัก 7 ประการในสูตรอาหารลดน้ำหนักของนพ.สันต์
3.6 การแบ่งระยะลดน้ำหนัก 3 ระยะ ของสูตรอาหารลดน้ำหนักของนพ.สันต์ และวิธีทานอาหารในแต่ละระยะ
3.7 รายการอาหารโปรตีน ในสูตรอาหารลดน้ำหนักของนพ.สันต์

4.        ทักษะโภชนาการที่สมาชิกผู้เข้าแข่งขันจำเป็นต้องมี (ฝึกสอนโดยนพ.สันต์ก่อนเข้าบ้าน)

4.1 การปรุงอาหารโดยไม่ใช้น้ำมัน  
4.1.1 ทำไข่ดาวโดยไม่ใช้น้ำมัน
4.1.2 ทำไข่ตุ๋นในนมไร้ไขมันด้วยไมโครเวฟ
4.1.3 ต้มไข่ด้วยไมโครเวฟ และด้วยเตาแก้ส
4.1.4 ทำโอ๊ตแบรนหรือไรซ์แบรนในไข่ตุ๋นในนมไร้ไขมัน
4.1.5 ซีเรียลโอ๊ตแบรนหรือไรซ์แบรนในนมไร้ไขมัน
4.1.6 ทอดปลาดอลลี่ หรือปลาแซลมอนด้วยลมร้อน
4.1.7 ทอดอาหารด้วยกะทะเทฟลอนไม่ใช้น้ำมัน
4.1.8 ทำเครื่องดื่มนมไร้ไขมัน (zero fat milk)
4.1.9 อบนัทด้วยเตาอบ
4.1.10 น้ำสลัดแคลอรี่ต่ำ
          4.1.11 ปรุงเต้าหู้โดยไม่ใช้น้ำมัน
          4.1.12 ทำเครื่องดื่มน้ำผักผลไม้ด้วยเครื่องปั่นความเร็วสูง
          4.1.13 การใช้ผักแช่แข็งมาทำอาหาร
          4.1.14 การชงกาแฟแคลอรี่ต่ำ

5.        ภาพรวมการจัดอาหารสำหรับสมาชิกบ้าน DYFO

การจัดอาหารในบ้าน DYFO แยกเป็นสองส่วน

5.1 อาหารทั่วไป ซึ่งอาจเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับอาหารลดน้ำหนัก รวมทั้ง “อาหารยั่วยวน” ซึ่งเป็นแง่มุมในการดำเนินรายการ อาหารในส่วนนี้สามารถนำเสนอหรือส่งมอบในรูปแบบต่างๆตามที่ producer กำหนด โดยไม่จำกัดชนิด จำนวน และปริมาณ

5.2 อาหารแนะนำอย่างเป็นทางการ ของบ้าน DYFO เป็นอาหารที่กำหนดโดยนพ.สันต์ ใจยอดศิลป์เท่านั้น มีป้ายหรือฉลาก (label) ไว้ที่หีบห่อหรือภาชนะ ที่สมาชิกเห็นชัดเจนว่าเป็นอาหารแนะนำอย่างเป็นทางการ สมาชิกผู้เข้าแข่งขันจะได้รับคำแนะนำให้กินเฉพาะอาหารแนะนำนี้ (แต่มีสิทธิ์เลือกเองว่าจะกินหรือไม่กิน) อาหารแนะนำนี้นำเสนอหรือส่งมอบในสองรูปแบบคือ

5.2.1 วัตถุดิบอาหาร ที่ใช้ทำอาหาร ซึ่งสมาชิกต้องปรุงอาหารด้วยตนเอง ตามวิธี และอาศัยทักษะที่นพ.สันต์จะฝึกสอนให้ในวันที่ 15 มค. 57

