24 กันยายน 2563

มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะ 2-3 จะผ่ารูเล็กหรือรูใหญ่ และจะผ่าที่รพ.ไหนดี

 สวัสดีค่ะคุณหมอสันต์

คุณพ่อ อายุ 72 ปี มีโรคประจำตัวเป็นเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง มีอาการถ่ายไม่สุด ถ่ายหลายครั้ง เป็นมูกปนเลือดมาประมาณ 2 สัปดาห์ ไปตรวจที่ รพ.หัวเฉียว ตามสิทธิ์ประกันสังคม โดยสิทธิ์ปกส พึ่งทำเรื่องยกเลิกเพื่อมาใช้สิทธ์เบิกตรงของหนู แต่ยังติดสิทธิ์เก่าอยู่อีก 6 เดือน จนถึงสิ้นเดือนมกราคมค่ะ คุณหมอที่ ... คลำพบว่าเจอก้อนเนื้อ ไม่ค่อยดี นัดไปส่องกล้อง ตัดชิ้นเนื้อ และทำ CT whole abdomen เมื่อวานคุณหมอนัดไปฟังผล พบว่าเป็น CA colon มีลามไป ต่อมน้ำเหลือง แต่ยังไม่ไปตับ หมอแจ้งว่าประมาณขั้น 2,3 หมอที่หัวเฉียวแนะนำให้ผ่าตัดด่วน เนื่องจากถ่ายไม่ออกค่ะ และได้ส่งตรวจเลือด เอ็กซเรย์ปอดและตรวจคลื่นหัวใจ เพื่อเตรียมผ่าตัดแล้ว รอวันนัดผ่า คิดว่าน่าจะได้อาทิตย์หน้าค่ะ แผนการรักษาที่คุณหมอแจ้ง คือ ผ่าตัดและให้คีโมค่ะ หนูไปอ่านเจอโพสของคุณหมอ ว่าโรคนี้ควรได้รับการผ่าตัดกับหมอเฉพาะทางโดยตรง จึงแนะนำให้คุณพ่อไปตรวจที่ ... เพิ่มเติมวันนี้ค่ะ คุณหมอที่ใหม่แนะนำว่า หากผ่าที่ใหม่ สามารถผ่าแบบส่องกล้องผ่าได้เลย เจ็บตัวน้อยกว่า ฟื้นตัวเร็วกว่า หนูมาคิดในฐานะคนเป็นลูก ก็อยากให้ท่านเจ็บน้อยที่สุด แต่หากรอผ่าที่รามาอาจจะต้องเลื่อนเวลาผ่าออกไปอีกประมาณ 1 เดือน และต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมดระหว่างรอสิทธิ์ค่ะ จึงอยากขอเรียนถามอาจารย์

1. ความแตกต่างของการผ่าตัดปกติและการผ่าตัดผ่านทางกล้องมีผลแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน และมีผลในการรักษาต่อเนื่องหลังจากการผ่าตัดหรือไม่คะ

2. หากตัดสินใจทำการผ่าตัดตามสิทธิ์ประกันสังคม แล้วหลังจากผ่าตัด ก่อนจะเริ่มรับยาคีโมจะสามารถขอย้ายไปรับยาต่อที่ใหม่ได้หรือไม่คะ

3. และหากเกิดมีปัญหาขึ้นในอนาคต จะดีกว่าหรือไม่ถ้าเป็นหมอท่านเดียวกันดูแลไปตลอด

4. หากตัดสินใจผ่าตัดที่ใหม่ พอมีวิธีใดบ้างที่จะลดค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุดค่ะ

ทางเลือกที่หนูคิดออกตอนนี้ คือ 1. ตามสิทธ์ คือใช้ประกันสังคมทั้งผ่า และเริ่มรับยา พอหมดสิทธ์ก็ขอย้ายไปตามสิทธ์ 2. ผ่าตัดที่ใหม่ เริ่มรับยาที่ใหม่ รอจนสิทธิ์ใช้ได้ 3. ผ่าตัดที่ใหม่ และขอกลับมาเริ่มรับยาที่ ประกันสังคมตามสิทธ์ พอหมดสิทธิ์ก็ขอย้ายไปที่ใหม่

รบกวนอาจารย์กรุณาแนะนำทางออกให้หนูด้วยค่ะ

ขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ

......................................................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าความแตกต่างของการผ่าตัดปกติและการผ่าตัดผ่านทางกล้องในกรณีมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะ 2-3 ที่มีการอุดกั้นลำไส้บางส่วนแล้ว มีผลแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน ตอบว่ามีผลต่างกันดังนี้

    1.1 การผ่าตัดมะเร็งในช่องท้องที่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองแล้วอย่างนี้ จะต้องตามเก็บต่อมน้ำเหลืองด้านหลังช่องท้องออกให้หมด การเลือกวิธีผ่าหน้าท้องตามปกติจะเก็บต่อมน้ำเหลืองได้ง่ายกว่าและเกลี้ยงกว่าวิธีผ่าผ่านกล้อง เพราะบางครั้งต่อมน้ำเหลืองยัดอยู่ในหลืบติดกับหลอดเลือดใหญ่ ยิ่งหากมีพังผืดยึดลำไส้เพราะการลุกลามของมะเร็งด้วยแล้ว การผ่าตัดผ่านกล้องจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดลำไส้ทะลุมากกว่าผ่าตัดปกติ 

     1.2 การผ่าตัดผ่านกล้องมีแผลเล็กกว่า สวยงามกว่า ปวดแผลหลังผ่าตัดน้อยกว่า และอยู่โรงพยาบาลสั้นกว่าประมาณสองสามวัน

     1.3  ในส่วนของวิธีรักษาหลังผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นเคมีบำบัด ฉายแสง หรือโอกาสต้องมาผ่าซ้ำ ไม่ต่างกัน

ในภาพรวม จะเลือกวิธีไหนก็แล้วแต่ผู้ป่วยชอบ แต่ถ้าผมเป็นผู้ป่วย ผมจะเลือกผ่าตัดแบบปกติ เพราะผมไม่กลัวเจ็บแผล ไม่อยากสวย แต่กลัวหมอเก็บมะเร็งตามต่อมน้ำเหลืองไม่หมด

     2. ถามว่าทำการผ่าตัดตามสิทธิ์ประกันสังคมแล้ว หลังจากผ่าตัดจะสามารถขอย้ายไปรับยาต่อที่ใหม่ได้ไหม ตอบว่าได้สิครับ สิทธิเบิกจ่ายย้ายไปที่ไหนก็ควรจะย้ายไปรับการรักษาต่อที่นั่น

     3. ถามว่าจะดีกว่าหรือไม่ถ้าเป็นหมอท่านเดียวกันดูแลไปตลอด ตอบว่าโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะท้ายอย่างนี้ หมอที่ดูจะไม่ใช่หมอคนเดียวแน่นอน เริ่มจากหมอผ่าตัดลำไส้ใหญ่ แล้วก็ไปหมอเคมีบำบัด แล้วก็อาจจะไปหมออื่นๆอีกหากมะเร็งแพร่กระจายไปหรือมีภาวะแทรกซ้อน การเปลี่ยนหมอเมื่อมีเหตุจำเป็นต้องทำก็สมควรทำ การย้ายตามสิทธิการเบิกจ่ายเป็นเหตุจำเป็นที่สมควรทำ ดังนั้นไม่ต้องไปกังวลเรื่องความต่อเนื่องของการรักษา เพราะแพทย์เขามีระบบส่งต่อที่เอาข้อมูลจากที่เก่าไปใช้ที่ใหม่ได้

     4. ถามว่าหากตัดสินใจผ่าตัดที่ไหม่จะวิธีใดบ้างที่จะลดค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุด ตอบว่าวิธีลดค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุดก็คือผ่าตัดในโรงพยาบาลที่ตัวเองมีสิทธิ์นั่นแหละครับ จะย้ายไปย้ายมาทำไมละ หมอผ่าตัดโรงพยาบาลปกส.ที่คุณเอ่ยชื่อรพ.มานั้นก็เป็นหมอเฉพาะทางศัลยกรรมลำไส้ใหญ่ อย่าไปวอรี่โน่นนี่นั่นเลย 

     อยู่เมืองไทยนี้ดีที่สุดแล้วตรงที่ทุกคนได้รับการรักษาพยาบาลที่จำเป็นฟรีหมด แล้วมันเรื่องอะไรจะทิ้งของดีที่มีอยู่นี้ไปเสียละครับ เหตุผลที่ถูกนำมาชักจูงว่าการทิ้งสิทธิ์สามสิบบาทหรือประกันสังคมไปรับการรักษาในรพ.ที่เราเสียเงินเพื่อจะให้ได้รับคุณภาพการรักษาที่ดีขึ้นนั้นเป็นเหตุผลที่ไม่เป็นความจริง ระบบสามสิบบาทตั้งมา 19 ปีแล้ว มีการวิจัยเชิงระบบไปแยะมากทั้งโดยสวรส.และโดยมหาวิทยาลัยต่างๆ แต่ยังไม่เคยมีหลักฐานวิจัยแม้แต่ชิ้นเดียวที่พิสูจน์ว่าอัตราตายของการรักษาโรคในระบบสามสิบบาทสูงกว่าในระบบอื่นไม่ว่าจะเป็นรพ.เอกชนหรือโรงเรียนแพทย์ในการรักษาโรคเดียวกัน ดังนั้นผมแนะนำว่าให้ทำผ่าตัดในโรงพยาบาลที่เรามีสิทธิเบิกได้

     5. ข้อนี้คุณไม่ได้ถาม แต่ผมแถมให้ ความสัมพันธ์ระหว่างมะเร็งลำไส้ใหญ่กับอาหารเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทุกชนิดนั้นเป็นความสัมพันธ์ที่จริงแท้แน่นอน การจะป้องกันและรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่นอกจากการผ่าตัด ฉายแสง เคมีบำบัดแล้ว ให้คิดถึงการเปลี่ยนอาหารจากกินเนื้อสัตว์ไปกินอาหารมังสวิรัติด้วย เปลี่ยนเป็นอาหารมังสวิรัติทั้งครอบครัวได้ยิ่งดี เพราะนี่เป็นโอกาสที่จะเปลี่ยนแล้ว

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

23 กันยายน 2563

(เรื่องไร้สาระ 10) โครงการดอกหงอนนาคที่ภูสอยดาว

 หมอสมวงศ์เป็นเจ้ากี้เจ้าการวางแผนให้ผมหยุดงานสี่วันเพื่อไปดูดอกหงอนนาคที่ภูสอยดาว 
โปรดสังเกตมีด 63 บาท

เธอระดมสมัครพรรคพวกเหล่าผู้สูงวัยที่เป็นคนกันเองทั้งนั้นได้ 2 รถตู้ 17 คน แล้วจ้างทัวร์ให้จัดการทุกอย่างให้ ทั้งเอารถมารับ จัดหาลูกหาบ เตรียมวัตถุดิบอาหาร เตรียมเต้นท์ สนนราคาหัวละ 4,000 บาท สี่วันสามคืน ที่ต้องใช้เวลาหลายวันกว่าชาวบ้านก็เพราะนี่เป็นชราทัวร์ ต้องเจียมบอดี้ จะรีบร้อนลนลานเหมือนหนุ่มสาวทัวร์ไม่ได้ ฟังว่าทัวร์นี้ถึงเป็นคนชราก็จะต้องเดินปีนขึ้นเขาไป 6-7 ชั่วโมงเหมือนคนอื่น แล้วไปกางเต้นท์นอนบนเขาในทุ่งดอกหงอนนาค ไม่มีอาคาร ไม่มีไฟฟ้า  ไม่มีอาหารขาย ถึงจะมีเงินก็ไม่มีให้ซื้อ ไม่มีน้ำก๊อก ต้องตักน้ำลำธารมาอาบเอาเอง ถ้าน้ำดื่มที่เอาติดตัวขึ้นมาหมดก็ต้องดื่มน้ำลำธารนั่นแหละ

      ดังนั้น จำเป็นต้องมีการเตรียมตัวบ้าง จึงวันว่างก่อนเดินทางสองสามวันผมได้ชวนหมอสมวงศ์ไปช็อปปิ้งที่ร้านดีแคทลอนเพื่อเตรียมการและเป็นการหาความเพลิดเพลินไว้ก่อน ได้สินค้าที่ตื่นเต้นเร้าใจมาหลายอย่าง เช่นไฟฉายที่ปั่นให้พลังงานด้วยมือเมื่อถ่านหมด ราคา 100 บาท โคมไฟห้อยในเต้นท์ ราคา 120 บาท เวลาจะผลัดผ้าในเต้นท์ก็สามารถเปลี่ยนไฟขาวเป็นไฟแดงได้ด้วย เข็มทิศเท่ๆจำราคาไม่ได้ ฆ้อนตอกสมอเต้นท์แบบฆ้อนสารพัดนึก แบบว่านอกจากจะเป็นฆ้อนแล้วยังเป็นมีด เป็นเลื่อย เป็นไขควง และเป็นไฟฉายได้อีกต่างหาก ราคา 260 บาท ผมอยากได้มีดเดินป่าดีๆสักเล่ม มีผู้แนะนำว่าให้ซื้อยี่ห้อ Ontario SP5 แต่ร้านที่เราไปช็อปเขาไม่มีขาย เขาบอกว่าต้องไปที่ร้านไทยแลนด์เอ้าท์ดอร์ หมอสมวงศ์ถามว่าราคามีดเท่าไหร่ มีคนบอกว่า 3,800 บาทพร้อมฝัก หมอสมวงศ์สรุปให้เสร็จสรรพว่าอย่าไปซื้อเลย ไว้วันรุ่งขึ้นค่อยไปซื้อมีดอรัญญิกที่ตลาดมวกเหล็กละกัน.. จบข่าว แต่ตอนท้ายของวันนั้นผมก็ได้มีดมาจนได้ จากร้าน Mr. DIY คราวนี้ราคา 63 บาทพร้อมฝัก หิ หิ ไม่เชื่อดูรูปถ่าย ของที่ซื้อมาในรูปจะมีทั้งเชือก (เอาไว้ตาก กกน.) กระปุกแสงสว่างในเต้นท์ (สีขาว) ขวดน้ำ (สีฟ้า) ไฟฉายปั่นไฟมีด้ามปั่น (สีส้ม) เข็มทิศ ฆ้อนสาระพัดนึก และมีด 63 บาท ผมปลอบตัวเองว่ามีดแพงๆไม่ดีหรอก เพราะเท่าที่เคยเดินป่ามาสมัยหนุ่มๆงานที่ใช้มีดทำมากที่สุดคืองานขุดหลุมฝังอึ (ขอโทษ) ดังนั้นอย่าซื้อของแพงเลย เพราะแพงแล้วจะใช้มันไม่ลง เอาด้ามละ 63 บาทนี่แหละตะกุยดินได้ดีนัก

ไฟฉายที่ได้พลังงานจากการปั่นด้วยมือ

     พูดถึงไฟฉาย ที่บ้านมวกเหล็กมีแต่ไฟฉายกระบอกบะเร้อบะร่าใช้เดินป่าไม่ได้เพราะหนัก คราวนี้ผมจึงตั้งใจซื้ออันเล็กๆ ความจริงไฟฉายอันเล็กๆที่บ้านก็พอมีอยู่ แต่เดี้ยงหมด ที่ชาร์จไฟใช้การไม่ได้บ้าง ถ่านชาร์จไฟเสียบ้าง ถ่านหมดหาถ่านขนาดนั้นไม่ได้บ้าง คราวนี้ผมจึงแก้ลำโดยซื้อแบบไม่ต้องใช้ถ่าน ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า แต่ใช้มือปั่นเอา คือพอแสงสว่างทำท่าจะหมดก็เอามือหมุนคันสีส้มที่ข้างไฟฉาย เหมือนเป็นไดนาโมคอยเติมไฟให้มัน แล้วมันก็จะกลับสว่างขึ้นมาอีก วิธีนี้ไม่ต้องกลัวถ่านหมด ไม่ต้องหาเครื่องชาร์จ ดูซิว่าไฟฉายแบบใหม่นี้มันจะไปได้สักกี่น้ำ  

     ซื้อของเสร็จแล้วก็มาเตรียมของ การเดินป่าและพักแรมในป่าต้องมีอะไรบ้าง เขียนลิสต์ไว้ก่อนเลยกันลืม (1) เสื้อ (2) กางเกง (3) ปลอกแขนกันแดด (4) ยาทากันยุงและแมลง (5) รองเท้าถุงเท้าเดินป่า (6) หมวก (7) เป้สะพาย (8) ขวดน้ำดื่ม (9) มีดเดินป่า (10) ไม้ขีดไฟ (11) เต้นท์ (12) ถุงนอน (13) โคมแขวนในเต้นท์ (14) เชือก (15) ไฟฉาย (16) รองเท้าแตะ (17) เข็มทิศ (18) พลาสเตอร์ปิดแผล (19) อาหารแห้ง (20) กระดาษทิชชู (21) ฆ้อนสาระพัดนึกไว้กางเต้นท์ ครบแล้วมั้ง ใจจริงอยากจะได้ขวดกรองน้ำเล็กๆแบบพกพาปั๊มด้วยมือเอาไว้กรองน้ำลำธารแล้วดื่มได้เลยสักอัน เพื่อนฝรั่งแนะนำว่ายี่ห้อ Katadyn ราคา 14,000 บาทดีมาก แต่ผมไม่กล้าแอะ กลัว ม. ไม่อนุมัติ หิ หิ เอาแค่นี้พอแล้ว จัดของลงเป้เลย 

     พอจัดของลงเป้เสร็จ ฝ่ายข่าวของทีมดอกหงอนนาคก็รายงานมาว่า

     "พายุโนอึลถล่มภูสอยดาว ต้นไม้ล้มทับเต้นท์นักท่องเที่ยวบาดเจ็บ ต้องขนคนลงจากเขาแบบทุลักทุเล และสั่งปิดอุทยานไม่มีกำหนด"

     แป่ว..ว...ว

     ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็สนุกสนานกับการช็อปปิ้งตั้งครึ่งวันแล้ว ได้กำไรชีวิตแล้ว และไหนๆก็จัดเป้แล้ว อย่าเพิ่งรื้อเลย รอฟังข่าวอีกสองวัน เผื่อฟลุ้คเขาเปิดทัน 

     23 กย. 63 บริษัทที่รับจัดทัวร์ให้ แจ้งข่าวมาว่าอุทยานเขาประชุมกันเมื่อวาน ตัดสินใจไม่เปิดจนกว่าฝนจะหมด บริษัททัวร์จึงแจ้งสรุปยกเลิกทัวร์ภูสอยดาวครั้งนี้เป็นการเด็ดขาดและส่งเงินมัดจำคืน ครั้นผมจะเลื่อนการเดินทางรออุทยานก็ไม่ได้เพราะตารางการทำงานของตัวเองขึงพืดเต็มไปจนสิ้นปีเสียแล้ว ถึงตอนนั้นคงเหลือแต่ดอกหงอนไก่ ดังนั้นที่จั่วเรื่องไว้ตั้งใจจะเล่าเรื่องการไปดูดอกหงอนนาคก็เลยเล่าได้แค่นี้ คือได้แค่ไปช็อปปิ้ง แล้วก็..จบโครงการแระ หิ หิ 

     นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

21 กันยายน 2563

จะดึงลูกกลับจากเมืองนอกมาอยู่ใกล้ตัว ก็เสียดายระบบการศึกษาของที่โน่น

เรียนคุณหมอที่เคารพ

ดิฉันเป็นพยาบาล สามีเป็นแพทย์เกษียณแล้วทั้งคู่ ลูกคนเล็ก(ตอนนี้18ปี)เรียนที่ร.ร. ... (การศึกษาทางเลือก) จนจบม.2จากนั้นขอไปเรียนที่ออสเตรเลีย ไปพักกับครอบครัวน้าชาย (น้องแท้ๆของดิฉัน)เป็นเด็กขยันและเป็นเด็กperfectionist เค้าเรียนร.ร.คาทอลิค ได้คะแนนดีอันดับต้นๆแต่ไม่ถึงกับgenius ช่วงปีที่ผ่านมาเรียนหนักมาก การบ้านเยอะสุดๆ นอนตี2-3ประจำ(ตื่น7โมง) เคยเตือนเค้าเรื่องนอนดึกเกินเค้าบอกขอเต็มที่แค่ปีนี้อีก2เดือนก็จบม.ปลาย(yr.12)แล้ว ไม่งั้นที่อุตส่าห์ทุ่มเทมาตั้งแต่yr.9มันจะเสียของ ขอเข้าประเด็นคำถามนะคะ 

1)ดิฉันกับสามีอายุค่อนข้างมาก(หกสิบกว่า)อยากมีโอกาสอยู่ใกล้ๆกับลูกในช่วงบั้นปลายของชีวิต

2)เนื่องจากปัญหาเรื่องโควิด มองว่าการเดินทางบ่อยจะเพิ่มความเสี่ยงจากเดิม(ที่มีอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุบัติเหตุ ,Hijack)ให้มากขึ้นไปอีกเรื่องโควิดและเมืองไทยกลับน่าอยู่กว่าในเรื่องสาธารณสุขจากผลงานป้องกันการระบาดของโควิดได้ดีเยี่ยม เวลามีปัญหาเรื่องสุขภาพสามารถเข้าถึงบริการได้ดีกว่า

3)มองว่าทักษะชีวิตมีความสำคัญ การเรียนรู้ไม่ได้มีแค่ในมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่เค้าคงเริ่มคุ้นชินกับความเป็นอยู่และculture ที่ออสเตรเลียแล้ว และมีกลุ่มเพื่อนที่นิสัยดีมีคุณภาพ รักเรียน และเรียนเก่ง ประมาณ5-6คน (ลูกค่อนข้างเริ่มมีแนวคิดแบบฝรั่ง)แต่ไม่ถึงกับติดเพื่อน

4)มองว่า เมืองไทยน่าอยู่ อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ทำไมเราถึงปล่อยให้ลูกต้องไปอดๆอยากๆ(น้องชายดูแลได้ดีระดับนึงค่ะ)ต้องทนกินขนมปังแห้งๆแข็งๆทุกวันในขณะที่พ่อแม่กินอาหารเอร็ดอร่อยทุกมื้อ

     แต่ในความคิดของลูก คือ เค้าเสียดายเพราะอยู่ในระบบการศึกษาของที่โน่นแล้ว อยู่ๆจะทิ้งไปก็น่าเสียดายและท่าทางเค้าเริ่มชินกับความมีระเบียบของสังคมทางโน้น ดิฉันคิดว่าถ้าเค้าเรียนมหาวิทยาลัยที่โน่นมีแนวโน้มว่าเค้าจะอยู่ทำงานที่โน่นต่อ โอกาสที่จะกลับมาอยู่ไทยคงน้อยลงเรื่อยๆ

    มีเพื่อน(หญิง)ที่เป็นหมอฟัน(อายุเท่ากับดิฉัน)และลูกเรียนที่ ... ห้องเดียวกัน ไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นตั้งแต่ม.3เหมือนกัน เพื่อนคนนี้กลับมองว่าเราไม่ควรไปโน้มน้าวลูก เพราะจะทำให้ลูกลังเล เกิดอาการผูกติดกันระหว่างแม่ลูก ควรให้เค้าเป็นคนตัดสินใจเองอย่างอิสระ และในสายตาเด็กสมัยนี้ถ้าต้องกลับมาเรียนและทำงานกับพวกหัวโบราณไดโนเสาร์แบบที่เป็นอยู่เค้าคงไม่มีความสุข (ปกติดิฉันชวนคุยกับลูกแทบทุกวันทางวิดีโอคอล มีอะไรก็แลกเปลี่ยนกัน ไม่มีความลับต่อกัน เล่าความคิดทัศนคติที่มี ในเรื่องเรียนมหาวิทยาลัยก็พูดถึงข้อดีข้อเสียระหว่างมหาวิทยาลัยในไทยกับที่ออสเตรเลียและเคยสรุปตอนท้ายกับลูกว่า แล้วแต่เค้าตัดสินใจ ไม่ว่าลูกอยู่ไหนแม่ก็จะไปอยู่ใกล้ๆลูก แต่ก็แอบคิดว่าอายุเราไม่ใช่วัยที่จะต้องไปเริ่มปรับตัวเข้ากับสถานที่ใหม่ๆแล้ว) 

อยากขอคำแนะนำจากคุณหมอว่าเราควรจะผลักดันลูกต่อไปดีหรือควรให้เค้ากลับมาเรียนที่ไทย หรือขอความเห็นของคุณหมอในเรื่องนี้ด้วยค่ะ สามีบอกตอนนี้เรียนที่ไหนก็ตกงานเหมือนกัน ส่วนตัวดิฉันคิดว่าเค้าอยากไปเรียนเราก็สนับสนุนเค้าเต็มที่ 4 ปีกับการผจญภัยในโลกกว้างน่าจะเพียงพอแล้ว อยากได้อยู่เป็นครอบครัวพ่อแม่ลูก หรือดิฉันกำลังพยายามดึงให้เค้ากลับเข้ามาอยู่ใน comfort zone ซึ่งมันไม่ใช่การใช้ชีวิตในวัยนี้ของลูก ที่กำลังเสาะหาตัวตน คือลูกก็ไม่ชัดเจนว่าอยากเป็นอะไร อยากเรียนคณะอะไร รู้แต่ถนัด คณิต วิทย์ คงเลือกแนววิศวะ ถ้ากลับมาไทยคงเข้าเรียนเทคโนโลยีธนบุรีภาคอินเตอร์เพราะใกล้บ้าน และpractice มากกว่าTheory ลูกบอกคำเดียวว่า เหตุผลเดียวที่อยากกลับมาไทยเพราะจะได้อยู่กับแม่

 สุดท้ายนี้ขอกราบขอบพระคุณคุณหมอล่วงหน้านะคะ รอคำตอบจากคุณหมอค่ะ

ด้วยความเคารพอย่างสูง

.......................................................

