29 กันยายน 2562

ขับรถเที่ยวไปในอลาสก้า

5 กย. 2562

     แค่บอกตัวเองว่าวันนี้จะเริ่มหยุดงานหนึ่งเดือนผมก็รู้สึกผิดนิดๆว่าชีวิตดูจะฟุ่มเฟือยขึ้นมาทันที มีเวลานั่งทอดหุ่ยมองดูถ้วยฟักทองแกงบวชที่กำลังกินอย่างพินิจบรรจง ต้องทอดหุ่ยด้วยนะ ทอดอย่างอื่นก็ไม่ได้ ดูสีครีมหม่นของน้ำขนมที่เขรอะขอบถ้วยสีขาว ช่างสวยงามแบบคลาสสิก เป็น feeling ดีๆที่เกิดขึ้นจากการแค่ปลดงานทั้งหมดออกจากหัวเออ..ไม่ทันได้ออกจากบ้านไปไหนก็ได้เสวยสุขแล้วเรา เมื่อปล่อยข่าวว่าจะหยุดไปเที่ยว ผู้หวังดีก็ทะยอยเขียนมาแนะนำและเสนอให้ไปพักอยู่ด้วย มีพี่คู่หนึ่งซึ่งรักและนับถือกันมากสมัยอยู่ที่นิวซีแลนด์เข้าใจว่าคู่นี้กำลังมีปัญหาบ้านใหญ่เกินไปเขียนมาว่า
กินอาหารเช้าไปด้วย ดูเขาทำชีสไปด้วย

     "พี่อ่านบล็อกว่าหมอกับหมอวงศ์จะมาโอ้คแลนด์ ต้องมาค้างบ้านพี่นะ มีห้องนอนว่างอยู่สามห้อง" 

     ผมตอบไปว่า

     "ขอบคุณคร้าบ เอาไว้รอบหน้านะ เพราะรอบนี้จะไปโอ้คแลนด์แคลิฟอร์เนีย"

     (แคว่ก แคว่ก แคว่ก ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น)

     พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิเวลา14.00 น. มีทั้งหมดห้าหน่อ เราสามคนพ่อแม่ลูกแล้วก็เพื่อนซี้สมัยทำงานกินนอนอยู่ในไอซียู.ด้วยกันอีกสองคน ซึ่งผมขอเรียกชื่อตามหมอพอว่า "ป้า" กับ "น้า"  ออกเดินทางพรวดเดียวก็ถึงไทเป แวะใช้ห้องน้ำแบบไต้หวันซึ่งมีเอกลักษณ์ว่ามีปุ่มฉุกเฉินอยู่ข้างฝาตรงตำแหน่งกดได้ง่ายๆขณะนั่งบรรเทาทุกข์พอดี มีฝาครอบเขียนด้วยตัวหนังสือสีแดงแจ๋ว่า
เด็กนักเรียนมาเต้นเชียร์ลีดเดอร์กันที่ตลาดปลาแต่เช้า

     "นี่ไม่ใช่ปุ่มชักโครก แต่เป็นปุ่มฉุกเฉิน SOS" 

     เข้าใจว่ารถพยาบาลคงถูกกดชักโครกเรียกไปหลายครั้งมากจึงเกิดป้ายนี้ขึ้นมา ผมเกิดอยากรู้อยากเห็นเลยสมมุติตัวเองว่ากำลังเกิดฮาร์ทแอ็ทแทค ลองทำทีแน่นหน้าอกหน้ามืดคลำๆทำท่าจะกดปุ่มดู ปรากฎว่ากดไม่ได้เพราะป้ายนี้เป็นพลาสติกครอบตัวปุ่มไว้จนกดไม่ลง กว่าจะคลำหาทางแงะเอาป้ายครอบนี้ออกได้ก็กินเวลาพักใหญ่ ถ้าใครฮาร์ทแอ็ทแทคจริงคงม่องเสียก่อนจะกดปุ่มสำเร็จเป็นแน่

     ออกจากไทเปบินอีกสามพรวด หมายความว่าหลับสามตื่น ก็ถึงสนามบินซีแทคเมืองซีแอตเติลเอาเมื่อตอนดึก การตรวจคนเข้าเมืองของอเมริกาเดี๋ยวนี้ใช้เวลามาก ใครคิดจะเดินทางต่อในวันเดียวต้องเผื่อไว้ให้เรื่องนี้อย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงไม่งั้นมีหวังตกเครื่องบิน ในระหว่างที่ยืนแถวรอนานเป็นชั่วโมงนั้นผมถือโอกาสทำวิทยานิพนธ์ว่าคนที่ต้องแกร่วรออะไรนานๆจะมีสักกี่เปอร์เซ็นต์ที่จะรอแบบ "อยู่กับปัจจุบัน" โดยการแอบลาดตระเวณด้วยสายตาไปรอบๆ แอบดูคนในละแวกที่มองเห็นประมาณร้อยคน พบว่ามีสามคนเท่านั้นที่ยืนรอแบบอยู่กับปัจจุบัน ที่เหลือเกือบทั้งหมดไปอยู่กับความคิดในสมารท์โฟน มีราวสิบคนที่ไม่เข้าสมาร์ทโฟนแต่บัดเดี๋ยวจิ๊กจั๊กๆ บัดเดียวก็ชะเง้อดูด้วยความกังวลว่าเมื่อไหร่แถวจะไหลไปข้างหน้าเสียที คือไปอยู่ในอนาคตว่างั้นเหอะ สามคนที่ว่าอยู่กับปัจจุบันนั้นมีผมผู้สำรวจคนหนึ่งละ คนที่สองเป็นคุณลุงจังโก้หน้าตาแบบแมกซิกันสวมหมวกคาวบอยห่มผ้าห่ม เขามองไปรอบๆด้วยความตั้งใจและสนใจโดยซ่อนสายตาอันเฉียบคมอยู่ใต้ปีกหมวก อีกคนหนึ่งเป็นเด็กชายอายุราวสองขวบยืนจับกางเกงคุณแม่ซึ่งกำลังง่วนทำธุรกิจในไอโฟนอยู่ เขากวาดสายตาสำรวจแล้วมาสบตาผมโดยบังเอง ผมยิ้มให้ เขาไม่แน่ใจจึงหลบไปหลังขาของคุณแม่ แล้วก็ค่อยๆโผล่หน้ากลับมาแอบสำรวจอีก ผมก็ยิ้มให้อีก ในที่สุดเราก็สนทนากันทางสายตาอย่างเต็มๆและตรงไปตรงมา พอคิวของคุณแม่ของเขาได้เข้ายื่นพาสปอร์ตเธอก็ดึงแขนลากลูกชายไป เขาหันกลับมาโบกมือให้ผม คุณแม่ของเธอประหลาดใจว่าลูกของเธอสามารถสื่อสารกับคนอื่นได้ด้วยหรือ จึงมองตามมา เธออดแสดงความทึ่งไม่ได้และยิ้มให้ผมก่อนลากแขนลูกไป
คนบ้าเห่อพากันต่อคิวซื้อกาแฟที่ร้านสตาร์บัคร้านแรก

     ยิ้มเนี่ยมันเป็นอะไรที่น่าทึ่งมากนะ มันเป็นการให้โดยไม่ต้องเสียอะไรเลย คนให้ก็ได้ คนรับก็ได้ แต่ผมเองก็เป็นไอ้เสือยิ้มยากมาตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ผมโทษอาชีพเป็นหมอผ่าตัดหัวใจทำให้ผมกลายเป็นคนยิ้มไม่ออก ประสบการณ์กับเด็กสองขวบคนนี้ทำให้ผมได้คิดว่าก่อนที่จะตายนี้ ควรจะหัดยิ้มให้มากขึ้นนะ

     หลุดออกจากตม. เราออกมารอรถฟรีของโรงแรมซึ่งจะมารับเป็นรอบๆ เมื่อผมนั่งลงบนม้านั่งก็รู้ได้ทันทีว่าวันนี้ปฏิทินของเมืองนี้เริ่มนับเป็นฤดูใบไม้ร่วงแล้ว เพราะเทศบาลเริ่มเปิดเครื่องฮีตเตอร์เป่าก้นให้แขกที่นั่งรอตามป้ายรถเมล์แล้วแม้ว่าอากาศจะยังไม่เย็นขนาดนั้น ผมจึงออกอุบายบอกป้าว่า

     "จะไปยืนให้เย็นวารอยู่ทำไมละ นั่งรอดีกว่า"

     เธอหลงกลนั่งลงแล้วก็ต้องสะดุ้งโหยงลุกขึ้นยืนเพราะร้อนก้น (หิ หิ ก็บอกแล้วไงว่านั่งแล้วจะไม่เย็นวาร)
การโยนปลาที่ตลาดปลา

     โรงแรมที่พักชื่อ Skyway Inn Seatac เป็นโรงแรมจิ้งหรีดไม่มีดาว ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนจรหมอนหมิ่นบ้านนอกคอกนาขับรถคันโตๆที่เก่ามากๆไม่ได้เก่าแบบคลาสสิกนะเก่าแบบสนิมเขรอะ ห้องนอนก็เก่าและคับแคบ ขึ้ฝุ่นตามขอบหน้าต่างเขรอะ แม้จะมีกฎห้ามสูบบุหรี่แต่กลิ่นบุหรี่ก็มีอ่อยๆอยู่ทั่วไป หมอสมวงศ์ทำจมูกฟิตๆ ผมบอกว่าเหอะน่าคืนละร้อยเหรียญก็ได้แค่นี้แหละ เราจะอยู่ที่นี่แค่หนึ่งวันเพื่อปรับร่างกายให้ชินกับความเย็นก่อนไปอลาสก้า โรงแรมนี้มันก็มีข้อดีอยู่นะ คือมันเข้าออกสนามบินง่ายมีรถฟรีรับส่ง และอยู่สุดสายรถไฟฟ้าพอดี นั่งรถไฟฟ้าเที่ยวเมืองขากลับไม่ต้องกลัวเงอะงะเลยป้าย เพราะสุดสายแล้วเดี๋ยวเขาก็ไล่ลงเอง
ทหารผ่านศึกเป่าแซคแก้เหงาตัวเอง

