30 สิงหาคม 2561

ใบไม้นอกกำมือ

สวัสดีครับ คุณหมอสันต์
    ได้ติดตามบล็อกของคุณหมอมาระยะหนึ่ง ได้รับความรู้ทั้งทางโรคกายและเรื่องเกี่ยวกับจิต
เห็นด้วยอย่างยิ่งโดยเฉพาะเรื่องของจิตใน "คุยกับแฟนบล็อกอายุน้อย 29 สิงหาคม 2561"
     มีประเด็นเรื่อง "จิตเดิมแท้" ที่ผมอยากจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ผมอยากมีประสบการณ์เรื่องการถูกวางยาสลบสักครั้งเพื่อทดสอบเรื่อง จิตเดิมแท้ แล้ววันหนึ่งผมก็ได้รับโอกาสนี้จากการวางยาเพื่อผ่าตัดกระดูกต้นแขนจากอุบัติเหตุ ก่อนวางยาผมก็นำจิตเข้าอู่จอด แต่ "คงสภาวะรู้ตื่นไว้และตั้งใจแน่วแน่ว่าจะคงไว้ตลอดการผ่าตัด"
     ผมเข้าห้องผ่าตัดประมาณ บ่ายโมง เมื่อการผ่าตัดผ่านพ้นไป  มารู้สึกตัวอีกครั้งประมาณ บ่ายห้าโมง ในช่วงระหว่างนั้นไม่มีอะไรเลย ไม่สามารถที่จิตจะคงสภาวะรู้ตื่นไว้ได้ เหมือน "absolute nothing" 
     จากประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมมีความคิดว่า จิตเดิมแท้ ก็เป็นเพียงกิจกรรมแบบหนึ่งของสมองเท่านั้น
ขอแสดงความนับถือ
 (ชื่อ) .....

.................................

ตอบครับ

     จดหมายของคุณชักชวนให้คุยกันเรื่องใบไม้นอกกำมือ ซึ่งคนฉลาดเขาจะไม่ยอมคุย แต่ผมไม่ใช่คนฉลาด ผมคุยได้ มีจดหมายเนื้อหาลักษณะนี้เข้ามาบ่อยมาก แต่ผมไม่เคยตอบ วันนี้เราคุยกันถึงเรื่องนี้สักครั้งก็ดีเหมือนกัน ครั้งเดียวพอนะ เพราะถ้าคุยเรื่องแบบนี้ซ้ำซาก เดี๋ยวคนเขาจะรู้ไส้ว่าผมเป็นคนโง่

      คำว่า"จิตเดิมแท้" นี้เป็นภาษาคุยกันของชาวบ้าน ไม่ใช่คำพูดของพระพุทธเจ้า เป็นภาษาคุยกันเพื่อสื่อถึงสิ่งหนึ่งซึ่งเป็น "ธาตุรู้" ซึ่งเป็นความไร้สภาวะ ไม่มีที่ตั้งให้รู้ว่าอยู่ที่ใด แต่ว่ามันมีอยู่จริง

      อุปมา อุปไมยเหมือนไฟ ต้นกำเนิดที่จะกลายเป็นไฟนั้นภาษาบ้านๆเรียกว่า "ธาตุไฟ" ซึ่งเป็นความไร้สภาวะที่มีอยู่ในทุกอณูรอบตัวเรานี้ แต่จับต้องมองเห็นไม่ได้ เมื่อใดก็ตามที่มีเหตุที่จะเกิดเป็นไฟครบถ้วน อันได้แก่มีฟืน มีอากาศ และมีอุณหภูมิสูงถึงระดับหนึ่ง ไฟก็จะติดพรึบขึ้นมา
   
      สมัยผมเป็นเด็ก ไปเข้าค่ายลูกเสือ แต่ละปีต้องสอบลูกเสือตรี โท เอกไปตามลำดับ การสอบลูกเสือตรีมีข้อหนึ่งว่าจะต้องก่อไฟให้ได้โดยใช้ไม้ขีดไม่เกินสามก้าน ไม่งั้นไม่ได้เป็นลูกเสือตรี ได้เป็นแค่ลูกเสือสามัญ พอถึงเวลาสอบ ทุกคนก็ก่อกองฟืนของตัวเองเรียงแถวกันอยู่ในทุ่งโล่ง แล้วก็ลงมือจุดไฟด้วยไม้ขีดสามก้านที่ครูแบ่งให้ เพื่อนบางคนจุดจนไม้ขีดหมดก็ยังก่อไฟไม่ได้ จึงเอาไม้ฟืนชิ้นเล็กไปจ่อเอาไฟของเพื่อนๆมาจุดกองฟืนของตัวเอง เพื่อนคนนั้นก็ไปฟ้องครูว่า

     "เขาขโมยไฟของผมไป นั่นไฟของผม ไม่ใช่ไฟของเขา"

     ความเป็นจริงคือไฟนี้ไม่ได้เป็นของใคร แม้ผู้จุดไฟขึ้นจะเข้าใจว่าไฟเป็นของตัวเอง เพราะฟืนก็เป็นของฉัน ก้านไม้ขีดก็เป็นของฉัน ไฟนี้จะไม่ใช่ของฉันได้อย่างไร แต่ในความเป็นจริงไฟมาจากธาตุไฟซึ่งมีอยู่ทั่วไปและไม่ได้เป็นของใคร ไฟที่จุดที่ตรงนี้โดยคนนี้ กับไฟที่เกิดในป่าที่โน่นโดยไม่มีคนจุด ก็เป็นไฟเดียวกัน เกิดจากธาตุไฟเดียวกัน แต่เหตให้เกิดคือฟืนอาจจะเป็นคนละอันอยู่คนละที่

     ฉันใดก็ฉันเพล ความคิดนี้ถูกจุดขึ้นมาจาก "ธาตุรู้" ซึ่งไม่ได้เป็นของใคร แต่เมื่อมีเหตุให้เกิดครบคือมีสิ่งที่เป็นเป้าของความสนใจ มีความสนใจ มีอายตนะ(อวัยวะรับรู้เช่นตาหูจมูกลิ้นผิวหนังและใจ)ที่จะรับรู้ ธาตรู้ซึ่งมีแล้วอยู่ทุกอณูรอบตัวเราอยู่แล้วก็จะจุดความคิดขึ้นมาได้ แต่ถ้าไม่มีเหตุที่จะจุดความคิดครบถ้วน ธาตุรู้นี้ก็ไม่แสดงตัว มันอยู่อย่างไร้สภาวะ เหมือนธาตุไฟนั่นแหละ และภาษาบ้านๆเรียกธาตุรู้นี้ว่า "จิตเดิมแท้" ซึ่งหมายถึงจิตที่ว่างจากสภาพใดๆให้สิ่งใดๆสัมผัสได้ เป็นคำเรียกเพื่อให้แตกต่างจาก "ความคิด" ซึ่งเป็นจิตเหมือนกันแต่เป็นจิตที่ถูกปรุงขึ้นมาจากเหตุต่างๆอย่างครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว

     ความคิดนี้เมื่อเกิดขึ้นมาหลายๆความคิดแล้วก็จะผูกพ้นสานกันเข้ากลายเป็นคอนเซ็พท์หรือความสำคัญมั่นหมายว่าเป็น "ฉัน" ซึ่งจะไปสานกับคอนเซ็พท์อื่นๆกลายเป็นความคิดที่เป็นแม่ของความทุกข์สองอัน อันที่หนึ่งคือ "ฉันเป็นคนสำคัญ" กับอันที่สองคือ "ฉันเป็นคนไร้ค่า" ทั้งสองอันนี้สุดโต่งไปทางไหนก็เดือดร้อนทั้งนั้น หากมีในคนๆเดียวแล้วแกว่งสุดโต่งไปทางนั้นทีทางนี้ทีภาษาหมอเรียกว่าเป็นโรคจิตสองขั้ว (bipolar disorder) ซึ่งโรคนี้มีในตัวเราทุกคนมากบ้างน้อยบ้าง ถ้ามากจนอยู่กับคนอื่นไม่ได้ก็ต้องไปหาจิตแพทย์ คนที่เป็นไม่มากถึงขั้นจะไปหาจิตแพทย์ก็ยังเป็นคนมีความทุกข์ต้องขวานขวายหาทางพ้นทุกข์ ซึ่งทางที่จะดับทุกข์นั้นมีทางเดียวคือต้องวางความคิดตัวแสบต้นเหตุลงเสียให้สนิทแบบไม่ให้กลับมาจุดติดได้อีก

     สมมุติว่าวางความคิดได้สำเร็จดับมอดหมดไม่มีเหลือ ถามว่าแล้วจิตเดิมแท้ที่เข้าร่วมจุดความคิดขึ้นมานั้นจะหายไปไหน นี่ก็เหมือนคำถามว่าเมื่อหมดฟืนไฟดับมอดลงแล้วธาตุไฟหายไปไหน ตอบว่าไม่หายไปไหนหรอก มันก็กลับไปเป็นธาตุรู้หรือเป็นจิตเดิมแท้ของมันอย่างเดิม นี่แหละคือวิธีไปนิพพานละ เหมือนที่พระท่านว่า

     "ไฟดับแล้วไปไหน จิตที่นิพพานแล้วก็ไปที่นั่น" 

     เออ..แล้วหมอสันต์เอาเรื่องไกลตัวที่ไม่รู้จะเอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้มาพูดทำไมเนี่ย ตอบว่าสำหรับตัวผมเองมันมีประโยชน์สามประการนะ

     ประการที่หนึ่ง การที่ผมตระหนักรู้ธรรมชาติของความรู้ตัวหรือจิตเดิมแท้ว่าที่เรานึกว่ามันเป็นของเราคนเดียวแท้จริงแล้วมันของสากล (Universal) ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของนั้น ทำให้ผมเกิดโลกทัศน์ใหม่ขึ้นในใจว่าทุกชีวิตล้วนมีรากมาจากที่เดียวกัน มันทำให้ใจผมเกิดเมตตาธรรมแบบอัตโนมัติ คือไม่ต้องไปพยายามแผ่เมตตาให้ใคร เมตตาธรรมแบบไม่เลือกหน้ามันเกิดขึ้นมาแบบอัตโนมัติ
 
     ประการที่สอง การที่ผมตระหนักรู้ธรรมชาติของความรู้ตัวหรือจิตเดิมแท้ซึ่งเป็นชั้นในสุดของความเป็นผมนี้ว่ามันดำรงอยู่แบบธาตุรู้ที่ไม่เกิดไม่ตาย มันทำให้ผมมีอิสรภาพจากความกลัวทั้งหลาย เพราะความกลัวทั้งหลายนั้นล้วนปั้นขึ้นมาจากความคิดที่มีความคิด "ฉัน" เป็นความคิดแม่ การที่รู้ว่าเมื่อวางความคิดเหล่านี้ลงสนิทหมดแล้วก็จะเหลือธาตรู้ซึ่งไม่เกิดไม่ตายมันก็ไม่มีเหตุผลที่ผมจะต้องกลัวอะไรอีกต่อไป เพราะแม่ของความกลัวทั้งหลายก็คือความกลัวเกิดกลัวตายนั่นเอง

    ประการที่สาม การที่ผมตระหนักรู้ธรรมชาติของความรู้ตัวหรือจิตเดิมแท้ซึ่งเป็นชั้นในสุดของความเป็นผมนี้ว่ามันดำรงอยู่แบบธาตุรู้ที่ไม่เกิดไม่ตาย มันตอบคำถามของผมที่ว่าชีวิตนี้เกิดมาเพื่อเสาะหาอะไร หรือว่าแค่เกิดมาเพื่อกิน นอน ขับถ่าย สืบพันธ์ออกลูกทิ้งไว้แล้วตายไปจบกันแค่นั้นเองหรือ การที่ผมรู้ว่าเมื่อวางความคิดได้สนิทก็จะกลับไปเป็นความรู้ตัวหรือจิตเดิมแท้ และรู้ว่าการจะวางความคิดได้สนิท ต้องอาศัยเวอร์คบนเหตุปัจจัยที่ก่อความคิดนี้ขึ้นมา ซึ่งอายตนะร่างกายก็เป็นเหตุปัจจัยหนึ่งในนั้น การที่ผมยังมีชีวิตอยู่ยังมีร่างกายนี้อยู่จึงเป็นโอกาสทองที่จะทำสิ่งนี้ เพราะถ้าไม่มีร่างกาย หรือมีร่างกายแล้วใจไม่สามารถติดต่อกับร่างกายได้ ต่อให้เป็นพระพรหมก็ยังไม่มีโอกาสได้หลุดพ้นได้เลย มันทำให้ผมรู้สึกว่าชีวิตที่เหลืออยู่ และร่างกายที่ยังดีอยู่นี้ มันมีค่า ต้องใช้มันให้คุ้มค่าก่อนที่มันจะดับสลายไปตามกาลเวลา

     ทั้งสามประการนี้ทำให้ผมคุยกับคุณเรื่องใบไม้นอกกำมือครั้งนี้ครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

29 สิงหาคม 2561

คุยกับแฟนบล็อกอายุน้อย

     ปกติไม่ค่อยมีแฟนคลับอายุน้อยมาถามมาคุยเรื่องทางจิตวิญญาณ หลายปีมาแล้วเคยมีแฟนบล็อกคนหนึ่งอายุ 14 ปีถามผมเรื่องความหมายของชีวิตซึ่งผมทึ่งมาก  จากนั้นมาก็ไม่มีอีกเลย จนวันก่อนได้พบแฟนบล็อกอายุน้อยอีกท่านหนึ่ง อายุราวยี่สิบปลายๆ ได้คุยกับผมไม่กี่นาที บทสนทนานั้นน่าสนใจ  ที่ว่าน่าสนใจเพราะเวลาผมตอบคำถามเด็กผมไม่ต้องสงบปากสงบคำมาก คำตอบจึงอาจมีแง่มุมที่อาจจะเป็นประโยชน์ซึ่งผมไม่เคยพูดกับผู้ใหญ่คนไหนมาก่อน จึงเอามาลงให้อ่านครับ ผมเรียกเธอย่อๆว่า FC นะ

.......................................