ตอบครับ

     1. หน้าที่ของพ่อแม่คือเลี้ยงดูลูกให้เติบโตจนพ้นอกเหมือนนกเลี้ยงลูกที่มีเป้าหมายให้ลูกบินออกจากรังไปให้ได้ สามารถไปใช้ชีวิตของตัวเองได้อย่างมีความสุขเต็มศักยภาพที่ตนเองมี และหากเป็นประโยชน์ต่อโลกด้วยก็ยิ่งดี ไม่ใช่เลี้ยงลูกเพื่อมาอยู่เป็นเพื่อนเรายามแก่นะครับ นั่นเป็นการเลี้ยงลูกแบบ "เลี้ยงต้อย" หรือ "ลงทุน" หวังได้กำไรคืนมา ไม่ใช่เลี้ยงแบบเมตตาธรรมซึ่งเป็นการให้โดยไม่มีเงื่อนไข คุณอยากอยู่ใกล้ลูก นั่นเป็นธรรมดาและโอเค. ถ้าลูกเขาอยากมาอยูใกล้คุณนั่นก็โอเค. แต่ถ้าเขาไปติดลมที่อื่นไม่มาอยู่ใกล้คุณ นั่นก็ควรจะโอเค.ด้วยนะ 

     2. ที่สามีคุณบอกว่าเรียนอะไรก็ตกงานเหมือนกันหมดนั่นก็เป็นเรื่องจริงเพราะต่อไปหุ่นยนต์ AI จะแทนที่ทุกอาชีพหมด แต่ประเด็นสำคัญคือคนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงานนะ คนเราเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตให้ได้เต็มศักยภาพที่ตนเองมี ดังนั้นไม่ต้องไปพะวงว่าเขาจะตกงานไม่ตกงาน ขอให้เขาได้ใช้ชีวิตเต็มศักยภาพที่เขามีก็พอแล้ว ศักยภาพนี้ผมหมายความรวมถึงศักยภาพในการใช้ชีวิตภายนอกและศักยภาพในการสำรวจค้นหาภายในว่าแท้จริงแล้วการเกิดมาเป็นคนนี้มันทำอะไรได้มากกว่านี้บ้างด้วย

     3. ที่อยากให้ลูกมาอยู่เมืองไทยเพราะโควิด19บ้างเพราะการจี้เครื่องบินบ้างนั้นเป็นความคิดกังวลไร้สาระมาก โลกจากนี้ไปจะไม่มีอะไรเหมือนเดิม จะมีแต่เรื่องบ้าๆครั้งแล้วครั้งเล่า ส่วนใหญ่คุณคาดไม่ถึง ส่วนที่คุณคาดถึงนั้นจิ๊บจ๊อย ความสามารถที่จะอยู่ได้ในสภาพที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นไม่เคยอยู่มาก่อนเรียกว่า creativity นั่นแหละเป็นสิ่งที่คนที่จะอยู่ในโลกยุคจากนี้เป็นต้นไปต้องมี รวมทั้งตัวคุณด้วย

     4. ที่อยากให้ลูกมาอยู่เมืองไทยเพราะเมืองไทยน่าอยู่ที่สุดอาหารอร่อยที่สุดนั้น นั่นเป็นความเห็นของคุณซึ่งเป็นคนไทยอยู่ที่เมืองไทยนะ ไม่นานมานี้ผมพบกับคนอินเดียคนหนึ่ง เขาบอกผมว่าอินเดียเป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลกและเขาจะไม่ย้ายไปอยู่ประเทศอื่นเด็ดขาด คือการที่เราอยู่ที่ไหนแล้วเห็นว่าที่นั่นดีที่สุดเป็นเรื่องที่ดีนะ เพราะแสดงว่าเราปรับตัวเข้ากับและยอมรับสภาพรอบตัวเราได้ง่ายซึ่งเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของ creativity ถือเป็นคุณสมบัติที่ดี แต่ประเทศก็ดี เส้นแบ่งเขตก็ดี ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริง และการเป็นมนุษย์ที่แท้จริงนั้นไม่ได้เป็นพลเมืองของประเทศไหน จะพูดว่าเป็นพลเมืองของจักรวาลนี้ก็ว่าได้ คุณอย่าไปบ้าจี้ไปกับสมมุติบัญญัติไม่ว่าจะเป็นเรื่องประเทศ ชาติ ศาสนา ผิวพรรณ ความบ้าแบบนั้นทำให้มนุษย์เราต้องรบราฆ่าฟันกันมาจนทุกวันนี้ ลูกเขาอยากจะอยู่ที่ไหนในจักรวาลนี้ก็ช่างเขาเถอะ ให้คุณคิดเสียใหม่ว่าเขาเป็นพลเมืองของจักรวาลนี้ เขาจะได้ไม่ identify ตัวเองกับสมมุติบัญญัติอันคับแคบใดๆแบบคนรุ่นเรา ด้วยมีพลเมืองอย่างนี้ ไปภายหน้าโลกมันอาจจะสงบยิ่งกว่ายุคสมัยของเราก็เป็นได้

     5. กล่าวโดยสรุป ตอนนี้มันเลยเวลาที่คุณจะไปตัดสินอนาคตแทนลูกแล้ว ต้องปล่อยให้เขาตัดสินเอง เว้นเสียแต่ว่าคุณเงินหมดนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะ ถ้าคุณยังมีเงินส่งเสีย เขาอยากอยู่ที่ไหน อยากทำอะไร ก็ปล่อยเขาไปเถอะครับ มันเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของคุณอีกต่อไปแล้ว

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ 

18 กันยายน 2563

SIBO แบคทีเรียในลำไส้เล็กเติบโตมากเกินไป

คุณหมอสันต์ที่เคารพ

     หนูอายุ 32 ปี มีปัญหาลมในท้อง ปวดท้อง ท้องอืด มาสองปี หมอส่องกล้องแล้ววินิจฉัยว่าเป็นแผลในกระเพาะมี H pylori กินยาครบไปแล้วสองชุด หายไปพักหนึ่งก็กลับมาอีก ส่องกล้องอีก คราวนี้ว่าเป็นกรดไหลย้อน ให้กินยา omeprazol และ gaviston ติดต่อกันมาแล้วปีกว่าก็ยังไม่ดีขึ้น ส่องทั้งหมดสามครั้ง ครั้งสุดท้ายไม่มีแผลแล้ว เปลี่ยนหมอทางเดินอาหารไปแล้วสองคน แต่ลมก็ยังมาก มีลมมากอยู่ตรงกลางท้อง แถวสะดือ ไม่ใช่ตรงกระเพาะ ลมมากจนดูเหมือนคนตั้งครรภ์ ท้องผูกมาก..ก ถึงมากที่สุด แล้วน้ำหนักก็ลดเอา ลดเอา จาก 47 เหลือ 42 ในเวลาปีกว่า ผอมลง ผอมลง หิวอยากจะกิน แต่กินมากก็ท้องอืด ท้องเฟ้อ บางครั้งก็ท้องเสียบ้าง หมอทางเดินอาหารเคยจับส่องตรวจลำไส้ใหญ่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ อยากทราบว่าถ้าเปลี่ยนมาทานอาหารแบบที่หมอสันต์แนะนำ (plant based whole food) จะดีไหมคะ จะไปเข้าแค้มป์ RDBY ของหมอสันต์ดีไหม

ขอบพระคุณค่ะ

.....................................................

ตอบครับ 

     คุณรักษาอยู่กับหมอทางเดินอาหารอยู่แล้วก็ดีแล้ว เขามีข้อมูลของคุณเต็มมือจากการส่องกล้องทั้งข้างบนข้างล่างและจากการให้ยาและดูการสนองตอบของร่างกายคุณ นั่นเป็นการรักษาที่ตรง ลึก และดีที่สุดแล้ว ที่คุณเขียนมาหาผมนี่อย่าลืมว่าผมเป็น GP นะ หมายความว่าแพทย์ทั่วไป ถ้าจะนับเป็นมวย ผมก็เป็นมวยวัด ได้แต่มองคุณในภาพใหญ่และให้ความเห็นในภาพใหญ่เท่านั้น จะเอาข้อมูลเจาะลึกอะไรกับ GP นั้นย่อมจะไม่ได้แน่นอน 

     ผมไม่รู้ว่าคุณเป็นโรคอะไรหรอก ถึงคุณมาเข้าแค้มป์ผมก็จะยังไม่รู้อยู่ดีเพราะขนาดหมอเฉพาะทางเขาส่องกล้องลงไปดูทั้งข้างล่างข้างบนตัดชิ้นเนื้อมาดูแล้วก็ยังไม่รู้ แล้วผมมือเปล่าอาศัยแต่ดูโหงวเฮ้งแล้วผมจะรู้ได้อย่างไร ดังนั้นไม่ต้องมาเข้า RDBY เพราะมาผมก็ช่วยอะไรคุณไม่ได้ 

    ผมรู้แต่ว่าคนไข้แบบคุณนี้มีอยู่จริง คือไม่ได้เป็นกรดไหลย้อน ไม่ได้เป็นแผลในกระเพาะอาหาร ไม่ได้เป็นลำไส้ใหญ่อักเสบ แต่มีอาการผิดปกติในทางเดินอาหารมาก โดยหนักไปที่อาการท้องเสียเรื้อรัง ลมในท้องมากแบบที่เรียกว่าอืด..ด บางรายก็ออกอาการแบบลำไส้ดูดซึมอาหารเข้าสู่ร่างกายไม่ได้ คือผอมพุงโรและมีอาการขาดวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ราวกับเป็นโรคป่วง (sprue หรือ ciliac disease ที่เกิดจากการแพ้โปรตีนในข้าวสาลี) แต่ก็ไม่ใช่โรคป่วง สรุปว่าไม่รู้ว่าเป็นอะไร รู้แต่ว่ามีคนไข้แบบนี้อยู่ 

     หมอรุ่นหลัง คือประมาณสิบกว่าปีมานี้ ได้ตั้งโรคใหม่ขึ้นมาโรคหนึ่งสำหรับคนที่เป็นแบบคุณนี้ เรียกว่า SIBO ย่อมาจาก small intestine bacterial overgrowth แปลว่าโรคแบคทีเรียในลำไส้เติบโตมากเกินไป โดยนิยามโรคนี้ว่าคือกรณีแบคทีเรียในลำไส้เล็กซึ่งปกติมีจำนวนไม่เกิน 103 ตัวต่อซีซี ได้เพิ่มจำนวนขึ้นมากถึง 105–106 ตัวต่อซีซี. ทำให้เกิดอาการผิดปกติ สุดแล้วแต่ว่าแบคทีเรียที่ขยายจำนวนขึ้นนั้นนิสัยเป็นอย่างไร เช่น ถ้าเป็นพวกแบคทีเรียที่ชอบย่อยน้ำดีก็จะทำให้น้ำดีทำงานไม่ได้ทำให้การย่อยอาหารไขมันเสียไปทำให้ท้องเสียเรื้อรัง ถ้าเป็นแบคทีเรียที่ชอบย่อยแป้งไปเป็นแก้สก็จะทำให้เกิดแก้สเต็มท้อง ท้องอืดตลอดกาล ถ้าเป็นแบคทีเรียที่ปล่อยพิษอย่างเช่นเชื้อ Klebsiella ก็จะทำให้เกิดเยื่อบุลำไส้อักเสบเสียหายจนดูดซึมอาหารไม่ได้คล้ายโรคป่วง (sprue) ไปเลย ทั้งนี้โดยตั้งสมมุติฐานว่าสาเหตุมักมาจากกรดในกระเพาะอาหารลดความเข้มข้นลง หรือจากการที่ลำไส้ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว เช่น กินยาระงับการเคลื่อนไหวของลำไส้ หรืออายุมาก หรือไม่ได้ออกกำลังกายดื้อๆ 

     ความจริง SIBO ยังไม่ถูกจัดชั้นเป็นโรคจริงๆนะ เพราะวงการแพทย์ยังตกลงกันไม่ได้ว่ามันมีอยู่จริงหรือเปล่า วิธีวินิจฉัยก็ยังตกลงกันไม่ได้ วิธีรักษาก็ย้งตกลงกันไม่ได้ แม้ระบบจำแนกโรค (ICD10) ก็ยังไม่ยอมรับให้ใส่โรคนี้ในสาระบบโรคของวิชาแพทย์ แต่ทั้งหมอไทยและหมอฝรั่งก็ชอบตรวจและวินิจฉัยโรคนี้กันเกร่อ 

     วิธีตรวจวินิจฉัย SIBO ที่ใช้กันทั่วไปมีอยู่สองแบบคือ (1) ส่องกล้องเอาแบคทีเรียไปเพาะเชื้อ ซึ่งเป็นวิธีที่ยุ่งยากพอควรไม่เป็นที่นิยม (2) ตรวจหาแก้สในลมหายใจออก เช่นให้กินแลคตูโลสแล้วตรวจหาไฮโดรเจน เป็นต้น  ทั้งสองวิธีนี้ถึงตรวจแล้วได้ผลแล้วแพทย์ก็ยังเถียงกันไม่ตกฟากอีกว่าอย่างไรจึงจะเรียกว่าผิดปกติ 

     ส่วนการรักษาโรค SIBO นี้ ที่ตกลงกันได้ดิบดีแล้วมีสามขั้นตอน คือ 

(1) แก้ไขสาเหตุ 

(2) เสริมอาหารถ้าขาดอาหาร 

(3) ใช้ยาปฏิชีวนะ (เช่นยา refaxamin) ลดจำนวนแบคทีเรียถ้าจำเป็น แต่ส่วนใหญ่ก็ได้ผลแค่ระยะสั้นๆและต้องใช้ยาซ้ำซาก 

ยังมีการร่วมรักษาอีกสองแบบที่ยังตกลงกันไม่ได้ บ้างว่าควรทำบ้างว่าไม่ควรทำ คือ

(1) ให้กินโปรไบโอติกส์ (แบคทีเรียชนิดดี) ยังสรุปผลได้ไม่ชัดเจนว่าได้ผลหรือไม่

(2) การให้หลีกเลี่ยงอาหารแป้งย่อยยาก (FODMAP = ferementable oligo, di, mono-saccharide and polyols) หมายถึงพืชที่มีโมเลกุลที่ร่างกายมนุษย์ไม่มีเอ็นไซม์ย่อยต้องอาศัยแบคทีเรียย่อยให้ ซึ่งว่ากันว่าหากหลีกเลี่ยงพืชเหล่านี้ได้จะลดอาการ SIBO ได้มากกว่าไม่หลีกเลี่ยง แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นวิธีรักษาที่มาตรฐานเพราะงานวิจัยทั้งหมดล้วนทำกันในระยะสั้น ขณะที่ในความเป็นจริงแล้วอาหารพวกที่เรียกว่า FODMAP นี้หากตื๊อกินไปนานๆหลายเดือนร่างกายก็จะปรับตัวทำให้อาการท้องอืดลดลงไปได้เองโดยไม่ต้องหลีกเลี่ยงอาหารใดๆเลย

ตัวอย่างของอาหารแป้งย่อยยาก หรือ FODMAP ก็เช่น

oligosacharides เช่น ข้าวสาลี ข้าวไรน์ ถั่วต่างๆ ผลไม้ ผักบางชนิดเช่นหัวหอม กระเทียม

disaccharides เช่นนมวัว โยเกิร์ต ชีส 

monosaccharides เช่น ผลไม้ต่างๆ มะเดื่อฝรั่ง มะม่วง และน้ำผึ้ง

polyols เช่นลิ้นจี่ แบล็คเบอรี่

     ดังนั้น จะเห็นว่าอาหารพืชเกือบทุกชนิดมีแป้งย่อยยากหรือเป็น FODMAP หมด ถ้าจะหลีกเลี่ยงกันจริงๆก็จะไม่เหลืออะไรให้กินเลยเสียละกระมังนอกจากแป้งขัดขาวและน้ำตาล ดังนั้นเรื่องอาหาร FODMAP นี้คุณอย่าเพิ่งไปจริงจังตุตะมาก เดี๋ยวจะมาตายด้วยโรคขาดอาหารเสียก่อน

     ถามว่าถ้าจะลองรักษา SIBO ด้วยอาหารพืชเป็นหลักแบบใกล้เคียงธรรมชาติ (plant based, whole food) และไขมันต่ำจะดีไหม ตอบว่างานวิจัยทางการแพทย์ที่จะสรุปมาตอบคำถามนี้ยังไม่มี แต่มีหลักฐานระดับเรื่องเล่าว่ามันได้ผลดีทีเดียวนะ เชื่อถือได้แค่ไหนยังไม่รู้เพราะเป็นแค่เรื่องเล่า คือเมื่อไปประชุมที่เมืองโอ๊คแลนด์ (แคลิฟอร์เนีย) เมื่อครั้งล่าสุดผมได้ฟังเรื่องราวของนักโภชนะบำบัดชาวอังกฤษคนหนึ่งชื่อแอกนีซกา (Agnieszka Gavio) เธอมาเรียนทางนี้เอาตอนแก่แล้วเพราะว่าก่อนหน้านั้นตัวเธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น SIBO นี่แหละแล้วรักษาอย่างไรก็ไม่หาย ความที่ต้องหลีกเลี่ยงอาหาร FODMAP ทำให้เธอกินแต่เนื้อสัตว์เป็นอาหารหลักจนเกิดปวดข้อๆบวมซึ่งหมอวินิจฉัยว่าเป็นข้ออักเสบรูมาตอยด์แถมมาอีกโรคหนึ่ง หมอจะให้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด เธอเห็นท่าไม่ดีจึงเลิกรักษากับหมอแล้วหันมาทดลองรักษาตัวเองด้วยอาหารแนว plant based, whole food เธอเล่าว่า มื้อเช้าเธอปั่นซีเลอรี่ (คึ่นไช่) และสาระพัดผลไม้สดเป็นอาหารเช้า มื้อกลางวันเธอทำสลัดจานใหญ่ที่ประกอบด้วยผักใบเขียวเป็นหลัก มื้อเย็นเป็นกับข้าวที่ทำจากสาระพัดผักเป็นพื้น พืชอะไรที่เขาว่าฆ่าแบคทีเรียได้เธอเอามากินหมด ไม่ว่าจะเป็นกระเทียม หอมใหญ่ ขิง เครื่องเทศ กานพลู ซินนามอน ขมิ้นชัน ขณะเดียวกันก็หลีกเลี่ยงน้ำมันทำอาหาร แป้งสาลี น้ำตาล และอาหารสำเร็จรูปทุกชนิด อาหารไขมันที่เธอกินมีแต่นัทและอะโวกาโดเท่านั้น แล้วเธอก็ดื่มน้ำปั่นผักผลไม้ใส่มินท์ หรือมะนาว หรือคาโมไมล์ แล้วก็ฝึกผ่อนคลายร่างกาย นั่งสมาธิ ตั้งใจนอนให้เต็มตาด้วย เธอเล่าว่าอาการของเธอขึ้นๆลงๆจนร่ำๆจะล้มเลิกหลายครั้ง แต่ในที่สุดอาการทั้งหมดก็ค่อยๆหายไปจนกลับเป็นปกติ เธอจึงทิ้งอาชีพเดิมหันมาเรียนเป็นนักโภชนะบำบัดซะเลย 

     ทั้งหมดนี้เป็นแค่หลักฐานระดับเรื่องเล่านะ ไม่ใช่ผลวิจัย แต่หากคุณจะลองกินอาหารแนวนี้ดูก็ไม่มีอะไรเสีย ผมเชียร์ให้หยุดยาลดการหลั่งกรด (omeprazol) ไปเสียด้วย เพื่อจะลดสาเหตุของ SIBO ไปได้เหตุหนึ่งคือกรดในกระเพาะอาหารมีน้อย เพียงแต่หากคุณจะทดลองอาหารพืชเป็นหลักคุณต้องให้เวลาทดลองนานหน่อย อย่างน้อยก็สักปีหนึ่งนะ อย่างที่แอกนีซกาบอกนั่นแหละ เธอเองก็ขึ้นๆลงๆอยู่นานจนร่ำๆจะยอมแพ้กลางคันเสียหลายครั้ง ทดลองแล้วได้ผลเป็นอย่างไรอย่าลืมเขียนมาเล่าให้ผมฟังด้วย

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Agnieszka Gavio. Healing gastrointestinal and inflammatory illness on a whole food plant-based diet. Accessed on September 19, 2020 at https://medium.com/@shireenkassam/healing-gastrointestinal-and-inflammatory-illness-on-a-whole-food-plant-based-diet-54adf5da84f7.

