10 กรกฎาคม 2563

จะลดไขมันในเลือดด้วยวิธีธรรมชาติ ไม่ต้องถึงขนาดถากเปลือกไม้สนมากิน

คุณหมอที่เคารพ
แพ้ยาลดไขมัน (atorvastatin) มีอาการปวดกล้ามเนื้อมากจนออกกำลังกายไม่ได้เลย หมอเปลี่ยนยาไปสามตัวแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น ตอนนี้หยุดยาแต่ LDL ก็ยังสูง 210 อาหารก็กำลังพยายามกินตามที่คุณหมอสอนแต่ทำได้บ้างไม่ได้บ้างเพราะหากินยากเนื่องจากต้องทำงานตัวเป็นเกลียวไม่มีเวลาทำอาหารเอง อยากปรึกษาคุณหมอว่ามียาอะไรหรืออาหารอะไรที่จะมาแทนสะแตตินได้บ้าง
ขอบพระคุณคะ

..............................................

ตอบครับ

     ผมได้พูดไปหลายครั้งแล้วว่าการลดไขมันในเลือดที่ดีที่สุดก็คือลดอาหารมันและอาหารหวานซึ่งให้แคลอรีโดยไม่มีคุณค่าอย่างอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งไขมันอิ่มตัวจากเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ในรูปของนม (แท้) เนย (แท้) นั่นแหละสำคัญนัก ลดลงไป อีก อีก อีก จนในที่สุดเมื่อดุลของไขมันที่เข้าสู่ร่างกายกับที่เผาผลาญเป็นพลังงานพอดีกันไขมันในเลือดก็จะกลับมาเป็นปกติ นี่เป็นสัจจธรรม

     ยาลดไขมันกลุ่มสะแตติน เป็นตัวช่วยลดไขมันในเลือดที่ดีที่สุดในช่วงที่การเปลี่ยนอาหารย้งไม่สำเร็จ คือช่วงที่ยังไม่สามารถเอาชนะอาการลงแดงจากความอยากกินของมันๆหวานๆได้ ถ้าคุณแพ้สะแตติน ก็จำเป็นต้องลดขนาดยาให้เหลือต่ำสุดเท่าที่พอจะได้ผล ซึ่งสามารถลดลงไปได้ถึงหนึ่งเสี้ยวของเม็ด (5 mg ของ atorvastatin) สัปดาห์ละหนึ่งครั้ง สัปดาห์ละนะ ไม่ใช่วันละ มันสามารถลดขนาดลงไปได้ต่ำขนาดนั้นหากตั้งใจจะลดจริง ขณะเดียวกันก็ต้องหาตัวช่วยตัวอื่นที่มีกลไกการออกฤทธิ์คนละที่กันมาประกบ ยาสะแตตินนั้นออกฤทธิ์ระงับเอ็นไซม์สร้างโคเลสเตอรอลที่ตับ ตัวช่วยตัวอื่นก็เช่นสารในกลุ่ม plant sterols/stanol ซึ่งออกฤทธิ์ระงับการดูดซึมไขมันจากลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด ตัวสะเตอรอลหรือสตานอลนี้เป็นไขมันจากพืชมีอยู่ใน รำข้าว ถั่ว นัท  ข้าวงอก ผัก ผลไม้ และในส่วนของพืชที่กินไม่ได้เช่นในเปลือกไม้สน งานวิจัยทำที่แคนาดา [1] สรุปผลได้ว่าการกินสะเตอรอลจากอาหารธรรมชาติเป็นวิธีลดไขมันเลวที่ดีที่สุดในบรรดาวิธีตามธรรมชาติทั้งหลาย แต่ว่าขนาดของสะเตอรอลในอาหารธรรมชาตินี้มันไม่ชัวร์ว่ากินแค่ไหนร่างกายถึงจะได้พอที่จะลดไขมันได้ จึงมีผู้เอาสะเตอรอลมาใส่ในอาหารสำเร็จรูปในรูปของชีสปลอมบ้าง เนยปลอมบ้าง กาแฟบ้าง น้ำส้มบ้าง งานวิจัยกินเนยใส่สะเตอรอลวันละ 2 กรัม [2] ที่ตีพิมพ์ในวารสารนิวอิงแลนด์พบว่าลดไขมันเลว LDL ในเลือดลงได้ 14%

     ตัวหมอสันต์เองก็เคยทำวิจัยวิธีลดไขมันโดยการดื่มกาแฟที่ใส่สะเตอรอลหรือสตานอล [3] ในขนาด 2 กรัมต่อถุงซึ่งชงได้หนึ่งแก้ว เป็นกาแฟนำเข้ามาขายจากยุโรปโดยทำวิจัยแบบสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบในคนไทย ได้ผลสรุปว่าดื่มกาแฟใส่สะเตอรอลนี้วันละแก้วเดียวลดไขมัน LDL ลงได้ 12.77% แต่ว่าเดี๋ยวนี้กาแฟนั้นผมไม่เห็นวางขายในตลาดแล้ว เข้าใจว่าคงจะเจ๊งไปเรียบร้อยแล้วเพราะรสชาติอาจไม่ถูกปากคอกาแฟ เนื่องจากตัวสะเตอรอลหรือสตานอลเองนั้นมันมีรสขมแบบพิกลๆอยู่

     เมื่อปีที่แล้วเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นนักอุตสาหกรรมอาหารเสริมก็เอาสะตานอลจากเปลือกไม้สนมาทำกาแฟแล้วเอามาให้ผมลองดื่มดู ผมบอกว่าเออ..อร่อยดี ให้ทำขายสิ เธอก็ทำแล้วไปขออนุมัติจากองค์การอาหารและยา (อย.) เจอกันครั้งหลังสุดเมื่อไม่นานมานี้ผมถามเธอว่าเรื่องทำกาแฟขายไปถึงไหนแล้ว เธอตอบว่าอย.ยังไม่ผ่านให้ เพราะตกลงกันไม่ได้เรื่องฉลาก..เวรกรรม

     สรุปว่าในการแก้ปัญหา ให้คุณมุ่งลดไขมันและแคลอรีในอาหารลงไปอีก อีก อีก เน้นกินแต่พืชเป็นหลัก ในระหว่างนี้ให้คุณลดขนาดยาสะแตตินลงเหลือต่ำสุดเท่าที่จะทนผลข้างเคียงของมันได้ ขณะเดียวกันก็ไปหาอาหารที่เขาใส่สะเตอรอลหรือสะตานอลมากิน หากหาไม่ได้ก็ให้กินอาหารที่อุดมสตานอลที่เมืองไทยมีเช่น รำข้าว ถั่ว นัท ข้าวงอก ผัก ผลไม้ คือเอาเท่าที่หากินได้ ไม่ต้องถึงขนาดไปถากเปลือกไม้สนมากินดอก ทำแค่นี้ผมเชื่อว่าไขมันเลวในเลือดของคุณก็จะลงมาเป็นปกติได้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

1. AbuMweis SS, Marinangeli CPF, Frohlich J, Jones PJH. Implementing Phytosterols Into Medical Practice as a Cholesterol-Lowering Strategy: Overview of Efficacy, Effectiveness, and Safety. Canadian Journal of Cardiology 2014:30(10):1225-1232. doi.org/10.1016/j.cjca.2014.04.022
2. Miettinen TA, Puska P, et al. Reduction of Serum Cholesterol with Sitostanol-Ester Margarine in a Mildly Hypercholesterolemic Population. N Engl J Med 1995; 333:1308-1312.
DOI: 10.1056/NEJM199511163332002
3. Chaiyodsilp S, Chaiyodsilp P, Pureekul T, Srisawas R, Khunaphakdipong Y. A Prospective Randomized Trial for Reduction of Serum Low Density Lipoprotein (LDL) with Plant Stanol Ester Mixed in Coffee in a Hypercholesterolemic Thai Population. BKK Med J [Internet]. 2013Feb.20 [cited 2020Jul.10];50:9. Available from: https://he02.tci-thaijo.org/index.php/bkkmedj/article/view/218040

09 กรกฎาคม 2563

มะเร็งเต้านม ทางเลือกอื่นที่ดีเสมอยาล็อคเป้านั้น..ไม่มี

เรียนคุณหมอสันต์

อายุ 64 เป็นมะเร็งเต้านม Ductal Carcinoma ผ่าตัดแล้ว เป็นระยะ 2 ไม่ไปต่อมน้ำเหลือง ไม่ไปเนื้อข้างๆ ไม่ต้องให้เคมีบำบัด แต่หมอยืนยันจะให้ทานยา Tamoxifen ฉันรับยามาแล้วยังไม่ยอมทาน เพราะอ่านดูแล้วเห็นว่าผลข้างเคียงของยามีมาก จึงคิดว่าจะไม่ทาน ขอคำแนะนำคุณหมอ ได้ส่งผลการผ่าตัดผลการตรวจชิ้นเนื้อและผลการตรวจแล็บมาด้วย
ขอบคุณค่ะ

.........................................................

ตอบครับ


     ผลการตรวจชิ้นเนื้อที่ส่งมาให้นั้นมีตัวรับฮอร์โมนได้ผลบวกระดับมากอยู่สองตัวคือตัวรับเอสโตรเจน (ER) และตัวรับโปรเจสเตอโรน (PR) โอเค. มาตอบคำถามของคุณเลยนะ

     1. ถามว่าในเชิงตัวเลข ยาทาม็อกซิเฟนจะมีประโยชน์ต่อมะเร็งเต้านมมากแค่ไหน

     ตอบว่าการใช้ยา Tamoxifen รักษามะเร็งเต้านมที่มีตัวรับฮอร์โมนเอสโตรเจน (ER positive) อย่างกรณีคุณนี้ มีผลลดอัตราตายสมบูรณ์ (ARR) ใน 15 ปีข้างหน้าลงได้ 9.2% แปลไทยให้เป็นไทยคืองานวิจัยนี้ [1] เอาคนไข้มะเร็งเต้านมที่มีตัวรับฮอร์โมนเอสโตรเจนคนมาแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้กินทาม็อกซิเฟน อีกกลุ่มให้กินยาหลอก เป็นเวลานาน 5 ปีแล้วตามดูทั้งสองกลุ่มนี้ไป 15 ปี พบว่ากลุ่มที่กินยาทาม็อกซิเฟนตายไป 40.8% ส่วนกลุ่มที่กินยาหลอกตายไป 50% เท่ากับว่ากลุ่มกินยาทาม็อกซิเฟนลดการตายลงได้ = 50%-40.8% = 9.2%

     อย่าลืมว่าผมพูดในเชิงของอัตราเสี่ยงสมบูรณ์ (absolute risk reduction - ARR) ซึ่งคนทั่วไปเข้าใจได้ง่ายไม่ต้องแปล แต่วารสารการแพทย์และการวิจัยส่วนใหญ่จะพูดถึงความดีของยาในรูปของอัตราเสี่ยงสัมพัทธ์ (relative risk reduction - RRR) ซึ่งไม่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่นถ้าท่านไปอ่านสรุปผลวิจัยเขาจะสรุปว่ายาทาม็อกซิเฟนลดความเสี่ยงตายในหนึ่งปีได้มากกว่าพวกใช้ยาหลอก 34% นั่นเขาพูดถึงอัตราเสี่ยงสัมพัทธ์ (RRR) นะ ไม่ใช่อัตราเสี่ยงสมบูรณ์ (ARR) ที่ผมพูดไปข้างต้น

     ดังนั้นคุณต้องเข้าใจความแตกต่างของสองคำนี้คือระหว่าง ARR กับ RRR มิฉะนั้นคุณจะถูกชักใบให้เข้าใจน้ำหนักของประโยชน์ของยาผิดความจริงไปเยอะ ผมขออธิบายความเสี่ยงสัมพัทธ์หรือ RRR นี้หน่อยนะ สมมุติว่างานวิจัยทางการแพทย์เอาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมา 2,000 คน มาแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มละ 1,000 กลุ่มหนึ่งให้กินทาม็อกซิเฟน อีกกลุ่มหนึ่งกินยาหลอก แล้วตามดูไปหนึ่งปี พบว่ากลุ่มกินทามอกซิเฟนตายไป 33 คน กลุ่มกินยาหลอกตายไป 50 คน คือยามอกซิเฟนลดการตายลงได้ 17 คน คิดเป็น 34% ของยอดคนตายของกลุ่มที่ใช้ยาหลอก หรือเขียนเป็นสมการคำนวณได้ว่า

     การลดอัตราตายสัมพัทธ์ (RRR) ในหนึ่งปี = (50-33) x 100 / 50  = 34%

     เราลองเปลี่ยนการลดอัตราตายสัมพัทธ์หรือ RRR ในหนึ่งปีซึ่งเท่ากับ 34% นี้ให้มาอยู่ในค่าการลดอัตราตายสมบูรณ์ (ARR) หนึ่งปีดูนะว่าจะได้เท่าไหร่

    การลดอัตราตายสมบูรณ์ (ARR) ในหนึ่งปี = (50 - 33) x100 / 1,000 = 1.7%

    เห็นไหมว่าตัวเลขต่างกันมาก 34% กับ 1.7% เพราะนิยามความหมายของแต่ละค่า (ARR กับ RRR) ไม่เหมือนกัน ถ้าท่านไม่เข้าใจประเด็นนิยามค่าสองค่านี้ลึกซึ้ง พอหมอบอกว่าใช้ยาจะลดความเสี่ยงสัมพัทธ์ในหนึ่งปีได้ 34% ท่านกระโดดเข้าใส่เลยเพราะมันลดได้เยอะมาก แต่ถ้าหมอบอกว่ายาจะลดความเสี่ยงสมบูรณ์ในหนึ่งปีได้ 1.7% ท่านจะอิดออดว่าแหม มันลดได้น้อยไปหน่อยนะ ทั้งๆที่หมอเขาพูดถึงผลการลดความเสี่ยงตายของยาตัวเดียวกัน และข้อสำคัญหมอมักจะตัดปัญหาที่จะต้องมาอธิบายหลักสถิติ หมอมักพูดสั้นๆว่ามันลดความเสี่ยงในหนึ่งปีได้ 34% โดยทิ้งไว้ในฐานที่เข้าใจว่าท่านหมายถึงความเสี่ยงสัมพัทธ์ (RRR) ไม่ใช่ความเสี่ยงสมบูรณ์ (ARR)

     2. ถามว่าในเชิงการรักษามะเร็งในภาพรวม ยาทาม็อกซิเฟนช่วยคนเป็นมะเร็งเต้านมมากไหม

     ตอบ ว่าถ้าเนื้องอกของผู้ป่วยมีตัวรับเอสโตรเจนได้ผลบวกยานี้ช่วยผู้ป่วยได้มากที่สุดในบรรดายาที่วงการแพทย์มีครับ จริงอยู่ถ้าท่านดูการลดอัตราตายแบบสมบูรณ์ได้ 9.2% ใน 15 ปีท่านอาจจะคิดว่าไม่มาก แต่ในทางการแพทย์ถือว่าการลดการตายได้ 9.2% ใน 15 ปีนี่ถือว่าหรูสุดแล้ว เพราะหากดูยาเคมีบำบัดส่วนใหญ่ที่ใช้รักษามะเร็งทั้งหลายที่วงการแพทย์มีใช้ในตอนนี้ เกือบทั้งหมดไม่สามารถลดอัตราตายได้เลยหากนับเวลากันเป็นปีขึ้นไป การบรรยายสรรพคุณของยาเคมีบำบัดทุกวันนี้จึงนิยมใช้ตัวชี้วัดที่เรียกว่าอัตราการสนองตอบ (response rate) ซึ่งนิยามว่าคือการสามารถตรึงไม่ให้เนื้องอกโตขึ้นหรือแพร่กระจายมากขึ้น ไม่ได้ใช้อัตราตายเพราะยาเคมีบำบัดส่วนใหญ่ลดอัตราตายไม่ได้หรือได้น้อยมาก ดังนั้นเมื่อเทียบกับยารักษามะเร็งด้วยกันแล้ว ยาทาม็อกซิเฟนนี้จึงเป็นยาระดับเจ๋งสุดยอด หมอทุกคนจึงแนะนำอย่างแข็งขันให้คนไข้มะเร็งเต้านมที่มีตัวรับออกซิเจนได้ผลบวกกินยาทาม็อกซิเฟน รวมทั้งตัวหมอสันต์เองก็แนะนำเช่นเดียวกันด้วย

     3. ถามว่าถ้าไม่เอายาทาม็อกซิเฟน มีตัวเลือกอื่นที่เสมอกันให้เลือกไหม

     ตอบว่า "ไม่มีครับ" ถ้าวัดกันตามสถิติ คือในเรื่องการรักษามะเร็งทุกชนิดนี้ผมพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าวิธีของแพทย์แผนปัจจุบันอันได้แก่การผ่าตัดฉายแสงให้ยาเคมีบำบัดและยาล็อคเป้า เป็นวิธีการรักษาที่ให้อัตรารอดชีวิตดีที่สุดแล้วไม่มีวิธีไหนอื่นดีเท่า แม้ว่าวิธีอื่นดูเผินๆจะดีกว่าก็ตาม

     ยกตัวอย่างเช่นงานวิจัยของดร.เคลลี่ [2] ซึ่งสำรวจสัมภาษณ์ผู้หายจากมะเร็งจำนวนพันกว่าคน แล้วสรุปว่าปัจจัยที่ทำให้หายสูงสุดเก้าอย่างได้แก่

     1. เปลี่ยนอาหารที่เคยกิน ไปกินอาหารที่ไม่เคยกิน ซึ่งส่วนใหญ่เน้นเพิ่มการกินผักผลไม้ เลิกเนื้อสัตว์ น้ำตาล นมวัว แป้งขัดขาว

     2. หันมารับผิดชอบดูแลตัวเองจริงจังโดยไม่หวังพึ่งใครอีกต่อไปแล้ว

     3. เชื่อและทำตามปัญญาญาณ (intuition) ของตัวเองโดยไม่ฟังคำทัดทานทักท้วงใดๆทั้งสิ้น

     4. ใช้พืชสมุนไพรในการรักษา

     5. ปลดปล่อยอารมณ์ขุ่นมัวที่ค้างคาอยู่ในใจ

     6. สร้างความคิดบวกและอารมณ์บวก

     7. เปิดรับความเกื้อกูลทางสังคมจากคนอื่น

     8. หันกลับไปหารากเหง้าทางจิตวิญญาณของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นศาสนาหรือความเชื่อก็ตาม

     9. บอกตัวเองได้อย่างหนักแน่นว่าทำไมจะต้องมีชีวิตอยู่ ทำไมจะต้องไม่ตาย

     แต่ว่าทั้งหมดนั้นไม่มีสถิติในภาพใหญ่ยืนยันนะครับว่าทั้งเก้าวิธีนั้นลดอัตราตายได้จริงหรือเปล่า หากลดได้จริงลดได้กี่เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นผมในฐานะแพทย์แผนปัจจุบันจึงไม่อาจแนะนำให้ใช้วิธีการเหล่านี้แทนวิธีมาตรฐานคือผ่าตัดฉายแสงและเคมีบำบัดหรือยาล็อคเป้าได้ เพราะเมื่อไม่มีสถิติแล้วจะไปรู้ได้อย่างไรว่าอะไรดีกว่าอะไร อย่างดีที่สุดผมก็แค่แนะนำให้ใช้เป็นวิธีร่วมรักษาถ้าผู้ป่วยชอบ หมายความว่ารักษาด้วยวิธีมาตรฐานผ่าตัดฉายแสงเคมีบำบัดล็อคเป้าแล้วค่อยไปเสาะหาวิธีอื่นมาร่วมรักษาด้วย อย่างนี้พอแนะนำกันได้เพราะไม่ขัดกับการใช้หลักฐานวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นแก่นกลางของวิชาแพทย์แผนปัจจุบัน

     กล่าวโดยสรุป ผมแนะนำว่าคุณจะได้ประโยชน์ (ในแง่การลดอัตราตาย) จากการกินยาทาม็อกซิเฟนมากว่าไม่กิน คุณจึงควรกินยานี้ ส่วนทางเลือกอื่นถ้าคุณชอบก็ทำไปด้วยกันได้นี่ครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Early Breast Cancer Trialists' Collaborative Group (EBCTCG). Effects of chemotherapy and hormonal therapy for early breast cancer on recurrence and 15-year survival: an overview of the randomised trials. Lancet. 2005 May 14-20; 365(9472):1687-717.
2. Turner, KA. Radical Remission: Surviving Cancer against All Odds. New York: HarperOne, 2014.


07 กรกฎาคม 2563

ผ่าตัดสมองแล้วกลับบ้านไม่กี่วันปวดหัวมาก

สวัสดีค่ะ คุณหมอ คุณพ่อผ่าตัดเนื้องอกในสมองไปแล้วครั้งนึงที่รพ.ศูนย์จังหวัด ... ตอนนี้มีแววว่าจะต้องผ่าตัดรอบสองอีก ดิฉันสงสารคุณพ่อจึงมาขอคำแนะนำปรึกษาอยากจะย้ายพ่อไปรักษาที่อื่น ซึ่งทราบมาว่าสถาบันประสาทวิทยาน่าจะดูแลคุณพ่อได้ดีกว่านี้คะ

     เรียนคุณหมอสันต์  ผลตรวจชิ้นเนื้อตั้งแต่ผ่าตัดวันที่ 25 มิ.ย. 63 จนถึงวันนี้ ยังไม่ทราบผลชิ้นเนื้อคะ ตามใบนัด แจ้งให้คนไข้มาฟังผลชิ้นเนื้อในวันที่ 29 ก.ค. 63 แต่เมื่อวานวันที่ 4 ก.ค. คุณพ่อมีอาการปวดหัวรุนแรงอีกครั้ง ร่วมด้วยมีอาการอาเจียน ดิฉันจึงพาพ่อหาหมอรพ.ตามสิทธิบัตรทองและรพ.เอ็กเรย์สมองพบว่ายังมีเนื้องอกหลงเหลืออยู่ และรพ.แจ้งว่าน้ำในสมองของคนใข้ไม่สามารถระบายออกได้ จะไปกดทับก้านประสาทหรือก้านสมองทำนองนี้คะ จะทำให้ช็อคและหยุดหายใจและเสียชีวิตทันที เลยส่งตัวคนไข้มาที่รพ.ศูนย์จ. ... อีกครั้ง วันนี้รพ.ศูนย์ทำ MRI เพื่อให้ทราบตำแหน่งที่แน่ชัดของเนื้องอก และมีแนวโน้มจะต้องผ่าตัดรอบสองค่ะ ดิฉันรู้สึกไม่วางใจรพ.ศูนย์ ... เลยค่ะ คิดว่าที่อื่นน่าจะดูแลคุณพ่อได้ดีกว่านี้ ต้องการทราบคำแนะนำจากคุณหมอค่ะ มีที่ไหนที่คุณหมอเห็นว่าทางรพ.ในกรุงเทพจะรับเคสพ่อไหมคะ(ที่เป็นรัฐบาล)? ดิฉันต้องตั้งคำถามกับหมอผ่าตัดคุณพ่ออย่างไรดีคะในเรื่องของแผนการรักษา กลัวหมอที่นี่ทำพ่อตายเร็วเกินคะ  และดิฉันเกิดคำถามในใจทำไมรพ.ศูนย์ ... ไม่ MRI คุณพ่อตั้งแต่แรกก่อนผ่าตัด? ผ่าตัดเสร็จรีบให้กลับบ้าน คนไข้กลับบ้านไม่กี่วันมีอาการปวดหัวอีกครั้ง ร่วมด้วยนำ้ในสมองไม่สามารถระบายได้ จะทำให้เสียชีวิตกระทันหัน จะต้องกลับมาผ่าตัดรอบสอง?  ขอบพระคุณในความเมตตาคุณกมอสันต์ที่ตอบกลับประชาชนตัวเล็กๆที่ไม่ค่อยรู้ข้อมูลอะไร
ขอแสดงความเคารพ

...............................................

