27 มิถุนายน 2563

คู่มือรักษาตัวเอง ตอนที่ 6. โรคอ้วนและการลดน้ำหนัก

สวัสดีครับ ผม สันต์ ใจยอดศิลป์ นะครับ

เทปนี้เป็น episode ที่ 6 ของชุดที่ผมเรียกว่ารักษาโรคด้วยตัวเอง วันนี้เราจะคุยกันถึงโรคอ้วน และการลดน้ำหนักด้วยตัวเอง

ดัชนีมวลกายและนิยามของโรคอ้วน

ดัชนีมวลกายคืออะไร

     ดัชนีมวลกาย ( Body Mass Index – BMI) คือค่าที่ใช้วินิจฉัยโรคอ้วน มีความหมายเป็นน้ำหนักที่ปรับตามส่วนสูงแล้ว หมายความว่าคนจะสูงต่ำต่างกันแม้น้ำหนักจะเท่ากันแต่จะอ้วนไม่เท่ากัน แต่เมื่อค่าดัชนีมวลกายเท่ากัน ก็มีความหมายว่าไม่ว่าส่วนสูงเท่าไหร่เพศหญิงหรือเพศชายก็มีความหมายว่าอ้วนเท่ากัน ดัชนีมวลกายมีความหมายโดยอนุโลมว่าคือน้ำหนักต่อพื้นที่ผิวกายหนึ่งตารางเมตร ค่านี้คำนวณได้จากการเอาส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง แล้วเอาค่าที่ได้ไปหารน้ำหนักเป็นกิโลกรัม

BMI = นน.เป็นกก / (ส่วนสูงเป็นเมตร) ยกกำลังสอง

ตัวอย่างเช่นน้ำหนัก 70 กก.สูง 175 ซม. เอาส่วนสูงเป็นเมตร (1.75) ยกกำลังสอง หมายความว่า 1.75 x 1.75 ได้ = 3.0625 แล้วเอาน้ำหนัก 70 ตั้ง เอาค่าที่ได้คือ 3.0625 ไปหาร 70 ได้ BMI = 22.9 เป็นต้น

การใช้ดัชนี้มวลกายนิยามโรคอ้วน

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้นิยามความหมายของดัชนีมวลการ ดังนี้

BMI         ความหมาย

ต่ำกว่า 18.5         underweight (ผอมเกินไป)
18.5–24.9 normal weight (น้ำหนักปกติ)
25.0–29.9 overweight (น้ำหนักมากเกินไป)
30.0–34.9 class I obesity (โรคอ้วนขั้นที่ 1)
35.0–39.9 class II obesity (โรคอ้วนขั้นที่ 2)
40.0 ขึ้นไป   class III obesity  (โรคอ้วนขั้นที่ 3)

     ข้อพึงระวังในเรื่องนิยามคือในคนเอเชียแม้ดัชนีมวลกายไม่สูงมากแต่ก็อาจมีไขมันสะสมซ่อนอยู่ได้มาก ดังนั้นแพทย์ในเอเซียบางรายจึงนิยามความอ้วนของคนเอเซียด้วยดัชนีมวลกายที่ต่ำกว่าของสากล คือถ้า 23 ขึ้นไปถือว่าน้ำหนักเกิน และ 25 ขึ้นไปถือว่าอ้วน แต่เป็นเกณฑ์ที่ไม่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล


ผลเสียของความอ้วน

     ความอ้วนทำให้เป็นโรคกับทุกระบบ ได้แก่

1. ระบบหัวใจหลอดเลือดทำให้เป็น ความดันเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หัวใจโต กล้ามเนื้อหัวใจพิการ ความดันหลอดเลือดในปอดสูง เป็นเส้นเลือดขอดที่ขามาก และขาบวมจากเลือดดำไหลกลับได้ช้า

2. ระบบประสาทและสมอง ทำให้เป็นอัมพาต ความดันในกะโหลกศีรษะสูง การรับความรู้สึกของปลายประสาทผิดปกติ (paresthetica)

3. ระบบทางเดินอาหารทำให้เป็นโรคของถุงน้ำดี เช่นเป็นนิ่วหรืออักเสบ ไขมันแทรกตับ ตับอักเสบจากไขมันโดยไม่เกี่ยวกัแอลกอฮอล์ (non alcoholic steatohepatitis หรือ NASH) และทำให้เป็นกรดไหลย้อน

4. ระบบการหายใจทำให้เป็นโรคนอนกรนและหยุดหายใจขณะนอนหลับ กลุ่มอาการหอบเพราะอ้วน (Pickwickian syndrome) ติดเชื้อในปอดง่าย และเป็นหอบหืดง่าย

5. ระบบกระดูกและข้อ ทำให้เกิดข้อเสื่อม ขาโก่ง (coxa vara) หัวกระดูกขาหลุดเลื่อนออกจากเบ้าตะโพก ปวดหลังเรื้อรัง

6. ระบบน้ำเหลือง คนอ้วนจะมีอาการขาบวมจากน้ำเหลืองไหลกลับได้ช้า

7. ระบบเมตาโบลิสม์ โรคอ้วนทำให้เกิดภาวะดื้ออินสุลิน และเป็นเบาหวานประเภท 2

8. ระบบสืบพันธ์ โรคอ้วนทำให้เป็นหนุ่มสาวเร็วกว่ากำหนด เป็นหมัน ไม่มีการตกไข่ ไม่มีประจำเดือน เป็นโรคมีถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS)

9. ในแง่สูติศาสตร์ความอ้วนทำให้เป็นความดันเลือดสูงขณะตั้งครรภ์ ทารกมีขนาดใหญ่ และทารกติดขณะคลอด

10. ในแง่การเป็นมะเร็ง โรคอ้วนทำให้เป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งถุงน้ำดี มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มากขึ้น และอาจทำให้เป็นมะเร็งปอดมากขึ้นด้วย

11. ในแง่จิตวิทยา โรคอ้วนทำให้รู้สึกมีปมด้อย และทำให้เกิดโรคซึมเศร้า

12. ในแง่ความเสี่ยงของการผ่าตัด คนอ้วนที่เข้ารับการผ่าตัดทุกชนิดมีความเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนสูง เช่น ติดเชื้อ ปอดบวม หลอดเลือดดำอักเสบ (DVT) และลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันปอด


อ้วนลงพุงกับอ้วนตะโพกผาย

     การอ้วนแบบลงพุง (android obesity) ซึ่งเกิดจากมีไขมันสะสมที่พังผืดลำไส้และอวัยวะในท้องมากทำให้เป็นโรคได้มากกว่าอ้วนแบบตะโพกผาย (gynecoid obesity) ทางการแพทย์ถือว่ามีการอ้วนแบบลงพุงจนถึงระดับเสี่ยงเมื่อวัดเส้นรอบพุงได้มากกว่า 94 ซม.ในผู้ชายและมากกว่า 80 ซม.ในผู้หญิง และหากเส้นรอบพุงขึ้นไปถึง 102 ซม.ในผู้ชาย หรือ 88 ซม.ในผู้หญิงถือว่ามีความเสี่ยงสูงมากและถือเป็นเกณฑ์ที่ต้องรักษาอย่างจริงจัง

สาเหตุของโรคอ้วน

     หลักฐานวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน บ่งชี้ว่าโรคอ้วนเป็นการบรรจบกันของหลายสาเหตุต่อไปนี้

     1. การดื้อต่ออินสุลิน (insulin resistance) อินสุลินเป็นฮอร์โมนที่ผลิตโดยตับอ่อนเพื่อทำหน้าที่สั่งให้เซลรับเอาโมเลกุลน้ำตาลและไขมันเข้าไปในเซลเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างพลังงาน เมื่อเกิดภาวะดื้อต่ออินสุลิน อินสุลินจะถูกผลิตออกมามากขึ้น เพราะเซลพากันดื้อไม่ยอมรับเอาน้ำตาลและไขมันเข้าไปในเซล ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ทำให้อ้วนกลางตัว เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจหลอดเลือด และเป็นมะเร็งหลายชนิด [3]

     แต่ไหนแต่ไรมาวงการแพทย์เชื่อสมมุติฐานที่ว่าการกินอาหารคาร์โบไฮเดรตเช่นน้ำตาลและแป้งมากเกินไปทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินสุลิน จริงอยู่การลดอาหารคาร์โบไฮเดรตลงทำให้ปริมาณอินสุลินลดลง แต่สมมุติฐานนี้อธิบายไม่ได้ว่าทำไมในคนดื้อต่ออินสุลินจึงอ้วนกลางตัวแบบมีไขมันพอกแยะ ทำไมจึงมีไขมันเข้าไปอัดกันอยู่ในเซลมาก และทำไมคนกินไขมันอิ่มตัวมากจึงเกิดการดื้อต่ออินสุลินมาก และทำไมคนที่กินอาหารแบบมีไขมันต่ำ มีกากมาก มีพืชมาก ไม่มีเนื้อสัตว์อย่างอาหารวีแกน อาหารมาโครไบโอติก จึงทำให้ภาวะดื้อต่ออินสุลินลดลงอย่างรวดเร็วทั้งๆที่กินอาหารคาร์โบไฮเดรตเป็นปริมาณมาก [4, 5] ประกอบกับได้มีการทำวิจัยในห้องแล็บซึ่งพิสูจน์กลไกที่ไขมันทำให้เซลดื้อต่ออินสุลินได้ [6] ปัจจุบันนี้น้ำหนักความเชื่อจึงไปอยู่ที่ว่าอาหารไขมันสูงต่างหากที่เป็นตัวการหลักทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินสุลิน

     2. การเสียความเชื่อมโยงกับรอบการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ (Circadian Rhythm) 

     ในหัวของคนเรามีเนื้อเยื่อทำหน้าที่จับยามดูปัจจัยรอบตัวที่เป็นผลจากการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ แล้วปล่อยฮอร์โมนให้เซลทั่วร่างกายทำงานหรือหยุดทำงานอย่างเป็นจังหวะจะโคน เช่นเมื่อมีแสงสว่าง ก็จะยุติการปล่อยฮอร์โมนเมลาโทนินซึ่งกล่อมให้เซลหลับแต่ปล่อยฮอร์โมนเมลานอปซินซึ่งปลุกให้เซลตื่นออกมาแทน ความสว่างไสวของตอนเช้าจะกระตุ้นให้ต่อมผู้ผลิตปล่อยคอร์ติซอลและอินสุลินออกมาเอาฤกษ์เอาชัยก่อน แล้วก็จะคงระดับต่ำไว้ตลอดวันเว้นเสียแต่จะมีอาหารคาร์โบไฮเดรตหรือไขมันตกถึงท้องก็จะปล่อยออกมามากขึ้นอีก ดังนั้นความไวหรือความดื้อด้านต่ออินสุลินมีส่วนถูกกำหนดโดยรอบการขึ้นหรือตกของดวงอาทิตย์ คือเซลไวต่ออินสุลินดีมากในตอนเช้า แล้วค่อยๆดื้อในตอนบ่าย แล้วดื้อด้านสนิทแบบดื้อตาใสในขณะนอนหลับตอนกลางคืน การทำงานของฮอร์โมนเล็ปติน เกรลิน ที่ควบคุมความหิวความอิ่มก็ทำงานเป็นรอบๆสอดคล้องตามตะวันเช่นกัน งานทดลองตัดต่อมไพเนียลซึ่งทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินของสัตว์ออกเสียก็พบว่าการเพิ่มหรือลดของฮอร์โมนอินสุลิน เล็ปติน และเกรลิน เป็นรอบๆตามตะวันจะสูญเสียไป งานวิจัยคนทำงานกะกลางคืนพบว่าอ้วนมากกว่าคนทำงานเฉพาะตอนกลางวัน คนนอนดึกอ้วนมากกว่าคนนอนตามเวลาปกติ [7]      ตัวให้จังหวะการปล่อยฮอร์โมนในร่างกายอีกตัวหนึ่งคือวิธีกินอาหาร หากกินของว่างบ่อย กินจุบกินจิบ สลับกับหลับๆตื่นๆ ไม่เป็นเวล่ำเวลาก็จะอ้วนง่าย หากเลือกอดอาหารบางเวลาอย่างเหมาะสมกับรอบของตะวันก็จะลดน้ำหนักได้เร็วขึ้น [8]

     3. การเสียดุลของบักเตรีในลำไส้ (Dysbiosis) 

     จุลชีวิตหรือบักเตรีในลำไส้ของคนเรามีจำนวนมากกว่าเซลร่างกายของเราเสียอีก ชนิดของบักเตรีในลำไส้อย่างไหนมากอย่างไหนน้อยถูกกำหนดโดยปัจจัยหลายอย่าง เช่น อาหารที่กิน ยาที่กิน การนอนหลับ ความเครียด การออกกำลังกาย การใช้สารทดแทนความหวาน ยาฆ่าแมลงกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตที่ติดมากับอาหารที่กิน เป็นต้น หากกินอาหารที่มีพืชเป็นหลัก มีกากมาก มีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (ผลไม้ ถั่ว ผัก) มาก ขณะเดียวกันก็มีโปรตีนและไขมันจากสัตว์ต่ำจะทำให้บักเตรีในลำไส้ผลิตโมเลกุลไขมันชนิดสายโซ่สั้น (SCFA) ขึ้นมามาก อันจะมีผลช่วยควบคุมความอยากอาหาร ลดการอักเสบในลำไส้ เพิ่มความไวต่ออินสุลิน และลดโอกาสป่วยเป็นโรคหัวใจหลอดเลือด ในอีกด้านหนึ่ง หากกินอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูง มีโปรตีนจากสัตว์มาก จะไปเอื้อให้บักเตรีในลำไส้ผลิตโมเลกุลไขมันชนิดที่แตกต่างออกไปซึ่งมีฤทธิ์เอื้อให้เกิดการอักเสบมากขึ้น ควบคุมความอยากอาหารได้ยาก ควบคุมอารมณ์ได้ยาก ระดับพลังงานของร่างกายลดต่ำ

     งานวิจัยการกินบักเตรีเสริมที่เรียกว่าโปรไบโอติก (probiotic) พบว่าได้จะผลดีหรือเสียยังไม่แน่นอน ยังไม่ชัวร์ ดังนั้นวิธีเจาะจงกินอาหารพืชเป็นหลักแบบมีกากมาก มีไขมันต่ำ จึงเป็นวิธีแน่นอนกว่าในการทำให้บักเตรีในลำไส้ผลิตโมเลกุลไขมันชนิดสายโซ่สั้นที่เอื้อต่อการลดน้ำหนัก [9-12]

     4. ร่างกายปรับตัวลดการเผาผลาญ (Adaptive Thermogenesis)

     ธรรมชาติของร่างกาย หากได้รับอาหารให้แคลอรี่ไม่พอร่างกายจะปรับตัวลดการเผาผลาญพลังงานในขณะพัก (BMR) ลง ทำให้เกิดความพยายามที่จะวิจัยหาวิธีลดแคลอรี่ในอาหารโดยไม่มีผลทำให้ร่างกายลดการเผาผลาญอาหารลง เช่นงานวิจัยหนึ่งให้กินอาหารแบบแคลอรี่ต่ำกับกินอาหารแคลอรี่ปกติสลับกันอย่างละสองสัปดาห์ โดยทำวิจัยอยู่นาน 16 สัปดาห์ พบว่าชลอการปรับลดการเผาผลาญได้ ยังผลให้ลดน้ำหนักได้ดีขึ้น [13] อีกหลายงานวิจัยได้ทดลองให้อดอาหารเป็นช่วงๆ (intermittent fasting - IF) [14] โดยกำหนดช่วงเวลาแตกต่างกันไป ผลวิจัยทั้งหมดในระยะยาวยังไม่ชัดเจนแต่ผลเบื้องต้นส่อไปในทางว่าช่วยให้ลดน้ำหนักได้ดีขึ้น

     หากมองว่าการปรับลดการเผาผลาญเป็นปัญหา การแก้ปัญหาในระยะยาวจำเป็นต้องเพิ่มการเผาผลาญขึ้นมา หรือไม่ก็ปรับลดแคลอรี่ในอาหารลงไปให้หนักข้อไปอีกซึ่งอาจจะทำได้ยากมากในกรณีคนที่อ้วนมากเป็นทุนเดิมอยู่ก่อน การที่งานวิจัยของสำนักทะเบียนควบคุมน้ำหนักสหรัฐ (์NWCR) บ่งชี้ว่าเกือบทั้งหมดของผู้ที่ลดน้ำหนักสำเร็จและธำรงรักษาน้ำหนักต่ำอยู่ได้นานเกิน 1 ปี ล้วนเป็นผู้ออกกำลังกายสม่ำเสมอวันเฉลี่ยวันละ 1 ชั่วโมง แสดงว่าการเพิ่มการเผาผลาญด้วยการเพิ่มกิจกรรมออกกำลังกายจะแก้ปัญหานี้ได้

     พูดถึงทะเบียนควบคุมน้ำหนักสหรัฐ (NWCR) การวิเคราะห์ข้อมูลของคนอ้วนส่วนน้อยนิดที่ประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักที่คงน้ำหนักไว้ได้นานกว่า 1 ปี พบว่าคนกลุ่มนี้มีพฤติกรรมร่วม (90%) ดังต่อไปนี้คือ (1) ขยันจดบันทึกการกิน (2) กินอาหารมื้อเช้า (3) ลดไขมันและแคลอรี่ในอาหาร (4) ออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง (ส่วนใหญ่ใช้วิธีเดิน) ขณะที่พฤติกรรมที่ร่วมมีผลรองลงไปคือ (5) ชั่งน้ำหนักสม่ำเสมอ (6) ลดการดูโทรทัศน์และเฝ้าหน้าจอทุกชนิด (7) มีระบบเอื้อให้ได้กินอาหารแคลอรี่ต่ำได้ต่อเนื่อง

     5. คุณภาพของอาหารที่กิน (Food Quality)

     ความเชื่อดั้งเดิมที่มองอาหารในรูปของสารอาหารเป็นหมู่เชื่อว่าคาร์โบไฮเดรตทุกชนิดเหมือนกันหมดในแง่การทำให้อ้วน แต่งานวิจัยกลับพบว่าสารให้ความหวานที่ไม่มีกากเช่นน้ำเชื่อมข้าวโพด (high fructose corn syrup) ทำให้อ้วนได้มาก ขณะที่คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ย่อยได้ไม่หมดเช่นแป้งและกากที่อยู่ในถั่วต่างๆกลับทำไม่ทำให้อ้วนและทำให้ภาวะดื้อต่ออินสุลินหายไปอย่างรวดเร็ว [16, 17] ดังนั้นในการลดน้ำหนักอย่ามองว่าคาร์โบไฮเดรตทุกชนิดมีค่าเท่ากันหมด

     ในทำนองเดียวกันโปรตีนทุกชนิดก็ไม่ได้เหมือนกัน เพราะงานวิจัยเปรียบเทียบพบว่าโปรตีนจากสัตว์มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มน้ำหนัก เป็นเบาหวาน เป็นเมตาโบลิกซินโดรม มีไขมันในเลือดสูง และทำให้เซลแก่เร็ว ขณะที่โปรตีนจากพืชในรูปแบบใกล้เคียงธรรมชาติกลับช่วยป้องกันและทำให้โรคเหล่านี้ถอยกลับได้ [18, 19]

     ในแง่ของไขมันก็เช่นกัน หากมองในแง่การให้แคลอรี่ ไขมันทุกชนิดทำให้อ้วนเหมือนกันหมดก็จริง แต่หากมองในแง่ของการเป็นไขมันก่อโรคงานวิจัยพบว่าไขมันอิ่มตัวทำให้ไขมันในเลือดเพิ่มสูงขึ้นได้มากที่สุด [20] ขณะที่การกินนัทซึ่งเป็นอาหารไขมันสูงกลับทำให้ไขมันในเลือดลดลง [21]

     ในภาพรวมของการกินอาหาร งานวิจัยของสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐ (NIH) บ่งชี้ว่าการกินอาหารที่ผ่านกระบวนการสกัดหรือแปรรูปมากจะทำให้ได้แคลอรี่คราวละมากๆและทำให้อ้วน [22] ดังนั้นจึงควรกินอาหารในรูปแบบใกล้เคียงธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารพืช เพราะจะทำให้ทั้งหลีกเลี่ยงน้ำตาลและไขมันที่ใส่เพิ่มเข้ามาได้ และยังได้กากซึ่งช่วยป้องกันมะเร็ง เบาหวาน และโรคหลอดเลือดได้อีกด้วย [23-24]

     6. การเลือกเวลากินอาหาร (Diet Timing)

     มีหลายงานวิจัยที่ผลบ่งชี้ว่าการเลือกเวลากินอาหารมื้อหลักในช่วงเช้าของวัน (front loading) ทำให้ใช้พลังงานจากอาหารได้มากและลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้น การกินอาหารเช้าเป็นมื้อหนักลดการดื้อต่ออินสุลินได้ดีกว่าการกินมื้อย่อยๆวันละหกมื้อ [25] ทำให้ความไวต่ออินสุลินในมื้อต่อๆไปดีขึ้น [26] และลดความอยากอาหารตลอดวันได้ดีขึ้น [27, 28]

     การลดความอ้วนด้วยวิธีกินอาหารแบบกินบ้างอดบ้าง (intermittent fasting - IF) [13, 29] มีแนวคิดเชิงทฤษฎีว่าเป็นการช่วยโยกกลไกการเผาผลาญปกติที่ใช้ไกลโคเจนในตับเป็นแหล่งพลังงานมาเป็นใช้ไขมันในรูปของคีโตนเป็นแหล่งพลังงานแทน นอกจากวิธีกินแบบกินสองสัปดาห์ลดสองสัปดาห์แล้ว ยังมีวิธีกินแบบอื่นเช่นงด 6-12 ชั่วโมงต่อวัน อดวันเว้นวัน อดหลายวันในหนึ่งสัปดาห์หรือหนึ่งเดือน เป็นต้น งานวิจัยเกือบทั้งหมดให้ผลบ่งชี้ไปทางว่า IF ช่วยให้ลดน้ำหนักได้ดีขึ้นอย่างน้อยก็ในระยะสั้น ส่วนผลระยะยาวนั้นต้องรอข้อมูลในอนาคตมายืนยัน

     7. การออกกำลังกาย (Exercise)

    ผลการออกกำลังกายต่อการลดน้ำหนักนั้นเป็นผลที่แปรผันตามขนาด (dose dependent) หมายความว่ายิ่งออกกำลังกายหนักมากหรือออกได้นานมากขึ้น ก็ยิ่งลดน้ำหนักได้มากขึ้น โดยผลต่อการลดน้ำหนักจะดีที่สุดเมื่อทำควบกับการเปลี่ยนอาหาร [30-33] การออกกำลังกายแทบจะเป็นเครื่องมือเดียวในการแก้ภาวะร่างกายปรับตัวลดการเผาผลาญขณะทำการลดน้ำหนักในระยะยาว เพราะการออกกำลังกายเป็นการเพิ่มการเผาผลาญโดยตรง ในการลดน้ำหนักจึงต้องออกกำลังกายด้วยเสมอโดยยึดเอาการออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับหนักพอควรเป็นแกนกลาง เมื่อทำได้แล้วจึงบวกการออกกำลังกายระดับหนักมากและเล่นกล้ามเพิ่มเข้าไปหลังจากนั้น การเล่นกล้ามเป็นสิ่งจำเป็นเพราะการมีมวลกล้ามเนื้อจะเป็นโรงงานเผาผลาญพลังงานที่ดี