FC

     "จิต" คืออะไรคะ

หมอสันต์

     "จิต" ก็คือใจของเรายามที่ปลอดความคิด ผมชอบเรียกว่า "ความรู้ตัว" มากกว่าเรียกว่าจิต

FC

     แล้ว "ใจ" คืออะไรคะ

หมอสันต์

     ใจ (mind) ก็คือส่วนของร่างกายที่เราจับต้องมองเห็นไม่ได้ แต่เรารู้ว่ามันมีอยู่ ผ่านกิจกรรมของมัน ซึ่งกิจกรรมของใจก็คือความคิด

FC

     แล้วความคิดคืออะไรคะ

หมอสันต์

     ความคิดก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นจากการที่ส่วนของใจที่เรียกว่าความสนใจ (attention) ไปคลุกเคล้ามีประสบการณ์กับสิ่งเร้าภายนอกที่ผ่านเข้ามาทางอายตนะ คำว่าอายตนะผมหมายถึงอวัยวะรับรู้สิ่งเร้าเช่นตาหูจมูกลิ้นผิวหนังและใจ

FC

     "ธรรมะ" คืออะไรคะ

หมอสันต์

     ธรรมะก็คืออะไรก็ตามที่ปรากฎต่ออายตนะของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดที่ปรากฎต่อใจของเรา

FC

    แล้วที่ว่า "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" หมายความว่าอย่างไรคะ

หมอสันต์

     ก็หมายความว่าสิ่งทั้งหลายที่ปรากฎต่ออายตนะของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดที่ปรากฎต่อใจของเรา ล้วนเป็นสิ่งที่นอกเหนือการควบคุมของเราทั้งสิ้น

FC

     แล้ว "สมาธิ" คืออะไรคะ

หมอสันต์

     สมาธิก็คือสถานะที่จิตของเราตั้งมั่นอยู่โดยไม่ไปมีความคิด หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าสมาธิคือใจของเราในยามที่ปลอดความคิด ดังนั้นคำว่าสมาธิกับความรู้ตัวจริงๆแล้วก็เป็นเรื่องเดียวกัน ประมาณว่าความรู้ตัวเป็นประธาน สมาธิเป็นกริยา

FC

     แล้ว "สติ" คืออะไรคะ

หมอสันต์

     สติก็คือความสนใจ (attention) ของเรา ถ้ามันไปสนใจอะไรที่ไหน ใจของเราก็จะไปอยู่ที่ตรงนั้น ที่ตรงนั้นก็จะกลายเป็นความคิด คือเราไปสนใจอะไร ความคิดเรื่องสิ่งนั้นก็เกิดขึ้น แต่ถ้าเราถอยความสนใจกลับมาอยู่กับความรู้ตัว เราก็มีสมาธิหรือมีความรู้ตัวโดยไม่มีความคิด

FC 

     แล้วในภาวะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ตัวสติไปอยู่เสียที่ไหนละคะ

หมอสันต์

     ในภาวะที่จิตปลอดความคิด สติก็จะจอดนิ่งอยู่ในอู่จอดของมันโดยไม่ไปเที่ยวเพ่นพ่านที่ไหน อู่จอดของมันก็อยู่ประมาณตรงที่จิตอยู่นั่นแหละ เพราะจริงๆแล้วมันเป็นส่วนของกัน เปรียบเหมือนถ้าจิตเป็นลำตัวสติก็เป็นแขน

FC 

     ที่หมอชอบพูดว่า "ความรู้ตัว" ก็คือจิตที่ตั้งมั่น หรือจิตที่เป็นสมาธิ ใช่ไหมคะ

หมอสันต์

     ใช่ครับ

FC 

     แล้วถ้าหนูตายไป ทุกอย่างมันจะเป็นอย่างไรคะ

หมอสันต์

     ร่างกายนั้นคุณก็รู้อยู่แล้วนี่ ว่าถ้าร่างกายตายไปก็ต้องกลายเป็นปุ๋ย แน่นอนอยู่แล้ว ถูกแมะ

     ส่วนใจนั้น คำตอบนี้มันขึ้นอยู่กับว่าคุณนิยามคำว่าหนูหรือ "ฉัน" ว่าอย่างไร ส่วนใหญ่คนทั่วไปจะนิยาม "ฉัน" ว่าก็คือบุคคลคนนี้ ประเด็นก็คือความเป็นบุคคลคนหากไม่นับส่วนที่เป็นร่างกายแล้วส่วนที่เหลือเป็นความคิดนะ

    สมมุติว่าผมมีความคิดที่โดดเด่นมากอันหนึ่ง คือผมคิดถึงช้างสีชมพูอ็องต็องตัวบะเร่งขึ้นมาในใจ โอ้โฮ ช้างอะไรจะสีจ๊าบขนาดนั้นสีชมพูร้อนแรงยังกับมีใครเอาลิปสติกไปทามันทั้งตัว คิดเรื่องช้างสีชมพูได้พักใหญ่แล้วผมก็เบื่อแล้วผมก็เลิกคิด หมายความว่าความคิดเรื่องช้างสีชมพูนั้นตายไปเสียแล้ว หากมีใครมาถามผมว่าเอ..สงสัยจริงๆว่าเจ้าช้างสีชมพูนั้นมันตายไปแล้วมันจะเป็นอย่างไรต่อไปนะ ผมก็จะตอบว่าช่างมันปะไรเล่า จะไปแคร์มันทำไม Who cares? เพราะมันเป็นแค่ความคิด เกิดขึ้นมาแล้วมันก็ต้องดับ เพราะมันก็เหมือนสิ่งทั้งหลายที่ปรากฎต่อการรับรู้ของจิต คือไม่มีอะไรถาวร ดังนั้นในกรณีที่คุณนิยามว่าฉันคือความเป็นบุคคล ความเป็นบุคคลของคุณตายแล้วจะไปไหน ตอบว่าตายแล้วก็ดับหายจ้อยไปง่ายๆแค่นั้นเอง เพราะมันเป็นแค่ความคิด

     แต่บางคนซึ่งอาจเป็นคนส่วนน้อยไม่กี่คน "ฉัน" ของเขาหมายถึงความรู้ตัวหรือจิตเดิมแท้ที่ปลอดความคิด ผมขอซักซ้อมความเข้าใจกับคุณก่อนนะว่าจิตเดิมแท้หรือความรู้ตัวนี้มันไม่ใช่ "ของคุณ" ด้วยนะ เพราะ "คุณ" เป็นบุคคลซึ่งเป็นความคิด ที่ความรู้ตัวไม่มีความคิดนะ..อย่าลืม "ของ" ก็เป็นคอนเซ็พท์ของการเป็นเจ้าของ ซึ่งคอนเซ็พท์ก็คือความคิด แต่ว่าที่ความรู้ตัวไม่มีความคิดนะ..อย่าลืมอีกครั้ง ดังนั้นความรู้ตัวนี้มันไม่ใช่ของคุณ คุณต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน มันไม่ได้เป็นของใคร บางคนใช้คำพูดว่ามันเป็นเพียง "ธาตุรู้" ซึ่งฟังดูก็เท่ดีเหมือนกัน แต่จะฟังแล้วจะเข้าใจว่าเป็นอย่างไรนั่นตัวใครตัวมันละครับ เพราะสิ่งนี้มันไม่อาจอธิบายได้ด้วยภาษา แต่สามารถรู้ได้โดยการถอยไปเป็นความรู้ตัวเสียเอง

    ถามว่าเมื่อร่างกายนี้ตายไปแล้ว จิตเดิมแท้หรือความรู้ตัวนี้จะยังมีอยู่หรือเปล่า หรือจะไปเป็นอะไรอยู่ที่ไหนต่อไป ตอบว่าผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะผมเองก็ยังไม่เคยตาย..แหะ แหะ

FC

     หมอเดาให้หนูหน่อยสิ

หมอสันต์

     ผมเดาว่ามันก็อยู่ที่ที่เดิมของมันน้่นแหละ อยู่อย่างนั้นแหละ 

FC 

หมอเดาจากอะไรหรือคะ

หมอสันต์

     ผมเดาจากประสบการณ์อ้อมๆของผมเองสองอย่าง คือ

     หนี่ง เวลาผมนั่งสมาธิจนไม่รับรู้ร่างกาย ไม่ได้ยินเสียง ไม่ได้รับสัมผัสอะไรแล้ว แต่ความรู้ตัวมันก็ยังอยู่ของมันได้ไม่เดือดร้อนอะไรแม้จะไม่มีร่างกายไม่มีแขนขาให้ขยับ

     สอง เวลาผมฝันว่าผมออกไปนอกตัวแล้วหันมามองตัวเองที่นอนอยู่บนเตียง ความรู้ตัวมันยังคงอยู่ชัดเหลือเกินแม้จะไม่ได้อยู่กับร่างกายที่นอนอยู่บนเตียงแล้วในตอนนั้น ผมก็จึงสรุปเอาเองแบบง่ายๆลุ่นๆว่าความรู้ตัวมันอยู่ได้โดยไม่เกี่ยวกับร่างกาย มันไม่เกิดไม่ตายเหมือนอย่างร่างกายหรือความคิด ร่างกายหรือความคิดต่างหากที่จะปรากฎได้ต้องมีความรู้ตัวมารองรับ

     ทั้งหมดนี่เป็นแค่การเดานะ เพราะทั้งสองกรณีร่างกายเป็นๆของผมยังอยู่ ต้องรอให้ผมตายไปจริงๆก่อนผมจึงจะบอกคุณได้ว่าของจริงเป็นอย่างไร

FC

     ความหลุดพ้นคืออะไรคะ

หมอสันต์

     ความหลุดพ้น นี่ก็เป็นคำเท่อีกคำ ก็สุดแล้วใครจะให้มันหมายความว่าอย่างไรก็นิยามกันเอาเอง ถ้าให้ผมนิยามของผม ความหลุดพ้นก็คือการที่ความสนใจหลุดออกจากความคิดกลับมาอยู่กับความรู้ตัวได้อย่างต่อเนื่อง

FC

  หมายความว่าไม่เกี่ยวกับตอนตายไปแล้วหรือชาติหน้า

หมอสันต์

     ไม่เกี่ยว ความหลุดพ้นเป็นเรื่องของที่นี่เดี๋ยวนี้ คุณยังเด็กๆแถมยังตัวเป็นๆอุ่นๆอยู่ทำไมคุณไม่สนใจที่นี่เดี๋ยวนี้ว่าคุณจะหลุดพ้นจากความคิดงี่เง่าของคุณได้อย่างไร ไปสนใจอะไรกับความตายหรือชาติหน้าชาติหลังซึ่งเป็นเพียงคอนเซ็พท์เรื่องกาลเวลา

     อีกอย่างหนึ่งคุณไม่ต้องมาเซ้าซี้ถามผมถึงชาติหน้าดอก เพราะผมบอกแล้วไงว่าผมเองก็ยังไม่เคยตาย แล้วผมก็ระลึกชาติไม่เป็น ผมจะไปรู้เรื่องชาติหน้าชาติหลังได้อย่างไร แล้วอย่าลืมว่าชาติหน้าเนี่ยเป็นเพียงคอนเซ็พท์นะ แล้วคอนเซ็พท์เนี่ยเป็นความคิดนะ..อย่าลืม ถ้าคุณยังจมอยู่กับชาติหน้าคุณก็ยังจมอยู่ในความคิด แล้วคุณจะหลุดพ้นจากกรงความคิดของคุณได้อย่างไร

FC

  ความหลุดพ้นไม่ได้หมายถึงการบรรลุคุณธรรมวิเศษที่จะทำให้เราเป็น super human หรือคะ

หมอสันต์

     บ้า..คุณไปเอาไอเดียบ้าๆอย่างนี้มาจากไหน

     คุณเคยเห็น super human เดินเหินอยู่ในโลกนี้หรือ มันมีอยู่แต่ในหนังซูเปอร์แมนเท่านั้นแหละ อย่าลืมว่าคุณโตพอที่จะแยกให้ออกว่าอะไรเป็นหนังอะไรเป็นชีวิตจริงแล้ว แยกให้ออกสิ ถ้าแยกไม่ออกคุณเป็นบ้าได้นะ คุณนับถือพุทธใช่ไหม คุณก็รู้นี่ พระพุทธเจ้าสอนอยู่เรื่องเดียว ทำอย่างไรจึงจะพ้นทุกข์ เรื่องอื่นเป็นความบ้าทั้งนั้นคุณอย่าไปสนใจเลย

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
..............................................
จดหมายจากท่านผู้อ่าน

วัสดีครับ คุณหมอสันต์
    ได้ติดตามบล็อกของคุณหมอมาระยะหนึ่ง ได้รับความรู้ทั้งทางโรคกายและเรื่องเกี่ยวกับจิต
เห็นด้วยอย่างยิ่งโดยเฉพาะเรื่องของจิตใน "คุยกับแฟนบล็อกอายุน้อย 29 สิงหาคม 2561"
     มีประเด็นเรื่อง "จิตเดิมแท้" ที่ผมอยากจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ผมอยากมีประสบการณ์เรื่องการถูกวางยาสลบสักครั้งเพื่อทดสอบเรื่อง จิตเดิมแท้ แล้ววันหนึ่งผมก็ได้รับโอกาสนี้จากการวางยาเพื่อผ่าตัดกระดูกต้นแขนจากอุบัติเหตุ ก่อนวางยาผมก็นำจิตเข้าอู่จอด แต่ "คงสภาวะรู้ตื่นไว้และตั้งใจแน่วแน่ว่าจะคงไว้ตลอดการผ่าตัด"
     ผมเข้าห้องผ่าตัดประมาณ บ่ายโมง เมื่อการผ่าตัดผ่านพ้นไป  มารู้สึกตัวอีกครั้งประมาณ บ่ายห้าโมง ในช่วงระหว่างนั้นไม่มีอะไรเลย ไม่สามารถที่จิตจะคงสภาวะรู้ตื่นไว้ได้ เหมือน "absolute nothing" 
     จากประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมมีความคิดว่า จิตเดิมแท้ ก็เป็นเพียงกิจกรรมแบบหนึ่งของสมองเท่านั้น
ขอแสดงความนับถือ

 (ชื่อ) ........................

28 สิงหาคม 2561

คุณลดความดันเลือดลงมาต่ำเกินไปแล้ว

คุณหมอสันต์ที่เคารพ
ผมมีอาการเวียนหัวหน้ามืดและล้มลงที่หน้าม้านั่งที่ศูนย์การค้า แต่หลังจากนั้นก็เดินได้ตามปกติ ผมอายุ 70 ปี น้ำหนัก 74 กก. สูง 168 ซม. เป็นโรคเบาหวาน ไขมันสูง ความดันสูง ตอนนี้กินยา Aploets 75 mg 1 od, Diovan 80 mg, Vytorin, Cazosin (Doxa zosin), Prazosin 1 tab hs, Glucophage 750 mg เช้า 2 เม็ด เย็น 2 เม็ด เหตุเกิดตอนบ่าย หลังเกิดเหตุวัดความดันได้ 105/72 ผมสงสัยว่าผมจะเป็นน้ำตาลในเลือดต่ำเพราะกินยาเบาหวานมากเกินไปหรือเปล่า ผมกลับไปหาหมอ ที่รพ.วัดน้ำตาลได้ 124 วัดความดัน 108/74 หมอก็บอกว่าทั้งหมดไม่ได้เกิดจากยา และไม่ได้ปรับยา ผมอยากปรึกษาคุณหมอสันต์ว่าผมเวียนหัวหน้ามืดจากอะไร และควรจะแก้ปัญหาให้ตัวเองอย่างไร
ขอบพระคุณล่วงหน้าครับ

..................................................