ตอบครับ

     ก่อนตอบคำถาม คุณพูดถึงประชาชนตัวเล็กๆ ผมขอนอกเรื่องเล่าเรื่องในอดีตเรื่องหนึ่งนะ เพราะแก่แล้วผมมักเผลอรำลึกอดีต สมัยเมื่อสามสิบปีก่อนหมอญี่ปุ่นขึ้นชื่อว่าภาษาอังกฤษเข้าใจยากที่สุด มีอยู่วันหนึ่ง ประมาณปีค.ศ. 1989 ผมทำงานเป็นขุนทาสอยู่ในโรงพยาบาลฝรั่งแห่งหนึ่ง ซึ่งจัดเป็นศูนย์ผ่าตัดหัวใจที่มีชื่อเสียงมากของโลก โดยเฉพาะเรื่องการผ่าตัดหัวใจเด็ก วันหนึ่งนายไม่ว่าง ผมต้องทำหน้าที่รับรองคณะหมอญี่ปุ่นที่มาเยี่ยมศูนย์ผ่าตัดหัวใจของเราแทน ในการคุยกันผมถามพวกเขาว่า

     "What do you do in Japan"
     "ที่ญี่ปุ่น คุณทำอะไรกันบ้างครับ"

     หมอญี่ปุ่นตอบว่า

     "We operate on small people"
     "เราทำผ่าตัดประชาชนตัวเล็ก"

     ผมถามว่า

     "How small?"
     "เล็กขนาดไหนละ"

     หมอญี่ปุ่นตอบว่า

     "2.5 kilograms"
     "สองกิโลครึ่ง"

     ฮะ ฮะ ฮ่า ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น

     คือหมอญี่ปุ่นจะคุยว่าเขาผ่าตัดหัวใจเด็กแรกเกิดได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการผ่าตัดเด็กแรกเกิดสมัยนั้นต้องเอาเด็กลงแช่น้ำแข็งให้ตัวเย็นจนหัวใจหยุดเต้นแล้วจึงจะเอาขึ้นมาผ่าตัด เสร็จแล้วก็ทำให้เด็กตัวอุ่นขึ้นมามีชีวิตใหม่ ใครทำได้ถือว่ามีฝีมือเพราะเป็นงานยาก แต่หมอญี่ปุ่นไม่รู้ว่าเด็กแรกเกิดเขาเรียกว่าอะไร จึงเรียกว่าประชาชนตัวเล็ก

     กลับมาตอบคำถามของคุณดีกว่า

     1. ถามว่าหากไม่ชอบใจโรงพยาบาลที่ตจว.จะเข้ามารักษาในโรงพยาบาลของรัฐบาลในกทม.โดยใช้สิทธิบัตรทองแบบมาเองได้ไหม ตอบว่าไม่ได้ครับ จะต้องมาตามระบบส่งต่อผู้ป่วย (referral system)เท่านั้น ซึ่งเป็นระบบที่เขาวางไว้ดีที่สุดแล้ว คือแพทย์ต้นทางซึ่งเป็นผู้มีข้อมูลมากที่สุดเป็นผู้ใช้ดุลพินิจว่าผู้ป่วยจะได้ประโยชน์จากการรักษาที่ไหนมากที่สุด แล้วก็ตัดสินใจไปตามดุลพินิจนั้น ทุกคนในระบบจะต้องเคารพดุลพินิจแพทย์ต้นทาง ซึ่งผมเห็นด้วยล้านเปอร์เซ็นต์ แพทย์คนอื่นใครจะไปมีข้อมูลมากเท่าแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยอยู่เป็นไม่มี ผมจึงแนะนำว่าคุณควรทำตามคำแนะนำของแพทย์ต้นทาง ไม่ควรเดินทางเร่ร่อนไปหาที่รักษาเอง เพราะตามกฎรพ.ที่กรุงเทพเขาไม่สามารถรับคุณพ่อไว้รักษาได้ ดังนั้นการเร่ร่อนมา คุณมีแต่จะเสียมากกว่าได้

     2. ถามว่าแพทย์ที่รพ.ศูนย์ ... ไม่น่าไว้ใจใช่ไหม เพราะผ่าตัดเสร็จแล้วให้กลับบ้าน แล้วไม่กี่วันก็มีอาการปวดหัวจนต้องกลับมาอีก มาทำ MRI แล้วบอกว่าอันตรายต้องผ่าตัดด่วน ทำไมไม่ทำ MRI เสียตั้งแต่แรก จะได้ไม่ต้องให้กลับบ้าน

     ผมตอบคุณอย่างตรงไปตรงมาไม่เอาใจใครนะ เรื่องราวที่คุณเล่ามาทั้งหมด คือผ่าตัดสมอง แล้วมีภาวะแทรกซ้อนเลือดออกในสมองจนเบียดเนื้อสมองให้โย้ไปต้องมารีบผ่าตัดแก้ไขด่วน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับการผ่าตัดสมองที่ทุกแห่งในโลกนี้ กับหมอผ่าตัดสมองทุกคนในโลกนี้ แม้พระเจ้ามาทำผ่าตัดเองก็เกิดเรื่องแบบนี้ได้ ไม่ใช่หมอไม่ดี ไม่ใช่โรงพยาบาลไม่ดีครับ แต่มันเป็นเพราะวิธีรักษาของการแพทย์แผนปัจจุบันมันยังมีข้อจำกัดตรงที่เราไม่สามารถลดภาวะแทรกซ้อนให้เหลือศูนย์ได้ ส่วนการไม่ทำ MRI ตอนก่อนออกจากรพ.นั้นก็เพราะตอนนั้นมันไม่มีอาการบ่งชี้ว่าความดันในสมองเพิ่มขึ้น ถึงทำ MRI ไปในตอนนั้นก็ไม่เห็นอะไร แพทย์เลือกทำ MRI ตอนที่มีอาการบ่งชี้ชัดเจนแล้ว แพทย์ท่านทำของท่านถูกต้องดีมากแล้วนะครับ

     แล้วผมอยากจะให้ข้อมูลคุณเพิ่มอีกหน่อยว่าการผ่าตัดสมองในประเทศไทยนี้ไม่ว่ารพ.ศูนย์ที่จังหวัดไหน ปัจจุบันนี้ผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ประสาทและสมอง (neurosurgeon) ทั้งหมด สมัยก่อนสามสิบกว่าปีมาแล้วผมเป็นหมอผ่าตัดอยู่รพ.ศูนย์ตจว.แห่งหนึ่ง ผมผ่าตัดดะตั้งแต่ศีรษะถึงปลายเท้า เพราะหมอผ่าตัดสมัยนั้นมีจำนวนไม่พอใช้ ต้องจับแพะชนแกะกล้อมแกล้มทำงานแทนกันไปตามมีตามเกิด แต่สมัยนี้ไม่ต้องแล้ว ดังนั้นคุณพ่อของคุณได้ร้บการผ่าต้ดโดยศัลยแพทย์ประสาทและสมองที่มีคุณวุฒิตรงกับงานนี้แน่นอน ไม่ต้องกังขาเรื่องความรู้ความสามารถของแพทย์ ส่วนการที่แพทย์ซึ่งมีคุณวุฒิเท่ากันจะแยกย้ายกันไปอยู่ต่างจังหวัดบ้างอยู่กทม.บ้างนั่นเป็นความจำเป็นหรือความต้องการส่วนตัวของแต่ละคน มันไม่ใช่ว่าแพทย์ที่เก่งต้องอยู่กรุงเทพซึ่งไม่เป็นความจริงเลย และส่วนที่คิดว่าเครื่องมือผ่าตัดไม่เท่ากันนั้นก็ไม่จริง เพราะเครื่องมือทุกชิ้นทุกแห่งมีเหมือนกันหมด 

     3. ถามว่าแล้วทำไมผ่าตัดแล้วจึงเหลือเนื้องอกบางส่วนทิ้งไว้ให้เกิดปัญหาอีก ตอบเป็นสองประเด็นนะ ประเด็นที่ 1. คือที่รายงานมาใน MRI มานั้นรายงานว่าเป็นก้อนเนื้อความทึบต่ำ (hypodensity mass) มันอาจจะเป็นเนื้องอกที่เหลืออยู่ หรืออาจจะเป็นเลือดที่แข็งตัวอัดเป็นก้อนก็ได้ MRI ไม่สามารถแยกตรงนี้ออกจากกันได้เพราะการตรวจในลักษณะฉุกเฉินแบบนี้ไม่เหมาะที่จะฉีดสารทึบรังสีดูเส้นเลือดที่เข้าไปเลี้ยงก้อนนั้นได้ หมอเอ็กซเรย์เขารายงานความเป็นไปได้ไว้ว่ามันอาจจะเป็นเนื้องอกที่เหลืออยู่ แต่ไม่ได้หมายความว่ามันต้องเป็นอย่างนั้น ของจริงต้องไปดูกันในห้องผ่าตัดครั้งที่สองนี่แหละ

     ประเด็นที่ 2. ถึงถ้ามันเป็นเนื้องอกที่เหลืออยู่จริง มันก็ขึ้นอยู่ว่าวัตถุประสงค์ของการผ่าตัดครั้งแรกคืออะไร หากประสงค์เพียงเพื่อลดปริมาตรก้อนเนื้องอก เขาก็จะเอาแต่ส่วนที่ไปกดทับเนื้อสมองส่วนใหญ่ออก แล้วเหลือส่วนที่ไม่กดไว้ บางครั้งวัตถุประสงค์อาจต้องการเอาเนื้องอกออกทั้งหมดแต่เอาเข้าจริงๆแล้วทำไม่ได้ เพราะบางส่วนเชื่อมติดกับเนื้อสมองส่วนสำคัญทำให้หมอต้องทิ้งเนื้องอกไว้บางส่วนเพื่อหลบภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดที่จะมีผลเสียต่อผู้ป่วยมาก เช่นการเป็นอัมพาตหรือพูดไม่ได้ เป็นต้น 

    4. ถามว่ามีความจำเป็นจะต้องผ่าตัดด่วนครั้งที่สองนี้ไหม ตอบว่าจำเป็นสิครับ เพราะเลือดมันกำลังออกและกำลังกดเนื้อสมองอยู่ ถ้าไม่แก้ไขและหากเลือดมันยังออกไม่หยุดก็มีโอกาสเด๊ดสะมอเร่

    กล่าวโดยสรุป ให้คุณเดินหน้าไปกับแนวทางการรักษาของแพทย์ท่านเดิม อย่าเพิ่งกังวลไปล่วงหน้าว่าคุณพ่อรักษาที่นั่นจะตายเร็ว รักษาที่นี่จะตายช้า เพราะเหล่านั้นเป็นเพียงความคิดไร้สาระในหัวของคุณ ให้คุณทิ้งความคิดเหล่านั้นไปเสีย ขยันอยู่เป็นเพื่อนคุณพ่อ ช่วยเหลือท่านไปวันต่อวัน ช็อตต่อช็อต อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด อะไรจะเกิดก็รับมันได้ทั้งนั้นอย่างสงบ ตายก็ตายไม่เห็นจะเป็นไร คนเราเกิดมาแล้วก็ต้องตายทุกคน ยอมรับตรงนี้เสีย โดยไม่ไปโทษคนอื่นเพียงเพื่อให้ตัวเองสบายใจ เพราะว่าการโทษคนอื่นเพื่อให้ตัวเองสบายใจ มีผลเสียสองเด้งนะ เด้งแรกตัวเราเองก็จะติดนิสัยอวยอัตตาของเราเองให้ใหญ่ขึ้นซึ่งรังแต่จะทำให้เราเกิดความทุกข์ในชีวิตมากขึ้น เด้งที่สองคนที่เขาตั้งใจที่จะช่วยเหลือคนไข้เต็มกำลังความรู้และประสบการณ์ของเขาอยู่ แต่พอถูกเราซึ่งเป็นครอบครัวของผู้ป่วยกล่าวโทษ เขาก็เสียใจนะ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

แค้มป์เพื่อคุณแม่ ครั้งที่ 4 (Camp For Mom - CFM4)

     คนไทยพอถึงเดือนสิงหาคมก็นึกถึงแม่ขึ้นมาเสียทีหนึ่ง ทั้งปีทั้งชาติไม่ได้พูดกับคุณแม่เลยก็จะได้พูดกับคุณแม่ในโอกาสวันแม่เดือนสิงหาเนี่ยแหละ เมื่อปีกลายความคิดจึงเกิดแก่หมอสันต์ว่าในโอกาสเดือนสิงหาคมซึ่งเป็นเดือนของแม่นี้ น่าจะทำโปรแกรมพิเศษเพื่อลูกๆที่อยากจะทำให้อะไรให้คุณพ่อคุณแม่แต่ไม่มีเวลาทำด้วยตัวเอง ซื้อโปรแกรมนี้ให้คุณพ่อคุณแม่มาใช้ชีวิตแบบสนุกๆดีมีคุณภาพตามประสาผู้สูงวัย เช่นถ่ายรูป หัดใช้แอ็พใหม่ๆบนมือถือ วาดภาพ เต้นรำ ทำอาหาร ออกกำลังกาย สนุกๆแต่แฝงด้วยบทเรียนที่ท่านจะนำไปเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของท่านจากนี้ไปได้ด้วยตัวท่านเองได้ แล้วได้โปรแกรมนี้เรียกว่าแค้มป์เพื่อคุณแม่หรือ Camp For Mom ใช้เวลาสามวันสองคืน ปรากฎว่าเป็นที่นิยมชมชอบของคุณแม่ที่ได้ออกนอกบ้านมาทำเรื่องแปลกๆ จนทำให้เกิด CFM3 ขึ้นแม้จะนอกเทศกาล มาปีนี้สิงหาคมวนมาอีกแล้ว จึงเป็นโอกาสที่จะจัด Camp For Mom ครั้งที่ 4 (CFM4) กำหนดวันไว้ 14-16 สค. 63 โดยมีรายละเอียดดังนี้

 .............................................................

แค้มป์เพื่อคุณแม่ Camp For Mom ครั้งที่ 4. (CFM4)

1. เป้าหมาย

     เพื่อให้ผู้สูงวัยได้มาพักผ่อนร่วมกันกับเพื่อนใหม่เป็นกลุ่มเล็กๆราวไม่เกิน 30 คน ทำกิจกรรมที่สนุกสนานผ่อนคลาย แต่แฝงการเรียนรู้เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองไปเป็นผู้สูงวัยที่ชีวิตมีคุณภาพดีในอนาคต

2. ยุทธศาสตร์

     1. เอาสนุก ไม่เอาความสำเร็จ (enjoyment  not achievement)

     2. การดำเนินชีวิตในแค้มป์ คือบททดลองเปลี่ยนวิถีชีวิต ทั้งอาหารและกิจกรรม

     3. มุ่งเปลี่ยนชีวิตผู้สุงวัยในประเด็น (1) เปลี่ยนบุคลิก ท่าร่าง ให้ตั้งตรง (2) เปลี่ยนการเคลื่อนไหวให้กระฉับกระเฉง (3) เปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตจากนั่งจุมปุกมาเป็นเคลื่อนไหวแอคทีฟทั้งวัน (4) เปลี่ยนเจตคติต่อชีวิตจากไร้เป้าหมายเป็นมีเป้าหมาย จากเกร็งเป็นผ่อนคลาย ยิ้ม หัวเราะ และกล้าทดลองกิจกรรมท้าทายตนเอง (5) เปลี่ยนนิสัยการกินเนื้อสัตว์เป็นหลักมากินพืชเป็นหลัก (6) ฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรงขึ้น (7) ฝึกการทรงตัวให้ดีขึ้น

3. งานวิจัยพื้นฐาน

ผลวิจัยพื้นฐานที่ทำมาใช้ในแค้มป์เพื่อคุณแม่รวมถึง

3.1 การออกกำลังกายแบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้ัอ (strength training) ลดโอกาสสมองเสื่อม
3.2 การออกกำลังกายแบบเสริมการทรงตัว (balance exercise) ลดการลื่นตกหกล้มและกระดูกหัก
3.3 แบบฝึกหัดทดสอบสมองประลองเชาว์ (ญี่ปุ่น) ช่วยพัฒนาความจำผู้สูงอายุ
3.4 อาหารพืชเป็นหลักแบบไขมันต่ำ (low fat PBWF) รักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังให้หายและลดโอกาสเป็นมะเร็ง
3.5 การเข้าครัวทำอาหารเองทำให้ผู้ป่วยแก้ปัญหาโรคเรื้อรังของตัวเองได้ดีขึ้น
3.6 กิจกรรมช่วยวางความคิด เช่นการฝึกสมาธิ ไทเก็ก โยคะ ช่วยลดความเครียด, รักษาโรค และเพิ่มคุณภาพชีวิต
3.7 ผู้สูงอายุที่มีงานทำ มีคุณภาพชีวิตดีกว่าและมีสุขภาพดีกว่าผู้สูงอายุที่ไม่มีงานทำ
3.8 เทคโนโลยีการสื่อสารและสื่อสังคม ทำให้คุณภาพชีวิตผู้สูงวัยดีขึ้น

      ผลวิจัยทั้งแปดประเด็นนี้จะถูกนำมาใช้ในแค้มป์

4. ทีมงาน

     นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ เป็นหัวหน้าทีม มีทีมงานที่ประกอบด้วยแพทย์ นักจิตวิทยาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ผู้ช่วยแพทย์ ครูสอนโยคะ แพทย์แผนไทย พยาบาล นักบำบัดทางเลือกทั้งตามแนวทางแพทย์แผนไทยและแผนอายุรเวชของอินเดีย และศิลปิน เป็นต้น

5. ตารางกิจกรรม

วันที่ 1.

8.00-9.00
Registration ลงทะเบียนเข้าแค้มป์ เช็คอินเข้าห้องพัก
9.00 - 9.30
Getting to know you ทำความรู้จักกันและเรียนรู้จากกันและกัน
9.30 - 10.00
Classroom: Total lifestyle change ชั้นเรียนเปลี่ยนชีวิตในวัยสูงอายุอย่างสิ้นเชิง
10.00 - 12.00
Workshop: Digital Photography เรียนรู้พื้นฐานหลักวิชาการถ่ายรูป และใช้โทรศัพท์ถ่ายรูปให้สวย
12.00-14.00
Workshop: Cook your own meal กิจกรรมสาธิตสอนแสดงการทำอาหารแบบ low fat PBWF และลงมือทำอาหารเองทานเอง
14.00 - 15.00
Workshop: Strength training การฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
15.00 - 15.30
Coffee break
15.30 - 18.00
Workshop: Shooting with cameras กิจกรรมเดินทางไกล ตามล่าหาวิวสวยๆถ่ายรูปเพื่อส่งประกวด
18.00 - 20.00
Dinner and entertainment อาหารเย็นและกิจกรรมสันทนาการตามอัธยาศัย

วันที่ 2.

6.30 - 7.30
Workshop: Tai Chi and balance exercise: กิจกรรมฝึกสติวางความคิดแบบไทชิ (รำมวยจีน) และฝึกการทรงตัว
7.30 – 9.00
Breakfast and personal time - กิจกรรมทำอาหารเช้ากินเอง อาบน้ำ และพักผ่อนส่วนตัว
9.00 - 10.00
Workshop: Nutrition and Food shopping โภชนาการและกิจกรรมจ่ายตลาดฉลาดซื้อ
10.00 - 12.00
Workshop: ฺWater color painting กิจกรรมฝึกวาดภาพสีน้ำ
12.00 - 13.00
Lunch อาหารกลางวัน
13.00 - 15.30
Ballroom dancing เรียนเต้นรำแบบบอลรูม
15.30 - 16.00
Coffee break พักดื่มน้ำชากาแฟ
16.00 - 17.00
Workshop: Sprout everything กิจกรรมเพาะต้นอ่อนสะเปร้าท์เพื่อทำสลัดสะเปร้าท์
17.00 - 20.00
Workshop: Cooking Festival มหกรรมทำอาหารเย็นกินเองและประกวดฝีมือทำอาหารสุขภาพ

วันที่ 3.

6.30 - 7.30
Workshop: Bush Walking กิจกรรมเดินป่า ปีนเขา ฝึกการทรงตัว และสติ
7.30 – 9.00
Breakfast and personal time - กิจกรรมทำอาหารเช้ากินเอง อาบน้ำ และพักผ่อนส่วนตัว
9.00 - 10.30 เกมประชุมกันผ่าน ZOOM
10.30 - 10.45
Coffee break
10.45 - 13.00
Cooking classจัดกลุ่มหมุนเวียนเรียนวิธีทำเบเกอรี่และติมซัมแบบวีแกน ขนมจีบ ซาละเปา ขนมปัง คุ้กกี้ และรับประทานอาหารกลางวัน
13.00-14.00
Workshop: Japanese brain challenge เกมส์ประลองเชาวน์แบบญี่ปุ่น
14.00-15.00
Workshop: Photo Festival เทศกาลประกวดภาพถ่าย
15.00 น.
Camp Finale ปิดแค้มป์

6. การลงทะเบียนเข้าแค้มป์

     กรุณาติดต่อที่คุณเฟิร์น (วิไลพร) ที่หมายเลข 063 639 4003 หรือ 02 038 5115 หรือไลน์ @wellnesswecare หรืออีเมล host@wellnesswecare.com แล้วโอนเงินเข้าบัญชีกระแสรายวัน ธนาคารกสิกรไทย สาขาสมุทรปราการ ชื่อบัญชี  บริษัท เมก้า วี แคร์ จำกัด เลขที่บัญชี 007-368-5478
หรือลงทะเบียนด้วยตนเองผ่านเว็บไซท์
https://www.wellnesswecare.com/th/static/program-calendar

8. ราคาค่าลงทะเบียน

     คนละ 9,000 บาท ค่าลงทะเบียนนี้ครอบคลุมถึงค่าที่พัก (พักห้องเดี่ยว) ค่าอาหาร ค่าวิทยากร ค่าอุปกรณ์การฝึกทักษะ เป็นต้น แต่ไม่ครอบคลุมถึงค่าเดินทางไปและกลับระหว่างบ้านกับแค้มป์ (ผู้ป่วยไปเองกลับเอง)
     กรณีมาเป็นคู่และพักห้องเดียวกัน (ห้อง twin beds สองเตียงแยกกัน) จะได้ส่วนลดคนละ 2,000 บาท เหลือคนละ 7,000 บาท

9. วันเวลาเปิดแค้มป์ (CFM4)

     14 - 16 สค. 63

..............................................................