5.2.2 อาหารปรุงสำเร็จ พร้อมรับประทาน ซึ่งทางบ้านจัดให้เป็นบางโอกาส บางมื้อ  

6.        อุปกรณ์ทำอาหาร ที่บ้าน DYFO ต้องมีไว้ให้สมาชิกผู้เข้าแข่งขันพร้อมใช้ได้ตลอดเวลา (must have)
a.      เตาแก้ส
b.      เตาไฟฟ้า
c.       กระทะเทฟลอน
d.      เครื่องทอดด้วยลมร้อน (air fryer)
e.      เครื่องปั่นความเร็วสูงเกิน 30,000 ต่อนาทีขึ้นไป
f.        เตาอบไฟฟ้า (oven)
g.      ภาชนะใช้ในครัว (จาน ชาม มีด เขียง ฯลฯ)

7.        วัตถุดิบอาหาร  ที่บ้าน DYFO ต้องสำรองพร้อมให้สมาชิกผู้เข้าแข่งขันหยิบไปใช้ได้ตลอดเวลา (must have)
a.      น้ำเปล่าสำหรับดื่ม
b.      เต้าหู้
c.       งา  (ทั้งเป็นเม็ดและป่น)
d.      ไข่ไก่ดิบ จำนวนมาก
e.      นม zero (0%) fat milk พาสเจอร์ไรซ์ จำนวนมาก (ย้ำ ระวังอย่าซื้อผิด ไม่ใช่นมพร่องมันเนย ไม่ใช่นมไขมันต่ำ ต้องเป็น 0% fat เท่านั้น)
f.        โอ๊ตแบรน (Oat bran) จำนวนมาก มาก (ย้ำ ระวังอย่าซื้อผิด ไม่ใช่ Oat meal)
g.      ไรซ์แบรน (นพ.สันต์หามาให้)
h.      ปลาดอลลี่แช่แข็ง
i.         ปลาแซลมอนแช่แข็ง
j.         ปลาทูน่าในน้ำ (กระป๋อง)
k.       อาหารทะเลแช่แข็ง  (รวมทั้ง กุ้ง กั้ง)
l.         เนื้อไก่ไม่ติดหนังแช่แข็ง
m.     เนื้อหมูไม่ติดมันแช่แข็ง
n.      เนื้อวัวไม่ติดมันแช่แข็ง
o.      โยเกิร์ตที่ทำจากนม Zero (0%) fat โดยไม่ใช้น้ำตาล (ใช้สารทดแทนความหวานได้) มาก (ย้ำ ระวังอย่าซื้อผิด ไม่ใช่ชนิดทำจากนมพร่องมันเนย หรือนมไขมันต่ำ ต้องเป็นทำจากนม 0% fat เท่านั้น)
p.      ชีส ชนิด Zero (0%) fat cottage cheese มาก (ย้ำ ระวังอย่าซื้อผิด ไม่ใช่ cottage cheese ชนิด low fat)
q.        ผักสดแช่แข็ง
r.       ผักสดที่เป็นผักใบหลากหลายชนิด
s.        เครื่องปรุงรส เช่น พริกไทย ซอส ซีอิ้ว
t.      ผงเกลือแร่

8.        อาหารปรุงสำเร็จ  ที่บ้าน DYFO อาจปรุงให้สมาชิก (optional)
a.      ส้มตำมะละกอ ไก่ย่าง ไม่มีข้าวเหนียว (ใช้สารทดแทนความหวานแทนน้ำตาล)
b.      ยำต่างๆที่ใช้ไข่ หรือปลา หรือเนื้อไก่ หมู วัว ที่ไม่ติดมัน ร่วมกับผักใบ
c.       บาร์บีคิว.ปลา อาหารทะเล และเนื้อไก่ หมู วัว ที่ไม่ติดมัน
d.      สลัด ที่ใช้น้ำสลัดแคลอรี่ต่ำ (เช่นน้ำส้มสายชู หรือสลัดน้ำใส)
e.      อาหารที่ทำจากเต้าหู้ทุกรูปแบบ ที่ไม่ได้ใช้น้ำมันเพิ่มเข้าไปในการปรุง
f.        อาหารสูตรใหม่ที่คิดขึ้นที่อาศัยวัตถุดิบที่อยู่ในรายการวัตถุดิบที่กำหนดให้ และสารแต่งรสที่เน้นเครื่องเทศ แต่จำกัดน้ำตาลและเกลือ

