21 สิงหาคม 2563

การพร่ำสอนเด็กให้เสาะหาความมั่นคงในชีวิตเป็นเรื่องไร้สาระ

คุณหมอสันต์ครับ
ผมเรียนจบ ... จาก ม. ... จบมาได้หนึ่งปีแล้ว ยังหางานทำไม่ได้ครับ พ่อแม่ก็บ่นไล่ให้ผมไปหางานทำแทบจะทุกวัน จนผมทนเบื่ออยู่บ้านไม่ได้แต่ก็ไม่มีที่จะไปไหน ยิ่งโควิดมาคนยิ่งตกงานเพิ่ม โอกาสที่ผมจะได้งานทำก็ยิ่งน้อยลง ผมอยากถามคุณหมอสันต์ว่าถ้าชีวิตนี้ผมหางานทำไม่ได้เลย ผมจะต้องทำอย่างไรครับ

......................................

ตอบครับ

     ก่อนตอบคำถามของคุณ ผมขอรำพึงรำพันประสาตาแก่ขี้บ่นก่อนนะ ระบบการศึกษาของเราสอนเด็กให้ทำตัวว่านอนสอนง่ายเพื่อจะได้เป็นลูกจ้างองค์กรที่มั่นคง มีการจ้างงานตลอดชีพ มีบำนาญกินจนตาย โถ ความคิดอย่างนั้นมันโบราณ..ซะ จะไปว่าครูก็ไม่ได้ เพราะครูก็ต้องสอนจากประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง ซึ่งสมัยของครูมันเป็นความจริงที่ว่าตัวครูเองก็เสาะหาการจ้างงานตลอดชีพและมีบำนาญกินจนตาย แต่การสอนเด็กอย่างนั้นไม่ใช่วิธีเตรียมเด็กให้มามีชีวิตในวันนี้ ในวันที่ชีวิตไม่มีความมั่นคงใดๆเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว ไม่มีดอก องค์กรที่จะจ้างงานและให้กินบำนาญอย่างสุขสบายจนตาย แม้แต่รัฐเองวันหนึ่งก็จะพิมพ์เงินหรือกู้เงินมาถมๆๆแจกๆๆๆเพื่อแก้ปัญหาคนไม่มีเงินใช้ ซึ่งการทำอย่างนั้นจะป้องกันความระส่ำระสายของสังคมได้ชั่วคราวก็จริง แต่จะทำให้เงินบำนาญที่เคยสัญญาไว้นั้นด้อยค่าลงจนไม่พอซื้ออะไรกินแม้ตัวเลขจำนวนเงินจะได้เท่าเดิม หมายความว่าได้บำนาญก็จริงแต่แท้จริงแล้วมันเป็นแค่บำนาญหลอก วันนี้ความเปลี่ยนแปลงหรือความไม่แน่นอนคือสัจจธรรมของชีวิต การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้มีโอกาสลองผิดลองถูก และปรับตัวอยู่ตลอดเวลาคือวิธีใช้ชีวิตในวันนี้ หมายความว่าเราต้องสอนให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ (creativity) นิยามคำว่า creativity ก็คือความสามารถที่จะแถกเหงือกไปได้แม้ในสถานะการณ์ที่ไม่เคยเจอมาก่อนเลยในชีวิต แต่ระบบการศึกษาของเราไปทำลายความคิดสร้างสรรค์ที่ติดตัวเด็กมาแต่เกิดเสียเหี้ยนเต้แล้วบ่มให้เด็กกลัวความผิดพลาดจะได้ทำอะไรอยู่แต่ในร่องในรอย จะได้โตไปเป็นคนงานที่ดีของโรงงานอุตสาหกรรม หรือไปเป็นข้าราชการที่ดีของระบบราชการได้ แต่ว่างานเหล่านั้นสมัยนี้มันมีแต่จะงวดลง เพราะหุ่นยนต์กำลังเข้าแทนที่หมด ดังนั้นถ้าลูกของผมเป็นเด็กวันนี้ ผมจะไม่ส่งลูกไปเข้าโรงเรียนหรือมหาลัย เพราะโรงเรียนหรือมหาลัยจะทำลาย creativity ของเขาซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่เขาจำเป็นต้องใช้ในการดำเนินชีวิตในยุคนี้ เมื่อมหาลัยเป็นตัวทำลาย creativity ซึ่งเป็นเครื่องมือใช้ชีวิตในยุคนี้ไปเสียแล้ว เด็กที่จบมาจากมหาวิทยาลัยจำนวนมากจึงไม่มีความพร้อมที่จะใช้ชีวิตในวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่เขาจบแล้วหางานทำไม่ได้ เขาถูกสอนมาแค่ว่าต้องเรียนให้จบ แล้วจะได้หางานทำ เพื่อให้มีเงินเดือนกิน และมีบำนาญหรือเบี้ยยังชีพตอนแก่ พอหางานไม่ได้ ไม่มีคนจ้าง เขาก็ไปต่อไม่ถูกแล้ว อย่างมากที่เขาทำได้ก็แค่ไปร่วมกลุ่มประท้วง