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

05 กรกฎาคม 2563

รากเหง้าของผู้สูงอายุไทย

     (เมื่อวันที่ 4 กค. 63 หมอสันต์ได้มีโอกาสพูดกับคณะผู้แทนและคณะที่ปรึกษาจากกระทรวงพานิชย์ที่มาเยี่ยมชมกิจการของเวลเนสวีแคร์และรับฟังข้อเสนอแนะของหมอสันต์เรื่องการส่งเสริมธุรกิจใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นเมื่อสังคมไทยเป็นสังคมผู้สูงวัย เนื้อหาสาระอาจจะมีประโยชน์สำหรับท่านผู้อ่าน)

คณะผู้เยี่ยม

     มองย้อนไปห้าปีที่ผ่านมา ในแง่ธุรกิจเพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัยไทย ในระดับมหภาค มีอะไรที่อาจารย์มองเห็นและแนะนำสำหรับอนาคตบ้าง

หมอสันต์

     ก่อนตอบคำถามของคุณ ผมขอจูนมุมมองความต้องการที่แท้จริงหรือ need ของผู้สูงวัยเพื่อเป็นกรอบความคิดเดียวกันให้เราพูดเรื่องเดียวกันก่อนนะ

     ในมุมมองของระยะ หรือ stage ของการเป็นผู้สูงวัย ในทางการแพทย์แบ่งชีวิตของผู้สูงวัยออกเป็น 3 ระยะ คือ
     1. Independent Living ระยะที่ดูแลตัวเองได้ อยู่เองได้ไปไหนมาไหนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งใคร

    2. Assisted Living คือพอทำอะไรเองได้ เป็นส่วนใหญ่ แต่บางเรื่องต้องอาศัยผู้ดูแล เช่นบางคนต้องมีคนพาอาบน้ำ หรือพาเข้านอน หรือเอาอาหารมาส่ง หรือมาทำบ้านซักผ้าให้ หรือพาไปจ่ายตลาด พาเที่ยว เป็นต้น

     3. Dependent Living ระยะพึ่งตัวเองไม่ได้ หรือติดเตียง บางทีก็เรียก Hospice Care คือนอนแบ็บหยอดข้าวหยอดน้ำ ไม่หือไม่อือแล้ว ต้องมีผู้ดูแลเฝ้าดูอยู่ประจำ 100% มิฉะนั้นก็จะนอนแช่ฉี่แช่อึของตัวเอง หรือพอเป็นอะไรไปก็ไม่มีใครรู้

   
     ในมุมมองของคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัย ในทางการแพทย์ได้แบ่งกิจกรรมที่บ่งชี้ถึงคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยออกเป็นสองระดับ คือ

     ระดับ กิจวัตรสำคัญในชีวิตประจำวัน -IADL (Instrumental Activity Daily Living ) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จะทำให้ผู้สูงวัยที่ยังอยู่ในระยะดูแลตัวเองได้มีชีวิตที่มีคุณภาพ มีเจ็ดเรื่องคือ

     (1) ทนเหงา (Companionship and mental support) อยู่คนเดียวได้อย่างมีความสุข สามารถสื่อสารกับคนอื่น (communication skill) เช่นพูดโทรศัพท์ได้ ใช้มือถือเป็น ส่งอีเมลได้ เป็นต้น

     (2) ขนส่งตัวเอง (Transportation) เดินทางในรูปแบบต่างๆด้วยตนเองได้ตามความเหมาะสม เช่นขับรถเอง ปั่นจักรยานเอง เดินไปตลาดเอง ไปขึ้นรถสองแถวเองได้

     (3) ทำอาหารเอง (Preparing meals) เริ่มตั้งแต่การวางแผน จะกินอะไรบ้าง จะซื้ออะไร ขนของเข้าตู้เย็น หั่นหอม ซอยกระเทียม หุง ต้ม

     (4) ช้อปปิ้งเอง (shopping) จะซื้อของกินของใช้อะไรเข้าบ้านบ้าง ไปซื้อเองตัดสินใจเองได้

     (5) จัดการที่อยู่ของตัวเอง (housework) ซักผ้า กวาดพื้น ถูพื้น ดูดฝุ่น เอาขยะไปเท เอาสัมภารกไปทิ้ง

     (6) บริหารยาตัวเอง (Managing medications) กินยาอะไรบ้าง แต่ละตัวกินเพื่ออะไร ขนาดที่ต้องกินเท่าไหร่ กินวันละกี่ครั้ง กินเมื่อใด มันมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง เมื่อไหร่ควรจะลดหรือหยุดยา

     (7) บริหารเงินของตัวเอง (Managing personal finances) ใช้จ่ายไม่เกินเงินที่ตัวเองมี จ่ายบิลต่างๆเช่นประปา ไฟฟ้า อินเตอร์เน็ท รับเงิน (ถ้ายังมีรายรับ) โอนเงิน ฝากเงิน

        ระดับ กิจวัตรจำเป็นในชีวิตประจำวัน  - ADL (Activity of Daily Living) คือกิจกรรมที่หากทำเองไม่ได้แม้แต่อย่างเดียวก็ต้องมีคนอื่นคอยดูแล ได้แก่

     (1) ทำสุขศาสตร์ส่วนบุคคลเอง (personal hygiene) เช่น อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ตัดเล็บ หวีผม

     (2) แต่งตัวเอง (dressing) เลือกเสื้อผ้าเองได้อย่างเหมาะสม

     (3) กินอาหารได้เอง (feeding)

     (4) ขับถ่ายเอง (continence management) หมายถึงการอั้นเมื่อควรอั้น ปล่อยเมื่อควรปล่อย เมื่อไรควรไปห้องน้ำ และไปห้องน้ำเอง

     (5) เคลื่อนไหวเดินเหินได้เอง (ambulating) การยันกายจากท่านอนลุกขึ้นนั่ง การลงจากเตียงเอง การลุกจากท่านั่งขึ้นยืน การเดินไปเดินมาได้เอง

คณะผู้เยี่ยม

     ในแง่ของการเอาระยะของชีวิตมาทำธุรกิจที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุ อาจารย์มองว่าอย่างไร

หมอสันต์

     การทำธุรกิจดูแลผู้สูงอายุในระดับติดเตียงหรือ independent care ในรูปของเนอร์สซิ่งโฮมหรือศูนย์บริบาลผู้สูงวัยเป็นธุรกิจที่ทำกันมานานและทำอยู่มากพอควร อาจจะโอเวอร์ซัพพลายด้วยซ้ำ ผมคิดว่าเรามีเนอร์สซิ่งโฮมอยู่ประมาณ 500 แห่ง และมีเตียงว่างอยู่มากเกินความต้องการ บางแห่งที่รัฐทำขึ้นก็ได้ใช้ประโยชน์น้อยกว่าที่ลงทุนไป เพราะคนเข้าอยู่ไม่มี ธุรกิจในส่วนนี้เรียกว่าค่อนข้างอยู่ตัวแล้ว

     ส่วนการสร้างชุมชนผู้สูงวัย เพื่อให้ผู้สูงวัยในระยะดูแลตัวเอง (independent) ได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัยใช้ชีวิตในบั้นปลายนั้น ในแง่ของการทำเป็นธุรกิจก็ได้มีผู้พยายามทำหลายรายแล้วแต่เท่าที่ผมเห็นก็ล้วนเจ๊งไปกันหมดแล้ว ส่วนใหญ่เจ๊งไปตั้งแต่ยังไม่ทันได้ขาย

คณะผู้เยี่ยม

     ทำไมธุรกิจในส่วนชุมชนผู้สูงวัยจึงไม่สำเร็จ

หมอสันต์

     เพราะเกือบทั้งหมดเราไปใช้โมเดลของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ คือสร้างที่อยู่อาศัยขายให้คนสูงอายุ ซึ่งมีบ้างอาจจะประสบความสำเร็จในการขาย คืออาจมีคนซื้อมากถึง 30-50% ซึ่งก็ถือว่าสำเร็จแล้ว แต่ชุมชนไม่เกิดขึ้น เพราะคนซื้อไม่ได้มาอยู่ เพราะมันไม่ได้สนอง need ของเขาในฐานะผู้สูงอายุอย่างแท้จริง เขาจึงไม่มาอยู่ เมื่อชุมชนไม่เกิด ในระยะยาวธุรกิจนั้นก็เจ๊ง 

คณะผู้เยี่ยม

     อาจารย์เองเคยทำชุมชนที่อยู่อาศัยผู้สูงวัยในรูปแบบของ co-housing ในแง่ข้อดี หนูว่ามันดีมากที่ได้แชร์ค่าใช้จ่ายกัน แล้วมันมีอุปสรรคอย่างไรบ้าง

หมอสันต์

     อุปสรรคแรก ก็คือระบบกฎหมายที่ดินของเราไม่เอื้อ คอนเซ็พท์ของ co-housing คือคนสูงอายุสิบคนยี่สิบคนมาซื้อที่ดินปลูกบ้านอยู่ใกล้กันเป็นชุมชนแล้วช่วยเหลือกันและกัน แต่กฎหมายที่ดินของเราไม่เปิดโอกาสให้ทำชุมชนอย่างนี้ แค่เริ่มต้นก็ทำไม่แล้วเพราะต้องไปทำภายใต้กฎหมายจัดสรรที่ดินซึ่งเป็นเรื่องของการสร้างชุมชนขนาดใหญ่ที่ต้องมีผู้ประกอบการไม่ใช่เรื่องของชุมชนแบบช่วยตัวเอง ถึงในรายละเอียดปลีกย่อยเช่นจะให้มีทางเดินภายในชุมชนหรือครัวกลางที่พบปะกันกินข้าวกันก็ทำไม่ได้เพราะแบ่งโฉนดกันไม่ได้ ในแง่ของกฎหมายที่ดิน รูปแบบของ co-housing มันไม่ใช่การจัดสรรที่ดิน แต่เป็นการจัดรูปที่ดิน ซึ่งเรายังไม่มีกฎหมายรองรับ

     อุปสรรคที่สอง คือรากของผู้สูงอายุไทยมีความเป็นมาที่แตกต่างจากฝรั่ง กล่าวคือ

     (1) พันธุกรรมของคนไทยไม่ชอบทิ้งถิ่นฐานหรือเปลี่ยนที่อยู่ เราโตมาจากชุมชนกสิกรรม ไม่ใช่พวกเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ย้ายเต้นท์ไปเรื่อย และเชื้อสายของเราก็ไม่ใช่นักเดินทางผจญภัยอย่างพวกไวกิ้งส์ คนสูงอายุไทยเป็นคนติดที่ หลายชั่วอายุคนที่ผ่านมาเราคุ้นเคยกับการอยู่กันแบบตั้งแต่เกิดจนตายอยู่ในบ้านหลังเดิมในชุมชนเดิม แล้วผู้สูงอายุที่มีกำลังซื้อทั้งหลายทั้งหมด 100% เขาก็ล้วนมีบ้านของตัวเองแล้วทั้งนั้น เขาอาจจะมาซื้อบ้านที่สองทิ้งไว้ แต่เขาไม่ย้ายออกจากบ้านเก่าของเขาดอก เพราะเขาติดที่

     (2) รากเหง้าผู้สูงอายุไทยมีเอกลักษณ์ที่ทำให้ปรับตัวอยู่ในชุมชนผู้สูงอายุได้ยาก กล่าวคือสังคมไทยมีวัฒนธรรมเคารพนับถือผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุไทยจึงเป็นดาวเด่นอยู่กลางลูกหลาน เป็นคนมีความเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองสูง บางครั้งก็กลายเป็นความยึดมั่นถือมั่น และผู้สูงอายุไทยถนัดที่จะเป็นผู้สั่งสอนแนะนำหรือออกคำสั่ง หรืออย่างเบาที่สุดก็เป็นคนขี้อ้อน ไม่ถนัดในการที่จะถ่อมตัวไปลงมือทำหรือเอื้ออาทรคนอื่นด้วยตัวเอง เอกลักษณ์อย่างนี้มันลงตัวดีเมื่ออยู่กับลูกหลาน แต่เมื่อมาอยู่กับผู้สูงอายุด้วยกันเป็นชุมชนมันต้องปรับตัวมากและจำนวนหนึ่งก็ปรับตัวไม่ได้ ต้องจบด้วยการทะเลาะเบาะแว้งกันแทนที่จะเป็นการมาเอื้ออาทรกัน จบลงด้วยการกลับไปสู่รูปแบบของบ้านจัดสรรตามชานเมืองซึ่งมีความลงตัวแบบไทยๆ คือ "ต่างคนต่างอยู่นิเวศน์"

     แต่ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะสมองของคนเรานี้งอกใหม่ได้แม้ว่าจะอายุมากแล้ว การเรียนรู้ที่จะวางความคิดยึดมั่นถือมั่นและบ่มเพาะพฤติกรรมเอื้ออาทรเป็นสิ่งที่ทำได้หากมีความมุ่งมั่นและใจเย็นอดทนให้เวลามากพอ เพราะคนไทยมีเมตตาธรรมเป็นพื้นฐานสำคัญอยู่ในใจที่เอื้อให้เปลี่ยนแปลงไปทางนี้ได้อยู่แล้ว

คณะผู้เยี่ยม

     ถ้าอย่างนั้นรูปแบบของธุรกิจชุมชนผู้สูงวัยควรเป็นอย่างไร

หมอสันต์

     มันก็ยังมีทางไปในสองรูปแบบนะ

     (1) คือการทำธุรกิจแบบไป upgrade หรือปรับปรุงบ้านหรือชุมชนที่ผู้สูงอายุเขาอยู่ของเขาอยู่แล้ว ให้ชีวิตมีคุณภาพมากขึ้น แนวนี้จะทำได้ทั้งในระดับปรับปรุงเฉพาะยูนิตหรือระดับชุมชน เมื่อหลายเดือนก่อนมีคนมาจากหมู่บ้านจัดสรรชื่อ ... ในกรุงเทพ มาหารือผมว่าหมู่บ้านนี้ซื้ออยู่กันมาสี่สิบห้าสิบปีแล้ว ตอนนี้ทุกบ้านเป็นผู้สูงวัยหมด พวกเขาจะปรับปรุงชุมชนของเขาอย่างไร ในอนาคตนี่อาจเป็นช่องทางหนึ่งในการทำธุรกิจนี้

     (2) คือการสร้างชุมชนผู้สูงวัยในลักษณะที่เจ้าของและผู้ดำเนินการเป็นผู้ประกอบการหรือองค์กรธุรกิจ 100% โดยผู้สูงอายุเป็นแค่ผู้อาศัย ซึ่งก็คงต้องเป็นรูปแบบเช่าตลอดชีพ ไม่ใช่รูปแบบขายอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ผู้สูงอายุเป็นเจ้าของ จะได้ตัดปัญหาความยึดมั่นถือมั่นเกินไปจนนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งแล้วไม่มีกรรมการตัดสิน วิธีนี้จะมีโอกาสสร้างชุมชนผู้สูงวัยได้สำเร็จได้ง่ายกว่า เพราะหัวใจของเรื่องนี้คือทำอย่างไรให้เกิดชุมชน ไม่ใช่การสร้างบ้านขาย การเกิดชุมชนใหม่ๆอาจจะถึงขั้นต้องจ้างผู้อยู่อาศัยรุ่นแรกเข้ามาอยู่เพื่อให้ชุมชนเกิดขึ้นให้ได้ก่อนด้วยซ้ำไป เมื่อเกิดชุมชนแล้ว ต่อไปธุรกิจมันก็จะโตไปเอง

คณะผู้เยี่ยม

     คราวนี้มามองไปข้างหน้า ธุรกิจที่จะอิงอาศัยสังคมผู้สูงวัยควรจะไปทางไหน

หมอสันต์

     สิ่งแรก ที่แน่นอนมาก ก็คืออุตสาหกรรมการแพทย์ในรูปแบบปัจจุบันเช่นโรงพยาบาลที่เน้นการรักษาด้วยเทคโนโลยีทำบอลลูนทำผ่าตัด การขายยา อาหารเสริม วิตามิน กายอุปกรณ์ อย่างที่กำลังโตระเบิดระเบ้ออยู่ตอนนี้จะโตต่อไปอีกอย่างแน่นอน เพราะมันมีความลงตัวดีมาก ดีแบบที่เรียกว่าลงตัวแบบผีกับโลงเลยละ คือด้านหนึ่งผู้ขายได้เงิน อีกด้านหนึ่งผู้ซื้อซึ่งก็คือคนไข้ก็ขี้เกียจดูแลตัวเอง ใครว่าอะไรจะทำให้สุขภาพตัวเองดีขึ้นโดยไม่ต้องลงแรงเปลี่ยนแปลงตัวเองก็จะซื้อหมด ดังนั้นการลงทุนทางนี้เป็นทางที่ยังดีอยู่แน่ อย่างน้อยเท่าที่มองเห็นก็ในอีกสิบปีข้างหน้า

     แต่นั่นไม่ใช่ need ที่แท้จริงนะ การทำธุรกิจที่ไม่ได้สนอง need ที่แท้จริงของลูกค้าผมเชื่อว่าวันหนึ่งไม่ช้าก็เร็วมันจะต้องฝ่อไป หากคิดจะทำอะไรที่จะเป็นการสนอง need ที่แท้จริงในระยะยาว ผมมีข้อแนะนำสองเรื่อง

     เรื่องที่ 1. Healthy Town หรือ Healthy Village 

     คือคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุถูกกำหนดโดยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เราเรียกว่า NCDs เช่นโรคห้วใจ อัมพาต ความดันเลือด โรคไต โรคมะเร็ง โรคเหล่านี้อุตสาหกรรมการแพทย์ไม่มีวิธีรักษาให้หาย โมเดลที่อุตสาหกรรมการแพทย์มุ่งหน้าไปคือผลิตยาใหม่ๆมาขายให้หรือคิดวิธีผ่าตัดใหม่ๆนั้นมันไม่เวอร์ค เพราะโรคเหล่านี้เกิดจากการใช้ชีวิตที่ผิดวิธี ไม่ใช่เกิดจากร่างกายขาดยา ทุกวันนี้บางคนกินยาวันละสิบกว่าอย่างก็ยังไม่หายจากโรค การจะมีคุณภาพชีวิตได้จะต้องเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิต ซึ่งผมเองใช้เวลาสิบปีที่ผ่านมาทุ่มเทแนะนำคนไข้ในเรื่องนี้ สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ก็คือการจะเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตของคนคนหนึ่งอย่างเป็นอิสระต่อสิ่งรอบตัวเขานั้นมันทำได้ยาก โอกาสได้ผลมีน้อย เพราะชีวิตคนเราถูกกำหนดด้วยสังคมและวัฒนธรรม ในรูปแบบการใช้ชีวิตปัจจุบันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้สูงวัยจะเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตของเขาด้วยตัวเขาเองสำเร็จ ยกตัวอย่างเช่นหากเขาอยากจะกินอาหารที่ไม่ใช้น้ำมันปรุง เขาจะไปหากินได้ที่ไหน ออกไปปากซอยก็เจอร้านที่ขายทุกอย่างที่เต็มไปด้วยน้ำมัน อยากจะออกกำลังกายสักหน่อย วิถีชีวิตของเขาก็ไม่เอื้อ เพราะชีวิตต้องนั่งรถและนั่งโซฟาตลอด ขยับจะออกไปเดินนอกบ้านก็ถูกหมาไล่จึงนั่งเล่นไลน์ดีกว่า การจะจัดการโรคเรื้อรังให้สำเร็จมันต้องสร้างชุมชนใหม่ที่กำหนดวิถีชีวิตว่าจะต้องเป็นแบบให้มีสุขภาพดีเท่านั้น เช่นเราสร้างชุมชนที่ไม่มีถนนให้รถยนต์วิ่ง จะไปไหนเขาก็จะต้องเดินหรือขี่จักรยานไป นี่วิถีชีวิตบังคับให้เขาต้องออกกำลังกายแล้วเห็นไหม จะกินอาหารที่เป็นพิษเป็นภัยต่อสุขภาพ แต่ทั้งชุมชนไม่มีอาหารแบบนั้นขาย เขาต้องกินแต่อาหารที่หาได้ง่ายๆในนั้นซึ่งล้วนเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ นี่เขาก็ถูกบังคับให้กินเพื่อมีสุขภาพดีเห็นไหม ดังนั้นผมมองว่าคอนเซ็พท์เมืองสุขภาพหรือหมู่บ้านสุขภาพนี่เป็นการสนอง need ที่ตรงเป้าที่สุด แล้วมันจะเป็นความสำเร็จที่ยั่งยืน

     เรื่องที่ 2. Healthy Thai Food 

     คือในบรรดาองค์ประกอบที่จะทำให้คนหายจากโรคเรื้อรังสี่อย่างคือ (1) อาหาร (2) การออกกำลังกาย (3) การจัดการความเครียด (4) การได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน ในทั้งสี่องค์ประกอบนี้ อาหารเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด ผมให้ความสำคัญถืง 70 - 80% เพราะหลายงานวิจัยเจาะแต่อาหารเรื่องเดียวแล้วสุขภาพของผู้คนก็ดีขึ้นได้ ดังนั้นหากจะเปลี่ยนชีวิตของผู้สูงวัย ต้องเปลี่ยนอาหาร คือต้องเปลี่ยนอาหาร Thai Food เป็น Healthy Thai Food โดยเปลี่ยนตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำเลย ต้นน้ำก็คือการผลิตพืชอาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษ เรื่อยไปจนถึงผู้บริโภค เรียกว่า from farm to table ปลายน้ำก็รวมไปถึงร้านอาหารไทยในต่างประเทศเลยนะ เพราะแบรนด์ Thai Food นี้เป็นแบรนด์ที่ติดตลาดทั่วโลกแล้ว แต่ Thai Food สมัยนี้ไม่ใช่ Healthy Food นะ อย่างผัดสิ้นคิดโปะไข่ดาวเนี่ย 650 แคลอรี่ มากกว่าอาหารฝรั่งจานใหญ่เสียอีก เพราะน้ำมันที่ใช้ผัดทอด

     การสร้าง supply chain เพื่อให้เกิด Healthy Thai Food นี้มันจะเป็นการแก้ปัญหาอนาคตของชาติด้วยนะ เพราะในสามปีห้าปีข้างหน้านี้คนจำนวนมาก อาจจะถึงสิบล้านคน จะถูกบีบให้กลับไปอยู่ในชนบทเพราะในเมืองไม่มีงานให้ทำ หากสร้างซัพพลายเชนเรื่องอาหารไทยสุขภาพขึ้นได้ ความฝันที่จะให้คนอยู่ชนบทโดยมีความสุขแบบพอเพียงก็จะเป็นจริงขึ้นมา

คณะผู้เยี่ยม

     ในส่วนของคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย กิจวัตรสำคัญ กิจวัตรจำเป็น หากเป็นอยู่ในเนอร์สซิ่งโฮมก็มีผู้ดูแลหรือ care giver ก็ลงตัวแล้ว แต่หากผู้สูงอายุอยู่ในบ้านของตัวเองอย่างที่อาจารย์ว่า เรื่องนี้จะมีช่องทางหรือธุรกิจเข้าไปช่วยตรงนี้ได้อย่างไร

หมอสันต์

     มันมีวิธีทำอยู่อย่างหนึ่งนะ เรียกว่า case manager หมายความว่าคนที่เรียนหนังสือจบสาขาไหนมาก็ตามที่ชอบทางการดูแลผู้สูงอายุ มาตั้งตัวทำธุรกิจ case management คนหนึ่งอาจจะรับดูแลผู้สูงอายุห้าคนสิบคน คอยช่วยเหลือดูแลทุกด้าน เช่นพาขึ้นเตียงนอนหากเข้านอนเองไม่ได้ พาอาบน้ำหากอาบน้ำเองไม่ได้ พาไปตลาด หรือแม้กระทั่งเป็นเอสคอร์ทไกด์พาไปเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ช่วยดูแลเรื่องการเงินการทอง เช่นใบเสร็จนี้เบิกประกันได้ โรคนี้ต้องใช้สามสิบบาท ต้องไปโรงพยาบาลนี้ คอยดูแลเรื่องหยูกยา นัดหมอ พาไปหาหมอ เป็นต้น

คณะผู้เยี่ยม

     มีประเทศไหนมีธุรกิจแบบนี้บ้างคะ

หมอสันต์

     อเมริกาก็มี อย่างพวกพยาบาลอเมริกันที่เกษียณหรือใกล้เกษียณแล้วแต่ยังมีเรี่ยวแรงและยังรักงานดูแลผู้ป่วยอยู่ก็มักจะออกไปตั้งตัวเป็นเคสแมแนเจอร์ เป็นรูปแบบของการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนที่มีความลงตัวแน่นอนแล้วระดับหนึ่ง

คณะผู้เยี่ยม

     รูปแบบของ Healthy Town ที่อาจารย์พูดถึง มันเหมาะสำหรับการอยู่อาศัยจริงสำหรับเฉพาะคนไทย หรือเหมาะกับการท่องเที่ยวด้วยไหม

หมอสันต์

     มันทำได้ทั้งสองอย่างครับ ชุมชนเดียวทำทั้งสองอย่างก็ได้ ในแง่ของการท่องเที่ยวมันก็ต้องเป็น long stay คืออยู่นานเป็นเดือนขึ้นไป ปักหลักอยู่ในเมืองสุขภาพ เพื่อท่องเที่ยวไปรอบๆ หรือเพื่อมาปักหลักรักษาโรคเรื้อรัง ฟื้นฟูหลังผ่าตัด หรือเพื่อมากักกันโรค มันก็ทำได้ทั้งนั้น

คณะผู้เยี่ยม

     ที่เราคุยกันนี้เป็นเรื่องของผู้สูงวัยที่มีกำลังซื้อ แล้วผู้สูงวัยในชนบทที่ไม่มีกำลังซื้อ อาจารย์มีคำแนะนำอย่างไร

หมอสันต์

     โครงสร้างระบบการจัดการของชนบทไทยรองรับการดูแลผู้สูงวัยได้ดีมากอย่างแล้ว คือทำผ่านรัฐบาลท้องถิ่น ผมหมายถึงอบต. และระบบดูแลสุขภาพของสาธารณสุขรวมทั้ง รพ.สต. และ อสม.