     8. เป็นโรคอื่นที่ทำให้อ้วน 

(1) โรคทางกรรมพันธุ์ ประมาณ 5% ของโรคอ้วนในเด็กเกิดจากพันธุกรรม พูดง่ายๆว่ามียีนอ้วน (obesity gene) ซึ่งปัจจุบันนี้ค้นพบแล้วหลายตัว ซึ่งมักเป็นยีนที่ทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนฮอร์โมนบางตัวได้น้อยลง เช่นฮอร์โมน Proopiomelanocortin (POMC) และ alpha–melanocyte-stimulating hormone (alpha-MSH) ที่มีฤทธิ์กระตุ้นสมองให้ลดการกินอาหาร หรือฮอร์โมนเลปติน (leptin) ซึ่งมีหน้าที่แจ้งข่าวความอิ่มอาหารให้ไฮโปทาลามัส เป็นต้น นอกจากนี้ยังอาจมีความผิดปกติเชิงพันธุกรรมอื่นๆเช่นกลุ่มอาการหน้ายาวจมูกใหญ่ ( Prader-Willi Syndrome) และกรรมพันธ์ที่ทำให้ร่างกายดื้อต่อฮอร์โมนพาราไทรอยด์ (pseudohypoparathyroid) เป็นต้น
(2) โรคไฮโปไทรอยด์
(3) โรคร่างกายผลิตสะเตียรอยด์มากเกิน (Cushing’s syndrome)
(4) โรคเนื้องอกที่ผลิตอินสุลิน (Insulinoma)
(5) โรคอ้วนจากไฮโปทาลามัสผิดปกติ (Hypothalamic obesity)
(6) โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ (polycystic ovarian syndrome-PCOS)
(7) โรคขาดฮอร์โมนเพื่อการเติบโต (Growth hormone deficiency)
(8) โรคขาดฮอร์โมนเพศ (hypogonadism)
(9) โรคซึมเศร้า ซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมการกินที่ผิดปกติและการไม่ออกกำลังกาย
(10) กินยาที่ทำให้อ้วน เช่น สะเตียรอยด์ ยาคุมกำเนิด ยากันชัก ยาเบาหวาน
(11) วัฒนธรรมของสังคมหรือกลุ่มคน บางกลุ่มคนยึดเอาการกินเป็นความบันเทิงหลักของชีวิต
(12) ความยากจน อย่างน้อยมีหลักฐานจากประเทศพัฒนาแล้วว่าคนยิ่งยากจนก็ยิ่งอ้วน

     9. การที่พลังชีวิต (Life Energy) หดหาย

    หัวข้อนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับหลักฐานวิจัยนะครับ แต่เป็นหัวข้อที่ผมใส่เข้ามาเอง เพราะจากประสบการณ์ของตัวเองที่ทำแค้มป์ลดน้ำหนักมาผมมองเห็นว่าพลังชีวิต (ปราณา หรือ ชี่) ซึ่งเป็นบ่อเกิดของพลังความบันดาลใจ เป็นปัจจัยร่วมที่สำคัญในการจะลดน้ำหนักให้สำเร็จและลดได้อย่างยั่งยืน พลังนี้มีบ่อเกิด 3 ทางตั้งแต่ระดับน้อยไปหามาก คือ

(1) พลังใจที่เกิดจากความมุ่งมั่น หรือเชื่อมั่น หรือการคิดบวก ซึ่งเป็นประเด็นทางจิตวิทยาหรือประเด็นการจูงใจตนเอง หรือสกดจิตตนเอง

(2) พลังที่เกิดจากเพื่อนช่วยเพื่อน (synergy)

(3) พลังที่เกิดจากการรู้วิธีวางความคิดเข้าไปจุ่มแช่อยู่กับพลังชีวิต (energy body) หรือปราณา หรือ ชี่ ของตัวเอง แล้วเรียนรู้ที่จะแผ่พลังชีวิตนี้ออกมานำทางการใช้ชีวิตของตัวเอง ตรงนี้วิทยาศาสตร์ไม่ได้พูดถึง คือวิทยาศาสตร์ถือว่าไม่มีพลังนี้อยู่ แต่หมอสันต์รู้ว่ามันมีอยู่จากประสบการณ์ของตัวเอง เพราะตัวเองรู้จักและรู้วิธีใช้ประโยชน์จากมันได้ จึงเอามาลิสต์ไว้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยให้ลดน้ำหนักสำเร็จ

    สรุปว่าความอ้วนเป็นผลจากการประชุมแห่งเหตุ อย่างน้อยเท่าที่มีหลักฐานวิจัยก็มี 7 สาเหตุแล้ว บวกเหตุที่หมอสันต์ใส่เข้าไปอีก 1 เหตุรวมเป็น 8 สาเหตุ คือ (1) ภาวะดื้อต่ออินสุลิน (2) การเสียการเชื่อมโยงร่างกายเข้ากับรอบการขึ้นตกของดวงอาทิตย์ซึ่งสะท้อนผ่านคุณภาพการนอนหลับ (3) การเสียดุลของบักเตรีในลำไส้ (4) การที่ร่างกายปรับตัวลดการเผาผลาญลง (5) คุณภาพของอาหารที่กิน (6) การเลือกเวลากินอาหาร (7) การออกกำลังกาย (8) การที่พลังชีวิตหรือพลังความบันดาลใจมันหดหาย

     การจะไปจดจ่อแก้ไขเพียงเหตุใดเหตุหนึ่งเพียงเหตุเดียวนั้นไม่เวอร์คอย่างแน่นอน ถึงเวอร์คก็ไม่ยั่งยืน ต้องลงมือแก้ทีเดียวครบทั้งแปดสาเหตุ

ผลวิจัยพื้นฐานเกี่ยวกับวิธีลดน้ำหนัก

     (1) ทักษะโภชนาการ ทั้ง (1.1) การเลือกอาหาร (1.2) การทำอาหาร (1.3) การให้เวลาทำความคุ้นเคยกับอาหารใหม่ (1.4) การจัดการกับ "อาการลงแดง" (withdrawal symptom) เมื่ออยากอาหารเก่า เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการลดน้ำหนัก
     (2) การตั้งใจนับแคลอรี่แล้วพยายามกินตามนั้น ลดน้ำหนักในระยะยาวไม่ได้
     (3) วิธีอดอาหารแบบต่อเนื่อง (fasting) ลดน้ำหนักในระยะยาวไม่ได้
     (4) อาหารที่มีโปรตีนหรือไขมันจากเนื้อสัตว์เป็นหลัก ลดน้ำหนักได้ดีในระยะแรก แต่มีผลเสียต่อความยืนยาวของชีวิตในระยะยาว
     (5) อาหารที่ลดน้ำหนักได้ดีพอๆกันแต่มีผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว คืออาหารพืชเป็นหลักแบบไขมันต่ำ (PBWF)
     (6) น้ำเป็นตัวช่วยลดน้ำหนัก ทั้งในรูปแบบของน้ำดื่ม น้ำชา กาแฟ น้ำซุป น้ำแกง และผลไม้ที่มีน้ำมาก
     (7) การออกกำลังกายผสมแอโรบิกเข้ากับการเล่นกล้าม ช่วยลดน้ำหนักโดยไม่สูญเสียกล้ามเนื้อ ไม่เหี่ยวย่น และมีความสัมพันธ์ในลักษณะยิ่งออกกำลังกายมากยิ่งลดน้ำหนักได้มาก
     (8) โยคะ (asana) ช่วยลดน้ำหนักได้
     (9) การฝึกสมาธิ (meditation) ช่วยลดน้ำหนักได้
     (10) การฝึกมวยจีน (Tai Chi) ช่วยลดน้ำหนักได้
     (11) การเข้ากลุ่มเพื่อนที่ดี ช่วยลดน้ำหนักได้
     (12) การเขียนบันทึก (journal) ช่วยลดน้ำหนักได้

 วิธีลดน้ำหนักด้วยตนเอง

1. เปลี่ยนจากกินเนื้อสัตว์มากินอาหารพืชเป็นหลักแบบไขมันต่ำ 

     เลิกกินของที่เคยกิน เริ่มกินของที่ไม่เคยกิน

     สูตรอาหารลดน้ำหนักมีหลายสูตร ทุกสูตรลดน้ำหนักได้มากพอๆกันในระยะสั้น 6 เดือน พอหมดงานวิจัยแล้วตามไปวัดกันที่ 12 เดือน ก็ล้วนน้ำหนักเด้งกลับคืนมาเท่าเดิมหรือได้เพิ่มอีกคนละ 1-2 กก. เหมือนกันหมด [34-36] ในระยะยาวสูตรอาหารที่ต้องกินเนื้อสัตว์และไขมันจากสัตว์มาก (เช่นอาหารคีโต, อาหารโลว์คาร์บ, อาหารมนุษย์ถ้ำ) จะทำให้มีอัตราป่วยและเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดมากขึ้น [37]

    อาหารลดน้ำหนักที่มีทั้งประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักได้ดี และมีผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว คืออาหารที่กินพืชเป็นหลักในแบบไขมันต่ำ (low fat plant-based diet) ซึ่งเป็นอาหารลดน้ำหนักที่ผมสนับสนุนสุดลิ่ม งานวิจัย BROAD Study [34] ได้แบ่งคนอ้วนเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้กินอาหารพืชเป็นหลักแบบไขมันต่ำร่วมกับกินวิตามินบี.12 เสริมโดยไ่ม่กินเนื้อสัตว์เลย อีกกลุ่มหนึ่งให้กินอาหารปกติ ทั้งสองกลุ่มให้กินตามสบาย ไม่มีการจำกัดแคลอรี่ ผลการวิจัยปรากฎว่าเมื่อครบหกเดือนกลุ่มกินอาหารพืชเป็นหลักลดดัชนีมวลกายได้ 4.4 กก./ตรม. (เฉลี่ยคนละ 12.1 กก.) ขณะที่กลุ่มกินอาหารปกติลดดัชนีมวลกายได้ 0.4 กก./ตรม.คือน้อยกว่ากันสิบเท่า และเมื่อเลิกงานวิจัยแล้วตามไปชั่งน้ำหนักเมื่อหนึ่งปีผ่านไปพบว่ากลุ่มที่กินพืชเป็นหลักก็ยังยืนหยัดลดดัชนีมวลกายได้ 4.2 กก./ตรม. (เฉลี่ยคนละ 11.5 กก.) งานวิจัยนี้สรุปได้ว่าอาหารพืชเป็นหลักแบบไขมันตำลดน้ำหนักได้ดีโดยไม่ต้องจำกัดแคลอรี

     นอกจากการตั้งใจเลือกกินแต่อาหารที่เป็นพืชในรูปแบบไขมันต่ำแล้ว ยังควร

(1) ฝึกเข้าครัวทำอาหารเอง ทำเมนูง่ายๆเช่นสลัด อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งก็ยังดีกว่าไม่เข้าครัวเลย
(2) ขยันล้างตู้เย็น
(3) ดื่มน้ำให้มากเพียงพอ และทำอาหารที่มีน้ำมากเช่นน้ำซุป น้ำแกง หรือกินผลไม้ที่มีน้ำมากเช่นมะเขือเทศ แตงโม เป็นต้น
(4) ควรงดอาหารมื้อเย็นหรือกินแต่ผักและผลไม้เบาๆ หรือจะงดอาหารแบบ intermittent fasting - IF คืองดอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่หลังมื้อกลางวันไปจนถึงมื้อเช้าวันถัดไปก็ได้
(5) เปลี่ยนลำดับการกินใหม่เพื่อให้กระเพาะเต็มโดยได้แคลอรีน้อย จากเดิมที่กินอาหาร แล้วกินผลไม้ แล้วดื่มน้ำ เป็นเริ่มต้นด้วยการดื่มน้ำก่อน แล้วกินผลไม้ แล้วกินอาหาร
(6) ให้เวลาตัวเองในการปรับตัวกับอาหารใหม่โดยทนกินซ้ำซากไปอย่างน้อยเป็นเดือนๆ ในที่สุดลิ้นจะเปลี่ยนรับรู้ความอร่อยของอาหารใหม่เอง
(7) ฝึกการสังเกตและยอมรับความอยากกินอาหารเก่า สังเกตเฉยๆและยอมรับความอยากนั้นแบบไม่คิดต่อยอด ในที่สุดความอยากนั้นจะแผ่วหายไปเอง
 
      ในอดีตการวิจัยรักษาความดันเลือดสูงด้วยการให้กินแต่ข้าวต้มและอาหารพืชล้วนๆในผู้ปวย 106 คน พบว่าทำให้น้ำหนักลดเฉลี่ยถึง คนละ  63.9 กก. [38] ทำให้คนรุ่นหลังได้รู้ว่ามันเป็นไปได้ที่จะลดน้ำหนักลงได้ทีละเยอะๆอย่างยั่งยืนด้วยการเปลี่ยนอาหารมากินแต่พืช ทั้งนี้อย่าไปท้อเสียตั้งแต่เริ่มคิดว่าจะไม่ได้กินเนื้อสัตว์ ถ้าไปสุดโต่งไม่ได้ทันทีก็ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่ตัวเองจะไปได้ หมายความว่าทนไม่ไหวจะขอกินเนื้อสัตว์บ้างก็ได้ ซึ่งก็ยังดีกว่าเอาแต่ท้อไม่ได้เริ่มทำอะไรกับน้ำหนักตัวเองเลย

2. ออกกำลังกาย 

     ยิ่งออกกำลังกายมากยิ่งลดน้ำหนักได้มาก ควรจัดเวลาทำกิจกรรมที่เป็นการออกกำลังกายแบบต่างๆวันละ 1-2 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ออกกำลังกายทั้งแบบแอโรบิก แบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหรือเล่นกล้าม และแบบเสริมการทรงตัว การเล่นกล้ามจะช่วยลดน้ำหนักโดยไม่สูญเสียมวลกล้ามเนื้อทำให้ไม่เหี่ยวย่น

3. ทำกิจกรรมเพิ่มพลังชีวิต 
   
    พลังชีวิต (life energy) หรือ "ปราณา" หรือ "ชี่" เป็นสิ่งที่ยังไม่มีงานวิทยาศาสตร์ศึกษาไว้ แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง มันจะเกิดขึ้นเมื่อได้วางความคิดจนจิตสงบนิ่งพอที่จะรับรู้ถึงมันได้ หรืออย่างน้อยก็คิดบวกแทนคิดลบ ควรทำกิจกรรมที่ช่วยเพิ่มพลังชีวิตแบบไหนก็ได้ที่ตนเองชื่นชอบ เช่น โยคะ ฝึกสมาธิ (meditation) ฝึกรำมวยจีน (Tai Chi) เป็นต้น

4. เข้ากลุ่มเพื่อนที่ดี 
   
    การคบเพื่อนที่ดีที่มีเจตนาจะลดน้ำหนักด้วยกัน ทำให้เกิดพลังเกื้อหนุนกันและกัน (synergy) งานวิจัยพบว่าการมีเพื่อนลดน้ำหนักทำให้ลดน้ำหนักได้ดีและยั่งยืนกว่าทำอยู่คนเดียว

5. ชั่งน้ำหนักและเขียนบันทึก 
   
    การชั่งน้ำหนักอย่างสม่ำเสมอเช่นสัปดาห์ละ 1 ครั้งแล้วเขียนบันทึกประกอบ ช่วยให้การลดน้ำหนักมีความยั่งยืน บันทึกอะไรก็ได้เกี่ยวกับชีวิตในวันนี้ที่สัมพันธ์กับการลดน้ำหนัก เช่นกินอะไร ทำกิจกรรมอะไร งานวิจัยพบว่าผู้ที่เขียนบันทึกลดน้ำหนักได้ดีกว่าผู้ที่ไม่เขียนอะไรเลย

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม
1. Martin CB, Herrick Ka, sarafrazi N, ogden Cl. attempts to lose weight among adults in the united states, 2013–2016. NCHS DataBrief, no 313.
2. Van Baak Ma, Mariman eCM. Mechanisms of weight regain after weight loss—the role of adipose tissue. Nat Rev Endocrinolo. 2019;15(5):274–287.
3. Hsu Ir, Kim sP, Kabir M, Bergman rN. Metabolic syndrome, hyperinsulinemia, and cancer. Am J Clin Nutr. 2007;86(3):s867–871.
4. Soare a, Del toro R, roncella E, et al. The effect of macrobiotic Ma-Pi 2 diet on systemic inflammation in patients with type 2 diabetes: a post hoc analysis of the MADIAB trial. BMJ Open Diabetes Res Care.2015;3(1):e000079.
5. Barnard ND, Cohen J, Jenkins DJ, et al. a low-fat vegan diet and a conventional diabetes14.diet in the treatment of type 2 diabetes: a randomized, controlled, 74-wk clinical trial. Am JClin Nutr. 2009;89(5):1588s–1596
6. Roden, M., et al., Mechanism of free fatty acid-induced insulin resistance in humans. J Clin Invest, 1996. 97(12): p. 2859-65.
7. Cipolla-Neto J, Amaral FG, Afeche SC, Tan DX, Reiter J. Melatonin, energy metabolism, and obesity: a review. J Pineal Res.2014;56(4):371–381.
8. Laermans J, Depoortere I. Chronobesity: role of the circadian system in the obesity epidemic. Obesity Reviews. 2016:17(2):108–125.
9. Tai N, Wong FS, Wen L. The role of gut microbiota in the development of type 1, type 2 diabetes mellitus and obesity. Reviews in Endocrine & Metabolic Disorders. 2015;16(1):55–65.
10. Sakar A, lehto S, Harty S, Dinan H, Cryan J, Burnet P. Pyschobiotics and the manipulation of bacteria-GIT-brain signals. Trends in Neurosciences. 2016;39(11):763–781.
11. Sang R, Pothoulakis C, Mayer E. Principles and clinic implications of the gut-brain-enteric microbiota axis. Nature Reviews Gastroenterology and Hepatology. 2009;6:306–314.
12. Suez J, Korem T, Zeevi D, et al. Artificial sweeteners induce glucose intolerance by altering the gut microbiota. Nature. 2014;514(7521):181–186.
13. Byrne NM, Sainsbury A, King NA, Hills AP, Wood RE. Intermittent energy restriction improves weight loss efficiency in obese men: The MATADOR study. Int J Obes(Lond).2018;42(2):129–138.
14. Anton SD, Moehl K, Donahoo WT, et al. Flipping the metabolic switch: understanding and applying the health benefits of fasting. Obesity.2018;26(2):254–268.
15. NWCr Facts. The National Weight Control Registry. [Website]. http://www.nwcr.ws/research/default.htm. accessed January 29, 2020.
16. Bocarsly M, Powell e, avena N, Hobel B. High-fructose corn syrup causes characteristics of obesity in rats: Increased body weight, body fat and triglyceride levels. Pharmacol BiochemBehav. 2010;97(1):101–106.
17. Orlich M, Fraser G. Vegetarian diets in the adventist health study 2: a review of initial published findings. Am J Clin Nutr.2014;100(1):353s–358
18. Kim Y, Je Y. Meat Consumption and risk of metabolic syndrome: results from the Korean population and a meta-analysis of observational studies. Nutrients. 2018;10(4):390.
19. Levine M, Suarez J, Brandhorst S, et al. Low protein intake is associated with a major reduction in IGf-1, cancer, and overall mortality in the 65 and younger but not older population. Cell Metabolism. 2014;19(3):407–417.
20. Mensink RP. Effects of saturated fatty acids on serum lipids and lipoproteins: A systematic review and regression analysis. Geneva, switzerland: World Health organization; 2016.
21. Sabaté J, oda K, ros e. Nut consumption and blood lipid levels: a pooled analysis of 25 intervention trials. Arch Intern Med.2010;170(9):821–827.
22.Hall KD, Ayuketah A, Brychta R, et al. Ultra-processed diets cause excess calorie intake and weight gain: an inpatient randomized controlled trial of ad libitum food intake. Cell Metabo-lism.2019;30(1):67–77.
23. Lanou A, svenson B. Reduced cancer risk in vegetarians: an analysis of recent reports. Cancer Management and Research. 2011;3:1–8.
24. Kim H, Caulfield LE, Garcia-larsen V, et al. Plant-based diets are associated with a lower risk of incident cardiovascular disease, cardiovascular mortality, and all-cause mortality in a general population of middle-aged adults. J Am Heart Assoc. 2019;8(16):e012865.
25. Kahleova H, Belinova L, Malinska H, et al. Eating two larger meals a day (breakfast and lunch) is more effective than six smaller meals in a reduced-energy regimen for patients with type 2 diabetes: a randomised crossover study. Diabetologia.2014;57(8):1552–15560.
26. Nas a, Mirza N, Hägele f, et al. Impact of breakfast skipping compared with dinner skipping on regulation of energy balance and metabolic risk. Am J Clin Nutr. 2017;105(6):1351–1361.
27. Morgan L, Shi J, Frost G. Effect of meal timing and glycemic index on glucose control and insulin secretion in healthy volunteers. Br J Nutr. 2011;108(07):1286–1291.
28 Astbury N, taylor M, MacDonald I. Breakfast consumption affects appetite, energy intake and the metabolic and endocrine responses to foods consumed later in the day in male habitual breakfast eaters. J Nutr. 2011;141(7):1381–1389.
29. Anton s, Moehl K, Donahoo W, et al. Flipping the metabolic switch: understanding and applying the health benefits of fasting. Obesity. 2018;26(2):254–268.
30. Donnelly JE, Blair SN, Jakicic JM, et al; American College of sports Medicine. appropriate physical activity intervention strategies for weight loss and prevention of weight regain for adults. Med Sci Sports Exerc. 2009;41(2):459–471.
31 Jakacic JM, Winters C, Lang W, Wing RR. effects of intermittent exercise and use of home exercise equipment on adherence, weight loss and prevention of weight regain for adults. JAMA. 1999;282:1554-1560.
32. Jakacic JM, Marcus BH, Gallagher Kl, Napolitano M, lang W. Effect of exercise duration and intensity on weight loss in overweight sedentary women. JAMA.2003;290:1323.
33. Rosenbaum M, Heaner M, Goldsmith RL, et al. Resistance training reduces skeletal muscle work efficiency in weight-reduced and non-weight-reduced subjects. Obesity.2018(10):1576–1583.
34. Wright N, Wilson L, Smith M, Duncan B, McHugh P. The BROAD study: A randomised controlled trial using a whole food plant-based diet in the community for obesity, ischaemic heart disease or diabetes. Nutr Diabetes. 2017 Mar 20;7(3):e256. doi: 10.1038/nutd.2017.3.
35. Atallah R, Filion KB, Wakil SM, Genest J, Joseph L, Poirier P et al. Long-term effects of 4 popular diets on weight loss and cardiovascular risk factors: a systematic review of randomized controlled trials. Circ Cardiovasc Qual Outcomes 2014; 7: 815–827.
36. Makris A, Foster GD . Dietary approaches to the treatment of obesity. Psychiatr Clin N Am 2011; 34: 813–827.
37. Johnston BC, Kanters S, Bandayrel K, Wu P, Naji F, Siemieniuk RA et al. Comparison of weight loss among named diet programs in overweight and obese adults: a meta-analysis. JAMA, 2014; 312: 923–933.
38. Kempner W, Newborg BC, Peschel RL, Skyler JS . Treatment of massive obesity with rice/reduction diet program. An analysis of 106 patients with at least a 45-kg weight loss. Arch Intern Med 1975; 135: 1575–1584.

25 มิถุนายน 2563

คนที่มวกเหล็กวาลเลย์เขาเป็นคนอย่างไรกันบ้าง

อาจารย์คะ
อยากจะมาซื้อที่ดินในมวกเหล็กวาลเลย์อยู่ตอนเกษียณ ปลูกดอกไม้ ใช้ชีวิตอย่างสงบไม่ไกลกรุงเทพเพื่อให้ลูกๆมาหาสะดวก หนีน้ำท่วมด้วย อยากถามคุณหมอว่าคนที่มวกเหล็กวาลเลย์เขาเป็นคนอย่างไรกันบ้าง

..................................................................