6 กย. 2563

     ตื่นสายอากาศสบายพอๆกับมวกเหล็กวันก่อนมา คือประมาณ 25 องศา เรานั่งรถสกายเทรนไปลงสถานี West Lake เพื่อเที่ยวตลาดปลา Pike Place Market ซึ่งในวันแดดดีๆอย่างนี้คึกคักคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เริ่มต้นด้วยไปกินอาหารเช้ากันที่ร้าน  Nether นั่งกินไปดูเขากวนชีสทำชีสไปด้วย กำลังนั่งกินอยู่ก็มีพวกนักเรียนสาวๆมาเต้นเชียร์ลีดเดอร์กันเปิดเพลงดังลั่น อิ่มแล้วก็เดินชมตลาดปลาซึ่งก็คือตลาดสาระพัดร้านค้าคล้ายๆตลาดจตุรจักร แวะดูเขาซื้อขายปลาโดยการตะโกนโหวกเหวกและส่งปลาให้กันโดยการโยน และที่ขาดไม่ได้คือหมูทองแดงที่คนลูบจมูกกันมันแผล็บ ผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมฝรั่งชอบมีหมอทองไว้ให้คนลูบ พอสายหน่อยคนเริ่มมาก จะไปแวะกินซุปหอยลายแคลมชาวเดอร์หน่อยปรากฎว่าคิวยาวเป็นกิโลแล้ว ไปที่ร้านสตาร์บัคซึ่งเป็นร้านแรก ปรากฎว่าลูกค้าต่อคิวอยู่แล้วเพียบหมดหนทางที่จะเข้าไปกินได้ ได้แต่ถ่ายรูปหน้าร้านซึ่งคึกคักทั้งๆที่ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้ดูนอกจากหนุ่มคนหนึ่งยืนดีดกีต้าร์แลกเศษเงิน แล้วเดินต่อไปเพื่อค้นหากำแพงที่คนเอาหมากฝรั่งไปป้ายไว้เลอะไปทั้งกำแพง (gum wall) ไม่มีอะไรเลยนอกจากความเลอะเทอะ แต่ก็เป็นสีสันเป็นที่ท่องเที่ยวของเมืองจนได้ เราเดินสำรวจร้านค้าชาวบ้านซึ่งมีมากกว่าร้อยร้านลงไปถึงริมน้ำ ตรงส่วนนี้เรียกว่า Market Front แล้วเดินกลับมาที่สถานี West Lake เพื่อเปลี่ยนไปขึ้นรถโมโนเรลไปเที่ยวย่าย Seattle Center ขึ้นไปดูวิวตึกเข็มแทงอากาศสูงปรี๊ด แต่ไม่ได้ซื้อตั๋วเข้าไปเที่ยวสวน Chihuly Garden And Glass มิใยว่าคนขายตั๋วจะพยายามขายควบแบบลดแลกแจกแถม เพราะเราตั้งใจจะแอบมองลงมาจากที่สูงเป็นการประหยัดเงินแทน ที่ตรงนี้มีฟู้ดคอร์ทให้นั่งกินอาหารกลางวันด้วย
ทัวร์ชมเมืองใต้ดิน อย่าไปพิงอะไรเข้านะ มันจะถล่มใส่หัวเอา

     อิ่มแล้วเราไปเที่ยวทัวร์อุโมงใต้ดิน Bill Speidel ซึ่งมีความเป็นมาพิศดารว่าเมืองนี้เดิมสร้างด้วยความเซ่อของผู้นำท้องถิ่นรุ่นก่อนคือไปสร้างเอาตรงที่น้ำทะเลสูงท่วมทุกปี มิใยว่าชาวบ้านจะพากันคัดค้านแต่ผู้นำก็เอาหัวชนฝาเพราะได้ตัดสินใจไปแล้ว คนพาทัวร์เล่าเป็นเชิงตลกว่าจึงกลายเป็นประเพณีของเมืองซีแอตเติ้ลนี้ว่าอะไรที่ตัดสินใจไปแล้วชั่วดีที่ห่างอย่างไรก็ต้องถูลู่ถูกังทำไปตามนั้น เมืองนี้จึงอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ชนิดที่เวลาชักโครกปลาโผล่ขึ้นมาทางคอห่านเป็นประจำ ต่อมาเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่แล้วเทศบาลไม่มีปัญญาดับ เพราะท่อดับเพลิงทำด้วยไม้จึงไหม้ไฟไปส่วนหนึ่ง พนักงานดับเพลิงเล่าก็เป็นอาสาสมัครไม่มีเงินเดือนกิน เมื่อถูกต่อว่าว่าทำไมดับเพลิงได้ห่วยแตกก็เกิดน้อยใจไม่ดับเสียดื้อๆ เมื่อไฟไหม้เมืองจนวอดวายไปแล้ว เทศบาลจึงคิดจะถมเมืองส่วนนี้ให้สูงขึ้นเพื่อสร้างเมืองใหม่บนดินถมแต่พวกพ่อค้าใจร้อนรอไม่ไหวจึงสร้างเมืองก่อนไปบนพื้นดินเดิม พอเทศบาลมาสร้างถนนยกสูงจึงกลายเป็นว่าใต้ถนนเป็นอุโมงใหญ่ที่ใช้เชื่อมโยงชั้นล้างของเมืองในส่วนนี้ได้ ในการทัวร์ใต้ดินนี้บางตอนก็มีกลิ่นตุๆเหมือนทัวร์อยู่ใต้ส้วมของชาวบ้าน เข้าใจว่าพวกชาวเมืองคงกำลังฉี่กำลังอึเหนือศีรษะเราอยู่ บางตอนของอุโมงใกล้จะพังเต็มทีแล้วจนผมบอกหมอสมวงศ์ว่าอย่าไปเท้าหรือพิงอะไรเข้านะเดี๋ยวมันจะถล่มใส่หัวเอา ความจริงอุโมงใต้ดินนี้คนรุ่นหลังไม่รู้ว่ามีอยู่ดอก จนมาถึงยุค prohibition ซึ่งมีกฎหมายห้ามขายเหล้า พวกคนขายเหล้าเถื่อนอาศัยอุโมงและเมืองใต้ดินนี้เป็นที่ขาย คนรุ่นหลังจึงรู้ว่ามีเมืองส่วนนี้อยู่

     จบทัวร์แล้วทุกคนออกอาการเพลียเพราะเมาเครื่องบิน จึงยกเลิกแผนที่จะไปกินปูที่ร้าน Crab-Pot ริมน้ำ นั่งรถไฟฟ้ากลับโรงแรมและแวะซื้อแซนด์วิชที่ร้านเซเว่นหน้าโรงแรมตุนไว้เผื่อหิวตอนดึก

7 กย. 2562
Portage Glacier มองจากทางน้ำ

     วันนี้เราออกจากที่พักตั้งแต่หกโมงครึ่ง เพื่อจับเครื่องบินไปอลาสก้า การจองตั๋วแยกกันทำให้ผมต้องระเห็จไปนั่งห่างจากหมู่คณะ ไปนั่งอยู่ในหมู่สตรีฝรั่งสูงอายุ พอเครื่องออกผมก็หิวเพราะเมื่อวานไม่ได้กินข้าวเย็น จึงหยิบแซนด์วิชสองคู่ที่ซื้อจากเซเว่นมากินเพราะเครื่องบินในประเทศไม่แจกอาหาร ก่อนกินผมเสนอแซนด์วิชคู่หนึ่งให้สุภาพสตรีสูงอายุที่นั่งข้างๆโดยมารยาท เธอปฏิเสธอย่างสุภาพ แต่อะไรบางอย่างในสายตาทำให้ผมเล่นบทจิ๊กโก๋

     "เอาน่าช่วยผมกินหน่อย มันมีสองคู่ และมันก็ใหญ่เกินไปสำหรับคนตัวเล็กอย่างผม"

     เธอรับเอาไป แล้วเอาไปแบ่งกับเพื่อนที่นั่งถัดไปกินกันอย่างตั้งอกตั้งใจ ก่อนลงจากเครื่องบินเธอทั้งสองคนมาโอบไหล่ขอบคุณ คุยกันไปมาจึงได้ความว่าพวกเธอมาจากแคนาดา ต้องตื่นมาตั้งแต่ตีสี่จะไปลงเรือสำราญที่อลาสก้าจึงไม่มีเวลาจัดการเรื่องอาหารเช้า หึ หึ ผมนึกในใจว่าแซนด์วิชเหลือเกือบจะบูดแล้ว ยังทำประโยชน์ได้ขนาดนี้เลยหรือนี่
ในยามสลึมสลืออย่างนี้ กลาเซียก็สวยไปอีกแบบ

     เดินทางมาถึงสนามบิน Anchorage ของรัฐอลาสก้า เรารับรถเช่าซึ่งเป็นรถเอสยูวีขนาดมหึมาแล้วรีบขับบึ่งไปให้ทันขึ้นเรือไปชม Portage Glacier Cruise ฝนตกตลอดทาง ตอนแรกว่าจะแวะระเบียงดูปลาที่ Williwaw Fish Viewing Platform ที่ตำบล Girdwood แต่ฝนตกมาก โชคดีที่พอขึ้นเรือได้แล้วฝนหยุด จึงได้เห็นความงามของกลาเซียร์ทางน้ำสมใจ