17 กันยายน 2563

หมอจบใหม่กับความเศร้าดื้อด้าน

 สวัสดีค่ะอาจารย์

     หนูเป็นหมอจบใหม่ทำงานอยู่ที่รพ.ทั่วไปแห่งหนึ่งในภาค ... ค่ะ ตามอ่านที่อาจารย์เขียนมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาแพทย์โดยเฉพาะเวลาท้อๆ อยากลาออก เราโดนทำลาย self esteem เพราะในคณะนี้มีคนเก่งกว่าเราเยอะมาก และหลายๆ คนก็พร้อมจะ blame เรา ซึ่งตอนนี้มีความรู้สึกแบบนั้นอีกแล้วค่ะ เกริ่นก่อนว่าหนูไม่ได้อยากเรียนหมอ แต่เข้ามาเรียนเพราะอยากให้ครอบครัวดีขึ้น(มีปัญหาเรื่องการเงินค่ะ) บวกกับสมัยมัธยมเรียนเก่ง เลยกลายๆ ว่าโดนบังคับให้เรียน ก็พยายามต่อสู้กับสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ รู้สึกตลอดว่าทำไมเราต้องมาอยู่เวร เราไม่อิน ก็จบมาได้นะคะ ได้เกียรตินิยมอันดับ 2 แถมมา พอมาทำงานเราก็รู้สึกตลอดว่าเรายังเก่งไม่มากพอ แต้ก็ไม่มีใจที่จะไปหาความรู้เพิ่มเติมเพราะเราไม่ได้ชอบแต่ทีแรก บางทีก็รู้สึกผิดที่คนไข้ต้องมาเจอหมอโง่และขี้เกียจอย่างเราแต่ก็ไม่ขยันมากขึ้นเพราะเรามีความคิดว่าเราโง่ เราอ่านไปก็สู้คนที่เก่งอยู่แล้วไม่ได้อยู่ดี เราเหนื่อย เราไม่มีความสุข เคยปรึกษาจิตแพทย์ พี่เขาว่าเราเป็น perfectionist มี adjustment disorder ให้กินยาคลายกังวล หนูก็กินตลอดนะคะแต่อาการเบื่อๆ ก็มีเท่าๆ เดิม เราอยากลาออกแต่ก็ทำไม่ได้ค่ะเพราะอยากเรียนเฉพาะทางต่อ ก็ต้องใช้ทุน ลาออกไปก็ไม่รู้จะทำอะไร ไม่มีเงิน พยายามจะอยู่กับปัจจุบันก็ทำไม่ได้ หนูไม่ค่อยมีความสุขตั้งแต่เรียนแล้วค่ะ หนูเคยผิดหวังตอนสมัครเรียนต่อสมัยเป็น ext แล้วเขาไม่เอาหนู ก็เลยไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเองอีกเลย ยังเศร้ากับเรื่องนั้นอยู่ค่ะ หนูไม่อยากเป็น GP เพราะทำงานให้ถูกใจ specialist ทุกคนไม่ได้แล้วเราก็เหมือนทำอะไรได้ไม่สุด ใครๆ ก็กดดัน GP งานหนัก เงินน้อย ความคาดหวังเยอะ นอนน้อย ทุกวันนี้ค่อนข้าง burnout เพราะระบบที่ทำให้ intern 1 ต้องทำงานหนัก อดหลับอดนอน ห้ามพลาด พูดดีกับทุกคน มันยากและเหนื่อยมากค่ะที่จะทำให้ได้ทั้งหมดในสภาวะแบบนี้ จะให้เราไม่พลาดได้ยังไงคะ หนู struggle กับตัวเองมาพักใหญ่ๆ พยายามหาทางผ่อนคลายมา 7 ปีแต่สุดท้ายจบลงด้วยการรู้สึก down แบบนี้ตลอด อาจเป็นเพราะพรุ่งนี้ต้องอยู่เวรดึกด้วยค่ะ แต่ทุกครั้งก็แอบโทษครอบครัวตลอดว่าถ้าบ้านรวยคงไม่ต้องมาเป็นหมอโง่ๆ แบบนี้ ระบายกับใครก็ไม่ค่อยมีใครเข้าใจในความทุกข์ของเราเลยค่ะเพราะเราก็ยังดูปกติ ทำงานในความรับผิดชอบได้ แต่หลักๆ คือหนูอยากมีความสุขค่ะ หนูพยายามมามากจริงๆ กับเรื่องนี้ หมดหนทางจริงๆ ค่ะ ทั้งอ่านบทความ เขียนบทความ(งานอดิเรก) หาจิตแพทย์ ระบายกับเพื่อน คุยกับตัวเอง ทำงานอดิเรก ออกกำลังกาย ลึกๆ ก็เศร้าตลอดและคิดตลอดว่าซวยมากที่ชาตินี้ได้เกิดมาเป็นหมอ 

ขอบคุณค่ะ

................................................................

ตอบครับ

     อามิตตาภะ พุทธะ

     ตัวคุณหมอเองก็น่าจะวินิจฉัยตัวเองได้ อย่างนี้เขาเรียกว่าโรคเศร้าดื้อด้าน (dysthymia หรือ persistent depressive disorder) ไม่ใช่โรคซึมเศร้านะ แต่เศร้าดื้อด้าน หิ หิ นี่เป็นคำแปลที่หมอสันต์แปลเอง เพราะชื่อโรคนี้ในภาษาไทยไม่มี หรือมีหมอสันต์ไม่รู้ก็เป็นได้ สำหรับท่านที่ไม่ใช่แพทย์ โรคนี้ไม่หนักเท่าโรคซึมเศร้า แต่ยืดเยื้อเรื้อรังกว่า เกณฑ์วินิจฉัยของ DSM5 คือ นอกจากจะเศร้าดื้อด้านนานเกินสองปีแล้วยังต้องมีอาการต่อไปนี้อย่างน้อยสองอย่างควบ คือ (1) กินไม่ลงหรือกินมากเกิน (2) นอนไม่หลับหรือหลับมากเกิน (3) ถ่านหมด เปลี้ยล้า (4) เสียความนับถือตัวเอง (5) จดจ่อไม่ได้ ตัดสินใจยาก (6) ต๊อแต๊สิ้นหวัง 

     การรักษาโรคนี้ตามหลักวิชาแพทย์ก็ใช้สูตรมาตรฐานของโรคทางใจส่วนใหญ่ หมายถึงรักษาแบบสองอย่างควบ คือให้ยาบวกจิตบำบัด แปลว่ารักษาด้วยการพูดคุย (talk therapy) ในกรณีของคุณหมอนี้ก็ผ่านการรักษาตามหลักวิชามาครบสูตรหมดแล้ว แต่มันก็ยังเศร้าดื้อด้านอยู่ สมชื่อที่หมอสันต์ตั้งให้เลยจริงๆ

     ก่อนที่จะคุยกันไปถึงว่าเราจะทำยังไงกันดี ผมอยากจะชวนให้คุณหมอสอบสวนความคิดของตัวเองสักหน่อยนะ ว่าความคิดของคุณหมอนั้นขมวดลงมาแล้วก็มีอยู่สี่เรื่องเท่านั้น คือ (1) เสียใจกับอดีต (2) กลัวอนาคต (3) เปรียบเทียบตัวตนกับคนที่เก่งกว่าดีกว่า (4) ปฏิเสธปัจจุบัน สี่อย่างแค่เนี้ยะ ไม่เชื่อผมจะทบทวนให้ดูนะ

     1. ไม่ได้อยากเรียนหมอ แต่ต้องมาเรียนเพราะอยากหาเงิน (เสียใจกับอดีต)

     2. ทำไมเราต้องมาอยู่เวร (ปฏิเสธปัจจุบัน)

     3. รู้สึกผิดที่คนไข้ต้องมาเจอหมอโง่และขี้เกียจอย่างเรา (เสียใจกับอดีต)

     4. เรามีความคิดว่าเราโง่ เราอ่านไปก็สู้คนที่เก่งอยู่แล้วไม่ได้อยู่ดี (เปรียบเทียบตัวตน) 

     5. ลาออกไปก็ไม่รู้จะทำอะไร ไม่มีเงิน (กลัวอนาคต) 

     6. ผิดหวังตอนสมัครเรียนต่อ เขาไม่เอาหนู ยังเศร้ากับเรื่องนั้นอยู่ค่ะ (เสียใจกับอดีต)

     7. ไม่อยากเป็น GP ทำอะไรได้ไม่สุด ใครๆ ก็กดดัน GP งานหนัก เงินน้อย (ปฏิเสธปัจจุบัน)

     8. อาจเป็นเพราะพรุ่งนี้ต้องอยู่เวรดึกด้วยค่ะ (กลัวอนาคต) 

     9. โทษครอบครัวตลอดว่าถ้าบ้านรวยคงไม่ต้องมาเป็นหมอโง่ๆ แบบนี้ (เสียใจกับอดีต) 

     10. คิดตลอดว่าซวยมากที่ชาตินี้ได้เกิดมาเป็นหมอ (ปฏิเสธปัจจุบัน) 

     ทั้งหมดนั้นไม่ว่าจะเป็นความเสียใจกับอดีต กลัวอนาคต เปรียบเทียบตัวตนกับคนที่เก่งกว่าดีกว่า และการปฏิเสธปัจจุบัน มันเป็นเพียง "ความคิด" นะ เป็นความคิดสั่วๆอีกต่างหาก เท่ากับว่าทุกวันนี้คุณหมอแม้จะเรียนหนังสือจบแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ใช้ชีวิตเลย เพราะคุณหมอมัวแต่ไปจมอยู่ในความคิด แล้วถ้าคุณหมอไม่ทำอะไรกับชีวิตสักอย่าง จากนี้ไปจนตายคุณหมอจะไม่ได้ใช้ชีวิตเลยนะ และจะจมอยู่ในความคิดสั่วๆทั้งสี่สาขานี้ตลอดไป เพราะความคิดมันเป็น conditioned reflex มาแล้วมันก็จะกลับมาอีก ในฟอร์มที่ใหญ่ขึ้น จริงจังขึ้น

     อดีตและอนาคตนั้นมันไม่ได้มีอยู่จริงดอก เมื่อเราคิดถึงอดีตหรืออนาคต เราคิดขึ้นที่ปัจจุบัน ดังนั้นที่เรียกว่าอดีตอันหมองเศร้าและอนาคตอันหดหู่นั้น มันล้วนเป็นความคิดที่คุณหมอคิดขึ้นที่ปัจจุบันทั้งสิ้น แต่ว่ามันช่างมีอำนาจอิทธิพลเสียนี่กระไร เพราะเราไปซบอกความคิดแล้วให้มันพาเราไปด้วยเชื่อว่ามันคือผู้บัญชาการชีวิตเรา มันจึงมีอำนาจ ความจริงมันเป็นแค่ความคิด เป็นแค่ลม ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แค่วางความคิดลงไปเสีย เราก็เป็นอิสระจากความคิดแล้ว 

     เมื่อเป็นอิสระแล้ว แล้วไงต่อ แล้วไงต่อหรือ แล้วก็เริ่มมองไปรอบๆตัวสิ คราวนี้จะเป็นการใช้ชีวิตจริงแล้วนะ เพราะชีวิตก็คือการมีชีวิตอยู่ ณ ขณะนี้ มองไปรอบๆตัว มองด้วยสายตาค้นหาเรียนรู้แบบคนขี้เล่น มองโลกรอบตัวให้เห็นว่ามันเป็นความท้าทาย เป็นความแปลกใหม่ เป็นความมหัศจรรย์ wonderful ที่ผลัดกันเข้ามาหา วินาที ต่อวินาที ต่อวินาที ไม่อาจคาดเดาได้ เราทำได้แค่มองดูและรับรู้ตามที่มันเป็น แล้วบรรจงเลือกวิธีสนองตอบต่อมันไปทีละช็อต ทีละช็อต นี่คือการใช้ชีวิต 

     เขียนมาถึงตรงนี้ขอนอกเรื่องหน่อยนะ เมื่อสามสี่วันก่อนเพื่อนที่เป็นนักแต่งเพลงพาลูกน้องมาเล่นดนตรีร้องเพลงที่บ้านโกรฟเฮ้าส์และพักค้างคืนที่นี่ พอรุ่งเช้าผมก็ชวนพวกเขาขึ้นมาเดินเล่นที่บ้านบนเขา นักร้องของคณะมีลูกสาวคนหนึ่งน่ารักเชียวอายุเก้าขวบชื่อน้องวันนา เมื่อเดินไปมาในบริเวณบ้าน เธอบอกผมว่า

     "บ้านของคุณปู่ช่างลึกลับ"

     นี่คือตัวอย่างของการใช้ชีวิต คือมองออกไปยังโลกรอบตัวว่ามันช่างลึกลับ ตื่นเต้น ท้าทายให้เรียนรู้ แล้วแต่ละโมเมนต์ของชีวิตก็จะเป็นความมหัศจรรย์ ผมหยิบตัวกระสุนพระอินทร์ที่ขดตัวเป็นก้อนกลมขึ้นมาวางบนอุ้งมือให้เธอดูแล้วถามเธอว่า

     "นี่คืออะไร" เธอเอียงคอมองไปมาอย่างละเอียดแล้วตอบว่า

     "คงเป็นกิ้งกือขดตัวเป็นก้อน"  ผมถามว่ารู้ได้อย่างไร เคยเรียนมาหรือ เธอส่ายหัว เธอบอกว่าเห็นมีเส้นวิ่งจากขอบไปหาศูนย์กลางเป็นเส้นๆจึงเดาเอา ผมบอกให้เธอลองสัมผัสมันดู เธอบอกว่า

     "ฮึ ไม่เอาหงะ กลัว" ผมบอกว่า

      "ความกลัวเป็นแค่ความคิดต่อสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นนะ ใช่ไหม" เธออึ้งไปสักพักแล้วพยักหน้า

     "ถ้าเราเชื่อความคิดของเราโดยไม่ยอมสำรวจเรียนรู้ของจริงที่ตรงหน้า เราก็จะไม่รู้จักอะไรเลยนอกจากความกลัวในหัวของเราสิ ใช่ไหม" 

    เธอค่อยๆพยักหน้า แล้วทดลองเอามือสัมผัสกระสุนพระอินทร์ด้วยความกลัวๆกล้าๆ แล้วก็กลายเป็นความกล้าจากความอยากรู้จนเอากระสุนพระอินทร์วางบนฝ่ามือตัวเองได้

    ผมอธิบายให้เธอฟังว่ากระสุนพระอินทร์จะคลายตัวออกมาคลานใหม่ก็ต่อเมื่อมันมั่นใจว่ามันปลอดภัยแล้ว ถ้าอยากเห็นต้องวางมันลงบนพื้น แล้วนั่งสังเกตอย่างใจเย็น เมื่อใดก็ตามที่เราแตะตัวมัน มันก็จะขดตัวกลมดิกอีก แล้วก็ทิ้งเธอให้เล่นเองตามลำพัง ราวครึ่งชั่วโมงต่อมาเธอก็วิ่งมารายงานด้วยความตื่นเต้น

     "คุณปู่คะ หนูสามารถลูบตัวมันโดยมันไม่ขดตัวได้" แล้วชักชวนให้ผมตามไปดู เธอบอกว่า

     "ถ้าเราลูบหลังมันจากข้างหน้ามาข้างหลัง มันจะรีบขดตัว แต่ถ้าเราลูบจากหลังไปหน้า มันจะคลานตามปกติโดยไม่กลัวเรา" แล้วเธอก็ทำให้ดู ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้นโดยที่ผมเองไม่เคยรู้มาก่อน

     สิ่งที่หนูวันนาแสดงออก นั่นคือ creativity คือความสามารถที่จะค้นหาค้นพบสิ่งใหม่ๆที่ตื่นตาตื่นใจในท่ามกลางสถานที่หรือบรรยากาศที่ไม่รู้จัก ไม่คุ้นเคย ความสามารถนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หรอก ถ้าเราจมอยู่ในความคิด แต่จะเกิดขึ้นได้เมื่อเราวางความคิดลง แล้วมองไปรอบตัวอย่างผู้สำรวจ มองโลกทั้งข้างนอกข้างในตัวว่าเป็นดินแดนลึกลับที่ตื่นเต้นท้าทาย

     กลับมาคุยเรื่องของคุณหมอต่อ สิ่งเดียวที่คนรุ่นคุณหมอต้องการเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ในโลกยุคถัดจากนี้ไป คือ creativity เท่านั้น ไม่ต้องมีอย่างอื่น มีตัวนี้ตัวเดียวพอ โลกจากนี้ไปจะเป็นโลกที่มีแต่ความเปลี่ยนแปลงแบบที่ไม่มีใครเคยพบเคยเห็น creativity เป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้ใช้ชีวิตอยู่ในโลกแบบนั้นได้อย่างมีความสุขและสร้างสรรค์

     กล่าวโดยสรุป การจะแก้ปัญหาของคุณหมอก็คือวางความคิดขี้หมาทั้งสิบตัวอย่างข้างต้นลงไปก่อน แล้วค่อยๆบ่มเพาะ creativity ให้กับชีวิต ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อได้ลงมือฝึกสมาธิ (meditation) อย่างต่อเนื่องจริงจัง ผมเคยเขียนเทคนิควิธีการไปบ่อยมากจนลูกบล็อกนี้แทบจะเดาคำตอบของผมล่วงหน้าได้ ให้คุณหมอหาอ่านย้อนหลังเอาเอง หากมีปัญหาทำไม่สำเร็จ ให้หาเวลามาเข้า Spiritual Retreat หรือหากลงมือทำแล้วติดขัดและไม่สะดวกจะมาเข้า SR ก็เขียนถามประเด็นปฏิบัติมาทางเมลนี้ก็ได้ แต่หากไม่ได้ลงมือทำเลยแต่อยากจะหาคำปลอบโยนซ้ำซาก ไม่ต้องเขียนมาอีกนะ แค่กินยาต้านซึมเศร้าที่พี่จิตแพทย์เขาให้และขยันไปคุยกับพี่เขาอย่างที่เคยทำมาก็พอแล้ว

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์       

16 กันยายน 2563

การกินโปรไบโอติกส์ลดความอ้วนได้ดีกว่ายาหลอก

คุณหมอสันต์คะ

การกินโยเกิตทำจากถั่วเหลืองแบบไม่มีน้ำตาลจะช่วยลดน้ำหนักได้ดีขึ้นไหมคะ

................................................

ตอบครับ

    มีคนทำอย่างที่คุณว่าอยู่นะครับ คือเอาแบคทีเรียอัดแคปซูล หรือที่เรียกกันว่า probiotics มากินเป็นยาลดความอ้วนบ้าง หรือกินโยเกิร์ตซึ่งมีแบคทีเรียโปรไบโอติกอยู่แล้วเป็นอาหารลดความอ้วนบ้าง จะเรียกว่าเป็นสาขาใหม่หรือสายใหม่ของการลดความอ้วนก็ว่าได้ ถ้าจะให้ผมตั้งชื่อเรียกผมคงต้องตั้งชื่อว่าพวกลดความอ้วนสายสร้างชุมชนจุลชีพ (microbiome) หมายถึงการอาศัยดุลภาพของแบคทีเรียในลำไส้มาช่วยลดความอ้วน ถามว่าการทำอย่างนี้มันได้ผลไหม อย่างน้อยก็มีหนึ่งงานวิจัยที่ทำเรื่องนี้ในเด็กและวัยรุ่นแล้วได้ข้อสรุปว่า..ได้ผลนะ

     งานวิจัยนี้นำเสนอในการประชุม e-ECE 2020 ซึ่งเพิ่งประชุมกันเสร็จไปเมื่อต้นเดือนกย.นี้เอง วิธีวิจัยคือเอาเด็กและวัยรุ่นที่อ้วนมา 100 คนมาเข้าโครงการลดน้ำหนัก แล้วจับฉลากแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้คุมอาหารโดยไม่ให้มีแคลอรีมากด้วยและให้กินแบคทีเรียชนิดมีประโยชน์ (โปรไบโอติกส์) ในรูปแคปซูลด้วย (Bifidobacterium breve สายพันธ์ BR03 และ B632) อีกกลุ่มหนึ่งให้กินอาหารแบบเดียวกันควบกับกินยาหลอกแทน แล้วก็ติดตามชั่งน้ำหนัก วัดเส้นรอบพุง เจาะเลือด และตรวจอุจจาระอยู่นาน 8 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มที่กินโปรไบโอติกส์ลดน้ำหนักได้ดีกว่า เส้นรอบพุงลดลงมากกว่า มีภาวะดื้อต่ออินสุลินน้อยกว่า และมีปริมาณแบคทีเรียตัวเลว (E. coli) ในลำไส้ลดลงเหลือน้อยกว่า 

     งานวิจัยนี้เป็นหลักฐานชิ้นแรกที่บ่งชี้ว่าโปรไบโอติกส์ช่วยลดน้ำหนักได้ ถือเป็นความรู้เพิ่มเติมเรื่องคุณประโยชน์ของโปรไบโอติกส์ซึ่งวงการแพทย์รู้ดีมาก่อนหน้านี้แล้วว่ามันช่วย (1) บรรเทาอาการท้องร่วงจากติดเชื้อหลังการใช้ยาปฏิชีวนะแบบครอบจักรวาลนานๆ (2) บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก ท้องเสียในคนทั่วไป ทำให้ท้องไส้ทำงานปกติมากขึ้น (3) ลดเอ็นไซม์และแบคทีเรียที่ส่งเสริมให้เกิดของเน่าเหม็นและสารก่อมะเร็งในลำไส้ (4) ป้องกันและบรรเทาผื่นผิวหนังจากการแพ้ในเด็กทารก และ (5) ป้องกันและบรรเทาการติดเชื้อทางเดินลมหายใจส่วนบน (เช่นหวัด)

     ไหนๆก็พูดถึงโปรไบโอติกส์แล้ว และนี่กำลังเข้าสู่ยุคบ้าแบคทีเรียในลำไส้ ก่อนจบผมอยากจะถือโอกาสนี้อธิบายศัพท์แสงที่คนบ้าแบคทีเรียในลำไส้เขาชอบพูดกันไว้ตรงนี้เสียเลยให้คุ้นหูท่าน

     ไมโครไบโอม (microbiome) หมายถึงชุมชนของแบคทีเรียในตัวคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลำไส้ ซึ่งประกอบด้วยแบคทีเรียทั้งชนิดดีและชนิดเลวอยู่ร่วมกันแบบถ้อยทีถ้อยคุมเชิงกันอยู่ในที 

     โปรไบโอติกส์ (probiotics) หมายถึงแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่นแลคโตบาซิลลัส ไบฟิโดบาซิลลัส เป็นต้น

     พรีไบโอติกส์ (prebiotics) หมายถึงอาหาร(ไร้ชีวิต)ที่แบคทีเรียชนิดโปรไบโอติกอาศัยกินเลี้ยงตัวเองและออกลูกหลาน เช่น ผัก เมล็ดพืช ถั่วต่างๆ ผิวธัญพืช และอาหารกากใยทั้งหลาย

     ซินไบโอติกส์ (synbiotics) หมายถึงการเอาโปรไบโอติกส์มาผสมกับพรีไบโอติกส์เพื่อกิน (เช่นถั่วต้มราดโยเกิร์ต) หรือเพื่อใส่แคปซูลขายเอาเงินจากคนอื่นเป็นรายได้เลี้ยงชีพ

     กรดไขมันสายโซ่สั้น (SCFA) เช่นกรดบิวไทริก เป็นกรดที่เกิดขึ้นในลำไส้จากการหมักอาหารที่เอ็นไซม์ของคนปกติย่อยไม่ได้ (เช่นเปลือกกิ่งไม้หรือเส้นใยหยาบๆหรือโมเลกุลโอลิโกแซคคาไรด์ในถั่ว) โดยมีแบคทีเรียชนิดโปรไบโอติกส์เป็นผู้ทำการหมัก กรดไขมันชนิดนี้ตัวมันก็เป็นอาหารให้พลังงานนั่นแหละแต่เมื่อเข้าไปในกระแสเลือดแล้วจะช่วยเบรกไม่ให้ตับผลิตโคเลสเตอรอลมากเกินไป เท่ากับว่าช่วยคุมไขมันในเลือดโดยอ้อม นอกจากนี้ยังไปเอื้อปฏิกริยา histone acetylation ทำให้การก๊อปปี้ยีนและแบ่งตัวของเซลไวขึ้น และทำให้ระบบเม็ดเลือดขาวเพิ่มจำนวนและทำงานดีขึ้น พูดง่ายๆว่ามีความสัมพันธ์กันอยู่ระหว่าง SCFA กับระบบภูมิคุ้มกันโรค

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. European Society of Endocrinology. "Probiotics may help manage childhood obesity." ScienceDaily. ScienceDaily, 7 September 2020. <www.sciencedaily.com/releases/2020/09/200907080342.htm>.