9.        ชั้นเรียนความรู้และทักษะโภชนาการที่รพ.พญาไท 2 วันที่ 15 มค. 57

a.      บรรยายประกอบไสลด์ภาคความรู้โภชนาการ
b.      ทัวร์ Education Hall อะไรควรกิน อะไรไม่ควรกิน
c.       สาธิตสอนแสดงการทำอาหาร
                                                               i.      การทำไข่ดาวโดยไม่ใช้น้ำมัน
                                                             ii.      ซีเรียลโอ๊ตแบรนหรือไรซ์แบรน ในนมไร้ไขมัน
                                                           iii.      ไข่ตุ๋นในนมไร้ไขมันโดยใช้ไมโครเวฟ
                                                           iv.      ไข่ตุ๋นใส่โอ๊ตแบรนหรือไรซ์แบรนในนมไร้ไขมันโดยใช้เตาไมโครเวฟ
                                                             v.      การต้มไข่ด้วยไมโครเวฟ
                                                           vi.      การอบนัทด้วยเตาอบ
                                                          vii.      ทำเครื่องดื่มจากผักผลไม้ด้วยการปั่นด้วยความเร็วสูง
                                                        viii.      การทอดปลาดอลลี่พริกไทยด้วยลมร้อน
                                                           ix.      ทำน้ำสลัดแคลอรี่ต่ำ (น้ำเต้าหู้ แอปเปิลไซเดอร์ งา ซ๊อิ้วญี่ปุ่น)
                                                             x.      สลัดโรยโอ๊ตแบรน
d.      Debriefing สอบถามตอบข้อข้องใจเรื่องสุขภาพกับนพ.สันต์ ก่อนเข้าบ้าน
.................................................

บันทึกเพิ่มเติม (16 ธค. 58)

อาหารแบบโปรตีนสูงคาร์โบไฮเดรตต่ำที่ใช้ในรายการเต้นเปลี่ยนชีวิตเป็นสูตรอาหารที่เหมาะสำหรับลดน้ำหนักลงในเวลาอันสั้น แต่ไม่เหมาะสำหรับการบริโภคต่อเนื่องในระยะยาว การวิจัยติดตามในระยะยาวพบว่าทั้งผู้กินอาหารตามสูตรดูกองก็ดี สูตรอัทคินก็ดี ซึ่งล้วนเป็นสูตรโปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ นำไปสู่การป่วยด้วยโรคหัวใจขาดเลือดและอัมพาตมากขึ้น ทั้งนี้อาจจะมีสาเหตุจากการบริโภคเนื้อสัตว์โดยเฉพาะเนื้อแดง (หมู วัว) มากเกินไป โดยที่มีหลักฐานตีพิมพ์ในระยะหลัง รวมทำคำประกาศของ WHO และ USDA ว่าเนื้อแดงและเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการถนอม (processed meat) เป็นอาหารที่ควรบริโภคให้น้อยที่สุดเพราะนอกจากจะมีเปอร์เซ็นต์ของไขมันไม่อิ่มตัวสูงแล้วยังอาจเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งได้

อาหารลดน้ำหนักที่เหมาะสำหรับบริโภคต่อเนื่องในระยะยาวจึงควรเป็นอาหารที่มีพืชที่ไม่ผ่านการสกัดหรือขัดสีเป็นหลัก (plant-based, whole food) ซึ่งแบ่งออกเป็นสี่หมวดใหญ่ๆคือ (1)ผัก (2)ผลไม้ (3)ถั่วงาและนัท (4)ธัญพืชไม่ขัดสี โดยเน้นแหล่งโปรตีนจากพืชเช่นถั่วงาและนัทให้เพียงพอ ขณะเดียวกันก็จำกัดปริมาณแคลอรี่โดยรวมไม่ให้มากเกินไป และมีการเสริมอาหารที่ขาดในพืชเช่นวิตามินบี.12ให้พอเพียง
นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
[อ่านต่อ...]