คณะผู้เยี่ยม

     อาจารย์คิดว่าอบต.ทำได้

หมอสันต์

     ทำได้สิ ทำไมจะไม่ได้ สบายมาก ถ้าสนับสนุนเขา เขามีความพร้อมมาก อย่างถ้าผู้สูงวัยติดเตียงในตำบลมีมาก อบต.เขาเปลี่ยนศาลาวัดเป็นเนอร์สซิ่งโฮมและเปลี่ยนครัววัดเป็นโรงอาหารได้ทันที เพราะอาหารก็ผลิตในชนบทนั่นแหละ การกระจายอำนาจให้รัฐบาลท้องถิ่นแก้ปัญหาสุขภาพนี้เป็นสิ่งจำเป็น แต่เราพูดกันมายี่สิบปีแล้วไม่ยอมทำ อ้างว่าอบต.โกงกันเละ ซึ่งเป็นเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น เรื่องโกงระดับไหนถ้าจะโกงก็เละทั้งนั้น แต่การจะแก้ปัญหาสุขภาพผู้สูงอายุในชนบทต้องทำผ่านรัฐบาลท้องถิ่นเท่านั้น ผมยังมองไม่เห็นวิธีอื่น

คณะผู้เยี่ยม

     ถ้าเราสนับสนุนให้นักลงทุนสร้าง Healthy Town หรือ Healthy Village เพื่อการท่องเที่ยว หมายความว่าเอาคนต่างชาติมาอยู่ แล้วคนในท้องถิ่นจะได้ประโยชน์อะไร

หมอสันต์

     คนในท้องถิ่นจะมีแต่ได้กับได้นะ ไม่มีเสีย เช่นอาหารและบริการต่างๆที่จะขายให้นักท่องเที่ยวที่มาอยู่ long stay นี่ชุมชนก็ได้แล้ว เขามาอยู่แล้วก็ต้องไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่ด้วย เราก็ได้อีก แล้วคนที่มาอยู่ โดยธรรมชาติหากเป็นการมาอยู่ในระดับ independent living เขาไม่ได้มามือเปล่า เขาเอาความรู้ความชำนาญเฉพาะด้านติดตัวเขามาด้วย บางคนอาจสอนภาษาได้ บางคนอาจสอนวิชาการผลิตอะไรที่แปลกๆยากๆได้ ชุมชนก็จะได้อีก

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

แค้มป์สุขภาพดีด้วยตนเอง (GHBY-56)

ความเป็นมาของ GHBY 

     คอร์สหรือแค้มป์สุขภาพดีด้วยตนเอง เกิดขึ้นเมื่อหลายปีมาแล้ว จากการที่ตัวผมเองป่วยแล้วหันมาดูแลตัวเองในเรื่องการกิน การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด จนแก้ปัญหาให้ตัวเองได้ เลิกกินยาความดัน ยาไขมัน ยาหัวใจได้ ผมจึงได้ตัดสินใจเลิกอาชีพหมอผ่าตัดหัวใจ เปลี่ยนมาทำอาชีพหมอส่งเสริมสุขภาพ สอนผู้ป่วยให้รู้วิธีดูแลสุขภาพของตัวเองได้ด้วยตัวเอง ทำสถานที่ เปิดแค้มป์สุขภาพสอนคนที่ยังไม่ป่วยให้ดูแลตัวเองเป็นว่าทำอย่างไรจึงจะไม่ป่วย ตั้งชื่อแค้มป์ว่า GHBY (Good Health By Yourself) แปลว่า "แค้มป์สุขภาพดีด้วยตัวเอง" ซึ่งทำไปแล้ว 54 แค้มป์ โดยจับประเด็นความรู้ที่สำคัญออกมาคลี่ให้เห็นโดยใช้หลักฐานวิทยาศาสตร์ประกอบ และแก้ไขปัญหาการขาดทักษะ (skill) ที่จะลงมือปฏิบัติ เช่นจะเปลี่ยนอาหารไปเป็นอาหารแบบกินพืชเป็นหลัก (PBN) แต่ก็ยังทำไม่เป็น จะออกกำลังกายแบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ แต่ก็ไม่รู้วิธี ในแง่ของการจัดการความเครียด ผมก็จับเอาผลวิจัยว่าอะไรลดความเครียดได้เอามาฝึกมาสอนหมด ไม่ว่าจะเป็นโยคะ สมาธิ ไทชิ เป็นต้น ในรูปของการให้ฝึกลงมือทำ ในระยะหลัง ทั้งหมดนี้ผู้เข้าแค้มป์เก็ทดีมาก ครั้งหลังๆผมได้เพิ่ิมเติมวิธีสร้างความบันดาลใจ (Motivation) เข้าไปด้วยโดยเอาแง่มุมเชิงจิตวิญญาณ (spirituality) ซึ่งสกัดมาจากประสบการณ์ของตัวผมเองมาสอนด้วย และได้เริ่มวางพื้นฐานให้สามารถดูแลตัวเองได้ต่อเนื่องโดยใช้ตัวชี้วัดเจ็ดตัวบนแอ็พมือถือ

     มาถึงวันนี้ผมเห็นว่าบางประเด็นสำคัญในเนื้อหาสาระของ GHBY ได้เปลี่ยนไปตามสมัย อย่างน้อยในสามประเด็นใหญ่ๆคือ

     (1) ความจำเป็นที่คนทั่วไปจะต้องดูแลระบบภูมิคุ้มกันของตัวเองให้ดีและพาตัวเองให้พ้นจากการตกเป็นกลุ่มเสี่ยงตายจากโควิด19 ให้ได้ แม้ว่าในวันนี้เมืองไทยจะทำได้ดีเพียงใดแต่ข้อมูลบ่งชี้ว่าการระบาดของโควิด19 ในระดับโลกนั้นจะยังคงถูกลากยาวไปอีกไม่น้อยกว่า 3-5 ปี และวัคซีนก็ยังจะใช้เวลาไม่น้อยกว่าอีก 1-2 ปี

     (2) ตัวผมเองมีประสบการณ์ตรงทางด้านจิตวิญญาณมากขึ้นกว่าเดิม และมองเห็นโอกาสที่จะนำมันมาใช้สร้างความบันดาลใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ดีขึ้น

     (3) แอ็พ Health Dashboard ที่กำลังพัฒนาบนมือถือได้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เมื่อได้ขาใหญ่อย่างสวทช. มาเป็นผู้เล่นหลักเมื่อสามเดือนที่ผ่านมา จนถึงจุดที่นำลงใช้งานจริงได้ดีเกินคาดหมาย

    ผมจึงเห็นว่านี่น่าจะเป็นเวลาเหมาะที่จะปรับหลักสูตร GHBY เสียใหม่หลังการเปิดคลายล็อคดาวน์ครั้งนี้

  ................................................................

หลักสูตรคอร์สสุขภาพดีด้วยตัวเอง (รุ่นที่ 55) 

Good Health By Yourself (GHBY55) Camp Syllabus

(เริ่มใช้ตั้งแต่หลังยุคโควิด19 (GHBY-55: 8-9 สค. 63)

Motto
 “เรียน” สิ่งที่ยังไม่เคยรู้ (knowledge)
“ทำ” สิ่งที่ยังไม่เคยทำ (skill)
"ชอบ" สิ่งที่ไม่เคยชอบ (attitude)

คอนเซ็พท์ของแค้มป์ (Conceptual Design)

     ให้คนกลุ่มเล็กๆประมาณไม่เกิน 30 คน ได้มาพักผ่อนปลายสัปดาห์ (2 วัน 1 คืน) ร่วมกับ นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ ที่เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ ที่มวกเหล็ก ซึ่งสงบเงียบและไม่มีบุคคลภายนอกมารบกวนยุ่งเกี่ยว แล้วเรียนรู้สาระสำคัญเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพตนเอง และฝึกทักษะต่างๆที่จำเป็นต้องใช้ในการดูแลสุขภาพตนเองไปด้วยกัน รวมทั้งจัดตั้งกันเป็นกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และช่วยเหลือกันและกันในอนาคต ในบรรยากาศการพูดคุยและฝึกทำอะไรไปด้วยกันแบบกันเองและไม่เป็นทางการ

วัตถุประสงค์  (Objectives)

1. วัตถุประสงค์ด้านความรู้ (knowledge)

มุ่งให้ผู้เข้าคอร์สมีความรู้ในเรื่องต่อไปนี้

1.1 งานวิจัยใหม่ล่าสุดเกี่ยวกับภาพรวมของการมีสุขภาพดี
1.2 โภชนาการในแนวกินพืชเป็นหลักในรูปแบบใกล้ธรรมชาติและหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันปรุง (low fat, plant based, whole food)
1.3 หลักโภชนาการที่ดี (ประเด็นรูปแบบการกิน ประเด็นความหลากหลาย ประเด็นคุณค่าต่อหน่วยพลังงาน)
1.4 คำแนะนำทางโภชนาการขององค์กรและรัฐบาลประเทศต่างๆที่นำมาใช้ประโยชน์ได้
1.5 คำแปลและความหมายบนฉลากอาหาร
1.6 อาหารพืชที่มีคุณสมบัติพิเศษในการลดความดันเลือด และต่อต้านมะเร็ง
1.7 คุณค่าและวิธีทำต้นอ่อนเมล็ดงอกชนิดต่างๆ
1.8 ผลของการปรุงอาหารแบบต่างๆต่อการทำลายคุณค่าของอาหาร
1.9 การออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง (aerobic exercise) สามประเด็น (1) หนักพอควร คือหอบเหนื่อยร้องเพลงไม่ได้ (2) ต่อเนื่อง คือ 30 นาทีขึ้นไป (3) สม่ำเสมอ คือ สัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 5 วัน
1.10 การออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อ (strength training) ในประเด็น (1) กลุ่มกล้ามเนื้อหลัก (2) การยืดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ (3) ท่าร่าง (4) การหายใจ (5) การเคลื่อนไหวช้าๆ (6) การทำเพิ่ม (overload) ทีละนิด (7) หลักพักและฟื้น
1.11 การออกกำลังกายแบบเสริมการทรงตัว (balance exercise) รวมถึง 5 องค์ประกอบของการทรงตัว (สติ สายตา หูชั้นใน กล้ามเนื้อ ข้อ)
1.12 สมรรถนะของร่างกาย
1.13 ความเครียด กลไกการเกิด ผลต่อร่างกาย
1.14 วิธีจัดการความเครียดด้วยการใช้เครื่องมือวางความคิด 7 ชนิด (1) การดึงความสนใจ (2) ลมหายใจ (3) การคลายกล้ามเนื้อ (4) การรับรู้ร่างกาย (5) การขยันปลุกตัวเองให้ตื่น (6) การสังเกตความคิด (7) การจดจ่อสมาธิ
1.15  สุขศาสตร์ของการนอนหลับ (Sleep hygiene)
1.16 ปัจจัยเสี่ยงสุขภาพอย่างง่าย 7 ตัวของ AHA (1) น้ำหนัก (2) ความดัน (3) น้ำตาล (4) ไขมัน (5) ปริมาณผักผลไม้ที่กินต่อวัน (6) เวลาที่ใช้ออกการออกกำลังกายต่อสัปดาห์ (7) บุหรี่
1.17 การดูแลระบบภูมิคุ้มกันโรคด้วยตัวเอง
1.18 ประโยชน์และวิธีใช้แอ็พ Health Dashboard บนมือถือเพื่อติดตามบริหารจัดการสุขภาพตนเอง

2 วัตถุประสงค์ด้านทักษะ

มุ่งให้ผู้เข้าแค้มป์ มีทักษะ สามารถทำสิ่งต่อไปนี้ได้ด้วยตนเอง
2.1 จัดหาและเลือกอาหารแนว plant based, whole food nutrition (PBN) มาเพื่อการบริโภคของตัวเองและครอบครัวได้
2.2 อ่านฉลากอาหาร แปลความหมาย และใช้ประโยชน์จากฉลากอาหารได้
2.3 ลงมือทำอาหารแนว PBN ได้ด้วยตนเอง
2.4 ออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง (aerobic exercise) ได้ด้วยตนเอง
2.5 ประเมินและติดตามดูสมรรถนะร่างกายตนเองด้วยวิธี one mile walk test ได้
2.6 ออกกำลังกายแบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (strength training) ได้ด้วยตนเอง ทั้งแบบมือเปล่า ใช้ดัมเบล ใช้สายยืด และใช้กระบอง
2.7 ออกกำลังกายแบบเสริมการทรงตัว (balance exercise) ได้ด้วยตนเอง
2.8 ใช้เครื่องมือ 7 อย่างวางความคิดด้วยตัวเองผ่านกิจกรรม ทำสมาธิ ไทชิ โยคะ ได้
2.9 ปฏิบัติสุขศาสตร์ของการนอนหลับได้ด้วยตนเอง
2.10 ใช้ปัจจัยเสี่ยงสุขภาพอย่างง่าย 7 ตัวของ AHA ติดตามดูแลสุขภาพของตนเองได้
2.11 ฟูมฟักพลังงานในตัวเองและนำพลังงานในตัวมาใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตได้ต่อเนื่อง

3 วัตถุประสงค์ด้านเจตคติ

     มีเป้าหมายให้ผู้เข้าแค้มป์มีเจตคติที่
3.1 รักการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (health promotion attitude)
3.2 ชอบการใช้ชีวิตแบบกระตือรือล้นและเคลื่อนไหวมาก (active lifestyle attitude)
3.2 ชอบดูแลตัวเองและทำอะไรด้วยตนเอง (do it yourself attitude)

แผนกิจกรรม

สถานที่: เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ (Wellness We care Center) มวกเหล็ก-เขาใหญ่

วันแรก

8.30 -9.30 น.  เดินทางถึงเวลเนสวีแคร์ (มวกเหล็ก-เขาใหญ่) เช็คอินที่บ้าน Grove House เข้าห้องพัก ทำกิจธุระส่วนตัว
9.30-10.00    ทำความรู้จักกัน Getting to know each other
10.00 - 10.30 น. Briefing1: Plant-based nutrition & Nutrition guidelines
                        โภชนาการแบบพืชเป็นหลัก และคำแนะนำโภชนาการมาตรฐานทั่วโลก
10.30 – 10.45  Coffee/Tea break พักดื่มน้ำชา/อาหารว่าง
10.45 - 12.00 น. Workshop: Food shopping contest
                        กิจกรรมแบ่งกลุ่มแข่งขันจ่ายตลาดฉลาดซื้อ
12.00 - 13.30 น. Workshop: Plant-based nutrition skill and lunch
                        ชั้นเรียนชมการสาธิตสอนแสดงวิธีทำอาหารด้วยตนเองในแนวกินพืชเป็นหลัก แล้วรับ                              ประทานอาหาร
13.30 – 14.30 Workshop: Yoga, muscle relaxation and muscle stretching
                        ฝึกปฏิบัติโยคะเพื่อผ่อนคลายและการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ
14.30 – 15.30 Workshop: Muscle strength training
                        ฝึกปฏิบัติการออกกำลังกายแบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
15.30 – 16.30 Workshop: Balance and flexibility exercise
                        ฝึกปฏิบัติการออกกำลังกายแบบเสริมการทรงตัว
16.30 – 16.45 Coffee break
                        พักดื่มกาแฟ
16.45-17.45   Workshop: Line dance
                        ฝึกปฏิบัติการออกกำลังกายด้วยวิธีไลน์ด้านซ์
17.45 – 18.15 Workshop: Herbs Spices and Sprout
                       ทัวร์สวนครัวผักพื้นบ้านและพืชเครื่องเทศ หรือทำกิจกรรมปลูกผักและเพาะเมล็ดงอกเพื่อเป็นอาหาร
18.15 – 18.45 พักผ่อนตามอัธยาศัย อาบน้ำ
18.45 – 20.30 Dinner: อาหารเย็น

วันที่สอง

6.30 – 7.30 Workshop: One mile walk test
                        ฝึกประเมินสมรรถนะร่างกายตนเองด้วยวิธี One mile walk test
7.30 – 8.00  Workshop: Tai Chi
                        ฝึกปฏิบัติเคลื่อนไหวอย่างมีสติ ด้วยวิธี Tai Chi
08.00– 9.30  Breakfast
                        อาบน้ำ รับประทานอาหารเช้า
9.30 – 10.30 Spiritual part of stress management
                       การใช้เครื่องมือ 7 อย่างในการวางความคิดและจัดการความเครียด
10.30 - 10.45 Coffee break
10.45 – 11.15 Motivation and Total lifestyle modification
                        การสร้างพลังเพื่อเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างสิ้นเชิง
11.15 - 12.00  Workshop: AHA's Seven simple health index
                        ภาคปฏิบัติการประเมินปัจจัยเสี่ยงสุขภาพส่วนบุคคล
12.00 - 13.00 พักรับประทานอาหารกลางวัน
13.00-14.00  Workshop: Health Dashboard on mobile phone
                      ฝึกปฏิบัติการใช้แอ็พติดตามสุขภาพตนเองบนโทรศัพท์มือถือ
14.00 - 16.00  Questions and Answers
                      ตอบคำถามและให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพส่วนตัวเป็นรายคน รวมทั้งปรึกษาผลแล็บ เอกซเรย์และผลการตรวจพิเศษต่างๆ โดยผู้ร่วมแค้มป์ท่านอื่นสามารถนั่งฟังและร่วมแชร์ความรู้และประสบการณ์กันในห้องได้
16,00             ปิดแค้มป์
         
ค่าลงทะเบียน

     เริ่มตั้งแต่เดือน ธค. 63 ราคาปกติของคอร์ส GHBY คือท่านละ 9,000 บาท รวมอาหารทุกมื้อ ที่พัก อุปกรณ์การเรียน แต่ไม่รวมค่าเดินทางยังเวลเนสวีแคร์ (ผู้เรียนต้องเดินทางไปเอง)

     ในกรณีที่แชร์ห้องพักก้นได้ (ห้อง double bed) ห้องละ 2 คน จะได้ส่วนลดค่าห้องคนละ 1,000 บาท

     การเข้าพักก่อนกำหนดเปิดแค้มป์ (ล่วงหน้าไม่เกิน 1 วัน) ต้องชำระค่าห้องเองสำหรับวันที่พักล่วงหน้าในราคาคนละ 1,000 บาท)

วิธีลงทะเบียนเข้าเรียน

   1. โทรศัพท์ลงทะเบียนกับเวลเนสวีแคร์ที่หมายเลขคุณวิไลพร (เฟิร์น) 0636394003 หรือไลน์ @wellnesswecare หรืออีเมล host@wellnesswecare.com หรือ
   2. ลงทะเบียนผ่านเว็บไซท์และจ่ายเงินทางออนไลน์ได้ที่ https://www.wellnesswecare.com/th/program/good-health-by-yourself-th/13

การเตรียมตัวไปเข้าคอร์ส

     แนะนำให้เตรียมเครื่องแต่งกายที่เคลื่อนไหวทำกิจกรรมและออกกำลังกายสะดวก ควรมีรองเท้าผ้าใบที่เดินบนพื้นหินขรุขระได้ และควรมีหมวกกันแดด และครีมกันแดด

การเดินทางไปเข้าคอร์ส

     เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ตั้งอยู่ในมวกเหล็กวาลเลย์ เลขที่ 204/39 ม.5 ต.มิตรภาพ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี สามารถเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว หรือขึ้นรถตู้กทม.-มวกเหล็ก หรือรถไฟ (ลงสถานีมวกเหล็ก) ในกรณีเดินทางด้วยรถตู้หรือรถไฟ ต้องหารถรับจ้างจากตลาดมวกเหล็กเข้ามาส่ง ค่ารถมอเตอร์ไซค์ส่งจากตลาดราว 120-150 บาท เวลเนสวีแคร์ซึ่งตั้งอยู่ในมวกเหล็กวาลเลย์อยู่ห่างจากตลาดมวกเหล็กราว 4 กม. อาจให้รถตู้จากกทม.แวะเข้ามาส่งก็ได้โดยต้องเพิ่มเงินให้เ้ขาประมาณ 150 บาท

    กรณีเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ให้ใช้ Google Map โดยพิมพ์คำว่า Wellness We Care Center

.............................................................

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

04 กรกฎาคม 2563

ใส่ขดลวดหัวใจ (stent) แล้วเข้าเครื่องตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็ก (MRI) ได้หรือไม่

เรียนคุณหมอ
สืบเนื่องจาก email 15 June email add  ผิด ปัญหาไม่ถึงคุณหมอ  ระหว่างรอความหวังจากคุณหมอ. ไปหาหมอกระดูกเขาว่ากระดูกอาจทับเส้นประสาท ให้ทำMRI วันที่ 4 กค นี้ และวันนี้คนจาก รพ โทรมาถามว่า ใส่เหล็กที่กระดูกสันหลังรึเปล่า ตอบกลับไปว่า ไม่มี มีแต่เคยทำ stent สวนหัวใจมา เจ้าหน้าที่มีความอึกๆอักๆบอกว่าวันที่ไป mri ให้บอกพยาบาลด้วยว่าใส่ stent เลยเกิดวิตกว่า คนที่ผ่านการสวนหัวใจมาแล้วสองครั้ง ทำMRI คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จะมีปัญหาอะไรรึเปล่า ถ้ามีปัญหาคงจะลำบากยิ่งกว่าปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมากนัก ใคร่ขอความอนุเคราะห์คุณหมอด้วย หากความเสี่ยงสูงจะอบร้อนพอบรรเทาอาการไปก่อน ขอบพระคุณค่ะ
.... GHBY 16

.....................................................

ตอบครับ

     ถามว่าทำบอลลูนใส่สะเต้นท์มาแล้วสามารถเข้าตรวจเอ็มอาร์ไอได้ไหม ตอบว่าได้ครับ มีความปลอดภัย ไม่ต้องกังวล

     เนื่องจากมีคนถามเรื่องนี้มามาก บางคนผมบอกให้ทำได้ก็ยังมีความกังขาอีกว่าคนขายสะเต้นท์บอกว่ายี่ห้อที่ใส่ทำจากเหล็กแล้วแม่เหล็กจะไม่ดูดหรือ บางคนก็กังขาว่ามันไม่ดูดให้วิ่งแต่ขดลวดจะเกิดความร้อนจนอักเสบแล้วเกิดลิ่มเลือดอุดตันในระยะยาวหลังจากได้หรือเปล่า เป็นต้น ผมจึงขอรวบยอดอธิบายเรื่องนี้เสียตรงนี้ให้เข้าใจพื้นฐานอย่างละเอียดเสียคราวเดียว คนที่ไม่ชอบอะไรที่เป็นเรื่องเทคนิคก็ผ่านบทความนี้ไปไปโดยไม่ต้องอ่านก็ได้

     สนามแม่เหล็กแบบสถิตย์

     เครื่อง MRI ส่วนใหญ่มีขนาด 1.5 - 3 เทสลา จะสร้างสนามแม่เหล็ก (static magnetic field) แรงกว่าสนามแม่เหล็กโลกประมาณ 3 - 6 หมื่นเท่าขึ้นในอุโมงตรวจ ซึ่งแรงพอที่จะดูดสารแม่เหล็ก (ferromagnetic) ทั้งหลายในอุโมงตรวจ เช่นเหล็ก โคบอล นิกเกิล ให้วิ่งจู๊ดไปหาตัวเครื่องที่เป็นแม่เหล็กฝังอยู่ที่ผนังอุโมงได้

    แต่ทั้งนี้อย่าเหมาเอาว่าขึ้นชื่อว่าเป็นโลหะแล้วจะเป็นสารแม่เหล็กตะพึดนะ โลหะบางอย่างเช่นไททาเนียม หรือไททาเนียมอัลลอยด์ หรือนิทินอล (nitinol) ที่นิยมใช้เป็นอวัยวะเทียมแม้เป็นโลหะแต่ก็ไม่ได้เป็นสารแม่เหล็ก และโลหะบางอย่างเช่น แมงกานีส อะลูมิเนียม เป็นเพียงสารแม่เหล็กแบบอ่อน (ferramagnetic) ซึ่งแม่เหล็กไม่สามารถดูดได้ง่ายเหมือนสารแม่เหล็กแบบปกติ

     พลังงานคลื่นวิทยุ 

     ขณะทำการตรวจเอ็มอาร์ไอ เครื่องจะส่งพลังงานในรูปของคลื่นวิทยุ (radiofrequency - RF) เข้าไปในร่างกายผู้ป่วยเป็นพักๆ ร่างกายจะดูดซับพลังงานนั้นไว้จนทำให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้นประมาณหนึ่งองศาเซ็นติเกรด เครื่องจะวัดขนาดความแรงของคลื่นนี้ในรูปของ SAR (ย่อมาจาก specific absorption rate) ซึ่งมีหน่วยเป็นวัตต์ต่อกก. อุปกรณ์การแพทย์ที่ทำด้วยโลหะบางอย่าง (เช่นตะกั่ว) จะทำตัวเป็นเสาอากาศดูดซับพลังงานคลื่นวิทยุนี้ไว้ได้มากจนอาจทำให้ตรงนั้นร้อนจี๋ขึ้นมาจนผิวหนังหรือเซลรอบๆไหม้ได้เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร้อนมักจะเกิดตรงปลายโลหะที่แหลมหรือขาด แถมคลื่นวิทยุนี้อาจไปสร้างกระแสไฟฟ้าขึ้นในโลหะ สมมุติว่าโลหะนั้นเป็นสายไฟฟ้าที่ต่อจากเครื่องกระตุ้นหัวใจ ไฟฟ้าที่คลื่นวิทยุสร้างขึ้นก็อาจจะวิ่งไปกระตุ้นหัวใจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือเต้นรัวขึ้นมาได้

     สนามแม่เหล็กที่ไม่เท่ากันตามจุดต่างๆ (dB/dt)

     การปล่อยสนามแม่เหล็กเข้าสู่ร่างกายเป็นการปล่อยเป็นพักๆตามความถี่ที่ต้องการเพื่อจะสร้างภาพสำหรับการวินิจฉัยขึ้นมา เมื่อปล่อยสนามแม่เหล็กทีหนึ่ง ก็จะเกิดความเข้มของสนามแม่เหล็กตามจุดต่างๆของร่างกายที่แตกต่างกันทีหนึ่ง เรียกว่าเกิดสนามแม่เหล็กที่แปรผันตามเวลาและตำแหน่ง (gradient magnetic fields - dB/dt) ความแตกต่างนี้จะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าแผ่วๆขึ้น ยิ่งในการตรวจที่จำเป็นต้องปล่อยสนามแม่เหล็กสู่ร่างกายด้วยความถี่สูงแบบเบิ้ล เบิ้ล เบิ้ล ถี่ๆ กระแสไฟฟ้านี้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ถ้ามีสื่อนำไฟฟ้าอยู่ในบริเวณนั้นก็จะเกิดไฟฟ้าขึ้นในสื่อหรืออุปกรณ์ที่ฝังอยู่ในร่างกายถึงขั้นไปกระตุ้นหัวใจให้เต้นรัวได้เช่นกัน