     เมื่อขึ้นจากเรือ มองไปรอบๆในรัฐอลาสก้านี้หากมีภูเขาสูงที่ไหนก็จะเห็นธารน้ำแข็งหรือกลาเซียร์ที่นั่น และในอากาศสลึมสลืออย่างนี้ กลาเซียร์ที่ยอดของมันกลืนหายไปในเมฆก็มีความสวยไปอีกแบบ

     ฝนตกอีกแล้ว แผนการณ์ที่เดินไพรไปตามเส้นทาง Byron Glacier Trail เป็นอันต้องยกเลิก มีสมาชิกเสนอว่าควรจะแวะซื้ออาหารเย็นที่เมืองวิทเลอร์ตุนไว้เสียเลย อีกเสียงหนึ่งก็แย้งว่าอย่าเลย ไปซื้อที่วอลมาร์ทในเมืองดีกว่า เราต้องผ่านอยู่แล้ว ตามด้วยเสียงแรกพึมพำเบาๆว่า

     "ยังไม่เลิกหวังน้ำบ่อหน้าอีกหรือ"
แช่น้ำร้อน กลางฝนเย็นเฉียบ

     เมื่อเราขับรถมาถึงวอลมาร์ทที่ในเมือง Wasilla ซึ่งเป็นเมืองที่พัก ก็ปรากฎว่าวอลมาร์ทปิด ทั้งๆที่ไม่ใช่เวลาปิด เสียงพึมพัมเบาๆว่า

     "วอลมาร์ทเจ๊ง" อีกเสียงหนึ่งแย้งว่า

     "เฮ้ย วอลมาร์ทเป็นสถาบันของคนจน จะเจ๊งได้ไง"

     เมื่อลงไปสอบถามเอาความจึงได้ความว่าไฟฟ้าขัดข้อง ขายของไม่ได้ พนักงานแนะนำให้เราไปซื้อที่ร้าน Fred Meyer ซึ่งเป็นร้านคู่แข่งแทน ซึ่งเราก็ทำตามนั้นและได้อาหารเข้าบ้านพักชื่อ Hot Tub House ซึ่งอยู่ในป่าละเมาะ ได้เวลาออกอาการเมาเครื่องบินพอดี ผมหลับเป็นตายมาตื่นเอาอีกทีตีหนึ่ง มองออกไปนอกบ้านเห็นอ่างจาคุชชี่สำหรับแช่น้ำร้อนอยู่กลางสายฝนจึงเกิดความดิดแผลงไปนอนแช่น้ำร้อนอยู่กลางฝน นอนแช่น้ำร้อนควันขึ้นกรุ่นอยู่กลางป่าสน เม็ดฝนเย็นเฉียบหล่นใส่หัวเปาะแปะ เปาะแปะ นี่เป็นวิธีทำเวทนานุสติปัฐฐานที่ยอดเยี่ยม เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว แล้วขึ้นมานั่งให้เก้าอี้นวดไฟฟ้าในบ้านนวดให้ มีทั้งท่าบีบคอ ทุบหลัง บีบน่อง  โอ้..ช่างเป็นความฟุ่มเฟือยที่ชวนให้เกิดความรู้สึก guilty เสียจริงๆ


ต้องเอาหนามเหล็กเคียนรองเท้า
     
8 กย. 2562

     เป็นนโยบายของผมว่าเมื่อแดดดี ให้รีบทำสิ่งดีๆก่อน เช้านี้แดดดีจึงต้องรีบไปเดินกลาเซียร์กันก่อน เป้าหมายคือ Matanuska Glacier เราขับไปถึงแล้วจ้างไกด์ชื่อมิเชลเป็นคนนำทัวร์ให้ ต้องเอาหนามเหล็กเคียนรองเท้าก่อนจึงจะเดินได้ มีเพื่อนของมิเชลถือขวานคอยฟันก้อนหินตรงที่มันเดินยากให้ด้วย มิเชลพาเดินไปตามธารน้ำแข็ง หยุดดูนี่ดูนั่น เช่นรูที่น้ำส่วนที่ละลายแล้วไหลดิ่งลงไปลึกมากชนิดที่หากคนเผลอหล่นลงไปก็คงไม่ต้องมีงานศพ..เพราะกู้ไม่ขึ้น
คณะกำลังเดินลุยธารน้ำแข็ง 3 ชั่วโมง

มิเชล ไกด์พาลุยธารน้ำแข็ง

     มิเชลเป็นไฮกิ้งไกด์ที่เจ้าเนื้อแต่เนื้อแน่น เธอแบกพวงอุปกรณ์ต่างๆซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหล็กโดยไม่แสดงท่าว่าหนักหนาอะไร เธอสอนให้พวกเรารู้จักลุย รู้จักเลือกดื่มน้ำที่ออกมาจากน้ำแข็งใต้ดินซึ่งเธอรับประกันว่าปลอดเชื้อโรค แต่พวกเราไม่มีใครดื่มด้วยเพราะแม้ไม่กลัวเชื้อโรคแต่ก็กลัวขี้ตีนของพวกกันเอง เธอสอนให้ใช้โคลนหินกลาเซียซึ่งเนียนละเอียดมากพอกหน้า เธอพาพวกเราเดินลุยธารน้ำแข็งอยู่ประมาณสามชั่วโมงกว่าๆ เหนื่อยได้ที่แล้วเรามานั่งกินอาหารกลางวันอย่างง่ายๆกันที่โต๊ะข้างกระท่อมที่พักของมิเชลนั่นเอง แดดอุ่นๆ ลมเย็นยะเยือกแต่แห้งกรอบแบบคริสปี้กำลังดีโชยมาเป็นพักๆ สุโขมาก
ชื่อก็วัว หน้าก็วัว แต่ตัวเป็นแกะ


     เสร็จจากเดินธารน้ำแข็ง เราแวะถ่ายรูปตามจุดชมวิวกลาเซีย แล้วแวะดูแกะโบราณขั้วโลกหน้าตาเหมือนวัวเรียกว่า musk ox แต่ไม่ใช่วัว มันเป็นแกะชอบเอาหัวชนกัน เจ้าของต้องมีลูกบอลขนาดใหญ่แขวนไว้ใต้ต้นไม้ให้มันวิ่งเอาหัวชน ไม่งั้นมันจะเอาหัวชนต้นไม้จะหัวมันสึก สัตว์ชนิดนี้เกือบจะสูญพันธ์ไปแล้ว แต่เจ้าของฟาร์มแห่งนี้เอามาเลี้ยงไว้และพยายามจะเพาะขยายมันขึ้นมาใหม่

   
วิวกลาเซียร์จากริมถนน
 จากนั้นเราขับรถขึ้นถนนลูกรังสวยชื่อ Hatcher pass เป้าหมายคือจะขึ้นไปอุทยานเหมืองร้างชื่อ Independence Mine State Park งานนี้เรื่องน้ำบ่อหน้ากลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง คือฝ่ายหนึ่งว่าเติมน้ำมันก่อนดีไหม อีกฝ่ายว่ายังไม่ต้อง เพราะไปได้อีก 170 ไมล์ แต่เหมืองไปอีกแค่ 50 ไมล์เท่านั้น ครั้นขับขึ้นเขาไปจริง ไปได้แค่ครึ่งทางรถก็ซดน้ำมันไปแล้วเหลือให้วิ่งแค่ 60 ไมล์ ผมจึงต้องตัดสินใจกลับลงมาโดยไปไม่ถึงเหมือง

บนเส้นทางไปเหมืองร้าง ที่น้ำมันหมดเสียก่อน
Dr. Seuss House บ้านทรงประหลาดที่ต้องบินดูเท่านั้น

9 กย. 2562

เสวยสุขที่บ้านอ่างน้ำร้อนนี้มาสองวันแล้ว วันนี้เราจำใจต้องเดินทางต่อเพื่อไปเดินไพรที่ Denali National Park ก่อนออกเดินทางผมสอบถามชาวบ้านถึงบ้านประหลาดหลังหนึ่งชื่อ Dr. Seuss House ซึ่งสร้างเป็นบ้านแบบเคบินต่อกันขึ้นไปถึง 17 ชั้นจนสุดความสูง 200 ฟุตที่เขาจำกัดไว้สำหรับการบิน สร้างมายี่สิบปีแล้วจนป่านนี้ก็ยังไม่เสร็จ ถามใครก็ไม่มีใครรู้จัก จนไปถามร้านขายจักรยานแห่งหนึ่ง เขาบอกว่าทางเดียวที่คุณจะเห็นมันได้คือขึ้นเครื่องบินเล็กดู ผมตามไปถามที่สนามบินซึ่งมีขนาดเท่าร้านบะหมี่ดังๆในกรุงเทพมีเครื่องบินเล็กจอดระเกะระกะอยู่ราวสิบเครื่องก็ได้รับคำตอบว่าเมฆลงต่ำขนาดนี้เอาเครื่องขึ้นไม่ได้ จบข่าว จึงไม่ได้เห็นบ้านประหลาดนี้ด้วยตาตัวเอง แต่ก็เอารูปมาลงให้ท่านได้ไอเดียว่ามันประหลาดอย่างไร
ร้านขายไข่สดที่ตำบลทาลคีทนา