ตอบครับ

     ประเมินจากข้อมูลเชิงอาการวิทยา อาการที่คุณเป็นไม่มีลักษณะของน้ำตาลในเลือดต่ำ กล่าวคือน้ำตาลในเลือดต่ำจะมีอาการ  เหนื่อย หิว มือสั่น เหงื่อออก ปวดศีรษะ กระสับกระส่าย สับสน มึนงง วิงเวียน ใจสั่น หัวใจเต้น กระวนกระวายต้องรีบหาอะไรกิน แต่อาการของคุณออกไปทางอาการความดันเลือดตก ผมเข้าใจว่าเหตุเกิดหลังจากคุณลุกเดินออกจากม้านั่งได้ไม่กี่ก้าว ความดันเลือดตัวบนในระดับ 105-107 นั้นต่ำเกินไปสำหรับคนอายุขนาดคุณ จะต้องปรับลดยาลดความดันลง เพื่อให้ความดันเลือดของคุณเพิ่มขึ้นสูงกว่านี้ ไปอยู่ในย่านติดๆ 130/80

     บล็อกนี้มีหมออ่านอยู่เยอะเหมือนกัน หมอหลายท่านอ่านแล้วอาจจะไม่เห็นด้วยกับผมเพราะความดัน ตัวบน 105-108 นี้แพทย์อาจเห็นว่าไม่ได้ต่ำเกินไป แต่ในแง่ของการลื่นตกหกล้ม หลักฐานจากงานวิจัย    ที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสารเวชศาสตร์ป้องกันแห่งอเมริกา (AJPM) ยืนยันว่าความดันตัวบนที่ต่ำกว่า 110 มม.ในคนสูงอายุนั้นต่ำเกินไปและเป็นอันตราย กล่าวคืองานวิจัยนี้ได้ติดตามดูคนไข้ความดันเลือดสูงที่เอาประกันสุขภาพกับไกเซอร์เพอร์มาเนนเต้ในแคลิฟอร์เนียใต้ จำนวน 470,000 คนเป็นเวลานาน 1 ปี พบว่าคนไข้ที่วัดความดันตัวบนได้ต่ำกว่า 110 มม.แม้เพียงครั้งเดียว มีโอกาสลื่นตกหกล้มและเข้าห้องฉุกเฉินมากกว่าคนไข้ที่วัดความดันตัวบนได้สูงกว่า 110 มม.ทุกครั้งถึง 50%

     เรื่องที่ผมพูดอาจทำให้แพทย์บางท่านกระอักกระอ่วนใจ เพราะไม่นานมานี้วงการแพทย์เพิ่งลดมาตรฐานการวินิจฉัยโรคความดันเลือดสูงจาก 140/90 ลงมาเหลือ 130/80 แบบรูดมหาราชสำหรับคนทุกอายุ คือพูดง่ายๆว่าทางฝ่ายหมอนั้นกำลังตั้งท่าจะกดความดันลงมาให้ต่ำกว่าเดิมกันอยู่ แต่สำหรับคนอายุเกิน ุ60 ปีผมมีความเห็นว่าเป็นกลุ่มคนพิเศษที่ไม่ควรถือตามมาตรฐานใหม่ (Guideline) ตะพึด เพราะอย่าลืมว่าก่อนหน้าที่จะเปลี่ยนมาตรฐานค่าความดันเลือดไม่กี่ปี พวกหมอญี่ปุ่นได้ทำงานวิจัยครั้งใหญ่ชื่องานวิจัย  JATOS  โดยเอาคนเป็นความดันเลือดสูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมาราว 4,400 คน จับฉลากแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มละ 2200 คน กลุ่มหนึ่งคุมเข้มให้ความดันตัวบนต่ำกว่า 140 มม. อีกกลุ่มหนึ่งปล่อยให้ขึ้นไปสูงกว่า 140 มม. แต่ไม่เกิน 150 มม. แล้วติดตามการป่วยและการตายไปสองปี ปรากฏว่าการป่วยและการตายไม่ได้ต่างกันเลย แถมตอนท้ายๆของงานวิจัยพวกที่ปล่อยให้ความดันสูงขึ้นไปถึง 150 ดูจะป่วยและตายน้อยกว่าเสียอีก

     อีกงานวิจัยหนึ่ง เป็นผลงานของกลุ่มหมอญี่ปุ่นเช่นกัน ชื่องานวิจัย VALISH เขาเอาคนเป็นความดันสูงอายุเกิน 60 ปีมาสามพันกว่าคน จับฉลากแบ่งเป็นสองกลุ่มๆละ 1,630 คน กลุ่มหนึ่งกดความดันไว้ไม่ให้เกิน 140 มม.อีกกลุ่มหนึ่งปล่อยขึ้นไปได้ถึง 150 เช่นกัน แต่คราวนี้ตามดูถึงสามปี คราวนี้ผลแตกต่างกันชัดเจนว่าพวกที่หมอปล่อยให้ความดันสูงขึ้นไปได้ถึง 150 มม.ป่วยและตายน้อยกว่าพวกที่หมอกดความดันไว้ต่ำกว่า 140 มม.อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่หลังเริ่มการวิจัยได้ไม่กี่เดือนจนเข้าป้ายตอนครบสามปี

     อีกอย่างหนึ่งแพทย์เราไม่ควรลืมประวัติศาสตร์ช่วงปี 2014 ว่าตอนที่มีการชิงอำนาจกันในหมู่แพทย์ระหว่างคณะกรรมการร่วมนานาชาติ (JNC8) กับวิทยาลัยแพทย์โรคหัวใจ/สมาคมหัวใจอเมริกัน (ACC/AHA) เมื่อ JNC8 ทำท่าจะเพลี่ยงพล้ำกำลังจะถูกรัฐบาลยุบ ได้รีบตีพิมพ์มาตรฐานความดันสูงฉบับใหม่ในวารสาร JAMA กำหนดมาตรฐานความดันเลือดสูงในคนสูงอายุไว้ที่ 150/90 มม.นะโดยมีหลักฐานมากพอเสียด้วย แต่พอ ACC/AHA ชนะเกมได้อำนาจมา ก็มาเปลี่ยนมาตรฐานเสียใหม่เป็น 130/80 มม.สำหรับทุกกลุ่มอายุเพราะอาศัยหลักฐานในคนอายุน้อยมาดึงค่ามาตรฐานให้ต่ำลง ประวัติศาสตร์ของวงการแพทย์ช่วงนี้เป็นข้อเตือนใจหมอโรคหัวใจทุกคนว่าหลักฐานที่ใช้กดความดันให้ต่ำมากๆตาม ACC/AHA Guidelines นั้นมาจากคนไข้อายุน้อยเป็นส่วนใหญ่ แต่สำหรับคนอายุมาก หลักฐานกลับสนับสนุนให้ปล่อยความดันให้สูงขึ้นแทนที่จะกดให้ต่ำลง 
   
      พูดมาถึงตรงนี้ผมนึกขึ้นได้ถึงประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งขอถือโอกาสพูดแทรกหน่อย คือคนไข้สมัยนี้ชอบซื้อเครื่องวัดความดันเองและขยันวัดความดันทั้งวันแบบคนเป็นโรคประสาทแล้วจดข้อมูลเป็นหางว่าวยาวเหยียดไปให้แพทย์ดู ซึ่งแพทย์ก็มักจะชำเลืองดูด้วยหางตานิดหนึ่งแล้วบึนปากใส่ว่าไร้สาระ ประเด็นของผมก็คือความดันที่คนไข้วัดมาจากบ้านโดยวัดหลายครั้งในหนึ่งวันนี้เป็นหลักฐานอย่างดีที่แสดงถึงการผันแปรความดันในแต่ละวัน (diurnal variation) ซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกัน นี่เป็นข้อมูลชี้เบาะแสว่าคนไข้สูงอายุคนไหนมีโอกาสจะลื่นตกหกล้มกระดูกหักมากหากแพทย์พยายามที่จะเอาความดันเลือดลงต่ำมากเกินไป ผมหมายความว่าคนไข้บางคนบางเวลาความดันขึ้นสูงบางเวลาความดันลงต่ำแตกต่างกันมากในวันเดียวกัน คนไข้อย่างนี้แพทย์ควรจะยอมรับให้ความดันเลือดอยู่ไปทางข้างสูงเพราะกลุ่มนี้ลื่นตกหกล้มง่าย ซึ่งผมมองว่าคนไข้สูงอายุในกลุ่มที่ความดันในแต่ละวันผันแปรมากนี้การปล่อยให้ความดันตัวบนสูงถึง 150 มม.ก็ยังปลอดภัยหากถือเอาตามข้อมูลของงานวิจ้ย JATOS และงานวิจัย VARISH

     สรุปว่าในกรณีของคุณนี้ ผมแนะนำให้กลับไปปรึกษาหมอที่รักษาโรคความดันเลือดสูงของคุณอยู่ในทิศทางที่จะลดยาลงเพื่อให้ความดันสูงขึ้นไปใกล้ 130/80 หรือสูงกว่านั้นถ้าอาการหน้ามืดยังไม่หาย

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Kaiser Permanente. "How low is too low? Study highlights serious risks for intensive blood pressure control: Kaiser Permanente study finds aggressive blood pressure control efforts can lead to falls and fainting, especially in elderly patients." ScienceDaily. ScienceDaily, 24 August 2018. .
2.       JATOS Study Group.  Principal results of the Japanese trial to assess optimal systolic blood pressure in elderly hypertensive patients (JATOS). Hypertens Res. 2008;31(12):2115-2127.
3.      Ogihara T, Saruta T, Rakugi H, Matsuoka H, Shimamoto K, Shimada K, Imai Y, Kikuchi K, Ito S, Eto T, Kimura G, Imaizumi T, Takishita S, Ueshima H, for the Valsartan in Elderly Isolated Systolic Hypertension (VARISH) Study Group. Target blood pressure for treatment of isolated systolic hypertension in the elderly: Valsartan in Elderly Isolated Systolic Hypertension study. Hypertension.2010; 56: 196–202
4. James PA, Oparil S, Carter BL, Cushman WC, Dennison-Himmelfarb C, Handler J, Lackland DT, LeFevre ML, MacKenzie TD, Ogedegbe O, Smith SC Jr, Svetkey LP, Taler SJ, Townsend RR, Wright JT Jr, Narva AS, Ortiz E. 2014 evidence-based guideline for the management of high blood pressure in adults: report from the panel members appointed to the Eighth Joint National Committee (JNC 8). JAMA. 2014;311(5):507-20. doi: 10.1001/jama.2013.284427.

27 สิงหาคม 2561

ก้อนที่เต้านมชนิด Fibrocystic Disease

เรียน คุณหมอสันต์
         ดิฉันอยากสอบถามเรื่องการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อจากเต้านม ดิฉันอายุ 33 ปี ยังไม่ได้แต่งงานค่ะ คลำเจอก้อนเนื้ออยู่ใต้หน้าอกด้านซ้าย เลยไปตรวจที่โรงพยาบาล คุณหมอให้ไปอัลตร้าซาวด์ พบว่าก้อนเนื้อมีลักษณะขอบไม่เรียบ ขนาด 1.6 * 0.7 cm และผลแจ้งเป็น Birads category 4B เลยแนะนำให้ตรวจชิ้นเนื้อ ซึ่งผลชิ้นเนื้อระบุว่าเป็น Fibrocystic changes คุณหมอแจ้งว่าเป็นก้อนเนื้อดีอยู่ แต่จากผลอัลตร้าซาวด์ ขอแนะนำให้ผ่าออก ซึ่งก็ขอนัดคุณหมอผ่าวันหลังที่สะดวกค่ะ หลังจากนั้นมีโอกาสเข้ากทม เลยได้เข้าไปตรวจอีกรอบที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งคุณหมอส่งอัลตร้าซาวด์อีกรอบเพื่ออยากยืนยันผล (แต่ไม่ได้เมมโมแกรมค่ะ) ซึ่งผลอัลตร้าซาวด์ออกมาเหมือนกันค่ะคือระดับ 4B แต่พบอีกก้อนด้านซ้าย และเจออีกก้อนทางด้านขวา โดยระยะเวลาจากการตรวจครั้งแรก ประมาณ 1 เดือน คุณหมอแนะนำให้ผ่าออกค่ะ แต่ด้วยที่ครอบครัวมาทางสายแพทย์ทางเลือก เลยไม่อยากให้ผ่าออก กลัวมันกระจาย และเป็นมากขึ้นค่ะ และให้เปลี่ยนมากินอาหารมังสวิรัติดูก่อนแล้วค่อยไปตรวจใหม่ เลยอยากสอบถามคุณหมอว่า การผ่าเอาก้อนเนื้อที่เต้านมออก (หรือที่พบที่ส่วนอื่นๆ) จะมีผลทำให้ก้อนเนื้อที่อาจจะเปลี่ยนเป็นมะเร็งได้ มีการกระจายหรือ มีจำนวนมากขึ้นไหมคะ เพื่อพิจารณาว่าควรเอาออกไหมค่ะ และก้อนเนื้อที่เกิดขึ้นมันมีโอกาสยุบลงเองได้ไหม ถ้าเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตตามแบบธรรมชาติบำบัดและกินแบบมังสวิรัติ
ขอบพระคุณคุณหมออย่างสูงค่ะ

..............................................................