ตอบครับ

     คุณไม่ใช่คนแรกที่ถามคำถามนี้กับผม บางคนแวะมากินอาหารที่เวลเนสวีแคร์เห็นบรรยากาศรอบๆแล้วอยากมาหาซื้อที่ดิน ก็ถามคำถามนี้กับผม บางคนมาเข้าแค้มป์ ได้มีโอกาสเดินออกกำลังกายไปรอบๆ แล้วก็มาถามคำถามนี้กับผม ผมจะมีคำตอบเดียวกันแต่แต่ละคนฟังอาจจะไม่เหมือนกัน ผมยกตัวอย่างเป็นคำสนทนาให้คุณฟังนะ

     คนแรกถามผมว่า

     "อยากออกมาอยู่ต่างจังหวัด ซื้อที่แปลงเล็กๆ ชอบที่นี่ คนที่นี่เขาเป็นอย่างไรกันบ้างคะ"

     ผมย้อนถามว่า

     "แล้วที่คุณอยู่ทุกวันนี้ คนที่นั่นเขาเป็นอย่างไรกันบ้างละครับ" เธอตอบว่า

     "หมู่บ้านที่หนูอยู่แทบทุกคนจะเอาแต่ประโยชน์ของตัวเอง เวลามีงานอะไรส่วนกลางไม่มีใครโผล่ออกมาช่วยหรอก แต่พอตัวเองไม่ได้ผลประโยชน์เท่ากับคนอื่นก็จะออกมาโวยวาย"

     ผมตอบเธอไปว่า

     "คนที่นี่ก็เป็นประมาณนั้นกระมังครับ"

     คนที่สองถามผมว่า

     "อากาศที่นี่ดีกว่าที่ผมคาดไว้มากเลย คุณหมอครับ ถ้าผมมาหาซื้อที่แถวนี้พอมีที่ขายไหม แล้วคนที่นี่เขาเป็นอย่างไรบ้างครับ" ผมก็ย้อนถามเขาไปว่า

     "ที่ดินนะมีขายทุกแห่งอยู่แล้ว ยิ่งที่นี่เป็นหมู่บ้านกึ่งร้าง คือมีคนอยู่กะหร็อมกะแหร็ม ยิ่งหาซื้อที่ดินได้ง่าย ส่วนเรื่องคนนั้น แล้วที่คุณอยู่ทุกวันนี้ คนที่นั่นเขาเป็นอย่างไรกันบ้างละครับ" เขาตอบว่า

     "ผมอยู่ชานเมือง เป็นชุมชนทั่วไปไม่ใช่หมู่บ้านจัดสรร คนก็อยู่กันแบบชาวบ้าน ส่วนใหญ่มีอัธยาศัยไมตรี เดินไปบ้านไหนก็แทบจะเข้านอกออกในคุยกันได้ทุกบ้าน เพราะทุกบ้านยินดีต้อนรับกันและกันหมด"

     ผมตอบเขาไปว่า

     "คนที่นี่ก็เป็นประมาณนั้นแหละครับ"

     ถึงแม้คำตอบที่ให้ทั้งสองคนจะไม่ตรงกันฟังดูเหมือนตรงข้ามกันด้วยซ้ำไป แต่ผมไม่ได้โกหก เพราะการที่คนที่เข้ามาอยู่ใหม่จะพบเห็นเพื่อนบ้านใหม่ว่าเป็นคนแบบไหน จะเจอสิ่งแวดล้อมแบบไหน มันขึ้นอยู่กับว่าเขามีอะไรอยู่ล่วงหน้าแล้วในใจ เขาก็จะได้พบได้เห็นได้สัมผัสแบบนั้น เพราะสิ่งแวดล้อมหรือผู้คนที่เรานึกว่าอยู่ข้างนอกตัวเรานั้น แท้จริงแล้วใจของเราเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา สิ่งที่มีอยู่แล้วในใจเราจะเลือกหยิบด้านที่สอดคล้องกันในตัวของผู้คนหรือสิ่งแวดล้อมข้างนอกขึ้นมาไฮไลท์ ดังนั้นคุณไม่ต้องกังวลกับเพื่อนบ้านใหม่หรือสิ่งแวดล้อมใหม่ดอก แค่คุณเปิดใจรับว่าพวกเขาเป็นคนอย่างไร พวกเขาก็จะเป็นอย่างนั้นในใจคุณ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

23 มิถุนายน 2563

โรคไฮโปไทรอยด์กับธรรมชาติบำบัด และ..บารมีแฮริสันคุ้มเกล้า

เรียน คุณหมอสันต์
หนูมีเรื่องอยากจะปรึกษา คุณหมอค่ะ แม่หนู อายุ 50 ปี เป็นโรค ไฮโปไทรอยด์ ได้ทำการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ออก เมื่อ 20 ปีที่ แล้ว และได้ทานยามาตลอด แต่เวลา ทานยา จะมีผลข้างเคียงเสมอ เช่น ผมร่วงทุกวัน,  เวียนหัว, เป็นไข้ , เหนื่อยง่าย  , ผิวแห้ง และบางครั้งก็มีอาการ ปวดหูร่วมด้วย  จนเมื่อเดือน มกราคม 2563 คุณแม่ตัดสินใจ หยุดทานยา แล้วหันมา รักษาโดยวิธีธรรมชาติบำบัด คือ ไม่ทาน เนื้อสัตว์ ทานผัก ผลไม้  ไม่ทานอาหาร ทอด ปิ้ง ย่าง และ ทานอาหารเสริม ที่เหมาะสมกับโรคไฮเปอร์ ไทรอยด์  แต่แม่หนูไม่ได้ปฏิบัติ ตามวิธีทำธรรมชาติ บำบัด 100%  เพราะว่า  แต่ละวัน แม่หนู ค่อนข้างยุ่ง และ ผลตรวจเลือด ล่าสุด ออกมา ค่า TSH คือ 33  เกินที่เกณฑ์กำหนด มา8 เท่า  ( หนูได้แนบไฟล์ ผลตรวจเลือด เดือนมีนาคม กับเดือน มิถุนา 2563 ล่าสุดให้คุณหมอดูด้วยค่ะ )ซึ่งแม่หนูเครียดมาก ว่า ทำยังไง ค่า TSH ถึง จะลดลง คือ แม่หนูไม่อยากกลับไปทานยาฝรั่ง อีกแล้ว เพราะ แม่หนู เชื่อว่ายา นี้ จะทำให้ ท่านเป็นมะเร็งในอนาคตถ้ายัง กินต่อไป หนู อยากถามคุณหมอว่า
1. ยา ของฝรั่ง ที่แม่หนูเคยทาน ถ้ากินเป็นเวลานาน จะก่อให่เกิดมะเร็งไหมคะ ( หนูได้แนบไฟล์ ยาที่แม่หนูเคยทานไว้ด้วยค่ะ )
2. หนู อยากทราบว่า ถ้า กินยาฝรั่ง ควบคู่กับ การรักษา ด้วยวิธีธรรมชาติบำบัด จะมีผลเสียอะไรไหมคะ
3. ถ้า จะให้ ค่า TSH ลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ควรจะกลับไปกินยาฝรั่ง ชั่วคราวก่อนไหมคะ ถ้าดีขึ้น ค่อยหยุดทาน

...........................................................................

ตอบครับ

     1. ถามว่ายาของฝรั่ง (thyroxin หรือ levothyroxin) ที่แม่หนูเคยทาน ถ้ากินเป็นเวลานาน จะก่อให่เกิดมะเร็งไหมคะ ตอบว่า "ไม่" ครับ หมายความว่ายาฮอร์โมนไทรอยด์กินไปนานนานไม่ได้ทำให้เป็นมะเร็งของต่อมไทรอยด์หรือมะเร็งใดๆมากขึ้น เพราะยานี้ก็คือสาร thyroxin ที่ร่างกายเราผลิตขึ้นในภาวะปกตินั่นเอง ไม่ใช่สารเคมีแปลกประหลาดมาจากไหน

     ในทางการแพทย์นั้นถือว่าพิษของยาใดๆก็ตามไม่ว่าจะในแง่ของการก่อมะเร็งหรือก่อผลเสียใดๆจะปรากฎชัดต่อทารกในครรภ์ เพราะเซลของทารกในครรภ์กำลังแบ่งตัวจึงล่อแหลมต่อการถูกเหนี่ยวนำให้กลายเป็นเซลมะเร็ง ยาที่มีความปลอดภัยสูงสุดเท่านั้นจึงจะอนุญาตให้ใช้ในหญิงมีครรภ์ได้ โดยวงการแพทย์ได้จัดแบบความปลอดภัยของยาออกเป็นหมวดหรือ category ตามพิษต่อทารกในครรภ์ โดยแบ่งออกเป็นหมวด A, B, C, D, X โดยหมวด X นั้นมีพิษมาก กินไม่ได้เลย หมวด D มีพิษมากรองลงไป แต่หากจำเป็นต้องกินจริงก็ยังพอยอมรับให้กินได้ ส่วนหมวด A นั้นปลอดภัยที่สุด ไม่มีหลักฐานว่ามันมีพิษใดๆเลย ทั้งนี้ยา thyroxin ที่ใช้รักษาไฮโปไทรอยด์ที่แม่ของคุณใช้อยู่นั้นเป็นยาที่ถูกจัดไว้ในหมวด A ซึ่งถือว่าปลอดภัยที่สุด

     2. ถามว่าถ้ากินยาฝรั่งควบคู่กับการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติบำบัดจะมีผลเสียอะไรไหมคะ ตอบว่ากินได้ มีผลเสียน้อยมาก เหมือนเรากินข้าวกับกับข้าว กับข้าวบางอย่างก็เสริมฤทธิ์ข้าวเช่นให้แคลอรี่มากเหมือนข้าวทำให้ได้แคลอรี่มากเกินไป แต่คนเราก็กินข้าวกับกับข้าวมาแต่โบราณก็ไม่เห็นมีใครตาย สรุปว่ามีผลเสียน้อยมาก

     แต่ถ้าคุณไปหาหมอพื้นบ้านที่ให้การรักษาในแนวสมุนไพรหรือธรรมชาติบำบัด บางท่านอาจจะสาปแช่งกำกับไว้เลยว่ายาของเขานี้ห้ามกินควบกับยาฝรั่งเด็ดขาด ตายไม่รู้ด้วยนะ

     หรือถ้าคุณไปหาแพทย์แผนปัจจุบันบางท่าน พอรู้ว่าคุณไปกินสมุนไพรพื้นบ้านด้วยก็จะโมโหเป็นฟืนเป็นไฟหรือโยนชาร์ตใส่หน้าคนไข้เลยว่าไม่เชื่อฉันแล้วมาให้ฉันรักษาทำไม

     ปฏิกริยาของหมอพื้นบ้านหรือแพทย์ที่ต่อต้านยาที่ไม่ใช่ของตัวเองนั้น ไม่ใช่หลักฐานวิทยาศาสตร์ อย่างมากก็เป็นแค่ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งวงการแพทย์ไม่ได้นับเป็นหลักฐานวิทยาศาสตร์ คุณอย่าไปให้น้ำหนักเลย แต่ก็เป็นการดีที่คุณจะหลบเลี่ยงไม่ไปเหยียบตาปลาท่านเข้า

     เพียงแต่ขอให้คุณใส่ใจในประเด็นความปลอดภัยของยาและสมุนไพรที่กิน ยานั้นไม่มีปัญหาเพราะกฎหมายบังคับให้แจ้งพิษและผลข้างเคียงไว้ที่ฉลาก ขอแค่รู้ชื่อยาคุณก็ค้นหาอ่านได้เองทางอินเตอร์เน็ทแล้ว ส่วนสมุนไพรนั้นคุณหาอ่านไม่ได้ แต่อย่างน้อยคุณก็ควรสืบสาวให้ได้ว่ามันมาจากพืชชนิดใด พืชชนิดนั้นคนเขากินกันทั่วไปนานมาแล้วหรือเปล่า ถ้ามันเป็นพืชที่คนเขากินกันมาแต่โบราณแล้วไม่มีใครตายมันก็ปลอดภัย หรือถ้ามันเป็นตำรับสมุนไพรที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมุนไพรของประเทศใดประเทศหนึ่งแล้วมันก็มีความปลอดภัยกว่าสมุนไพรเถื่อนไร้ชื่อ แต่หากมันเป็นสมุนไพรที่คุณไม่สามารถสืบกำพืดได้ว่าทำมาจากพืชชนิดไหน ทะเบียนสมุนไพรก็ไม่ได้ขึ้น ผมว่าอย่าไปกินดีกว่า ทั้งนี้ผมนับรวมวิตามินหรืออาหารเสริมที่คลินิกแพทย์แผนปัจจุบันหรือโรงพยาบาลบางแห่งเอามาตำขายให้กับคนไข้ในราคาแพงๆโดยไม่ยอมบอกว่าในนั้นมีอะไรอยู่บ้างด้วย ถามอย่างไรก็ไม่บอก ทุกวันนี้ก็ยังมีคนทำแบบนี้ทั้งๆที่กฎหมายไม่อนุญาตให้ทำ ให้คุณหลีกเลี่ยงการรักษาที่ผิดกฎหมายแบบนี้เสีย เพราะการกินอะไรที่เราไม่รู้ว่ามันคืออะไร มันก็มีความเสี่ยงแหงๆอยู่แล้วจากการที่เราไม่รู้ว่ามันคืออะไร มันอาจจะเป็นขี้ก็ได้ (หิ หิ พูดเล่น)

     3. ถามว่าถ้าจะให้ ค่า TSH ลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ควรจะกลับไปกินยาฝรั่งชั่วคราวก่อนไหม ตอบว่า "ดีครับ" ในการรักษาโรคไฮโปไทรอยด์นี้ การกินฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทนเป็นวิธีรักษาที่ได้ผลดีรวดเร็วทันใจที่สุด และอย่าลืมว่ามันเป็นยาที่ถูกจัดอยู่ในหมวกที่ปลอดภัยที่สุดด้วยนะ

     4. ข้อนี้คุณไม่ได้ถาม แต่เป็นการตั้งข้อสังเกตตามข้อมูลที่คุณให้มา อาการเช่น ผมร่วงทุกวัน ผิวแห้ง  ปวดตามตัว ปวดโน่นปวดนี่ ทั้งหมดนั้นเป็นอาการของโรคไฮโปไทรอยด์ หมายความว่ามันเกิดจากยาน้อยไป ไม่ได้เกิดจากพิษของยา คุณไปหยุดยา อาการมันก็ยิ่งจะมากขึ้น วิธีที่ถูกคือคุณควรจะกลับไปหาแพทย์ที่รักษาไฮโปไทรอยด์ให้คุณอยู่ให้ท่านปรับยาให้ใหม่

     ไหนๆก็พูดถึงอาการวิทยาแล้ว ขอเล่าเผื่อไว้เลยเป็นความรู้ประดับกายไม่ใช่การขู่ ว่าโรคไฮโปไทรอยด์นี้หากอาการเลวร้ายสุดขีดแล้วมันจะเป็นอย่างไร วงการแพทย์เรียกกรณีเลวร้ายสุดขีดนี้ว่า myxedema coma คือไฮโปไทรอยด์ถึงขั้นโคม่า กล่าวคือหากขาดฮอร์โมนไทรอยด์อยู่มากๆและนานๆ ระบบสำคัญของร่างกายซึ่งรวมถึงระบบหัวใจ ประสาท การหายใจ ไต ทางเดินอาหาร และระบบเลือด จะเกิดมีอันเป็นไป คือตีรวนพร้อมกันคราวเดียวแบบจับมือกันประท้วง ทำให้ความดันตกพรวดพราด ตัวเย็นหัวใจเต้นช้ามาก หอบเหนื่อย น้ำท่วมปอด บวมฉุ เขียวฟกช้ำ เบลอ สลึมสลือ ชัก แล้วก็ตาย สมัยหมอสันต์เป็นแพทย์ฝึกหัดอยู่เวรห้องฉุกเฉินคนเดียวกลางดึกเจอคนไข้แบบนี้เข้าเล่นเอาตัวหมอสันต์เองมือเย็นเจี๊ยบเสียยิ่งกว่ามือคนไข้อีก หิ หิ แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยบารมีของแฮริสันคุ้มเกล้า แคว่ก แคว่ก แคว่ก ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น

     (แฮริสัน เป็นชื่อตำราอายุรศาสตร์ซึ่งแพทย์ใช้กันทั่วโลก แพทย์ฝึกหัดความรู้น้อยต้องแอบซุกแฮริสันไว้ในเก๊ะ จนแต้มต่อหน้าคนไข้เข้าก็ทำทีเป็นเปิดเก๊ะหาเครื่องมือตรวจวินิจฉัย แต่ที่แท้แอบอ่านแฮริสันว่า เฮ้ย เจอยังนี้เป็นอะไรวะ ทำไงดี รีบบอกมาเร็ว)

     5. ข้อนี้ผมแถมสำหรับท่านผู้อ่านทั่วไป การวินิจฉัยโรคไฮโปไทรอยด์นอกจากวินิจฉัยจากอาการเช่น เปลี้ย ล้า ผมร่วง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดตามตัว ขี้หนาว กินน้อย แต่อ้วน นอนมาก หน้ากลม เสียงแหบ ไขมันในเลือดสูง ประจำเดือนผิดปกติ ซึมเศร้า ความจำเสื่อม แล้วยังจะต้องยืนยันการวินิจฉัยด้วยการเจาะเลือดดูตัวชี้วัดอย่างน้อยสองตัว คือ ฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์ (TSH) และฮอร์โมนที่ต่อมไทรอยด์ผลิตขึ้น(FT4) ถ้าฮอร์โมนกระตุ้นต่อมสูงผิดปกติ และฮอร์โมนที่ต่อมผลิตออกมาต่ำกว่าปกติ ก็ยืนยันได้ว่าเป็นโรคไฮโปไทรอยด์ การรักษาโรคนี้มีวิธีเดียว คือให้กินฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทน การจะกินนานแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เป็นไฮโปไทรอยด์ หากสาเหตุนั้นเป็นสาเหตุถาวร เช่นผ่าตัดเอาต่อมไทรอยด์ออกไปหมดแล้ว ก็มีโอกาสมากที่อาจจะต้องกินไปตลอดชีวิต แต่หากสาเหตุนั้นเป็นแบบเป็นๆหายๆเช่นโรคต่อมไทรอยด์อักเสบฮาชิโมโต ช่วงไหนไฮโปก็กินยา ช่วงไหนไฮเปอร์ก็หยุดยา ดังนั้นการเป็นไฮโปไทรอยด์ไม่แน่เสมอไปว่าจะต้องกินยาไปตลอดชีวิตหรือไม่

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

21 มิถุนายน 2563

จะจุดไฟเผาตัวเองเพื่อจบปัญหา

คุณหมอครับ
เรื่องที่ได้เปรยกับอาจารย์บ่ายนี้ เรื่องน้องที่มีความคิดว่าจะจุดไฟเผาตัวเองเพื่อยุติปัญหาที่รุมเร้า ปัญหาเหล่านี้มาถึงจุดถล่มเมื่อเขาโดนฟางเส้นสุดท้ายคือการที่บริษัทต้องเข้าปรับโครงสร้างหนี้และลดเงินเดือนพนักงาน รบกวนคุณหมอสันต์แนะนำด่วนได้ไหมครับ

..................................................................

ตอบครับ

     สรุปว่าปัญหาคือการมีความคิดจะฆ่าตัวตาย เพราะชีวิตต้องเผชิญศึกหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเผชิญปัญหาด้านหลักคือเศรษฐกิจการเงินที่ปกติก็ต้องหาเงินเลี้ยงครอบครัวแบบแค่ผ่านแต่ละวันไปได้อย่างหวุดหวิด แต่นี่ทั้งหมดนั้นมามีอันต้องล่มสลายไปเสียแล้ว เพราะถูกเลิกจ้าง หรือถูกลดค่าจ้าง หนี้สิ้นที่ค้างคาก็หมดปัญญาที่จะสะสาง มองทางออกไม่เห็น มีคนหนุ่มสาวและคนวัยกลางคนที่อยู่ในระหว่างตั้งเนื้ัอตั้งตัวจำนวนมากที่ประสบปัญหาเดียวกัน ผมขอรวบตอบแบบนั่งคุยไปพร้อมกันเลยนะครับ

     1. ความคิดฆ่าตัวตาย เป็นความคิด ไม่ใช่เรา

     ชีวิตประกอบด้วยสามส่วนใหญ่ๆคือ (1) ร่างกาย (2) ความคิด (3) ความรู้ตัว

     คำว่าชีวิตหรือเราที่แท้จริงนี้ไม่ใช่ร่างกายนี้นะ เพราะร่างกายนี้เปลี่ยนแปลงมาตลอด แต่ก่อนเราเป็นเด็กตัวเล็กนิดเดียว เดี๋ยวนี้เป็นผู้ใหญ่ตัวโต เป็นคนละร่างกายแล้ว แต่เราหรือชีวิตอันเดิมนี้ยังเป็นเราอยู่อย่างไม่เคยเปลี่ยน

     ความคิดก็ไม่ใช่เรานะ ความคิดแค่ผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านออกไป การที่เรามีความจำและการที่เราสร้างคอนเซ็พท์เรื่องเวลาในอดีตในอนาคตขึ้นทำให้เกิดความหลอนว่าความคิดเป็นสิ่งที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงถึงกันจากอดีตไปถึงอนาคต ทั้งหมดนี้เป็นความหลอนเท่านั้น อดีตและอนาคตแท้จริงแล้วไม่มี มีแต่เดี๋ยวนี้เท่านั้น ความหลอนเรื่องอดีตอนาคตก็เป็นความคิดหนึ่งที่เกิดที่เดี๋ยวนี้ ซึ่งก็เหมือนความคิดทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว แล้วก็จะดับไป เราเป็นความรู้ตัวที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องไม่เคยดับหายไปไหน เพียงแต่ว่าความสนใจของเราจะสังเกตเห็นหรือเปล่าเท่านั้น

     แต่ความหลอนว่าความคิดเป็นของต่อเนื่องทำให้เกิดความหลอนอันเป็นแม่ของความหลอนทั้งหลายขึ้นมา คือความหลอนที่ว่าความเป็นบุคคล หรือ identity ของเรานี้เป็นของจริงทั้งๆที่แท้จริงแล้วมันเป็นแค่ความคิด ความหลอนนี้แยกเราออกจากสิ่งอื่นทั้งหลายในจักรวาลนี้ ว่านี่คือเรา นั่นไม่ใช่เรา หากชีวิตนี้เป็นการชกมวยบนเวทีมวย ก็เท่ากับว่ากำลังมีคู่ชกยืนอยู่บนเวทีคู่เดียว คือเรา กับจักรวาล เท่ากับว่าเราต้องชกกับจักรวาลนี้ทั้งจักรวาลเพื่อปกป้อง identity ของเรา นี่มันเป็นความดับเบิ้ลหลอนเลยนะ คือความหลอนที่ว่าเรานี้มีภาระกิจอันยิ่งใหญ่ที่จะต้องปกป้อง identity นี้ไว้สุดชีวิต หรือด้วยชีวิต ทั้งๆที่ในความเป็นจริง identity นี้มันเป็นแค่ความคิดเท่านั้น แล้วการต้องชกกับจักรวาลทั้งจักรวาล..โห เราจะชนะไหมเนี่ย