     ขดลวดถ่าง (Stent) กับการเป็นสารแม่เหล็ก

     ขดลวดถ่างหลอดเลือดหัวใจหรือสะเต้นท์ (stent) ส่วนใหญ่ทำจากเหล็กกล้าเบอร์ 316 ซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างเหล็กกล้ากับโมลิบดินัมอัลลอยด์ในสัดส่วนที่พอดีทำให้สูญเสียความเป็นสารแม่เหล็กไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ อย่าลืมว่าเหล็กกล้ามีหลายเบอร์นะ เฉพาะเบอร์ 316 เท่านั้นที่มีความเป็นสารแม่เหล็กต่ำมาก โลหะอีกชนิดหนึ่งที่นิยมใช้ทำสะเต้นท์คือนิทินอลซึ่งไม่ใช่สารแม่เหล็ก ดังนั้นกล่าวได้ว่าสะเต้นท์ที่ใช้กับผู้ป่วยทุกวันนี้มีความเป็นสารแม่เหล็กต่ำมากจนถือได้ว่าไม่ใช่สารแม่เหล็ก

     สนามแม่เหล็กจะทำให้สะเต้นท์วิ่งไปมาได้ไหม

     งานวิจัยหนึ่ง [1] ได้ทดลองเอาสะเต้นท์ในตลาด 19 ยี่ห้อมาวางในอุโมงเอ็มอาร์ไอ.ความแรง 1.5 เทสลา พบว่ามี 2 ยี่ห้อที่ไม่ทำตัวเป็นสารแม่เหล็กเลย 100% ส่วนอีก 17 ยี่ห้อที่เหลือทำตัวเป็นสารแม่เหล็กระดับอ่อนมาก นั่นเป็นงานวิจัยนอกร่างกายคนนะ

     ส่วนงานวิจัยในร่างกายคน [2-5] ยังไม่พบว่ามีสะเต้นท์ยี่ห้อใดที่ใส่เข้าไปในร่างกายแล้ววิ่งไปมาได้ขณะคนไข้เข้าอุโมงตรวจเอ็มอาร์ไอ วงการแพทย์จึงสรุปว่าผู้ป่วยที่ใส่สะเต้นท์ไม่ว่ายี่ห้อใดก็สามารถเข้าตรวจเอ็มอาร์ไอได้อย่างปลอดภัย

     ปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยตรึงสะเต้นท์ไม่ให้วิ่งไปมาได้ง่ายๆคือการที่ตัวขดลวดอัดแน่นอยู่กับผนังหลอดเลือดและการที่เยื่อบุด้านในหลอดเลือดแผ่คลุมสะเต้นท์ไว้ ดังนั้นบางคนจึงแนะนำให้เลื่อนการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กออกไปหลังใส่สะเต้นท์ใหม่ๆอย่างน้อย 6-8 สัปดาห์เพื่อรอให้สะเต้นท์เกาะหลอดเลือดได้แน่นก่อน แต่คำแนะนำนี้ผมเห็นว่าไร้สาระ เพราะไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ว่ามีความแตกต่างในการขยับหรือวิ่งของสะเต้นท์ไม่ว่าจะหลังทำหมาดๆหรือหลังทำนานแล้วกี่เดือนกี่ปีเลย ดังนั้นผมแนะนำตามหลักฐานที่มีในปัจจุบันว่าทำบอลลูนใส่สะเต้นท์แล้วอยากตรวจเอ็มอาร์ไอ.เมื่อไหร่ก็ตรวจได้ตามใจชอบเลย ไม่จำเป็นต้องรอ

     คลื่นแม่เหล็กจะทำให้สะเต้นท์ร้อนจนอักเสบและเกิดลิ้มเลือดอุดตันได้ไหม

     เพื่อจะตอบคำถามนี้ได้มีงานวิจัยหลายงาน [6-8] ติดตามดูการเกิดลิ่มเลือดอุดตันสะเต้นท์หลังจากผู้ป่วยเข้าตรวจด้วยเอ็มอาร์ไอ เปรียบเทียบกับผู้ป่วยมีสะเต้นท์อยู่ในตัวแต่ไม่ได้เข้าตรวจเอ็มอาร์ไอ ซึ่งมีผลสรุปแน่ชัดว่าการตรวจเอ็มอาร์ไอไม่ได้ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดมากขึ้นหลังจากนั้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาวแต่อย่างใด

      กล่าวโดยสรุป ผู้ป่วยทำบอลลูนใส่สะเต้นท์แล้วสามารถตรวจเอ็มอาร์ไอ.เมื่อไหร่ก็ได้ มีความปลอดภัย ไม่มีปัญหาครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม
1. Hug J, Nagel E, Bornstedt A, Schnackenburg B, Oswald H, Fleck E. Coronary arterial stents: safety and artifacts during MR imaging. Radiology. 2000; 216: 781–787.
2. Friedrich MG, Strohm O, Kivelitz D, Gross W, Wagner A, Schulz-Menger J, Liu X, Hamm B. Behaviour of implantable coronary stents during magnetic resonance imaging. Int J Cardiovasc Intervent. 1999; 2: 217–222.
3. Scott NA, Pettigrew RI. Absence of movement of coronary stents after placement in a magnetic resonance imaging field. Am J Cardiol. 1994; 73: 900–901
4. Shellock FG, Shellock VJ. Metallic stents: evaluation of MR imaging safety. AJR Am J Roentgenol. 1999; 173: 543–547.
5. Syed MA, Carlson K, Murphy M, Ingkanisorn WP, Rhoads KL, Arai AE. Long-term safety of cardiac magnetic resonance imaging performed in the first few days after bare-metal stent implantation. J Magn Reson Imaging. 2006; 24: 1056–1061.
6. Gerber TC, Fasseas P, Lennon RJ, Valeti VU, Wood CP, Breen JF, Berger PB. Clinical safety of magnetic resonance imaging early after coronary artery stent placement. J Am Coll Cardiol. 2003; 42: 1295–1298.
7. Porto I, Selvanayagam J, Ashar V, Neubauer S, Banning AP. Safety of magnetic resonance imaging one to three days after bare metal and drug-eluting stent implantation. Am J Cardiol. 2005; 96: 366–368.
8. Shellock FG, Forder JR. Drug eluting coronary stent: in vitro evaluation of magnet resonance safety at 3 Tesla. J Cardiovasc Magn Reson. 2005; 7: 415–419.

03 กรกฎาคม 2563

นี่แหละคือความหลุดพ้น

     ในระหว่างที่รอเพื่อนๆ เพื่อเป็นการฆ่าเวลา เรามาเล่นเกมเล็กๆกันไปพลางก่อนนะ

     ให้ทุกคนนั่งในท่าที่ตัวเองสบาย แต่ขอให้ตั้งกายตรง

     ผ่อนคลายร่างกาย

     ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่น หายใจเข้าลึกๆเต็มปอด กลั้นไว้สักพัก แล้วผ่อนลมหายใจออกยาวๆพร้อมกับผ่อนคลายกล้ามเนื้อร่างกายตั้งแต่หัวถึงปลายเท้า ทำอย่างนี้สักสามครั้ง

     ครั้งที่สอง หายใจเข้าลึก..ก กลั้นไว้ ผ่อนออกยาวๆ ผ่อนคลาย

     ครั้งที่สาม หายใจเข้าลึก..ก...ก เต็มที่ กลั้นไว้นานที่สุด ผ่อนออกช้าๆยาวๆพร้อมกับผ่อนคลายทั่วร่างกาย

     การผ่อนคลายร่างกายมีผลลดทอนความคิด เพราะความคิด โดยเฉพาะความคิดชนิดที่เรียกว่าอารมณ์หรือ emotion มันมีสองขา ขาหนึ่งเป็นเนื้อหาสาระของความคิด อีกขาหนึ่งเป็นอาการบนร่างกาย เราผ่อนคลายร่างกาย เนื้อหาสาระของความคิดก็ถูกตัดทอนให้ฝ่อหายไปด้วย

     ฉันรู้ตัวอยู่หรือเปล่า

     ถามตัวเองซิว่า

     "ฉันรู้ตัวอยู่หรือเปล่า"

     ถาม แล้วพยายามตอบให้ได้ ในการพยายามตอบ เราต้องดึงความสนใจออกมาจากความคิด มาอยู่กับอะไรที่ตรงหน้าเราที่นี่เดี๋ยวนี้ มารับรู้ว่าฉันกำลังนั่งอยู่ในห้องประชุมนี้ จึงจะตอบตัวเองได้ว่า "ฉันรู้ตัวอยู่" ถ้าเราไม่ถอยความสนใจออกมาจากความคิด เราก็ยังเผลอคิดเรื่องอดีตอนาคตที่ไหนก็ไม่รู้อยู่ แปลว่าเราอยู่ในความคิด ไม่รู้ตัว ดังนั้นหากเราไม่ถอยความสนใจออกมาจากความคิด เราจะตอบคำถามนี้ไม่ได้

     ดังนั้นความรู้ตัวก็คือการที่เราตื่นอยู่ รู้ตัวอยู่ว่ากำลังอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้ และไม่มีความคิด

     ใครเป็นผู้มองเห็น

     คราวนี้ เมื่อความคิดบางลงไปแล้ว ทุกคนถอยความสนใจออกมาจากความคิดได้มากแล้ว ให้ดึงความสนใจมาอยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ลืมตาขึ้น กวาดตามองไปทั่วๆอย่างช้าๆ มองให้เห็นสิ่งต่างๆ แต่ไม่ต้องไปเรียกชื่อหรือคิดเรื่องราวประกอบ แค่มองให้เห็น ว่านั่นจอ นั่นโต๊ะ นั่นไวท์บอร์ด นั่นหน้าต่าง ถามตัวเองว่าใครเป็นคนมอง ใครเป็นคนถูกมอง ทุกคนก็ตอบได้ว่าฉันเป็นผู้มอง สิ่งต่างๆข้างนอกเป็นสิ่งที่ถูกมอง แต่มองให้ลึกซึ้งจะเห็นว่าภาพต่างๆที่เกิดขึ้นจากการมอง มันเป็นภาพที่เกิดขึ้นในความรับรู้ของเรานะ หรือเรียกอีกอย่างว่าเกิดขึ้นในความรู้ตัวของเรา

     จะเห็นว่าในแง่ของภาพนี้ความรู้ตัวมันเป็นพื้นที่รับรู้ที่กว้างใหญ่ไร้ขอบเขตมากนะ เราสามารถรับรู้ได้ไกลถึงภูเขาโน่น ก้อนเมฆนู้น..น ทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์ที่ถูกรับรู้โดยความรู้ตัวทั้งสิ้น เรียกว่าโลกทั้งใบ หรือจักรวาลทั้งจักรวาล ก็ถูกรับรู้ในความรู้ตัวนี้ทั้งนั้น

     แล้วภาพที่เรารับรู้ มันก็เกิดแบบเกิดแล้วดับ เกิดแล้วก็ดับ เอ้าลองมองไปที่หน้าต่างทางซ้ายมือ เห็นต้นไม้ใหญ่อยู่กลางทุ่งหญ้า คราวนี้หันมาทางขวา ภาพของต้นไม้ใหญ่กลางทุ่งหญ้าหายไปแล้วเห็นไหม กลายเป็นสวนดอกไม้มีตุ๊กตาทองเหลืองอยู่กลางสวนแทน ภาพของต้นไม้ใหญ่กลางทุ่งหญ้าดับไปแล้ว ภาพสวนดอกไม้เกิดมาแทน

     คราวนี้ไม่ต้องหันซ้ายขวา มองตรงนิ่งๆนี่แหละ เห็นผมนั่งอยู่นี่ แต่เผอิญในใจคิดขึ้นได้ว่าแฟนสั่งว่าก่อนมาเรียนให้เอาคำถามที่จดไว้มาถามหมอสันต์ด้วยแต่ดันลืมเอามา ก็ตกใจ สะดุ้งเห็นภาพของแฟนแว้ดๆขึ้นมาแทน ภาพของหมอสันต์ไม่เห็นเสียแล้วทั้งๆที่ตาจ้องมาทางนี้ แต่เป็นการจ้องแบบเหม่อๆ ภาพของหมอสันต์ดับไปแล้ว ภาพของแฟนเกิดขึ้นมาแทน นี่ การเกิดขึ้นและดับไปของภาพที่เรารับรู้ได้มันเป็นอย่างนี้ ของจริงข้างนอกเป็นอย่างไรไม่สำคัญและไม่เกี่ยว สำคัญและเกี่ยวเฉพาะที่เรารับเอามาเท่านั้น เพราะเราเห็นมันแค่เท่าที่เรารับเอามา

     ความคิดเรื่องแฟนแว้ดๆนี่มันเกิดเป็นภาพ ดังนั้นความคิดก็เกิดขึ้นและดับไปในความรู้ตัวนี้เช่นเดียวกับภาพที่เรามองเห็นเหมือนกัน บางทีความคิดมันไม่ได้เกิดเป็นภาพ มันเกิดเป็นเรื่องราวในภาษา แต่มันก็เกิดและดับในความรู้ตัวนี่แหละ

     อีกประเด็นหนึ่ง สังเกตนะว่า ภาพทุกภาพที่เราเห็น ความคิดทุกความคิดที่เกิดในใจ ล้วนเป็นเพียงประสบการณ์ที่เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ ในความรู้ตัว ที่ที่นี่เดี๋ยวนี้ เท่านั้น ไม่มีที่อื่น ไม่มีเวลาอื่น จริงๆแล้วก็คือไม่เกี่ยวกับเวลาเลย

     เสียงทุกเสียงเกิดและดับในความเงียบ

     คราวนี้ให้ทุกคนหลับตาพริ้มลง หายใจเข้าลึกๆ ผ่อนลมหายใจออกยาวๆ ผ่อนคลาย relax ตั้งใจฟังเสียง มีเสียงอะไรให้ได้ยินบ้าง เสียงผมพูด เสียงแอร์ เสียงนกดังมากจากทางขวา เสียงไก่ขันไกลๆ เสียงรถเบามากอยูไกลออกไป เสียงเปียโนแว่วมาจากโบสถ์ที่ฝั่งตรงข้ามหุบเขา เสียงเหล่านี้เรารับรู้ว่ามันเกิดขึ้นในความรู้ตัวของเรา ในแง่ของเสียงนี้เสมือนว่าความรู้ตัวมันเป็นความเงียบอันกว้างใหญ่ ที่เสียงทุกเสียงล้วนเกิดขึ้นแล้วดับไปในความรู้ตัวที่เป็นความเงียบนี้

     ใครเป็นคนได้ยินเสียง

     ก็ฉันอีกนั่นแหละที่เป็นผู้ได้ยินเสียง จะมีใครที่ไหนอื่นอีกละ

     เช่นเดียวกัน สังเกตนะ ว่าเสียงทุกเสียงก็เป็นเพียงประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในความรู้ตัวของเรา ถ้าเราไม่รู้ตัว เช่นเราเหม่อไปคิดเรื่องอื่น ไปอยู่ในความคิด เราก็ไม่ได้ยินเสียง เราก็จะไม่ได้ประสบการณ์นั้น ทั้งๆที่เสียงเขาก็ดังของเขาอยู่

     ร่างกายนี้ก็เป็นเพียงประสบการณ์ในความรู้ตัว

     คราวนี้ให้เอาความสนใจมาจดจ่อที่ความรู้สึกบนร่างกายบ้าง รับรู้ความรู้สึกอะไรก็ได้ การหายใจเข้าออก หน้าอกกระเพื่อม ความรู้สึกเย็นจากไอแอร์มากระทบผิวหนัง ความรู้สึกเจ็บ ปวด เมื่อย คนที่เรียนเรื่อง body scan มาแล้วก็อาจจะรับรู้ความรู้สึกวูบวาบ ซู่ซ่า เหน็บๆชาๆ จิ๊ดๆจ๊าดๆบนผิวหนังที่ฝ่ามือบ้าง ฝ่าเท้าบ้าง ที่ส่วนอื่นๆของร่างกายบ้าง ทั้งนี้ให้รับรู้ รับรู้เฉยๆ ไม่ต้องตีความ

     เรารับรู้การมีอยู่ของร่างกายนี้ในรูปของความรู้สึกบนร่างกาย ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือการรับรู้ที่ในใจหรือในความรู้ตัวของเรา

     ดังนั้นร่างกายนี้ แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงประสบการณ์ด้านการสัมผัสหรือรู้สึก ที่เรารับรู้ในความรู้ตัวของเราเท่านั้น คือที่เราเรียกว่าร่างกายนี้ก็เป็นแค่ประสบการณ์อย่างหนึ่งที่ปรากฎขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ในความรู้ตัวของเราเช่นเดียวกันกับภาพที่เห็น เสียงที่ได้ยิน และความคิดที่โผล่ขึ้นมาในใจ

     ฉันคือใคร ฉันคืออะไร

     คราวนี้ให้ตั้งคำถามตัวเองว่าฉันคือใคร หรือฉันคืออะไร แค่ตั้งคำถามโยนทิ้งไว้เฉยๆ ยังไม่ต้องตอบก็ได้

     แล้วก็พูดในใจชัดๆว่า

     "ฉันชื่อนาย นางสาว.... ถ้าเป็นผมก็จะพูดในใจว่าฉันชื่อนายสันต์"

     เป็นการเตือนตัวเองก่อนว่าเราเป็นบุคคลที่มีชื่อเรียกอย่างนี้

     คราวนี้ให้คิดทบทวนอดีต ให้เห็นภาพเรื่องราวของนายสันต์หรือของนายนางสาวอะไรก็ตามที่เป็นตัวตนหรือเป็นความเป็นบุคคลของคุณ ทบทวนไปทีละฉาก ทีละฉาก

     ฉากที่หนึ่งเอาตอนเรียนชั้นประถมก็ได้ นึกเห็นภาพตัวเองเป็นเด็กชายเด็กหญิง วิ่งเล่น ไปโรงเรียน

     ฉากที่สอง เอาตอนเป็นหนุ่มเป็นสาว เรียนมหาลัย นึกเห็นเรื่องราว เอาตอนจีบกันกับแฟนก็ได้

     แล้วก็มาฉากที่สาม เอาตอนจบมา เป็นผู้ใหญ่แล้ว ทำงาน ต่อสู้ฟันฝ่า ท่องเที่ยว ใช้ชีวิต

     ทั้งหมดนั้นคือเรื่องราวของบุคคลที่ชื่อนายสันต์หรือนาย.. นางสาว... อะไรก็ตาม การที่เราผูกโยงเรื่องราวของเราขึ้นมาเป็นประวัติชีวิตนี้เรียกว่า "สำนึกว่าเป็นบุคคล" ว่าตัวผมนี้ชื่อนายสันต์ เป็นคนมีการศึกษาอย่างนี้ มีรถยี่ห้อนี้ มีบ้านหลังอย่างนี้ เป็นคนมีความเชื่ออย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งหมดนี้เรียกว่าสำนึกว่าเป็นบุคคลหรือจะเรียกว่า "อีโก้" ก็ได้ หรือจะเรียกว่าการที่เรา "สำคัญมั่นหมาย" ว่าเราเป็นใคร หรือจะเรียกว่า "identity" ของเราก็ได้

     สังเกตนะว่าสำนึกว่าเป็นบุคคลหรือ identity ของเรานี้แท้จริงก็เป็นแค่ชุดของความคิด ซึ่งเป็นประสบการณ์อีกอย่างหนึ่งที่เกิดและดับในความรู้ตัวของเรา ดังนั้นอีโก้ของเรามันไม่เหมือนเดิมทุกวันดอกนะ เพราะมันเป็นแค่ความคิดที่เราคิดทบทวนขึ้นมา มันย่อมมีผีเข้าผีออกไม่เท่ากันในแต่ละวัน

     ความรู้ตัวคือห้องอันกว้างใหญ่

     จะเห็นว่าความรู้ตัวนี้เปรียบไปก็เหมือนห้องอันกว้างใหญ่เช่นห้องนี้ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เก้าอี้ ไวท์บอร์ด จอหนัง แจกันดอกไม้ ล้วนอยู่ในห้องนี้ ความรู้ตัวก็เป็นเสมือนห้องกว้างใหญ่ที่ประสบการณ์เกี่ยวกับภาพก็ดี เสียงก็ดี ความคิดก็ดี ร่างกายก็ดี สำนึกว่าเป็นบุคคลของเราก็ดี ล้วนเกิดดับ เกิดดับ อยู่ในความรู้ตัวนี้ ความรู้ตัวนี้มันเป็นแค่ความว่าง แต่ตื่นอยู่ และสามารถรับรู้ได้ โดยไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวดองใดๆกับสิ่งที่มันรับรู้ นั่นหมายความว่าความรู้ตัวไม่ได้ดองอะไรกับสำนึกว่าเป็นบุคคลของเรา

     ฉันเป็นความรู้ตัว

     กลับมาตอบคำถามว่าฉันเป็นใคร ฉันเป็นอะไร

     ฉันเป็นร่างกายนี้หรือเปล่า..ไม่ใช่ เพราะร่างกายเป็นแค่ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในความรู้ตัวเท่านั้น ร่างกายนี้เปลี่ยนแปลงเรื่อยมา จากเด็กเป็นผู้ใหญ่ แต่ความรู้ตัวดำรงอยู่อย่างมั่นคง ยังไม่เคยเปลี่ยนตั้งแต่ฉันจำความได้ ฉันก็คือฉันคนเดิม ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้นฉันไม่ใช่ร่างกาย

     ฉันเป็นความคิดหรือเปล่า..ไม่ใช่ ฉันไม่ใช่ความคิด เพราะความคิดเกิดแล้วดับในความรู้ตัว มาแล้วก็ไป แต่ฉันไม่เคยดับ ไม่เคยมาไม่เคยไป เพราะฉันเป็นฉันอยู่ตลอดมา

     ฉันเป็นสำนึกว่าเป็นบุคคลที่ชื่อนายสันต์หรือนายนางสาวอะไรก็ตามนี้หรือเปล่า..ไม่ใช่ เพราะสำนึกว่าเป็นบุคคล หรืออีโก้ หรือ identity ของความเป็นนายสันต์นี้ เป็นเพียงชุดของความคิดที่เกิดดับอยู่ในความรู้ตัวนี้ แบบผีเข้าผีออก มาแล้วก็ไป เดี๋ยวก็มาแรง เดียวก็มาแบบแผ่วๆ แต่ความรู้ตัวอยู่ที่นี่ตลอด ไม่เคยมา ไม่เคยไป

     ดังนั้นฉันที่แท้จริงคือความรู้ตัว ฉันที่แท้จริงเป็นความรู้ตัว ซึ่งจับต้องมองเห็นไม่ได้ แต่เป็นเสมือนความว่างกว้างใหญ่ที่ตื่นอยู่และมีความสามารถพร้อมรับรู้ทุกอย่างได้โดยไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับสิ่งที่รับรู้นั้นไม่ว่าจะเป็นร่างกาย ความคิด หรือสำนึกว่าเป็นบุคคลก็ตาม

     มารู้จักกับความรู้ตัว

     คราวนี้ผมจะพาลงลึกเข้าไปอีกหน่อย ให้ทุกคนหลับตา ถอยความสนใจออกมาจากทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดๆดับๆในความรู้ตัวเสียให้หมด ไม่ว่าจะเป็นภาพ เสียง ความคิด ความรู้สึกบนร่างกาย หรือสำนึกว่าเป็นบุคคล ถอยความสนใจออกมาจากสิ่งเหล่านั้นให้หมด สมมุติว่าห้องกว้างใหญ่นี้มันเป็นสิ่งมีชีวิต มันเกิดเลิกสนใจโต๊ะตั่งม้านั่งที่อยู่ในห้อง แต่หันมาสนใจตัวมันเองแทน มันพยายามที่จะตอบคำถามว่าความเป็น "ห้อง" ของมันนี้อยู่ที่ตรงไหน อยู่ที่โต๊ะตั่งม้านั่งที่อยู่ในห้องหรือเปล่า คำตอบก็คือไม่ใช่ดอก ความเป็นห้องของมันอยู่ที่พื้นที่ว่างในห้องจากผนังถึงผนังจากพื้นถึงเพดานซึ่งเป็นที่ให้โต๊ะตั่งม้านั่งตั้งอยู่ได้ต่างหาก ที่คือความเป็นห้อง

     เช่นเดียวกัน ความเป็น "ความรู้ตัว" ก็ไม่ใช่ภาพ หรือเสียง หรือสัมผัสของร่างกาย หรือความคิด หรือสำนึกว่าเป็นบุคคล แต่เป็นความว่างที่เปิดให้ภาพก็ดี เสียงก็ดี สัมผัสของร่างกายก็ดี ความคิดก็ดี หรือสำนึกว่าเป็นบุคคลก็ดี เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไปในความว่างนั้น โดยความรู้ตัวแค่รับรู้เฉยๆ ไม่ได้มีเอี่ยวหรือมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้น เมื่อไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับอะไร ความรู้ตัวจึงเป็นที่ที่สงบเย็น ไม่ต้องเร่าร้อนหรือมีลุ้นกับอะไรทั้งสิ้น ได้แต่มองเห็นอะไรเหล่านั้นว่าเป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