     เราแวะพักรถ ณ ตำบลเล็กๆที่มีความสวยงามชื่อ Talkeetna มีร้านขายของฝากเล็กๆสวยๆงามๆ มีนักท่องเที่ยวมาเดินทอดน่องเล่นกันไม่ขาด ตอนท้ายของหมู่บ้านใกล้จะถึงริมท่าน้ำมีปาร์คเล็กๆน่ารักซึ่งเราปิคนิคกินอาหารกลางวันกันที่นี่ อากาศค่อนข้างหนาวเย็น ต้องไปขออาศัยปิคนิคข้างที่ผิงไฟของผู้หญิงชาวเอสกิโมคู่หนึ่งซึ่งพวกเธอก่อไฟหุงต้มและกำลังจะดับทิ้้ง ผมบอกว่าผมขอใช้ไฟก่อน เสร็จแล้วผมอาสาดับให้เอง

ร้านขายของฝากมาตรฐานทาลคีทนา..ต้องมีกวางมูลหน้าบ้าน
     กว่าจะเดินทางมาถึงเดนาลีก็เป็นเวลาย่ำค่ำ มีปัญหาเล็กน้อยว่ากูเกิ้ลพาเราไปหาโฮสเตลกระจ๊อกล็อก แทนที่จะเป็นรีสอร์ทห้าดาวอย่างที่เราคิดไว้ สมาชิกคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า

     "ใช่ที่นี่แน่หรือ มันมาไกลผิดสังเกต ป้ายนี่ชื่อ Mountain Veiw Hostel แต่ที่เราจองไว้มันชื่อ Delani Hostel and Cottages นะ" อีกคนว่า

     "ดูรูปไม่ใช่ มันกระจอกเกินไป" 
ที่พักกระจอกที่เดนาลี..ไม่มีส้วม

     เมื่อสงสัยก็ต้องเข้าไปถาม คำตอบก็คือใช่แล้ว เดนาลีโฮสเตลและเคบินของแท้ อีกคนเม้นท์ว่าคำว่าห้าดาวอาจจะหมายถึงห้าดาวของการเป็นโฮลเทลนะ และเมื่อรับกุญแจมาแล้วก็เจ็กอั่ก เพราะมันเป็นกระต๊อบเตี้ยติดพื้นทรงกล่องไม้ขีดที่ไม่มีห้องน้ำ ต้องไปใช้ห้องน้ำรวมที่โฮสเตลกับพวกเด็กๆ..แป่ว..ว

     สมาชิกยื่นร้องเรียนทันที และแจ้งขออัพเกรดโดยยอมเสียเงิน

     "วันนี้ทุกยูนิตของเราเต็มหมดครับ แล้วไม่มียูนิตใหนของเรามีห้องน้ำอยู่ข้างใน" แป่ว..ว ครั้งที่สอง

     สมาชิกท่านหนึ่งพยายามปลอบพวกกันเองว่า

     "เดี๋ยวไปแฟร์แบงค์ก็พักอย่างดีและได้อาบน้ำแร่แล้ว" ผมจึงสอดขึ้นว่า

     "จะไปถวิลหาวันข้างหน้าทำไม วันนี้เราได้สิ่งนี้มาเราก็ยอมรับมัน ทำความรู้จักคุ้นเคยมันอย่างจริงใจก่อน แล้วทางเลือกดีๆก็จะโผล่มาเองแหละ"

     เมื่อสมาชิกทำใจได้ระดับหนึ่งแล้วเราก็ชวนกันทำอาหารเย็น เพราะในเคบินที่พักของผมนั้นแม้จะเล็กมากแต่ก็เป็นสองชั้นและชั้นล่างมีครัวเล็กๆให้ด้วย สาละวนทำครัวกันอยู่ สมาชิกท่านหนึ่งซึ่งสอดแนมออกไปนอกหน้าต่างก็รายงานข่าวว่า

     "คนพักบ้านหลังนั้นมากันแล้ว โอ้โฮ..แก่งั่กเลย" ฉับพลันก็มีเสียงทักท้วงด้วยความหวังดีขึ้นว่า
กองไฟ ธารน้ำ ภูเขา คือสิ่งดีๆจากโฮสเตลกระจ๊อกล็อก

     "ป้าจะพูดอะไรเจียมบอดี้หน่อย ตัวเองนะอายุเท่าไหร่แล้ว" 

     แล้วก็มีเสียงหัวเราะ ทุกคนลืมเรื่องไม่มีห้องน้ำไปสนิทแล้ว กินข้าวเสร็จแล้วป้าออกไปสำรวจแล้วมาตะโกนเรียกผมว่าข้างนอกมีฟืนและที่ก่อไฟ ผมจึงไปก่อไฟขึ้นที่ริมธารน้ำ แล้วเราก็เอาเครื่องดื่มมาดื่มข้างกองไฟกันสนุกสนาน ผมถ่ายรูปมาให้ดูด้วย จงใจให้ติดทั้งกองไฟ ธารน้ำ และภูเขาข้างหลัง


10 กย. 62
สีส้มและสีเทา เฉดสีมาตรฐานของทุ่งหญ้าแบบทุนดราที่เดนาลี

     วันนี้เราตื่นตั้งแต่ตีห้าครึ่งเพื่อจะให้ทันไปขึ้นรถบัสชม Denali National Park ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นทุ่งหญ้าแบบทุนดร้า (trundra) ที่ได้รับการสงวนธรรมชาติไว้ดีที่สุด หมายถึงทุ่งหญ้าที่อุณหภูมิต่ำและแห้ง จึงไม่เกิดหิมะ ใต้ดินลงไปเป็นน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย ทำให้พืชที่รากลึกอยู่ไม่ได้ อยู่ได้แต่พืชรากตื้นบางชนิด สัตว์ก็อยู่ได้ไม่กี่อย่าง เช่นแกะภูเขา หมีกรีซซี่ กวางมูส กวางคาลิบู เป็นต้น

     ในการเข้าชมนักท่องเที่ยวต้องนั่งรถบัสที่อุทยานจัดให้ มี Lunch box ให้ด้วย แต่อย่าไปหวังแซนด์วิชไก่งวงนะ เพราะมีแค่ขนมกรุบกรอบราคาถูกแค่สองสามซองเอาไว้แก้ลมสว้านแค่นั้น หากอยากอิ่มหมีพีมันต้องเอาอาหารไปเอง เราไปนั่งรถบัสได้เห็นสัตว์เกือบทุกชนิดทั้งหมีทั้งแกะและกวาง


หมีกริซซี่ที่หากินก่อนฤดูจำศีลอยู่ในปาร์ค
     ปาร์คแห่งนี้มีความกว้างใหญ่ถึงหกล้านเฮคตาร์คือเท่ากับรัฐเล็กหนึ่งรัฐเลยทีเดียวแต่สงวนพื้นที่ไว้ไม่ให้คนเข้ามาตั้งรกรากวุ่นวายได้ดีมาก ภูเขาเดนาลีซึ่งเป็นที่มาของชื่อปาร์คเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ มันสูงเสียบทะลุเข้าไปในก้อนเมฆยากนักที่จะมองเห็นยอดของมันยกเว้นวันที่แดดดีจริงๆ สมาชิกของแค้มป์ SR คนหนึ่งชื่อ "หมอฮีม" เพิ่งมาปีนพิชิตยอดเขานี้ไปเมื่อเดือนสองเดือนที่ผ่านมา เธอเป็นผู้หญิงไทยคนแรกและคนเดียวที่พิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ได้สำเร็จ ตอนที่เจอกันเธอบอกผมว่าจะตั้งใจจะพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดของทั้งเจ็ดทวีปให้ได้หมด ตอนนี้เธอทำได้แล้วหก เหลือแต่เดนาลีซึ่งปีที่แล้วเธอมาแล้วขึ้นไม่สำเร็จเพราะอากาศไม่อำนวย จึงต้องกลับมาปีนซ้ำจนสำเร็จในปีนี้
ตู้รับบริจาค

     เสร็จจากลงเขา เราบอกคนขับรถบัสว่าเราอยากจะกลับไปให้ทันดู dog show ซึ่งเป็นการแสดงของหมาลากเลื่อนหิมะพันธ์อาลาสเกียน ฮัสกี้ ที่ใช้ทำงานขนส่งในหน้าหนาวอยู่ในปาร์คนี้ คนขับรับปากว่าเขาจะพยายามกลับให้ทันเพราะรถรับคนไปดูหมาลากเลื่อนรอบสุดท้ายของวันนี้จะออกจากท่ารถบัสบ่ายสองโมงตรง พอรถกลับมาถึงท่าเราก็รีบขมีขมันลนลานไปเข้าคิวขึ้นรถบัสที่จะพาไปดูด็อกโชว์ พอมาอยู่ในคิวได้สำเร็จกำลังจะได้ขึ้นรถ ก็มีรายงานการนับยอดสมาชิกว่า
อาลาสเกียน ฮัสกี้ ที่ฝึกไว้ทำงานในหน้าหนาว

     "ป้าหาย"