     2. จริงหรือเปล่าที่ว่าเราเป็น identity ที่แยกออกมาจากจักรวาลนี้

     ไม่จริงหรอก แม้ว่าความคิดมันอยากให้เราเชื่ออย่างนั้น แต่ความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น ลองเอามือปิดปากปิดจมูกไว้สักห้านาทีสิ แค่ไม่ได้หายใจสักห้านาทีเราก็จะตายแล้ว ไม่ได้ดื่มน้ำวันเดียวเราก็ตายแล้ว เราไม่ได้เป็นบุคคลที่แยกออกมาอย่างเป็นอิสระจากจักรวาลนี้ เราเป็นชีวิตที่เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนี้และได้รับการสนับสนุนจากจักรวาลนี้ตลอดเวลาทุกวินาที อย่าไปบ้าหลงเชื่อความคิดที่ว่าเราเป็นบุคคลที่แยกตัวตนออกมาจากจักรวาลนี้และต้องต่อสู่ปกป้องความเป็นบุคคลนี้ไว้ เหลวไหลทั้งเพ เราไม่ต้องไปต่อสู้ปกป้องความเป็นบุคคลนี้ดอก แค่ยอมรับว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนี้และรับเอาทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาแบบโอนอ่อนผ่อนตาม ชีวิตก็ดำเนินไปได้แล้วโดยไม่ต้องไปสนใจที่จะปกป้อง identity ใดๆเลย ลองนั่งลงบนสนามหญ้านี้ซิ ยืดตัวตรงขึ้น เงยหน้าขึ้นสูดอากาศเข้าปอดลึกๆ รับเอาพลังจักรวาลและความบริสุทธิ์ของอากาศเข้ามา ผ่อนลมหายใจออกยาวๆพร้อมกับผ่อนคลายร่างกาย ทำซ้ำสักสามครั้ง สบายขึ้น มีพลังมากขึ้นใช่ไหม คุณได้พลังมาจากไหนละ ไม่ใช่จากความคิดแน่นอน เพราะความคิดมันเจาะเข้ามาไม่ได้เมื่อคุณสนใจสิ่งอื่นเช่นลมหายใจอยู่ คุณได้พลังงานมาจากจักรวาลนี้ เพราะคุณเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนี้ ดำรงอยู่ได้เพราะการหนุนช่วยจากจักรวาลนี้ตลอดเวลา แล้วถ้าคุณไว้วางใจจักรวาลนี้ มันจะมีความลงตัวของมันเสมอ ไม่ว่าจะมีอะไรผ่านเข้ามาในชีวิต แค่คุณไว้วางใจจักรวาลนี้ เดี๋ยวมันก็จะมีความลงตัวของมันเอง ขอเพียงแค่คุณอย่าเผลอกะต๊ากหรือบ้าไปกับความคิดเท่านั้น

     3. ชีวิตคือการขับเกวียนเทียมโคสองตัวผ่านปากเหว

     สมัยผมเป็นเด็กอยู่บ้านนอก พาหนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือเกวียนเทียมโคสองตัว รูปแบบของเกวียนทั่วไปคือโคตัวหนึ่งมักเป็นโคหนุ่มคึกคนองสอนยากดื้อรั้นซึ่งเพิ่งเอาเข้ามาฝึกเทียมเกวียน อีกตัวหนึ่งมักเป็นโคแก่ที่มีความนิ่งและมั่นคงเดินตรงแหนวสู่เป้าหมายได้อย่างไม่วอกแวก โคหนุ่มเทียบได้กับความคิด โคแก่เทียบได้กับความรู้ตัว ตัวเกวียนเทียบได้กับร่างกาย คนขับเทียบได้กับความสนใจของเรา ทั้งหมดนี้รวมกันก็คือชีวิต บางครั้งโคหนุ่มซึ่งมีกำลังมากเกิดสติแตกดึงดันก็สามารถดึงให้เกวียนตกเหวพังยับเยินได้ เช่นเดียวกับชีวิต แม้ความคิดจะมีศักดิฐานะที่แท้จริงเป็นแค่คนรับใช้ แต่หากมันหลอกล่อให้คนขับเผลอไปอวยกับมันมากไปมันก็จะพาชีวิตไปสู่ความพินาศแตกดับได้เช่นกัน

     4. แล้วจะทำอย่างไรกับชีวิตขณะวิกฤติ

     ในยามที่เราถูกความคิดดึงดันไปเหมือนตอนเกวียนที่ไต่ปากเหวถูกโคหนุ่มพยศลากจูงไปผิดทาง โมเมนต์นั้นเราควรจะทำอย่างไร เราก็ต้องทิ้งความคิด หันมาอยู่กับความรู้ตัว ความคิดมักปฏิบัติการอยู่ในอดีตหรือในอนาคตเสมอ เราก็ทิ้งอดีตอนาคตเสีย หันมาอยู่กับเดี๋ยวนี้แบบนิ่งๆ ความฉุกเฉินในชีวิตเป็นแค่ฉากที่ความคิดสร้างขึ้นเท่านั้น ชีวิตจริงไม่มีฉุกเฉิน แค่เราหยุดคิด อยู่กับเดี๋ยวนี้ ยอมรับทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา ไม่กระโตกกระตากว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นหรืออดีตที่ผ่านมาเคยเกิดอะไรมาก่อน แค่ยอมรับ และอยู่กับทุกอย่างที่เดี๋ยวนี้ไปทีละช็อต ทีละช็อต ทางเลือกมากมายมันจะค่อยๆโผล่ขึ้นมาให้เราเห็นและให้เราบรรจงเลือกได้ ตอนที่เราสติแตกตื่นตูมตามความคิดไปนั้นมันเหมือนกับว่าชีวิตนี้หมดทางเลือกแล้ว แต่เมื่อเรารู้ตัวอยู่กับเดี๋ยวนี้แบบเย็นๆเนิบๆ ทางเลือกที่เราไม่เคยมองเห็นมาก่อนมันจะค่อยๆโผล่ขึ้นมาอย่างอะเมซซิ่ง ที่หลายคนประสบกับโอกาสอันดีในช่วงที่ชีวิตกำลังมีวิกฤติ กลไกมันก็เป็นแบบนี้

     5. อย่าหนีความกลัวไปอยู่กับความหวัง

     เพราะทั้งความหวังและความกลัวต่างก็เลวทั้งคู่ มันจะพาเราหนีจากการยอมรับทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ณ ปัจจุบันไปอยู่ในอนาคตซึ่งไม่มีอยู่จริง ความหวังคือความจำเรื่องที่เราเคยชอบ บวกกับจินตนาการ บวกกับความเชื่อในคอนเซ็พท์เรื่องเวลา ความกลัวคือความจำเรื่องที่เราไม่ชอบ บวกกับจินตนาการ บวกกับความเชื่อในคอนเซ็พท์เรื่องเวลา ทั้งคู่ต่างก็เป็นความคิด ซึ่งแสบพอๆกัน

     ความกลัวนั้นมันเป็นตัวร้ายแน่นอน มันสร้างจินตนาการในอนาคตขึ้นมาว่าเราจะเป็นทุกข์จนรับไม่ได้ ต้องรีบฆ่าตัวตายหนีทุกข์นั้นซะ แต่ว่าอนาคตที่ว่านั้นมันไม่ได้มีอยู่จริง เมื่อมันมาถึงมันจะมาถึงที่เดี๋ยวนี้ และเก้าในสิบมันไม่ได้เป็นอย่างที่เราจิตนาการไว้ หมายความว่าเราทุกข์ฟรี ถ้าเราฆ่าตัวตาย เราก็ตายฟรีเพราะไปเชื่อเจ้าความกลัวตัวแสบนี้เข้า

     ความหวังก็ใช่ย่อย มันสร้างจินตนาการขึ้นในอนาคต แล้วลากเอาเราไปจากปัจจุบันที่สงบเย็นดีอยู่ไปอยู่ในความกระวนกระวายหรือความลุ้นว่าอนาคตจะเป็นอย่างที่หวังไว้หรือไม่ แค่มันลากเราออกจากความสงบเย็นของการยอมรับปัจจุบันมานั่งกระวนกระวายนี้ก็แย่พอแล้ว บางครั้งสิ่งที่หวังไม่ได้เป็นอย่างที่หวังเราก็ทุกข์อีก เรียกว่าความหวังก็ทำเราทุกข์ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง

     ดังนั้นในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามวิกฤติ อย่าเผลอหนีไปกับความคิดใดๆ รวมทั้งความคิดฆ่าตัวตายเพื่อหนีความกลัวที่จินตนาถึงอนาคตที่ไม่มีอยู่จริงด้วย ให้ปักหลักอยู่ที่ตรงนี้ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ยอมรับทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา ช็อตต่อช็อต มีทางเลือกอะไรโผล่ขึ้นมาก็ค่อยวินิจฉัยและตัดสินใจเลือกไปทีละช็อต ทีละช็อต

      6. วินาทีนี้ คุณมีปัญหาอะไรไหม 

     อย่าพูดถึงชั่วโมงหน้าหรือวันพรุ่งนี้นะ เอาแค่วินาทีนี้ คุณมีปัญหาอะไรไหม คุณหายใจไม่ออก มีอะไรมาบีบคอคุณอยู่หรือเปล่า ถ้าคุณยังหายใจออกดีอยู่คุณก็อยู่ในวินาทีนี้ได้สิ ใช่ไหม นี่แหละ การอยู่กับปัจจุบัน ที่นี่ เดี๋ยวนี้ รู้ตัวอยู่ ไม่มีความคิด ความรู้ตัวเป็นความสงบเย็นโดยธรรมชาติ แล้วทางเลือกทั้งหลายจะค่อยๆโผล่ขึ้นมาเอง หากยังไม่มีอะไรโผล่ออกมา ก็ไม่เห็นเป็นไร เพราะวินาทีนี้คุณไม่มีปัญหาอะไรไม่ใช่หรือ ถ้าคุณไม่มีปัญหาอะไร คุณก็สงบเย็น โอเค. ชีวิตคุณมีความสุขสงบแล้ว เมื่อตัวเองสงบเย็นแล้วคราวนี้คุณจึงจะเริ่มออกไปใช้ชีวิตได้ ถ้าคุณยังไม่สงบเย็นอย่าเพิ่งออกไปใช้ชีวิต เพราะการใช้ชีวิตเพื่อเสาะหาความสงบเย็นคุณจะหาไม่พบ คุณต้องถอยออกมาจากความคิดมาอยู่กับความรู้ตัวคุณจึงจะพบกับความสงบเย็น เมื่อคุณสงบเย็นแล้วคุณค่อยออกไปใช้ชีวิต

     ซึ่งเมื่อคุณสงบเย็นดีแล้วคุณก็ไม่ต้องมุ่งออกไปฟูมฟักปกป้องอัตตาของคุณซึ่งเป็นแค่ความคิดตัวแสบอีกแล้วเพราะนั่นไม่ใช่ทางสู่ความสงบเย็น การออกไปใช้ชีวิตของคุณคราวนี้จึงมีวาระเดียว คือการไปทำอะไรเพื่อโลก หรือเพื่อชีวิตอื่น อย่าบอกผมนะว่าคุณจะไปทำประโยชน์ให้โลกให้คนอื่นได้อย่างไร ตัวคุณยังตกงานอยู่เลย ในความเป็นจริงแล้วคุณใช้ชีวิตเพื่อโลกเพื่อชีวิตอื่นได้เสมอทุกวินาที คุณปลูกต้นไม้ต้นหนึ่ง คุณก็ทำเพื่อโลกได้แล้ว คุณยิ้มให้คนใกล้เคียงหนึ่งครั้ง คุณก็ทำเพื่อชีวิตอื่นแล้ว นี่แหละคือการใช้ชีวิตที่คุ้มค่ากับการได้เกิดมา เป็นการเกิดมาแบบไม่เสียชาติเกิด ขณะที่การฆ่าตัวตายเป็นการปิดโอกาสที่จะได้ใช้ชีวิตเสียตั้งแต่ยังไม่ทันได้ใช้ชีวิต

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

17 มิถุนายน 2563

ระวังนะคุณคิดอะไรบ่นเรื่องอะไร..นั่นแหละจะเป็นจริงในชีวิตของคุณ

คุณหมอคะ
สามีของหนูเขาเป็นคนดีที่รักหนูมาก แต่เขาบอกว่าหนูเป็นคนขี้บ่นขี้หงุดหงิดและชอบมองอะไรในแง่ร้าย มีวันหนึ่งเขาถึงกับเปรยกับหนูว่าเขาแต่งงานกับหนูแล้วเครียดและทำให้ชีวิตเขาพบแต่เรื่องเครียดๆ หนูคิดมากว่านี่เขากำลังจะมีคนใหม่หรือเปล่า หรือเขาตำหนิว่าคำบ่นของหนูทำให้ชีวิตเขาเจอแต่สิ่งไม่ดี หนูขี้บ่นก็จริงนะคะคุณหมอ แต่ในใจหนูไม่ได้คิดร้ายใคร หนูชอบความถูกต้องยุติธรรม มันจริงหรือคะคุณหมอที่ว่าการบ่นว่าอะไรไม่ถูกไม่ควรจะมีผลถึงกับทำให้ชีวิตของคนข้างๆแย่ไปเลย

.....................................................

ตอบครับ

     ถามว่าการเป็นคนขี้บ่นทำให้ชีวิตคนช้างๆเสียหายจริงไหม ตอบว่าจริงสิครับ เพราะในโลกนี้มีใครอยากฟังคนบ่นกระปอดกระแปดทั้งวันบ้าง ตัวคุณเองชอบอยู่ใกล้คนขี้บ่นไหมละ อะไรก็ตามที่ตัวคุณเองยังไม่ชอบเลย คุณก็ไม่ควรเอาไปให้คนอื่น

     แต่ว่าคำบ่นมันมีผลต่อผู้บ่นมากกว่าผู้ฟังนะ เพราะคำบ่นมาจากความคิด เป็นความคิดชนิดลบ คนชอบบ่นก็คือคนชอบคิดลบตลอดศก คำบ่นไม่สำคัญ แต่ความคิดนั่นสิสำคัญ ตรงนี้แหละอันตราย คุณอย่าไปห่วงสามีคุณว่าจะเฉาตายเพราะปากคุณเลย ห่วงตัวคุณเองดีกว่า ผมจะค่อยๆชี้แจงนะว่าความคิดมันมีผลต่อชีวิตเราอย่างไร

     กลไกการสนองตอบต่อสิ่งเร้าของร่างกายสิ่งมีชีวิตทุกชนิด มีพื้นฐานอยู่บนวงจรไฟฟ้าของระบบประสาทอัตโนมัติที่เรียกว่า reflex วงจรง่ายที่สุดเช่นวงจรการเตะเท้าเมื่อถูกเคาะเอ็นสะบ้า ประกอบด้วย

- ตัวรับสัญญาณว่าเอ็นหัวเข่าถูกยืด
- แปลงสัญญาณการถูกยืดเป็นไฟฟ้า
- ส่งไปตามเส้นประสาทรับความรู้สึก (sensory)
- ไปปล่อยไฟฟ้าเข้าเส้นประสาทสั่งการ (motor)
- ไปปล่อยที่ปลายประสาทที่ฝังอยู่ในกล้ามเนื้อหน้าขา
- ไฟฟ้ากระตุ้นกล้ามเนื้อหน้าขาให้กระตุก

     วงจรพื้นฐานทำนองนี้ประกอบกันเข้าเป็นวงจรที่ซับซ้อนอีกมากมายทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถสนองตอบอย่างเหมาะสมกับสิ่งเร้าที่เข้ามาในแต่ละวินาทีได้ทันที เช่น พอความดันตกหลอดเลือดก็หดตัวเพื่อเพิ่มความดัน พอมีอะไรมาแตะผิวแก้วตาหนังตาก็จะหลับตาปี๋ลงทันทีเพื่อป้องกันการบาดเจ็บของลูกตา เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้นงานวิจัยของชาวรัสเซียคนหนึ่งพิสูจน์ได้ว่า "ความจำ" ถูกผูกเข้าไปเป็นส่วนสำคัญของวงจรสนองตอบเฉียบพลันนี้ด้วย ทำให้วงจรนี้ซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้นเรียกว่า conditioned reflex หมายความว่าอะไรที่ถูกบันทึกไว้เป็นความจำล้วนจะกลับมาโผล่ในชีวิตจริงของเราอีกครั้งในรูปของการสนองตอบแบบอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการสนองตอบด้วยการคิด หรือพูด หรือทำ ดังนั้น ยามที่เราเผลอไม่มีสติกำกับการคิดพูดทำของเราเอง สิ่งที่จะกำหนดการคิดพูดทำของเราก็คือความจำของเรานั่นเอง ทั้งความจำที่เราจำได้และความจำชนิดที่เราจำไม่ได้แล้วแต่ว่าสมองของเราบันทึกไว้

     รูปแบบของความคิดที่ฝังแน่นในความจำมากที่สุดคือความกลัวหรือความไม่อยากได้ คนชอบบ่นคือคนที่กลัวหรือไม่อยากได้อะไรอยู่ในใจซ้ำๆซากๆ คุณกลัวอะไร หรือไม่อยากได้อะไร ความกลัวหรือความไม่อยากได้นั้นมันจะหวนกลับมาโผล่ในใจของคุณในรูปของความ "ย้ำคิด" อย่างซ้ำซากอีกๆๆๆ

     ในแต่ละความคิดซึ่งปรากฎเป็นภาษาเชื่อมโยงกันเป็นประโยคและมีความหมายโดยรวมนั้น บางครั้งมันถูกรับรู้และถูกควักกลับมาใช้แบบกระท่อนกระแท่น โดยไม่ได้เรียงกันเป็นประธาน กริยา กรรม หรือคำเชื่อม คำปฏิเสธ ยกตัวอย่างเช่นเราคิดว่า "ฉันไม่อยากเจอเจ้านายใจโหด" บางครั้งความคิดมันแหว่งไปเหลือโผล่มาแต่ "ใบหน้าเจ้านายใจโหด" โดยขาดรายละเอียดประกอบอื่นๆไป คำว่าฉันไม่อยากเจอไม่ได้มาด้วย มาแต่เจ้านายใจโหด เป็นต้น

     คราวนี้ผมจะแชร์ประสบการณ์ชีวิตส่วนตัวกับคุณโดยไม่เกี่ยวอะไรกับหลักฐานหรือผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์นะ ว่าความคิดของเรานี้ไม่ว่าจะโผล่ขึ้นมาโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ มันมีศักยภาพที่จะสร้างสถานะการณ์ขึ้นในชีวิตจริงได้เสมอ แบบที่พวกนักจิตวิทยาเขาตั้งชื่อเรียกว่ากฎแห่งการดึงดูดหรืออะไรทำนองนั้นนั่นแหละ ผมไม่รู้หรอกว่ากลไกพื้นฐานมันเป็นอย่างไรอธิบายด้วยภาษาให้มันเม้คเซ้นส์ได้หรือไม่ รู้แต่ว่าสิ่งที่เป็นสถานะการณ์ในชีวิตจริงซึ่งประกอบด้วยคนสัตว์สิ่งของภายนอกตัวเรานั้น มันถูกสร้างขึ้นโดยใจของเราทั้งสิ้น เพราะผู้รับรู้สถานะการณ์นั้นก็มีแต่ใจหรือความสนใจของเราเท่านั้น ถ้าไม่มีใจของเราไปรับรู้ สถานะการณ์เหล่านั้นก็ไม่มี และหากใจของเราหมกมุ่นครุ่นคิดถึงสิ่งใด สถานะการณ์ในชีวิตจริงที่เกี่ยวข้องกับสิ่งนั้นก็จะถูกสร้างขึ้นหรือถูก "เสก" ขึ้นมา ฟังดูไสยศาสตร์มากเลยใช่ไหม แต่ผมแชร์ประสบการณ์ชีวิตกับคุณได้เต็มปากเต็มคำว่ามันเป็นเช่นนั้นจริง ถ้าจะให้ผมพูดให้ลึกซึ้งจริงใจขึ้นไปอีกหน่อยก็คือชีวิตของคนเรามันมีส่วนตื้นคืออีโก้หรือตัวตนนี้ กับส่วนลึกซึ่งก็คือความรู้ตัว ส่วนลึกนี้มันมีศักยภาพที่พิศดารอธิบายเป็นภาษาไม่ได้เดี๋ยวคนเขาจะว่าหมอสันต์บ้า เอาเป็นว่ามัน "เสก" สถานะการณ์ในชีวิตคุณขึ้นมาจากความย้ำคิดของคุณได้ก็แล้วกัน

     ประเด็นที่ผมจะพูดกับคุณคือ ประเด็นที่ 1. ให้ระวังความคิด โดยเฉพาะความคิดในรูปแบบของความกลัว หรือความไม่อยากได้ ซึ่งบ่อยครั้งแสดงออกมาในลักษณะของคำจู้จี้ขี้บ่น เพราะมันจะนำมาซึ่งเหตุการณ์ในชีวิตจริง แบบว่ากลัวอะไร เกลียดอะไร ก็จะได้สิ่งนั้น จะเจอสิ่งนั้น คนขี้บ่นจะพบแต่เหตุการณ์ร้ายๆในชีวิตราวกับว่าคำบ่นนั้นเป็นคำสาปสำหรับชีวิตตัวเอง เพราะคำบ่นเกิดตามหลังความคิดในใจ คนขี้บ่นกับคนขี้กลัวเป็นคนพันธ์ุเดียวกันคือไม่อยากให้เหตุการณ์ที่ไม่ชอบเกิดขึ้นอีก เมื่อมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น คนขี้บ่นหรือขี้กลัวจะเลือกคิดถึงความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุด (worst case scenario) ขึ้นมาก่อนเสมอ นั่นคือการ "เสก" สถานะการณ์จริงในชีวิตให้ตัวเองไว้ล่วงหน้าแล้ว

    "จะไม่ให้บ่นได้ยังไง ก็มันไม่ถูกต้องนี่"

     เมื่อเราพบเห็นอะไรไม่ถูกต้อง เราจะหงุดหงิด ความหงุดหงิดเป็นรูปแบบหนึ่งของความคิดนะ เราบันทึกจดจำมันเข้าไปแล้ว ซ้ำๆซากๆ กลายเป็นว่าคอนเซ็พท์เรื่องความถูกต้องที่เรายึดถือเป็นตัวร้ายที่ทำให้เราบันทึกจดจำแต่เรื่องร้ายๆและทำให้เราได้พบกับเรื่องร้ายๆ

     ประเด็นที่ 2. ของผมก็คือเมื่อใดก็ตามที่พบเห็นคนทำอะไรไม่ถูกต้อง คุณมีทางเลือกสองทางคือ

     (1) บันทึกความหงุดหงิด (upset) ด้วยการนึกตำหนิ หรือบ่น ในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

     (2) บันทึกความสงบเย็น (peace) ด้วยการนึกให้อภัย เมตตา และช่วยเหลือ

     ผลของการเลือกสองทางนี้ต่างกันมากนะ ทางเลือกแรกคุณ "เสก" สิ่งเลวร้ายให้มาเกิดกับชีวิตคุณอีกในโอกาสหน้า แต่ทางเลือกที่สองคุณ "เสก" สิ่งดีๆให้มาเกิดในชีวิตคุณในโอกาสหน้า

     ทั้งสองประเด็นนี้ผมไม่มีวิทยาศาสตร์ใดๆมาอธิบาย มีแต่ประสบการณ์ในชีวิตจริงมาแชร์ ว่ามันเป็นเช่นนี้เสมอ คุณจะเลือกทางไหนก็เลือกเอา ชีวิตคุณคุณเลือกเอง ไม่ใช่เพื่อสามี ไม่ใช่เพื่อคนงี่เง่าที่คุณให้อภัยเขา แต่เพื่อตัวคุณเองนั่นแหละ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

16 มิถุนายน 2563

กลุ่มอาการเจ็บเอ็นข้างหัวเข่า Iliotibial band (ITB) syndrome

เรียนคุณหมอสันต์
อายุ 38 ปี ตอนนี้วิ่งจ๊อกกิ้งแล้วเจ็บเข่ามา เจ็บด้านข้างนอกหัวเข่า ลามไปถึงใต้เข่า ไปหาหมอบอกว่าเป็นโรค ITB ให้เลิกวิ่งจ๊อกกิ้ง กินยาแก้อักเสบและยาคลายกล้ามเนื้อ หนูเปลี่ยนมาปั่นจักรยานก็ไม่เห็นหายเจ็บ อย่างนี้แปลว่าออกกำลังกายไม่ได้เลยหรือคะ อยากถามคุณหมอว่าวิธีรักษาที่แท้จริงควรทำอย่างไร

.............................................................