15 กันยายน 2563

วิธีขโมยอ่านข้อมูลวิจัยบนอินเตอร์เน็ทโดยไม่เสียเงิน

 เรียนอ.สันต์คะ

หนูจบแพทย์แล้วทำงานเป็น medical consultant ให้กับบริษัท ... ต้องอ่านงานวิจัยต้นฉบับเพื่อเอามาทำข้อมูลประกอบโปรดักส์ แต่มีปัญหาว่าต้องออกเงินค่าเปเปอร์ต่างๆเองเพราะบริษัทไม่ยอมออกให้ เพื่อนบอกว่า อ.มีวิธีเปิดอ่านฟูลเปเปอร์จากเน็ทโดยไม่ต้องจ่ายเงิน แต่หนูกูเกิ้ลไม่เจอบทความนั้น อยากรบกวนอ.อีกสักรอบ ว่าหนูต้องทำอย่างไรจึงจะได้อ่านเปเปอร์จากเน็ทได้ไม่จำกัดโดยไม่ต้องเสียเงิน

.........................................................................

ตอบครับ

     มาอีกละ พวกชอบหลอกล่อให้หมอสันต์ทำผิดกฎหมาย นี่เป็นคำถามถึงวิธีขโมยสินค้าแบบโต้งๆ คือขโมยอ่านผลวิจัย ซึ่งผิดทั้งกฎหมายและผิดทั้งจริยธรรม แต่ผมเองต้องสารภาพตามตรงว่าตัวผมเองก็อะไรผิดๆแบบนี้มาตลอดชีวิต หิ หิ จะไม่ตอบคุณตามตรงก็เท่ากับผมโกหก เพราะผมคิดแบบเอาสีข้างเข้าถูว่าประชาชนทั่วโลกเสียภาษีให้รัฐบาล รัฐบาลเอาเงินภาษีไปจ้างทำวิจัย แต่พอผลวิจัยออกมาแล้ว ผู้ตีพิมพ์ผลวิจัยเหล่านั้นคือวารสารการแพทย์ขององค์กรเอกชนกลับเอามาตั้งขาย หากประชาชนจะอ่านก็ต้องเสียเงินให้ผู้ตีพิมพ์อีกหน ทั้งๆที่ประชาชนเสียเงินจ้างทำวิจัยไปแล้วแท้ๆ มันไม่ยุติธรรม 

     แหล่งที่จะขโมยอ่านวารสารการแพทย์ในอินเตอร์เน็ทนี้มันย้ายที่เรื่อยมาเพราะมันเป็นของเถื่อนอยู่ที่เดียวนานไม่ได้ และมันมีหลายแหล่ง แหล่งที่ผมพึ่งพาอยู่ทุกวันนี้คือ Sci-Hub มันเป็นเว็บไซท์ที่ก่อตั้งโดยยอดหญิงในดวงใจของผมซึ่งเป็นเด็กสาวชาวคาซัคสถานอายุคราวลูก ชื่อเอลบาคยัน (Alexandra A. Elbakyan) ซึ่งถึงจะไม่รู้จักกันแต่ผมก็รักชอบในความเป็นอัจฉริยะของเธอ และยิ่งชอบในการทำอะไรที่ต้องใช้ creativity อย่างสูงเช่นการเปิดเว็บไซท์หัวขโมยความรู้อย่างนี้เป็นพิเศษ 

     เธอใช้อัจฉริยภาพทางแฮกกิ้งโปรแกรมมิ่งของเธอสร้างเว็บไซท์ซึ่งทำให้ลูกค้าทั้งแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ระดับซำเหมาทั่วโลกสามารถเปิดอ่านนิพนธ์ต้นฉบับจากวารสารวิทยาศาสตร์ทุกวารสารทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 64 ล้านเปเปอร์ได้ฟรี ย้ำ ฟรี เว็บไซท์แรกที่เธอตั้งในอเมริกา (https://scihub.org/) ถูกสั่งปิดและศาลสั่งจ่ายค่าเสียหายบักโกรก แต่เธอแอบกระจายฐานข้อมูลไปไว้ในสิบกว่าประเทศทั่วโลก เดี๋ยวเปิดตรงนั้น เดี๋ยวปิดตรงนี้ ถ้าคุณอยากจะลองใช้บริการฟรีของเธอถ้าเป็นเปเปอร์ที่เจ้าของเขาไม่หวงจะลองค้นที่ https://scihub.org/ ก่อนก็ได้ เพราะเป็นเว็บไซท์ที่ใช้งานสะดวกมีระบบอ้างอิง (citation) ให้ฟรีด้วย แต่ถ้าเป็นเปเปอร์ที่เจ้าของเขาหวง ให้คุณลอง google หาคำว่า sci-hub จะมีเว็บใหม่ที่เปิดแทนเว็บเก่าโผล่ขึ้นมาเพียบ แต่ถ้าเว็บเหล่านั้นไม่เวอร์ค ให้คุณเข้าไปที่ google แล้วพิมพ์คำว่า sci-hub not working 2020 แล้วเอนเทอร์ คราวนี้มันจะมียูทูปแนะนำให้คุณถึงเว็บปลายทางที่จะไปหาอ่านเปเปอร์ได้ฟรีซึ่งยังไม่ถูกตำรวจจับ ณ เวลานั้น ซึ่งเว็บจะเปลี่ยนหน้าไปเรื่อยเพื่อหลบหนี แต่ถ้าตั้งใจตามไปที่วิดิโอยูทูปนี้ชี้ช่องให้ก็จะเข้าไปอ่านเปเปอร์ฟรีได้ทุกที 

     ผมไม่รู้จักคุณนะ ถ้าคุณต้องขึ้นศาลอย่าซัดทอดผมละ หิ หิ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

14 กันยายน 2563

เก็บตกจากครูโยคีอินเดีย

 
     ผมเรียนวิชาโยคี (เรียนวิธีฝึกสมาธิวางความคิดสู่อิสรภาพจากความคิด ไม่ใช่เรียนโยคะห้อยโหนบริหารร่างกาย) กับครูที่เป็นโยคีชาวอินเดีย คอนเซ็พท์ที่เรียนมาบางเรื่องมีประโยชน์ จึงนำมาถ่ายทอดต่อไว้ให้แฟนบล็อกได้อ่านเท่าที่คิดขึ้นได้

เรื่องอาหาร

     จะด้วยรู้ว่าผมเป็นหมอจึงสอนอย่างนี้ หรือมันเป็นวิชาดั้งเดิมของโยคีเขาอย่างนี้ก็ไม่ทราบ ครูสอนว่าอย่าเป็นคนบ้าอาหาร (food fanatic) เพราะอาหารไม่ใช่ศาสดา ไม่ใช่ศาสนา เป็นแค่สิ่งให้เลือกกิน ดังนั้นจึงควรกินตามความต้องการของร่างกาย โดยพื้นฐานโยคีกินแต่พืชไม่กินเนื้อสัตว์ แต่แม้จะกินแต่พืชตามหลักของโยคีก็ยังแบ่งอาหารพืชออกเป็นสามแบบ โดยจำแนกตามความสามารถในการเพิ่มพลังชีวิต (ปราณา) หมายความว่าเพิ่มความไวในรับรู้สื่อสารเชื่อมโยงกับสรรพชีวิต (sensitivity to life) เช่นเมื่อเราไปเดินในป่า ถ้าเราไม่สามารถรับรู้ความมีชีวิตของต้นไม้ ก็เท่ากับว่าตัวเราเองยังไม่มีพลังชีวิตมากพอ

     อาหารทั้งสามแบบ ได้แก่ (1) อาหารเพิ่มพลังชีวิต (2) อาหารลดพลังชีวิต (3) อาหารไม่เพิ่มไม่ลดพลังชีวิต

     1. อาหารเพิ่มพลังชีวิต ได้แก่ ใบพืช รากพืช ทุกพืช ทุกราก ทุกใบ ล้วนเป็นยาหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟักแฟงแตงกวา (ash gourd) แตงไทย แตงโม น้ำผึ้ง ผลไม้ ผัก อาหารทุกอย่างที่กินควรจะอยู่ในสภาพที่มีชีวิตหรือสดมากที่สุด แต่ยกเว้นพวก ถั่ว นัท ผลไม้แห้ง ซึ่งโยคีก็ชอบกินแม้จะไม่ใช่ของสด

     2. อาหารลดพลังชีวิต ได้แก่ กระเทียม หัวหอม ซึ่งกระตุ้นระบบประสาทมากเกินไปจนทำให้ระบบอ่อนล้า พริกเขียว ชา กาแฟ (ที่มีกาแฟอีน) กัญชา ยาเสพย์ติดอื่นๆ โยคีถือว่าการจะบรรลุความหลุดพ้น ต้องไม่อาศัยสารกระตุ้นต่อระบบประสาทใดๆทั้งสิ้น ครูเล่าว่ามีโยคีบางสายนิยมใช้สารกระตุ้นแรงๆเช่นพิษงูเห่าเพื่อให้ตัวเองออกอาการปางตายบ่อยๆ แต่ครูบอกว่าการใช้สารกระตุ้นสารออกฤทธิ์ทุกอย่างเป็นการไปผิดทาง เพราะมันได้ผลให้หลุดพ้นจากความคิดได้แค่ไม่กี่ชั่วโมง แล้วก็จะกลับมาตั้งต้นในที่ที่มีความคิดมากกว่าเดิม 

     3. อาหารไม่เพิ่มไม่ลดพลังชีวิต ได้แก่มันเทศ มันฝรั่ง

เรื่องสีและเสียง

     ครูบอกว่าขณะที่สีทั้งปวงเกิดจากแม่สีสามสี ถ้าผสมทุกแม่สีให้สัดส่วนเท่ากันก็จะได้สีขาว เสียงก็เกิดจาก "แม่เสียง" สามเสียง คือ (1) อ้า (2) อู (3) อืม (ไม่ใช่ลิ้น) เมื่อผสมกันให้ทุกเสียงมีสัดส่วนเท่ากันก็จะออกมาเป็นเสียง "โอม" เมื่อเริ่มเปล่งเสียงอ้า ความสั่นสะเทือนจะเริ่มที่ท่อนล่างของร่างกายใต้สะดือลงไป พอใส่เสียงอูความสั่นสะเทือนจะย้ายมาอยู่ที่หน้าอก พอใส่เสียงอืมความสั่นสะเทือนก็ขึ้นมาอยู่ที่คอขึ้นไปถึงศีรษะ คือเมื่อเปล่งแม่เสียงครบสามเสียงทั้งร่างกายก็จะสั่นสะเทือนทั่วร่างกาย จากเสียงโอมนี้ ด้วยมีลิ้นอยู่ ก็สามารถเปลี่ยนแม่เสียงเป็นเสียงทุกเสียงได้

     รากของแม่สีทั้งสามคือไม่เป็นสีอะไรเลย ฉันใดก็ฉันนั้น รากของเสียงโอมซึ่งมาจากแม่เสียงทั้งสามก็คือความเงียบ ความเงียบจึงเป็นพื้นฐานของเสียงทุกเสียง ความเงียบเป็นสภาวะหรือมิติที่มีพลังมากที่สุดของชีวิต ทุกชีวิตต้องได้กลับไปที่นั่นจึงจะมีพลัง การกลับไปสู่ความเงียบ ก็ด้วยการนอนหลับโดยไม่ฝัน และด้วยการเปล่งเสียงโอมแล้วให้เบาลง เบาลง เบาลง จนไม่มีเสียง แต่ความสั่นสะเทือนเล็กๆยังมีอยู่อย่างอัตโนมัติ ความเงียบเป็นเสียงที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง เป็นพื้นฐานของชีวิตทุกชีวิต แต่เป็นเสียงที่ไร้เสียง คือสั่นสะเทือนอยู่แต่หูไม่ได้ยิน 

     ทุกอย่างในจักรวาลนี้เป็นความสั่นสะเทือนเล็กในระดับเสียงที่ไร้เสียง ทุกสิ่งทุกอย่างมีการสั่นสะเทือนและมีเสียงที่เป็นอัตลักษณ์ของตัวเอง แล้วสัมพันธ์กันขึ้นอย่างสอดประสานจงใจขึ้นมาเป็นจักรวาลนี้ เสมือนเวลาเราไปนั่งในป่าตั้งแต่ตอนค่ำถึงกลางดึก การเล่นออร์เคสตร้าของพวกแมลงซึ่งแต่ละตัวสร้างเสียงอย่างมีเอกลักษณ์ของตนเอง ตรงเวลาของตนเอง และสอดประสานกับเสียงอื่นๆอย่างจงใจ ทำให้ป่าทั้งป่าถูกบริหารโดยเสียงของเหล่าแมลง

     ความสั่นสะเทือนในระดับเสียงที่ไร้เสียงเป็นความจริงแท้ของจักรวาลที่จริงแท้ยิ่งกว่าถ้อยคำที่ถ่ายทอดออกมาเป็นภาษา การจะรับรู้ความสั่นสะเทือนในระดับเสียงที่ไร้เสียงนี้ต้องรับรู้ด้วยประสบการณ์ตรงของตนเองขณะปลอดการรบกวนจากความคิดเท่านั้น แต่ขณะเดียวกันก็ถ่ายทอดจากคนสู่คนได้ แต่ไม่ใช่การถ่ายทอดผ่านการเขียนหรือการสื่อออกมาเป็นภาษา เพราะภาษาคือความคิด

     ครูบอกว่าการถ่ายทอดที่ดีที่สุดคือการนั่งกันเงียบๆ ไม่ต้องพูดคุยอะไรกัน ด้วยวิธีนี้ศิษย์จะเรียนจากกูรูได้ดีกว่าการพูดคุยกันเป็นร้อยๆเท่า 

 นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ 

13 กันยายน 2563

เป็นคุณหมอ วางแผนเลี้ยงลูกด้วยอาหารแบบวีแกน

สวัสดีค่ะ อ.หมอสันต์ 

หนูจบหมอตั้งแต่ปี 2555 ตอนนี้ลาออกมาเลี้ยงลูกค่ะ มีเรื่องที่คิดหนักมากๆเลยคือหนูอยากเลี้ยงลูกเป็นวีแกน แต่หนูกลัวลูกขาดอะไรรึป่าว ก็เลยว่าจะให้กินไข่แดงบ้าง อยากทราบว่า จำเป็นต้องกินไข่มั้ยคะ ปัจจุบัน อายุ10เดือน กิน 3 มื้อ ลูกกินดังนี้ค่ะ ( วนๆค่ะ)

- ถั่วหลากสีปั่น

- ข้าว ควีนัว ผสมแฟกซีด ขี้ม้อน

2 เมนูบน สลับกัน มาผสมกับ

- อะโวคาโด กล้วย ผลไม้สลับๆ

และให้หยิบกินเล่นด้วย ตามนี้

- ผักโขม บรอคโคลี ผักบุ้ง ฟักทอง

มะเขือเทศ มันหวาน แครอท 

ล่าสุดหมอว่าซีดก็มีป้อนเหล็กเสริมบ้างค่ะ กับเสริม b12 spray(ผู้ใหญ่) แบ่งมาเสี้ยวนึง ประมาณเดือนละครั้งค่ะ อาจารย์มีอะไรแนะนำเพิ่มมั้ยคะ กับไข่แดงค่ะ อยากทราบว่าถ้าไม่ให้กินจำเป็นต้องเสริมอะไรมั้ยคะ

กราบขอบพระคุณค่ะ

...

 ตอบครับ

     ผมจะขอตั้งประเด็นตอบเพื่อให้ครอบคลุมทุกประเด็นที่ท่านผู้อ่านจำเป็นต้องนำไปใช้ในการเลี้ยงเด็กเลยนะ

     ประเด็นที่ 1. เมื่อเราพูดถึงอาหารวีแกนและมังสวิรัติ มันมีข้อแตกต่างกันในรายละเอียด เพราะมันหมายถึงอาหารหลายแบบที่มีผลต่อการเติบโตพัฒนาการของเด็กแตกต่างกัน ผมจะลองแยกประเภทให้ดูนะ   

    ประเภที่ 1. มังกินปลา (pescovegetarian)

    ประเภทที่ 2. มังกินไข่กินนม (lacto-ovovegetarian)

    ประเภทที่ 3. มังกินนมไม่กินไข่ (lactovegietarian)

    ประเภทที่ 4. พวกเจเขี่ย (flexitarian) คือกินอาหารทุกชนิดแต่พยายามเพิ่มส่วนที่เป็นพืชและลดส่วนเนื้อสัตว์ โดยเขี่ยเอาเนื้อสัตว์ออกไปให้มากที่สุด

    ประเภทที่ 5. พวกวีแกน (vegan) คือไม่กินสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นเนื้อ นม ไข่ ไก่ ปลา หอย กรณีเป็น "เจ" ชนิดที่มีความเชื่อทางศาสนาหรือลัทธิเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยก็อาจจะแถมไม่กินอาหารหมักดองและผักหรือเครื่องเทศที่มีกลิ่นฉุนเช่นกระเทียม เป็นต้น

    ประเภทที่ 6. พวกแมคโครไบโอติก ซึ่งคล้ายๆกับพวกเจ แต่ว่ามีข้อจำกัดในประเด็นความหลากหลายของอาหารพืชมากกว่า กล่าวคือในกลุ่มที่สุดโต่งไปด้านเข้มงวด 100% จะกินได้แต่ธัญพืชส่วนถั่วและงาจะกินไม่ได้  

     คำตอบของผมในวันนี้จะไม่รวมกลุ่มที่ 6 คือกลุ่มกินแมคโครไบโอติกสายฮาร์ดคอร์ที่ไม่ยอมกินถั่วและงา เพราะเป็นวิธีกินอาหารที่ปฏิบัติการเฉพาะในกลุ่มคนเล็กๆที่มีความเชื่อทางศาสนาจำเพาะเท่านั้นซึ่งกลุ่มคนดังกล่าวไม่มีอยู่ในประเทศไทย        

     ประเด็นที่ 2. ผลของอาหารวีแกนต่อเด็กวัยหลังหย่านม

    งานวิจัยติดตามดูการเติบโตของเด็กส่วนใหญ่มักเหมาเข่ง "มังสวิรัติ" ไปอยู่เข่งเดียวกันหมดเพราะมันเป็นการยากที่จะแยกแยะเช่นเด็กกินไข่ปีละฟองสองฟองว่ายังจะนับเป็นวีแกนได้หรือเปล่า เป็นต้น ผลของงานวิจัยแบบเหมาเข่งเอามังสวิรัติทุกนิกายไปรวมอยู่ในเข่งเดียวกันเหล่านี้ล้วนให้ผลสรุปที่ตรงกันว่าการเติบโตและพัฒนาการของเด็กที่กินเนื้อสัตว์กับกินมังสวิรัติไม่แตกต่างกัน เช่นการวิจัยตามดูการเติบโตของเด็กกลุ่มกินมังสวิรัติกับกลุ่มกินเนื้อสัตว์ที่ประเทศอังกฤษพบว่าการเติบโตไม่ต่างกัน และพบว่าเด็กกินมังได้พลังงานจากอาหารพอเพียง อีกงานวิจัยหนึ่งงานวิจัยเปรียบเทียบความสูงของเด็กในโรงเรียนศาสนา(เซเวนเดย์แอดเวนทิส) ซึ่งกินมังจำนวน 870 คน กับโรงเรียนของรัฐซึ่งกินเนื้อสัตว์ 895 คน ที่เมืองโลมา ลินดา สหรัฐ พบว่าเด็กกินมังสวิรัติ (ซึ่งนับว่าถ้ากินเนื้อสัตว์ก็กินน้อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ถือว่ากินมัง) มีความสูงเฉลี่ยมากกว่าเด็กกินเนื้อสัตว์แบบไม่มังที่อายุเท่ากันและเรียนระดับชั้นเดียวกัน 2.5 ซม.กรณีเด็กชาย และ 2.0 ซม.กรณีเด็กหญิง ในขณะที่ในแง่ของความอ้วนนั้นเด็กที่กินมังสวิรัติมีอัตราอ้วนน้อยกว่า โดยที่เด็กทั้งหมดในทั้งสองกลุ่มล้วนมีการเติบโตปกติค่อนไปทางโตมาก (สูงกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 50) ทุกคน

     อย่างไรก็ตาม ที่รัฐเทนเนสซี่ มีชุมชนที่จัดตั้งกันขึ้นมาโดยกลุ่มคนอเมริกันที่มีการศึกษาสูง มาอยู่ร่วมกันมาแล้วยาวนาน เรียกว่าชุมชน The Farm ใช้ชีวิตร่วมกันเป็นคอมมูนแบบผลิตพืชอาหารบริโภคเองและนับถือศาสนาที่ไม่กินเนื้อสัตว์เลย คือเป็น "วีแกน" แท้ๆ ศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐ (CDC) ได้เข้าไปทำงานวิจัยชื่อดังชื่อ FARM Study เพื่อสำรวจตามดูการเติบโตของเด็กกินอาหารวีแกน 404 คนที่กินอาหารวีแกนตั้งหย่านมและใช้ nutrition yeast เป็นแหล่งวิตามินบี.12 ขณะทำวิจัยเด็กเหล่านี้มีอายุ 4-10 ขวบ พบว่าเด็กเหล่านี้มีพัฒนาการทางร่างกายอยู่ในช่วงเปอร์เซ็นไทล์ที่ 25-75 ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็แปลว่าปกติอยู่ตรงกลางๆไม่ผอมแห้งแรงน้อยเกินไปไม่อ้วนเกินไป ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่าชุมชนนี้พ่อแม่เด็กล้วนมีการศึกษาสูงและรู้วิธีเสริมวิตามินที่อาจขาดแคลน 

    ดังนั้นผมตอบคุณได้ในภาพใหญ่ว่าเด็กที่กินมังสวิรัติทั้งแบบไม่แยกนิกายหรือแยกเฉพาะพวกวีแกนออกมาก็ตาม หลักฐานวิทยาศาสตร์เท่าที่มีถึงทุกวันนี้พบว่าหากรู้วิธีเสริมวิตามินที่อาจขาดแคลนโดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินบี.12 อัตราการเติบโตและพัฒนาการของเด็กไม่แตกต่างจากเด็กที่กินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร

     ประเด็นที่ 3. ปัญหาการขาดแคลนธาตุเหล็กถ้ากินไม่เป็น

     การวิเคราะห์ทั้งอาหารพืชและอาหารเนื้อสัตว์พบว่าต่างอุดมด้วยเหล็กทั้งสิ้น โดยที่เหล็กในเนื้อสัตว์จับอยู่กับโมเลกุลฮีม (heme iron) ซึ่งร่างกายดูดซึมเข้าไปใช้ได้ง่าย ขณะที่เหล็กในพืชอยู่ในรูปของเหล็กอิสระ (non heme iron) ซึ่งร่างกายดูดซึมไปใช้ตรงๆได้น้อย ต้องอาศัยวิตามินซี.เป็นตัวพาเข้าไป ดังนั้นถ้าไม่กินอาหารอุดมวิตามินซี.ในมื้ออาหารนั้นด้วยก็อาจจะดูดซึมเหล็กได้น้อย นอกจากนั้นเหล็กอิสระยังอาจจะถูกไฟเตทซึ่งเป็นโมเลกุลในเส้นใยอาหารดึงไม่ให้เหล็กถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่ายๆอีกด้วย นอกจากนั้นอีกที ยังอาจจะถูกสารแทนนินในน้ำชาหรือกาแฟจับไว้ไม่ให้ถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดอีกด้วย ดังนั้นหากกินอาหารแล้วกลั้วตามด้วยชากาแฟทันทีก็มีโอกาสได้เหล็กน้อยลงไปอีก ดังนั้นหากกินอาหารวีแกนก็ควรจะพิถีพิถันให้มีอาหารอุดมธาตุเหล็ก (ถั่ว นัท ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท) โดยกินควบกับอาหารอุดมวิตามินซี. (ผลไม้ต่างๆ)ในมื้อเดียวกัน เพื่อให้วิตามินซีเป็นตัวพาเหล็กอิสระเข้าสู่ร่างกาย และระวังไม่ดื่มชากาแฟตามหลังอาหารหลักทันที

       อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเชิงระบาดวิทยายุคปัจจุบันนี้เพื่อเปรียบเทียบความชุกของโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในคนกินเนื้อสัตว์ กับคนกินมังสวิรัติพบว่าต่างเป็นโรคโลหิตจางชนิดเกิดจากการขาดธาตุเหล็กไม่ต่างกัน 

      เช่นเดียวกัน งานวิจัยระดับเหล็กที่อยู่ในรูปของการจับกับโปรตีน (ferritin) ของคนกินเนื้อสัตว์และกินมังสวิรัติต่างก็มีระดับ ferritin ในเลือดปกติทั้งคู่ เพียงแต่ว่าคนกินมังสวิรัติมีระดับต่ำกว่าคนกินเนื้อสัตว์มีค่าปกติไปทางสูงแต่ของคนกินมังสวิรัติมีค่าปกติไปทางต่ำ โดยที่ความแตกต่างนี้ไม่มีนัยสำคัญทางคลินิกแต่อย่างใด

     ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าการกินอาหารมังสวิรัติไม่ได้เป็นสาเหตุให้ขาดธาตุเหล็ก

     ประเด็นที่ 4. โอกาสขาดโปรตีน

     ร่างกายของสัตว์ทุกชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เป็นอาหารหลักของเราเช่น หมู วัว ล้วนไม่สามารถผลิตกรดอามิโนจำเป็น (essential amino acid) ขึ้นใช้งานเองได้ ต้องเอามาจากอาหาร เพราะพืชเป็นผู้ผลิตกรดอามิโนจำเป็นที่แท้จริง เนื่องจากมนุษย์กินทั้งสัตว์และพืชจึงได้โปรตีนจากทั้งสัตว์และพืช กรณีที่กินอาหารแบบวีแกน ก็มีโอกาสได้กรดอามิโนจำเป็นครบเพราะพืชหลายชนิดมีกรดอามิโนจำเป็นครบถ้วนในตัวมันเอง เช่น ถั่วเหลือง งา คีนัวร์ เป็นต้น

     แม้ว่าพืชส่วนใหญ่จะมีกรดอามิโนจำเป็นไม่ครบ แต่ธรรมชาติของมีคุณสมบัติพิเศษคือสามารถเลือกเอาของจำเป็นจากทางโน้นนิดทางนี้หน่อยมาประกอบกันแล้วใช้งานครบถ้วนได้ ดังนั้นการกินอาหารพืชที่หลากหลายก็ทำให้ได้รับกรดอามิโนจำเป็นครบถ้วนโดยปริยาย จนถึงวันนี้ยังไม่เคยมีหลักฐานทางการแพทย์ชิ้นใดบ่งชี้ว่าการกินอาหารมังสวิรัติหรือวีแกนที่มีพืชหลากหลายจะทำให้ป่วยเป็นโรคขาดโปรตีน

     ส่วนการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและน้ำหนักลดหรือผอมลงนั้นมีสาเหตุหลักอยู่ที่การได้รับแคลอรีจากอาหารน้อยเกินไป จนร่างกายต้องสลายเอากล้ามเนื้อมาเผาผลาญเป็นพลังงาน ดังนั้นการแก้ปัญหาน้ำหนักลดหรือดัชนีมวลกายต่ำผิดปกติต้องโฟกัสที่การเพิ่มอาหารให้แคลอรี่ให้มากพอก่อน ร่างกายจึงจะสามารถเพิ่มน้ำหนักได้

     ประเด็นที่ 5. อาหารมาโครไบโอติกแบบจำกัดถั่วและงาไม่เหมาะกับเด็ก

     มีหลักฐานจากทางเนเธอแลนด์ว่าเด็กที่เลี้ยงดูด้วยอาหารมาโครไบโอติกแบบเข้มงวดจำกัดถั่วและงา ให้กินแต่ธัญพืชเป็นหลัก พบว่า 58% ของเด็กเหล่านั้นได้รับโปรตีนไม่ถึง 80% ของที่แนะนำว่าควรได้ต่อวัน (RDA) อีกงานวิจัยหนึ่งทำที่เนเธอร์แลนดเช่นกันเด็กเล็กที่กินมังแบบแมคโครไบโอติกแบบเข้มงวดขาดธาตุเหล็กมากกว่าเด็กกินเนื้อ อีกงานวิจัยหนึ่งพบว่าเด็กที่กินอาหารมาโครไบโอติกแบบเข้มงวดจะขาดวิตามินบี.12 ถึงระดับที่ส่งผลต่อพัฒนาการของระบบประสาท

      ประเด็นที่ 6. อาหารวีแกนที่ทดแทนวิตามินใช้กับเด็กได้ตั้งแต่หลังหย่านม

     งานวิจัยในเด็กตั้งแต่หลังหย่านมที่กินมังสวิรัติหรือวีแกนที่ได้รับการทดแทนวิตามินบี.12 เพียงพอ พบว่าอัตราการเติบโตไม่ได้ต่างจากเด็กปกติ ผมจะยกตัวอย่างมาไว้ที่นี้สองงานวิจัยคือ

     งานวิจัยที่1. เป็นการสำรวจเด็กกินมังแบบไขมันต่ำหลังหย่านม 51 คนที่อะริโซนาโดยดร.สตีเว่น โกลเบิร์กและดร.เกลน ฟรีดแมน ตีพิมพ์ไว้ในวารสารกุมารเวช (J of Pediatrics) ปีค.ศ. 1976 พบว่าเมื่อเด็กเหล่านี้มีอายุถึง3 ปี ก็ยังมีอัตราการเติบโตเท่ากับเด็กหสรัฐทั่วไปที่กินเนื้อและดื่มนมวัว

     งานวิจัยที่ 2. ทำในเด็กก่อนวัยเรียนที่ใต้หวัน ดูเด็กที่กินมังสวิรัติ 42 คนเทียบกับที่กินเนื้อ 56 คน โดยวัดความสูงและดัชนีมวลกาย วัดความหนาผิวหนังหลังแขน เจาะเลือดดูสารอาหาร พบว่าทั้งสองกลุ่มมีดัชนีการเติบโตทุกตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ

     ประเด็นที่ 7. เด็กหลังหย่านมหากจะให้กินวีแกนควรให้กินไข่แดงไหม

     ประเด็นนี้ไม่มีงานวิจัยที่จะตอบตรงๆได้ว่าการเสริมไข่แดงหรือนมให้เด็กที่กินอาหารวีแกนหลังหย่านมจะดีกว่าอยู่เปล่าๆหรือไม่ ผมจึงไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ ตรงนี้มันเป็นย่านที่ปลอดข้อมูล เอาเป็นว่าคุณชอบแบบไหนเอาแบบนั้นก็แล้วกัน     

     ประเด็นที่ 8. เด็กที่ยังไม่หย่านมจะกินอาหารวีแกนควบได้ไหม

     หลักวิชาแพทย์ปัจจุบันนี้ถือว่านมแม่เป็นอาหารอย่างเดียวก็พอแล้ว จนอายุถึงวัยหย่านมคืออย่างเร็วก็ 6 เดือนเป็นต้นไป หลังจากนั้นจึงจะให้เริ่มอาหารแข็ง แต่ในชีวิตจริงอาหารเสริมสำหรับเด็กวัยก่อน 6 เดือนมีขายเกลื่อนตลาดและขายดีด้วยเพราะแม่ที่เอาแต่ทำมาหากินไม่มีเวลาหรือไม่นิยมให้น้ำนมลูก วงการแพทย์ไม่มีข้อมูลหรอกว่าอาหารแข็ง (เสริมกับนมแม่) เหล่านั้นแบบไหนดีกว่าแบบไหน รู้แต่ว่าหากให้ดื่มนมวัวตั้งแต่อายุน้อยเด็กจะเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 1 (ซึ่งเป็นโรคในกลุ่มภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง) มากขึ้นกว่าเมื่อไม่ให้ดื่มนมวัว ดังนั้นช่วงให้นมแม่ไม่ควรให้ดื่มนมวัวหรืออาหารเสริมใดๆ แต่หากจำเป็นต้องให้เพราะมีเหตุให้นมแม่ไม่ได้ก็ควรจะเป็นอาหารธรรมชาติมากกว่านมวัว ส่วนจะเป็นอาหารธรรมชาติแบบมีเนื้อสัตว์หรือแบบวีแกน แบบไหนดีกว่ากัน ตรงนี้ยังไม่มีใครทราบ คุณต้องตัดสินใจเอาเอง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. O'Connell JM, Dibley MJ, Sierra J, Wallace B, Marks JS, Yip R. Growth of vegetarian children: The Farm Study. Pediatrics. 1989 Sep; 84(3):475-81.

2. Nathan I, Hackett AF, Kirby S. A longitudinal study of the growth of matched pairs of vegetarian and omnivorous children, aged 7-11 years, in the north-west of England. Eur J Clin Nutr. 1997 Jan; 51(1):20-5.

3. Sabaté J1, Lindsted KD, Harris RD, Sanchez A. Attained height of lacto-ovo vegetarian children and adolescents. Eur J Clin Nutr. 1991 Jan;45(1):51-8.

4. Dagnelie PC, van Staveren WA. Macrobiotic nutrition and child health: results of a population-based, mixed-longitudinal cohort study in The Netherlands. Am J Clin Nutr. 1994 May; 59(5 Suppl):1187S-1196S.

5. Roberts IF, West RJ, Ogilvie D, Dillon MJ. Malnutrition in infants receiving cult diets: a form of child abuse. Br Med J. 1979 Feb 3; 1(6159):296-8.

6. van Dusseldorp M, Schneede J, Refsum H, Ueland PM, Thomas CM, de Boer E, van Staveren WA. Risk of persistent cobalamin deficiency in adolescents fed a macrobiotic diet in early life. Am J Clin Nutr. 1999 Apr; 69(4):664-71.

7. Yen CE1, Yen CH, Huang MC, Cheng CH, Huang YC. Dietary intake and nutritional status of vegetarian and omnivorous preschool children and their parents in Taiwan. Nutr Res. 2008 Jul;28(7):430-6. doi: 10.1016/j.nutres.2008.03.012.

8. Sanders TAB. Growth and development of British vegan children. Am J Clin Nutr. 1988;48:822–5. [PubMed] [Google Scholar]

9. Sabaté J, Lindsted K, Harris RD, Johnston PK. Anthropometric parameters of schoolchildren with different life-styles. Am J Dis Child. 1990;144:1159–63. [PubMed] [Google Scholar]

10. Sanders TA, Reddy S. Vegetarian diets and children. Am J Clin Nutr. 1994;59:1176S–81S. [PubMed] [Google Scholar]

11. Paronen J, Knip M, Savilahti E, Virtanen SM, Ilonen J, Akerblom HK, et al. Effect of cow's milk exposure and maternal type 1 diabetes on cellular and humoral immunization to dietary insulin in infants at genetic risk for type 1 diabetes. Finnish Trial to Reduce IDDM in the Genetically at Risk Study Group. Diabetes. 2000 Oct. 49(10):1657-65.

12. Lempainen J, Tauriainen S, Vaarala O, Mäkelä M, Honkanen H, Marttila J, et al. Interaction of enterovirus infection and cow's milk-based formula nutrition in type 1 diabetes-associated autoimmunity. Diabetes Metab Res Rev. 2012 Feb. 28(2):177-85.

10 กันยายน 2563

คนเกษียณอายุ เขาวางแผนทำอะไรกันบ้าง

     ช่วงนี้หมอสันต์กำลังทำแค้มป์ผู้เกษียณอายุติดๆกันหลายแค้มป์ ทำมาเป็นสิบปีแล้ว คิดขึ้นได้ว่าน่าจะเล่าให้แฟนๆบล็อกฟังหน่อยว่าผู้เกษียณคนไทยเขาคิดทำอะไรกันบ้าง จึงรวบรวมเท่าที่จำได้จากแค้มป์ต่างๆที่สอนมาเขียนไว้ให้อ่านตรงนี้

     1. ปลูกบ้านพักริมหนองน้ำในอำเภอที่เคยเป็นครูอยู่ ซื้อหนังสือไว้สักหนึ่งตู้ และตะลุยอ่านหนังสือ (เจ็ดปีผ่านไป ปลูกบ้านแล้ว ซื้อหนังสือแล้ว ยังไม่ทันได้อ่าน ก็ถูกลูกสาวเรียกให้ไปช่วยดูหลานชั่วคราวช่วงพี่เลี้ยงเด็กกลับบ้านนอก ผ่านไป 7 ปี ตอนนี้ยังเลี้ยงหลานอยู่ในกรุงเทพ)

     2. ขอศึกษาพระไตรปิฎกอย่างจริงจัง ให้รู้ว่าจริงๆแล้วพระพุทธเจ้าสอนอะไรบ้าง

     3. ไม่ทำอะไรเลย พอแล้วกับการต้องทำโน่นทำนี่ ขออยู่เฉยๆให้หายอยาก

     4. เปิดร้านอาหาร ทำเอง เสริฟเอง ไม่หวังได้เงินเป็นกอบเป็นกำ แค่ได้ทำอาหารให้คนกินแล้วมีความสุขละ

      5. สะสางข้าวของในบ้านเอาของไม่จำเป็นออกแจกหรือทิ้ง แล้วออกเดินทางรอบโลก แล้วกลับมาปักหลักเดินทางท่องเที่ยวไปตามชนบทของไทย (ตอนนี้เกษียณมาได้สองปีแล้ว แต่ยังไม่ได้เริ่มสะสางข้าวของในบ้าน เพราะมัวแต่ยุ่งๆอยู่กับอะไรบ้างก็ไม่รู้เยอะแยะไปหมด)

     6. ไปเรียนเป็นครูสอนเต้นรำกับลีลาศสมาคม (ได้ไปเรียนแล้ว ผ่านไปหนึ่งปี จบแล้ว และได้ความสูงของร่างกายเพิ่มขึ้นอีก 5 ซม. เพราะการเปลี่ยนบุคลิกตามวิชาเต้นรำ)

     7. จะออกกำลังกาย เดินในหมู่บ้านทุกวัน เดิมมีโอกาสได้เดินแค่สัปดาห์ละครั้งอย่างมาก

     8. เล่นหุ้น

     9. เกษียณแล้วจะเปลี่ยนตัวเองเสียใหม่ แต่ยังไม่รู้จะเปลี่ยนยังไง ขอเวลาหลังเกษียณนั่งคิดนอนคิดสักพัก 

     10. จะทำโครงการโคก หนอง นา โมเดล ตามรอยพ่อ ร.9 ไม่คิดเอาอะไรจากโครงการนี้ คิดแต่ว่าจะคืนอะไรให้โลกนี้บ้าง

     11. จะปลูกป่าในที่ดินมรดกของตัวเอง ปลูกไว้ให้ลูกหลาน

     12. เตรียมที่ดินทำสวนไว้แล้ว จะทำสวนผลไม้

     13. จะพาภรรยาไปทัวร์เก้าวัด (เพราะหากพาไปนั่งสมาธิเธอรับยังไม่ได้ เอาแค่นี้ก่อน)

     14. ไปเป็นครูอาสาตามที่เขาเปิดรับสมัคร ยอมทิ้งบ้านไปกินไปนอนบ้านนอกคอกนาได้

     15. ไปสมัครอบรมเป็นผู้พิพากษาสมทบ

     16. ตีกอล์ฟลูกเดียว เพราะเป็นเขตเดียวที่ปลอดภรรยา

     17. เป็นกรรมการชุมชน (บ้านจัดสรร) ร่วมมือกับมหาลัย ... (ข้างบ้าน) ทำกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยในหมู่บ้านจัดสรร (เป็นกรรมการมาแล้วสองปี ยังเป็นอยู่ แต่ชักบ่นว่าผลงานไม่ออกเพราะคณะกรรมการอืด..ดเหลือเกิน)

     18. จะไปเช่าบังกาโลเก่าๆถูกๆริมหาดสักสามเดือน แล้วออกเดินชายทะเลทุกวันให้หนำใจ ถ้ายังไม่หนำใจ จะหาซื้อหรือเช่าที่ปลูกบ้านหลังเล็กอยู่ไม่ไกลชายทะเลที่เงียบๆ

     19. เข้าไปเล่นบาสเก็ตบอลในสนามวิทยาลัยข้างบ้านทุกวัน เล่นตอนเย็นเมื่อนักศึกษาเขาไม่ใช้สนาม

     20. ตั้งแต่เล็กจนแก่ตื่นเช้าต้องไปโรงเรียน โตแล้วก็ต้องไปทำงาน เกษียณแล้วจะใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ ทิ้งนาฬิกาปลุก ไม่รีบอะไรทั้งสิ้น ดูซิว่าวันทั้งวันถ้าไม่รีบอะไรเลยมันจะเป็นอย่างไร ไม่เดินทาง ไม่ย้ายถิ่นฐานไปไหนทั้งนั้น อยู่บ้านเดิมนี้ดีแล้ว เพราะทั้งซ่อมทั้งต่อเติมมันมาจนถูกใจแล้ว

     21. จะหางานเสริมทำแค่ให้ได้ออกนอกบ้าน ทำอะไรก็ได้ เป็นยามเฝ้าที่จอดรถก็เอา

     22. มีเวลาแล้วคราวนี้จะเป็นชอปเปอร์ระดับเซียน คือใช้เวลาศึกษาเปรียบเทียบราคาและโปรโมชั่นอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อ

     23. อยากจะไปเรียนร้องเพลง แต่ยังไม่รู้จะไปเรียนที่ไหนดี เพราะเพื่อนไปเรียนมาแล้วบอกว่าน่าเบื่อมาก ครูให้เอ้อ เอ้อ อ้า อ้า ไม่ให้ร้องเพลงจริงๆสักที ทุกวันนี้ร้องเพลงเองก็มีความสุขอยู่แล้ว แค่อยากเรียนร้องเพลงให้เพราะขึ้นอีกหน่อยเท่านั้น

     24. จะทำสวนกระถางปลูกผักสวนครัวไว้กินเองและปลูกดอกไม้รอบบ้าน

     25. จะไปเป็นโค้ชฟุตบอล เพราะตัวเองชอบเตะบอล ไปเป็นโคชให้เด็กโรงเรียนบ้านนอกก็ได้ ไม่เอาเงิน

     26. อยากจะเขียนอะไรทางอินเตอร์เน็ทเป็นประจำแบบหมอสันต์ เพราะตัวเองมีความรู้เรื่องการเงิน น่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่น

      27. จะเอารถออกไปขับอูเบอร์ ไม่หวังเงินเป็นกอบเป็นกำหรอก แต่หวังได้ออกนอกบ้านและได้คุยกับคนแปลกๆบ้าง

     28. จะออกแบบและผลิตเตาเผาศพใหม่ขายให้วัด เพราะการเผาศพในเมืองไทยปัจจุบันเป็นระบบเตาที่ไร้ประสิทธิภาพ เผาได้ไม่หมดจด

     29. อยากไปเป็นไกด์อาสาตามจุดท่องเที่ยว แบบไกด์ฟรี กำลังหาที่เหมาะๆอยู่

     30. อยากมาทำงานอาสาเป็นสต๊าฟในรีสอร์ทของหมอสันต์ 

     31. อยากจะเพาะหิ่งห้อย กำลังหาวิธีเริ่มต้น

     32. จะเอาบ้านตัวเองทำ B&B เพราะบ้านอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว

     33. จะเปิดสอนภาษาอังกฤษให้เด็กฟรี

     34. ออกล่าเหรียญวิ่งทั้งมินิ และฮาล์ฟ 

     35. จะเล่นที่ ซื้อถูก ขายแพง เที่ยวประมูลที่กรมบังคับคดีเอามาขาย

     36. ตั้งใจจะทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญอะไรใหม่ๆสักอย่าง เล็งไว้คือการปั้นหม้อเผาเซรามิก วางแผนซื้อเตาไว้แล้ว (แต่ยังตรองไม่ตกเรื่องจะเอาหม้อที่ปั้นได้ไปไว้ไหน)

     37. จะหาวิธีทอดปาท่องโก๋โดยไม่ใช้น้ำมันและใช้ความร้อนต่ำ ใช้ระบบลดความดันของหม้อทอดลงแทน

     38. อยากประกอบอาชีพสาระพัดช่างเพราะเห็นว่ามีความต้องการมากและตัวเองมีความสามารถ แต่แก่แล้วกลัวคนไม่กล้าจ้าง กำลังหาลูกมือเป็นช่างหนุ่มๆที่หน่วยก้านดีแต่ก็ยังหาไม่ได้   

     39. จะตระเวณไปเข้าซัมเมอร์แค้มป์ (เมืองนอก) กับพวกเด็กๆฝรั่ง เพราะสมัยวัยเรียนอยากไปมากแต่พ่อแม่ไม่มีเงิน

     40. ขอลดน้ำหนักสัก 20 กิโลก่อน

     41. เดินป่า ไปตาม walking trail ต่างๆ ทั้งเมืองไทยเมืองนอก

     42. ซื้อเต้นท์และอุปกรณ์ไว้แล้ว ฟอร์จูนเนอร์ก็ซื้อแล้ว จะออกเที่ยวแบบออฟโร้ด ค่ำไหนนอนนั่น นานๆกลับมาตั้งหลักที่บ้านเสียทีหนึ่ง