     เอาเข้าแล้วสิ ผมรีบวิ่งไปดูที่รถบัสทัวร์ปาร์คที่เราเพิ่งลงมา สายไปเสียแล้ว รถออกไปแล้ว เข้าใจว่าจะออกไปส่งคนที่ศูนย์ข้อมูลปาร์ค พอคณะไปถึงที่ด็อกโชว์ผมวานให้เจ้าหน้าที่เขาวิทยุไปที่ท่ารถบัสให้ประกาศหาคนหายโดยสะกดชื่อป้าให้เขา เขา ว.กันพักใหญ่ปรากฎว่า ว. ไม่ติด เพราะ ว. กันผิดช่อง พอ ว. ติดแล้วให้ทางโน้นประกาศหาก็แล้ว ไปเดินหาแล้ว มีแต่รายงานกลับมาว่าไม่พบคน เราจึงดูด็อกโชว์ไปพลางกังวลไปพลาง การโชว์นี้เป็นโชว์ฟรี มีเจ้าหน้าที่บรรยายวิธีการฝึกสอนสุนัขลากเลื่อนอย่างละเอียด เธอบอกว่าหัวใจของการสอนการทำงานร่วมกันของสุนัขคือการกระตุ้นให้เกิดความคึกคักท้าทายไว้ตลอดเวลา ตัวที่คึกที่สุดเอาไว้ข้างหน้า มันจึงจะร่วมทีมกันลากเลื่อนได้ดี แล้วก็บอกว่าจะแสดงการลากเลื่อนให้ดูหนึ่งรอบ เตรียมกล้องไว้นะ แล้วพาพวกหมาราวหกตัววิ่งออกจากคอกมาประจำที่ของใครของมันแล้วลากเลื่อนกันอย่างคึกคัก  กลึง กลึง กลึง มันวิ่งกันเร็วมาก แป๊บเดียวจบรอบแล้ว บางคนยังไม่ทันได้ถ่ายรูปเลย
ตัวบีเวอร์สร้างเขื่อนกั้นคลองออกเป็นชั้นๆถึงสามชั้น

     จบแล้วเราก็กลับไปค้นหาป้ากันต่อ หวังว่าเธอคงจะพาตัวเองกลับไปรออยู่ตรงที่รถจอดได้ แล้วก็ไม่ผิดหวัง แต่เธอเล่าว่ากว่าจะหาที่จอดรถได้เธอขึ้นรถบัสกลับไปกลับมาหลายรอบเพราะลืมว่าจอดรถไว้ตรงไหนของปาร์ค เมื่อถูกถามว่าแล้วหาเจอได้ไง เธอตอบว่าฉันก็อาศัยฝรั่ง โดยพูดซ้ำซากอยู่สามคำคือ

     "Help me, Help me" พอฝรั่งถามรายละเอียดอะไรฉันก็ตอบว่า

     " I don't know, I don't know" พอฝรั่งแนะนำว่าให้ฉันทำอย่างนั้นอย่างนี้ ฉันก็ตอบว่า
บีเวอร์ตัวเป็นๆกำลังชักลากไม้มาทางน้ำเพื่อสร้างเขื่อน

     " I can't, I can't " 

     ฮะ ฮะ ฮ่า ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น

     หาคนพบแล้วเราไปเดินไฮกิ้งชมป่ากันต่อ เส้นทางที่เราเดินนี้เรียกว่า Horseshoe Lake Trail เดินไปถึงป้ายทางแยกปักว่าไป Beaver Dam เราถามกันว่าชื่อแบบนี้เป็นเขื่อนที่คนสร้างขึ้นแล้วตั้งชื่อให้ หรือเป็นเขื่อนที่ตัวบีเวอร์สร้าง

มันพักเหนื่อยอยู่ริมกองไม้ที่เป็นผลงานการขนของมันเอง
เมื่อไม่มีคำตอบเราก็ต้องพิสูจน์ด้วยการเดินไปดู ปรากฎว่าเป็นเขื่อนที่ตัวบีเวอร์สร้างจริงๆ เป็นเขื่อนที่สร้างด้วยไม้ ไม่ใช่มีเขื่อนเดียว อย่างน้อยก็ห้าหกเขื่อน สร้างถัดกันขึ้นไปเป็นชั้นๆเข้าใจว่าเพื่อลดแรงดันอันเกิดจากความแตกต่างของน้ำ ขณะที่เรากำลังพิศวงกับผลงานของมันอยู่นั้น ก็มีชาวบ้านฝรั่งคนหนึ่งเดินเข้ามาถามพวกเราว่า

     "มีใครในหมู่พวกคุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหม" เมื่อเห็นผมพยักหน้า เขาพูดต่อว่า

     "ผมเห็นตัวบีเวอร์มันตัดไม้และกำลังชักลากไม้มาทางนี้ โน่น คุณเห็นพงกิ่งไม้ที่ไหลมาตามผิวน้ำแต่ไกลโน่นไหม"

     ผมมองตามด้วยความตื่นเต้นและขอบคุณเขา และว่า
มันจะตัดต้นไม้ที่ยาวสูงใหญ่โดยเล็งให้โค่นพาดแนวสร้างเขื่อน

     "ผมไม่เคยเห็นตัวบีเวอร์มาก่อนเลยในชีวิต" ฝรั่งคนนั้นก็พูดว่า

     "ผมก็ไม่เคยเห็นมาก่อนเหมือนกัน" 

     ดูท่าทางเจ้าบีเวอร์ตัวนี้มันจะคิดการใหญ่สร้างเขื่อนชั้นที่สี่เพื่อกั้นบึงนี้ให้น้ำสูงขึ้น ผมสังเกตเห็นว่ามันจงใจตัดต้นไม้ใหญ่โดยเล็งใหโค่นพาดไปในทิศทางที่มันจะสร้างเขื่อน ผมนึกในใจว่ามันจะรู้หรือเปล่านะ ว่าโครงการใหญ่ขนาดนี้มันจะตายซะก่อนที่จะสำเร็จแหงๆ มันอาจจะรู้แต่ก็ยังจะดันทุรังทำ เหมือนอย่างคนบางคนไง.. หิ หิ หรือมันจะรู้หลักการทำงานแบบจดจ่ออยู่ที่กระบวนการทำโดยไม่กังวลเป้าหมาย (focus on process, zero result) ถ้ามันรู้อย่างนั้นจริงก็แสดงว่าเจ้าบีเวอร์ที่ตัวเล็กแค่หมารุ่นกลางและหน้าตายังกะหนูนี่..ดูถูกมันไม่ได้นะ

     เสร็จจากเดินไพรและตรวจงานสร้างเชื่อนของตัวบีเวอร์แล้ว เราพากันมากินอาหารเย็นในเหลาที่อยู่ไม่ไกลจากที่พัก เป็นร้านที่ป็อปปูล่าคนแน่นขนัดและอาหารท้องถิ่นอร่อยมาก ชื่อ The Creek หรือไงเนี่ย แล้วก็กลับเข้าที่พัก
กวางเรนเดียร์ในส่วนป่าของเจน

11 กย. 2562

     เราบอกลาโอสเทลที่แม้จะเล็กและกระจอกแต่ก็ให้ความสุขแก่เราเป็นอันดีตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า เพื่อจะขับไปให้ทันนัดหมายกับเจนที่แฟร์แบงค์ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ไปทางเหนือสุดของรัฐ เส้นทางอยู่บนที่สูง ต้องขับรถทะลุเข้าก้อนเมฆ แล้วก็ทะลุออกก้อนเมฆ ครั้งแล้วครั้งเล่า ตอนจะออกจากก้อนเมฆจะเห็นแสงอาทิตย์ค่อยๆทะลุเมฆเช้ามาแล้วฉับพลันก็สว่างจ้าสดใสเจิดจรัสอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่จะต้องมุดเมฆก้อนต่อไปอีกหลายก้อน ในที่สุดก็มาถึงสวนป่าของเจนทันเวลา 10.30 น. พอดี แผนการวันนี้คือเราจะมาเดินเล่นในส่วนป่าของเจนกับฝูงกวางเรนเดียร์ที่เธอเลี้ยงไว้

     เจนเล่าให้ฟังว่าที่ต้องมาเลี้ยงกวางเรนเดียร์ก็เพราะลูกสาวของเธอชอบสัตว์ใหญ่ เราออกเดินเล่นในสวนป่าส่วนตัวโดยมีกวางเรนเดียร์เจ็ดแปดตัวมะรุมมะตุ้มเดินตามไปด้วย พวกมันแวะกินตะไคร่กินเห็ดบนต้นสนเป็นระยะๆ เราเรียนรู้ธรรมชาติของกวางชนิดนี้หลายอย่าง เช่นเขาของมันงอกใหม่และสลัดทิ้งทุกปี เขานี้ไม่ได้มีไว้ชน แค่เอาไว้อวดสาวๆแค่นั้นเอง เวลาเดินเท้าหลังของมันจะย่ำซ้ำรอยเท้าหน้าเพื่อให้การลุยหิมะง่ายขึ้น แล้วกวางพวกนี้มันจะไม่ชอบยุง เจนเล่าว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งเธอไม่อยู่บ้านเจ้าจ่าฝูงถึงกับพาลูกน้องหนียุงเข้าไปอยู่ในบ้าน แถมตัวหัวหน้ายังขึ้นไปนอนบนเตียงของเธออีกต่างหาก
บรรยากาศการเดินเล่นในส่วนป่ากับกวางเรนเดียร์

     ออกจากสวนกวางของเจน เราขับรถขึ้นเหนือเพื่อไปแช่น้ำแร่ร้อนๆที่ Chena Hot Spring Resort เป็นบ่อน้ำแร่ธรรมชาติกลางป่า ไอน้ำร้อนโขมง ซื้อตั๋วเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วลงแช่น้ำร้อน ลูกค้าที่นี่ส่วนใหญ่เป็นชาวญี่ปุ่น เรียกว่าตั้งใจมาทัวร์เพื่อแช่น้ำแร่ที่นี่กันอย่างเดียวเลย ผมแช่อยู่นานเกินครึ่งชั่วโมงแล้วไม่เห็นคณะที่เป็นผู้หญิงตามมา เข้าใจว่าสามสาวไม่มาแล้วเพราะคงติดอีโก้เก่าสมัยสาวๆที่ตั้งใจมั่นว่าไม่ยอมโป๊ต่อหน้าผู้ชาย จึงรีบขึ้นจากน้ำเพราะไม่อยากให้คนอื่นเขารอ
บ่อแช่น้ำร้อน Chena Hot Spring Resort