ตอบครับ

     กลุ่มอาการเจ็บเอ็นข้างหัวเข่า Iliotibial band syndrome (ITB) เป็นเหตุการเจ็บบริเวณข้างหัวเข่าที่พบบ่อยที่สุดในนักกีฬาหนุ่มๆสาวๆซึ่งเล่นกีฬาชนิดที่ต้องวิ่งๆปั่นๆหรือกีฬาที่มีการงอเข่าเหยียดเข่า งอๆ เหยียดๆ ซ้ำๆ ซากๆ เท่าที่มีการสำรวจรายงานไว้พบว่าโรคนี้เป็นมากถึง 12% ของนักกีฬาทั้งหมด

     อันว่าเอ็นข้างหัวเข่านี้มันเป็นเอ็นเชื่อมระหว่างขอบกระดูกเชิงกราน (iliac crest) เชื่อมโยงกับกล้ามเนื้อก้น (gluteus) แล้ววิ่งเป็นแถบแบนๆเลียบด้านนอกของขา วิ่งคร่อมโหนกด้านนอกของข้อเข่า (lateral femoral condyle) ไปจบที่ปุ่มกระดูกหน้าแข้ง (tibia tubercle) ซึ่งอยู่ใต้หัวเข่าด้านนอก เอ็นนี้มีบทบาทช่วยในการเคลื่อนไหวสี่ทิศทาง คือ
(1) อ้าขา (hip abduction)
(2) หมุนขาเข้าใน (hip internal rotation) เช่นตอนนักมวยตีเข่า
(3) เหยียดเข่า
(4) งอเข่า

     เอกลักษณ์ของเอ็นข้างเข่านี้คือช่วงระหว่างจากจุดกำเนิดไปจนถึงจุดสิ้นสุดมันไม่ได้เชื่อมต่อกับกระดูกชิ้นใดๆเลยนั่นหมายความว่ามันวิ่งเลียบข้างหัวเข่าไปโดยไม่ได้เกาะติดกับหัวเข่า นี่อาจเป็นเหตุให้มันถูไปไถมากับโหนกด้านนอกของข้อเข่า หรือไม่ก็บีบอัดรัดปลายประสาทที่แทรกอยู่ในเบาะไขมันที่เคลือบโหนกด้านนอกของข้อเข่าจนเกิดอักเสบและเจ็บปวดขึ้นมาก็ได้ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรยังไม่มีหลักฐานชี้ชัด ได้แต่เดาเอา ที่รู้แน่ชัดแล้วก็คือรู้ว่าเมื่อเอ็นนี้อักเสบ มันก็เจ็บที่ข้างหัวเข่า รู้เท่านั้นแหละ

     งานวิจัยเชิงชีวกลไก (biomechanics) พบว่าเอ็นข้างหัวเข่าจะถูกอัดลงกับโหนกด้านนอกของหัวเข่าเฉพาะเมื่อวิ่งหรือเดินในจังหวะที่เท้ากระทบพื้นขณะที่ข้อเข่างอไม่เกิน 30 องศาเท่านั้น ซึ่งการวิ่งหรือเดินแบบหัวเข่างอนิดเดียวนี้มักจะเกิดเมื่อวิ่งหรือเดินลงเขาหรือลงบันไดหรือขณะวิ่งหรือเดินช้าๆ หรือปั่นจักรยานโดยตั้งอานสูงเกินไป

     อาการ

     อาการหลักของกลุ่มอาการเจ็บเอ็นข้างหัวเข่าคือเจ็บตรงโหนกด้านนอกของข้อเข่า (lateral femoral epicondyle) สูงกว่าเส้นระนาบผิวข้อขึ้นมาประมาณ 2-4 ซม. ยิ่งกดตรงนี้ยิ่งเจ็บ ถ้าอาการเป็นมากอาจเจ็บลงไปถึงหน้าแข้ง น่อง และเจ็บขึ้นมาถึงขาด้านนอก โดยมักเจ็บขณะวิ่งหรือเดิน ขณะขึ้นลงเขาหรือบันไดจะเจ็บมากเป็นพิเศษ บางรายต้องเดินลากขาเพราะงอเข่าแล้วจะเจ็บ ถ้าเป็นมากก็มักเจ็บต่อเนื่องไปถึงตอนพักด้วย คนที่มีรูปทรงของขาผิดรูป เช่น ขาโก่งจนเข่าห่างจากกัน (valrus) หรือโก่งเข้าจนเข่าตีกัน (valgus) หรือขายาวไม่เท่ากัน มีแนวโน้มที่จะเกิดกลุ่มอาการเจ็บเอ็นข้างหัวเข่านี้ได้ง่ายขึ้นกว่าคนทั่วไป

     มีวิธีตรวจเพื่อดูการหดเกร็งของเอ็นข้างหัวเข่าอย่างหนึ่งเรียกว่า Ober's test คือให้คนเจ็บนอนตะแคงงอเข่างอสะโพกเล็กน้อย เอาข้างเจ็บขึ้น ผู้ตรวจเอามือหนึ่งจับสะโพกส่วนบนให้ตะแคงนิ่งๆไว้ แขนอีกข้างหนึ่งช้อนยกขาบนของคนเจ็บขึ้นและดึงขาบนไปข้างหลัง (hip abduction and extension) แล้วค่อยปล่อยมือวางขาบนลงบนพื้นเตียง (adduction) ในท่าขาบนอยู่ข้างหลังทั้งอย่างนั้น (extension) หากเอ็นข้างหัวเข่าตึงมากผู้บาดเจ็บจะวางขาลงบนพื้นไม่ได้ แปลว่าเอ็นข้างหัวเข่าหดเกร็งก็ถือว่าตรวจได้ผลบวก (อย่างไรก็ตาม ผมเองยังไม่เคยเห็นงานวิจัยเปรียบเทียบพิสูจน์ว่าการทำท่าอย่างนี้สัมพันธ์กับการที่เอ็นข้างหัวเข่าหดเกร็งจริงหรือเปล่า ท่าตรวจแบบนี้จึงเป็นการตรวจตามประเพณีนิยมมากกว่าตามหลักฐานวิจัย)

การรักษา

1. หากมีสาเหตุทางกายภาพ เช่นขาโก่ง (bow leg) เข่าตีกัน (knock knee) ขาไม่เท่ากัน ต้องไปแก้ปัญหาทางกายภาพก่อน ซึ่งผมเคยตอบคำถามเรื่องขาโก่ง (https://visitdrsant.blogspot.com/2019/12/varus.html) ไว้แล้ว ท่านที่สนใจให้ตามไปอ่านได้

2. ขณะที่ปวดเฉียบพลันอยู่นั้นก็บรรเทาปวดกันไปตามสูตร ด้วยการพักการใช้งาน ประคบร้อน ประคบเย็น กด นวด อุลตร้าซาวด์ ใช่เครื่องเขย่า เป็นต้น

3. เมื่ออาการปวดทุเลาก็ให้เริ่มการทำกายภาพบำบัด ซึ่งมีหลักสำคัญอยู่ที่การยืดเอ็นข้างหัวเข่า เช่น

ท่าที่ 1. สมมุติว่าจะยืดเอ็นของขาซ้าย ให้ยืนเอามือซ้ายเท้าผนังระดับเหนือศีรษะให้ขาซ้ายอยู่ห่างจากผนังราวครึ่งก้าวโดยเท้าชิดกัน แล้วเอียงสะโพกเข้าชิดผนังแต่สองเท้ายังปัหลักอยู่ที่เดิมโดยไม่ขยับ คือจงใจให้ขาซ้ายถูกเอียงทำมุมกับลำตัวซึ่งอยู่ในแนวดิ่งให้มากที่สุด (hip adduction)  หากทำได้ให้ค่อยเลื่อนเท้าซ้ายผ่านไปด้านหลังของขาขวาจนขาซ้ายไขว้กับขาขวาได้ก็ยิ่งจะทำให้เอ็นข้างหัวเข่าซ้ายถูกยืดมากยิ่งขึ้น ทิ้งให้มันถูกยืดอยู่อย่างนั้นสัก 20 วิแล้วค่อยๆกลับมาท่ายืนปกติ แล้วยืดซ้ำอีกสักสองสามครั้ง

ท่าที่ 2. นอนหงายชันเข่า เอาเท้าซ้าย (ข้างเจ็บ) ขึ้นพาดหน้าเข่าขวา แล้วเอาสองมือรวบขาขวาตรงใกล้กับหัวเข่าขวาแล้วดึงขาขวาเข้าหาตัวจนสะโพกและขาซ้ายตึงได้ที่ วิธีนี้จะยืดเอ็นข้างหัวเข่าส่วนที่อยู่ตั้งแต่สะโพกมาถึงกลางขาได้ดี

ท่าที่ 3. ท่ากายบริหารยืดเหยียดแบบยืนกางขาชูมือซ้ายขึ้นเหนือศรีษะแล้วโยกทั้งมือซ้าย พร้อมกับเอียงศรีษะและลำตัวไปทางขวาโดยสะโพกอยู่ที่เดิมนิ่งๆ ทิ้งให้ยืดอยู่สัก 20 วินาที เป็นการยืดลำตัวและขาซีกซ้ายและเอ็นข้างหัวเข่าซ้ายไปพร้อมกัน แล้วก็สลับมายืดซีกขวาบ้าง

4. ถ้าทำกายภาพบำบัดด้วยตัวเองอย่างนี้ไปพักใหญ่เช่น 4-6 สัปดาห์แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ก็ต้องกลับไปหาหมอกระดูก (orthopedists) หรือหมอกายภาพบำบัด (physiatrists) ให้ตรวจวินิจฉัยสาเหตุทางกายภาพที่ละเอียด หรือทำการรักษาที่รุกล้ำยิ่งขึ้นเช่นการฉีดยาต้านการอักเสบเฉพาะที่ หรือแม้กระทั่งทำการผ่าตัดแก้ไข (เช่น กรณีที่เกิดพังผืดติดยึดมาก หรือเมื่อต้องผ่าตัดแก้ความผิดปกติของภาวะขาโก่งหรือขาเกจนหัวเข่าตีกัน เป็นต้น)

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

11 มิถุนายน 2563

ทำไมการใช้ชีวิตจึงยากจัง

อาจารย์ครับ
ทำไมการใช้ชีวิตจึงยากจัง มีแต่ล้มเหลว ไม่ประสบความสำเร็จ เหงา หดหู่ (คำถามจาก OnLineClinic5)

ตอบครับ

     ถามว่าทำไมการใช้ชีวิตจึงยากจัง ตอบว่าการใช้ชีวิตยากอย่างที่คุณว่าจริง ถ้าคุณใช้ชีวิตแบบมุ่งไปเสาะหาความสุข ซึ่งมันมีโอกาสพบน้อย หรือพบก็อยู่ได้แป๊บเดียว ทั้งนี้เป็นเพราะความสุขมันไม่ใช่สิ่งที่อยู่ข้างนอกตัว แต่การใช้ชีวิตของเรามุ่งเสาะหาสิ่งที่มันไม่ได้อยู่ที่นั่น มันจึงยาก

     ความสุขเป็นธรรมชาติของส่วนลึกของชีวิตเรา มันอยู่ข้างใน ผมพูดบ่อยๆว่าชีวิตประกอบขึ้นง่ายๆจากสามส่วน คือร่างกาย ความคิด และความรู้ตัว ใจของเรานี้เมื่อวางความคิดลงไปหมดก็จะเหลือแต่ความรู้ตัว ซึ่งมีธรรมชาติเป็นความตื่น ความสามารถรับรู้ และความสงบเย็นเบิกบาน ตรงนี้แหละคือที่ความสุขที่แท้จริงอยู่ ไม่ใช่ที่ความสำเร็จที่ข้างนอก

     ความรู้ตัวสงบเย็นอยู่ได้ตลอดเวลาเพราะมันไม่มีเอี่ยวอะไรกับความเป็นบุคคลหรือ identity ของเราซึ่งเราสร้างขึ้นมาจากการยำรวมร่างกายนี้เข้ากับความคิดและคอนเซ็พท์ต่างๆเข้าด้วยกันแล้วเหมาเอาว่านี่คือตัวตนของเรา ความรู้ตัวไม่ได้เป็นญาติกับ identity ของเรา ความรู้ตัวจึงไม่ต้องเดือดร้อนคอยตามอวยหรือตามปกป้อง identity ของเรา ไม่เหมือนความคิดที่ร้อยทั้งร้อยถูกชงขึ้นมาจากสำนึกว่าเป็นบุคคลและแทบจะมีหน้าที่เดียวคือคอยอวยหรือปกป้อง identity ของเราซึ่งเป็นงานสุดยากเพราะ identity มันเป็นของสมมุติที่ไม่ใช่ของจริงอันถาวรไม่ว่าใครก็ปกป้องมันให้คงอยู่สูงเด่นตลอดไปไม่ได้หรอก

     ผมแนะนำให้คุณเปลี่ยนนโยบายการใช้ชีวิตใหม่นะ คือก่อนที่จะออกไปใช้ชีวิต ให้ตั้งต้นด้วยการมีความสุขก่อน หมายความว่าให้คุณวางความคิด ถอยความสนใจออกจากความคิด หมายถึงการทิ้ง identity ของตัวเองไปเสีย แล้วถอยเข้าไปอยู่กับความรู้ตัว หรือไปเป็นความรู้ตัว แบบที่เขาเรียกว่าอยู่กับปัจจุบัน ที่ตรงนั้นคุณจะสงบเย็นและเบิกบาน คือคุณมีความสุขแล้วจากการถอยจากนอกเข้าใน ประเด็นคืออย่าเริ่มต้นด้วยการออกไปใช้ชีวิต แต่เริ่มต้นด้วยการถอยจากนอกเข้าในให้ตัวเองมีความสุขสงบเย็นก่อน

     เมื่อตัวเองมีความสุขสงบเย็นแล้ว จึงค่อยเริ่มต้นออกไปใช้ชีวิต การออกไปใช้ชีวิตคราวนี้จะมีวาระเดียวเท่านั้น คือไปช่วยโลก หรือช่วยสังคม หรือช่วยชีวิตอื่น ไม่ใช่ไปหาความสุข เพราะเรามีความสุขเรียบร้อยแล้วไม่ต้องไปเสาะหาอีก ไม่ต้องอวยหรือปกป้อง identity ของเราเพราะเราทิ้งมันไปแล้วไม่ด้องปกป้องอะไรอีก การออกไปรอบนี้มีแต่จะมุ่งช่วยโลกช่วยชีวิตอื่นเท่านั้น ทุกเวลานาทีก็ท่องอยู่แต่ว่าจะช่วยโลกช่วยชีวิตอื่นได้อย่างไร ซึ่งมันเริ่มได้ง่ายๆ เช่นปลูกต้นไม้ต้นหนึ่งคุณก็ช่วยโลกแล้ว ยิ้มให้คนที่เดินสวนกันทีหนึ่งคุณก็ช่วยคนอื่นแล้ว การออกไปใช้ชีวิตแบบนี้ไม่ยาก และคุณจะประสบความสำเร็จแทบทุกครั้ง ไม่ยากเหมือนการอวยหรือปกป้อง identity ของเราเองซึ่งยากเย็นกว่ากันมาก ผลพลอยได้จากการใช้ชีวิตแบบนี้ก็คือทุกคนมีแต่ได้ คุณได้ตรงที่อัตตาหรือ identity ที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ของคุณนั้นมันจะฝ่อเล็กลงๆเพราะคุณทิ้งมัน คนอื่นหรือโลกก็จะได้เต็มๆเพราะคุณทำอะไรก็ทำเพื่อคนอื่นหรือเพื่อโลก

     ลองดูนะ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

10 มิถุนายน 2563

การหลั่ง Growth Hormone กับเวลาเข้านอนของเด็ก

Your Name: ...
Phone Number: ...
Your Question: รบกวนสอบถามอาจารย์เรื่อง ความสัมพันธ์ของเวลา กับ การหลั่ง growth hormone ค่ะ  ถูกสอนมาตลอดว่าให้เด็กนอนหลับลึกและยาวโดยเริ่มนอนไม่เกิน4ทุ่ม เพื่อให้หลั่งgrowth hormone เพิ่มความสูง แต่มีคำถามสงสัยนิดนึงค่ะ
1. ถ้าหลับลึกและนานเท่ากัน แต่เริ่มดึกเช่นหลังเที่ยงคืน แต่สม่ำเสมอเหมือนเดิมตลอด จะหลั่งฮอร์โมนน้อยกว่าหรือคะ
2. ถ้ามีการย้ายประเทศเป็นพักๆตลอด เพราะต้องตามพ่อแม่ไป อยู่คนละซีกโลก อย่างนั้นฮอร์โมนจะหลั่งตามช่วงเาลาไหนคะ หรือเปลี่ยนไปมาคะ
3. ถ้าการหลั่ง growth hormone ขึ้นกับแสงแดดและ Melatonin แล้วคนที่อยู่ประเทศที่มีช่วง seasons ที่สว่างตลอดแบบที่เที่ยงคืนก็ยังมีดวงอาทิตย์ หรือประเทศที่มีช่วงเวลาที่หลายเดือนแทบไม่มีแดดเลยอึมครึม หิมะตกตลอด การหลั่งฮอร์โมนจะเป็นอย่างไรคะ
สงสัยมากจริงๆค่ะ ตอบคำถามคุณพ่อคุณแม่เด็กได้ไม่เคลียร์เลยค่ะ
ขอบพระคุณอาจารย์ล่วงหน้าค่ะ
พญ. ...

............................................

ตอบครับ

     ท่าทางคุณหมอคงจะเป็นกุมารแพทย์

     1. ถามว่าการได้นอนหลับนานเท่ากัน แต่เข้านอนดึกเร็วหรือช้ากว่ากัน การหลั่งโกรทฮอร์โมนจะต่างกันไหม ตอบว่าไม่มีใครทราบจริงๆหรอกครับ ได้แต่เดากันไปตามใจชอบ ข้อมูลของจริงมีแค่งานวิจัยเล็กๆชิ้นหนึ่งเป็นการวิจัยในคนทำงานเป็นกะ คือกว่าจะได้เข้านอนก็ 7.00 น. ไปตื่นเอา 15.00 น. แล้วพบว่าปริมาณโกรทฮอร์โมนที่หลั่งออกมาขณะหลับครั้งใหญ่ตอนกลางวันนั้นลดลงเมื่อเทียบกับการหลับครั้งใหญ่ตอนกลางคืน แต่ร่างกายก็หลั่งชดเชยนอกช่วงเวลาหลับครั้งใหญ่ได้ โหลงโจ้งแล้วนับรวมทั้งวันก็ได้ฮอร์โมนใกล้เคียงปกติ เพราะอย่าลืมว่ากลไกปล่อยโกรทฮอร์โมนอีกตัวหนึ่งเกิดขณะตื่นนะ คือการออกกำลังกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกกำลังกายหนักๆ การนอนหลับกับการออกกำลังกายหนักจึงเป็นสองศรีพี่น้องที่คอยช่วยกันปล่อยโกรทฮอร์โมนให้พอใช้

     อีกประเด็นหนึ่งคือผลของการหลับๆตื่นๆหรือหลับไม่ต่อเนื่องต่อการหลั่งโกรทฮอร์โมน อันนี้มันมาจากงานวิจัยในคนผู้ใหญ่ที่เป็นโรคนอนไม่หลับเรื้อรังแล้วพบว่าคนที่มีโกรทฮอร์โมนต่ำสุดคือคนที่นอนไม่หลับหรือหลับๆตื่นๆมากที่สุด

     อีกงานวิจัยหนึ่งทดลองให้ผู้ป่วยอยากหลับเมื่อไหร่ก็หลับเอาตามใจชอบไม่ต้องมีเวล่ำเวลากันละ เรียกว่างานวิจัยการหลับเสรี (free sleep) พบว่าการหลับแบบนี้ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมนน้อยกว่าการหลับเป็นเวลาตอนกลางคืน ความรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโกรทฮอร์โมนกับการนอนหลับเราก็มีอยู่แค่นี้

     2. ถามว่าถ้ามีการย้ายประเทศเป็นพักๆตลอด ฮอร์โมนจะจับยามหลั่งตามช่วงเวลาไหน ฮี่..ฮี่ ตอบว่าไม่เคยมีงานวิจัยผลกระทบของการย้ายประเทศต่อการหลั่งโกรทฮอร์โมนเลยครับ และผมเชื่อว่าจะไม่มีงานวิจัยเรื่องนี้ไปอีกตลอดอายุขัยของหมอสันต์ เพราะมันทำยากมากหรือทำไม่ได้เลย จึงไม่มีใครจะตอบคำถามนี้ให้คุณหมอได้

    3. ถามว่าถ้าการหลั่งโกรทฮอร์โมนขึ้นกันแสงแดดและเมลาโทนิน แล้วคนที่อยู่ประเทศที่ดวงอาทิตย์ไม่ยอมตกหรือไม่มีแดดเลยจะหลั่งโกรทฮอร์โมนกันอย่างไร ตอบว่าผมไม่รู้ว่าร่างกายจะหลั่งอย่างไร รู้แต่ว่ามีงานวิจัยที่สรุปผลได้ว่าหน้าร้อนแดดแยะเด็กๆโตเร็วกว่าหน้าหนาวแดดน้อย ท่านผู้อ่านคงจะสงสัยตะหงิดๆว่าแล้วในประเทศไทยซึ่งแดดแยะตลอดศกนั้นทำไมเด็กเป็นแคระไม่โตสักที ตอบว่าเพราะมันมีความจริงอีกอันหนึ่งซึ่งเราทราบจากงานวิจัยหลายชิ้นแต่เราอธิบายไม่ได้ คือยิ่งคนอยู่ห่างไกลเส้นศูนย์สูตรซึ่งมีแสงแดดแบบเอียงๆมากเท่าไหร่ยิ่งมีร่างกายสูงใหญ่มากขึ้นเท่านั้น แล้วเมื่อวิเคราะห์ผู้คนที่อยู่ห่างเส้นศูนย์สูตรไม่เท่ากันก็พบว่ามีพันธุกรรมไม่เหมือนกัน ดังนั้นมีผู้เล่นสามตัวแล้วนะ คือ (1) แสงแดด (2) ความเอียงของแสงแดด และ (3) พันธุกรรม สามผู้เล่นนี้ผลัดกันเล่นอย่างไรยังไม่มีใครทราบดอก

     ผมตอบคำถามคุณหมอหมดแล้วนะ หิ หิ คำถามของคุณหมอตอบง่ายมาก เพราะมีคำตอบให้คำตอบเดียวคือ "ไม่รู้"

     แต่ไหนๆคุณหมอก็ถามมาแล้ว พูดถึงเรื่องโกรทฮอร์โมนสำหรับคนทั่วไปเสียหน่อยก็ดี การขาดโกรทฮอร์โมนในผู้ใหญ่ถือเป็นโรค ซึ่งทำให้มวลกล้ามเนื้อลดลง กระดูกบางลง ผมบางลง

     การทดแทนโกรทฮอร์โมนต้องใช้วิธีฉีดเท่านั้น เป็นวิธีรักษาที่กฎหมายจำกัดให้ใช้แต่ในคนที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นโรคขาดโกรทฮอร์โมนซึ่งนอกจากจะมีอาการขาดฮอร์โมนคือกล้ามเนื้อลีบ เปลี้ย ลงพุง ผิวบาง นอนไม่หลับแล้ว ยังต้องพิสูจน์ด้วยการเจาะเลือดดูระดับฮอร์โมนด้วย ดังนั้นการฉีดโกรทฮอร์โมนเพื่อให้กล้ามใหญ่ในคนแก่หรือโด้ปนักกีฬาที่ระดับฮอร์โมนปกติอยู่ก็ดี หรือเพื่อเพิ่มความสูงในเด็กที่โกรทฮอร์โมนปกติอยู่ก็ดี เป็นการใช้โกรทฮอร์โมนนอกเหนือจากที่หลักวิชาแพทย์พิสูจน์แล้วว่ามีประโยชน์คุ้มค่าจริง เพราะการฉีดเองก็มีผลข้างเคียงเช่น บวม ปวดข้อ เพิ่มความเสี่ยงเบาหวาน ความดัน กระดูกพรุน เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ โรคหัวใจขาดเลือด เป็นต้น

     สิ่งที่มีประโยชน์แน่นอนกว่าคือทำอย่างไรร่างกายจึงจะมีโกรทฮอร์โมนปกติโดยวิธีธรรมชาติ เท่าที่มีผลวิจัยแบ้คอัพแน่นชัดแล้วได้แก่

     1. นอนหลับให้พอและนอนหลับอย่างมีคุณภาพดีทุกคืน ควรขยันออกแดดเพราะแสงแดดช่วยให้นอนหลับดีขึ้น ควรปฏิบัติตามสุขศาสตร์ของการนอนหลับ อย่าไปกินหรือดื่มสารกระตุ้นในภาคบ่ายหรือเมื่อใกล้เวลาเข้านอน เข้านอนตรงเวลา เตรียมตัวเตรียมใจให้ผ่อนคลายก่อนเข้านอน งดกินอะไรสามชั่วโมงก่อนเข้านอน จัดห้องนอนให้มืด เงียบ เย็น ทำสมาธิวางความคิดให้หมดก่อนล้มตัวลงนอน ให้ร่างกายได้นอนหลับจากระยะตื้นไประยะลึกเป็นรอบๆของมันตามธรรมชาติ

     2. กินอาหารที่มีปริมาณแคลอรีพอดีไม่มากเกินไป งานวิจัยหนึ่งพบว่าหากอาหารมีแคลอรีมากเกินร่างกายต้องการมันจะกดการหลั่งโกรทฮอร์โมน หากอยากกินจนอิ่มพุงกางก็ให้เน้นอาหารแคลอรีต่ำเช่นพืชผักผลไม้ต่างๆ หลีกเลี่ยงอาหารแคลอรีสูงเช่นไขมันโดยเฉพาะอย่างยิ่งไขมันจากเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ซึ่งเป็นไขมันอิ่มตัวมีผลเสียต่อร่างกายด้านอื่นๆด้วย

     3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เน้นการออกกำลังกายให้หนัก ย้ำ..เน้นที่หนักๆ ทั้งแบบแอโรบิกและแบบเล่นกล้าม

     4. ถ้าสูบบุหรี่อยู่ให้เลิก เพราะแม้บุหรี่จะเพิ่มโกรทฮอร์โมนในระยะแรกแต่งานวิจัยพบว่าการสูบบุหรี่ต่อเนื่องยาวนานจะมีผลลดการหลั่งโกรทฮอร์โมนลงต่ำกว่าปกติ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

09 มิถุนายน 2563

รอยตีบที่โคนหลอดเลือดซ้าย (LM) การผ่าตัดเป็นวิธีรักษาที่ดีที่สุด ถ้า...