     43. ปั่นจักรยานไปทั่วเมืองไทย และถ้ายังสู้ไหวก็จะไปทั่วเอเซีย

     44. จะหยุดอยู่เฉยๆสักหนึ่งหรือสองปี แล้วจะกลับมาหางานทำใหม่

     45. กำลังหาวิธีแลกบ้านอยู่กับคนต่างชาติ แบบว่าเขามาอยู่บ้านเรา เราไปอยู่บ้านเขา ผลัดกัน คราวละหลายๆเดือนจนวีซ่าหมด

     46. ทำฟาร์ม เลี้ยงห่าน (ไปอบรมเลี้ยงห่าน ม. เกษตร มาแล้ว ซื้อที่ดินทำฟาร์มแล้ว จ้างคนเฝ้า ซื้อแทรกเตอร์ เอาลูกห่านไปให้คนเฝ้าฟาร์มเลี้ยง ตัวเองแวะไปต่างประเทศเพื่อเยี่ยมหลานหลายเดือน กลับมาก็รีบตรงรี่ไปฟาร์ม กะว่าห่านคงจะร้องกันขรม พอไปถึงปรากฎว่าเงียบกริบ รถแทรกเตอร์ที่ซื้อไว้จอดอยู่กลางพงหญ้า แถมล้อไม่มีอีกต่างหาก สรุปว่าคนเฝ้าหนีไปพร้อมกับถอดล้อรถแทรกเตอร์ไปขายด้วย จึงเลิกโครงการเลี้ยงห่าน และยังไม่กล้าคิดโครงการใหม่

     47. ทำนาเกษตรอินทรีย์ (ทำคร็อปแรก ขาดทุนไปสี่แสน ปีที่สองขาดทุน 3 แสน มีคนจีนมาขอซื้อที่ จึงขายที่นาไปซะเลย ได้กำไรมา 10 ล้าน)

     48. จะเปิดคอร์สสอนออนไลน์ เพราะมีความรู้และประสบการณ์เรื่องศิลปะอยู่ มีคนเรียนมากเรียนน้อยไม่เป็นไร เพราะไม่มีต้นทุนอยู่แล้ว

     49. ปลูกบ้านหลังหนึ่งในต่างจังหวัด ปลูกด้วยมือตัวเองคนเดียว เสร็จแล้วจะซ่อมรถเก่าสามคันด้วยตัวเอง (ได้ลงมือปลูกบ้านแล้ว ทำมาแล้ว 6 ปี ตอนนี้ก็ยังทำบ้านอยู่ ยังไม่เสร็จ ส่วนรถสามคันที่จอดรอนั้นยังไม่ได้เริ่มซ่อม ทิ้งให้หนูใช้ทำรังไปก่อน)

     50. จะขายบ้านในกทม. แล้วไปหาบ้านหลังเล็กๆอยู่ในต่างจังหวัด

     51. เรียนเปียโน (เข้าเรียนมาแล้วสองปี เพื่อนรุ่นเดียวกัน (6 ขวบ) เขาเลื่อนไปสามชั้นแล้ว ตัวเองยังอยู่ชั้นเดิม เพราะได้ท่อนใหม่ลืมท่อนเก่า เล่นไม่จบเพลงจึงสอบไม่ผ่านสักที)

     52. เลี้ยงหลาน

     53. จะทำ baking (ปิ้งขนมปัง) จริงจัง เอาให้อร่อยกว่าที่เขาทำขายกัน ไปเรียนมาแล้ว คอร์สละสองสามหมื่นก็ไปเรียนมาหมดแล้ว

     54. วาดภาพสีน้ำ

     55. ทำเฟอร์นิเจอร์ วางแผนว่าจะตั้งโรงช็อปที่หน้าบ้าน รับจ้างทำงานไม้ทุกชนิด แบบทำคนเดียวหวานเย็น

     56. เอาบำเหน็จล้างหนี้ให้หมดก่อน ผมไม่ชอบเป็นหนี้ตอนที่ไม่มีรายได้แล้ว แค่ล้างหนี้หมดผมก็อยู่แบบกินน้อยใช้น้อยได้แล้ว คนอื่นเขาจะเอาบ้านไปทำบำนาญหรือเอาสิทธิสมาชิกฌาปณกิจกู้ค่าทำศพตัวเองมาใช้ล่วงหน้าก็ช่างเขาเถอะ ผมล้างหนี้หมดผมไม่เอาอะไรอีกแล้ว

    57. ไปอยู่สุพรรณบุรี ทำเกษตรพอเพียงสองคนกับแฟน ใช้เทคนิคธนาคารน้ำใต้ดิน ทำโฮมสเตย์ด้วย (ยังไม่ได้เริ่มทำ แต่เพื่อนๆเริ่มจองห้องพักในโฮมสะเตย์แล้ว)

     58. จะทำร้านกาแฟและขนมเบเกอรี่ ใครจะท้วงว่าทำแล้วจะขาดทุนนะ ก็จะทำ

     59. (จากท่านผู้อ่าน) ผมจะเป็น "นักดูหนัง" ครับ สลับกับอ่านหนังสือ ฟังเพลง ทำสวน ปั่นจักรยาน

     60.  (จากท่านผู้อ่าน)  โชคดีที่เกษียณอายุตั้งแต่อายุ 41 ปีค่ะ ทำสวนผัก ดูหนังเบาๆสมอง ถักโครเชต์นิตติ้ง อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย ดูข่าวสารให้น้อยลง ตัดสิ่งที่เข้ามาทำลายความสุขในแต่ละวันออกไปค่ะ อยู่ที่อเมริกามีกิจกรรมเดินป่า ปีนเขาค่ะ วางโปรแกรมเที่ยว(สมัยที่ไวรัสไม่ระบาดค่ะ) ตอนนี้อยู่บ้านทำงานอดิเรกไปแต่ละวันค่ะ มีหลายอย่างให้ทำมากมายค่ะ หน้าหนาวเล่นสกี สโนโมบิล

     61.  (จากท่านผู้อ่าน) โควิดทำให้กลายเป็นคนเกษียณ ชีวิตยุ่งยิ่งกว่าตอนทำงานปกติ เพราะถึงจะไม่มีงานที่สร้างรายได้ แต่การทำภาษี ปกส ก็ย้งคงต้องดำเนินอยู่ เรียนตัดเย็บ เรียนทำอาหารจากยูทูป หาแหล่งวัตถุดิบ วางแผนบริหารพื้นที่เท่าที่มีเพื่อทำอาชีพใหม่ ในขณะที่อาชีพเก่าก็ยังต้องประคองชีวิตเพื่อรอเวลาพลิกฟื้น คุณแม่ก็ต้องดูแลกันไป หุงหาอาหาร ทำความสะอาด เลี้ยงแมวน้อยที่คนแปลกหน้าเอามาทิ้งไว้ให้ เพลินกันไปค่ะ

     62.  (จากท่านผู้อ่าน) ชีวิตแม่บ้านไม่มีวันเกษียณ พ่อบ้านวางแผนหลายอย่าง อยากให้ช่วยเพิ่มแผนช่วยเมียทำงานบ้าน ล้างจาน ซักผ้า กวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างหน้าต่าง มุ้งลวด ห้องน้ำ บ้างก็ดีนะคะ แก่พอๆกันแล้ว แม่บ้านจะได้ มีเวลาเอนหลัง พักผ่อน ดูซีรี่ย์เกาหลีบ้าง

     63.  (จากท่านผู้อ่าน) ผมจริงจังกับการค้นหาความหมายของชีวิต เริ่มนั่งสมาธิอย่างจริงจังครั้งละ 1 ชม.วันละ 2 ครั้งก่อนตื่นนอนและเข้านอน ในการนี้ผมต้องเลิกดื่มเบียร์-ที่เคยดื่มพร้อมกับอ่านหนังสือก่อนนอน ทุกวัน ๆ ละ 3 - 4 ขวด เป็นกิจกรรมโปรดปรานของผมเลยแต่มันไปกับนั่งสมาธิไม่ได้จึงตัดใจเลิกดื่ม(ยอมรับว่าพอเลิกดื่มแล้วอ่านหนังสือไม่ค่อยสนุก-และอ่านน้อยลง) พอเลิกดื่ม ก็มานั่งเป็นกิจวัตรแบบนี้ได้ปีนึง ทีนี้ก็เลิกบุหรี่ที่สูบทุกวันตั้งแต่สมัยเรียน-ที่แสนจะเลิกยากเลิกเย็น จึงใช้วันเข้าพรรษามาช่วยตัด เลิกได้สองเดือนกว่าแล้วลานิรันดรสำหรับเบียร์และบุหรี่ ตอนนี้พัฒนามาได้แค่นี้ อนาคตยังไม่รู้ การนั่งสมาธิที่กลายเป็นกิจวัตรประจำวัน มันง่ายขึ้นทุกวัน เหมือนการกินนอนขับถ่าย พอถึงเวลาก็นั่ง-นั่งแบบอธิษฐาน-คือไม่เปลี่ยนท่า-ไม่ลืมตา--ไม่เคลื่อนไหวใด ๆ แล้วทำอานาปานสติ ต่อด้วยวิปัสสนา (เดาว่าเป็นวิธีที่คุณหมอเรียกว่า บอดี้สแกน-แต่ท่านโกเอ็นก้าเรียกว่าวิปัสสนา--หรือรู้ตัวทั่วพร้อม) บางวันดีมาก-บางวันติดขัด--ไม่เหมือนกันในแต่ละวัน เป็นงานที่สนุก ในวันที่ดีมาก เช่น บางทีลองเช็คการนั่ง 1 ชม.--เอาเป็นนาทีเป๊ะ ๆ โดยไม่ใช้นาฬิกา เช่น นั่ง 8.35 ลืมตา 9.35 มันทำได้ง่าย ๆ เลย--ไม่รู้ยังไงเหมือนกัน จริง ๆ อยากบวชตลอดชีพ--พร้อมมาก แต่สงสารภรรยา-ไม่มีลูกครับ เธอก็บอกไปเถอะ ๆ ฉันอยู่ได้--แต่น้ำเสียงเหมือนจะร้องไห้

     65.  (จากท่านผู้อ่าน) ลดค่าใช้จ่าย ลดความอยาก ทำใจให้นิ่งค่อยเป็นค่อยไปดูแลสุขภาพ อาหาร เที่ยว ออกกำลัง 60 % ที่เหลือทำงานเพื่อเงินเล็กน้อย

     66.   (จากท่านผู้อ่าน) มาทำเรื่องคุณภาพ ก่อนถึงเวลาตั้งใจเกษียณ 2-3 ปี แล้วติดใจ เจอเป้าหมายของจิตวิญญาณตัวเองที่แท้จริง ว่าชอบเรียนรู้ เลยยังไม่ขอเกษียณ แล้วเขาให้อยู่ต่อ ก็ว่าจะทำไปเรื่อยๆ ได้พัฒนาทั้งงาน ส่วนรวมคือองค์กร ทีม และตัวเอง ได้มาศึกษามาตรฐานคุณภาพอย่างจริงจัง ผสมผสานHard Science&Soft Science อย่างจริงๆจังๆ ฝึกเรื่อง Pure Coaching ตั้งแต่ Coach ตัวเองบ่อยๆ ทุกวัน ว่า เป้าหมายประจำวัน ประจำอาทิตย์ ประจำเดือน คืออะไร จะไปอย่างไร เพื่อบรรลุ-Achieves ตั้งใจเกษียณจริง ตอนอายุ 65 ปี ก็ อีก 4 ปี คงเป็นที่ปรึกษาคุณภาพให้องค์กรต่อไป หรืออาจะไปเรียนเป็น Surveyor,Assessor หรือ Coach รับเป็นที่ปรึกษาแบบ จิตอาสาหรือราคาถูกไป แต่ก็เริ่มปลูกต้นไม้ แบบจับฉ่ายในสวน ไว้รอแล้ว เตรียมทำบ้านสวนหลังเล็กๆ ไว้ชวนเพื่อนมานั่งคุย Party เบาๆ เริ่มทยอยขายสมบัติ ส่วนเกิน เช่นจักรยานที่มี เยอะมาก ก็แจกด้วย ให้ลูกน้องที่สนิท ชอบพอไปฟรีๆก็มี เรื่องธรรมะ ก็เรียนรู้การบูรณาการเข้าเรื่องคุณภาพ เอาไว้ Coaching ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน หรือแลกเปลี่ยน เรียนรู้กับ Boss แหะๆ พูดไปเรื่อย ถึงเวลา จะได้เกษียณหรือเปล่า ยังไม่รู้ครับผม๕๕๕

     67.  (จากท่านผู้อ่าน) ตอนนี้ทําโคกหนองนาอยู่ค่ะ ทํามาสามเดือน ร้อนมาก ถึงกับเข้าโรงบาลเลยค่ะ ตอนนี้จะติดแอร์แล้วค่ะ ไม่ไหวค่ะ อยู่ลําพูนเจ้า

     68.  (จากท่านผู้อ่าน) ดิฉันกำลังเรียนรู้การเล่นเฟซบุ้คและเปิดออนไลน์ต่างๆ บางเวลาก็ไปวัดฟังธรรมนั่งสมาธิ อยู่บ้านนั่งนอนใต้ต้นไม้ เสพผลไม้เป็นอาหารประจำ เลิกสนใจโลกนอกบ้านค่ะ

     69.  (จากท่านผู้อ่าน) ใช้เวลาที่เหลือทั้งหมดเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับความตายครับ

     70.  (จากท่านผู้อ่าน) สำหรับผม อายุ 63 ถือว่ายังเป็นผู้สูงวัยวัยละอ่อนอยู่.. ตอนอายุ 57 หลังเกษียณด้วยสมัครใจ ผมผันตัวเองมาเป็นนักแปล เป็นล่ามอังกฤษ รวมถึงจดเรียบเรียงและสรุปบันทึกการประชุมทั้งระดับประเทศและระดับโลกโดยอาศัยประสบการณ์ตอนทำงานมาใช้ล้วน ๆ... ผมเริ่มต้นด้วยการส่งอีเมลไปสมัครตามบริษัทเอเจนซี่ต่าง ๆ.. แน่นอนว่า ค่าตอบแทนแรก ๆ จะน้อยมากเพราะยังไม่มีประสบการณ์ หลังจากทำมาได้ 2 ปี เก็บเกี่ยวประสบการณ์มากขึ้นและเริ่มมี connection สามารถสร้างรายได้ดีขึ้นเดือนละเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 45,000 บาท (แต่ตอนนี้รายได้ลดลงเนื่องจากผบกระทบจากสถานการณ์ Covid-19) เพิ่งค้นพบตัวเองว่าชอบสายงานด้านนี้ตอนเกษียณ.... อยากให้ สว. ทั้งหลายอย่าคิดว่าเราหมดคุณค่า ถ้าเรามีความสามารถอะไร จงนำเสนอมันออกมาให้ผู้ที่เราคิดว่าเขาอาจสนใจ..ลงมือทำทันทีไม่ว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจะสำเร็จหรือล้มเหลว ดีกว่านั่งอยู่เฉย ๆ ครับ...

"จงอย่าปล่อยให้ตัวเองถูก disruption ด้วยอายุนะครับ..."

     71.  (จากท่านผู้อ่าน) วาดรูปค่ะ ใช้สีไม้ ชอบมากค่ะ ถึงจะวาดไม่เก่งเพราะไม่ได้เรียนมาแต่ทำให้เราภูมิใจและมีสมาธิดีมากๆสลับกับการดูแลต้นไม้และเล่นกับหลาน มีความสุขดีค่ะ

     72.  (จากท่านผู้อ่าน) หนูจะทำอย่างละนิด อย่างละหน่อย เช่น ร้องเพลงที่ร้านอาหารของเพื่อน ร้องเพลงจิตอาสาที่โรงพยาบาล เต้นรำและดิ้น ไปวัดสวดมนต์ ทำอาหารหรือน้ำแจกเป็นโรงทานตามวัด ตามงานต่าง ๆ เล่นหุ้นพอเอามัน ดีกว่าไปเล่นไพ่ อยู่เวรตามโรงงานแทนน้อง ๆ บ้าง ตราบเท่าที่สภาพร่างกายยังดูดี ใครชวนไปทำประโยชน์แก่ส่วนรวมตรงใหนก็ไป ทำงานบ้านบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ รดน้ำต้นไม้บ้างถ้าไม่เหนื่อยมาก ดู T.V. ดูข่าวสาร ที่น่าสนใจ ดูหนัง ฟังเพลงเก่า ๆที่ชอบ โอ้โฮ มีเรื่องสนุก ๆ น่าทำตั้งหลายเรื่อง จะทำอย่างนี้ทุกอย่าง จนกว่าร่างกายจะหมดสภาพค่ะ

     73.  (จากท่านผู้อ่าน) ตอนแรกเกษียณแล้วตั้งใจจะไปอยู่ต่างจังหวัดบ้านเดิมสามีปลูกผักไว้กินเอง พอมาอยู่ได้2ปีก็ได้ไปร่วมกับกลุ่มกสิกรรมธรรมชาติที่ทำตามศาสตร์ของในหลวง ร.9ทำให้ได้พบกลุ่มเครือข่ายที่มีหัวใจเดียวกัน ตอนนี้มีความสุขกับการร่วมกิจกรรมกับเด็กรุ่นลูกหลานแต่ได้ความรู้ใหม่ทำให้เสียดายว่ามาเริ่มช้าไปหน่อยค่ะ

     74.  (จากท่านผู้อ่าน) โชคดีที่สุด ที่ดิฉันเป็นหม้ายก่อนเกษียณสามปี 555 (ชีวิตมันช่างมีอิสระเสรีเหลือเกิน)

     75. (จากท่านผู้อ่าน) ผมเกษียณมาได้สองปี ขอสรุปบทเรียนว่าต้องนิยามคุณค่าของชีวิตในวัยเกษียณใหม่ สมัยทำงานได้ทำอะไรมีสาระ มีผลต่อองค์กรและคนอื่นจำนวนมาก รู้สึกว่ามันเป็นงานที่มีคุณค่าจริงๆ แต่เกษียณแล้วหากใช้มาตรฐานเดียวกันชีวิตวัยเกษียณจะไม่มีค่าอะไรเลยจนคิดแล้วซึมเศร้า ต้องเปลี่ยนนิยามใหม่ ว่าแค่วันนี้ได้ทำอะไรเล็กที่มีค่านิดหน่อยก็เป็นชีวิตที่มีคุณค่าแล้ว เช่นเดินสวนกับคนอื่นแล้วทำให้คนอื่นเขายิ้มได้สักคนหนึ่ง หรือเช่นได้รดน้ำต้นไม้ที่กำลังจะเฉาตายเพราะขาดน้ำสักต้นหนึ่ง แค่นี้ก็เป็นชีวิตที่มีคุณค่าแล้ว เปลี่ยนนิยามอย่างนี้แล้วจิตใจวัยเกษียณกระชุ่มกระชวยและมีความสุขขึ้นแยะ

.................................

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

09 กันยายน 2563

คนบ้ากับคนเพี้ยนเพราะปฏิบัติธรรมต่างกันอย่างไร

คุณหมอสันต์ครับ

คนบ้ากับคนเพี้ยนเพราะปฏิบัติธรรมต่างกันอย่างไรครับ

..............................................................

ตอบครับ

     คำตอบสำหรับคำถามนี้ไม่ใช่การตอบตามหลักฐานวิทยาศาสตร์นะ เพราะคำถามของคุณวิชาวิทยาศาสตร์ตอบไม่ได้

     ผมนิยาม "คนเพี้ยนเพราะปฏิบัติธรรม" ของคุณว่า คือคนที่พอไปสายหลุดพ้นแล้วก็ชักจะมีพฤติกรรมและความคิดหลุดโลก พูดไม่รู้ฟัง ไม่ให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์ค่านิยมของสังคมซึ่งเขายึดถือและใช้เกี่ยวพันกันและกันให้อยู่กันได้มานมนาน เช่นเคยรักชาติก็เลิกรักชาติ เคยรักสถาบันก็เลิกรักสถาบัน เคยรักและเป็นห่วงลูกแทบเป็นแทบตาย แต่พอไปสายหลุดพ้นแล้วก็กลายเป็นคนไม่สนใจลูกไม่สนใจเต้าอย่างเคย ลูกจะเอาหัวเดินต่างตีนก็ไม่ไปทุกข์ไปร้อนอินังขังขอบด้วยแล้ว เป็นต้น ซึ่งจะว่าไปแล้วความเพี้ยนนี้ก็คือเป้าหมายหนึ่งของการปฏิบัติธรรมนั่นแหละ เพราะเป้าหมายการปฏิบัติธรรมก็คือวางความคิดที่ทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นลงให้เกลี้ยง ใครที่วางความคิดคอนเซ็พท์ต่างๆที่สังคมกำหนดขึ้นลงไปจากใจตัวเองเสียได้ คนนั้นก็ทั้งชักจะเพี้ยนและขณะเดียวกันก็ชักจะเริ่มหลุดพ้นแล้ว

     ส่วนนิยาม "คนบ้า" ก็คือคนที่มีความคิด อารมณ์ การรับรู้สิ่งเร้า ที่ผิดแผกจากคนทั่วไปมากเสียจนใช้ชีวิตอยู่ในสังคมกับคนอื่นเขาไม่ได้ วิชาแพทย์แยกความบ้าออกเป็นสายความคิด สายอารมณ์ สายการรับรู้สิ่งเร้าของร่างกาย แต่รากของมันทั้งหมดมาจากความคิดทั้งสิ้น เพราะแม้กลไกการรับรู้สิ่งเร้าของร่างกายจะผิดเพี้ยนไปแต่มันก็ยังต้องถูกตีความด้วยความคิดเสียก่อนอยู่นั่นเอง ดังนั้นคนบ้าก็คือคนที่มีความคิดแหกคอกซ้ำซากมากมายจนทำให้ชีวิตของตัวเองปกติสุขไม่ได้ โดยทำอย่างไรก็ไม่สามารถวางความคิดนั้นลงได้มีแต่จะตกเป็นทาสความคิดนั้นแบบหือไม่ขึ้น

     ถ้าคุณอยากวินิจฉัยแยกความบ้ากับความเพี้ยนเพราะการปฏิบัติธรรม ผมให้เกณฑ์วินิจฉัยคร่าวๆดังนี้  

     1. คนฝึกจิตหรือปฏิบัติธรรม ไม่ทำร้ายหรือทำลายร่างกายตัวเอง เพราะรู้ว่าร่างกายนี้เป็นเครื่องมือให้บรรลุความหลุดพ้นและมีอยู่อันเดียวแถมมีอายุใช้งานสั้นอีกต่างหาก หากทำลายไปแล้วจะเอากลับมาต่อกันให้ดีดังเดิมไม่ได้ แต่คนบ้าชอบทำร้ายร่างกายทั้งของตัวเองและของคนอื่น หรือชอบทำอะไรกับร่างกายตัวเองก็ได้ สุดแล้วแต่ความคิดบ้าจะบงการให้ทำ