     1. ถามว่าคำอ่านชิ้นเนื้อที่ระบุว่าเป็น Fibrocystic Change นั้น คืออะไร ตอบว่าหากจะพูดให้เข้าแก๊ปตามหลักศัลยศาสตร์สมัยใหม่ก็คือมันเป็นกลุ่ม non proliferative breast lesion แปลว่ากลุ่มก้อนผิดปกติที่ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆกับการเป็นมะเร็งเลย ขอเล่าเพิ่มเติมเพื่อให้แฟนบล็อกที่เป็นผู้หญิงทราบเป็นข้อมูลรู้ไว้ใช่ว่าหน่อยนะ คือก้อนเต้านมที่ไม่ใช่มะเร็งนี้มันยังแยกออกเป็นสามกลุ่มตามความสัมพันธ์กับการเป็นมะเร็ง คือ

     1.1 Non proliferative breast lesion แปลว่าก้อนที่เซลไม่แบ่งตัวมาก พวกนี้เบาที่สุด ไม่สัมพ้นธ์กับการเป็นมะเร็งเลย หมอรุ่นก่อนจะเรียกซิสต์ในกลุ่มนี้ว่า fibrocystic changes บ้าง , fibrocystic disease บ้าง , chronic cystic mastitis บ้าง, and mammary dysplasia บ้าง สรุปว่าเป็นพวกเดียวกันในกลุ่มนี้หมด เนื้องอกในกลุ่มนี้ไม่มีความจำเป็นใดๆต้องตัดออกเลย ยกเว้นเพื่อความสวยงาม

     1.2 Proliferative breast lesions without atypia แปลว่าก้อนที่เซลแบ่งตัวมากแต่แบ่งแบบเรียบร้อยดี ก้อนในกลุ่มนี้ก็เช่น ductal hyperplasia บ้าง intraductal papillomas บ้าง sclerosing adenosis บ้าง fibroadenomas บ้าง ก้อนในกลุ่มนี้มีความสัมพันธ์กับโอกาสเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นเล็กน้อย คือมีโอกาสเป็นมะเร็งมากกว่าชาวบ้านที่ไม่มีก้อนใดๆประมาณ 1.5 -2 เท่า เนื้องอกในกลุ่มนี้หากจะรักษาแบบคลาสสิกก็คือควรจะตัดเอาแต่ตัวก้อนออกซะ แต่หมอรุ่นใหม่ๆก็ไม่ชอบตัดออก สรุปว่าก้อนในกลุ่มนี้มีวิธีรักษาสองแบบ จะตัดออกก็ได้ไม่ตัดออกก็ได้

      1.3 Atypical hyperplasia แปลว่าก้อนที่เซลแบ่งตัวมากแถมแบ่งตัวแบบไม่เป็นระเบียบซะอีกด้วย ตัวอย่างก็เช่น atypical ductal hyperplasia บ้าง, atypical lobular hyperplasia บ้าง บางก้อนก็มีลักษณะของมะเร็งในที่ตั้ง (ductal carcinoma in situ - DCIS) หรือ lobular carcinoma in situ (LCIS) แล้วด้วย ขอโทษนะที่ใช้ภาษาอังกฤษแยะ เพราะคำเหล่านี้ไม่มีคำแปล หากแปลแล้วท่านจะเอาไปเทียบเคียงกับผลการตรวจของท่านไม่ได้ ก้อนพวกนี้จะเพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งตามมาได้ 3.7-5.3 เท่า ดังนั้นเมื่อวินิจฉัยว่าเป็นก้อนในกลุ่มนี้แพทย์จะผ่าตัดออกทุกรายเพื่อยืนยันการวินิจฉัยขั้นสุดท้ายว่าไม่ใช่มะเร็งจริงหรือเปล่า

     2.   ถามว่าผลตรวจเป็น BIRADS 4B หมายความว่าอย่างไร ตอบว่าหมายความว่าดูด้วยภาพโหงวเฮ้งของก้อนน่าจะเป็นมะเร็ง แต่คำอ่านนี้เลิกใช้ทันทีเมื่อผลตัดชิ้นเนื้อออกมาแล้ว ในกรณีของคุณนี้ผลตัดชิ้นเนื้อออกมาเป็น fibrocystic change ซึ่งไม่ใช่มะเร็ง คำอ่าน BIRADS 4B นี้จึงทิ้งถังขยะได้ ไม่ต้องใช้แล้ว ไม่ต้องสน

     3.  ถามว่าคุณหมอแนะนำให้ผ่าออกจะผ่าดีไหม ตอบว่าอ้าว ก็ตรวจชิ้นเนื้อแล้วไม่เป็นมะเร็งชัวร์ๆ เป็นซิสต์ชนิดที่ไม่ได้เป็นญาติกับมะเร็งด้วย แล้วจะผ่าออกทำพรือละครับ แล้วอย่าลืมว่ามันมีกระจายอยู่ในเต้านมทั้งสองข้างนะ ใจคอคุณจะผ่าหมดเลยหรือ เพื่ออะไรกัน หากอยากจะผ่าทำไมไม่ผ่าออกซะตอนตัดชิ้นเนื้อ คือตัดออกมันทั้งกะบิเลย (excision) แต่ว่านี่ผ่านขั้นตอนนั้นมาแล้วและคุณได้ตัดสินใจทำไปแค่ตัดชิ้นเนื้อ (incision biopsy) เรียบร้อยแล้ว ก็หมายความว่าความตั้งใจเดิมของคุณคือหากผลชิ้นเนื้อไม่เป็นมะเร็งก็จะจบแค่นั้น แล้วนี่ผลชิ้นเนื้อก็ไม่เป็นมะเร็งแล้ว ทำไมไม่ยอมจบละคะ เอ๊ย..ไม่ใช่ ทำไมไม่ยอมจบละครับ

     4. ถามว่าหากเปลี่ยนมากินอาหารมังสวิรัติจะดีไหม ตอบว่าดีแน่นอนครับ เพราะมะเร็งเต้านมสัมพันธ์กับความอ้วน สัมพันธ์กับไขมันในเลือดสูง สัมพันธ์กับอาหารเนื้อสัตว์โดยเฉพาะเนื้อของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และสัมพันธ์กับอาหารที่มีกากน้อย ซึ่งก็คืออาหารเนื้อสัตว์อีกนั่นแหละ การกินอาหารมังสวิรัติจึงดีที่สุด จะให้ดีกินเจแบบไม่ผัดไม่ทอดไปเลย

     5. ถามว่าการผ่าเอาก้อนเนื้อที่เต้านมออกจะมีผลทำให้ก้อนเนื้อมีการกระจายหรือ มีจำนวนมากขึ้นไหม ตอบว่าคุณไม่ได้เป็นมะเร็งนะ อย่าเพิ่งเป็นบ้าไปก่อนเวลาอันควร (อุ๊บ..ขอโทษ เผลอปากเสีย)

     6. ถามว่าก้อนเนื้อชนิด fibrocystic change มันจะยุบเองได้ไหม ตอบว่าบ้างก็ยุบเอง บ้างก็ไม่ยุบ เหตุที่จะทำให้มันยุบที่วงการแพทย์รู้แน่ๆก็คือมีสองอย่าง หนึ่งคือเมนส์หมด สองคือหากกินยาคุมแล้วหยุดยาก้อนมันก็มักจะยุบ ส่วนอาหารอะไรจะทำให้ก้อนยุบ อาหารอะไรจะทำให้ก้อนพอง วงการแพทย์ไม่มีข้อมูลครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Schnitt SJ. Benign breast disease and breast cancer risk: morphology and beyond. Am J Surg Pathol 2003; 27:836.
2. London SJ, Connolly JL, Schnitt SJ, Colditz GA. A prospective study of benign breast disease and the risk of breast cancer. JAMA 1992; 267:941.
3. Hartmann LC, Sellers TA, Frost MH, et al. Benign breast disease and the risk of breast cancer. N Engl J Med 2005; 353:229.
4. Guray M, Sahin AA. Benign breast diseases: classification, diagnosis, and management. Oncologist 2006; 11:435.

25 สิงหาคม 2561

ความพยายามอยู่ที่ไหนความล้มเหลวอยู่ที่นั่น

คุณหมอสันต์ที่เคารพรัก
หนูเป็น fc คุณหมอมานาน มาตอนหลังหนูชอบอ่านบทความเรื่องความหลุดพ้นมากกว่าบทความเรื่องสุขภาพร่างกาย หนูได้ไปเข้าค่ายปฏิบัติธรรมหลายแห่ง รวมทั้งโกเอนก้า ทราบว่าคุณหมอไปกาญจนบุรี หนูก็ไปกาญจนบุรีตาม กลับจากเข้าค่ายปฏิบัติธรรมหนูก็ให้เวลาเรื่องนี้มาก นั่งสมาธิทุกวัน เดินจงกรมบ่อยๆ  ใจหนูเป็นสมาธิมากขึ้น แต่ลึกๆหนูมีความรู้สึกว่าทำไมหนูจึงไปไม่ถึงไหนสักที ทำไมจึงไม่หลุดพ้นสักที ทั้งๆที่ได้ให้เวลา ได้พยายามมากขนาดนี้

.................................................

ตอบครับ

     อามิตตาภะ..พุทธะ

     นี่มันไปเข้าคำพังเพยที่หมอสันต์แต่งขึ้นเองเพื่อพูดเล่นๆกับคนใกล้ชิดบ่อยๆว่า

     "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความล้มเหลวอยู่ที่นั่น"

     ครูของผมคนหนึ่ง (คนอังกฤษ) เล่านิทานให้ฟังว่าขอทานคนหนึ่งเนื้อตัวมอมแมมทุกวันนั่งอยู่บนลังไม้เก่าๆ ใครเดินผ่านไปมาเขาก็ยื่นขันอลูมิเนียมเก่าคร่ำคร่าออกไปหาพร้อมกับพูดด้วยเสียงน่าสงสารว่า

     "ขอเศษเงินให้ผมสักสลึงสิครับ"

     "Please give me a dime"

     วันหนึ่งก็มีชายแก่คนหนึ่งผ่านมา พอเขายื่นขันออกไปขอเงิน ชายแก่คนนั้นตอบว่า

     "ผมไม่มีเงินให้คุณหรอก แต่ว่าคุณนั่งอยู่บนอะไรนะ"

     ขอทานตอบว่า

     "ลังสบู่"

     ชายแก่คนนั้นตอบว่า

     "ในนั้นมีอะไรอะ"  ขอทานตอบว่า

     "จะไปมีอาไร้ มันก็ลังสบู่เก่าๆที่ผมนั่งมาหลายปีแล้ว"

     ชายแก่คนนั้นเดินจากไป พร้อมกับเหลียวหลังมาตะโกนดังๆว่า

     "นั่งมันมานานหลายปีแล้ว คุณจะไม่เปิดดูข้างในมันหน่อยหรือ"

     เมื่อชายแก่นั้นพ้นไปแล้ว ขอทานก็ยังบ่นพึมพัมว่าลังสบู่เก่าก็เป็นลังสบู่เก่า มันจะมีอะไร แต่ก็อดใจไม่ได้จึงงัดฝาเปิดลังสบู่ดู แล้วก็พบว่าในนั้นมีทองคำ

     นิทานเรื่องนี้ครูของผมต้องการจะสอนว่าความสุขที่เราไปวิ่งตามหาที่ภายนอกด้วยวิธีไล่สนองตอบต่อความอยากซึ่งก็คือความคิดของเราเองนั้นมันไม่ใช่ความสุขจริงแท้ถาวร ความสุขจริงแท้ถาวรเกิดขึ้นจากการที่เราถอยความสนใจ (attention) ของเรากลับออกมาจากสิ่งภายนอกซึ่งหมายถึงความคิดทั้งหลายเสีย ถอยความสนใจกลับเข้ามาจอดนิ่งๆอยู่ที่อู่จอดของมันที่ข้างในตัวเรา มองเห็นสิ่งทั้งหลายที่ภายนอกตามที่มันเป็นโดยไม่เผลอปล่อยให้ความคิดชนิดแสบตัวแม่ คือ "ฉัน" พาเราโลดแล่นไปอยากได้โน่นอยากได้นี่ที่ข้างนอกอีก เราก็จะได้พบความสุขแท้จริง

     การที่คุณพยายามจะบรรลุธรรม พยายามจะหลุดพ้น นั่นแหละคือการปล่อยให้ความคิดแสบตัวแม่คือ "ฉัน" พาคุณโลดแล่นไป ตราบใดที่มีความพยายาม ก็แสดงว่ามีผู้พยายาม ตราบใดที่มี "ผู้" ก็แสดงว่ามีความเป็นบุคคลอยู่ ความเป็นบุคคลหรือ "ฉัน" นี้เป็นความคิดนะ มันเป็นตัวกันไม่ให้ความสนใจหรือ attention ของคุณได้มีโอกาสกลับเข้าอู่จอดเพราะมันจะพาคุณไปเสาะหาอะไรต่ออะไรที่ข้างนอกร่ำไป ตราบใดที่ความสนใจของคุณไม่ได้กลับเข้าอู่จอด ตราบนั้นคุณก็ไม่อาจหลุดพ้นจากความคิดได้ เพราะเมื่อความสนใจไม่ได้อยู่ที่อู่จอด แสดงว่ามันไปขลุกอยู่ในความคิด แล้วคุณจะหลุดพ้นจากความคิดได้อย่างไร

    คุณสังเกตไหมว่าผมเรียกสภาวะที่ความสนใจกลับเข้าอู่จอดซึ่งเราจะสุขสงบเย็นได้นั้นว่า "ความรู้ตัว" ผมไม่ได้เรียกว่า "ผู้รู้ตัว" นะ เพราะความรู้ตัวไม่มีสถานะของความเป็นบุคคล ไม่มี "ผู้" ไม่มี "ฉัน" เมื่อใดที่มีผู้รู้ตัวก็มีสถานะของความเป็นบุคคลเกิดขึ้น นั่นเป็นความคิดอีกละ

     คุณอาจจะแย้งว่าอ้าว ถ้าไม่เป็นฉันที่รู้ตัวแล้วจะเป็นลิงที่ไหนละที่จะมารู้ตัวแทนฉันได้ อ้า..ถามดี แต่ฟังคำตอบให้ดีนะ คำถามนี้ไม่สามารถตอบด้วยภาษาพูดได้ แต่คุณจะเข้าใจคำตอบของผมด้วยวิธีง่ายๆเลยผ่านประสบการณ์จริงของคุณเอง ผมขอเวลาคุณห้านาทีนะ คุณทำตามที่ผมบอก คุณนั่งอยู่ตรงนั้นนะ สมมุติว่าเป็นระเบียงหน้าบ้านคุณ มองออกไปข้างนอก แล้วให้คุณวางความคิดทั้งหลายลงไปก่อน วางหมายความว่าไม่สนใจ ไม่ให้ราคา หรือหันหลังให้ก็ได้ รวมทั้งความคิดตัวแม่.."ฉัน" หมายถึงความคิดที่ว่าคุณนี้เป็นใคร ชื่ออะไร บ้านอยู่ไหน เป็นคนดีมีใจบุญสุนทานมีเกียรติมีศักดิ์ศรีมีคุณวุฒิมีตำแหน่งมีความเชื่ออะไรอย่างไร วางไปให้หมด วางจนในใจไม่เหลืออะไรเลย ความเป็นบุคคลของคุณที่คุณยึดมั่นชื่นชมยินดีตลอดมาก็ไม่เหลือ ไม่ต้องเสียดาย ผมขอให้คุณลองวางมันแค่ห้านาทีเท่านั้น เดี๋ยวเสร็จแล้วถ้าคุณเสียดายคุณเก็บมันกลับได้

      เมื่อวางความคิดไปหมดแล้วคราวนี้ก็เหลือแต่ร่างกายและอายตนะ (ตา หู เป็นต้น) เวลาคุณมองเห็นอะไรที่นอกระเบียงก็อย่าเพิ่งไปเรียกชื่อสิ่งที่เห็น อย่าไปพากย์เป็นภาษาว่าเห็นอะไร แค่เห็นก็พอ เห็นตามที่มันเป็น ได้ยินตามที่มันเป็น