     คราวนี้ผมจะพาคุณจมลึกลงไป หรือสำรวจลึกลงไปในความรู้ตัวนะ ว่าความรู้ตัวซึ่งเป็นความว่างที่ตรงหน้าเรานี้ ลึกลงไปมันเป็นอย่างไร สำรวจด้วยความอยากรู้อยากเห็น ไม่มีวาระซ่อนเร้นหรือลึกซึ้งอื่นใดทั้งสิ้น

     สำหรับคนที่คุ้นเคยกับมันตรา จะใช้มันตราพาไปก็ได้ สำหรับคนที่ไม่มีมันตราของตัวเอง จะใช้การเปล่งเสียงโอมแทนก็ได้ หายใจเข้าลึกๆ เปล่งเสียงโอมเบาๆยาวๆ ทำซ้ำหลายๆครั้ง ขณะเปล่งเสียงให้ผ่อนคลายร่างกายและรับรู้การสั่นสะเทือนที่เกิดจากเสียง เริ่มจากการสั่นสะเทือนของร่างกาย ไปถึงเนื้อของความว่างรอบตัว และที่ตรงหน้า สนใจลึกละเอียดลงไป แม้เมื่อหยุดเปล่งเสียง แค่พูดเสียงนั้นในใจ การสั่นสะเทือนบนเนื้อที่ละเอียดของความว่างนี้ก็ยังอยู่ แม้หยุดหรือทิ้งมันตราไปแล้ว หากเอาความสนใจจดจ่อลึกลงไป ลึกลงไป ในเนื้อของความว่างนี้ ก็จะเห็นว่าการสั่นสะเทือนเล็กๆนั้นก็ยังอยู่ แบบละเอียดยิ่งขึ้น ละเอียดยิ่งขึ้น ทำอย่างนี้ควบคู่ไปกับการผ่อนคลายร่างกายเป็นระยะๆ จนลมหายใจเริ่มสงบลง บางครั้งสงบจนไม่มีลมหายใจก็ไม่เป็นไร แต่เรายังตื่นอยู่ ยังรับรู้ได้ และสงบเย็นดี ตรงนี้แหละคือความรู้ตัวในระดับที่ลึกลงไป ฝึกทำอย่างนี้ แสวงหาสิ่งใหม่ในความรู้ตัวที่ลึกลงไป ลึกลงไปไม่สิ้นสุด ก็จะได้พบกับความกว้างใหญ่ของชีวิตจริงที่ข้างใน กว้างใหญ่ยิ่งขึ้น กว้างใหญ่ยิ่งขึ้น ซึ่งล้วนอยู่เหนือความคิดและสำนึกว่าเป็นบุคคล 

     ตรงนี้แหละคือความสงบเย็น การจะแสวงหาความสงบเย็นหรือความสุขไว้เป็นฐานที่มั่นของชีวิต จึงไม่ใช่การไปเสาะหาที่ข้างนอกด้วยเข้าใจผิดว่าหากต่อสู้ปกป้องหรือฟูมฟักสำนึกว่าเป็นบุคคลหรือ identity ของเราให้ดีแล้วความเป็นบุคคลนี้จะปลอดภัยและสงบเย็นซึ่งนั่นเป็นไปไม่ได้ เพราะสำนึกว่าเป็นบุคคลเป็นเพียงความคิดมันจะเสถียรหรืออยู่ยั้งยืนยงให้ยึดถือพึ่งพิงได้อย่างไร การกลับเข้าไปข้างในเพื่อไปเป็นความรู้ตัวต่างหากจึงจะพบความสงบเย็นอย่างสถาพร กลับเข้าไปเมื่อไหร่ก็พบความสงบเย็นเมื่อนั้น เพราะความรู้ตัวเป็นสิ่งที่คงอยู่เหนือกาลเวลา ไม่ต้องกลัวตาย เพราะความรู้ตัวไม่มีเกิด ไม่มีตาย มีแต่ร่างกายเท่านั้นที่เกิดเป็นความรู้สึกขึ้นมาในความรู้ตัว และตายไปในความรู้ตัวนี้ ส่วนความรู้ตัวนี้คงอยู่ที่นี่เสมอ ถ้าปักหลักเอาตรงนี้เป็นฐานที่มั่นของชีวิตได้ ชีวิตก็จะมีความสงบเย็นเป็นพื้นฐาน ไม่ต้องไปดิ้นรนเสาะหาความสุขในที่อื่น การใช้ชีวิตก็จะเป็นการออกไปทำอะไรเพื่อโลกหรือเพื่อชีวิตอื่นอย่างสร้างสรรค์โดยอัตโนมัติ เพราะ "ฉัน" สงบเย็นดีแล้ว ไม่ต้องเสาะหาอะไรมาให้ "ฉัน" อีกแล้ว ชีวิตนี้จึงมีอยู่เพื่อโลกหรือเพื่อชีวิตอื่นเท่านั้น

     การมีชีวิตแบบสงบเย็นอยู่ในความรู้ตัว อยู่เหนือความคิด อยู่เหนือสำนึกว่าเป็นบุคคล ใช้ชีวิตในวันนี้ไปในทิศทางเพื่อสร้างสรรค์ประโยชน์ให้โลก ให้ชีวิตอื่น นี่แหละคือความหลุดพ้น..หลุดพ้นจากการจองจำของความคิดซึ่งล้วนเสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้นมาจากสำนึกว่าเป็นบุคคลที่เราหลงติดกับดักอยู่ในนั้นตั้งนาน

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

02 กรกฎาคม 2563

ดีซ่าน..นิ่วในท่อน้ำดีเป็นปลายเหตุ ไม่ใช่ต้นเหตุ

เรียน คุณหมอสันต์
ขอเรียนปรึกษาเรื่องคุณพ่ออายุ 80 ปี สุขภาพภายนอกแข็งแรงดี สูง 155 cm. น้ำหนักเมื่อก่อน 60 กก. ปัจจุบันเหลือ 47 กก.
เมื่อปลายปีที่แล้ว มีอาการตาเหลือง ท้องอืด ทานข้าวไม่ลง น้ำหนักลดจนเหลือ 47 กก. ตรวจพบว่าเป็นนิ่วในถุงน้ำดีคุณหมอที่รักษาให้ใช้วิธีส่องกล้องคล้องนิ่ว แต่พบว่ามีเส้นเลือดโป่งพองในช่องท้องด้วย จึงต้องมารักษาเรื่องเส้นเลือดก่อนโดยการใส่ขดลวด หลังจากนั้นก็ทำ ERCP ส่องกล้องคล้องนิ่ว แต่เนื่องจากนิ่วมีขนาดใหญ่จำนวน 2 ก้อนจึงไม่สามารถคล้องนิ่วออกมาได้ แต่ได้ใส่ท่อพลาสติกไว้ในท่อน้ำดีแทน
เมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมาได้เข้า CT scan พบว่านิ่วยังอยู่และพบว่ามีนิ่วก้อนเล็กอยู่ในท่อส่วนบน คุณหมอให้ความเห็นว่านิ่วไม่ได้เกิดจากถุงน้ำดีเนื่องจากถุงน้ำดีฝ่อไปแล้ว แต่ท่อน้ำดีสามารถสร้างนิ่วขึ้นมาได้เอง คุณหมอแจ้งการวางแผนแก้ไขในระยะยาวโดยการใช้วิธีผ่าตัดเปิดหน้าท้องและนำลำไส้เล็กทำบายพาสขึ้นมาต่อแถวช่วงท่อน้ำดีส่วนบน(อันนี้ไม่แน่ใจนะคะ) เพื่อหากเวลาเกิดนิ่วอีกก็จะได้ไหลลงไปในลำไส้เล็กเลย
นัดผ่าตัดกลางเดือนเมษา ผลปรากฎว่าทางการมีคำสั่งให้งดเว้นการผ่าตัดในช่วงโควิด คุณหมอจึงให้มาทำ ERCP เพื่อเปลี่ยนท่อพลาสติกแทนในช่วงต้นเดือนมิถุนายน.
ช่วงปลายเดือนมิถุนายน CT scan อีกครั้งพบว่านิ่วหายไปแล้ว แต่คุณหมอยังคงวางแผนเรื่องการผ่าตัดเปิดหน้าท้องในเดือนตุลาคม เพื่อในวันข้างหน้าหากมีนิ่วเกิดขึ้นจะได้ไม่มีปัญหา
อยากเรียนคุณหมอว่ากรณีนี้ ถ้าหากไม่ต้องการผ่าตัด (ป้องกันการเกิดนิ่วในระยะยาว) เพราะนิ่วไม่มีแล้ว ได้ไหมคะ ถ้าในอนาคตเกิดนิ่วและมีอาการค่อยไปรักษาแบบส่องกล้องเหมือนเดิมจะดีกว่าหรือไม่คะ (คือรักษาตามอาการ) ปัจจุบันคุณพ่อแข็งแรง ทานข้าวได้ปกติดี เดินทางไปไหนมาไหนด้วยรถเมล์ก็ได้ แต่ด้วยกังวลว่าอายุ 80 ปี หากต้องผ่าตัดเปิดหน้าท้อง อาจจะมีผลข้างเคียงตามมา
ซึ่งอาจมีผลในการใช้ชีวิตและการช่วยเหลือตนเองในอนาคตค่ะ
รบกวนคุณหมอสันต์ช่วยให้คำแนะนำและข้อคิดสำหรับเรื่องดังกล่าว
ขอขอบคุณคุณคุณหมอสันต์มากๆค่ะ
ขอแสดงความนับถือ

..............................................................................

ตอบครับ

     คุณคิดอยู่ข้างเดียวว่าหมอท่านจะผ่าตัดเพื่อป้องกันการเกิดนิ่วในท่อน้ำดีขึ้นในอนาคต แต่ผมเดาเอาว่าหมอท่านจะผ่าตัดเพราะรากของปัญหาคือการอุดกั้นการไหลของน้ำดีในท่อน้ำดีที่เป็นเหตุให้คนไข้เกิดดีซ่านเมื่อหลายเดือนก่อนโน้นยังไม่ได้รับการแก้ไข ที่ทุกวันนี้ผู้ป่วยอยู่ได้โดยไม่มีดีซ่านนั้นเป็นเพราะมีสายระบายน้ำดีต่อเอาน้ำดีผ่านจุดอุดกั้นออกมาได้เป็นการชั่วคราว เมื่อน้ำดีไหลดี นิ่วก็สลายไปเองได้ ผมเดาเอาว่าหมอประเมินความเสี่ยงของการดึงสายระบายน้ำดีออกดื้อๆว่าจะทำไม่ได้เพราะขืนดึงออกดื้อๆก็จะเกิดดีซ่านอีก เพราะจุดที่น้ำดีจะติดขัดเป็นอาจิณนั้นอยู่ที่ประตูปากรูเปิดท่อน้ำดีต่อกับลำไส้ (sphinctor of Oddi) ซึ่งเท่าที่ผ่านมายังไม่ได้ทำอะไรในแง่ของการแก้ไขเลย หมอเขาจึงวางแผนตัดเอาลำไส้ท่อนที่มีปากรูเปิดท่อน้ำดีอยู่นี้ทิ้งไปเสียทั้งกระบิ แล้วลากเอาลำไส้ส่วนอื่นขึ้นไปรับน้ำดีตรงออกมาจากท่อน้ำดี (common bile duct) เลยให้รู้แล้วรู้รอด นี่ถือว่าเป็นมาตรฐานการผ่าตัดเพื่อแก้ไขการอุดกั้นการไหลของน้ำดีอย่างถาวร ทั้งนี้โดยไม่สนใจประเด็นที่ว่ามีหรือไม่มีนิ่วคาท่อน้ำดีอยู่ เพราะนิ่วนั้นเป็นปลายเหตุไม่ใช่ต้นเหตุ ทั้งนี้สัจจธรรมแห่งการเป็นนิ่วในท่อน้ำดีนี้มีอยู่ว่านิ่วในท่อน้ำดีจะไม่เกิดขึ้นหากน้ำดีไหลได้ดี

      แต่หากมองจากมุมของผู้ป่วยที่อายุ 80 ซึ่งกำลังมีคุณภาพชีวิตในวัยชราแบบดีๆอยู่ก็ไม่อยากหาเรื่องเอามือไปซุกหีบให้ตัวเองเดือดร้อน ก็อาจคิดอีกแบบหนึ่งได้ ไม่มีใครว่าอะไร จากมุมมองของคนไข้นี้คุณมีทางเลือกสองทาง คือ (1) ทำผ่าตัดไปเสียตอนนี้ตามที่หมอเขาแนะนำ หรือ (2) ขอไม่ทำผ่าตัด โดยขอให้หมอดึงสายระบายน้ำดีออกแล้วค่อยมารอลุ้นว่าจะมีดีซ่านเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ถ้าไม่มีดีซ่านผ่านไปห้าปีสิบปีก็ถือว่าดีไป จะได้ไม่ต้องทำผ่าตัดจนสิ้นอายุขัย แต่ถ้ามีดีซ่านเกิดซ้ำก็ค่อยมาผ่าตัด ซึ่งถึงตอนนั้นก็ต้องยอมรับว่าอาจจะต้องมาตั้งต้นสนามหลวงใหม่นะ คืออาจจะต้องมาใส่สายระบายน้ำดีให้หายดีซ่านหรือหายติดเชื้อก่อน แล้วจึงจะทำผ่าตัดได้

     ทั้งสองทางเลือกนี้คุณจะเลือกทางไหนก็ได้ เอาที่คุณชอบ เลือกแล้วก็บอกหมอท่านไปว่าคุณจะเอาอย่างนี้ เพราะคุณเป็นผู้พูดคำสุดท้าย ไม่ใช่หมอ

     ถามหมอสันต์ว่าถ้าหมอสันต์เป็นคนไข้จะเอาแบบไหน ตอบว่าผมในฐานะคนไข้ก็ต้องคุยกับคุณหมอผู้รักษาในเชิงลึกก่อนสิครับ ว่าท่านมีหลักฐานอะไรในใจจึงกลัวว่าหากถอดสายระบายน้ำดีแล้วจะเกิดดีซ่านซ้ำอีก หมอท่านส่องกล้องลงไปดู (ERCP) ด้วยตาตัวเองตั้งสองครั้งย่อมจะรู้ตื้นลึกหนาบางดีว่าตรงปากรูเปิดท่อน้ำดีนั้นสถานะการณ์มันเป็นอย่างไร ซึ่งผมแบ่งเป็นสามกรณี คือ

     กรณีที่ 1. หากหมอบอกว่าตอนส่องกล้องลงไปตรงปากรูเปิดท่อน้ำดีมันโล่งโถงสะอาดสะอ้านยืดหยุ่นลื่นไหลสะดวกโยธินดี การทดลองลากสายระบายน้ำดีออกแล้วดูเชิงไปก่อนก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยอายุ 80 แล้ว

     กรณีที่ 2. หากหมอบอกว่าตอนทำ ERCP เห็นตรงรูเปิดมันแย่มากมีร่องรอยของการอักเสบเรื้อรังหรือการอุดกั้นทางเดินน้ำดีมากชนิดที่กว่าจะผ่านกล้องส่องเข้าไปได้ต้องมีลุ้นดีแตก..คือกล้องทะลุท่อน้ำดี แบบนี้หากถอดสายระบายออกก็ยากที่น้ำดีจะไหลเองได้ การเดินหน้าผ่าตัดก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่า

     กรณีที่ 3. หากหมอบอกว่า..ไม่รุ แปลว่าตัวหมอเองก็ประเมินไม่ได้เหมือนกัน ผมในฐานะคนไข้ก็จะเลือกวิธีลองถอดท่อระบายน้ำดีออกแล้วลุ้นครับ เพราะเมื่อไม่มีข้อมูลก็แปลว่ามีความเป็นไปได้เปิดกว้างอยู่ทุกทิศทุกทาง และผมเองก็เป็นคนชอบลุ้น หากลุ้นแล้วเหลือง หมายความว่าถอดสายแล้วเป็นดีซ่านอีก ก็ค่อยซมซานกลับไปขอผ่าตัดกับหมอเขาใหม่ในภายหลัง ไม่เสียเหลี่ยมอะไร เพราะเราเป็นคนไข้จะไปมีเหลี่ยมอะไรกับหมอเขาละครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

01 กรกฎาคม 2563

Cognitive Behavior Therapy - CBT การบำบัดด้วยวิธีเปลี่ยนความคิดและเปลี่ยนพฤติกรรม

(บทความนี้เขียนให้บุคลากรทางการแพทย์)

CBT คืออะไร

     Cognitive Behavior Therapy (CBT) แปลเป็นไทยว่าการบำบัดด้วยวิธีเปลี่ยนความคิดและเปลี่ยนพฤติกรรม หรือพูดแบบบ้านๆว่าการสอนให้คิดใหม่ทำใหม่ เป็นรูปแบบของการบำบัดทางจิตวิทยาที่มีหลักฐานการวิจัยระดับสุ่มตัวอย่างแบ่งกลุ่มเปรียบเทียบพิสูจน์ว่าได้ผลดีกว่าการไม่บำบัด ในความผิดปกติเช่น การติดยาหรือสารเสพย์ติด โรคกลัวเกินเหตุ โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคซึมเศร้า เป็นต้น


กำเนิดของวิชา CBT

     อารอน เบค (Aaron Beck) จิตแพทย์และนักจิตวิเคราะห์เป็นผู้รายงานวิธีรักษาแบบนี้ไว้ในปี ค.ศ. 1960 มันเริ่มต้นจากการสังเกตของเขาขณะทำงานจิตวิเคราะห์ เขาพบว่าบางครั้งเมื่อคนไข้มีอารมณ์ความรู้สึก (feeling) ที่ชัดเจนหรือรุนแรงเกิดขึ้น มักจะเกิดความคิดสอดแทรกเข้ามาโดยที่บ่อยครั้งเจ้าตัวไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไป เขาเรียกว่าความคิดที่แทรกเข้ามาเองนี้ว่าความคิดอััตโนมัติ (automatic thought) และเขาสังเกตพบว่าความคิดอัตโนมัตินี้มักจะเป็นฐานรากของการเกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ทั้งหลายของคนไข้ ทั้งนี้เขาตั้งข้อสังเกตว่าสิ่งที่ทำให้คนไข้เป็นทุกข์ไม่ใช่เหตุการณ์ แต่เป็นความหมายที่คนไข้คิดตีความให้แก่เหตุการณ์นั้น การจะบำบัดพฤติกรรมไม่ดีเหล่านั้น ต้องขุดรากถอนโคนกำจัดความคิดอัตโนมัตินี้ทิ้งไปให้ได้ก่อน โดยเขาเรียกว่าวิธีที่เขาคิดขึ้นมากำจัดความคิดอัตโนมัตินี้ว่า Cognitive Behavior Therapy (CBT)

ขั้นตอนของการสอนให้คิดใหม่ทำใหม่

     1. Aware of a thought สังเกตความคิดอัตโนมัติที่เกิดขึ้นให้เป็นก่อน ทั้งนี้ต้องหัดแยกว่าการสังเกตความคิด (aware of a thought) เป็นคนละเรื่องกับการคิด (thinking a thought)

     2. Conceptualization จับสาระหรือประเด็นของความคิดให้ได้ว่า ประเด็นใดของความคิดที่เป็นปัญหานำไปสู่พฤติกรรมป่วย

     3. Thought Inquiry ทำการสอบสวนความคิดน้้นด้วยตรรกะ ความเป็นเหตุเป็นผล ไล่เลี่ยงกันไปเป็นลำดับเพื่อพิสูจน์ให้ได้ตอนจบว่าความคิดนั้นไม่เป็นความจริง

     4. Reality testing พิสูจน์ความคิดนั้นในสถานะการณ์จริง โดยการ "ให้การบ้าน" ไปทดลองทำพฤติกรรมบำบัดเพื่อพิสูจน์ เช่น เพื่อจะพิสูจน์ว่าความเชื่อที่ว่าเมื่อเข้าไปอยู่ในที่แคบแล้วจะเกิดเหตุการณ์ร้ายจนหนีไม่ทันนั้นไม่เป็นความจริง ก็ให้การบ้านทดลองเข้าไปอยู่ในทีแคบทีละนิดๆจนเข้าไปอยู่ในที่แคบเต็มที่ได้โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นต้น

     5. Thought dismissal ทิ้งความคิดที่ไม่เป็นจริงนั้นเสีย โดยมีขั้นตอนปฏิบัติย่อยคือการลงทะเบียนความคิดที่สอบสวนแล้วว่าไม่เป็นความจริงไว้ก่อน และขั้นตอนการทิ้งหรือหันหลังให้ความคิดนั้นทันทีที่ความคิดนั้นโผล่กลับมาอีก

โครงสร้างของวิธีบำบัดแบบ CBT

     1. การบำบัดเป็นการรักษาด้วยการพูด (talk therapy) โดยใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 3-6 เดือน

     2. ผู้ป่วยจะได้พบกับนักบำบัด สปด.ละ 1 ครั้ง (session) แต่ละครั้งพบกันนานประมาณ 1 ชม.