     แถมการที่เราพร่ำสอนเด็กในโรงเรียนว่าความผิดพลาดเป็นสิ่งเลวร้าย ห้ามทำอะไรผิด ถ้าทำอะไรผิดพลาดจะถูกลงโทษ ผมถามหน่อยสิว่า 

     "ถ้าเด็กว่านอนสอนง่ายไม่ยอมทำอะไรผิดพลาด เด็กจะเรียนรู้ชีวิตจากอะไร" 

     เพราะชีวิตจริงเราเรียนรู้จากการสำรวจค้นหาและลองผิดลองถูก แต่ที่โรงเรียนเด็กไม่ได้เรียนอะไรเลยนอกจากสิ่งที่จดจำมาจากขี้ปากของครู ซึ่งมันล้าสมัยไปเกือบจะทันที่เด็กเรียนจบ ส่วนสิ่งที่เด็กจำเป็นต้องใช้เราไม่เคยสอน ที่เราสอนเป็นสิ่งที่เด็กไม่ได้ใช้ อย่างนี้ไม่มาโรงเรียนไม่มามหาลัยเสียเลยยังจะดีกว่า อย่างเช่นเราสอนให้เด็กเป็นหนี้ ด้วยการให้กู้ยืมเงินเรียน พ่อแม่ก็ช่วยสอนให้เด็กเป็นหนี้อีกทางโดยให้มีบัตรเครดิตใช้ โดยที่เด็กไม่ได้เรียนรู้หลักการเงินการบัญชีพื้นฐาน เรื่องดุลระหว่างสินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของเจ้าของ เรื่องวิธีบันทึกค่าใช้จ่าย การประเมินกำไร ขาดทุน เรื่องวิธีทำบัญชีเงินสด วิธีทำบัญชีเกณฑ์สิทธิ์ (accrued accounting) เรื่องวิธีหากินของธนาคาร ไม่รู้เรื่องเลย เด็กเลยคิดเอาตามผู้ใหญ่ที่ไม่รู้เรื่องการเงินการบัญชีเหมือนกันว่าการเป็นหนี้มันเป็นของดี เป็นวิถีชีวิตปกตินะ เขาให้สิทธิ์กู้ก็ต้องรีบใช้สิทธิ์ ไม่มีใช้คืนเขาก็ชักดาบเอา หลวงไม่เจ๊งหรอก เด็กจึงถูกมัดมือชกให้เป็นหนี้ท่วมหัวเสียตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ จบแล้วก็ไม่รู้จะไปต่อกับชีวิตนี้ยังไง

     หึ หึ บ่นไปงั้นแหละ ประสาตาแก่ขี้บ่น ไม่มีอะไรสร้างสรรค์หรอก มาตอบคำถามของคุณดีกว่า