แต่พอมาถึงห้องแต่งตัวก็ได้ยินเสียงป้าเรียกชื่อผมดังลั่นจนผมเข้าใจว่าตัวเองเข้าห้องผิดเสียแล้ว เปล่า ไม่ใช่หรอก ป้าแกจู่โจมเข้ามาในห้องผู้ชายด้วยตัวเองเพื่อจะบอกผมว่าอย่าเพิ่งขึ้น เพราะพวกเธอกำลังจะลง ถามว่าไปอยู่ที่ไหนมาตั้งนาน ได้ความว่ามัวรบกับกุญแจล็อคเกอร์ราวครึ่งชั่วโมง แล้วก็หลงไปแช่ในสระแบบสระว่ายน้ำที่เย็นเป็นบ้าอีกหลายนาที ผมบอกว่านั่นมันสระเขาทำไว้ให้เด็กที่ตามพ่อแม่มา (เพราะที่นี่ห้ามเด็กเข้าบ่อน้ำร้อน) เธอบอกว่าก็เพิ่งมารู้ว่ามีบ่อน้ำร้อนจริงก็ตอนเห็นผมเดินกลับออกมานี่แหละ โถ..แม่คุณ ผมก็เลยโชคดีได้แช่น้ำร้อนสองเท่าของคนอื่น ตัวเบาเลยเชียว
กวางมูลสองแม่ลูก ลงมาดื่มน้ำแร่ร้อนๆที่ข้างบ่อคนแช่

     ออกจากบ่อน้ำร้อนเห็นกวางมูลสองแม่ลูกลงจากเขามาดื่มน้ำแร่ที่ข้างบ่อน้ำร้อนที่คนเขาแช่กันจึงถ่ายรูปไว้ แล้วเราก็ไปนั่งกินอาหารเย็นที่ร้านอาหารในรีสอร์ทนี้เอง อาหารราคาถูก รสชาติพอประมาณ หารือกันว่าจะเข้าไปดู Aurora Ice Museum ซึ่งจ่ออยู่ใกล้ๆตรงนี้เองดีหรือไม่ แล้วก็ได้ข้อสรุปว่าไม่ เพราะเราไม่ค่อยชอบอะไรที่เฟคๆเทียมๆกันจึงเดินหน้าขับรถเข้าที่พัก

ท้องฟ้าของขั้วโลกเหนิอยามใกล้เที่ยงคืน

     ก่อนกลับเข้าที่พัก เราแวะดูแสงเหนือที่จุดแวะดูแสงเหนือชื่อ Musher's Hall แต่ว่านี่มันเพิ่งสี่ทุ่มครึ่ง ตะวันยังตกไม่สนิทดีจะไปเอาแสงเหนือที่ไหนมาให้เห็น จึงถ่ายได้แต่รูปท้องฟ้าด้านตะวันตกของขั้วโลกเหนือในยามใกล้เที่ยงคืนมาให้ท่านดูว่ามันสว่างโร่อย่างไร เป็นที่น่าสังเกตว่าที่ขั้วโลกเหนือนี้ดวงจันทร์โผล่ขึ้นมาทางใต้ และดาวเหนือนั้นอยู่บนศรีษะเรา ส่วนดาวไถหรือดาวกระบวยนั้นมองตรงออกไปในแนวราบก็จะเห็นอยู่ตรงหน้าพอดี ผมบอกชาวคณะว่าสำหรับคนอยากดูแสงเหนือจริงจังให้ตื่นมาดูเอาเองหลังเที่ยงคืน ดูจากระเบียงห้องนอนของเรานั่นแหละ เพราะบ้านพักวันนี้เป็นบ้านที่เจ้าของบอกว่ามองแสงเหนือเห็นจากระเบียงหน้าบ้านเลย และมีบางคนที่ขยันตื่นมาดูจริงๆแล้วรายงานว่าไม่มีเมฆ ท้องฟ้าโปร่งร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ว่าไม่เห็นแสงเหนือ เพราะ..ไม่มี


บ้านระดับเริ่ด สำหรับดูแสงเหนือ
12 กย. 2562

     วันนี้เราต้องออกแต่เช้าเช่นเคย กะว่าจะขับบึ่งลงใต้โดยไม่แวะที่ไหน เพราะต้องรีบไปให้ถึงเมืองวาลเดซ (Valdez) ก่อนมืด แต่ก่อนออกจากบ้านขอถ่ายรูปบ้านสำหรับดูแสงเหนือที่เริ่ดสะแมนแตนหลังนี้ไว้หน่อยนะ เป็นบ้านที่โอ่อ่าอัครฐานและเนี้ยบไปหมดทุกกระเบียดนิ้ว เราเองก็เพิ่งมารู้เอาตอนเข้าบ้านนี่เองว่าเจ้าของบ้านฝ่ายหญิงผู้น่ารักเป็นคนไทยวัยยังไม่มากเลย ชื่อคุณ Nuttaya
ร้านหลอกเด็กที่ North Pole

     ขับลงมาได้สักหน่อยก็ผ่านตำบล North Pole ซึ่งจดหมายที่เด็กๆเขียนถึงซานตาคลอสมักจะถูกส่งมาที่ตำบลนี้ อดไม่ได้จึงโฉบรถเข้าไปจอดกะว่าจะถ่ายรูปจดหมายของเด็กๆแป๊บเดียว แต่ปรากฎว่าเหล่าสมาชิกถลุงเวลาไปกับการช้อปปิ้งสิ่งไร้สาระถึงชั่วโมงครึ่ง โห อะไรกันนักกันหนา ก็รู้อยู่แล้วว่าอะไรเกี่ยวกับซานตาคลอสก็คือของหลอกเด็ก แต่ก็ยังซื้อกันได้เป็นชั่วโมงๆ

     ระหว่างที่รอคุณผู้หญิงซื้อของ ผมเดินอ่านจดหมายของเด็กที่เขียนถึงซานต้าซึ่งเขาเอามาแปะไว้ที่ข้างฝา ก็เกิดความคิดว่านิทานซานตาคลอสนี้สอนให้เด็กรู้จักความรักแบบต่างตอบแทน ฉันรักเธอเพราะเธอให้ประโยชน์กับฉัน ผมไม่แน่ใจว่าสอนอย่างนี้จะดีต่อเด็กหรือเปล่า แต่ก็เข้าใจว่าคนเราคงไม่มีวิธีสอนเด็กที่ดีกว่านี้แลัว เพราะแม้เราซึ่งเป็นผู้ใหญ่จะสอนตัวเองว่าเราจะได้สุขทุกข์อย่างไรล้วนขึ้นอยู่กับวิธีที่เราสนองตอบต่อสิ่งเร้าออกไปในแต่ละวัน แค่นี้ก็ยังยากเลย

     เราออกเดินทางกันต่อ เสียเวลาแวะจะกินไอติมที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยที่สุดในอลาสก้าที่ตำบล Delta Junction แต่ขับวนๆและสอบถามชาวบ้านแล้วในที่สุดก็ได้ความว่าร้านไอติมเจ๊งไปเรียบร้อยแล้ว..ขอบพระคุณ

     ขับไปอีกนานมาก จนมีเสียงร่ำร้องหาห้องน้ำ ผมจึงแวะปั๊มน้ำมันซึ่งเห็นชัดๆว่ามีส้วมหลุมตั้งอยู่กลางทุ่งใกล้ๆ ทุกคนเฮโลไปใช้บริการ ผมเติมน้ำมันอยู่สังเกตเห็นแต่ไกลว่ามีป้ายอันเขื่องอยู่หน้าส้วมจึงถามหมอพอว่าเขาเขียนอะไร หมอพอตอบว่าเขาเขียนว่าให้อึหรือฉี่ในนี้ อย่าไปอึหรือฉี่กลางทุ่ง ผมว้าฮ้าจริงหรือ ไหนพูดเป็นภาษาอังกฤษซิเขาเขียนว่าอย่างไร หมอพอว่า

     "We provide this for you. Don’t pee or poof in the property."