เรียน คุณหมอสันต์
เพื่อนของดิฉันเป็นแฟนเพจคุณหมอเนื่องจากคุณยายของเพื่อนป่วยเป็นโรคหัวใจ และเพื่อนแนะนำให้ส่งข้อมูลผลการ echo และฉีดสีหัวใจ มาเพื่อเรียนปรึกษาคุณหมอ
คุณพ่อของดิฉันอายุ 65 ปี มีโรคประจำตัวคือ เบาหวาน (รักษาด้วยการกินยามา 27 ปี เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นการฉีดอินซูลิน 10 units ตอนเช้า วันละครั้งเมื่อ 3-4 เดือนมานี้) และเป็นโรคไต ระยะ 5-6 (ผ่าตัดต่อเส้นเลือดเตรียมฟอกไตที่แขนแล้ว), ไขมัน,ความดัน,เก๊าท์ เคยสูบบุหรี่แต่เลิกสูบมาแล้วประมาณ 12 ปี เลิกดื่มแอลกอฮอล์เมื่อ 1-2 ปีที่แล้ว
คุณพ่อไม่เคยมีอาการแน่นหน้าอก แต่พอหลังเกษียณอายุราชการมาแล้วคุณพ่อมีอาการเหนื่อยง่าย ซึ่งดิฉันเข้าใจว่าพออายุมากขึ้นก็น่าจะเหนื่อยง่ายเป็นธรรมดา แต่คุณพ่อก็ยังใช้ชีวิตได้ปกติ เดินขึ้นบันไดได้ แต่ตอนกลางคืนพ่อเริ่มบ่นว่าหัวใจเต้นแรงเหมือนจะหลุดออกมานอกอก เป็นๆ หายๆ ครั้งละ 1-2 นาที เมื่อเดือน ธค 62 คุณพ่อติดเชื้อในกระแสเลือด ทำให้ค่าไตจากระยะ 4 เปลี่ยนเป็นระยะ 5-6 เดือน มค 63 มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง พาไปทำ MRI สมอง พบจุดเทาๆ กระจายทั่วไป คุณหมอให้ทานยาละลายลิ่มเลือด ต่อมาปลายเดือน กพ 63 มีอาการนอนราบไม่ได้ หายใจไม่เต็มปอด เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งแพทย์วินิจฉัยว่าหัวใจวายและน้ำท่วมปอด อยู่ในโรงพยาบาล 1 สัปดาห์ หลังจากออกจากโรงพยาบาลค่าของเสียในเลือด 100% ค่าไต ระยะ 5 มาตลอด แต่หลังจากนั้นเริ่มจำกัดอาหาร ค่าของเสียลดลงเรื่อยๆ ต่อมา พค 63 ได้เข้ารับการฉีดสีหัวใจ แพทย์ที่ทำการฉีดสีวินิจฉัยว่าเส้นเลือดตีบ 3 เส้น แนะนำให้เข้ารับการผ่าตัด หรือจะปล่อยไว้ตามอายุ (ไม่แน่ใจว่าคุณหมอท่านนั้นหมายความว่าอย่างไรเพราะท่านแจ้งกับคุณพ่อ ไม่ได้คุยกับดิฉันโดยตรง)
จากผลการรักษาเดือน กพ และ พค 63 ที่ได้แนบมาใน email ฉบับนี้ ขอความกรุณาคุณหมอช่วยให้คำแนะนำในแนวทางการรักษาของคุณพ่อของดิฉันด้วย จักเป็นพระคุณอย่างสูง
ขอแสดงความนับถือ

.............................................................

ตอบครับ

     ผมอ่านรายงานทุกอย่างที่ส่งมาแล้ว ผมสรุปเรื่องจริงของคุณพ่อคุณ ว่า

     การวินิจฉัย

     (1) เป็นเบาหวาน (IDDM) มานานและ

     (2) เป็นโรคไตเรื้อรัง (CRF) แล้วพอหลังเกษียณก็เกิด

     (3) ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันแบบเงียบๆ (silent myocardial infarction) โดยไม่รู้ตัว ซึ่งตามด้วยการเกิด

     (4) ภาวะหัวใจล้มเหลว (CHF) ค่อนข้างรุนแรง แล้วก็มาเบิ้ลด้วยการเกิด

     (5) อัมพาตเฉียบพลัน (acute stroke) ต้องรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด

     ที่ผมเขียนเรียงให้เขียนเป็นข้อนี้ภาษาหมอเขาเรียกว่าการเรียงลำดับปัญหา (problems list) ในฐานะที่เป็นคนไข้คุณต้องหัดเรียงลำดับปัญหาของตัวเองให้ได้ครบถ้วนก่อน มิฉะนั้นกระบวนการรักษาคุณจะหมุนวนเป็นลูกข่างทำเรื่องนี้ไปกระทบเรื่องนั้นไม่รู้จบ

     การรักษา

     คราวนี้มาดูซิว่าจะรักษาอย่างไรต่อไปได้ หลังจากโดนมาแล้วห้าดอกจังๆ แต่ละดอกก็เจ็กอักทั้งนั้น เจาะลึกลงไปที่คำถามว่าจะผ่าตัดหรือไม่ผ่าก่อนนะ ผมวิเคราะห์ผลการฉีดสี (CAG) แล้วสรุปว่าโรคหลอดเลือดหัวใจตีบของคุณพ่อคุณนั้นมีรอยตีบที่โคนของหลอดเลือดซ้าย (LM) อย่างมีนัยสำคัญนอกเหนือไปจากรอยตีบในแขนงหลักทั้ง 3 แขนง (LM stenosis with triple vessel disease) ในงานวิจัยชื่อ CASS study ได้เอาคนไข้ที่มีรอยตีบของโคนหลอดเลือดซ้ายมา 1,484 คน มาแบ่งเป็นสองกลุ่มแยกรักษากลุ่มหนึ่งด้วยวิธีใช้ยา อีกกลุ่มหนึ่งใช้วิธีผ่าตัดบายพาส แล้วตามดู 15 ปี พบว่าพวกที่ผ่าตัดเหลือรอดมา 37% ส่วนพวกใช้ยารักษาเหลือรอดมา 27% แต่ถ้าดูระยะเวลารอดชีวิตเฉลี่ยพบว่าพวกผ่าตัดเฉลี่ยอยู่ได้นาน 13.3 ปี ขณะที่พวกใช้ยาเฉลี่ยอยู่ได้นาน 6.6 ปี สรุปว่าพวกผ่าตัดบายพาสดีกว่าพวกใช้ยารักษา จึงกลายเป็นมาตรฐานตั้งแต่นั้นมาว่าคนไข้ที่มีรอยตีบที่โคนหลอดเลือดซ้ายการรักษาด้วยวิธีผ่าตัดเป็นวิธีที่ดีที่สุดถ้าไม่มีความเสี่ยงของการผ่าตัดมากเป็นพิเศษ

     แต่ว่าในกรณีของคุณพ่อคุณนี้เป็นกรณีที่มีความเสี่ยงของการผ่าตัดที่มากเป็นพิเศษเพราะมีอวัยวะสำคัญหลายอวัยวะอยู่ในสภาพเส็งเคร็งแล้ว การผ่าตัดต้องคำนึงถึงอัตราตายของการผ่าตัดซึ่งคำนวณแล้วจะตกประมาณ 20% หมายความว่าห้าคนที่หนักอายุและอาการหนักประมาณนี้เข้าผ่าตัดบายพาสจะตายเสียหนึ่งคน ยังไม่นับความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนรุนแรงเช่นอัมพาต อีกประมาณ 2.5 - 5 % ส่วนการล้างไตนั้นต้องล้างไตแหงๆตั้งแต่ก่อนวันผ่าตัดเป็นต้นไปเลยทีเดียว

     สรุปว่าคุยกันมาตั้งนานทางเลือกก็ยังเหลือสองทางเหมือนเดิมอยู่ดีคือผ่ากับไม่ผ่า และผู้ควรจะเป็นผู้เลือกได้มีคนเดียวคือตัวคนไข้ ไม่ใช่หมอสันต์ เพราะมันเป็นเรื่องความเป็นความตายคนอื่นมาเลือกแทนไม่ได้เพราะคนอื่นเขาไม่ได้ตายด้วย การจะผ่าหรือไม่ผ่าเจ้าตัวจะต้องชั่งน้ำหนักประโยชน์กับความเสี่ยงว่าจิตใจของท่านจะเอนเอียงไปข้างไหนมากกว่ากัน ผมได้ให้ข้อมูลที่ตีความเป็นตัวเลขเพื่อความสะดวกในการตัดสินใจแล้ว ส่วนการตัดสินใจจริงๆนั้น..เชิญเจ้าตัวเลยครับ

     ทั้งนี้ไม่ว่าจะเลือกผ่าหรือไม่ผ่า ก็จะต้องปรับวิธีกินวิธีอยู่ไปอย่างสิ้นเชิงมิฉะนั้นคุณภาพชีวิตที่เหลืออยู่จะไม่ดี คือมีชีวิตอยู่แต่ก็ไม่เป็นสุข และโอกาสที่โรคจะถอยกลับได้นั้นไม่มีหากไม่เปลี่ยนวิธีใช้ชีวิต ให้คุณหาอ่านย้อนหลังในบล็อก ผมเขียนไปเรื่องการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตสำหรับคนเป็นโรคเรื้อรังแบบนี้ไปแล้วบ่อยมาก

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Caracciolo EA, Davis KB et. al. Comparison of Surgical and Medical Group Survival in Patients With Left Main Coronary Artery Disease. Long-term CASS Experience. Circulation 1995,  1;91(9):2325-34. doi: 10.1161/01.cir.91.9.2325.


08 มิถุนายน 2563

นพ.สันต์ พูดทางบุญนิยมทีวี.เรื่องสถานการณ์การแพทย์และสังคมหลังโควิด19

เมื่อวันที่ 7 มิย. 63 นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ให้สัมภาษณ์ทางทีวีบุญนิยม โดยมีนพ.วีรพงศ์ ไชยภักดิ์ เป็นพิธีกร บทความนี้ตัดตอนมาจากคำสัมภาษณ์

นพ. วีรพงศ์ 

     ขอให้อัพเดทภาพรวมสถานะการณ์โควิด19 ว่าบ้านเราเป็นอย่างไร รอบบ้านเป็นอย่างไร

นพ. สันต์

     ถ้าเปรียบเป็นการชกมวย ยกแรกเราก็ชนะคะแนนแล้วอย่างขาวสะอาด กรรมการทุกคนให้คะแนนเราชนะเป็นเอกฉันท์ แต่ว่ามวยเขาไม่ได้ชกกันยกเดียวนะ เราประสบความสำเร็จในยุทธศาสตร์ suppression คือกดโรคหรือการล็อคดาวน์ แต่ว่าเรากำลังจะต่อยในยกสอง ด้วยยุทธศาสตร์ที่เขาเรียกกันว่า mitigation คือยุทธศาสตร์ยั้งโรค แบบว่าปล่อยแล้วดูเชิง ถ้ากลับมากขึ้นมาอีกก็กด ถ้าน้อยลงก็ปล่อย กดๆ ปล่อยๆ จนกว่าจะมีวัคซีน สาระของยกที่สองมีแค่นี้ เพราะวิธีการทางด้านการแพทย์ก็มีสาระอยู่แค่นี้ไม่ได้ซ้บซ้อน แต่เศรษฐกิจสังคมเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะ แถมมันยังอาจจะมียกที่สาม คือถ้าหากสองปีผ่านไปแล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีวัคซีน เพราะอย่าลืมว่าวัคซีนเอดส์ วัคซีนไข้เลือดออกผ่านไปสี่สิบปีแล้วก็ยังไม่มีวัคซีนนะ ถ้าไม่มีวัคซีนโควิด19 นั่นหมายความว่าเราถูกบังคับให้เปลี่ยนไปใช้ยุทธศาสตร์ปล่อยโรคหรือ unmitigated แล้วเราจะปล่อยอย่างไร แต่นั้นเอาไว้ก่อนเถอะ อย่าเพิ่งไปยกที่สามเลย เราเพิ่งจะขึ้นต่อยในยกที่สอง แค่นี้ก็หนักแล้ว

นพ. วีรพงศ์ 

     ลองวิเคราะห์หน่อยได้ไหม ทำไมประเทศอื่นเขาแย่ แต่ของเราทำได้ดี เป็นเพราะว่าผู้นำของเราเชื่อฟังหมอหรือเปล่า

นพ. สันต์

     ตรงนั้นก็สำคัญอยู่ แต่ไม่สำคัญมาก ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ อันนี้พูดถึงแต่เรื่องในวงการแพทย์นะ ในเรื่องโควิด19 นี้เป็นครั้งแรกที่วงการแพทย์ไทยตัดสินใจโดยไม่ตามก้นฝรั่ง แต่ก่อนการจัดการโรคโดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเราทำทุกอย่างตามก้นฝรั่งหมด เราทุ่มเงินเปิดศูนย์หัวใจสิบกว่าแห่ง ทำบอลลูนฟรี ทำผ่าตัดบายพาสฟรี ให้ยารักษาฟรี แต่อัตราตายของคนเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้น คือฝรั่งล้มเหลวอย่างไรเราก็ล้มเหลวอย่างนั้น

     แต่เรื่องโควิด19 นี้เป็นครั้งแรกที่เราใช้นโยบายไม่ตามก้นฝรั่ง ฝรั่งใช้นโยบายปล่อยโรคคือ unmitigated บ้าง ยั้งโรคหรือ mitigated บ้าง แต่เราใช้นโยบาย suppression เราประสบความสำเร็จ แต่ฝรั่ง...

นพ. วีรพงศ์ 

     แย่...

นพ. สันต์

     ใช่.. ฉนั้นความสำเร็จครั้งนี้มันอยู่ที่ยุทธศาสตร์ที่เราเลือกใช้ พูดมาถึงตรงนี้ขอนอกเรื่องหน่อยนะ มันคันปาก โควิดไม่ใช่เรื่องใหญ่นะ ในเรื่องปัญหาสุขภาพและอัตราตายของผู้คนในเมืองไทย เรื่องใหญ่คือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และยุทธศาสตร์ของเราก็ "ผิด" คือทุกวันนี้เราไปตามก้นฝรั่งไปเน้นการใช้ยาและเทคโนโลยี เน้นการทำบอลลูน ทำบายพาส แต่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังวิธีเหล่านี้ไม่ได้ทำให้โรคหาย หลักฐานวิทยาศาสตร์มันก็มากเกินพอแล้วที่จะบอกว่าวิธีเหล่านี้ไม่ได้ทำให้โรคหาย แต่เราก็ลุยถั่วตามฝรั่งไปอยู่นั่นแหละ ลุยไปอย่างไม่รู้ว่าจะหยุดกันเมื่อไหร่

     ส่วนวิธีที่จะทำให้โรคหายก็คือการกิน การอยู่ การปรับวิธีใช้ชีวิต เราไม่เคยให้ความสนใจเลย ทีผมตั้งศูนย์เวลเนสวีแคร์นี้ขึ้นมาก็เพื่อให้คนหันมาสนใจปรับวิธีใช้ชีวิต แต่มันก็มีผลในวงจำกัด นี้ด..ด เดียว

นพ. วีรพงศ์ 

     ก็ไม่เป็นไรครับ มันกำลังจะเกิด new normal ขึ้นมาละ อาจารย์พูดขึ้นมาแล้วผมขอออกความคิดเห็นหน่อย คันปากอยู่เหมือนกัน ฮะ ฮะ ฮะ คือแพทย์เราถูกสอนมาให้ตั้งรับ คือการรักษา เราไม่ได้ถูกสอนให้ป้องกัน อย่างโภชาการผมยังจำไม่ได้เลยว่ามันมีในหลักสูตรตอนผมรียนหรือเปล่า เมื่อเราไม่ถนัด จะแนะนำคนไข้ก็กระดากปาก แต่เราจะเอาเรื่องการป้องกันไปโยนให้ใครละ ในเมื่อในกระทรวงสาธารณสุข ไม่ว่าจะกรมกองไหน ผู้เป็นใหญ่ต้องเป็นแพทย์หมด เราก็เลยย้ำกันอยู่แต่เทคโนโลยีการรักษา ขยายโรงพยาบาลให้รับผู้ป่วยได้มากขึ้น สมัยผมไปฝึกงานจุฬาตึกมีสองชั้น เดี๋ยวนี้มียี่สิบชั้น ศิริราช รามา ขยายกันจะไม่เหลือที่่ว่าง หมายความว่ายังไง หมายความว่าคนป่วยมากขึ้น ถูกไหม ผมเห็นด้วยว่าเรากำลังหลงทางไปแล้ว

นพ.สันต์

     ใช่ ยุทธศาสตร์ของเราผิด เราไม่สันทัดในการใช้ตัวชี้วัดที่เหมาะสม ในทางการแพทย์ตัวชี้วัดปลายทางคืออัตราตาย เอาง่ายๆโควิด19 นี่แหละ ตัวชี้วัดคืออัตราตาย ประสิทธิภาพก็คือการที่เราใช้เงินน้อยแล้วลดอัตราตายได้มาก  โควิด 19 เราใส่เงินเข้าไปน้อยแต่ลดอัตราตายได้มาก เราประสบความสำเร็จในโควิด19 เพราะยุทธศาสตร์ของเราถูก แต่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังยุทธศาสตร์ของเราผิด แล้วเราจะสิ้นเนื้อประดาตัวกับยุทธศาสตร์ที่ผิดๆนี้ โดยที่ยังไม่มีวี่แววว่าเราจะหันมาหายุทธศาสตร์ที่ถูกต้องเลย

นพ.วีรพงศ์

     อาจารย์คิดว่ามีทางออกอย่างไร new normal ครั้งนี้จะกระตุกให้กลับมาได้ไหม

นพ.สันต์

     องค์ประกอบที่ทำให้เราดุ่ยๆไปกับยุทธศาสตร์ที่ผิดอย่างเหนียวแน่นนี้มันมีอยู่สามองค์ประกอบนะ

     อย่างที่หนึ่ง ก็คืออุตสาหกรรมการแพทย์ ซึ่งประกอบกันเข้าลงตัวแบบผีกับโลงเลยทีเดียว ฮะ ฮะ ฮะ คือลงตัวดีมาก ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ไม่ว่าจะบริษัทยา บริษัทเครื่องมือ แพทย์ โรงพยาบาล

    อย่างที่สอง คือตัวแพทย์เองที่ด้านหนึ่งได้รับการศึกษามาอย่างที่อาจารย์ว่าอีกด้านหนึ่งก็ไปลงตัวกับอุตสาหกรรมการแพทย์

     อย่างที่สาม ซึ่งสำคัญที่สุดก็คือคนไข้ ซึ่งเขาไม่รู้และไม่เชื่อว่าเขามีศักยภาพและมีอำนาจที่จะดูแลตัวเขาเองได้ จะพลิกผันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของเขาเองได้ สามอย่างนี้ประกอบกันเข้า เราจึงไปไหนไม่รอด ตัวผมเองพยายามมาทำในส่วนที่สาม คือพยายามให้คนไข้เขารู้และเข้าใจว่าเขาดูแลตัวเขาเองได้ เขามีอำนาจ มีศักยภาพที่จะทำได้ แล้วเทคโนโลยีใหม่ๆมันก็ยิ่งเอื้อ

     ผมเชื่อว่าถ้ายุทธศาสตร์ของชาติเปลี่ยน ทั้งสามองค์ประกอบนี้เปลี่ยนได้ มองย้อนไปในอดีตห้าสิบปีมานี้ การเปลี่ยนยุทธศาสตร์สำคัญในทางการแพทย์มีสองครั้ง ครั้งแรกคือเมื่อเราเริ่มระบบสามสิบบาท ครั้งที่สองคือเมื่อเราทำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหรือรพ.สต.ซึ่งผมอสม.ร่วมเป็นส่วนหนึ่งด้วย การเปลี่ยนแปลงทั้งสองครั้งเกิดขึ้นเพราะการเปลี่ยนนโยบายของชาติ มาถึงรอบโควิด19 นี้ผมว่ามันน่าจะเป็นโอกาสที่เราจะลงมือเปลี่ยนยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์ของชาติที่มันไปผิดทางนี้เสียเลย ถ้าไม่รอยุทธศาสตร์ชาติ ก็ควรจะไปเริ่มที่ชุมชน คนที่ดูทีวีบุญนิยมนี้มีจำนวนมากที่เป็นผู้บริหารรัฐบาลท้องถิ่น ผมขอฝากไว้เสียเลย เช่นหมู่บ้านสุขภาพ ตำบลสุขภาพ หรือเมืองสุขภาพ ถ้ามันมีขึ้นมาสักที่หนึ่งให้เป็นตคัวอย่างมันจะเจ๋งมาก มันจะยกแผ่นดินนี้ให้สูงขึ้นทันที