     ถามว่าถ้าไม่มีงานทำ ชีวิตจะไปต่อยังไง ตอบว่าคุณค่าของชีวิตคือการเรียนรู้ การเรียนรู้เป็นคนละเรื่องกับการไปโรงเรียนหรือมหาลัยนะ ชีวิตเราเกิดมาทำไม ไม่ใช่เกิดมาเพื่อหางานทำให้ได้ เพื่อมีเงินเดือนมีบำนาญกินนะ ไม่ใช่แน่นอน ชีวิตแบบนั้นมันเป็นการเตรียมคนไปเป็นทาสเพื่อมีชีวิตอยู่อย่างซื่อบี้อและตายไปอย่างซื่อบื้อ หากคุณอยากรู้จักชีวิตจริงให้คุณดูเอาจากนก กา หมา แมว ดีกว่า มันไม่มีเงินเดือน ไม่มีบำนาญ แต่มันก็เกิดมามีชีวิต ใช้ชีวิต สิ่งที่คนทำได้ไม่ว่าจะเป็น การกิน การนอน การขับถ่าย การสืบพันธ์ นก กา หมา แมว ก็ทำได้หมด เผลอๆทำได้ดีกว่าคนเสียอีก คือมันทำได้แบบสบายๆไม่เครียด แต่คนกว่าจะทำได้แค่นั้นเครียดแทบตาย 

     ก่อนอื่นคุณอย่าไปกังวลกับคำพูดของผู้ใหญ่ที่กรอกหูคุณว่าไม่มีงานทำแล้วแกจะเอาอะไรกิน ถ้าคุณไม่มีอะไรกินจริงๆ ให้คุณแวะไปที่วัดข้างบ้าน ขออาหารพระกินได้ ขอหลับนอนในศาลาได้ ผมเป็นเด็กวัดมาก่อนผมการันตีกับคุณได้ว่าวัดให้สิ่งนี้กับคุณได้แน่นอน คือจริงๆแล้วผมหมายถึงว่าให้คุณทิ้งความคิดเรื่องความมั่นคงของชีวิตไปจากหัวให้ได้เสียก่อน เพื่อที่ใจคุณจะได้ว่างมาอยู่กับเดี๋ยวนี้ แล้วคุณจะได้ตั้งต้นเริ่มใช้ชีวิตให้สมกับที่ได้เกิดมาเสียที

    ชีวิตเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตให้เต็มศักยภาพที่เรามี การใช้ชีวิตใช้กันที่เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ที่ในอดีตหรืออนาคต เราจะรู้ว่าเรามีศักยภาพอะไรแค่ไหนก็ต่อเมื่อเราได้สำรวจเรียนรู้ลองผิดลองถูก คุณค่าที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่ที่การที่คุณจะได้เรียนรู้ลองผิดลองถูกเพื่อให้คุณรู้ถึงศักยภาพที่แท้จริงของตัวคุณ ดังนั้นผมแนะนำคุณว่าให้คุณทิ้งปริญญาไปเสีย แล้วเริ่มทำงานเพื่อการได้เรียนรู้ได้เลยไม่ต้องรอให้มีนายจ้าง คุณก็ทำงานได้ เริ่มที่งานบ้านของคุณนั่นแหละ ลองช่วยคุณพ่อคุณแม่ทำทุกอย่างในบ้านตั้งแต่ซักผ้า รีดผ้า หุงข้าว ทำอาหาร ถูบ้าน แยกขยะ ฝังขยะ เอาขยะไปทิ้งถังเทศบาล ซ่อมก๊อกน้ำ ตัดหญ้า รดน้ำต้นไม้ ปลูกต้นไม้ ซ่อมฝาบ้าน ล้างรถ เปลี่ยนหลอดไฟ ซ่อมรถเล็กๆน้อยที่พอซ่อมได้ ทำทุกอย่างด้วยความใส่ใจจริงจัง คุณจะได้เรียนรู้มหาศาลจากการลงมือทำสิ่งเหล่านั้น ซึ่งโรงเรียนไม่เคยให้โอกาสคุณ คราวนี้คุณมีโอกาสที่จะเรียนรู้ของจริงแล้ว จะรออะไรอยู่ละ เอาเลย เมื่อเจนจบงานในบ้านตัวเองแล้วถ้าเวลายังเหลือก็ลามออกไปทำนอกถนนหน้าบ้านด้วยก็ได้ ทำงานอาสาในหมู่บ้านก็ได้ ข้างบ้านเขามีอะไรที่ท้าทายต่อการเรียนรู้ก็ไปขอช่วยเขาทำ สนใจอะไรก็แถเข้าไปทำสิ่งนั้น ทำเพื่อการเรียนรู้ เรียนรู้ไปให้ลึกซึ้ง ใส่ใจในทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำ นี่คือชีวิตจริง โลกนี้มันจะเป็นโลกที่มหัศจรรย์หากเรามีชีวิตอยู่เพื่อการเรียนรู้ เลิกสนใจเรื่องเงินเดือนและบำนาญซะ สนใจแต่จะได้โอกาสเรียนรู้และลองผิดลองถูกในชีวิตโดยไม่ต้องรอให้มีใครจ้างให้ทำ 