     แล้วคุณดูนะ ตรงนี้ เดี๋ยวนี้ มันเหลืออะไรอยู่บ้าง ความเป็นบุคคลของคุณไม่มีแล้วเพราะคุณวางมันลงไปแล้วแม้จะชั่วคราวก็เถอะ มันก็จะเหลือแต่ความตื่น หมายความว่าคุณไม่ได้หลับ เหลือความสามารถรับรู้ หมายความว่าคุณยังเห็นคุณยังได้ยิน เหลือความไม่มีความคิด มีแต่ความรู้สึกโล่งๆสบายๆ สรุปว่าเหลือสี่อย่างนะ (1) ตื่น (2) รู้ (3) ไม่มีความคิด (4) โล่งๆสบายๆ ตรงที่มีคุณลักษณะสี่อย่างนี้แหละที่ผมเรียกมันว่าความรู้ตัว ย้ำ ความรู้ตัว ไม่ใช่ผู้รู้ตัว ตรงนี้แหละคือความหลุดพ้น คุณสังเกตให้ดีนะ ขณะที่คุณอยู่เป็นความรู้ตัวนี้ ความเป็นบุคคลของคุณมานั่งอยู่ด้วยหรือเปล่า ปล๊าว..ไม่มี้ เพราะความเป็นบุคคลเป็นความคิด ถ้าคุณอยู่ในความคิดคุณก็ไม่รู้ตัว ถ้าคุณรู้ตัวคุณก็ไม่มีความคิด ผมย้ำนะ คุณอยู่ตรงความรู้ตัวนี้ได้โดยไม่ต้องอาศัยหรือไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความเป็นบุคคลของคุณเลย ตรงนี้คุณต้องเก็ทก่อนนะ มันสำคัญ แต่มันง่ายมาก ตรงๆ โต้งๆ ไม่ได้ลึกลับอะไรเลย แต่ที่คุณมาอยู่ตรงนี้ไม่ได้สักทีเพราะคุณเผลอตาม "ผู้" ไป ตรงนี้ไม่มีผู้ คุณพยายามปฏิบัติธรรมแทบตายแล้วหงุดหงิดว่าไปไม่ถึงไหนสักทีเพราะคุณไปกับ "ผู้ปฏิบัติธรรม" คุณไม่ได้รู้ตัว คุณไปกับความเป็นบุคคลของคุณ แปลว่าคุณไปก้บความคิด คุณต้องทิ้งความเป็นบุคคลของคุณเสียก่อน คุณจึงจะหลุดพ้นจากความคิด

     คุณอาจจะว่า อ้าว..ก็หมอสันต์ให้วางความคิด ถ้าเราไม่เป็นผู้วางแล้วลิงที่ไหนจะมาวางให้เราละ ตอบว่ามันมีวิธีวางโดยไม่ต้องอาศัย "ผู้" ที่ไหนมาวางให้ สมมุติว่างานวางความคิดนี้เหมือนการเป็นพรานล่าสัตว์นะ สมมุติว่าความคิดเป็นสัตว์ป่าที่เราจะไปล่า วิธีที่คนทั่วไปนิยมก็คือทำตัวเป็นพรานเดินไปในป่าด้อมๆมองๆในพงเพื่อค้นหาสัตว์ บางทีเจอสัตว์ดุร้ายก็วิ่งหนี บางทีก็วิ่งไล่ นั่นคือการเข้าไปคลุกกับความคิด วิธีนั้นในที่สุดคุณก็จะเผลอถูกความคิดพาไปไหนต่อไหน แต่วิธีที่ผมแนะนำคือให้คุณทำตัวแบบพรานที่นั่งห้าง เขาเอาไม้ขึ้นไปขัดเป็นห้างอยู่บนต้นไม้ตรงที่ใกล้ๆกับดินโป่งที่สัตว์ชอบมากิน ถือปืน นั่งนิ่งๆอยู่บนห้าง ไม่พูดไม่จาไม่ส่งเสียง เวลาสัตว์มากินโป่งเขาก็มองลงมาจากข้างบน แล้วยิงสัตว์ได้โดยไม่ต้องไปเสี่ยงกับการหนีหรือการไล่ อุปมาอุปไม ในการจะหลุดพ้นนี้หากคุณพยายามทำนั่นทำนี่ผ่านความคิด "ฉัน" ก็เหมือนพรานที่ไปด้อมๆมองๆตามสุมทุมพุ่มไม้ แต่ถ้าคุณไม่พยายามอะไร แค่วางความคิดลง นั่งรอดูความคิดอะไรโผล่ขึ้นมาก็วางลง ก็เหมือนพรานที่นั่งรอส่องสัตว์อยู่บนห้าง พอสัตว์โผล่มาก็ค่อยยิง

     ความตั้งใจพยายามเป็นความคิดนะ..อย่าลืม อย่าไปกับมัน ต้องวางมันลง เมื่อความคิดถูกวางลงไปหมดแล้ว จึงค่อยมองดูสิ่งต่างๆที่ภายนอกให้เห็นตามที่มันเป็น ไม่ต้องไปเรียกชื่อหรือพิพากษาอะไร ไม่ต้องไปพยายามเชื่อมโยงว่าสิ่งที่เห็นสิ่งที่ได้ยินมันสัมพันธ์กับความเป็นบุคคลของคุณอย่างไร เพราะคุณวางความเป็นบุคคลลงไปแล้วนะ..อย่าลืม

     โอเค. จบเกม การวางความคิดแบบที่คุณทำในห้านาที่ที่เพิ่งผ่านไปนี้ คุณสามารถเอาไปทำได้ในทุกเวลานาทีของการใช้ชีวิตประจำวัน ส่วนคุณจะนั่งสมาธิ จะเดินจงกรม หรือทำอะไรพวกนั้นหากคุณชอบคุณจะทำก็ได้ แต่ผมไม่ได้มองว่านั่นเป็นเรื่องสำคัญ ขอแค่ทำสิ่งเหล่านั้นแล้วคุณอย่าเผลอใช้มันเป็นราคาคุยกับตัวเองเพื่อเสริมความเป็นบุคคลของตัวเองก็แล้วกัน (ซึ่งตอนนี้คุณทำอย่างนั้นอยู่) ทุกเวลานาทีในชีวิตประจำวันต่างหากที่สำคัญกว่า ตัดเวลาที่คุณจดจ่อทำงานอาชีพออกไป เวลาที่เหลือทั้งหมดตั้งแต่ แปรงฟัน อาบน้ำ กินข้าว ขับรถ นั่งเล่นเอกเขนก คุยกัน เดินไปเดินมา เวลาเหล่านี้ก็เหลือเฟือแล้ว คุณใช้เวลาเหล่านี้ในการวางความคิดเข้าไปอยู่ในความรู้ตัว คิดขึ้นได้เมื่อไหร่ก็ทำ แกล้งทำแบบทีเล่นทีจริง จังหวะที่ "ฉัน" เผลอเมื่อไหร่ก็แอบวางความคิดไปอยู่ในความรู้ตัวเมื่อนั้น เพราะที่ความรู้ตัวไม่อาศัยไม่ต้องมี "ฉัน" วิธีนี้คุณจะหลุดพ้นได้ง่ายกว่าการไปจดจ่อตั้งใจพยายามนั่งสมาธิหรือเดินจงกรมแล้วลุ้นว่าเมื่อไหร่ "ฉัน" จะหลุดพ้นเสียที

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

24 สิงหาคม 2561

เรียนรู้เครื่องกระตุ้นหัวใจ (pacemaker) และนกเขาไม่ขัน..เกี่ยวกันไหมเนี่ย

เรียนคุณหมอสันต์

กระผม นาย ... ผู้ป่วยโรคหัวใจ เป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด SVT ได้รับการรักษาโดยการจี้คลื่นไฟฟ้าหัวใจเพิ่อนำเส้นบายพาสออก แต่การรักษาเกิดการผิดพลาด ทำให้จี้ไปโดน av node ทำให้หัวใจหยุดเต้นและปั้มขึ้นมาได้ ส่งผลให้หัวใจเต้นปรกติเพียง30-40ครั้งต่อนาที ส่งผลให้จำเป็นต้องใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจแบบ Peacemaker (ST.JUDE PM2160)
อยากทราบถึงข้อควรปฏิบัติ หลักในการออกกำลังกายเพราะปรกติเป็นคนชอบออกกำลังกาย ผลเสียที่สืบเนื่องจากการผิดพลาดในครั้งนี้ ตัวเองรู้สึกถึงอวัยวะเพศที่แข็งตัวได้ไม่เต็มที่ ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยเป็น และคำแนะนำอื่นๆที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อตัวกระผม

ขอแสดงความนับถือ

......................................................................

ตอบครับ

    เครื่องกระตุ้นหัวใจ (pacemaker) รุ่นที่คุณบอกมานั้นวงการแพทย์เรียกตามโค้ดว่ามันเป็นชนิด DDD เพื่อจะให้คุณและท่านผู้อ่านเข้าใจเรื่องดีขึ้นผมขอเวลานอกบรรยายสรุปเรื่องนี้หน่อยนะ มันจะออกเทคนิคหน่อย ท่านที่ไม่ชอบอะไรเทคนิคให้ผ่านจดหมายฉบับนี้ไปได้เลย ไม่ต้องอ่าน แม้แต่คุณเองซึ่งเป็นคนฝังเครื่องนี้ไว้ในตัวเองหากคุณอยากจะเข้าใจเรื่องคุณต้องค่อยๆอ่าน อ่านอย่างตั้งใจ และต้องอ่านหลายๆรอบ

     ระบบโค้ดของเครื่องกระตุ้นหัวใจนั้นใช้อักษร 3-5 ตัวบอกชนิดของเครื่อง ซึ่งแพทย์ทั่วโลกตกลงวิธีตีความอักษรแต่ละตัวในโค้ด ดังนี้
   
      อักษรตัวที่ 1. บอกว่าเครื่องปล่อยไฟฟ้าไปกระตุ้นที่หัวใจห้องไหน คือ
อักษร A แปลว่ากระตุ้นที่หัวใจห้องบน (atrium)
อักษร V แปลว่ากระตุ้นที่หัวใจห้องล่าง (ventricle)
อักษร D แปลว่ากระตุ้นที่มันทั้งห้องบนและห้องล่าง (dual)
อักษร O แปลว่าไม่กระตุ้นเลย (none) 

     อักษาตัวที่ 2. บอกว่าเครื่องรับสัญญาณไฟฟ้าจากหัวใจมาจากห้องไหน คือปกติเครื่องจะต้องคอยรับสัญญาณไฟฟ้าธรรมชาติของเจ้าตัวที่หัวใจปล่อยออกมา เพื่อจะได้มาสั่งการระงับภายในเครื่องไม่ให้ปล่อยสัญญาณไฟฟ้าออกไปทันซ้อนกันอันการทำให้หัวใจเต้นรัวได้ 
อักษร A แปลว่ารับสัญญาณไฟฟ้าจากหัวใจห้องบน (atrium)
อักษร V แปลว่ารับสัญญาณไฟฟ้าจากหัวใจห้องล่าง(ventricle)
อักษร D แปลว่ารับสัญญาณไฟฟ้าจากทั้งห้องบนและห้องล่าง (dual)
อักษร O แปลว่าไม่รับสัญญาณไฟฟ้าเลย คือกระตุ้นมันลูกเดียวโดยไม่สนใจว่าหัวใจของจริงปล่อยไฟฟ้าหรือไม่ (none)

     อักษรตัวที่ 3. บอกว่าเมื่อรับสัญญาณไฟฟ้ามาแล้ว เครื่องสนองตอบอย่างไร โดย
อักษร I ย่อมาจาก inhibited แปลว่าถ้าหัวใจธรรมชาติเต้นเอง เครื่องจะไม่ปล่อยไฟกระตุ้นซ้ำซ้อน
อักษร T ย่อมาจาก triggered หมายความว่าเครื่องจะปล่อยไฟฟ้าตะพึดถ้าสั่งให้ปล่อย (ใช้เวลาทดสอบเครื่อง)
อักษร D ย่อมาจาก dual หมายความว่าเครื่องจะปล่อยสัญญาณไฟฟ้าทั้งแบบ inhibited และแบบ triggered แล้วแต่จะตั้งให้ทำแบบไหน
อักษา O แทนคำว่า none หมายความว่าเครื่องนี้ไม่สนองตอบต่อสัญญาณภายนอก

     ตัวเลขที่เขียนตามหลังตัวอักษร เช่นตัวเลข 60 ที่ตามหลังโค้ด VVI 60 หมายถึงว่าเครื่องนี้ถูกตั้งให้เริ่มทำงานปล่อยสัญญาณไฟฟ้าเมื่ออัตราการเต้นของหัวใจจริงตามธรรมชาติต่ำกว่า 60 ครั้งต่อนาที ถ้าหัวใจจริงเขาเต้นเร็วกว่านั้น เครื่องนี้ก็จะไม่ทำงาน

     อักษรตัวที่ 4. (เฉพาะบางรุ่น) เช่น DDDR ตัว R ซึ่งเป็นอักษรตัวที่สี่นั้นบ่งบอกถึงคุณสมบัติที่สามารถขยับอัตราการกระตุ้นขึ้นหรือลง หมายถึงช้าหรือเร็ว ตามความต้องการของร่างกายได้ (rate modulation) 

     อักษรตัวที่ 5. (เฉพาะบางรุ่น) บ่งบอกถึงว่ามีความสามารถที่จะช่วยยุติภาวะหัวใจเต้นรัว (หมายถึงสามารถทำการช็อกไฟฟ้า) ได้ด้วย 

     แต่ว่าเพื่อไม่ให้คุณงุนงงมาก คุณสนใจโค้ดสามตัวแรกก็พอ โค้ดอักษรสามตัวแรกจะทำให้แบ่งเครื่องได้เป็นสามกลุ่มคือ

กลุ่มที่ 1. เครื่องรุ่นเก่าสุด ถูกสุด ที่ทำได้แค่กระตุ้นลูกเดียว รับสัญญาณก็ไม่ได้ ปรับวิธีกระตุ้นก็ไม่ได้ ถ้าเป็นชนิดกระตุ้นเฉพาะห้องบนเรีกว่า AOO ถ้ากระตุ้นเฉพาะห้องล่างเรียก VOO ถ้ากระตุ้นทั้งสองห้องเรียก DOO

กลุ่มที่ 2. เครื่องรุ่นกลางที่ทำงานเฉพาะในเวลาที่ควรทำ (demand pacemaker) หรือบางทีก็เรียกว่าเครื่องกระตุ้นห้องเดี่ยวแบบเข้าขา( single chamber synchronous pace maker) คือเมื่อหัวใจตัวจริงเขาเต้นเองตามธรรมชาติมันก็นิ่ง ไม่ทำงาน แต่พอหัวใจตัวจริงเขาไม่เต้นมันจึงจะช่วยกระตุ้น ชนิดที่กระตุ้นห้องบนเรียกว่า AAI ชนิดที่กระตุ้นที่ห้องล่างเรียกว่า VVI