     3. เมื่อแรกพบกันแต่ละครั้ง จะเริ่มด้วยการที่ผู้ป่วยกับนักบำบัดร่วมกันกำหนดวาระ (conceptualize) ว่าครั้งนี้มุ่งแก้ไขความคิดเก่าเรื่องอะไร การกำหนดวาระนี้ใช้เวลาประมาณ 5 นาที

     4. ผู้บำบัดและคนไข้จะร่วมกันทบทวน "การบ้าน" เก่าที่นักบำบัดได้มอบหมายไปเมื่อครั้งก่อน การบ้านก็คือการให้ไปทดลองทำพฤติกรรมอะไรสักอย่าง หรือการบ้านก็คือส่วนพฤติกรรมบำบัดนั่นเอง การทบทวนการบ้านนี้จะใช้เวลาประมาณ 10 นาที

     5. จากนั้นจะเป็นเวลาสำหรับการบำบัดในครั้งนี้ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 30 นาที แบ่งเวลาให้คนไข้ได้พูดด้วยประมาณครึ่งหนึ่ง ในช่วงเวลานี้ผู้บำบัดจะประเมินปัญหาที่ยังค้างคา ให้คำแนะนำ และมอบหมายให้การบ้านใหม่

     6. จบลงด้วยการสรุป และให้โอกาสผู้ป่วยให้ข้อมูลความเห็นกลับ (feedback) แก่ผู้บำบัดอีกประมาณ  5 นาที

ไฮไลท์ของการบำบัดแบบ CBT

     1. Challenging belief การท้าทายความเชื่อผิดๆด้วยการชักชวนให้ใช้ตรรกะไตร่ตรองหรือแสดงหลักฐานให้เห็นประจักษ์ว่าความเชื่อนั้นไม่เป็นความจริง

     2. Self fulfilling prophecy คือการที่ผู้ป่วยทำตัวให้สมกับที่ตัวเองเชื่ออย่างนั้น เช่นสมมุติว่าผู้ป่วยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนไข้ความสามารถไม่มีวันลดความอ้วนได้สำเร็จดอก ผู้ป่วยก็จะกินหรือทำตัวให้อ้วน เพื่อให้สมหรือให้สอดคล้องกับความเชื่อนั้น เป็นหน้าที่ของผู้บำบัดที่จะต้องช่วยแคะเอาพฤติกรรมที่เป็น self fulfilling prophecy ออกมาไฮไลท์ให้ผู้ป่วยเห็นและเห็นชอบที่จะแก้ไข

     3. dysfunctional assumption คือการคิดคาดเดาที่มีผลสร้างกรอบความคิดขึ้นมาล็อคให้การดำเนินชีวิตเป็นทุกข์ เช่นเด็กที่พ่อแม่ไม่ได้แสดงการเปิดใจรับทั้งความสำเร็จหรือล้มเหลว เมื่อพ่อแม่ชมเด็กว่าสอบได้คะแนนดี เด็กอาจจะคิดว่า

     "ฉันต้องสอบให้ได้คะแนนดีตลอดไป ไม่งั้นพ่อแม่ก็จะปฏิเสธฉัน"

     นี่เป็นตัวอย่างของการคิดคาดเดาแบบ dysfunctional assumption หากมีอะไรที่นอกเหนือการควบคุมของเด็กเกิดขึ้นแล้วทำให้เด็กสอบได้คะแนนไม่ดี เด็กอาจเกิดความคิดอัตโนมัติต่อยอดว่า

     "ฉันมันเป็นคนล้มเหลวไม่เป็นท่า ไม่มีใครยอมรับฉันแล้ว แล้วฉันจะไปสู้หน้าคนได้อย่างไร"

     เป็นต้น หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง เช่น หญิงซึมเศร้าคนหนึ่งคิดว่า

     "ฉันทนไปทำงานอีกไม่ได้แล้ว อะไรก็ผิดท่าผิดทางไปหมด ฉันรู้สึกแย่มาก"

     นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความคิดแบบ dysfunctional assumption แล้วเธอก็จะทำตามความคิดนี้ ไม่ไปทำงาน แยกตัว ลดกิจกรรมลง ไม่ทำอะไร ได้แต่นั่งย้ำคิดถึงความล้มเหลวของตัวเอง แย่ลง แย่ลง และหมดโอกาสที่จะได้พบประสบการณ์ใหม่ๆที่อาจบ่งชี้ว่าสิ่งที่เธอคิดนั้นอาจจะผิดก็ได้

อะไรใช่ อะไรไม่ใช่ CBT

     เพื่อป้องกันความสับสนว่าอะไรใช่ อะไรไม่ใช่ CBT ผมขอชี้ประเด็นว่า CBT มีเอกลักษณ์ดังนี้

     1. Collaborative therapy เป็นการบำบัดโดยผู้บำบัดกับคนไข้ร่วมมือกันทำ ไม่ใช่ให้ผู้บำบัดทำอยู่ข้างเดียว โดยปลายทางคือสอนคนไข้ให้คิดใหม่ทำใหม่ได้ด้วยตัวเอง

     2. Empirical (logical) approach เป็นการแก้ปัญหาโดยอาศัยวิธีคิดแบบตรรกะ ความเป็นเหตุเป็นผล หรือการไล่เลียงลำดับว่าเมื่อเกิดสิ่งหนึ่งขึ้นก็ทำให้เกิดอีกสิ่งหนึ่งตามมาเป็นขั้นๆ

     3. Problem oriented เป็นการรักษาโดยเอาปัญหาของผู้ป่วยขึ้นมาเป็นตัวตั้ง แล้วพยายามทำการแก้ไขปัญหานั้น

     4. Focus on the NOW เป็นวิธีบำบัดที่เน้นปัญหาที่อยู่ตรงหน้าในปัจจุบัน ไม่มุ่งขุดคุ้ยหาอดีต เปรียบเหมือนการดับไฟที่กำลังไหม้บ้านที่ต้องมุ่งสาดน้ำดับไฟก่อน โดยไม่ไปมุ่งตอบคำถามว่าประกายไฟถูกจุดขึ้นมาจากอะไร ทั้งนี้การจะโฟกัสที่เดี๋ยวนี้ได้ จะต้องมีการยอมรับ (acceptance) ในสิ่งที่เกิดขึ้นมาอยู่ตรงหน้าแล้วให้ได้ก่อน หากไม่ยอมรับ ผู้ป่วยก็จะหนีไปอยู่กับความคิดเกี่ยวกับอนาคตหรืออดีต

     5. CBT ไม่ใช่การสอนให้คิดบวก แต่เป็นการสอนให้คิดแบบ logical thinking หรือ realistic thinking

     6. Structure of therapy มีโครงสร้างขั้นตอนวิธีบำบัดชัดเจนดังได้กล่าวแล้วข้างต้น

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

27 มิถุนายน 2563

คู่มือรักษาตัวเอง ตอนที่ 6. โรคอ้วนและการลดน้ำหนัก

สวัสดีครับ ผม สันต์ ใจยอดศิลป์ นะครับ

เทปนี้เป็น episode ที่ 6 ของชุดที่ผมเรียกว่ารักษาโรคด้วยตัวเอง วันนี้เราจะคุยกันถึงโรคอ้วน และการลดน้ำหนักด้วยตัวเอง

ดัชนีมวลกายและนิยามของโรคอ้วน

ดัชนีมวลกายคืออะไร

     ดัชนีมวลกาย ( Body Mass Index – BMI) คือค่าที่ใช้วินิจฉัยโรคอ้วน มีความหมายเป็นน้ำหนักที่ปรับตามส่วนสูงแล้ว หมายความว่าคนจะสูงต่ำต่างกันแม้น้ำหนักจะเท่ากันแต่จะอ้วนไม่เท่ากัน แต่เมื่อค่าดัชนีมวลกายเท่ากัน ก็มีความหมายว่าไม่ว่าส่วนสูงเท่าไหร่เพศหญิงหรือเพศชายก็มีความหมายว่าอ้วนเท่ากัน ดัชนีมวลกายมีความหมายโดยอนุโลมว่าคือน้ำหนักต่อพื้นที่ผิวกายหนึ่งตารางเมตร ค่านี้คำนวณได้จากการเอาส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง แล้วเอาค่าที่ได้ไปหารน้ำหนักเป็นกิโลกรัม

BMI = นน.เป็นกก / (ส่วนสูงเป็นเมตร) ยกกำลังสอง

ตัวอย่างเช่นน้ำหนัก 70 กก.สูง 175 ซม. เอาส่วนสูงเป็นเมตร (1.75) ยกกำลังสอง หมายความว่า 1.75 x 1.75 ได้ = 3.0625 แล้วเอาน้ำหนัก 70 ตั้ง เอาค่าที่ได้คือ 3.0625 ไปหาร 70 ได้ BMI = 22.9 เป็นต้น

การใช้ดัชนี้มวลกายนิยามโรคอ้วน

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้นิยามความหมายของดัชนีมวลการ ดังนี้

BMI         ความหมาย

ต่ำกว่า 18.5         underweight (ผอมเกินไป)
18.5–24.9 normal weight (น้ำหนักปกติ)
25.0–29.9 overweight (น้ำหนักมากเกินไป)
30.0–34.9 class I obesity (โรคอ้วนขั้นที่ 1)
35.0–39.9 class II obesity (โรคอ้วนขั้นที่ 2)
40.0 ขึ้นไป   class III obesity  (โรคอ้วนขั้นที่ 3)

     ข้อพึงระวังในเรื่องนิยามคือในคนเอเชียแม้ดัชนีมวลกายไม่สูงมากแต่ก็อาจมีไขมันสะสมซ่อนอยู่ได้มาก ดังนั้นแพทย์ในเอเซียบางรายจึงนิยามความอ้วนของคนเอเซียด้วยดัชนีมวลกายที่ต่ำกว่าของสากล คือถ้า 23 ขึ้นไปถือว่าน้ำหนักเกิน และ 25 ขึ้นไปถือว่าอ้วน แต่เป็นเกณฑ์ที่ไม่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล


ผลเสียของความอ้วน

     ความอ้วนทำให้เป็นโรคกับทุกระบบ ได้แก่

1. ระบบหัวใจหลอดเลือดทำให้เป็น ความดันเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หัวใจโต กล้ามเนื้อหัวใจพิการ ความดันหลอดเลือดในปอดสูง เป็นเส้นเลือดขอดที่ขามาก และขาบวมจากเลือดดำไหลกลับได้ช้า

2. ระบบประสาทและสมอง ทำให้เป็นอัมพาต ความดันในกะโหลกศีรษะสูง การรับความรู้สึกของปลายประสาทผิดปกติ (paresthetica)

3. ระบบทางเดินอาหารทำให้เป็นโรคของถุงน้ำดี เช่นเป็นนิ่วหรืออักเสบ ไขมันแทรกตับ ตับอักเสบจากไขมันโดยไม่เกี่ยวกัแอลกอฮอล์ (non alcoholic steatohepatitis หรือ NASH) และทำให้เป็นกรดไหลย้อน

4. ระบบการหายใจทำให้เป็นโรคนอนกรนและหยุดหายใจขณะนอนหลับ กลุ่มอาการหอบเพราะอ้วน (Pickwickian syndrome) ติดเชื้อในปอดง่าย และเป็นหอบหืดง่าย

5. ระบบกระดูกและข้อ ทำให้เกิดข้อเสื่อม ขาโก่ง (coxa vara) หัวกระดูกขาหลุดเลื่อนออกจากเบ้าตะโพก ปวดหลังเรื้อรัง

6. ระบบน้ำเหลือง คนอ้วนจะมีอาการขาบวมจากน้ำเหลืองไหลกลับได้ช้า

7. ระบบเมตาโบลิสม์ โรคอ้วนทำให้เกิดภาวะดื้ออินสุลิน และเป็นเบาหวานประเภท 2

8. ระบบสืบพันธ์ โรคอ้วนทำให้เป็นหนุ่มสาวเร็วกว่ากำหนด เป็นหมัน ไม่มีการตกไข่ ไม่มีประจำเดือน เป็นโรคมีถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS)

9. ในแง่สูติศาสตร์ความอ้วนทำให้เป็นความดันเลือดสูงขณะตั้งครรภ์ ทารกมีขนาดใหญ่ และทารกติดขณะคลอด

10. ในแง่การเป็นมะเร็ง โรคอ้วนทำให้เป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งถุงน้ำดี มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มากขึ้น และอาจทำให้เป็นมะเร็งปอดมากขึ้นด้วย

11. ในแง่จิตวิทยา โรคอ้วนทำให้รู้สึกมีปมด้อย และทำให้เกิดโรคซึมเศร้า

12. ในแง่ความเสี่ยงของการผ่าตัด คนอ้วนที่เข้ารับการผ่าตัดทุกชนิดมีความเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนสูง เช่น ติดเชื้อ ปอดบวม หลอดเลือดดำอักเสบ (DVT) และลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันปอด


อ้วนลงพุงกับอ้วนตะโพกผาย

     การอ้วนแบบลงพุง (android obesity) ซึ่งเกิดจากมีไขมันสะสมที่พังผืดลำไส้และอวัยวะในท้องมากทำให้เป็นโรคได้มากกว่าอ้วนแบบตะโพกผาย (gynecoid obesity) ทางการแพทย์ถือว่ามีการอ้วนแบบลงพุงจนถึงระดับเสี่ยงเมื่อวัดเส้นรอบพุงได้มากกว่า 94 ซม.ในผู้ชายและมากกว่า 80 ซม.ในผู้หญิง และหากเส้นรอบพุงขึ้นไปถึง 102 ซม.ในผู้ชาย หรือ 88 ซม.ในผู้หญิงถือว่ามีความเสี่ยงสูงมากและถือเป็นเกณฑ์ที่ต้องรักษาอย่างจริงจัง

สาเหตุของโรคอ้วน

     หลักฐานวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน บ่งชี้ว่าโรคอ้วนเป็นการบรรจบกันของหลายสาเหตุต่อไปนี้

     1. การดื้อต่ออินสุลิน (insulin resistance) อินสุลินเป็นฮอร์โมนที่ผลิตโดยตับอ่อนเพื่อทำหน้าที่สั่งให้เซลรับเอาโมเลกุลน้ำตาลและไขมันเข้าไปในเซลเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างพลังงาน เมื่อเกิดภาวะดื้อต่ออินสุลิน อินสุลินจะถูกผลิตออกมามากขึ้น เพราะเซลพากันดื้อไม่ยอมรับเอาน้ำตาลและไขมันเข้าไปในเซล ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ทำให้อ้วนกลางตัว เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจหลอดเลือด และเป็นมะเร็งหลายชนิด [3]

     แต่ไหนแต่ไรมาวงการแพทย์เชื่อสมมุติฐานที่ว่าการกินอาหารคาร์โบไฮเดรตเช่นน้ำตาลและแป้งมากเกินไปทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินสุลิน จริงอยู่การลดอาหารคาร์โบไฮเดรตลงทำให้ปริมาณอินสุลินลดลง แต่สมมุติฐานนี้อธิบายไม่ได้ว่าทำไมในคนดื้อต่ออินสุลินจึงอ้วนกลางตัวแบบมีไขมันพอกแยะ ทำไมจึงมีไขมันเข้าไปอัดกันอยู่ในเซลมาก และทำไมคนกินไขมันอิ่มตัวมากจึงเกิดการดื้อต่ออินสุลินมาก และทำไมคนที่กินอาหารแบบมีไขมันต่ำ มีกากมาก มีพืชมาก ไม่มีเนื้อสัตว์อย่างอาหารวีแกน อาหารมาโครไบโอติก จึงทำให้ภาวะดื้อต่ออินสุลินลดลงอย่างรวดเร็วทั้งๆที่กินอาหารคาร์โบไฮเดรตเป็นปริมาณมาก [4, 5] ประกอบกับได้มีการทำวิจัยในห้องแล็บซึ่งพิสูจน์กลไกที่ไขมันทำให้เซลดื้อต่ออินสุลินได้ [6] ปัจจุบันนี้น้ำหนักความเชื่อจึงไปอยู่ที่ว่าอาหารไขมันสูงต่างหากที่เป็นตัวการหลักทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินสุลิน

     2. การเสียความเชื่อมโยงกับรอบการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ (Circadian Rhythm) 

     ในหัวของคนเรามีเนื้อเยื่อทำหน้าที่จับยามดูปัจจัยรอบตัวที่เป็นผลจากการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ แล้วปล่อยฮอร์โมนให้เซลทั่วร่างกายทำงานหรือหยุดทำงานอย่างเป็นจังหวะจะโคน เช่นเมื่อมีแสงสว่าง ก็จะยุติการปล่อยฮอร์โมนเมลาโทนินซึ่งกล่อมให้เซลหลับแต่ปล่อยฮอร์โมนเมลานอปซินซึ่งปลุกให้เซลตื่นออกมาแทน ความสว่างไสวของตอนเช้าจะกระตุ้นให้ต่อมผู้ผลิตปล่อยคอร์ติซอลและอินสุลินออกมาเอาฤกษ์เอาชัยก่อน แล้วก็จะคงระดับต่ำไว้ตลอดวันเว้นเสียแต่จะมีอาหารคาร์โบไฮเดรตหรือไขมันตกถึงท้องก็จะปล่อยออกมามากขึ้นอีก ดังนั้นความไวหรือความดื้อด้านต่ออินสุลินมีส่วนถูกกำหนดโดยรอบการขึ้นหรือตกของดวงอาทิตย์ คือเซลไวต่ออินสุลินดีมากในตอนเช้า แล้วค่อยๆดื้อในตอนบ่าย แล้วดื้อด้านสนิทแบบดื้อตาใสในขณะนอนหลับตอนกลางคืน การทำงานของฮอร์โมนเล็ปติน เกรลิน ที่ควบคุมความหิวความอิ่มก็ทำงานเป็นรอบๆสอดคล้องตามตะวันเช่นกัน งานทดลองตัดต่อมไพเนียลซึ่งทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินของสัตว์ออกเสียก็พบว่าการเพิ่มหรือลดของฮอร์โมนอินสุลิน เล็ปติน และเกรลิน เป็นรอบๆตามตะวันจะสูญเสียไป งานวิจัยคนทำงานกะกลางคืนพบว่าอ้วนมากกว่าคนทำงานเฉพาะตอนกลางวัน คนนอนดึกอ้วนมากกว่าคนนอนตามเวลาปกติ [7]      ตัวให้จังหวะการปล่อยฮอร์โมนในร่างกายอีกตัวหนึ่งคือวิธีกินอาหาร หากกินของว่างบ่อย กินจุบกินจิบ สลับกับหลับๆตื่นๆ ไม่เป็นเวล่ำเวลาก็จะอ้วนง่าย หากเลือกอดอาหารบางเวลาอย่างเหมาะสมกับรอบของตะวันก็จะลดน้ำหนักได้เร็วขึ้น [8]

     3. การเสียดุลของบักเตรีในลำไส้ (Dysbiosis) 

     จุลชีวิตหรือบักเตรีในลำไส้ของคนเรามีจำนวนมากกว่าเซลร่างกายของเราเสียอีก ชนิดของบักเตรีในลำไส้อย่างไหนมากอย่างไหนน้อยถูกกำหนดโดยปัจจัยหลายอย่าง เช่น อาหารที่กิน ยาที่กิน การนอนหลับ ความเครียด การออกกำลังกาย การใช้สารทดแทนความหวาน ยาฆ่าแมลงกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตที่ติดมากับอาหารที่กิน เป็นต้น หากกินอาหารที่มีพืชเป็นหลัก มีกากมาก มีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (ผลไม้ ถั่ว ผัก) มาก ขณะเดียวกันก็มีโปรตีนและไขมันจากสัตว์ต่ำจะทำให้บักเตรีในลำไส้ผลิตโมเลกุลไขมันชนิดสายโซ่สั้น (SCFA) ขึ้นมามาก อันจะมีผลช่วยควบคุมความอยากอาหาร ลดการอักเสบในลำไส้ เพิ่มความไวต่ออินสุลิน และลดโอกาสป่วยเป็นโรคหัวใจหลอดเลือด ในอีกด้านหนึ่ง หากกินอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูง มีโปรตีนจากสัตว์มาก จะไปเอื้อให้บักเตรีในลำไส้ผลิตโมเลกุลไขมันชนิดที่แตกต่างออกไปซึ่งมีฤทธิ์เอื้อให้เกิดการอักเสบมากขึ้น ควบคุมความอยากอาหารได้ยาก ควบคุมอารมณ์ได้ยาก ระดับพลังงานของร่างกายลดต่ำ

     งานวิจัยการกินบักเตรีเสริมที่เรียกว่าโปรไบโอติก (probiotic) พบว่าได้จะผลดีหรือเสียยังไม่แน่นอน ยังไม่ชัวร์ ดังนั้นวิธีเจาะจงกินอาหารพืชเป็นหลักแบบมีกากมาก มีไขมันต่ำ จึงเป็นวิธีแน่นอนกว่าในการทำให้บักเตรีในลำไส้ผลิตโมเลกุลไขมันชนิดสายโซ่สั้นที่เอื้อต่อการลดน้ำหนัก [9-12]

     4. ร่างกายปรับตัวลดการเผาผลาญ (Adaptive Thermogenesis)

     ธรรมชาติของร่างกาย หากได้รับอาหารให้แคลอรี่ไม่พอร่างกายจะปรับตัวลดการเผาผลาญพลังงานในขณะพัก (BMR) ลง ทำให้เกิดความพยายามที่จะวิจัยหาวิธีลดแคลอรี่ในอาหารโดยไม่มีผลทำให้ร่างกายลดการเผาผลาญอาหารลง เช่นงานวิจัยหนึ่งให้กินอาหารแบบแคลอรี่ต่ำกับกินอาหารแคลอรี่ปกติสลับกันอย่างละสองสัปดาห์ โดยทำวิจัยอยู่นาน 16 สัปดาห์ พบว่าชลอการปรับลดการเผาผลาญได้ ยังผลให้ลดน้ำหนักได้ดีขึ้น [13] อีกหลายงานวิจัยได้ทดลองให้อดอาหารเป็นช่วงๆ (intermittent fasting - IF) [14] โดยกำหนดช่วงเวลาแตกต่างกันไป ผลวิจัยทั้งหมดในระยะยาวยังไม่ชัดเจนแต่ผลเบื้องต้นส่อไปในทางว่าช่วยให้ลดน้ำหนักได้ดีขึ้น

     หากมองว่าการปรับลดการเผาผลาญเป็นปัญหา การแก้ปัญหาในระยะยาวจำเป็นต้องเพิ่มการเผาผลาญขึ้นมา หรือไม่ก็ปรับลดแคลอรี่ในอาหารลงไปให้หนักข้อไปอีกซึ่งอาจจะทำได้ยากมากในกรณีคนที่อ้วนมากเป็นทุนเดิมอยู่ก่อน การที่งานวิจัยของสำนักทะเบียนควบคุมน้ำหนักสหรัฐ (์NWCR) บ่งชี้ว่าเกือบทั้งหมดของผู้ที่ลดน้ำหนักสำเร็จและธำรงรักษาน้ำหนักต่ำอยู่ได้นานเกิน 1 ปี ล้วนเป็นผู้ออกกำลังกายสม่ำเสมอวันเฉลี่ยวันละ 1 ชั่วโมง แสดงว่าการเพิ่มการเผาผลาญด้วยการเพิ่มกิจกรรมออกกำลังกายจะแก้ปัญหานี้ได้

     พูดถึงทะเบียนควบคุมน้ำหนักสหรัฐ (NWCR) การวิเคราะห์ข้อมูลของคนอ้วนส่วนน้อยนิดที่ประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักที่คงน้ำหนักไว้ได้นานกว่า 1 ปี พบว่าคนกลุ่มนี้มีพฤติกรรมร่วม (90%) ดังต่อไปนี้คือ (1) ขยันจดบันทึกการกิน (2) กินอาหารมื้อเช้า (3) ลดไขมันและแคลอรี่ในอาหาร (4) ออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง (ส่วนใหญ่ใช้วิธีเดิน) ขณะที่พฤติกรรมที่ร่วมมีผลรองลงไปคือ (5) ชั่งน้ำหนักสม่ำเสมอ (6) ลดการดูโทรทัศน์และเฝ้าหน้าจอทุกชนิด (7) มีระบบเอื้อให้ได้กินอาหารแคลอรี่ต่ำได้ต่อเนื่อง

     5. คุณภาพของอาหารที่กิน (Food Quality)

     ความเชื่อดั้งเดิมที่มองอาหารในรูปของสารอาหารเป็นหมู่เชื่อว่าคาร์โบไฮเดรตทุกชนิดเหมือนกันหมดในแง่การทำให้อ้วน แต่งานวิจัยกลับพบว่าสารให้ความหวานที่ไม่มีกากเช่นน้ำเชื่อมข้าวโพด (high fructose corn syrup) ทำให้อ้วนได้มาก ขณะที่คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ย่อยได้ไม่หมดเช่นแป้งและกากที่อยู่ในถั่วต่างๆกลับทำไม่ทำให้อ้วนและทำให้ภาวะดื้อต่ออินสุลินหายไปอย่างรวดเร็ว [16, 17] ดังนั้นในการลดน้ำหนักอย่ามองว่าคาร์โบไฮเดรตทุกชนิดมีค่าเท่ากันหมด

     ในทำนองเดียวกันโปรตีนทุกชนิดก็ไม่ได้เหมือนกัน เพราะงานวิจัยเปรียบเทียบพบว่าโปรตีนจากสัตว์มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มน้ำหนัก เป็นเบาหวาน เป็นเมตาโบลิกซินโดรม มีไขมันในเลือดสูง และทำให้เซลแก่เร็ว ขณะที่โปรตีนจากพืชในรูปแบบใกล้เคียงธรรมชาติกลับช่วยป้องกันและทำให้โรคเหล่านี้ถอยกลับได้ [18, 19]

     ในแง่ของไขมันก็เช่นกัน หากมองในแง่การให้แคลอรี่ ไขมันทุกชนิดทำให้อ้วนเหมือนกันหมดก็จริง แต่หากมองในแง่ของการเป็นไขมันก่อโรคงานวิจัยพบว่าไขมันอิ่มตัวทำให้ไขมันในเลือดเพิ่มสูงขึ้นได้มากที่สุด [20] ขณะที่การกินนัทซึ่งเป็นอาหารไขมันสูงกลับทำให้ไขมันในเลือดลดลง [21]

     ในภาพรวมของการกินอาหาร งานวิจัยของสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐ (NIH) บ่งชี้ว่าการกินอาหารที่ผ่านกระบวนการสกัดหรือแปรรูปมากจะทำให้ได้แคลอรี่คราวละมากๆและทำให้อ้วน [22] ดังนั้นจึงควรกินอาหารในรูปแบบใกล้เคียงธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารพืช เพราะจะทำให้ทั้งหลีกเลี่ยงน้ำตาลและไขมันที่ใส่เพิ่มเข้ามาได้ และยังได้กากซึ่งช่วยป้องกันมะเร็ง เบาหวาน และโรคหลอดเลือดได้อีกด้วย [23-24]

     6. การเลือกเวลากินอาหาร (Diet Timing)

     มีหลายงานวิจัยที่ผลบ่งชี้ว่าการเลือกเวลากินอาหารมื้อหลักในช่วงเช้าของวัน (front loading) ทำให้ใช้พลังงานจากอาหารได้มากและลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้น การกินอาหารเช้าเป็นมื้อหนักลดการดื้อต่ออินสุลินได้ดีกว่าการกินมื้อย่อยๆวันละหกมื้อ [25] ทำให้ความไวต่ออินสุลินในมื้อต่อๆไปดีขึ้น [26] และลดความอยากอาหารตลอดวันได้ดีขึ้น [27, 28]

     การลดความอ้วนด้วยวิธีกินอาหารแบบกินบ้างอดบ้าง (intermittent fasting - IF) [13, 29] มีแนวคิดเชิงทฤษฎีว่าเป็นการช่วยโยกกลไกการเผาผลาญปกติที่ใช้ไกลโคเจนในตับเป็นแหล่งพลังงานมาเป็นใช้ไขมันในรูปของคีโตนเป็นแหล่งพลังงานแทน นอกจากวิธีกินแบบกินสองสัปดาห์ลดสองสัปดาห์แล้ว ยังมีวิธีกินแบบอื่นเช่นงด 6-12 ชั่วโมงต่อวัน อดวันเว้นวัน อดหลายวันในหนึ่งสัปดาห์หรือหนึ่งเดือน เป็นต้น งานวิจัยเกือบทั้งหมดให้ผลบ่งชี้ไปทางว่า IF ช่วยให้ลดน้ำหนักได้ดีขึ้นอย่างน้อยก็ในระยะสั้น ส่วนผลระยะยาวนั้นต้องรอข้อมูลในอนาคตมายืนยัน