     2. คนฝึกจิตหรือปฏิบัติธรรมนั่งหลับตานิ่งๆนานๆได้ ไม่ว่าจะเริ่มเพี้ยนแล้วหรือยังไม่เพี้ยนก็ยังนั่งนิ่งๆนานๆได้ เพราะยิ่งนั่งนิ่งๆนานๆยิ่งความคิดน้อยลง ยิ่งมีสติเข้าถึงความรู้ตัวและเกิดความสงบเย็นมากขึ้น ส่วนคนบ้านั่งหลับตานิ่งๆนานๆไม่ได้เพราะจะยิ่งบ้าหนัก เพราะคนบ้ามีความคิดบ้าๆเข้ามาตลอดเวลา แต่ที่ทุกวันนี้ที่ยังคงอยู่ในสังคมได้เพราะมันถูกถ่วงดุลด้วยการกระตุ้นจากภายนอกให้เกิดความคิดอื่นๆแทรกหรือแข่งไม่หยุด ความคิดร้อยพ่อพันแม่จึงเบรคกันเอง ถ่วงกันเอง แต่หากนั่งหลับตานิ่งๆนานๆ สิ่งกระตุ้นจากภายนอกถูกลดลงไปมากถึงระดับหนึ่งก็จะเกิดภาวะขาดสิ่งกระตุ้น (sensory deprivation) ซึ่งในทางการแพทย์ถือว่าเป็นเชื้อให้ความบ้าชนิดจิตเภทยิ่งอาละวาดหนัก 

     ปัจจัยที่ลดสิ่งกระตุ้นหรือลดความสามารถในการรับรู้สิ่งกระตุ้นลงในชีวิตเรานี้นี้มีแยะมาก ทั้งปัจจัยในร่างกายและนอกร่างกาย ที่เห็นชัดๆก็เช่นยาและสารเสพย์ติดต่างๆ เช่นเมื่อเมาเบียร์นี่สิ่งเร้าจากทั้งภายนอกภายในรวมทั้งความคิดเองก็ลดความสำคัญลงไปจนถึงระดับแทบจะบรรลุธรรมได้ชั่วคราวเลยทีเดียว บรรยากาศธรรมชาติที่เงียบๆก็ลดสิ่งเร้าจากภายนอกลงไป การเคลื่อนไหวของน้ำและสารน้ำ (electrolyte) ในร่างกายก็มีผลต่อความสามารถในการรับรู้สิ่งเร้า อย่าลืมว่าร่างกายของเรารวมทั้งเนื้อสมองล้วนประกอบด้วยน้ำเสียสองในสาม แค่มีปัจจัยทำให้น้ำขึ้นน้ำลงนี่ก็ทำให้คนเป็นบ้ามากขึ้นได้แล้ว คำว่า lunatic ที่แปลว่าบ้านั้นมาจากคำว่า lunar ที่แปลว่าดวงจันทร์ซึ่งเป็นตัวทำให้น้ำขึ้น คุณเคยดูในหนังไหม เวลาพระจันทร์เต็มดวงเมื่อไหร่มนุษย์หมาป่าก็จะหอน โง้ว..โง้ว..โง้ว แล้วก็ออกอาละวาด เช่นเดียวกันเวลาตะวันตั้งหัวเหน่งๆร้อนๆก็กระตุ้นให้คนธรรมดาๆออกอาการบ้าได้ดีนัก (หิ หิ) 

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

08 กันยายน 2563

หมอสันต์บรรยายนำเรื่อง Health Town ในงานสัมนาของกระทรวงท่องเที่ยว

(8 กย. 63 ที่โรงแรม Prince Palace Hotel) 

สวัสดีครับ

     ผมจะคุยกันให้จบในครึ่งชั่วโมงพอดีทันเวลาอาหาร 

    ผมเป็นคนนอก หมายถึงว่านอกราชการ นอกธุรกิจการท่องเที่ยว หน้าที่ของผมที่ตอบรับมาที่นี่ในวันนี้คือมาเล่าคอนเซ็พท์ Health Town หรือเมืองสุขภาพ ในแง่ที่ว่ามันคืออะไร มันมีที่มาอย่างไร ส่วนที่ว่าคอนเซ็พท์นี้มันจะนำมาแก้ปัญหาการท่องเที่ยวให้ยั่งยืนได้หรือไม่ นั่นเป็นเรื่องที่ท่านจะต้องพูดคุยกันต่อในบ่ายวันนี้ ซึ่งเผอิญผมคงจะไม่ได้อยู่ด้วย ดังนั้นผมจะกันเวลาตอนท้ายของเซสชั่นนี้ไว้ให้ได้คุยกันระดับหนึ่งก่อน

     บลูโซนคอนเซ็พท์

     ผู้ชายคนที่อยู่ทางขวามือในรูปนี้คือแดนบิวท์เนอร์ สมัยโน้นเขาทำงานอยู่กับ National Geography ซึ่งจ้างให้เขาเดินทางไปสำรวจทั่วโลก เพื่อค้นหาชุมชนที่คนมีอายุยืนที่สุด คือมีจำนวนคนอายุเกินร้อยเป็นอัตรามากที่สุด แดนได้ทำงานนี้ในรูปแบบของการวิจัยเชิงระบาดวิทยา โดยตัวเองเดินทางไปขลุกอยู่ตามชุมชนต่างๆทั่วโลก ในที่สุดเขาก็คัดชุมชนคนอายุยืนที่สุดในโลกมาได้ 5 ชุมชนคือ 

     1. แถบบาร์บาเจีย ในแคว้นซาร์ดิเนีย ประเทศอิตาลี 

     2. แคว้นอิคาเรีย ประเทศกรีซ

     3. แหลมนิโคยา ประเทศคอสตาริกา

     4. ชุมชนเซเวนเดย์แอดเวนทิส ที่เมืองโลมาลินดา แคลิฟอร์เนียประเทศสหรัฐ

    5. เกาะโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น

แดนและทีมงานของเขาได้ทำวิจัยหาปัจจัยร่วมที่ทำให้คนในชุมชนเหล่านี้มีสุขภาพดีมีอายุยืนกว่าคนที่อื่นของโลก ในที่สุดก็ได้ปัจจัยร่วมมาเก้าตัว คือ

     1. กินพืชเป็นอาหารหลัก กินเนื้อสัตว์น้อยมาก บางแห่งไม่กินเนื้อสัตว์เลย

     2. กินไม่ถึงอิ่ม คือกินแค่ 80%ของความอิ่ม 

     3. เคลื่อนไหวแบบธรรมชาติ ไม่มีโรงยิมหรือสถานออกกำลังกาย แต่เดินทำงานทั้งวัน

     4. ใช้ชีวิตแบบมีเป้าหมาย ทุกคนรู้ว่าวันนี้จะตื่นมา คำญี่ปุ่นใช้คำว่า ikigai 

     5. ทุกชุมชนมีสถานที่ มีวิธีคลายเครียด ส่วนใหญ่กับธรรมชาติ

     6. ส่วนใหญ่ดื่มแอลกอฮอล์ 

     7. ทุกชุมชนมีสังกัดของตัวเอง หมายความว่ามีศาสนา เอาพระเอาเจ้า 

     8. มีวัฒนธรรมรักตัวเอง รักครอบครัว 

     9. ทุกชุมชนมีวัฒนธรรมเอื้ออาทรต่อกัน มีเพื่อนซี้ ญี่ปุ่นมีคำเรียกกลุ่มเพื่อนซี้ว่า moai

    ทั้งเก้าข้อนี้เรียกว่าบลูโซนคอนเซ็พท์ แดนเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "บลูโซน" เพื่อเล่าเรื่องเหล่านี้ ซึ่งกลายเป็นหนังสือเบสท์เซลเล่อร์จนทำให้เขาร่ำรวย 

     บลูโซน โปรเจ็ค

     ต่อมาก็มีพวกผู้นำรัฐบาลท้องถิ่นในอเมริกาที่ได้รับทราบเรื่องราวของบลูโซนจากแดน จึงเกินไอเดียขึ้นมาว่า..เออแล้วทำไมเราไม่เอาคอนเซ็พท์นี้ไปทำให้อำเภอหรือตำบลของเรากลายเป็นเมืองสุขภาพที่คนอายุยืนขึ้นมา จึงเป็นที่มาของบลูโซนโปรเจ็ค คือโครงการเปลี่ยนเมืองระดับตำบลอำเภอให้เป็นเมืองสุขภาพโดยมีเป้าหมายให้ประชาชนของเมืองนั้นมีสุขภาพดีมีอายุยืนขึ้น โดยมีม็อตโตว่า

"ทำให้ทางเลือกเพื่อสุขภาพ

ให้เป็นทางเลือกที่ง่าย"

"Making the healthy choice

the easy choice" 

     เพราะในความเป็นจริง 90% ของเวลาในชีวิตของคนในเมืองๆหนึ่งจะใช้ชีวิตอยู่ในละแวกรัศมีห่างจากบ้านตัวเองไม่เกิน 30 กม. เท่านั้น หากทำให้พื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ที่หากคิดจะทำอะไรเพื่อสุขภาพของตัวเองก็ทำได้ง่ายๆ จะไปเดินออกกำลังกายก็มีที่ปลอดภัยให้เลือกเดินหลากหลายจะหาอาหารสุขภาพกินก็มีอยู่ทุกหัวระแหง คนก็จะมีสุขภาพดีขึ้นด้วยการแค่เข้าไปอยู่ในเมืองอย่างนั้น โดยไม่ต้องไปเข้าฝึกอบรมบ่มนิสัยหรือเรียนรู้วิธีดูแลสุขภาพตัวเองเป็นพิเศษมากมายอะไรเลย

     Health Town Concepts

     ตามคอนเซ็พท์ของบลูโซนโปรเจ็ค เมืองที่จะเป็นเมืองสุขภาพต้องมี

     1. ทางเดินเท้าที่ปลอดภัยหลากหลาย ทั้งในเมือง นอกเมือง ในป่าในเขา ไม่ใช่แค่โผล่ออกไปเดินนอกบ้านก็ถูกหมาไล่งับแล้ว

     2. แหล่งอาหารสุขภาพ ทั้งอาหารสดที่จะซื้อมาทำครัวกินเอง และร้านอาหารที่สั่งซื้อกินได้ง่ายๆ

     3. พื้นที่ธรรมชาติเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ

     4. ระบบส่งเสริมสุขภาพ ที่มีคลินิกส่งเสริมสุขภาพเป็นศูนย์กลาง เชื่อมโยงผ่านมือถือ 

     5. โบสถ์หรือสถานที่ทางศาสนา

     6. แหล่งกิจกรรมเพื่อให้ผู้อาศัยเลือกมีกิจกรรมการใช้ชีวิตได้หลากหลาย

     7. ที่พักอาศัยของบุคคล (housing) ที่ได้มาตรฐานทั้งสุขอนามัย ความปลอดภัย และการมีเพื่อนบ้านเกื้อกูลกันและกัน

     จะเอาคอนเซ็พท์เมืองสุขภาพมาใช้เพื่อการท่องเที่ยวอย่างไร

     คอนเซ็พท์เรื่องเมืองสุขภาพ กำเนิดมาเพื่อให้ผู้คนที่อยู่อาศัยในเมืองนั้นมีสุขภาพดี ไม่เกี่ยวอะไรกับการท่องเที่ยว แต่หากเรามองว่านักท่องเที่ยวระดับยัปปี้ คือพวกเบบี้บูมเมอร์ทั่วโลกทุกวันนี้ เขารู้เห็นโลกนี้หมดแล้ว จะไม่ไปเที่ยวดูอะไรอีกต่อไปแล้ว แต่เขาต้องการใช้ชีวิตที่ดีมีคุณภาพ การเอาคอนเซ็พท์เมืองสุขภาพมาสร้างแหล่งท่องเที่ยวแบบลองสะเตย์เพื่อให้คนมากินมาอยู่มาใช้ชีวิตคราวละนานๆก็เป็นไปได้ 

    การจะทำอย่างนี้มันมีสองส่วน ส่วนแรกคือส่วนที่รัฐต้องเป็นผู้ทำ จะเป็นรัฐบาลกลาง รัฐบาลท้องถิ่น หรือทั้งสองอย่างรวมกันก็ตาม ในส่วนนี้ก็คือการกำหนดเป็นนโยบายว่าจะทำให้ตรงไหนเป็นเมืองสุขภาพ ซึ่งก็มีสองวิธี คือ

     1. สร้างเมืองใหม่ขึ้นมาเลยแบบสร้างนิคมอุตสาหกรรม กับอีกวิธีหนึ่งคือ

     2. เลือกเมือง หรืออำเภอ หรือตำบลที่มีอยู่แล้วขึ้นมาเป็นเมืองสุขภาพ แล้วลงทุนสร้างเสริมเติมแต่ง

     เมื่อกำหนดว่าที่ไหนจะเป็นเมืองสุขภาพแล้ว จากนั้นก็สร้างกลไกสนับสนุนให้เกิดเป็นเมืองสุขภาพจริงๆ คือ

     1. ในส่วนของรัฐ ต้องลงทุนพัฒนาทางเดินเท้า walking trail ที่หลายหลาย ปรับปรุงโครงสร้างสาธารณูปโภค สุขอนามัย และความปลอดภัยพื้นฐานของเมือง

     2. แล้วก็สร้างกลไกสนับสนุนเอกชนให้เข้ามาทำธุรกิจในประเด็นต่างๆของสุขภาพ เช่น
     2.1 ฟาร์มผลิตพืชผักที่เป็นแหล่งวัตถุดิบอาหารสุขภาพ
     2.2 ร้านจำหน่ายอาหารสุขภาพ
     2.3 กลุ่มบ้าน (housing estate) เพื่อคนที่จะเข้ามาอยู่อาศัยแบบลองสะเตย์ โดยรัฐเป็นผู้กำหนดมาตรฐาน
     2.4 ระบบส่งเสริมสุขภาพที่มีคลินิกส่งเสริมสุขภาพเป็นศูนย์กลาง 
     
     3. จากนั้นก็ลงมือสร้างชุมชนลองสะเตย์ในเมืองสุขภาพแห่งนั้นให้เกิดขึ้นจริงสักหนึ่งชุมชนก่อน แล้วทำการตลาดในต่างประเทศโดยใช้แบรนด์เดียวกันมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศไทย เอาเรื่องราวของชุมชนลองสะเตย์ที่เกิดขึ้นจริงแล้วไปเล่าให้ฟัง เป้าหมายคือให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักว่าเป็น destination ของการใช้ชีวิตแบบลองสะเตย์

     ผมขอจบส่วนของผมเพียงเท่านี้ก่อน เหลือเวลาสิบกว่านาทีไว้ถามตอบพูดคุยกัน

ผู้ถาม 1. 

ตามความเห็นของคุณหมอ เมืองสุขภาพนี้เราจะไปสร้างที่เมืองรองซึ่งไม่ใช่เมืองหลักของการท่องเที่ยว อย่างเช่น เพชรบูรณ์ อย่างนี้จะได้ไหมครับ

นพ.สันต์

เมืองสุขภาพกับเมืองท่องเที่ยวเป็นคนละอันกันนะครับ ไม่เกี่ยวกันเลย เมืองท่องเที่ยวนั้นเขาก็แน่นและมีอินฟราสตรักเจอร์ของการท่องเที่ยวอย่างโรงแรมของเขาอยู่แล้ว แต่มันไม่ใช่สะเป๊คของ housing ที่จะเป็นที่อยู่แบบลองสะเตย์ ซึ่งแต่ละ housing estate จะต้องมีพื้นที่ร่วมเพื่อการอยู่ร่วมกันทำกิจกรรมร่วมกัน แต่หน่วยที่พักอาศัยเองก็ต้องมีพื้นที่มากประมาณหนึ่ง คือมากพอที่จะทำให้อยู่ยาวแบบทำครัวกินเองและใช้ชีวิตประจำวันซ้ำซากได้ไม่อึดอัด ดังนั้นเมืองสุขภาพ ตามความเห็นของผมหากจะเลือกเมืองที่มีอยู่แล้วมาทำ ก็คงต้องเลือกเมืองที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว 

ผู้ถาม 2.

คุณหมอคิดว่าเมืองไทยนี้มีเมืองไหนที่จะทำให้เป็นแบบนี้ได้

นพ.สันต์

เมืองไทยมีสี่ภาค แต่ละภาคก็มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของตัวเองไปคนละแบบ มันเป็นไปได้ที่เรามีครบทุกภาค อย่าลืมว่าเมืองสุขภาพนี้ปลายทางคือทำเพื่อให้ผู้อยู่อาศัยในเมืองนั้นมีสุขภาพดีมีอายุยืน ต่อไปเมืองทุกเมืองจะต้องเป็นแบบนี้หมดนะครับ เพียงแต่ว่าเราจะเริ่มที่ไหนก่อนเท่านั้น การเลือกลำดับก่อนหลังก็คงต้องดูความพร้อมของภูมิประเทศและความพร้อมของรัฐบาลท้องถิ่น

ผู้ถาม 3. 

ขอแชร์ไอเดียนะคะ ความท้าทายมันอยู่การทำเมืองสุขภาพมันต้องใช้หลายภาคส่วนมาก อย่างการจะทำ walking trail มันก็เกี่ยวข้องกับตั้งหลายกระทรวงเข้าไปแล้ว ไหนจะความร่วมมือของเทศบาลหรืออบต.ท้องถิ่นอีก ความท้าทายมันอยู่ตรงการประสานงานหลายภาคส่วนนี่แหละ

นพ.สันต์

ผมเห็นด้วยครับ

ผู้ถาม 4. 

ตามความเห็นของคุณหมอ อะไรเป็นส่วนที่ยากที่สุดที่จะบล็อกไม่ให้งานสำเร็จ

นพ.สันต์

ผมมองไม่เหมือนคนอื่นนะครับ คนอื่นอาจจะมองกฎระเบียบของรัฐเช่นเรื่องวีซ่าเรื่องการเข้าเมืองว่าเป็นอุปสรรค แต่ผมไม่มองอย่างนั้น ปัญหาทางเทคนิคทุกอย่างแก้ได้ง่ายๆ แต่ส่วนที่ยากที่สุดคือการสร้างชุมชนแรกให้เกิดขึ้นเป็นชุมชนที่มีชีวิตจริงๆก่อน สมัยก่อนที่ซันซิตี้เริ่มสร้างชุมชนที่นอกเมืองลาสเวกัส ประมาณสิบครอบครัวแรกที่เข้ามาอยู่นั้นจ้างมานะครับ พูดง่ายๆว่าจ้างมาเป็นหน้าม้า ให้มาอยู่ตลอดชีพ แลกกับการที่ดีเวลอปเปอร์จะได้อาศัยเรื่องราวของชุมชนที่เกิดขึ้นจริงๆแล้วไปทำการตลาด ดังนั้นผมมองว่าการทำชุมชนแรกให้เกิดขึ้นและมีชีวิตจริงๆเป็นส่วนสำคัญที่สุด

ผู้ถาม 5. 

เวลเนสวีแคร์ที่คุณหมอทำอยู่ จะเป็น Health Town ได้ไหม

นพ.สันต์

คือเวลเนสวีแคร์ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นที่ให้ความรู้ ให้ผู้คนรู้จักดูแลตัวเองเพื่อป้องกันตัวเองจากการเป็นโรคเรื้อรังหรือหากป่วยแล้วก็ให้พลิกผันโรคจากป่วยเป็นหายป่วยได้ คือมันเป็นศูนย์ฝึกอบรม ไม่ใช่ชุมชนที่พักอาศัย ผมกับเพื่อนเคยมีความคิดที่จะสร้าง housing estate ที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี แต่ก็คิดไปไม่ตลอด เพราะ housing estate แบบนี้มันต้องไปตั้งอยู่ในเมืองสุขภาพ ซึ่งเรายังไม่มีเมืองอย่างนั้น หากแค่เดินออกจากรั้วไปก็ต้องผจญกับฝูงหมาจรจัดแล้ว มันไม่เวอร์คแน่นอน

ผู้ถาม 6. 

เรามีหมู่บ้านที่ฝรั่งมีเมียไทยอยู่กันเป็นจำนวนมากอยู่ เราไปพัฒนาที่แบบนั้นให้เป็นเมืองสุขภาพได้ไหมครับ

นพ.สันต์

ผมเข้าใจว่าฝรั่งเมียไทยไม่ใช่เป้าหมายของการท่องเที่ยวแบบลองสะเตย์กระมังครับ เพราะฝรั่งพอมีเมียเป็นไทยเขาก็กลายเป็นคนกินน้อยใช้น้อย คือกลายเป็นใช้ชีวิตแบบพอเพียง แต่เป้าหมายการท่องเที่ยวแบบลองสะเตย์เราคงอยากได้คนที่จะเข้ามาจับจ่ายใช้สอยประมาณหนึ่งมังครับ

ผอ. (กล่าวปิด)

ขอบคุณคุณหมอสันต์ ที่ช่วยเข้ามาเปิดวิสัยทัศน์ให้เห็นนอกเหนือไปจากสิ่งที่เราเคยเห็น เรื่องการท่องเที่ยวนี้เราจะคิดแต่แบบเดิมๆมันคงไม่ได้แล้ว เมื่อเช้าวันนี้ท่านทูตจีนก็เพิ่งให้สัมภาษณ์ไปว่ายังจะไม่อนุญาตให้คนจีนเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศในอนาคตอันใกล้เท่าที่มองเห็นนี้ การเอาแต่รอคอยนับหัวนักท่องเที่ยวว่าเป็นความสำเร็จของการท่องเที่ยวคงไม่เวอร์คแล้ว ในระยะยาวเราคงต้องมองหาอะไรที่มันยั่งยืนและที่มันมี value แท้จริงมาแทนที่การท่องเที่ยวแบบนับเอาจำนวนหัวนักท่องเที่ยวเป็นสำคัญ 

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

06 กันยายน 2563

หมอสันต์ชวนมาฟังดนตรีในสวน และ..ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไรจะผ่าตัดอวัยวะไหนกันละครับ

     ก่อนตอบคำถามวันนี้ของประกาศเชิญชวนแฟนบล็อกหมอสันต์มาฟังเพลง Music We Care สไตล์ดนตรีในสวนที่เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ ในวันเสาร์ที่ 12 กย. 63 เวลาตั้งแต่ 16.30 น. ถึง 18.00 น. โดยนักร้องดัง คุณอุ๊บอิ๊บ (พชรมน นภัสธนาเกียรติ) และนักดนตรีนักแต่งเพลง พงษ์พันธ์ จันทร์เนตร  (กิ๊ก) จะเล่นทั้งเพลงในอัลบั้มของอุ๊บอิ๊บ ของ Impression Studio และเพลงเก่าๆทั่วๆไปที่ผู้ฟังขอฟัง ผมโพสท์ที่เขาทดลองเสียงกันไปในเฟซบุ้คให้ท่านฟังเป็นตัวอย่าง (https://www.facebook.com/109891462446904/videos/645826986075244) ดนตรีในสวนนี้ฟังฟรี สำหรับท่านที่อยากถือโอกาสมานอนมาทานอาหารพืชเป็นหลักเพื่อฟื้นฟูสุขภาพในวันหยุดก็ติดต่อจองที่พักเอาเองนะครับ โดยติดต่อที่คุณเฟิร์น (วิไลพร) ที่หมายเลข 063 639 4003 หรือ 02 038 5115 หรือไลน์ @wellnesswecare หรืออีเมล host@wellnesswecare.com 

     เอาละ ถึงเวลาตอบจดหมายประจำวัน

     เรียน  คุณหมอสันต์

     ปัจจุบันดิฉันอายุ 64 ปี สูง 159 ซม. นน. 44 กก. น้ำตาล 78 Cholesterol 226  Triglyceride 66  HDL 82  LDL 131 อาการก่อนหน้านี้คือ  เจ็บแปล๊บเหมือนเข็มแทงที่หน้าอก  จุกแน่น ที่แผ่นหลัง  มีจุกที่ลำคอ  และปวดกรามข้างซ้าย  อาการมันเกิดทุกขณะค่ะ  เจ็บหน้าอกแต่ละครั้งไม่เกิน 5 วินาทีก็หายไป อาการแน่นหน้าอกไม่มีเลยค่ะ  มีแต่อาการจุกแน่น ที่แผ่นหลังและลำคอแทน  ดิฉันแก้วิธีจุกที่แผ่นหลังด้วยการนวด คลายกล้ามเนื้อด้วยตัวเอง  ก็ดีขึ้น  แต่สัก 1-2 ชั่วโมงก็กลับมาจุกใหม่ค่ะ

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้  ดิฉันได้เข้าตรวจโปรแกรมสุขภาพหัวใจโดยตรง  ผลเลือดออกมาทุกตัวดีหมดและได้ตรวจเลือดหาค่าเอนไซม์หัวใจ  ก็ปกติเช่นกัน  รวมทั้งเอ๊กซเรย์ปอด EKG ECHO  และวิ่งสายพาน  ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีค่ะ

แต่คุณหมอก็ยืนยันที่จะทำบอลลูนหรือบายพาสให้ได้  แต่ตอนนี้  เธอให้ยามาทานดูอาการสองสัปดาห์  ยาที่ให้คือยาลดไขมันในเลือด  และยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน หลังจากทานยาห้าวัน  เจ็บเหมือนเข็มแทงไม่มีค่ะ  แต่จะมีอาการปวดแปล๊บที่หน้าอกข้างซ้ายประมาณ 15 วินาทีมาแทน  หายใจลึก ๆ ยาว ๆ ผ่อนคลายตามที่ดูยูทูปของคุณหมอสันต์แนะนำ  ก็หายทันทีค่ะ  อาการปวดกร้ามซ้ายหายไป  แต่อาการจุกเสียดที่ลำคอและแผ่นหลังยังมีอยู่เป็นช่วง ๆ นะคะ  พอทนได้  ยังไม่ขัดกับคุณภาพชีวิต

กราบเรียนถามคุณหมอว่า  อาการทั้งหมดเหล่านี้  สมควรจะต้องรีบผ่าตัดด่วนหรือไม่  แต่ใจของดิฉัน  อยากจะรักษาตัวเองด้วยยา พร้อมกับมาดูแลรักษาประคับประคองด้วยตนเอง  ตามแบบโรคหัวขาดเลือดแบบไม่ด่วน  Stable Angina  ตามที่คุณหมอได้บรรยายไว้ และสิ่งใดที่ควรทำ  ไม่ควรทำ  ดิฉันได้จดไว้หมดแล้วค่ะ

ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย  และจากการให้คำปรึกษาช่วยเหลือผู้เจ็บไข้ทุกข์ยากทุกคน  เป็นอานิสงค์ผลบุญให้คุณหมอและครอบครัว  ประสบแต่ความสำเร็จ  พบสิ่งที่ดี  มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ด้วยเทอญ

ขอบพระคุณมา ณ ที่นี้อย่างสูง

.........................................................................