กลุ่มที่ 3. เครื่องรุ่นใหม่แบบกระตุ้นสองห้องไม่พร้อมกัน (Dual-chamber AV sequential pacemakers) ซึ่งออกแบบเลียนแบบธรรมชาติของไฟฟ้าในหัวใจที่ห้องบนจะเต้นก่อน แล้วห้องล่างค่อยเต้นตามกันไปแบบหญิงชายเต้นแทงโก้ มีให้เลือกสามแบบคือแบบ DVI และแบบ DDD และแบบลูกครึ่งที่รับสัญญาณจากทั้งห้องบนและห้องล่างแต่ไม่กระตุ้นห้องบน เรียกว่าแบบ VDD

     เอาละ จบการบรรยายเรื่องพื้นฐานของเครื่องกระตุ้นหัวใจแล้ว เหนื่อยแฮ่กเลยแฮะ เอาละ คราวนี้มาตอบคำถามของคุณ

     1. ถามว่าเครื่องที่คุณใส่อยู่เป็นแบบไหน ตอบว่ามันเป็นแบบ DDD แปลว่ามันปล่อยไฟฟ้ากระตุ้นสองห้องทั้งห้องล่างและห้องบนควบ มันรับสัญญาณไฟฟ้ากลับจากสองห้องทั้งห้องล่างและห้องบนควบ และเมื่อมันได้รับสัญญาณมาแล้วมันจะสนองตอบแบบตัวมันหยุดนิ่งปล่อยให้สัญญาณไฟฟ้านั้นทำงานไปธรรมชาติก็ได้ หรือจะปล่อยไฟฟ้าเองตะพึดก็ได้ แล้วแต่ผู้ใช้จะตั้งค่าโปรแกรมให้มันทำ

     2. ถามว่าใส่เครื่องแบบของคุณนี้ หากไปออกกำลังกายจะได้ไหม ตอบว่าหากออกกำลังกายระดับหนักพอควร (หอบแฮ่กๆร้องเพลงไม่ได้) ก็พอได้ แต่หากจะออกกำลังกายระดับหนักมาก (พูดไม่ได้) อาจจะไม่ได้ 

     ที่ว่าคุณออกกำลังกายระดับหนักปานกลางพอได้นั้นเพราะตัวปล่อยไฟฟ้าที่หัวใจห้องบน (SA node) ของคุณตามธรรมชาติยังดีอยู่ เวลาที่คุณไปออกกำลังกายเหนื่อยๆไฟฟ้าธรรมชาติที่ SA node จะปล่อยออกมาในจังหวะเร็วขึ้น แล้วเครื่องของคุณมันเป็นรุ่น DDD ซึ่งสามารถรับสัญญาณไฟฟ้าจากหัวใจห้องบนได้ หากตั้งเครื่องให้ดี คือตั้งให้มันเบรคตัวเองไม่กระตุ้นห้องบน ปล่อยให้ไฟฟ้าธรรมชาติกระตุ้นห้องบน แล้วตั้งให้มันสั่งกระตุ้นห้องล่างตามห้องบน (sequential) เวลาคุณเหนื่อยหัวใจทั้งสองห้องก็จะเต้นเร็วขึ้นเป็นจังหวะเข้าขากันตามไปได้

     ที่ว่าหากคุณออกกำลังกายระดับหนักมากอาจจะไม่ได้นั้นเพราะเครื่อง DDD ส่วนใหญ่จะมีขีดความสามารถที่จะรับสัญญาณในย่านความถี่ของการเต้นที่จำกัด ขึ้นอยู่ก้บยี่ห้อ ถ้าชีวิตปกติของคุณชอบออกกำลังกายระดับหนักมาก หมายถึงเหนื่อยจนพูดไม่ได้ คุณต้องลองออกกำลังกายระดับหนักมากดู ถ้าไม่เหนื่อยเจ็บหน้าอกก็แสดงว่าพิสัยของเครื่องกว้างพอที่จะเร่งการปล่อยไฟฟ้าแบบเร็วๆตามได้ แต่ถ้าคุณรู้สึกเหนื่อยมากหรือเจ็บหน้าอกก็แสดงว่าเครื่องรุ่นนี้วิ่งตามคุณไม่ไหว ต้องไปเปลี่ยนใส่เครื่องรุ่นที่ซับซ้อนขึ้นไปเรียกว่า DDDR ซึ่งเป็นรุ่นที่ตั้งใจออกแบบมาให้ขยับอัตราการกระตุ้นขึ้นหรือลงตามความต้องการของร่างกาย (rate modulation) ได้ในพิสัยกว้างจนออกกำลังกายระดับหนักมากได้ ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญสำหรับท่านผู้อ่านท่านอื่นที่อายุน้อยหรือเป็นนักออกกำลังกายแล้วมีเหตุให้ต้องใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ ให้นั่งลงคุยกับหมอให้ชัดๆให้หมอเขารู้เหน่งๆว่าคุณเป็นนักออกกำลังกาย ต้องการเครื่องชนิด rate modulation ที่จะเอื้อให้คุณออกกำลังกายได้เต็มที่ โดยคุณยอมจ่ายเงินเพิ่ม ต้องคุยให้ชัดอย่างนี้ก่อน จะได้ไม่มามีปัญหาต้องเปลี่ยนเครื่องหลังจากใส่ไปแล้ว เพราะถ้าคุณไม่พูดอะไร หมอเขาก็จะใส่รุ่นมาตรฐานสำหรับคนไข้ไทยแลนด์สะง็อกสะแง็กทั่วๆไป

     3. ถามว่าการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจเป็นเหตุให้นกเขาไม่ขันได้ไหม ตอบว่าได้ครับ เพราะได้มีการวิจัยในผู้ชายชาวสก็อตที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจแล้วพบว่ามีความสัมพันธ์กับการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ กลไกการเกิดอย่างลึกซึ้งเป็นอย่างไรไม่มีใครทราบ วงการแพทย์ได้แต่เดาเอาว่าคงเป็นเพราะความกังวลและภาวะซึมเศร้าที่เกิดจากการเจ็บป่วยของตัวผู้ป่วยเองเป็นต้นเหตุ จริงหรือเท็จคุณพิสูจน์ด้วยการทำวิจัยบนตัวคุณเองได้นะครับ คือคุณก็ตั้งใจจัดการความเครียดและภาวะซึมเศร้าของคุณให้ดี แล้วดูซิว่านกเขาคุณจะกลับมาขันได้หรือเปล่า หิ หิ ถ้าได้ก็แสดงว่าการเดาของวงการแพทย์ครั้งนี้ถูกต้อง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์  

บรรณานุกรม

1. Sagnak L, Ersoy H, Karakoyunlu N, Murat S, Ozok U, Topaloglu H, Ozturk U, Akdemir R. Evaluation of erectile dysfunction in permanent pacemaker implanted patients with cardiac rhythm disorder prediagnosis. Scott Med J. 2013 Feb;58(1):7-11. PMID: 23596020 DOI: 10.1177/0036933012474580

เรื่องจะไปฉีด NK รักษามะเร็งเข็มละ 6 แสนบาท

ฝากปรึกษาคุณหมอสันต์
ดิฉันอายุ 55 ปีเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3 ผ่าตัดแล้ว คีโมครบแล้วแต่มีนัดติดตามและหมอบอกว่าอาจจะต้องคีโมเป็นระยะๆตลอดชีวิต มีญาติส่งลิงค์นี้มาให้ไปฉีด NK ที่ .... เข็มละ 6 แสน และว่าเป็นวิธีรักษามะเร็งแบบใหม่ที่มีวิจัยแล้วว่าได้ผลดีมาก กำลังจะซื้อตั๋วเครื่องบิน แต่อยากปรึกษาคุณหมอสันต์ว่าที่เขาว่ามาในลิงค์นี้นั้นจริงไหม

........................................................

ตอบครับ

     ผมถูกภรรยาสั่งห้ามตอบคำถามเรื่องอาหารเสริมและการรักษาทางเลือกต่างๆเด็ดขาดเพราะเธอเป็นห่วงสวัสดิภาพศีรษะของผมเอง แต่การฉีด NK นี้ไม่ใช่การแพทย์ทางเลือกเสียทีเดียว มันเป็นหลักวิชาการแพทย์แผนปัจจุบันนี้แหละ แต่ว่าะจะใส่สีตีไข่ให้เห็นว่าดีเกินจริงหรือไม่นั้นอีกเรื่องหนึ่ง ดังนั้นหากตีความตามบาลีตรงๆผมตอบจดหมายของคุณได้โดยไม่ถือว่าผิดคำสั่งห้ามของภรรยา

NK คืออะไร

     NK ย่อมาจาก Natural Killer แปลว่านักฆ่าโดยสันดาน (คำแปลของหมอสันต์เองนะ วงการแพทย์ไม่มีศัพท์บัญญัติคำนี้ในภาษาไทย) มันคือเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง สังกัดเหล่าทัพโลว์เทค คือก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์นี้ประกอบด้วยสองเหล่าทัพใหญ่ คือ

     (1) เหล่าทัพโลว์เทค (คำแปลของหมอสันต์เองเช่นกัน มาจากคำว่า innate immune system) เป็นระบบดึกดัมบรรพ์ที่ในสัตว์เล็กสัตว์น้อยระดับงูเงี้ยวเขี้ยวขอก็มี เหล่าทัพโลว์เทคนี้มีแนวทางการรบว่าฆ่ารูดมหาราช ถ้าเชื้อโรคอยู่ข้างนอกก็เอาเม็ดเลือดขาวมาปิดล้อม ถ้าเชื้อโรคเข้าไปในเซลของร่างกายตัวเองก็ฆ่าเซลร่างกายตัวเองนั้นเสียให้ตายตกไปพร้อมกัน กำลังพลของเหล่าทัพนี้ก็คือเม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ ซึ่ง NK ก็เป็นเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่สังกัดเหล่าทัพนี้โดยมีอาชีพตามชื่อที่เขาตั้งให้นั่นแหละ มันถูกผลิตออกมาจากไขกระดูกบ้าง ต่อมน้ำเหลืองบ้าง ทอนซิลบ้าง ต่อมไทมัสบ้าง

     (2) เหล่าทัพไฮเทค (adaptive immune system) เป็นระบบที่จับตัวของเชื้อโรคหรือเซลแปลกปลอมมาดูหน้าตาก่อน แล้วผลิตโมเลกุลภูมิคุ้มกันไปเจาะจงทำลายเฉพาะศัตรูที่มีหน้าตาแบบนี้ ไม่ใช่ทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้ารูดมหาราช การฉีดวัคซีนเป็นการสร้างภูมิคุ้มก้นในระบบนี้ 

     เพื่อป้องกันไม่ให้นักรบในเหล่าทัพโลว์เทคไปทำลายเซลของร่างกายซะเอง ร่างกายจะมีระบบขึ้นป้ายเลขที่บ้านไว้ที่ผิวเซลร่างกายปกติ ป้ายเลขที่บ้านนี้เรียกว่า major histocompatibility complex - MHC เมื่อเห็นป้ายนี้พวกนักรบก็ไม่ต้องยุ่งเพราะเป็นบ้านของพลเมืองดีที่พวกเขามีหน้าที่ต้องคุ้มครองดูแล ไม่มีโจรอยู่แน่ แต่เมื่อใดก็ตามที่เซลร่างกายบางเซลเพี้ยนไปเพราะเป็นมะเร็งหรือถูกไวรัสเจาะทำลาย ป้ายเลขที่บ้านจะหายไป เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่หน่วยลาดตระเวณ (T cell) จะเอาธงแดงแจ้งเบาะแสมาปักบอกที่ผิวเซลว่าเซลนี้เพี้ยนไปแล้วให้กำจัดได้ เมื่อเห็นธงแดงแจ้งเบาะแส พวกเม็ดเลือดขาวนักฆ่าชนิดต่างๆก็จะเฮโลมากำจัดเซลมะเร็งนั้น

     เซลเม็ดเลือดขาวชนิด NK นี้มันได้รับมอบอำนาจพิเศษมา คือมันถูกสอนให้อ่านความผิดปกติบนป้ายเลขที่บ้านได้ด้วยตัวมันเอง และได้รับมอบอำนาจพิเศษว่าหากเห็นป้ายเลขที่บ้านหายไปหรือเขียนด้วยภาษาเพื้ยนๆแบบภาษาต่างชาติให้ทำลายเซลนั้นได้เลยโดยไม่ต้องรอธงแดงแจ้งเบาะแสของเจ้าหน้าที่ส่วนกลางอันหมายถึง T cell การทำงานของ NK จึงทำลายเซลมะเร็งได้รวดเร็วไม่ต้องรอขั้นตอนราชการอันล่าช้า ทั้งหมดนี้คือความรู้ปัจจุบันที่วงการแพทย์มีในเรื่อง NK

การรักษามะเร็วด้วย NK ทำอย่างไร

     เมื่อรู้ว่า NK ทำลายเซลมะเร็งได้รวดเร็วทันใจ วงการแพทย์จึงได้พัฒนาวิธีเพาะพันธ์ NK ขึ้นนอกร่างกาย โดยเจาะเอาเลือดของคนไข้เองบ้าง เลือดของคนอื่นบ้าง มาปั่นแยกเอาเม็ดเลือดขาวชนิด NK มาเพาะเลี้ยงให้ออกลูกออกหลานในห้องแล็บ แล้วฉีดกลับเข้าไปในร่างกายคนไข้ ด้วยความหวังว่าเมื่อกำลังพลของ NK มีมากขึ้นมันน่าจะกำจัดเซลมะเร็งได้ดีขึ้น น่าจะนะ แต่เมื่อฉีดแล้วผลจริงจะเป็นอย่างไรต้องตามไปดูงานวิจัยในคนจริงๆ

ฉีด NK แล้วรักษามะเร็งหายจริงหรือไม่

     สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐ (NIH) ได้ทำงานวิจัยฉีด NK cell รักษามะเร็งมาได้สามสิบกว่าปีแล้ว เริ่มจากครั้งแรกที่ได้ความรู้มาโดยบ้งเอิญว่าเมื่อปลูกถ่ายเซลต้นกำเนิด (stem cell) เพื่อรักษาผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว พบว่าถ้าเซลต้นกำเนิดมาจากร่างกายผู้อื่นซึ่งวงการแพทย์เรียกว่าผู้บริจาค (doner)  หากป้ายบ้านเลขที่ที่ผิวเซลไม่เหมือนป้ายเลขที่บ้านของผู้รับ พบว่า NK-cell ของผู้บริจาคจะขยายตัวทำลายเซลมะเร็งเม็ดเลือดขาวในตัวผู้รับได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนสามารถป้องกันการกลับเป็นมะเร็งซ้ำได้ นี่เป็นที่มาของความรู้ที่ว่า NK cell นี้อาจจะใช้เป็นยารักษามะเร็งได้