     7. การออกกำลังกาย (Exercise)

    ผลการออกกำลังกายต่อการลดน้ำหนักนั้นเป็นผลที่แปรผันตามขนาด (dose dependent) หมายความว่ายิ่งออกกำลังกายหนักมากหรือออกได้นานมากขึ้น ก็ยิ่งลดน้ำหนักได้มากขึ้น โดยผลต่อการลดน้ำหนักจะดีที่สุดเมื่อทำควบกับการเปลี่ยนอาหาร [30-33] การออกกำลังกายแทบจะเป็นเครื่องมือเดียวในการแก้ภาวะร่างกายปรับตัวลดการเผาผลาญขณะทำการลดน้ำหนักในระยะยาว เพราะการออกกำลังกายเป็นการเพิ่มการเผาผลาญโดยตรง ในการลดน้ำหนักจึงต้องออกกำลังกายด้วยเสมอโดยยึดเอาการออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับหนักพอควรเป็นแกนกลาง เมื่อทำได้แล้วจึงบวกการออกกำลังกายระดับหนักมากและเล่นกล้ามเพิ่มเข้าไปหลังจากนั้น การเล่นกล้ามเป็นสิ่งจำเป็นเพราะการมีมวลกล้ามเนื้อจะเป็นโรงงานเผาผลาญพลังงานที่ดี

     8. เป็นโรคอื่นที่ทำให้อ้วน 

(1) โรคทางกรรมพันธุ์ ประมาณ 5% ของโรคอ้วนในเด็กเกิดจากพันธุกรรม พูดง่ายๆว่ามียีนอ้วน (obesity gene) ซึ่งปัจจุบันนี้ค้นพบแล้วหลายตัว ซึ่งมักเป็นยีนที่ทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนฮอร์โมนบางตัวได้น้อยลง เช่นฮอร์โมน Proopiomelanocortin (POMC) และ alpha–melanocyte-stimulating hormone (alpha-MSH) ที่มีฤทธิ์กระตุ้นสมองให้ลดการกินอาหาร หรือฮอร์โมนเลปติน (leptin) ซึ่งมีหน้าที่แจ้งข่าวความอิ่มอาหารให้ไฮโปทาลามัส เป็นต้น นอกจากนี้ยังอาจมีความผิดปกติเชิงพันธุกรรมอื่นๆเช่นกลุ่มอาการหน้ายาวจมูกใหญ่ ( Prader-Willi Syndrome) และกรรมพันธ์ที่ทำให้ร่างกายดื้อต่อฮอร์โมนพาราไทรอยด์ (pseudohypoparathyroid) เป็นต้น
(2) โรคไฮโปไทรอยด์
(3) โรคร่างกายผลิตสะเตียรอยด์มากเกิน (Cushing’s syndrome)
(4) โรคเนื้องอกที่ผลิตอินสุลิน (Insulinoma)
(5) โรคอ้วนจากไฮโปทาลามัสผิดปกติ (Hypothalamic obesity)
(6) โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ (polycystic ovarian syndrome-PCOS)
(7) โรคขาดฮอร์โมนเพื่อการเติบโต (Growth hormone deficiency)
(8) โรคขาดฮอร์โมนเพศ (hypogonadism)
(9) โรคซึมเศร้า ซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมการกินที่ผิดปกติและการไม่ออกกำลังกาย
(10) กินยาที่ทำให้อ้วน เช่น สะเตียรอยด์ ยาคุมกำเนิด ยากันชัก ยาเบาหวาน
(11) วัฒนธรรมของสังคมหรือกลุ่มคน บางกลุ่มคนยึดเอาการกินเป็นความบันเทิงหลักของชีวิต
(12) ความยากจน อย่างน้อยมีหลักฐานจากประเทศพัฒนาแล้วว่าคนยิ่งยากจนก็ยิ่งอ้วน

     9. การที่พลังชีวิต (Life Energy) หดหาย

    หัวข้อนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับหลักฐานวิจัยนะครับ แต่เป็นหัวข้อที่ผมใส่เข้ามาเอง เพราะจากประสบการณ์ของตัวเองที่ทำแค้มป์ลดน้ำหนักมาผมมองเห็นว่าพลังชีวิต (ปราณา หรือ ชี่) ซึ่งเป็นบ่อเกิดของพลังความบันดาลใจ เป็นปัจจัยร่วมที่สำคัญในการจะลดน้ำหนักให้สำเร็จและลดได้อย่างยั่งยืน พลังนี้มีบ่อเกิด 3 ทางตั้งแต่ระดับน้อยไปหามาก คือ

(1) พลังใจที่เกิดจากความมุ่งมั่น หรือเชื่อมั่น หรือการคิดบวก ซึ่งเป็นประเด็นทางจิตวิทยาหรือประเด็นการจูงใจตนเอง หรือสกดจิตตนเอง

(2) พลังที่เกิดจากเพื่อนช่วยเพื่อน (synergy)

(3) พลังที่เกิดจากการรู้วิธีวางความคิดเข้าไปจุ่มแช่อยู่กับพลังชีวิต (energy body) หรือปราณา หรือ ชี่ ของตัวเอง แล้วเรียนรู้ที่จะแผ่พลังชีวิตนี้ออกมานำทางการใช้ชีวิตของตัวเอง ตรงนี้วิทยาศาสตร์ไม่ได้พูดถึง คือวิทยาศาสตร์ถือว่าไม่มีพลังนี้อยู่ แต่หมอสันต์รู้ว่ามันมีอยู่จากประสบการณ์ของตัวเอง เพราะตัวเองรู้จักและรู้วิธีใช้ประโยชน์จากมันได้ จึงเอามาลิสต์ไว้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยให้ลดน้ำหนักสำเร็จ

    สรุปว่าความอ้วนเป็นผลจากการประชุมแห่งเหตุ อย่างน้อยเท่าที่มีหลักฐานวิจัยก็มี 7 สาเหตุแล้ว บวกเหตุที่หมอสันต์ใส่เข้าไปอีก 1 เหตุรวมเป็น 8 สาเหตุ คือ (1) ภาวะดื้อต่ออินสุลิน (2) การเสียการเชื่อมโยงร่างกายเข้ากับรอบการขึ้นตกของดวงอาทิตย์ซึ่งสะท้อนผ่านคุณภาพการนอนหลับ (3) การเสียดุลของบักเตรีในลำไส้ (4) การที่ร่างกายปรับตัวลดการเผาผลาญลง (5) คุณภาพของอาหารที่กิน (6) การเลือกเวลากินอาหาร (7) การออกกำลังกาย (8) การที่พลังชีวิตหรือพลังความบันดาลใจมันหดหาย

     การจะไปจดจ่อแก้ไขเพียงเหตุใดเหตุหนึ่งเพียงเหตุเดียวนั้นไม่เวอร์คอย่างแน่นอน ถึงเวอร์คก็ไม่ยั่งยืน ต้องลงมือแก้ทีเดียวครบทั้งแปดสาเหตุ

ผลวิจัยพื้นฐานเกี่ยวกับวิธีลดน้ำหนัก

     (1) ทักษะโภชนาการ ทั้ง (1.1) การเลือกอาหาร (1.2) การทำอาหาร (1.3) การให้เวลาทำความคุ้นเคยกับอาหารใหม่ (1.4) การจัดการกับ "อาการลงแดง" (withdrawal symptom) เมื่ออยากอาหารเก่า เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการลดน้ำหนัก
     (2) การตั้งใจนับแคลอรี่แล้วพยายามกินตามนั้น ลดน้ำหนักในระยะยาวไม่ได้
     (3) วิธีอดอาหารแบบต่อเนื่อง (fasting) ลดน้ำหนักในระยะยาวไม่ได้
     (4) อาหารที่มีโปรตีนหรือไขมันจากเนื้อสัตว์เป็นหลัก ลดน้ำหนักได้ดีในระยะแรก แต่มีผลเสียต่อความยืนยาวของชีวิตในระยะยาว
     (5) อาหารที่ลดน้ำหนักได้ดีพอๆกันแต่มีผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว คืออาหารพืชเป็นหลักแบบไขมันต่ำ (PBWF)
     (6) น้ำเป็นตัวช่วยลดน้ำหนัก ทั้งในรูปแบบของน้ำดื่ม น้ำชา กาแฟ น้ำซุป น้ำแกง และผลไม้ที่มีน้ำมาก
     (7) การออกกำลังกายผสมแอโรบิกเข้ากับการเล่นกล้าม ช่วยลดน้ำหนักโดยไม่สูญเสียกล้ามเนื้อ ไม่เหี่ยวย่น และมีความสัมพันธ์ในลักษณะยิ่งออกกำลังกายมากยิ่งลดน้ำหนักได้มาก
     (8) โยคะ (asana) ช่วยลดน้ำหนักได้
     (9) การฝึกสมาธิ (meditation) ช่วยลดน้ำหนักได้
     (10) การฝึกมวยจีน (Tai Chi) ช่วยลดน้ำหนักได้
     (11) การเข้ากลุ่มเพื่อนที่ดี ช่วยลดน้ำหนักได้
     (12) การเขียนบันทึก (journal) ช่วยลดน้ำหนักได้

 วิธีลดน้ำหนักด้วยตนเอง

1. เปลี่ยนจากกินเนื้อสัตว์มากินอาหารพืชเป็นหลักแบบไขมันต่ำ 

     เลิกกินของที่เคยกิน เริ่มกินของที่ไม่เคยกิน

     สูตรอาหารลดน้ำหนักมีหลายสูตร ทุกสูตรลดน้ำหนักได้มากพอๆกันในระยะสั้น 6 เดือน พอหมดงานวิจัยแล้วตามไปวัดกันที่ 12 เดือน ก็ล้วนน้ำหนักเด้งกลับคืนมาเท่าเดิมหรือได้เพิ่มอีกคนละ 1-2 กก. เหมือนกันหมด [34-36] ในระยะยาวสูตรอาหารที่ต้องกินเนื้อสัตว์และไขมันจากสัตว์มาก (เช่นอาหารคีโต, อาหารโลว์คาร์บ, อาหารมนุษย์ถ้ำ) จะทำให้มีอัตราป่วยและเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดมากขึ้น [37]

    อาหารลดน้ำหนักที่มีทั้งประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักได้ดี และมีผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว คืออาหารที่กินพืชเป็นหลักในแบบไขมันต่ำ (low fat plant-based diet) ซึ่งเป็นอาหารลดน้ำหนักที่ผมสนับสนุนสุดลิ่ม งานวิจัย BROAD Study [34] ได้แบ่งคนอ้วนเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้กินอาหารพืชเป็นหลักแบบไขมันต่ำร่วมกับกินวิตามินบี.12 เสริมโดยไ่ม่กินเนื้อสัตว์เลย อีกกลุ่มหนึ่งให้กินอาหารปกติ ทั้งสองกลุ่มให้กินตามสบาย ไม่มีการจำกัดแคลอรี่ ผลการวิจัยปรากฎว่าเมื่อครบหกเดือนกลุ่มกินอาหารพืชเป็นหลักลดดัชนีมวลกายได้ 4.4 กก./ตรม. (เฉลี่ยคนละ 12.1 กก.) ขณะที่กลุ่มกินอาหารปกติลดดัชนีมวลกายได้ 0.4 กก./ตรม.คือน้อยกว่ากันสิบเท่า และเมื่อเลิกงานวิจัยแล้วตามไปชั่งน้ำหนักเมื่อหนึ่งปีผ่านไปพบว่ากลุ่มที่กินพืชเป็นหลักก็ยังยืนหยัดลดดัชนีมวลกายได้ 4.2 กก./ตรม. (เฉลี่ยคนละ 11.5 กก.) งานวิจัยนี้สรุปได้ว่าอาหารพืชเป็นหลักแบบไขมันตำลดน้ำหนักได้ดีโดยไม่ต้องจำกัดแคลอรี

     นอกจากการตั้งใจเลือกกินแต่อาหารที่เป็นพืชในรูปแบบไขมันต่ำแล้ว ยังควร

(1) ฝึกเข้าครัวทำอาหารเอง ทำเมนูง่ายๆเช่นสลัด อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งก็ยังดีกว่าไม่เข้าครัวเลย
(2) ขยันล้างตู้เย็น
(3) ดื่มน้ำให้มากเพียงพอ และทำอาหารที่มีน้ำมากเช่นน้ำซุป น้ำแกง หรือกินผลไม้ที่มีน้ำมากเช่นมะเขือเทศ แตงโม เป็นต้น
(4) ควรงดอาหารมื้อเย็นหรือกินแต่ผักและผลไม้เบาๆ หรือจะงดอาหารแบบ intermittent fasting - IF คืองดอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่หลังมื้อกลางวันไปจนถึงมื้อเช้าวันถัดไปก็ได้
(5) เปลี่ยนลำดับการกินใหม่เพื่อให้กระเพาะเต็มโดยได้แคลอรีน้อย จากเดิมที่กินอาหาร แล้วกินผลไม้ แล้วดื่มน้ำ เป็นเริ่มต้นด้วยการดื่มน้ำก่อน แล้วกินผลไม้ แล้วกินอาหาร
(6) ให้เวลาตัวเองในการปรับตัวกับอาหารใหม่โดยทนกินซ้ำซากไปอย่างน้อยเป็นเดือนๆ ในที่สุดลิ้นจะเปลี่ยนรับรู้ความอร่อยของอาหารใหม่เอง
(7) ฝึกการสังเกตและยอมรับความอยากกินอาหารเก่า สังเกตเฉยๆและยอมรับความอยากนั้นแบบไม่คิดต่อยอด ในที่สุดความอยากนั้นจะแผ่วหายไปเอง
 
      ในอดีตการวิจัยรักษาความดันเลือดสูงด้วยการให้กินแต่ข้าวต้มและอาหารพืชล้วนๆในผู้ปวย 106 คน พบว่าทำให้น้ำหนักลดเฉลี่ยถึง คนละ  63.9 กก. [38] ทำให้คนรุ่นหลังได้รู้ว่ามันเป็นไปได้ที่จะลดน้ำหนักลงได้ทีละเยอะๆอย่างยั่งยืนด้วยการเปลี่ยนอาหารมากินแต่พืช ทั้งนี้อย่าไปท้อเสียตั้งแต่เริ่มคิดว่าจะไม่ได้กินเนื้อสัตว์ ถ้าไปสุดโต่งไม่ได้ทันทีก็ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่ตัวเองจะไปได้ หมายความว่าทนไม่ไหวจะขอกินเนื้อสัตว์บ้างก็ได้ ซึ่งก็ยังดีกว่าเอาแต่ท้อไม่ได้เริ่มทำอะไรกับน้ำหนักตัวเองเลย

2. ออกกำลังกาย 

     ยิ่งออกกำลังกายมากยิ่งลดน้ำหนักได้มาก ควรจัดเวลาทำกิจกรรมที่เป็นการออกกำลังกายแบบต่างๆวันละ 1-2 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ออกกำลังกายทั้งแบบแอโรบิก แบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหรือเล่นกล้าม และแบบเสริมการทรงตัว การเล่นกล้ามจะช่วยลดน้ำหนักโดยไม่สูญเสียมวลกล้ามเนื้อทำให้ไม่เหี่ยวย่น

3. ทำกิจกรรมเพิ่มพลังชีวิต 
   
    พลังชีวิต (life energy) หรือ "ปราณา" หรือ "ชี่" เป็นสิ่งที่ยังไม่มีงานวิทยาศาสตร์ศึกษาไว้ แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง มันจะเกิดขึ้นเมื่อได้วางความคิดจนจิตสงบนิ่งพอที่จะรับรู้ถึงมันได้ หรืออย่างน้อยก็คิดบวกแทนคิดลบ ควรทำกิจกรรมที่ช่วยเพิ่มพลังชีวิตแบบไหนก็ได้ที่ตนเองชื่นชอบ เช่น โยคะ ฝึกสมาธิ (meditation) ฝึกรำมวยจีน (Tai Chi) เป็นต้น

4. เข้ากลุ่มเพื่อนที่ดี 
   
    การคบเพื่อนที่ดีที่มีเจตนาจะลดน้ำหนักด้วยกัน ทำให้เกิดพลังเกื้อหนุนกันและกัน (synergy) งานวิจัยพบว่าการมีเพื่อนลดน้ำหนักทำให้ลดน้ำหนักได้ดีและยั่งยืนกว่าทำอยู่คนเดียว

5. ชั่งน้ำหนักและเขียนบันทึก 
   
    การชั่งน้ำหนักอย่างสม่ำเสมอเช่นสัปดาห์ละ 1 ครั้งแล้วเขียนบันทึกประกอบ ช่วยให้การลดน้ำหนักมีความยั่งยืน บันทึกอะไรก็ได้เกี่ยวกับชีวิตในวันนี้ที่สัมพันธ์กับการลดน้ำหนัก เช่นกินอะไร ทำกิจกรรมอะไร งานวิจัยพบว่าผู้ที่เขียนบันทึกลดน้ำหนักได้ดีกว่าผู้ที่ไม่เขียนอะไรเลย

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม
1. Martin CB, Herrick Ka, sarafrazi N, ogden Cl. attempts to lose weight among adults in the united states, 2013–2016. NCHS DataBrief, no 313.
2. Van Baak Ma, Mariman eCM. Mechanisms of weight regain after weight loss—the role of adipose tissue. Nat Rev Endocrinolo. 2019;15(5):274–287.
3. Hsu Ir, Kim sP, Kabir M, Bergman rN. Metabolic syndrome, hyperinsulinemia, and cancer. Am J Clin Nutr. 2007;86(3):s867–871.
4. Soare a, Del toro R, roncella E, et al. The effect of macrobiotic Ma-Pi 2 diet on systemic inflammation in patients with type 2 diabetes: a post hoc analysis of the MADIAB trial. BMJ Open Diabetes Res Care.2015;3(1):e000079.
5. Barnard ND, Cohen J, Jenkins DJ, et al. a low-fat vegan diet and a conventional diabetes14.diet in the treatment of type 2 diabetes: a randomized, controlled, 74-wk clinical trial. Am JClin Nutr. 2009;89(5):1588s–1596
6. Roden, M., et al., Mechanism of free fatty acid-induced insulin resistance in humans. J Clin Invest, 1996. 97(12): p. 2859-65.
7. Cipolla-Neto J, Amaral FG, Afeche SC, Tan DX, Reiter J. Melatonin, energy metabolism, and obesity: a review. J Pineal Res.2014;56(4):371–381.
8. Laermans J, Depoortere I. Chronobesity: role of the circadian system in the obesity epidemic. Obesity Reviews. 2016:17(2):108–125.
9. Tai N, Wong FS, Wen L. The role of gut microbiota in the development of type 1, type 2 diabetes mellitus and obesity. Reviews in Endocrine & Metabolic Disorders. 2015;16(1):55–65.
10. Sakar A, lehto S, Harty S, Dinan H, Cryan J, Burnet P. Pyschobiotics and the manipulation of bacteria-GIT-brain signals. Trends in Neurosciences. 2016;39(11):763–781.
11. Sang R, Pothoulakis C, Mayer E. Principles and clinic implications of the gut-brain-enteric microbiota axis. Nature Reviews Gastroenterology and Hepatology. 2009;6:306–314.
12. Suez J, Korem T, Zeevi D, et al. Artificial sweeteners induce glucose intolerance by altering the gut microbiota. Nature. 2014;514(7521):181–186.
13. Byrne NM, Sainsbury A, King NA, Hills AP, Wood RE. Intermittent energy restriction improves weight loss efficiency in obese men: The MATADOR study. Int J Obes(Lond).2018;42(2):129–138.
14. Anton SD, Moehl K, Donahoo WT, et al. Flipping the metabolic switch: understanding and applying the health benefits of fasting. Obesity.2018;26(2):254–268.
15. NWCr Facts. The National Weight Control Registry. [Website]. http://www.nwcr.ws/research/default.htm. accessed January 29, 2020.
16. Bocarsly M, Powell e, avena N, Hobel B. High-fructose corn syrup causes characteristics of obesity in rats: Increased body weight, body fat and triglyceride levels. Pharmacol BiochemBehav. 2010;97(1):101–106.
17. Orlich M, Fraser G. Vegetarian diets in the adventist health study 2: a review of initial published findings. Am J Clin Nutr.2014;100(1):353s–358
18. Kim Y, Je Y. Meat Consumption and risk of metabolic syndrome: results from the Korean population and a meta-analysis of observational studies. Nutrients. 2018;10(4):390.
19. Levine M, Suarez J, Brandhorst S, et al. Low protein intake is associated with a major reduction in IGf-1, cancer, and overall mortality in the 65 and younger but not older population. Cell Metabolism. 2014;19(3):407–417.
20. Mensink RP. Effects of saturated fatty acids on serum lipids and lipoproteins: A systematic review and regression analysis. Geneva, switzerland: World Health organization; 2016.
21. Sabaté J, oda K, ros e. Nut consumption and blood lipid levels: a pooled analysis of 25 intervention trials. Arch Intern Med.2010;170(9):821–827.
22.Hall KD, Ayuketah A, Brychta R, et al. Ultra-processed diets cause excess calorie intake and weight gain: an inpatient randomized controlled trial of ad libitum food intake. Cell Metabo-lism.2019;30(1):67–77.
23. Lanou A, svenson B. Reduced cancer risk in vegetarians: an analysis of recent reports. Cancer Management and Research. 2011;3:1–8.
24. Kim H, Caulfield LE, Garcia-larsen V, et al. Plant-based diets are associated with a lower risk of incident cardiovascular disease, cardiovascular mortality, and all-cause mortality in a general population of middle-aged adults. J Am Heart Assoc. 2019;8(16):e012865.
25. Kahleova H, Belinova L, Malinska H, et al. Eating two larger meals a day (breakfast and lunch) is more effective than six smaller meals in a reduced-energy regimen for patients with type 2 diabetes: a randomised crossover study. Diabetologia.2014;57(8):1552–15560.
26. Nas a, Mirza N, Hägele f, et al. Impact of breakfast skipping compared with dinner skipping on regulation of energy balance and metabolic risk. Am J Clin Nutr. 2017;105(6):1351–1361.
27. Morgan L, Shi J, Frost G. Effect of meal timing and glycemic index on glucose control and insulin secretion in healthy volunteers. Br J Nutr. 2011;108(07):1286–1291.
28 Astbury N, taylor M, MacDonald I. Breakfast consumption affects appetite, energy intake and the metabolic and endocrine responses to foods consumed later in the day in male habitual breakfast eaters. J Nutr. 2011;141(7):1381–1389.
29. Anton s, Moehl K, Donahoo W, et al. Flipping the metabolic switch: understanding and applying the health benefits of fasting. Obesity. 2018;26(2):254–268.
30. Donnelly JE, Blair SN, Jakicic JM, et al; American College of sports Medicine. appropriate physical activity intervention strategies for weight loss and prevention of weight regain for adults. Med Sci Sports Exerc. 2009;41(2):459–471.
31 Jakacic JM, Winters C, Lang W, Wing RR. effects of intermittent exercise and use of home exercise equipment on adherence, weight loss and prevention of weight regain for adults. JAMA. 1999;282:1554-1560.
32. Jakacic JM, Marcus BH, Gallagher Kl, Napolitano M, lang W. Effect of exercise duration and intensity on weight loss in overweight sedentary women. JAMA.2003;290:1323.
33. Rosenbaum M, Heaner M, Goldsmith RL, et al. Resistance training reduces skeletal muscle work efficiency in weight-reduced and non-weight-reduced subjects. Obesity.2018(10):1576–1583.
34. Wright N, Wilson L, Smith M, Duncan B, McHugh P. The BROAD study: A randomised controlled trial using a whole food plant-based diet in the community for obesity, ischaemic heart disease or diabetes. Nutr Diabetes. 2017 Mar 20;7(3):e256. doi: 10.1038/nutd.2017.3.
35. Atallah R, Filion KB, Wakil SM, Genest J, Joseph L, Poirier P et al. Long-term effects of 4 popular diets on weight loss and cardiovascular risk factors: a systematic review of randomized controlled trials. Circ Cardiovasc Qual Outcomes 2014; 7: 815–827.
36. Makris A, Foster GD . Dietary approaches to the treatment of obesity. Psychiatr Clin N Am 2011; 34: 813–827.
37. Johnston BC, Kanters S, Bandayrel K, Wu P, Naji F, Siemieniuk RA et al. Comparison of weight loss among named diet programs in overweight and obese adults: a meta-analysis. JAMA, 2014; 312: 923–933.
38. Kempner W, Newborg BC, Peschel RL, Skyler JS . Treatment of massive obesity with rice/reduction diet program. An analysis of 106 patients with at least a 45-kg weight loss. Arch Intern Med 1975; 135: 1575–1584.