    ผมฟังแล้วหัวเราะก๊าก ตั้งใจว่าจะไปถ่ายรูปป้ายไว้หน่อยแต่ก็มัวยุ่งกับเรื่องอื่นจนลืมไป เราเดินทางต่อไปอีกจนเมื่อยก้น ผมแวะรถที่จุดดูฝูงวัวไบสันมักจะยกพลผ่านหุบเขาที่เบื้องล่าง ลงไปส่องกล้องดูพักใหญ่ ฝ่ายหญิงซึ่งรังเกียจฝนไม่ยอมลงไป ได้แต่ดักถามเอาความว่า
ส่วนที่มีชีวิตที่สุดของเหมืองทองแดงเก่า..ปั๊มมือหมุน

     "เห็นฝูงวัวไบสันไหม" ผมตอบว่า

     "เห็น" 

     "ฮะ จริงหรือ เห็นที่ไหน" ผมตอบว่า

     "เห็นอยู่บนกระดาน" คนฟังคนหนึ่งยังไม่เก็ทและทำท่าจะลงไปดูบ้าง จนกระทั่งมีเสียงอีกคนหนึ่งพึมพำเบาๆว่า

     "เป็นมุขของคนที่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตจริง"

     แคว่ก แคว่ก แคว่ก ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น

     ฝนลงเม็ดหนักขึ้น เราขับแวะเข้าไปในตำบลเหมืองทองแดงเก่า Copper Center แล้วก็พบว่าส่วนที่มีชีวิตที่สุดของตำบลร้างแห่งนี้คือปั๊มเล็กๆที่ไม่แน่ใจว่าใช้มือหมุนหรือเปล่า จึงถ่ายรูปไว้เป็นที่ระทึก ใครคนหนึ่งในคณะเปรยเบาๆอยู่ในรถว่า

     "อดีต ก็คืออดีต"
วาลเดซ สงัด เงียบ นิ่ง แต่แฝงรอยยิ้มพิมพ์ใจ

     หิ หิ แล้วเราก็เดินหน้าต่อไป ขับรถผ่าน Thompson pass-Keystone Canyon อันเป็นหน้าผาตัดสวยงามและอุดมด้วยสัตว์ป่า ผ่านน้ำตก Bridal fall และน้ำตก Horsetail fall ซึ่งตกให้เห็นๆริมถนนข้างหน้าต่างรถ จนในที่สุดเราก็มาถึงวาลเดซ เมืองท่าที่สงัด เงียบ นิ่ง แต่แฝงรอยยิ้มพิมพ์ใจ เราเฮโลไปหาอะไรกินด้วยความหิว เขาว่าร้านชื่อนางเงือกอ้วนอะไรสักอย่างมีอาหารกินง่ายและอร่อยดี แต่เมื่อไปถึงปรากฎว่าคิวยาวออกมานอกถนน เราจึงเข้าไปในเหลาใกล้กันชื่ออะไรก็จำไม่ได้แล้ว จำได้แต่ว่ามีคำว่า Palace อยู่ด้วย สั่งอาหารมากินแบบไม่ยั้งรวมทั้งปูอลาสก้าจานยักษ์ซึ่งมีความพิเศษตรงที่เนื้อก้ามของมันแคะกินง่าย ผมนึกในใจว่าแบบนี้เขาไม่เรียกว่ากินแล้ว เขาเรียกว่า (ขอโทษ) ..สีแตก เพราะกินเสร็จแล้วความที่ไม่ได้กินอาหารเนื้อสัตว์เป็นประจำจึงเกิดอาหารท้องอืดแข็งจนแทบเอาชีวิตไม่รอด กว่าจะทุเลาก็เกือบเที่ยงคืน ..โส-น้า-หน้า
ฝูงสิงโตทะเลกำลังพากันไล่งับปลา

13 กย. 2562

     เราตื่นเช้าขึ้นจากห้องนอนของโรงแรมจิ้งหรีดที่วาลเดซชื่อ Key Stone Hotel แล้วก็กุลีกุจอขับรถจะไปดูหมีลงมาจับปลากินที่ The Solomon Gulch Hatchery ไปถึงเห็นมีฝูงนกนางนวลจำนวนมากเป็นพันเป็นหมื่น ปลาซาลมอนจากท้องทะเลกว้างพากันว่ายมานี่เพื่อจะมาทวนน้ำตกขึ้นไปวางไข่ แต่เขาวางท่อดักไว้ให้มันเข้าไปวางไข่ในโรงเพาะพันธ์ปลาแทน ตรงท่อดักซึ่งเป็นน้ำตกเล็กๆนั้น
คนทำบาปไม่ขึ้น กำลังพยายามอย่างใจเย็น

ปกติหมีจะมานั่งดักจับปลากินแบบทุ่นแรงการไล่จับเอาตามคลอง แต่วันที่เราไปนี้ไม่มีหมี มีแต่ฝูงสิงโตทะเลตัวบะเริ่มห้าหกตัวมากินปลาที่นี่ บางตัวอ้าปากจ่อไว้ที่ท่อดักแบบจะเอาแต่ได้โดยไม่ออกแรงน่าเกลียดมาก บางตัวก็ไล่งับปลาในคลอง ปลาเยอะแยะ แต่เขาห้ามตกปลาในละแวกสามร้อยหลา มองพ้นระยะออกไป ผมเห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนตกปลาอยู่อย่างใจเย็น ทั้งๆปลามีเยอะแยะ แต่ผมไม่เห็นเขาตกได้สักตัว ท่าทางเขาจะเป็นคนทำบาปไม่ขึ้นซะละกระมัง

รถของพวกพรานล่ากวาง
     จากนั้นเราขับไปตามถนน North Harbor Drive ตั้งใจจะไปเดินไฮกิ้งที่ Worthington Glacier แต่พอไปถึงก็พบว่าฝนตกหนักลงรถไม่ได้มองอะไรไม่เห็นเลย จึงต้องขับเดินหน้าต่อไปบนเส้นทางที่จะไปทางแองคอเรจ เดิมตั้งใจว่าจะแวะกินกลางวันที่พวกพรานล่ากวางเขาชอบแวะกินกันชื่อ Eureka Road House แต่ไปไม่ถึงเพราะเห็นป้ายร้านอาหารไทยซำเหมาที่ปั๊มน้ำมันตรงสามแยกจึงเผลอแวะไปดู ไม่ใช่คนไทยหรอก เป็นคนแค่คล้ายๆคนไทยที่พูดไทยไม่ได้ และอาหารที่ทำก็เป็นแค่อาหารคล้ายๆอาหารไทย แม้แต่ชื่อในเมนูไทยก็ยังเรียกไม่ถูก แต่เราก็กิน เพราะอดข้าวมาหลายวันและราคามันก็ถูกดี กินแล้วเดินทางต่อไปถึงยูเรก้าโรดเฮ้าส์ เห็นพวกพรานล่ากวางตัดหัวกวางมายังมีเลือดสดหยดติ๋งๆแล้วจิตใจไม่สบาย จึงรีบเดินทางต่อไปจนถึงชายป่าใกล้ตำบลชูเกียค แล้วเข้าที่พักซึ่งเป็นรถบ้านซุกอยู่ในป่าซึ่งสนนราคาถูกอย่างเหลือเชื่อ
เห็นเป็นรถคันเดียวแค่นี้ เรายัดกันเข้าไปนอนห้าคนสบายๆ
ความหรูหราในรถบ้านราคาถูกกว่ารร.ห้าเท่า

     ภายในรถบ้านมีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครันรวมทั้งเทคโนโลยีที่จะหุบบางส่วนของรถเข้ามาเพื่อให้รถวิ่งบนถนนได้ ยกเตียงขึ้นๆลงๆเพื่อให้ทำเตียงได้หลายชั้น ถ้าจำเป็นก็ทำได้ถึงสามชั้น มีครัวและห้องน้ำสองห้องซึ่งเหลือเฟือสำหรับพวกเราห้าคน ข้อสำคัญราคาถูกกว่าพักบ้านหรือโรงแรมอย่างน้อยห้าเท่า

14 กย. 2562

     รุ่งเช้าเราขับรถต่อไปตามทางหลวง 1 แวะซื้อสะเบียงที่พอให้เรายังชีพอยู่บนเกาะได้สามวัน แล้วมุ่งตรงไปยังเมืองซีเวอร์ด (Seward) ซึ่งเป็นเมืองท่าเรือออกทะเล ไปจอดรถทิ้งไว้ในที่จอดของเทศบาลหน้าโรงแรมฮาร์เบอร์ 360 โฮเต็ล  เสียค่าจอดวันละห้าเหรียญ แล้วขนสัมภาระเท่าที่จำเป็นไปลงเรือเพื่อไปยังเกาะปลาวาลพิฆาต (Orca) เป็นเรือเจ็ตขนาดนั่งได้ราวสิบห้าคน กัปตันเรือชื่อเด็นนิส (ถ้าจำไม่ผิด) พาเราแล่นเรือลัดเลาะเส้นทางทัวร์ส่วนตัวผ่าน  Resurrection Bay แวะดูสัตว์ต่างๆแล้วมุ่งไปยังเกาะซึ่งอยู่อย่างลึกลับใน Humpy Cove ห่างออกไป 9 ไมล์  ใช้เวลาเดินทางไปด้วยชมวิวและสัตว์ต่างๆไปด้วยชั่วโมงครึ่งก็ถึงเกาะปลาวาฬพิฆาต
เต้นท์แบบเยอร์ต ที่พักในเกาะ
ภายในเต้นท์ สะดวกสบายและอบอุ่นพอควร
     ที่เกาะนี้ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีประปา ไม่มีโทรศัพท์ฺ ไม่มีอินเตอร์เน็ท ไม่มีอาหารให้ เราต้องพักนอนในเต้นแบบเจงกิสข่าน (yurt)
ส้วมแมว อึแล้วกลบ

ส้วมภายในเต้นท์เป็นแบบส้วมแมว คืออึแล้วกลบ โดยเขามีดินกลบซึ่งเป็นอินทรีย์วัตถุให้กลบ กลบไปแล้วหน้าที่ของผู้อึก็หมด ที่เหลือเป็นหน้าที่ของเจ้าของเกาะจะเอาไปจัดการต่อเอง

ภายในเกาะนี้มีเต้นอยู่ไม่กี่หลัง จึงมีคนอยู่ไม่กี่คน ที่กลางเกาะแขวนระฆังใบใหญ่เอาไว้ให้ชาวเกาะที่พบเห็นว่าเมื่อใดมีปลาวาฬเพชรฆาตเข้ามาก็ให้ย่ำระฆัง ปลาวาฬเพชรฆาตนี้การวิจัยแบบผ่าท้องมันดูพบว่ามันกินทุกอย่างที่ขวางหน้ารวมทั้ง นก นาก พยูน โลมา สิงโตทะเล และวาฬธรรมดา มันกินหมด มันมากันทีมากันเป็นฝูง แต่ละตัวหนักระดับแปดตัน
สองพ่อลูกพายคะยัคสำรวจแล้วไปไกลเกินตั้งใจ