     ต่อมางานวิจัยในห้องทดลองพบว่า NK-cell ที่เพาะเลี้ยงข้างนอกร่างกยสามารถฆ่าเซลมะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งไมอีโลมา มะเร็งนิวโรบลาสโตมา มะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งไต มะเร็งกระเพาะอาหารที่อยู่ในจานเพาะเลี้ยงได้ คุณอ่านมาถึงตรงนี้อาจจะรู้สึกกระดี๊กระด๊าขึ้นมาว่าฮะ มะเร็งลำไส้ใหญ่ก็ได้ผลด้วย แต่ผมขอย้ำว่านี่เป็นการวิจัยในห้องทดลองนะ ไม่ใช่ในคนจริงตัวเป็นๆ หลายๆอย่างที่ฆ่าเซลมะเร็งในห้องทดลองได้ แต่ไม่ได้มีผลในคนจริงๆ ตัวอย่างง่ายๆก็เช่นฉี่ของเรานี้เป็นต้น เซลมะเร็งในจานเพาะเลี้ยงพอถูกฉี่ใส่ก็ตายเรียบ แต่ฉี่ใช้รักษามะเร็งในคนตัวเป็นๆได้ซะที่ไหนละ อีกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นกันหลัดๆก็เช่นสารสะกัดจากเปลือกมังคุดของไทยเรานี้ มีหลักฐานว่ามันฆ่าเซลมะเร็งในห้องทดลองได้ ทัั้งนี้เป็นผลจากการทำวิจัยหลายแห่งทั่วโลกรวมทั้งที่ม.สงขลานครินทร์ของเราด้วย แต่พอทำวิจัยที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่โดยให้คนไข้กินสารสะกัดเปลือกมังคุดแล้วกลับพบว่าไม่มีผลต่ออัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งปอดเลย (งานวิจัยชิ้นนี้ผมเข้าใจว่าไม่ได้ตีพิมพ์ไว้ในวารสารการแพทย์) ดังนั้นคุณอย่าเพิ่งตื่นตูมกับข้อมูลที่ว่าอะไรทำลายเซลมะเร็งในห้องแล็บได้ ให้ใจเย็นๆรอผลวิจัยในคนก่อน

     งานวิจัยฉีด NK เข้าไปในตัวคนไข้เพื่อตั้งใจจะให้มันไปรักษามะเร็ง ทำครั้งแรกกับผู้ป่วยมะเร็งผิวหนัง พบว่า NK ช่วยเพิ่มประสิทธิผลของยาเคมีบำบัดในการมะเร็งผิวหนังได้ แต่ก็ต้องแลกกับพิษภัยของสารกระตุ้น (IL-2) ที่จำเป็นต้องฉีดเข้าไปพร้อมกัน พิษนี้แรงระดับอ่วมอรทัยจนผู้ป่วยทนไม่ได้

     ต่อมาที่มหาวิทยาลัยมินเนโซต้าได้ทำวิจัยฉีด NK cell เข้าไปในคนไข้ตัวเป็นๆเพื่อรักษามะเร็งหลายชนิดรวมทั้งมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดช์กิ้นและมะเร็งไต แล้วพบว่า NK ไม่ได้ผลในการช่วยรักษามะเร็งแต่อย่างใด..แป่ว..ว แต่อย่างน้อยงานนั้นก็ทำให้วงการแพทย์ได้รู้ขนาดของสารกระตุ้น (IL-2) ที่พอดีไม่ให้เกิดพิษ

     ต่อมาได้มีการวิจัยการฉีด NK cell จากร่างกายคนอื่นเข้าไปรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว (AML) ชนิดดื้อด้านโดยฉีดหลังจากใช้ยาเคมีบำบัดทำลายเม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยเสียก่อนแล้วพบว่าวิธีนี้ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งดื้อด้านเหล่านั้นดีขึ้น 25%  ซึ่งนับเป็นความสำเร็จในการใช้ NK รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวที่มีนัยสำคัญ
 
     ต่อมาจึงได้มีความพยายามที่จะเอา NK ไปรักษามะเร็งชนิดอื่นด้วย โดยเริ่มที่มะเร็งรังไข่และมะเร็งเต้านมซึ่งข้อมูลจากห้องแล็บก่อนหน้านั้นพบว่าใช้ NK แล้วฆ่ามะเร็งสองชนิดนี้ได้ดี โดยทำการทดลองฉีดให้คนไข้ที่เป็นมะเร็งระดับดื้อด้าน 13 คน ผลปรากฎว่าตัว NK cell เองที่ฉีดเข้าไปตายเรียบเสียเองในเวลา 14 วันไม่สามารถออกลูกออกหลานได้ไปทำลายมะเร็งได้ แปลไทยเป็นไทยก็คือ..ไม่ได้ผล

      ต่อมาก็มีงานวิจัยเล็กๆน้อยๆทำกับคนไข้ทีละไม่กี่คนโดยพยายามฉีดยาช่วยกระตุ้นบ้าง ยาช่วยกำราบเม็ดเลือดขาวของร่างกายผู้ป่วยบ้างยาเคมีบำบัดบ้างร่วมด้วยบ้าง พอสรุปในภาพรวมได้ว่าในอนาคตมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้ NK cell ที่ฉีดเข้าไปมีอายุยืนยาวและออกลูกหลานได้ และมีความเป็นไปได้ที่ NK cell จะทำให้ผลการรักษามะเร็งบางชนิดดีขึ้น ความเป็นไปได้นั้นต้องขยายผลด้วยงานวิจัยขั้นละเอียดในอนาคตอีกต่อๆไป ณ วันนี้การฉีด NK cell ให้คนไข้มะเร็งทั่วๆไปที่ไม่ใช้มะเร็งเม็ดเลือดขาว (AML) ยังถือว่าอยู่ในระหว่างการทดลอง ยังไม่มีผลที่สรุปที่ชัดเจนว่าได้ผลหรือไม่ได้ผลเมื่อเทียบกับการอยู่เปล่าๆ

     ถามว่าคนเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมะเร็งใดๆก็ตามที่ไม่ใช่มะเร็งเม็ดเลือดขาว ถ้ามีเงินจ่ายเข็มละ 6 แสน ควรฉีด NK cell ไหม ตอบว่าแล้วแต่ความชอบของแต่ละคนครับ เพราะหลักฐานวิทยาศาสตร์นับถึงวันนี้ข้อมูลยังไม่มากพอที่จะสนับสนุนให้ฉีด NK ในผู้ป่วยมะเร็งทั่วไป แต่ถ้าชอบเป็นกองหน้าหรือหัวหมู่ทะลวงฟันก็ลองได้ครับ โลกมนุษย์เรานี้ถ้าไม่มีหน่วยกล้าตายที่ชอบลองนั่นลองนี่ ป่านนี้วงการแพทย์ก็คงไม่ก้าวหน้ามาถึงปัจจุบันนี้หรอกครับ

     ถามว่าถ้าหมอสันต์เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่อผ่าตัดแล้วได้คีโมแล้วจะไปฉีด NK ไหม ตอบว่าไม่ไปฉีดหรอกครับ เพราะผมไม่ชอบนั่งเรือบิน นั่นประการหนึ่ง และผมเป็นคนให้ราคาแก่การประเมินหลักฐานวิทยาศาสตร์ นั่นอีกประการหนึ่ง ถ้าเป็นอะไรก็ขอรักษาเท่าที่ความรู้วิชาแพทย์สรุปได้ชัวร์ๆแล้วว่ามันได้ผลก็พอแล้ว ส่วนวิธีที่ยังไม่ชัวร์ผมจะไม่รีบร้อนไปลองก่อนชาวบ้านเขา ถ้าความเชื่องช้างุ่มง่ามนี้จะทำให้ผมตายเร็วขึ้นผมก็ยอมรับได้ คนเราอยู่มาจนอายุปูนนี้แล้วแม้ไม่ตายด้วยเรื่องหนึ่งเดี๋ยวก็ต้องไปตายด้วยอีกเรื่องหนึ่งอยู่ดี ผมจึงเลือกที่จะอยู่นิ่งๆไม่ดิ้นรนอะไรมากมายดีกว่าครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

1. Ruggeri L, Capanni M, Urbani E, Perruccio K, Shlomchik WD, Tosti A, Posati S, Rogaia D, Frassoni F, Aversa F, Mertelli MF, Velardi A. Effectiveness of donor natural killer cell alloreactivity in mismatched hematopoietic transplants. Science. 2002;295(5562):2097–100. 
2. Godal R, Bachanova V, Gleason M, McCullar V, Yun GH, Cooley S, Verneris MR, McGlave PB, Miller JS. Natural killer cell killing of acute myelogenous leukemia and acute lymphoblastic leukemia blasts by killer cell immunoglobulin-like receptor-negative natural killer cells after NKG2A and LIR-1 blockade. Biol Blood Marrow Transplant. 2010;16(5):612–21.
3. Cooley S, Burns LJ, Repka T, Miller JS. Natural killer cell cytotoxicity of breast cancer targets is enhanced by two distinct mechanisms of antibody-dependent cellular cytotoxicity against LFA-3 and HER2/neu. Exp Hematol. 1999;27(10):1533–41.
4. Burns LJ, Weisdorf DJ, DeFor TE, Vesole DH, Repka TL, Blazar BR, Burger SR, Panoskaltsis-Mortari A, Keever-Taylor CA, Zhang MJ, Miller JS. IL-2-based immunotherapy after autologous transplantation for lymphoma and breast cancer induces immune activation and cytokine release: A phase I/II trial. Bone Marrow Transplant. 2003;32(2):177–86.
5. 35. Geller MA, Cooley S, Judson PL, Ghebre R, Carson LF, Argenta PA, Jonson AL, Panoskaltsis-Mortari A, Curtsinger J, McKenna D, Dusenbery K, Bliss R, Downs LS, Miller JS. A phase II study of allogeneic natural killer cell therapy to treat patients with recurrent ovarian and breast cancer. Cytotherapy. 2011;13(1):98–107.

23 สิงหาคม 2561

ศิลปะการใช้ชีวิต The Art Of Living

กราบเรียนคุณหมอสันต์
หนูชื่อ... อายุ 38 ปี เป็น solo mom ตอนนี้มีปัญหามากคือความเบื่อชีวิต เบื่องาน เบื่อทั้งงานที่ที่ทำงาน ทั้งงานบ้าน อยากจะทิ้งทุกอย่างไปบวชเป็นชี แต่ได้ไปลองปฏิบัติธรรมที่วัดก็รู้สึกว่าไม่ใช่ อีกอย่างหนึ่งหากจะทำจริงก็ทำไม่ได้ด้วยเพราะยังมีลูกสาวอายุ 3 ขวบที่ต้องดูแลให้การศึกษาเขาไปจนเขาพ้นอก หนูดิ้นรน อึดอัด เป็นทุกข์ แต่ก็มองไม่เห็นทางออก เคยไปหาหลวงพ่อ... คนเยอะมาก กว่าจะได้กราบท่าน ท่านก็พูดสั้นมากว่าให้หันหน้าเข้าวัดศึกษาปฏิบัติธรรม หนูก็รู้สึกว่านี่ก็ไม่ใช่ รบกวนอาจารย์แนะนำด้วย
ขอบพระคุณคุณหมอสันต์

......................................................

ตอบครับ

     วันนี้เปลี่ยนฟอร์มมาตอบจดหมายมะโนสาเร่ที่ไม่เกี่ยวกับโรคบ้าง

     อ่านจดหมายของคุณแล้วทำให้นึกถึงคำหนึ่งขึ้นมา คือคำว่า "ศิลปะการใช้ชีวิต" หรือ The Art Of Living ผมจะพูดถึงศิลปะการใช้ชีวิตให้คุณฟังในเวอร์ชั่นของหมอสันต์นะ คือคนเรานี้เกิดมาแล้วย่อมไขว่คว้าเสาะแสวงหาสิ่งเดียวกันทุกคน นั่นคือ "ความสุข" ดังนั้นศิลปะการใช้ชีวิตก็คือศิลปะของการวิ่งหาความสุข ก่อนที่คุณจะวิ่งหาอะไร คุณก็ต้องรู้ก่อนว่าสิ่งนั้นมันคืออะไรกันแน่ คือความสุขนี้มันไม่ใช่มีแบบเดียว ถ้าจะให้ผมแบ่งประเภท มันน่าจะมีสักสามประเภท คือ

     1. สุขจากความสะใจ หมายความว่าคุณมีความอยาก จะอยากได้หรืออยากหนีก็แล้วแต่ แล้วคุณได้สนองความอยากนั้นสำเร็จ สิ่งที่ตามมาก็คือความสะใจ ซึ่งเป็นความสุขในรูปแบบหนึ่ง เช่นคุณอยากมีเซ็กซ์ คุณหาแฟนได้และได้มีเซ็กส์ คุณก็สะใจ คุณอยากมีกระเป๋าหลุยส์เวตองถือ คุณเก็บเงินแล้วซื้อมันมาถือได้ คุณก็มีความสะใจ คุณอยากมีหน้าอกที่เต่งตึงเป็นที่ดึงดูดสายตาเพศตรงข้าม คุณไปทำศัลยกรรมพลาสติกได้หน้าอกแบบนั้นมาแล้วเดินเปิดเสื้อคอวี.อวดให้ใครๆหันมามองได้ คุณก็สะใจ คุณอยากมีเงินร้อยล้านพันล้าน คุณทุ่มเททำงานหาเงิน พอวันหนึ่งคุณเปิดสมุดบัญชีมีถึงพันแล้วคุณก็สะใจ ความสุขแบบนี้เป็นความสุขที่ทุกๆคนรู้จักและวิ่งตามหากันอยู่แล้วทุกคนไม่มีเว้น มันเป็นตัวให้รสชาติของชีวิตระดับสากล คือทุกคนใช้ประโยชน์จากมัน แต่มันก็มีข้อเสียบ้างเหมือนกัน คือสิ่งที่คุณได้แล้วสะใจแล้วมันก็จบไปแล้ว คุณต้องไปปั้นความอยากตัวใหม่เพื่อเสาะหาความสะใจครั้งใหม่ ซึ่งถ้าจะให้ดีก็ต้องสะใจแรงกว่าเดิม พอวันหนึ่งคุณไม่สามารถปั้นความอยากชนิดที่สนองตอบแล้วจะสะใจกี๋แบบสะแด่วแห้วถึงกึ๋นได้ หรือว่าพอวิ่งตามหาความสะใจแบบที่คนอื่นเขาหากันมาได้พักใหญ่แล้วคุณเกิดสะดุดใจในความไร้สาระของการวิ่งไล่ความอยากขึ้นมา คุณก็จะเริ่มมองเห็นสิ่งรอบๆตัวว่าทำไมมันมีแต่สิ่งไร้สาระกระจอกๆ โลกิยะๆ ฝรั่งเรียกว่า mundane แล้วคุณก็จะเกิดความเบื่อชีวิตอย่างที่คุณเป็นอยู่นี่แหละ

     ให้สังเกตนะ ว่าความสุขจากความสะใจนี้มันมีพื้นฐานอยู่บนการก่อความอยากขึ้นมาก่อน พอได้สนองความอยากนั้นแล้วความสะใจจึงจะเกิดขึ้น