     นอกจากเรียนรู้เรื่องข้างนอกแล้วคุณยังต้องเรียนรู้เรื่องข้างในด้วย ผมหมายถึงการรู้จักสังเกตความคิดของตัวเอง การฝึกวางความคิด ถอยกลับมาอยู่กับความรู้ตัว เพื่อเปิดรับสิ่งต่างๆที่เข้ามาทีละขณะ ทีละขณะ เริ่มด้วยการฝึกสมาธิ ลืมความคิดกังวลเรื่องอนาคตไปเสีย อยู่กับเดี๋ยวนี้ก็พอ ไม่ต้องไปคิดไกลว่าถ้าหางานทำไม่ได้แล้วชีวิตจะเป็นอย่างไร เอาแค่อยู่ในเดี๋ยวนี้ให้เป็น ให้ได้เรียนรู้และสัมผัสความมหัศจรรย์ของโลกและชีวิตรอบตัวไปทีละขณะ ทีละขณะ นี่แหละคือชีวิตที่ดี เอาแค่นี้ก่อน ใช้ชีวิตแบบนี้ให้ได้ก่อน ทั้งนี้การให้ความสำคัญระหว่างการเรียนรู้เรื่องข้างนอกกับเรื่องข้างในนี้ ผมให้ความสำคัญเรื่องข้างนอก 20% เรื่องข้างใน 80%  ไม่เว้นแม้คนอายุน้อยอย่างคุณ เพราะแท้จริงแล้วเรื่องราวในชีวิตที่เราเข้าใจว่ามันเกิดที่ข้างนอก แท้จริงแล้วทั้งหมดนั้นมันเกิดที่ข้างในทั้งสิ้น หากเจนจบเรื่องข้างใน คุณก็เจนจบชีวิตทั้งหมดแล้ว

     เมื่อคุณเริ่มเรียนรู้ชีวิตทั้งข้างนอกข้างใน คุณจะเริ่มเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาลนี้ โอกาสต่างๆซึ่งล้วนเป็นโอกาสดีๆในชีวิตที่จะนำพาชีวิตคุณให้มีชีวิตที่ดียิ่งๆขึ้นไป มันจะค่อยๆโผล่ขึ้นมาแย่งกันนำเสนอต่อคุณ ดีดีทั้งนั้น จนคุณเลือกไม่หวาดไม่ไหวเอง เชื่อผม มันจะเป็นอย่างนี้แน่นอน ผมรับประกัน 

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์