นพ.วีรพงศ์

     ของเรา พ่อท่านเองก็ทำมาตลอดนะ แต่การสร้างชุมชนมันไม่ใช่เรื่องง่าย พระพยอมเคยไปดูที่ปฐมอโศกแล้วกลับมาจะสร้างเป็นชุมชนในอุดมคติขึ้นมา มีที่ดิน สร้างที่พักอาศัย อยู่กันอย่างสบาย ประกฎว่าไม่ได้เพราะทะเลาะกัน ไม่ใช่ว่าปฐมอโศกหรือบ้านราชธานีอโศกไม่ตีกันนะ ก็ตีก้นหนักเหมือนกัน แต่ว่าตีกันระดับคนมีศีล คืออย่างดีก็ใช้หอกปาก เพราะว่าทุกคนมีกิเลส มีมากก็ตีกันมาก กว่าจะรวมกันมาเป็นอย่างวันนี้ได้ คือเป็นชุมชนที่ใช้เป็นโมเดลได้ นี่ก็เป็นตัวอย่างของ new normal ซึ่งว่าจริงๆแล้วพระพุทธเจ้าทำมาก่อนแล้ว ของเรานี้พ่อท่านก็พาทำมาสี่สิบปีแล้ว

     พ่อท่านใช้ยุทธศาสตร์ที่เรียกว่าบุญญาวุธ 7 หมายเลข ประกอบด้วย คือ

     (1) สุขภาพบุญนิยม ซึ่งมี 8 อ. คือ อาหาร อากาศ ออกกำลังกาย อารมณ์ เอนกาย เอาพิษออก อาชีวะ และอิทธิบาทสี่ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คือการป้องกันโรคทางกายทางใจทั้งสิ้น

     (2) ตลาดอาริยะ คือเป็นการค้าขายแบบบุญนิยม คือเท่าทุน หรือต่ำกว่าทุน หรือแจกฟรี กำไรไม่เอา เป็นรูปแบบของการปฏิบัติธรรมที่ได้ทั้งประโยชนตนประโยชน์ท่าน คนซื้อได้ของดี คนขายได้ลดความโลภ

     (3) กสิกรรมไร้สารพิษ เป็นหนึ่งในสามอาชีพกู้ชาติ หรือกู้โลก คือกสิกรรมไร้สารพิษ การจัดการขยะ และการผลิตปุ๋ยสอาด
   
     (4) การศึกษาบุญนิยม เรามีโรงเรียนซึ่งกำลังขยายไปถึงปวช. ปวส. เป็นคนละขั้วกับการศึกษาทุนนิยม บุญนิยมคือหล่อหลอมให้คนเรียนเป็นคนมีคุณภาพ เอาให้ตัวเองน้อย เผื่อแผ่เยอะ ตัวเองเสพย์ปัจจัยสี่แค่ ข้าว ผ้า ยา บ้าน ก็พอแล้ว หากมีศักยภาพจะผลิตมากกว่านี้ก็แจกจ่ายเจือจานให้สังคม จึงอยู่กับโลกได้โดยไม่ได้ขัดแย้งกับโลกเขา

     (5) (ศิลปะ วิทยาศาสตร์ บุญนิยม) 

     (6) สื่อสารบุญนิยม ก็คือการเผยแพร่ธรรมะ และแนวทางดำเนินชีวิตแบบนี้ เราประกอบอาชีพจัดการขยะได้เงินมาก็เอาเงินมาทำสถานีโทรทัศน์ เน้นเรื่องที่เป็นประโยชน์กับมนุษยชาติ

     (7) การเมืองบุญนิยม  ซึ่งก็คือการเมืองผ่านพรรคพลังธรรมในอดีต แต่ต้องเลิกราไปเพราะถูกรุมยำ

     ที่พูดมาทั้งหมดนี่แหละคือที่ผมเห็นว่าเป็นทางไปของ new normal

นพ.สันต์ 

     ผมก็เพิ่งได้ยินนะ ทั้งๆที่มาสันติอโศกตั้งหลายครั้งแล้ว อะไรนะ บุญญาวุธเจ็ดหมายเลข ผมเห็นด้วย ในแง่ที่จะรับมือกับระยะหลังโควิด19 นี่ใช่เลย เข้าท่าดีมาก

     คำว่า new normal ที่อาจารย์พูดถึง เอาแคบเข้ามาเฉพาะเรื่องสุขภาพก่อนนะ อะไรที่เรียกว่า new คือโควิด19 เป็นแค่หนึ่งตัวอย่างของสิ่งใหม่ๆที่จะทะยอยเปลี่ยนหน้ากันเข้ามา นั่นคือบรรดาโรคอุบัติใหม่ทั้งหลาย เพราะมนุษย์เราเพิ่มจำนวนขึ้นมาจนถึงจุดที่มีจำนวนมากเกินไปแล้ว เราไปเบียดสัตว์อื่นให้ไม่มีที่อยู่และล้มตายไป พวกจุลชีวิตเช่นแบคทีเรียและไวรัสจากสัตว์มันไม่มีที่สิงอยู่มันก็ย้ายจากร่างกายสัตว์มาอยู่กับคน อย่าลืมว่าโรคเด็ดๆที่เราเคยได้มาล้วนได้มาจากสัตว์ทั้งสิ้น เราได้โรคหวัดมาจากม้า, ได้โรคเรื้อนมาจากควาย ได้วัณโรคมาจากวัว ได้ไอกรนมาจากหมู ได้ไข้หวัดใหญ่มาจากเป็ด ได้งูสวัดมาจากไก่ ได้ซาร์ส์มาจากนก ได้อีโบล่ามาจากลิง และโควิด19 นี่เราน่าจะได้มาจากค้างคาว เพราะฉนั้นมันยังจะมีโรคอุบัติใหม่อีกหลายโรคที่ต่อคิวย้ายวิกจากสัตว์มาระบาดในมนุษย์

     อีกเหตุหนึ่งที่โรคอุบัติใหม่จะมากขึ้นก็คืออุณหภูมิของโลกนี้มันสูงขึ้นไวรัสหรือแบคทีเรียชนิดที่ถูกแช่แข็งนิ่งๆในความเย็นมันคงจะเริ่มจะได้อุณหภูมิเหมาะต่อการแพร่พันธุ์ ราวกับสะเปิร์มที่ถูกแช่แข็งไว้เป็นร้อยปีแล้วถูกอุ่นขึ้น มันก็จะทยอยกันออกมาหาร่างกายสัตว์เพื่อสิงสู่อยู่กิน แล้วมนุษย์ก็เผอิญเป็นสัตว์ชนิดที่หาตัวได้ง่ายที่สุดเสียด้วย การที่ผู้คนสมัยนี้อยู่กันอย่างแออัดยัดเยียดเหมือนปลวกอยู่ในรังก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่จะทำให้โรคอุบัติใหม่แพร่กระจายในหมู่มนุษย์ได้ง่ายและเร็ว

     เมื่อโรคอุบัติใหม่ดาหน้าเข้ามา ชีวิตจากนี้ไปความสำคัญจึงไปตกที่การดูแลตัวเองให้มีภูมิคุ้มกันต่อโรค ซึ่งสิงที่พึงทำก็คือ

     (1) การกินอาหารที่ดี ซึ่งก็คืออาหารที่มีสัดส่วนของพืชที่มากและหลากหลาย ทั้งผัก ผลไม้ ถั่ว นัท และเมล็ดต่างๆ ในรูปแบบที่ไม่ขัดสีหรือในรูปแบบใกล้เคียงธรรมชาติ ให้พลังงานส่วนใหญ่มาจากพืชแทนที่จะมาจากเนื้อสัตว์ อาหารพืชที่หลากหลายให้วิตามินซี. วิตามินอี. และธาตุสังกะสี สารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบภูมิคุ้มกัน

     (2) การนอนหลับ เพราะมีงานวิจัยความสัมพันธ์ที่แน่ชัดระหว่างการนอนหลับที่พอเพียงกับการมีภูมิคุ้มกันโรคที่ดี

     (3) การออกแดดและใช้ชีวิตกลางแจ้ง เพราะแดดทำให้ร่างกายได้รับวิตามินดี.ซึ่งเป็นตัวสำคัญในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันอีกตัวหนึ่ง มีงานวิจัยที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างการมีวิตามินดี.ต่ำกับการติดเชื้อทางเดินลมหายใจมากขึ้น และงานวิจัยใหม่เกี่ยวกับคนตายด้วยโรคโควิด19 ก็พบว่าคนที่มีระดับวิตามินดี.ในเลือดต่ำจะตายจากโรคโควิดมากกว่าคนมีวิตามินดีในเลือดปกติ

     แดดยังมีคุณอีกอย่างหนึ่งคือมันทำให้นอนหลับดีขึ้น งานวิจัยแบบแบ่งกลุ่มเปรียบเทียบที่ทำกับคนชราในเนอร์สซิ่งโฮมให้คำตอบที่ชัดเจนว่าคนชราที่ได้ออกไปตากแดดทุกวันจะมีการนอนหลับที่ดีกว่าคนชราที่ไม่ได้ออกไปตากแดด

     ในแง่ของการติดเชื้อ แดดและการทำงานหรือออกกำลังกายกลางแจ้งเป็นตัวช่วยเพิ่มอุณหภูมิร่างกายให้สูงขึ้น ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการกำจัดเชื้อโรคโดยเฉพาะอย่างยิ่งไวรัสทางเดินลมหายใจออกไปจากร่างกาย

     (4) การออกกำลังกาย นี่เป็นของแน่อยู่แล้ว ทุกคนรู้ว่าการออกกำลังกายทำให้ร่างกายแข็งแรง ทำให้จิตใจดีมีชีวิตชีวา ทำให้ภูมิต้านทานโรคดีขึ้น ทุกคนรู้ แต่ปัญหากลับอยู่ที่รู้แล้วไม่ทำ คือคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ออกกำลังกาย แม้จะมีเวลาว่างมากก็ตาม

     (5) ในกรณีที่ร่างกายมีความเสี่ยงต่อการขาดวิตามินบางตัว เช่นเมื่อไม่ได้ออกแดดหรือออกแดดไม่ได้ร่างกายก็เสี่ยงต่อการขาดวิตามินดี. หรือเมื่อมีหลักฐานจากการเจาะเลือดว่าระดับวิตามินดีต่ำกว่าปกติ ควรจะทดแทนด้วยวิตามินดีชนิดกิน ในกรณีที่มีเหตุให้กินอาหารไม่ได้ ก็ควรกินวิตามินแร่ธาตุรวมชนิดเม็ดเสริมไปด้วยจนกว่าจะกลับมากินอาหารได้ตามปกติ

     (6) ความเครียด หรือการที่ร่างกายต้องอยู่ในสภาพถูกคุกคามนานเกินไป เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันหมดแรง ดังนั้นการจะมีภูมิคุ้มกันดีก็ต้องจัดการความเครียดให้ดี

นพ.วีรพงศ์

     ในแง่สุขภาพเราคุยกันถ้วนถี่ดีแล้ว ในแง่ของเศรษฐกิจสังคมละ อาจารย์มองทางออกว่าอย่างไร

นพ.สันต์ 

     ผมแยกคนที่ถูกกระทบออกเป็นสี่กลุ่มนะ

     กลุ่มที่ 1. คือคนตกงาน ที่มีรากมาจากชนบท ครอบครัวยังมีที่ดินเป็นของตนเอง วิธีแก้ปัญหาก็คือกลับไปบ้านที่ชนบท ไปปลูกบ้านแบบง่ายๆอยู่ในที่ดินของตนเอง ถ้าไม่มีที่ดินและอยู่ในวิสัยที่จะซื้อหาหรือเช่าได้ก็หาที่ดินสักงานสองงานก็พอแล้ว พยายามใช้ที่ดินรอบๆบ้านผลิตอาหารกินเองให้ได้มากที่สุด เป้าหมายคือพออยู่พอกิน อย่าไปหวังสร้างอาชีพจากเกษตรกรรม ให้ทำการเกษตรแบบวิถีชีวิต คือทำเพื่อให้ชีวิตมีคุณภาพ มีความสุข ได้กินบ้าง ส่วนที่ขาดก็อาจจะต้องอาศัยสะแตมป์อาหาร (ซึ่งผมคาดว่าในอนาคตจะมีให้) หรือเงินเยียวยาจากรัฐบ้าง

     กลุ่มที่ 2. คือคนตกงานที่ไร้ที่อยู่ ไม่มีที่ดินของตนเอง และไม่มีปัญญาจะหาที่ดินเป็นของตัวเองไว้ซุกหัวนอนหรือปลูกอยู่ปลูกกินได้ไม่ว่าจะเช่าหรือซื้อที่แค่งานครึ่งงานก็ตาม กลุ่มนี้เป็นกลุ่มใหญ่มาก เพราะคนไทยนี้ตามสถิติของกรมที่ดิน ครัวเรือนที่ถือโฉนดมีที่ดินเป็นของตัวเองมีเพียง 25% เท่านั้นเอง อีก 75% ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง กลุ่มนี้ทางเลือกในช่วงวิกฤติที่หางานทำไมได้นี้ ไม่มีทางอื่นเลยนอกจากรอการเยียวยาจากรัฐหรือจากกลุ่มคนที่เขามีจะกินเท่านั้นเอง หากการเยียวยาหรือการแบ่งปันไม่ทั่วถึง มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดการลุกฮือกันขึ้นมาพร้อมๆกันทั่วประเทศหากภาวะตกงานไม่มีที่อยู่ที่กินนี้ยืดออกไปหลายปี

     กลุ่มที่ 3. คือคนที่มีงานที่มั่นคงหรือมีเงิน เช่นข้าราชการหรือคนที่มีเงินหรือทรัพย์ในรูปแบบต่างๆเก็บออมไว้แล้วพอสมควร กลุ่มนี้ชีวิตส่วนตัวเขาไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่การที่เขาจะใช้ชีวิตอย่างไรเป็นตัวกำหนดความอยู่รอดของสังคมไทยของเราในอนาคตด้วย คือเราจะรอดจากวิกฤติครั้งนี้ถ้าคนที่มีแบ่งปันเอื้ออาทรให้คนที่ไม่มี

     กลุ่มที่ 4. คือคนที่มีหน้าที่บริหารจัดการสังคม เช่นรัฐบาล ไหนๆพูดกับอาจารย์แล้วผมก็ขอฝากไปถึงลุงตู่ซะเลย อย่างน้อยสิ่งที่ผมเห็นว่าจำเป็นคือการที่จะต้องลงมือปฏิรูปที่ดินหรืออย่างน้อยก็จัดสรรที่ดินให้ครัวเรือนที่ตกงานและไม่มีที่อาศัยไม่มีที่ซุกหัวนอน ครัวเรือนละงานสองงานก็ยังดี

     ผมมองว่าการที่คนเราจะอยู่รอดต้องมีอาหารมีที่ซุกหัวนอน การจะผลิตอาหารเองได้ต้องมีที่ดินบ้าง ยี่สิบสามสิบวาก็ยังดีกว่าไม่มีเลย สมัยผมเป็นหมอหนุ่มๆอยู่บ้านพักแพทย์มีที่ว่างราวสี่ตารางวาผมก็ปลูกผักพอกินกันสามคนพ่อแม่ลูกไปตลอดปี การปฏิรูปที่ดินจึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน ปัจจุบันนี้ที่ดินทำเกษตรที่มีอยู่ทั้งหมด 149 ล้านไร่นั้น 80% อยู่ในมือของเจ้าที่ดินเพียง 5% เท่านั้นเอง ความพิกลพิการของการถือครองที่ดินแบบนี้มันต้องได้รับการแก้ไข มิฉะนั้นมันจะเป็นเหตุให้สังคมของเราล่มสลาย เพราะคนไร้ที่อยู่และไม่มีจะกินซึ่งกลายเป็นคนส่วนใหญ่จะพากันลุกฮือขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ ถึงตอนนั้นอะไรที่เราไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นในสังคมของเราก็จะเกิดขึ้นได้

นพ.วีรพงศ์

     คิดว่าต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ จะทันกับโควิด19 ไหม

นพ.สันต์

     อาจารย์วีรพงศ์ ถ้าจะทำจริงๆก็สามวันก็ทำได้ เพราะคนที่ตกงานแบบยากจนและไร้ที่ทำกิน คือไม่มีที่ดินนะ มีประมาณ 2 ล้านครัวเรือน ครัวเรือนนะ ไม่ใช่คน ถ้าหาที่ให้ครัวเรือนละหนึ่งงาน ก็ใช้ที่แค่ห้าแสนไร่ ที่ดินทำเกษตรของเรามี 149 ล้านไร่ ที่อยู่ในความดูแลของหน่วยงานของรัฐก็แยะ คนธรรมดาก็แยะ แค่นามสกุลเดียวก็มีที่ดินในครอบครองห้าแสนกว่าไร่แล้ว อีกนามสกุลหนึ่งมีสองแสนกว่าไร่ นี่ว่าตามข้อมูลของสำนักปฏิรูปที่ดินนะ ถ้าจะทำจริงเราทำได้เลย ถ้าเกรงใจคนรวยก็กู้เงิน IMF หรือออกพันธบัตรซื้อที่ดินจากคนรวยมาแจกคนจนก็ได้ เช่าก็ได้ สังคมไทยมีพื้นฐานแน่นหนาอีกอย่างหนึ่งก็คือความเอื้ออาทร เพราะรากของเราคือศาสนาพุทธ ขอให้มีเจ้าภาพจัดแจงให้มันลงตัวแค่นั้นแหละ

นพ.วีรพงศ์

     แล้วจะไม่มีปัญหาบางคนทำเกษตรไม่เป็นหรือ

นพ.สันต์

     เกษตรกรรมเป็นดีเอ็นเอของคนไทย ถ้าอาจารย์เอาไส้เดือนที่เลี้ยงไว้ในลิ้นชักเป็นเวลานานไปปล่อยลงดิน อาจารย์จะกังวลไหมว่าไส้เดือนนั้นจะหลงทาง ไม่ใช่ไหมครับ เพราะการอยู่ในดินเป็นดีเอ็นเอของไส้เดือน

     แล้วประเด็นที่ว่าจะไม่มีน้ำ จะทำอะไรได้ เมืองไทยเรานี้เป็นเขตมรสุม เราได้น้ำจากฝนปีละอย่างน้อยก็ 1000 มม.ซึ่งเป็นปริมาณที่แยะมาก แล้วที่พระเจ้าอยู่หัวร.เก้าสอนกี่เรื่องกี่เรื่องก็วนเวียนอยู่กับการเก็บเกี่ยวน้ำฝนไว้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นคลองไส้ไก่ หลุมขนมครก การห่มดิน การขุดสระ ก็เพื่อใช้ประโยชน์จากน้ำฝนให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยทั้งสิ้น ดังนั้นเอาจริงๆแล้วมันทำได้ ขอให้มีที่ดินเหอะ แล้วเดี๋ยวทุกอย่างจะค่อยๆลงตัวเอง ในระหว่างที่ยังไม่ลงตัวก็ยาไส้กันไปด้วยสะแตมป์อาหารหรือเงินชดเชยไปก่อน ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว

นพ.สันต์ ใจยอดศฺิลป์


05 มิถุนายน 2563

เรื่องไมโครเวฟ เมื่อไหร่จะเลิกนิสัย "ตื่นตูมแล้วกระต๊าก"

เรียน คุณหมอสันต์ ที่เคารพ
          หนูมีเรื่องข้องใจเกี่ยวกับไมโครเวฟมาก ว่าใช้แล้วเป็นอันตรายต่อร่างกายจริงเหมือนที่เขาแชร์กันไหม และญี่ปุ่น อเมริกา ก็ห้ามใช้อีกต่อไป
รัฐบาลญี่ปุ่นได้ตัดสินใจที่จะทิ้งเตาอบไมโครเวฟทั้งหมดในประเทศภายในสิ้นปีนี้และประชาชนและองค์กรที่ไม่สามารถตอบสนองต่อคำขอทั้งหมดจะถูกปรับและถูกจำคุก  ญี่ปุ่นสั่งห้ามใช้เตาไมโครเวฟเนื่องจากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮิโรชิมาพวกเขาพบว่าคลื่นวิทยุทำให้เกิดความเสียหายต่อสุขภาพของประชาชนในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาการใช้เตาไมโครเวฟเป็นอันตรายยิ่งกว่าสหรัฐอเมริกาในฮิโรชิมาและกันยายน 1945  ระเบิดปรมาณูหล่นจากนางาซากิ  ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องแสดงให้เห็นว่าอาหารที่อุ่นในเตาไมโครเวฟนั้นมีรังสีที่ไม่ดีต่อสุขภาพ  ดังนั้นโรงงานไมโครเวฟขนาดใหญ่ทั้งหมดที่ผลิตผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในญี่ปุ่นกำลังจะปิด
 เกาหลีใต้ออกแถลงการณ์: ในปี 2021 การผลิตเตาอบไมโครเวฟกำลังจะหยุดลง  จีนยังวางแผนที่จะห้ามเทคโนโลยีนี้ในปี 2566
     ถ้าหากว่าจริงชีวิตคงลำบากแน่ 555 เพราะใช้อุ่นอาหารทุกวัน เชื่อว่าหลายครอบครัวก็อยากรู้ข้อเท็จจริง  กราบขอบพระคุณคุณหมอล่วงหน้านะคะ
ขอแสดงความนับถือ
  ...
.....................................................

ตอบครับ

     จดหมายของคุณเป็นจดหมายไร้สาระมาก แต่ผมหยิบมาตอบเพื่อเข้าเรื่องที่จั่วไว้ ว่าเมื่อไหร่คนไทยจะพ้นไปจากการมีนิสัย "ตื่นตูม แล้วกระต๊าก" เสียที

     ตื่นตูมเป็นนิสัยของกระต่าย ซึ่งท่านผู้อ่านทุกท่านคงรู้จักดีแล้วจากนิทานอีสป เรื่องมีอยู่ว่าลูกตาลหล่นลงมาตูม กระต่ายตกใจนึกว่าฟ้าถล่ม เลยวิ่งไปแจ้งข่าวแก่สัตว์ทั้งหลายว่าฟ้าถล่มแล้วจนสัตว์ทั้งหลายหนีป่วนกันไปหมด

     กระต๊ากเป็นนิสัยของแม่ไก่ โดยเฉพาะแม่ไก่สาวที่ออกไข่ครั้งแรกในชีวิต เธอจะตื่นเต้นจนเก็บความรู้สึกอยากส่งข่าวไว้ไม่อยู่เธอจึงร้องกระต๊ากๆๆๆเสียงดังแทบเล้าไก่แตก สมัยผมเป็นเด็กเคยหลอกแม่ไก่สาวที่เบ่งไข่เท่าไหร่ก็ไม่ออกสักทีโดยการเอาก้อนหินรูปร่างเหมือนไข่ไปวางไว้ในรังของเธอ พอเธอเห็นเข้าเท่านั้นแหละก็ร้องกระต๊ากๆๆส่งข่าวให้ชาวบ้านรู้ด้วยความตื่นเต้น ผมเดาเอาว่าเมื่อเธอมารู้ความจริงภายหลังว่ามันเป็นแค่ไข่ปลอมเธอคงจะด่าผมว่า..."ไอ้เด็กเวร!"