ตอบครับ

     ถามว่าอาการทั้งหมดเหล่านี้สมควรผ่าตัดด่วนหรือไม่ ตอบว่ายังไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไรเลยจะให้ผ่าตัดที่อวัยวะไหนละครับ (หิ หิ)

     มองจากทางด้านอาการวิทยา อาการไม่เหมือนโรคหัวใจขาดเลือด 

     ไม่เหมือนทั้งแบบด่วน (acute MI) เพราะอาการเป็นอยู่แค่ระยะสั้นๆแล้วหายไปเองและไม่สัมพันธ์กับการออกแรง 

     ไม่เหมือนทั้งแบบไม่ด่วน (stable angina) เพราะอาการไม่สัมพันธ์กับการออกแรง 

     อาการไปเหมือนทางโรคกรดไหลย้อนมากกว่า ทั้งอาการที่แผ่นหลังและลำคอ

     เมื่อพิจารณาประกอบกับที่ได้ตรวจวิ่งสายพานแล้วได้ผลปกติ ตรวจเอ็นไซม์หัวใจแล้วได้ผลปกติ ดูปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดก็ไม่มี จึงไม่มีหลักฐานอะไรสนับสนุนว่าคุณเป็นโรคหัวใจขาดเลือด ไม่ว่าจะแบบด่วนหรือไม่ด่วน

     ดังนั้น ผมแนะนำให้คุณรักษาแบบโรคกรดไหลย้อนไปก่อนสักสามเดือนหกเดือน ผมเคยเขียนวิธีรักษาโรคกรดไหลย้อนไปหลายครั้งคุณลองหาอ่านเอาเอง

http://visitdrsant.blogspot.com/2020/04/blog-post_9.html

     ทางด้านหัวใจนั้นก็ให้ขยันออกกำลังกายเสมือนเป็นการตรวจวิ่งสายพานตัวเองทุกวัน ถือโอกาสนี้เปลี่ยนอาหารเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตเสียด้วย ตรงนี้สำคัญกว่าการพยายามจะวินิจฉัยว่าเป็นโรคอะไรเสียอีก เพราะหากใช้ชีวิตดี โรคอะไรมันก็จะหายเอง ไม่ต้องไปวินิจฉัยมันก็ได้

    ผ่านไปหกเดือนแล้วหากอาการยังไม่หาย และคุณยังติดใจเรื่องว่าจะเป็นโรคหัวใจขาดเลือดหรือไม่ ก็ยังไม่ต้องสวนหัวใจ แต่ให้คุณไปตรวจ coronary CTA (เข้าอุโมงเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ ไม่ใช่สวนหัวใจ) ดูก่อน เพราะการตรวจชนิดนี้บอกได้ว่าหลอดเลือดมีจุดตีบอยู่กี่ตำแหน่ง ตรงไหนบ้าง ข้อมูลที่ได้จะมากพอที่จะตัดสินใจว่าควรจะเดินหน้าสวนหัวใจหรือไม่ ถ้าในอนาคตคุณได้ตรวจ CTA จริง จะส่งผลมาให้ผมช่วยดูให้ก็ได้

     ส่วนการจะสวนหัวใจเมื่อไหร่นั้น ตอบว่าจะทำก็ต่อเมื่อมีข้อมูลแน่ชัดแล้วว่าจะต้องทำผ่าตัดบายพาสเพื่อลดโอกาสตายก่อนเวลาอันควร ซึ่งมีกรณีเดียวเท่านั้น คือเมื่อมีอาการแน่นหน้าอกมากหรือบ่อยร่วมกับตรวจ CTA แล้วพบว่ามีรอยตีบอย่างสำคัญที่โคนของหลอดเลือดข้างซ้าย (LM) ซึ่งกรณีเช่นนั้นเป็นกรณีที่มีหลักฐานการรักษาว่าได้ผลดีอยู่วิธีเดียว คือทำผ่าตัดบายพาส ส่วนกรณีอื่นนั้น จะรักษาด้วยวิธีไหน รุกล้ำหรือไม่รุกล้ำ ผลสุดท้ายก็แป๊ะเอี้ย คือ..มีอัตราตายเท่ากัน 

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

05 กันยายน 2563

ประกาศรับสมัครแพทย์มาทำงานที่เวลเนสวีแคร์

     ประกาศรับสมัครแพทย์มาเป็นผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์

     คุณสมบัติ

    1. จบแพทยศาสตร์บัณฑิตและมีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมของแพทยสภา เป็นแพทย์เฉพาะทางหรือไม่เป็นก็ได้ มีประสบการณ์กี่ปีก็ได้ อายุเท่าไหร่ก็ได้ เกษียณแล้วก็ได้ จบจากสถาบันไหนก็ได้

     2. ต้องการใช้ชีวิตที่เหลือไปเพื่อการสร้างระบบการดูแลสุขภาพแบบใหม่ขึ้นในเมืองไทย เป็นระบบที่ผู้ป่วยสามารถป้องกันและพลิกผันโรคเรื้อรังของเขาเองด้วยตัวเขาเองได้ ด้วยแนวทางเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิต โดยเอาเทคโนโลยี IT และอินเตอร์เน็ทโทรศัพท์ ไลน์ เฟซบุ้ค อีเมล เว็บไซท์ ยูทูป ซูม เข้ามาช่วยในส่วนของการเผยแพร่ความรู้และการให้คำปรึกษา

     3. เป็นผู้ชอบแนวทางเวชปฏิบัติแบบเวชศาสตร์ครอบครัว (family medicine) ซึ่งเน้นการดูแลผู้ป่วยแบบต่อเนื่อง มีความสัมพันธ์กับผู้ป่วยในทุกมิติ เอาผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวมทั้งในมิติของ กาย จิต สังคม (bio-psycho-social) เน้นการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค

     4. เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางด้านสุขภาพด้วยการดูแลสุขภาพของตัวเองให้คนอื่นเห็นเป็นตัวอย่าง (role model) และการสอน ทั้งสอนในชั้นเรียนและสอนผ่านสื่อต่างๆเช่นวิดิโอคลิปและโซเชียลมีเดีย

     5. เป็นผู้ทนเหงาได้ อยู่คนเดียวได้ เพราะต้องอพยพย้ายถิ่นไปอยู่ประจำที่เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ ที่ อ. มวกเหล็ก จ.สระบุรี ซึ่งเป็นบ้านนอกคอกนา (มีบ้านพักให้)

    6. สามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้ และสามารถเดินทางไปทำงานในต่างประเทศระยะสั้นเป็นครั้งคราวได้

     งานที่จะให้มาทำ

     งานทั้งหมดนี้เป็นเป้าหมายที่จะต้องทำในระยะยาว (ไม่จำเป็นต้องมีทักษะหรือทำได้ดีท้นทีในตอนนี้ เพราะส่วนสำคัญที่สุดของการทำงานคือการเรียนรู้ของผู้ทำงานนั้นนั่นเอง) ดังนี้

      1. สอนและให้คำแนะนำผู้มาเข้าคอร์สฝึกอบรมทางด้านสุขภาพต่างๆที่เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ อ.มวกเหล็ก รวมทั้งสอนประชาชนทั่วไปผ่านสื่อบนอินเตอร์เน็ท เช่นวิดิโอคลิป

      2. เป็นแพทย์ผู้ดำเนินการสถานพยาบาล "เมก้าเวดะสหคลินิก" ซึ่งเป็นคลินิกดูแลสุขภาพแบบผสมผสานที่เน้นการสอนให้ผู้ป่วยดูแลตนเองโดยมีทีมแพทย์สนับสนุนทางไกล (cloud-based clinic) รวมทั้งการทดลองบริการในรูปแบบของ on line clinic การโค้ชผู้ป่วยดูแลตัวเองผ่านแอ๊พมือถือ เป็นต้น 

      3. เป็นหัวหน้าทีมงานเวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ซึ่งประกอบด้วย ผู้ช่วยแพทย์ พยาบาล นักโภชนาการ แพทย์แผนไทย และพนักงานต่างๆรวมประมาณ 20 คน 

     4. ร่วมทีมวิจัยพัฒนาระบบสนับสนุนการดูแลสุขภาพด้วยตนเองของผู้ป่วย ในรูปแบบของแอ็พมือถือ ซึ่งจะเป็นทั้ง (1) health dashboard ติดตามดัชนีสุขภาพตนเอง (2) diagnosis aid เพื่อช่วยวินิจฉัยอาการตนเองขั้นต้นและดูแลตนเองโดยรู้ว่าถึงจุดไหนต้องปรึกษาแพทย์ (3) personal health record 

     สถานะภาพและเงินเดือน

     1. แพทย์มีสถานะเป็นคู่สัญญาของบริษัทเมก้า วีแคร์จำกัด หรือ เมก้าไลฟ์ไซแอนซ์จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่มีฐานะมั่นคงอยู่ในตลาดหลักทรัพย์มียอดขายปัจจุบันปีละ 20,000 ล้านบาท (เวลเนสวีแคร์เป็นส่วนกิจการเพื่อสังคมโดยไม่แสวงกำไรของบริษัทนี้) ในกรณีที่แพทย์อายุไม่ถึง 60 ปี สัญญาจ้างจะเป็นสัญญาจ้างตลอดชีพ (เกษียณเมื่ออายุ 60 ปี) ในกรณีที่แพทย์มีอายุเกิน 60 ปี สัญญาจ้างจะเป็นสัญญาจ้างคราวละ 5 ปี 

    2. เงื่อนไขเวลาทำงานสามารถยืดหยุ่นได้ตามความจำเป็นของผู้สมัคร ทั้งจำนวนวันหรือจำนวนชั่วโมงที่ทำต่อสัปดาห์ก็ยืดหยุ่นได้ แต่แพทย์ควรมีโอกาสได้ใช้เวลาอยู่ที่เวลเนสวีแคร์สัปดาห์ละประมาณ 5 วัน

    3. ค่าตอบแทนเป็นค่าจ้างในรูปแบบของเงินเดือนคงที่ โดยแพทย์เป็นผู้เสนอเงินเดือนที่ตนเองต้องการ

     การสมัคร

     เขียนอีเมลมาหาผมโดยตรงที่ chaiyodsilp@gmail.com เล่าถึงมิชชั่นในชีวิตของท่าน เงินเดือนที่ต้องการ เงื่อนไขพิเศษที่ท่านอยากได้ ทุกเงื่อนไขบอกมาให้หมดไม่ต้องเขินหรือกระมิดกระเมี้ยน หลังจากเห็นอีเมลของท่านแล้วผมก็จะสื่อสารตรงกลับไปยังตัวท่าน แล้วเราก็เวอร์คกันต่อจากตรงนั้น

     ข้อมูลระหว่างบรรทัด

     ผมกำลังค้นหาคนที่จะมาร่วมกับผมเปลี่ยนทิศทางการดูแลสุขภาพของผู้คนในสังคมไทยเสียใหม่ ผ่านการให้ความรู้ผู้คนให้เขาดูแลตัวเองเป็นโดยไม่ต้องรอให้ป่วยหรือป่วยแล้วก็ให้หายป่วยมีชีวิตมีคุณภาพด้วยตัวเอง โดยสร้างระบบสนับสนุนให้ประชาชนทั่วไปทำเองได้ เขาหรือเธอ (แพทย์) จะต้องเชื่อมั่นในคุณค่าของสิ่งที่จะมาทำ และมีความสุขกับสิ่งที่จะมาทำนี้ ไม่งั้นงานนี้ไม่เวอร์ค การสร้างสรรค์อะไรใหม่ต้องทิ้งวิธีคิดแบบเดิม ต้องอาศัย creativity ซึ่งหมายถึงการยอมถูกเอาผ้าปิดตาไปปล่อยไว้ที่ไหนก็ไม่รู้ เมื่อเปิดผ้าออกแล้วก็หาทางไปต่อเองได้ นั่นแหละคือนิยามของ creativity ดังนั้นนอกเหนือจากเงินเดือนซึ่งจำเป็นต้องให้ได้มากพอกินพอใช้และเทอมการจ้างงานซึ่งมีสัญญานานพอแล้ว อย่าถามถึงความแน่นอนหรือความมั่นคงในเรื่องอื่น เพราะหากถามเช่นนั้น นั่นก็ไม่ใช่ creativity แล้ว

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

04 กันยายน 2563

MRS บอกชนิดของมะเร็งสมองได้ทั้งๆที่ยังไม่ได้ตัดชิ้นเนื้อ

อยากรบกวนขอให้คุณหมอให้ความรู้เรื่อง MRI ตรวจมะเร็งสมองในประเด็นต่อไปนี้ครับ

1. หลักการทำงานของ MRI มีหลักอย่างไร

2. คำว่า hypersignal T2 change คืออะไร

3. MRI Spectroscopy ต่างจาก MRI ทั่วไปอย่างไร

4. ใบรายงานผลว่า Cho/Cr ratio เพิ่มขึ้น NAA/Cho ลดลง และ high peak lipid หมายความว่าอย่างไร

5. เนื้องอกสมองที่เป็นตามใบรายงานที่ส่งมานี้ รุนแรงไหมครับ

ขอบพระคุณครับ

..............................................................

ตอบครับ 

     1. ถามว่าหลักการทำงานของ MRI (Magnetic Resonance Imaging) เป็นอย่างไร ตอบว่ามันทำงานโดยสร้างภาพของอวัยวะในร่างกายขึ้นมาบนจอคอม ด้วยวิธีให้คนมุดเข้าไปนอนในอุโมงซึ่งมีสนามแม่เหล็กอย่างแรง สนามแม่เหล็กนี้จะดูดให้โมเลกุลเล็กๆในอวัยวะที่จะตรวจเช่นน้ำซึ่งมีคุณสมบัติเป็นแม่เหล็กขนาดจิ๋วอยู่แล้วให้หมุนตัวหันหน้าไปทางเดียวกันคือตามแรงดูดของแม่เหล็กใหญ่ จากนั้นก็ปล่อยคลื่นวิทยุเข้าไปเขย่าให้โมเลกุลน้ำเหล่านั้นเกิดพลังงานจนพากันหันหน้าบิดไปจากเดิม พอหยุดส่งคลื่นวิทยุเข้าไปเหล่าโมเลกุลน้ำก็จะคายพลังงานออกมาขณะที่ค่อยๆกลับหลังหันไปยังทิศทางของแม่เหล็กใหญ่ที่เคยอยู่ตอนแรก แล้วเครื่องก็รับเอาพลังงานที่คายออกมานั้นมาสร้างเป็นภาพอวัยวะบนจอขึ้นมา ที่ตรวจตรงไหนมีน้ำมากก็จะคายพลังงานออกมามาก ภาพที่ได้ก็ออกไปทางสีขาว ตรงไหนมีน้ำน้อยก็คายพลังงานออกมาน้อย ภาพที่ได้ก็ออกไปทางสีดำ แล้วก็ให้คอมพิวเตอร์สร้างเป็นภาพอวัยวะนั้นขึ้นมาว่าตรงไหนดำตรงไหนขาว เป็นภาพที่เหมือนมองเห็นอวัยวะภายในนั้นด้วยตาเปล่าและใช้วินิจฉัยโรคของอวัยวะนั้นได้ค่อนข้างแม่นยำ

     2. ถามว่า hypersignal T2 change คืออะไร ตอบว่าก่อนจะรู้จัก T2 คุณต้องรู้จัก T1 ก่อนกล่าวคือ T1 เป็นเวลาที่นับจากเครื่องหยุดส่งคลื่นวิทยุเข้าไปกระตุ้นโมเลกุลแล้วโมเลกุลเริ่มปล่อยพลังงานออกมาจนถึงเมื่อปล่อยหมดได้เกลี้ยง พลังงานนี้เมื่อนำมาสร้างเป็นภาพมันจะตรงกับภาพของเนื้อเยื่อที่เป็นไขมันล้วนๆ ส่วน T2 นั้นเป็นเวลาที่สนามแม่เหล็กจิ๋วของโมเลกุลแต่ละตัวตีกันหรือหักล้างกันเองได้ผลออกมาเป็นพลังงานอีกส่วนหนึ่งซึ่งเมื่อวัดและนำมาแสดงเป็นภาพบนจอแล้วมันจะตรงกับภาพของเนื้อเยื่อไขมันบวกกับน้ำ(หรือเลือด) เมื่อเอาภาพที่สร้างขึ้นจากพลังงานทั้งช่วง T1 และ T2 มาดูประกอบกันก็จะทำให้บอกได้แม่นยำว่าตรงไหนเป็นไขมันอย่างเดียว ตรงไหนมีน้ำหรือเลือดด้วย ถ้าเขาอ่านว่าตรงจุดนั้นจุดนี้มี hypersignal T2 change ก็หมายความว่าตรงนั้นเห็นสัญญาณช่วง T2 ชัดมากนั้นแสดงว่ามันเป็นไขมันบวกน้ำหรือเลือด เพราะเลือดก็คือน้ำ ซึ่งเป็นตัววินิจฉัยว่าก้อนนั้นน่าจะเป็นมะเร็งเพราะก้อนมะเร็งมีเลือดเข้าไปเลี้ยงมากกว่าเนื้อปกติ 

     3. ถามว่า MR spectroscopy (MRS) ต่างจาก MRI ธรรมดาอย่างไร ตอบว่า MRI แค่ตรวจพบว่ามีเนื้องอกอยู่ตรงไหนโดยอาศัยภาพของสัดส่วนไขมันและน้ำในแหน่งต่างๆ แต่ MRS เป็นของใหม่ซึ่งยังไม่ได้มีใช้ในโรงพยาบาลทั่วไป มีแต่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ ซึ่งอาศัยเทคโนโลยีในการจับสัญญาณการปล่อยสนามแม่เหล็กจิ๋วของโมเลกุลแต่ละชนิดได้ละเอียดจนแยกสัญญาณจากโมเลกุลต่างชนิดกันเช่นกรดอามิโนต่างๆ แล็คเตท เอ็นอาเซติลแอสพาร์เตท โคลีน ครีอาทีน ออกจากกันได้ ทำให้บอกชนิดของเนื้องอกหรือมะเร็งสมองก้อนนั้นได้ทั้งๆที่ยังไม่ได้ตัดชิ้นเนื้อเลย เช่นเนื้องอกกลุ่ม Glioma จะมีแอสพาร์เตทต่ำกว่าปกติและมีโคลีนและไขมันสูงกว่าปกติ ขณะที่หากเป็นเนื้อสมองยุ่ยจากเหตุใดก็ตามระดับโคลีนจะไม่สูง เป็นต้น

     4. ถามว่าที่รายงานว่า Cho/Cr ratio เพิ่มขึ้น NAA/Cho ลดลง และ high peak lipid หมายความว่าอย่างไร ตอบว่า เป็นการรายงานว่าเนื้องอกนั้นมีโมเลกุลโคลีนสูงโดยเอาครีอาทีนเป็นตัวเทียบ มีเอ็นอาเซติลแอสพาร์เตทต่ำ มีไขมันสูง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของมะเร็งสมองบางชนิด เช่น glioblastoma multiforme (GBM) ครับ นี่เป็นคุณสมบัติพิเศษของ MRS ที่ใช้วินิจฉัยชนิดของมะเร็งสมองได้โดยยังไม่ทันได้ตัดชิ้นเนื้อเลย

     5. ถามว่าเนื้องอกสมองชนิดที่เป็นนี้ (GBM) มันเป็นมะเร็งชนิดรุนแรงไหม ตอบว่ามันเป็นมะเร็งชนิดรุนแรงครับ กล่าวคือวงการแพทย์ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายได้ ภาพรวมของสถิติคือการรักษาแบบเต็มที่สุดลิ่ม (ผ่าตัด + ฉายแสง + เคมีบำบัด) จะยืดอัตรารอดชีวิตเฉลี่ยนับจากวันวินิจฉัยโรคได้ จากประมาณ 9 เดือนหากไม่รักษาเลย มาเป็นประมาณ 15 เดือนหากรักษาแบบเต็มที่ 

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์