     วันที่เรามาถึงแดดกำลังดี เมื่อเรียนรู้การพายเรือได้แล้ว ผมชวนหมอพอเอาเรือคะยัค (cayak) พายออกไปสำรวจพื้นที่ พายไปพายมารู้สึกว่า เอ๊ะ เมื่อพายให้เข้าขากันดีแล้วจะพายได้เร็วเกินคาด ผมจึงชวนพายไปถึงปากอ่าวซึ่งห่างออกไปราวหนึ่งไมล์ ไปถึงแล้วก็ยังไม่เหนื่อยจึงชวนกันพายต่อไปน้ำตกปากคลองซึ่งมุดเข้าอ่าวเล็กๆไกลออกไปอีกราวสองไมล์ เมื่อไปถึงปากคลองก็ต้องตกตะลึงในความน่าทึ่งของธรรมชาติ ที่ตรงปากคลองที่น้ำตกลงมานี้น้ำตื้นเขินแค่ท้องเรือคะยัคครูดหิน ปลาซาลมอนสีชมพูจำนวนไม่รู้กี่พันกี่หมื่นตัวว่ายยั้วเยี้ยเต็มไปหมด บ้างตายอยู่บนพื้นคลอง เขาใจว่าออกไข่สำเร็จกิจในชีวิตแล้ว บ้างดิ้นกระแด่วๆกำลังจะตาย บ้ายว่ายไปมาอย่างมีขีวิตชีวา ที่ตรงโขนหินริมป่านั้นเล่าก็เป็นที่ยืนพักของฝูงนกนางนาลราวร้อยกว่าตัวซึ่งคงจะอิ่มหมีพีมันกับการกินปลากันเป็นอันดีแล้ว เหนือขึ้นไปบนต้นไม้มีนกอินทรีย์เกาะกิ่งไม้คุมเชิงอยู่เงียบๆ ในน้ำมีนกเป็นน้ำกำลังดำผลุดดำว่ายอีกหลายตัว บนท้องฟ้ามีเหยี่ยวบินฉวัดเฉวียน อากาศนั้นค่ำและเย็นเฉียบกรอบได้ที่ น้ำในอ่าวนั้นเล่าก็ช่างเขียวและใสเห็นทุกอย่างลึกลงไปรวมทั้งแมงกระพรุนหลากสี และปลาดาวที่พากันนอนกางแขนกางขาอ้าซ่าอยู่ตามโขดหินโดยไม่มีการปิดบังกระมิดกระเมี้ยน ผมพูดกับหมอพอเบาๆว่า

     "ถ่ายรูปไปให้แม่เขาดูหน่อยสิ" หมอพอตอบอย่างชาเย็นว่า

     "ไม่มีกล้อง ก็พ่อไม่ได้บอกว่าจะมาไกลขนาดนี้นี่"

     จบข่าว เราจึงได้แต่บันทึกภาพธรรมชาติอันประทับใจนั้นไว้ในความจำ ธรรมชาตินี้ช่างประหลาด ปลาซาลมอนสีชมพูเหล่านี้ฟักออกมาจากไข่ที่นี่ ออกไปเติบโตในทะเล แล้วก็กลับมาออกไข่แล้วก็ตายที่นี่เป็นอันจบกิจของชีวิตในชาติหนึ่ง

ปลาดาวนอนแผ่สองสลึงอยู่บนหินใต้น้ำ
     ผมเดาเอาว่าคนเราก็มีสัญชาติญาณกลับบ้านเก่าเมื่อใกล้ตายอยู่บ้างเหมือนกัน ผมรู้จักหมอไทยหลายคนที่ตั้งตัวปักหลักอยู่เมืองนอกสุขสบายดีมีบำนาญกินแล้ว  แต่อยู่ๆก็กลับมาหาที่ทางจะกลับมาเมืองไทยทั้งๆวัยนี้มันเป็นวัยที่ต้องใช้สวัสดิการที่ตัวเองสะสมมาที่เมืองนอกบางคนบอกผมว่าอะไรบางอย่างมันดลใจให้อยากกลับมา บางคนกลับมาปลูกบ้านทำไร่อยู่ต่างจังหวัดได้ปีสองปีก็ทนหลายๆอย่างไม่ไหวต้องกลับไปอยู่เมืองนอกใหม่ แสดงว่าสัญชาติญานกลับบ้านเก่าของคนเราถ้ามีอยู่ยังก็แรงไม่ได้ครึ่งของปลาซาลมอนที่หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ต้องกลับมาตายที่บ้านเกิด
สัตว์ประหลาดที่ป้ายืนยันว่าเป็นปลาไหลทะเล

     แม้คนที่อยู่เมืองไทยตลอดมา หากเป็นคนมีกำพืดเกิดที่บ้านนอกผมก็เห็นมีสัญชาติญาณแบบนี้บ่อยๆ วันหนึ่งผมเดินซื้ออาหารอยู่ในตลาดมวกเหล็กมีหมอผู้หญิงท่านหนี่งเข้ามาทักไล่รุ่นกันแล้วเธอรุ่นก่อนผมถึงหกปี ก็แสดงว่าเจ็ดสิบกว่าแล้วแต่ดูหน้าอ่อนกว่าผมอีก ถามว่าพี่มาทำอะไรอยู่แถวนี้เธอบอกว่าเธอมาทำไร่ที่นี่ได้หลายปีแล้วและสอนชาวบ่านถึงวิธีใช้ชีวิตในแง่มุมต่างๆ เธอบอกว่ามันรู้สึกดีกว่าใช้ชีวิตบั้นปลายแบบเดี๋ยวไปเมืองนอกเดี๋ยวไปเดินศูนย์การค้าสลับกันซ้ำซากช่างน่าเบื่อ

     ดื่มด่ำกับธรรมชาติได้ที่แล้วเราก็พากันพายกลับซึ่งเป็นระยะทางไกลกว่าสามไมล์ ผ่านสัตว์ประหลาดที่ป้ายืนยันว่าเป็นปลาไหลทะเล แต่เมื่อฝรั่งเฉลยให้ฟังแท้จริงแล้วมันคือสาหร่ายชนิดหนึ่ง ตกกลางคืนพวกเราพากันนั่งละเลียดกับแสงทไวไลท์ที่ระเบียงหน้าเต้นท์ซึ่งเป็นสีสันบลูแบบที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนในชีวิต
สีสันยามค่ำของขั้วโลกเหนือ ในแบบที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

15 กย. 2562

     วันนี้ฝนตกหนักทั้งวัน ป้าออกอาการหงุดหงิดเพราะทำกิจกรรมอะไรไม่ได้ เพื่อนที่นัดหมายจะไปพึ่งเขาที่แคนาดาเขาเขียนมาหาทางไลน์ก็ไม่สามารถตอบเขาได้แต่เราก็เปิดอ่านของเขาแล้วกลัวเขาจะว่าเอาว่าเราไม่ใส่ใจ ผมบอกป้าว่าอย่างนี้เขาเรียกว่าเสพย์ติดเน็ตนะ เธอบอกว่าฉันไม่ได้ฉีดหรือกินอะไร ผมจึงว่า

     "แต่สิ่งที่เราเสพย์ติดเป็นความคิดนะ ไม่ว่าจะเป็นความอยาก ความเป็นห่วง ความหงุดหงิด มันเป็นความคิดทั้งนั้นแหละ อาการทางร่างกายเช่นเสี้ยนหรือหิวเป็นเพียงซิกแนลกระตุ้นความคิด แต่ตัวที่ทำให้เราทุรนทุรายจะเป็นจะตายให้ได้คือความคิด ถ้าวางความคิด หันมาอยู่กับเดี๋ยวนี้เสีย อาการลงแดงก็จะทำอะไรเราไม่ได้ เพราะมันเป็นแค่ความคิด"

ถ้าเผลอเมื่อคลื่นซัดมาก็..ตูม..ม
     ผมชวนป้าไปเล่นบอร์ดดิ้งซึ่งเป็นการพายไม้กระดานแทนเรือ เธอส่ายหัวเพราะไม่อยากตากฝนและกลัวตกน้ำ เธอสมัครใจจะนั่งดูสัตว์ทะเลอย่างเช่นนากเอย สิงโตทะเลเอย ที่ผ่านมาแถวหน้าบ้านแทน ผมจึงไปเล่นบอร์ดดิ้งอยู่คนเดียว การเล่นบอร์ดดิ้งนี้เขาบังคับไม่ให้ฝึกใกล้ฝั่งหรือใกล้ท่าน้ำ เพราะกลัวเอาหัวไปโขกอะไรแข็งๆเข้า เนื่องจากการเล่นบอร์ดดิ้งนี้มันต้องมีการตกน้ำ ดังนัั้นจึงต้องใส่ชุดเปียกแบบประดาน้ำ (wet suit) เอาไว้ให้พร้อมเลย ใหม่ๆก็ระวังตัวแจ มั่นใจว่าจะไม่เปียกเพราะตัวเองฝึกออกกำลังกายแบบ balance ตัวเองอยู่เป็นประจำ แต่พอคลื่นซัดมาก็ ตูม..ม แปลว่าตกน้ำ + เปียก + เย็น..น...น

    การเดินทางครั้งนี้ใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน แต่นี่เพิ่งเขียนเล่ามาได้สิบวันแค่นั้นเองก็รู้สึกว่าเขียนมานานแล้ว เล่าแค่นี้ก่อนนะ ที่เหลือถ้ามีเวลาค่อยว่ากัน ถ้าไม่มีเวลาก็..จบข่าว

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์