     กลับมาเรื่องไมโครเวฟ เนื่องจากมนุษย์พันธ์ตื่นตูมและกระต๊ากที่เป็นแฟนอินเตอร์เน็ทมีมาก และวิธีหากินทางอินเตอร์เน็ทวิธีหนึ่งของคนทั่วโลกก็คือเขียนหรือลงอะไรก็ได้ที่มีคนอ่านแยะ แล้วเอายอดคนอ่านไปขายโฆษณา จึงมีเว็บจำนวนมากทำขึ้นมาเพื่อลงอะไรที่ให้คนตื่นตูมและกระต๊ากเพื่อตัวเองจะได้ขายโฆษณาได้ แต่เพื่อไม่ให้ผิดกฎหมายประเทศของตนก็มักจะทำหนังสือตัวเล็กๆไว้ใต้เว็บว่า

     "Satirical edition: All texts on this web resource are grotesque parodies of reality and are not real news"

     แปลเป็นไทยได้ว่า "เรื่องในเว็บนี้เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ ไม่ใช่ข่าวจริง"

    เรื่องที่คุณกระต๊ากมาว่ารัฐบาลญี่ปุ่นหรือไต้หวันสั่งทิ้งเตาอบไมโครเวฟก็มาจากเว็บพันธ์นี้แหละเป็นเว็บกุข่าวปลอมของรัสเซียชื่อ Paronama.pub แล้วคนอ่านอินเตอร์เน็ทพันธ์ตื่นตูมและกระต๊ากทั้งหลายอ่านลวกๆแล้วนึกว่าเป็นเรื่องจริงที่น่าตื่นตูมก็เอามาใส่สีตีไข่เสริมแล้วส่งต่อกันไปเป็นทอดๆๆๆโดยไม่มีการใช้ดุลพินิจแยกแยะหรือสืบค้นก่อนการส่งต่อใดๆทั้งสิ้น  ผลก็คือมีคนคลิกเข้าไปอ่านเว็บโกหกทั้งเพมาก และเว็บโกหกทั้งเพก็ได้ค่าโฆษณา มันจะเป็นเช่นนี้ไปอีกนาน ตราบใดที่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ทยังมียีนตื่นตูมและกระต๊ากอยู่ในดีเอ็นเอ อามิตตาภะ... พุทธะ

     ไหนๆคุณก็หยิบประเด็นไมโครเวฟขึ้นมาแล้ว ผมขอใช้โอกาสนี้ให้ข้อมูลวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับไมโครเวฟเพื่อท่านผู้อ่านเลือกหยิบไปใช้ประโยชนได้บ้างนะ

     คลื่นไมโครเวฟเป็นคลื่นวิทยุซึ่งไม่ทำให้เป็นมะเร็ง
   
      คลื่นไมโครเวฟเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หมายความว่ามันก่อสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กขึ้นในพื้นที่ที่มันวิ่งไปโดยที่ตาคนเรามองเห็นคลื่นนี้ส่วนหนึ่งและวิทยุสามารถรับคลื่นนี้ได้อีกส่วนหนึ่ง บางทีจึงเรียกว่าเป็นคลื่นวิทยุ (rediofrequency RF) คลื่นแบบนี้เป็นคลื่นชนิดไม่ทำให้เป้าแตกตัวเป็นอิออน (non-ionizing radiation) จึงไม่มีพลังงานมากพอที่จะไปกระแทกอีเล็คตรอนให้หลุดจากอะตอมของอาหารเหมือนอย่างรังสีเอ็กซ์ซึ่งรู้กันดีแล้วว่าทำให้เซลเป้าหมายกลายเป็นมะเร็งได้ แต่คลื่นวิทยุไม่มีพิษสงอย่างนั้น และการใช้งานมาตั้งแต่ปี 1971 ซึ่งก็ห้าสิบปีมาแล้วก็ไม่เคยมีหลักฐานแม้แต่ชิ้นเดียวว่าคลื่นไมโครเวฟจะทำให้อาหารกลายเป็นสารก่อมะเร็งขึ้นมาได้

     การทำอาหารด้วยไมโครเวฟดีกว่าการต้ม

     คลื่นไมโครเวฟทำให้อีเล็กตรอนในโมเลกุลน้ำในอาหารเกิดสั่นสะเทือนกลายเป็นความร้อนขึ้นทำให้อาหารสุกแบบสุกในเนื้อของอาหารส่วนที่มีโมเลกุลของน้ำอยู่ โดยเนื้ออาหารส่วนที่อยู่ใกล้ผิวนอกจะได้รับคลื่นมากกว่าและสุกเร็วกว่าเนื้ออาหารส่วนที่อยู่ข้างในลึกเข้าไป อาหารที่ยิ่งมีน้ำมากก็ยิ่งสุกง่าย อาหารที่สุกแล้วด้วยความร้อนก็แค่สุกเหมือนถูกต้มหรืออบ จะไม่มีกัมมันตรังสีหรือสารใดๆตกค้างอยู่บนอาหาร และไม่มีการเปลี่ยนคุณค่าทางอาหาร ในทางกลับกันการปรุงสุกด้วยไมโครเวฟจะสงวนคุณค่าทางอาหารได้ดีกว่าการต้มเพราะไม่เสียวิตามินชนิดละลายน้ำได้ไปกับน้ำและอาหารถูกความร้อนเป็นระยะเวลาที่สั้นกว่า

     ระวังการบาดเจ็บจากไมโครเวฟ

     อันตรายของไมโครเวฟคือความร้อน การบาดเจ็บจากถูกน้ำร้อนหรืออาหารร้อนกระเด็นไหม้มือและใบหน้าเกิดขึ้นได้บ่อยขณะใช้ไมโครเวฟ เพราะน้ำที่เดือดจากไมโครเวฟมีความร้อนสูงและเดือดปุดๆมากกว่าการใช้วิธีต้ม นอกจากนั้นการไม่ระวังหรือเผลอใส่โลหะเข้าไปในเตาไมโครเวฟก็จะทำให้เกิดความร้อนจากการที่คลื่นสะท้อนไปมาเพราะโลหะนั้นมากขึ้น

     อวัยวะที่อ่อนไหวต่อไมโครเวฟมากที่สุดคือลูกตาและลูกอัณฑะ ช่าย..แล้ว ลูกอัณฑะสำหรับผู้ชายตัวสูงที่ชอบเดินแกว่งๆอยู่หน้าไมโครเวฟ (หิ หิ พูดเล่น) เพราะสองอวัยวะนี้คือเลนส์ตากับลูกอัณฑะมีเส้นเลือดไปเลี้ยงน้อยเมื่อโดนความร้อนแล้วจะระบายความร้อนออกได้ช้า ผลก็คือถ้าเป็นตาก็กลายเป็นต้อกระจก ถ้าเป็นอัณฑะก็เป็นหมัน
   
     ส่วนการรั่วของคลื่นไมโครเวฟออกมานอกเตานั้นไม่เป็นประเด็นนัก เพราะมาตรฐานอุตสาหกรรมได้จำกัดปริมาณการรั่วไว้ไม่ให้ถึงระดับจะก่อความร้อนที่นอกเตาระยะไม่เกิน 2 นิ้วได้ ยิ่งห่างเตาความร้อนจะยิ่งลดลงจนหมดนัยสำคัญ 

     ไมโครเวฟรุ่นเก่ากับเครื่องกระตุ้นหัวใจรุ่นเก่า

เครื่องกระตุ้นหัวใจ (pace maker) รุ่นเก่าอาจจับสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากไมโครเวฟ และอุปกรณ์อื่นๆเช่นเครื่องโกนหนวดไฟฟ้า และเครื่องไฟฟ้าอื่นๆแล้วทำงานเพี้ยนได้ ผู้ที่ใส่เครื่องกระตุ้นรุ่นเก่าจึงควรระวังไม่ใช้เครื่องไมโครเวฟโดยปิดฝาไม่สนิทหรือใช้ทั้งๆที่เปิดฝา เครื่องไมโครเวฟรุ่นใหม่จะไม่ทำงานถ้าฝาปิดไม่สนิท และเครื่องกระตุ้นหัวใจรุ่นใหม่จะมีเปลือกครอบกันสัญญาณจากภายนอกจึงไม่มีปัญหานี้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

04 มิถุนายน 2563

นักศึกษาแพทย์ กับการทุจริตในห้องสอบ

สวัสดีค่ะคุณหมอ หนูมีเรื่องอัดอั้นใจเรื่องอยากมาปรึกษาคุณหมอค่ะหวังว่าคุณหมอคงไม่เบื่อนะคะ แหะๆ
เรื่องมีอยู่ว่า หนูรู้สึกไม่โอเคกับการทุจริตในการสอบอย่างมากค่ะ ขอบอกก่อนว่า หนูเป็นคนรักความยุติธรรมมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว และไม่เคยคิดจะลอกหรือโกงข้อสอบเลยค่ะ อย่างที่หนูบอกว่าหนูเรียนจบแล้ว ตอนเรียนสมัยนั้นยังเรียนกับหนังสือ กับชีท ทำให้เวลาสอบไม่ค่อยเห็นคนทุจริตค่ะ อาจเพราะตรวจเข้มด้วย แล้วก็ไม่มีข้อสอบเก่าด้วยค่ะ  แต่พอหนูมาเข้าเรียนแพทย์ แล้วต้องเรียนกับไอแพดทุกคน (ซึ่งหนูไม่ถนัด หนูชอบอ่านหนังสือมากกว่า) หนูก็พบว่ามีคนทุจริตในการสอบเยอะเลยค่ะหากต้องสอบในไอแพด เช่น สอบย่อย ทำควิซอะไรแบบนี้ อ.ชอบส่งมาให้ทำผ่านแอปค่ะ มันเลยเปิดดูชีทในไอแพดได้ พอคนนึงทำอีกคนก็ทำตามกันหมดแล้วอ.ก็ไม่รู้ด้วย หรือไม่ใส่ใจก็ไม่ทราบ หลายคนอาจเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่สำหรับหนูมองว่ามันอึดอัดใจมาก หนูรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมเลย จะมีการสอบไปเพื่ออะไร ถ้าเราทำด้วยความสามารถของเราจริงๆแต่เพื่อนแค่เปิดก็ได้คะแนนเต็มแล้ว พอหนูเริ่มเห็นบ่อยๆหนูก็เริ่มเถียงกับตัวเองว่าเราจะซื่อสัตย์ไปทำไม สังคมก็ดูเราจากภายนอก จากเกรดอยู่แล้ว เปิดดูชีทแล้วได้คะแนนเต็มไปก่อนแล้วค่อยไปอ่านทีหลังไม่ดีกว่าหรอ อะไรประมาณนี้น่ะค่ะ แล้วอีกอย่างคือเรื่องข้อสอบเก่าที่ไม่เท่าเทียมกัน บางคนได้จากรุ่นพี่เยอะ บางคนไม่ได้ ถ้าเพื่อนไม่ส่งต่อให้ก็จะไม่รู้เรื่อง และที่สำคัญอ.หลายคนก็ไม่ค่อยเปลี่ยนข้อสอบ ใครได้ข้อสอบเก่าที่รุ่นพี่จดก็ได้คะแนนเยอะไป หนูมองว่ามันไม่ยุติธรรมเลย ถ้าได้ก็ต้องได้กันหมด ตอนเรียนที่เก่าไม่เป็นแบบนี้ อาจเพราะเป็นคณะที่ต้องเขียนเยอะเลยไม่ค่อยมีข้อสอบเก่าค่ะ  ปล.ช่วงโควิดนี้ก็ให้สอบออนไลน์กันเยอะ ถึงแม้จะให้ตั้งกล้องยังไงก็ตามมันก็ทุจริตกันได้อยู่ดี บางทีเห็นเพื่อนหลายๆคนได้คะแนนเต็ม ก็มองมาที่ตัวเองว่านี่ชั้นโง่ที่ทำได้แค่ไหนหรอ หรือเพื่อนโกง นี่สับสนไปหมดแล้วค่ะ
สรุปคือ หนูอยากถามหมอสันต์ว่า หมอสันต์คิดเห็นยังไงกับเรื่องทุจริตในการสอบ แล้วหนูควรจะไม่ทำตามเพื่อน หรือ ทำไปก่อนแล้วค่อยไปอ่านเอาอีกทีดีคะ เพราะยังไงคนก็ตัดสินเราที่คะแนนอยู่แล้วไม่ใช่หรือคะ? หนูควรวางใจยังไงดีกับเรื่องนี้คะ
ยาวหน่อยค่ะ ขอบคุณที่อ่านจนจบค่ะ :)

...........................................................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าจะโกงการสอบย่อยไปกับเพื่อนๆดีไหม เพราะไหนๆเขาก็เปิดให้โกงได้แล้ว ตอบว่าคุณต้องดูก่อนว่าการที่คุณมานั่งสอบย่อยนี้มีวัตถุประสงค์อะไร การสอบในการเรียนแพทย์มีเป้าหมายสองอย่างนะ คือ

     1.1 เพื่อประมวลการเรียนการสอนว่าสอนๆไปมันเวอร์คหรือเปล่า (formative examination) จะได้เอาผลมาปรับปรุงแก้ไขวิธีการเรียนการสอน

     1.2 เพื่อประเมินความรู้ของนักศึกษาว่าได้ครบตามวัตถุประสงค์หรือยัง หรือพูดง่ายๆว่าสอบเลื่อนชั้น (summative examination)

     การสอบเล็กๆน้อยที่คุณเล่ามาเป็นการสอบด้วยวัตถุประสงค์ formative evaluation ครูได้ประโยชน์ในแง่ว่าการสอนของตัวเองใช้ได้ไหม นักศึกษาได้ประโยชน์ในแง่จะได้ใช้เวลาที่นั่งสอบอ่านโจทย์คิดตอบคำถามนั้นประมวลความรู้ของตัวเองว่าตัวเองรู้อะไรไม่รู้อะไรแค่ไหน ถ้าเราไปมัวหลบๆซ่อนๆเพื่อคัดลอกคำตอบเอาคะแนนดีๆ เราก็พลาดโอกาสที่จะได้อาศัยการเสียเวลาที่มานั่งสอบเป็นการประมวลความรู้ของเราไป ส่วนคะแนนเก็บนั้นมันเป็นแค่น้ำจิ้มที่ครูใช้เป็นเครื่องมือบีบให้นักศึกษามานั่งสอบ มันไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักของการสอบหรอก

     เพราะการสอบในรูปแบบ summative ที่แท้จริงคือการสอบใบประกอบโรคศิลป์เมื่อจบแพทย์แล้วซึ่งเป็นการสอบในระดับประเทศและต้องไปนั่งสอบนอกสถาบันของเรานะ การขยันโกงคะแนนเก็บในการสอบย่อยไม่ได้มีประโยชน์อะไรในการเตรียมตัวเราไปสู่การสอบใหญ่นี้ เพราะการสอบใหญ่นี้ไม่เอาคะแนนเก็บมายุ่ง ผมเชื่อคุณว่านักศึกษาแพทย์จำนวนหนึ่งโกงคะแนนเก็บถ้าโกงได้ แต่นักศึกษาแพทย์แบบนี้แหละที่ไปสอบตกตอนสอบใบประกอบโรคศิลป์แบบตกแล้วตกอีก บางคนสอบตั้งสิบกว่าครั้งก็ยังไม่ผ่าน คือสอบกันตั้งแต่หนุ่มจนแก่ก็ยังไม่ผ่าน ก็เพราะไม่มีความรู้จริงทำให้โอกาสสอบผ่านมีน้อย

     ดังนั้นผมแนะนำให้คุณมียุทธศาสตร์ในการเรียนที่เอื้อให้คุณเรียนจบมาเป็นหมอที่ดีดีกว่า คือใช้การสอบย่อยประเมินความรู้ของตัวเองแล้วปรับปรุงความรู้เพื่อความพร้อมในการสอบใหญ่ คนอื่นเขาจะโกงกันระเบิดเถิดเทิงก็ช่างเขาเถอะ เพราะในชีวิตการทำงานจริงๆคนที่คิดแต่จะโกงกฎกติกาทุกชนิดทุกลมหายใจนั้นจะมีอยู่รอบตัวคุณเหมือนลิงที่ยั้วเยี้ยเวลาคุณไปเที่ยวศาลพระกาฬเลยทีเดียว ช่างพวกเขาเถอะ คนทุกคนล้วนมีสองด้านคือมีทั้งด้านที่เข้าท่ากับด้านที่ไม่เข้าท่า ด้านที่ไม่เข้าท่าคุณก็อย่าไปตามเขาเลย คุณไม่ต้องไปเปรียบเทียบคะแนนเก็บกับพวกเขาด้วย เหมือนเมื่อคุณจบเป็นหมอแล้วคุณก็ไม่เห็นจะต้องไปเปรียบเทียบความร่ำรวยกับเพื่อนรุ่นเดียวกันเลยใช่ไหมละ และที่คิดว่าชีวิตเราต้องขึ้นกับการตัดสินใจของสังคมภายนอกนั่นก็เป็นการเข้าใจชีวิตที่ผิดไปนะ ชีวิตคุณจะดีหรือไม่ดีมีความสุขหรือไม่มีอยู่ที่ใจของคุณ ไม่ใช่อยู่ที่สังคมเขาจะมองคุณว่ายากดีมีจนอย่างไร แล้วในการเป็นคนบ้าดี ก็อย่าบ้าดีจนตัวเองเป็นบ้า คืออย่าไปฮึดฮัดกับคนอื่นที่เขาไม่บ้าดีเหมือนเรา ดังนั้น ขอแค่คุณยึดมั่นกับยุทธศาสตร์หลักในการเรียนของคุณคือทำอย่างไรให้คุณมีความรู้จริงไปสอบใบประกอบโรคศิลป์ให้ผ่านและไปเป็นหมอที่ช่วยเหลือคนเจ็บไข้ได้จริง โดยไม่ต้องหลบๆซ่อนๆเป็นหมอกำมะลอหลอกคนไปวันๆเพราะกลัวคนอื่นจะรู้ความจริงว่าเราไม่มีความรู้ความสามารถอะไรที่จะรักษาเขาได้ แค่นี้พอแล้ว คนอื่นจะเอาหัวเดินต่างตีนก็ช่างเขาเถอะ

     2. ถามว่าทำไมอาจารย์ถึงขี้เกียจออกข้อสอบใหม่ ทำให้นักศึกษาจำข้อสอบเก่ามาบอกต่อๆกันเป็นแบบความลับที่มอบให้แก่น้องเลิฟเท่านั้น นักศึกษาที่มีพี่เลิฟขยันจำข้อสอบเก่าก็ได้เปรียบ ทำให้การสอบไม่ยุติธรรม

     ทำไมอาจารย์ขี้เกียจออกข้อสอบใหม่นะหรือ หิ หิ ตอบว่าเพราะการออกข้อสอบใหม่มันยาก มันต้องใช้เวลา ต้องเอาไปทดสอบตามหลักการศึกษาว่ามันวัดผลได้จริง สู้หยิบข้อสอบเก่าๆมาใช้ใหม่ดีกว่ามันง่ายดี ตัวผมเองสมัยที่สอนอยู่ก็เป็นอาจารย์แบบนี้ คือแบบขี้เกียจ กำลังทำงานยุ่งๆ อ้าวเลขาโทรศัพท์มาว่าเขาจะเอาข้อสอบบอร์ดห้าข้อ จะเอาเวลาที่ไหนไปนั่งคิดให้ละ เอาของเก่านั่นแหละ ง่ายดี

     ส่วนที่คุณท้วงติงว่าการที่ข้อสอบเก่ารั่วออกมาผ่านการจดจำมาบอกต่อทำให้เกิดความไม่ยุติธรรม อันนี้มันเป็นชีวิตจริงที่น่าขบขันของวงการแพทย์ไทย เป็นกันกับการสอบทุกระดับ แม้การสอบบอร์ดผู้เชี่ยวชาญของแต่ละสาขาซึ่งถือเป็นการสอบระดับสูงสุดก็เป็นแบบนี้ คือรุ่นพี่ของแต่ละสถาบันมีหน้าที่หลักอย่างหนึ่งคือแบ่งกันจำข้อสอบ แบ่งกันไปเลย คุณจำข้อ 1-10 ผมจำข้อ 11-20 ประมาณนี้ พอออกจากห้องสอบก็รีบจดบันทึก เพื่อเอาไปให้รุ่นน้องสถาบันของตนท่องไปเข้าสอบปีหน้า เพราะรู้อยู่แล้วว่าอาจารย์ส่วนหนึ่งที่เป็นคนขี้เกียจอย่างอาจารย์สันต์ไม่มีปัญญาออกของสอบใหม่หรอก แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แล้วใครจะมาแก้ไขความน่าขบขันอันนี้ ตอบว่าผมไม่ทราบ เพราะผมไม่ต้องรับผิดชอบออกข้อสอบแล้ว ของผมหมดอายุความรอดตัวไปแล้ว หุ..หุ

     3. ข้อนี้คุณไม่ได้ถาม แต่คุณเขียนมาก็ดีแล้ว ผมขอถือโอกาสนี้เทศน์เสียเลย เพราะอาจารย์ของคุณอาจไม่ได้พูดให้คุณฟังในประเด็นนี้เนื่องจากมันไม่มีในหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต คือในการเป็นแพทย์ทุกสาขานี้พื้นฐานที่สำคัญมันมีอยู่สามอย่าง คือ

     ความรู้ (knowledge) 
     ทักษะ (skill) และ
     ดุลพินิจ (judgment)

     สิ่งที่ผมจะไฮไลท์กับคุณวันนี้คือเรื่องการเป็นคนมีดุลพินิจที่ดี มันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคุณฝึกตัวเองมาแบบคนที่เป็นตัวของตัวเองมาเป็นเวลายาวนานตั้งแต่เด็ก คุณต้องฝึกทำตัวเองให้เป็นคนที่ตัวเองนับถือได้ คือเมื่อคุณมองหน้าตัวเองในกระจกแล้วคุณยกมือไหว้คนในกระจกนั้นได้อย่างเต็มใจ คุณจึงจะมาเป็นแพทย์ที่มีความสุขในชีวิตได้ เพราะในอาชีพแพทย์มันมีอะไรที่จะทำให้ดุลพินิจของคุณไขว้เขวได้มาก มากกว่าการโกงหรือไม่โกงการสอบเพื่อเอาคะแนนเก็บหลายเท่า ในชีวิตจริงของการเป็นแพทย์ คุณต้องมีชีวิตอยู่ท่ามกลางวิธีทำการตลาดของบริษัทยา บริษัทเครื่องมือแพทย์ นโยบายยอดขายของนักธุรกิจเจ้าของโรงพยาบาลในกรณีที่คุณทำรพ.เอกชน นโยบายขายผ้าเอาหน้ารอดของเจ้านายของคุณเองกรณีคุณทำราชการ แสงวูบวาบของแหวนเพชรที่นิ้วมือของคนไข้ ความอยากได้เงินมาเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวในฐานะที่เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นตัวดึงให้ดุลพินิจของคุณไขว้เขว มันเป็นตัวดึงที่แรงเสียยิ่งกว่าการอยากโกงการสอบย่อยเพื่อให้ได้คะแนนเก็บดีๆหลายเท่านัก

     นับแต่อดีตมาถึงวันนี้ น่าภาคภูมิใจที่แพทย์รุ่นพี่ๆธำรงรักษาดุลพินิจของท่านมาดี วงการแพทย์ไทยและอาชีพแพทย์จึงเป็นที่นับถือของผู้คนอย่างที่คุณเห็นทุกวันนี้ วันหนึ่งหากคนรุ่นคุณซึ่งแค่คะแนนเก็บการสอบย่อยก็ทำให้ไขว้เขวได้แล้วมาดูแลวงการแพทย์ไทยต่อจากรุ่นพี่ๆที่ทะยอยแก่ตายกันไปตามปกติ คุณอยากให้วงการแพทย์ไทยเป็นแบบไหน นั่นอยู่ที่ดุลพินิจของคุณนะ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

..................................................

จดหมายจากท่านผู้อ่าน
"..หมอที่ทุจริตคือหมอโง่และชั่ว พอออกมาได้ก็จะไปได้ไม่เท่าไร พอผลกรรมดีที่เคยมีมาหมดอาจแย่ไปเลย คนที่มีพื้นฐานไม่ดี ยังไงก็เป็นหมอที่ดีได้ยากมากๆ.."

..................................................