     2. สุขจากความปลื้มใจ เป็นความสุขในรูปแบบที่คุณตั้งพื้นฐานคอนเซ็พท์ขึ้นมาในใจคุณก่อนว่าอะไรคือความดีหรือความงามในสะเป๊คของคุณ แล้วต่อมาคุณได้ทำหรือได้สัมผัสสิ่งที่ดีหรือที่งามนั้น คุณก็เกิดความปลาบปลื้มใจ ยกตัวอย่างเช่นคุณเป็นคนเชื่อในคอนเซ็พท์รักเมตตา ดีชั่ว บาปบุญคุณโทษ พอคุณได้ทำบุญ เช่นได้ให้เงินขอทาน คุณก็เกิดความปลื้มใจ หรือเช่นคุณมีสะเป๊คของความเป็นดอกไม้สวยอยู่ในใจคุณ วันหนึ่งคุณได้พบได้เห็นได้สัมผัสดอกไม้สวยตามสะเป็คนั้น คุณก็เกิดความซาบซึ้ง appreciation หรือปลาบปลื้มใจ หรือเช่นคุณมีสะเป๊คในใจคุณว่าวิวแบบไหนจึงจะสวยเริ่ดสะแมนแตน วันหนึ่งคุณไปเที่ยวแล้วได้พบเห็นวิวแบบนั้นคุณก็ตะลึงเพลินมองด้วยความปลาบปลื้มใจ หรือเช่นคุณเป็นคนชื่นชมอะไรที่เป็นธรรมชาติๆ วันหนึ่งคุณได้ไปเดินเล่นในป่าคุณก็มีความปลื้มใจ หรือเช่นคุณเป็นชอบงานศิลปะแบบอิมเพรสชั่นนิสม์ วันหนึ่งได้มีโอกาสไปเห็นภาพเขียนในแนวอิมเพรสชั่นนิสม์เจ๋งๆเข้าคุณก็เกิดความปลาบปลื้มใจ ทั้งๆที่คุณไม่ได้เสียเงินซื้อภาพนั้นแม้แต่บาทเดียว แต่คุณก็มีความสุขจากความปลื้มใจ

     ให้คุณสังเกตนะ ว่าความสุขจากความปลื้มใจนี้เป็นความสุขที่มีพื้นฐานอยู่บนคอนเซ็พท์ซึ่งเป็นความคิดในใจคุณ คุณจะต้องมีคอนเซ็พท์หรือเชื่อในคอนเซ็พท์อย่างใดอย่างหนึ่งก่อน เมื่อได้พบเห็นสัมผัสอะไรที่สอดคล้องต้องกันกับคอนเซ็พท์นั้นความปลาบปลื้มจึงจะเกิดขึ้น คือคุณต้องอาศัย "องค์" ว่าคุณนี้เป็นผู้มีรสนิยมวิไลอย่างนี้ๆก่อน คุณจึงจะปลาบปลื้มซาบซึ้งกับความดีความงามอย่างนี้ได้ มันก็มีข้อดีกว่าความสุขจากความสะใจตรงที่คุณไม่ต้องเหนื่อยยากวิ่งตามความอยากอย่างไม่หยุดหย่อน เพียงแค่ปรับคอนเซ็พท์และความเชื่อ คุณก็มีความสุขแบบนี้ได้แล้ว

     3. สุขจากการเปลี่ยนบทบาทจากผู้เล่นละครชีวิต มาเป็นผู้ชมละครชีวิต ความสุขสองอย่างแรกนั้นต้องอาศัย "คุณ" ในฐานะเป็นบุคคลผู้เล่นละครชีวิต จึงจะได้เสพย์ความสุขทั้งสองแบบนั้นได้ แต่มันยังมีความสุขอีกแบบหนึ่งนะ แบบนี้คือคุณมองชีวิตว่าคุณคนที่กำลังเล่นละครชีวิตเป็นแม่ลูกติดผู้หงุดหงิดงุ่นง่านอยู่นั้นเป็นเพียง "บุคคล" ซึ่งแท้จริงเป็นเพียงความคิดที่ใจคุณทึกทักเอาว่าความเป็นบุคคลนั้นมีอยู่จริง ซึ่งแท้จริงแล้วมันไม่ได้มีอยู่จริง มันไม่ใช่คุณที่แท้จริง คุณที่แท้จริงนั้นถอยออกมาเป็น "ผู้ชม" หรือ "ผู้สังเกต" นั่งชมละครชีวิตเรื่องแม่หม้ายลูกติดนี้อยู่ ชมแบบรู้เห็นสภาวะรอบตัวตามที่มันเป็น ไม่ไปอินกับการสมมุตินามตามท้องเรื่องว่านี่นางเอกที่แสนดี นั่นตัวร้ายที่แสนเลวและความเลวกำลังขย้ำความดี หากจะอินก็อินได้นิดหน่อยพอให้การดูละครสนุก แต่ไม่อินมากเกินไป เพราะตัวจริงของเราคือคนที่นั่งดูละครไม่ใช่คนที่เล่นละคร และบรรยายกาศบนเวทีนั้นก็เป็นเพียงฉากละครที่ปรากฎต่อสายตาของผู้ชม ณ เวลาที่นั่งชมอยู่เท่านั้น จบตอนเขาก็ปิดฉากแล้วม้วนเอาฉากนี้ขึ้นเปลี่ยนเอาฉากใหม่ลงแทน

     เมื่อเราถอยออกมาเป็นผู้สังเกต ณ ที่ตรงนั้นมีคำสำคัญที่บอกเอกลักษณ์ของการเป็นผู้สังเกตอยู่สี่คำนะ คือ

     (1) ตื่น..คุณยังตื่นอยู่ ไม่ได้หลับหรือสะลึมสะลือ
     (2) รู้..คุณมีความสามารถรับรู้สิ่งต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็นภาพเสียงสัมผัส รับรู้ได้หมด
     (3) ไม่มีความคิด..คือคุณไม่มีความคิดที่งอกรากแตกแขนงมาจากแม่ของความคิดทั้งหลาย นั่นคือความคิดที่ว่าคุณนี้เป็น "บุคคล"
     (4) โล่งๆสบายๆ..คือที่ที่คุณตื่นรู้อยู่โดยไม่มีความคิดว่าคุณเป็นบุคคล มันจะมีความโล่งๆสบายๆ

     ตรงนี้แหละที่เป็นความสุขแบบที่สาม

     ให้คุณสังเกตนะ ว่าความสุขจากการถอยออกมาเป็นผู้สังเกตนี้ ไม่ได้มีพื้นฐานอยู่บนความอยาก ไม่ได้มีพื้นฐานอยู่บนความคิดหรือคอนเซ็พท์ใดๆแม้กระทั่งคอนเซ็พท์ของการเป็นบุคคลก็ไม่มี แต่มีพื้นฐานอยู่บนความสามารถในการรับรู้สังเกตสิ่งรอบตัวในปัจจุบันแล้วรู้เห็นตามที่มันเป็น รู้เห็นตามที่มันเป็นนะ ไม่ใช่รู้เห็นตามที่ความเป็นบุคคลของเรากำหนดให้มันเป็น รู้เห็นก่อนที่จะเอาภาษาของเราเข้าไปครอบ นั่นคือการรู้เห็นตามที่มันเป็น

     ทั้งหมดนี้เข้าใจไหมเนี่ย สมมุติว่าเข้าใจก่อนนะ เมื่อคุณเข้าใจแล้ว ให้คุณเอาความเข้าใจในเรื่องความสุขสามแบบนี้ไปสร้างเป็นศิลปะในการใช้ชีวิตของคุณเอง คุณจะปรุงสูตรชีวิตของคุณให้มุ่งหาความสุขแบบไหนมากแบบไหนน้อย ตรงนี้เป็นศิลปะของการใช้ชีวิต คุณสามารถออกแบบเองได้

     ประเด็นสำคัญที่ผมอยากเน้นคือความสุขแบบที่สาม คือสุขจากการเปลี่ยนบทบาทจากผู้เล่นละครชีวิตมาเป็นผู้ชมละครชีวิต ผมอยากจะให้คุณเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ ถ้าคุณอ่านทั้งหมดนี้แล้วไม่เข้าใจเลย ไม่เก็ทเลย ให้หาเวลามาเข้าแค้มป์ Spiritual Retreat

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

21 สิงหาคม 2561

ขยันกินยาคุมไม่มีขาด ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะตั้งครรภ์ใช่ไหม

เรียน น.พ.สันต์
หนูอายุ 21 ปี ยังไม่แต่งงานแต่อยู่กับแฟนเมื่อมีโอกาสได้พบกัน ประมาณสัปดาห์ละครั้ง คือยังเรียนอยู่ทั้งคู่ แต่หนูก็ทานยาคุมกำเนิด OrthoNovum ทุกวันไม่ได้ขาด ทานมาปีกว่าแล้ว แต่ว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้หนูรู้สึกว่าตัวเองง่วงบ่อยมาก เปลี้ย เพลีย บอกไม่ถูก ท้องอืดมีแต่ลม หน้าอกหนูก็แน่นเต็มบรา แล้วหนูฉี่บ่อยอีกต่างหาก หนูกังวลมากว่าหนูจะท้องทั้งๆที่ตั้งใจทานยาคุมอย่างดี มันเป็นไปไม่ได้ใช่ไหมคะที่เราทานยาอย่างดีแล้วจะเกิดตั้งครรภ์ขึ้น หรือว่ายังมีโกาสได้กี่เปอร์เซ็นต์ อาการที่หนูเล่าเป็นอาการของคนท้องหรือเปล่า รบกวนปรึกษาด้วยค่ะ หนูควรรีบทำอะไรสักอย่างหรือรอไปก่อน
ขอบพระคุณคุณหมอ

.....................................................

ตอบครับ

     ไม่ได้ตอบจดหมายเด็กวัยหนุ่มสาวเสียนานแล้ว ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะไม่ขยันเขียนเข้ามานะ ยังคงขยันเขียนเข้ามาไม่เคยขาด เรื่องเซ็กซ์ เรื่องติดเชื้อ เรื่องท้อง ที่แหละเป็นสามเรื่องหลักของวัยหนุ่มสาว แต่ผมไม่ได้ให้ไพรออริตี้ แปลว่าไม่ตอบ เพราะถือว่าบล็อกของหมอสันต์นี้เป็นบล็อกของคนแก่ โดยคนแก่ เพื่อคนแก่ ส่วนเด็กหนุ่มๆสาวๆนั้นทิ้งๆขว้างๆไปบ้างไม่เป็นไร แต่วันนี้ไปเพิ่งกลับจากสอนที่แบงค์กสิกรมา สอนนะไม่เหนื่อย แต่รถติดเนี่ยเหนื่อยเป็นบ้า ยังไม่สร่างจากเป็นหวัดดีเลยอีกต่างหาก จึงหมดแรง ขอหยิบจดหมายง่ายๆของหนุ่มๆสาวๆขึ้นมาตอบสักหนึ่งฉบับ

     1. ถามว่าหากตั้งใจขยันกินยาคุมอย่างดีไม่มีขาด ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะตั้งครรภ์ใช่ไหมคะ ตอบว่าไม่ใช่ครับ ในวิชาแพทย์นี้ไม่มีอะไรที่จะ 100% คุณลองพูดมาสักอย่างสิว่ามีอะไรบ้างที่คุณมั่นใจว่า 100% ในเรื่องการแพทย์นี้ ผมจะแสดงข้อมูลสถิติแย้งให้ดู อย่างสมมุติว่าคุณพูดว่าคนเราเกิดมาต้องมีหัว แน่นอน 100% ใช่ไหม (หัวในที่นี่ผมหมายถึงหัวจริงๆ หัว head นั่นแหละ ไม่ใช่หัวดีหัวไม่ดีนะ) คำตอบที่ถูกคือไม่ใช่หรอก เพราะคนเกิดมาไม่มีหัวก็มี ตัวผมเองก็เคยเห็นเด็กไม่มีหัวมาแล้วสมัยเป็นนักเรียนแพทย์

     2. ถามว่าถ้าหนูตั้งใจกินยาอย่างดีไม่มีขาดแม้เพียงวันเดียว หนูจะมีโอกาสท้องไหม ถ้ามีมีกี่เปอร์เซ็นต์ ตอบว่าตามสถิติของศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐ (CDC) หนูยังมีโอกาสท้องอยู่ มีโอกาส 0.3% ต่อปี หมายความว่าคนกินยาคุมอย่างตั้งใจระแวดระวังดียิ่งอย่างหนูนี้ 1,000 คน กินยาอย่างตั้งใจไม่มีลืมอยู่นานหนึ่งปี จะมี 3 คนที่ท้องจนได้ ทั้งๆที่ตั้งใจกินอย่างดีแล้ว

     3. ถามว่าอาการ ง่วง เปลี้ย เพลีย ท้องอืด นมคัด ปัสสาวะบ่อย เป็นอาการของคนท้องใช่ไหม ตอบว่า ใช่แล้วครับ

     4. ถามว่าหนูควรจะทำอย่างไรต่อไป ควรลงมือทันทีหรืออย่างไร หิ หิ แหม ใช้คำน่ากลัวจัง เด็กสมัยนี้ ลงมือทันที ลงมืออะไรกันทันที ตอบว่าสิ่งที่หนูพึงทำคือไปซื้อชุดตรวจการตั้งครรภ์มาตรวจปัสสาวะของตัวเองดูก่อน ถ้ามีขีดสีแดงแจ๋ยิ้มเผล่ขึ้นมาสองขีดก็แม่นแล้ว ได้ผลบวก แปลว่าตั้งครรภ์ การตรวจนี้มีความไว 99% (บอกแล้วไงว่าแพทย์ไม่ยอมมีอะไร 100% หรอก) ถ้าได้ผลบวกก็ไปหาหมอสูตินรีเวชเพื่อให้เขาตรวจยืนยัน แล้วปรึกษาเขาว่าควรจะถนอมเลี้ยงดูทารกในครรภ์อย่างไรต่อไป 

     ส่วนที่คุณใช้คำพูดว่าควรจะ "ลงมือ" ทันทีหรือไม่ ถ้าคุณหมายถึงการลงมือทำแท้งด้วยวิธีใดๆ ผมขอให้คุณถามตัวเองให้ชัดก่อนนะ ว่าชาตินี้ทั้งชาติคุณคิดจะมีลูกหรือไม่ ถ้าคุณคิดจะมีลูกเหมือนผู้หญิงคนอื่นๆทั่วๆไป ตอนนี้ลูกเขามาแล้วไง โอกาสทองของคุณมาถึงแล้ว คนอื่นเขาคิดจะมีทำนั่นทำนี่ทำกิฟท์ทำอิ๊กซี่ผสมเทียมกันแทบตายก็ยังไม่มี แต่ของคุณนี่เขาหรือเธอมาแล้ว ให้เปิดประตูรับเขาหรือเธอเสียเลยสิ อย่าไปอ้างว่าไม่พร้อมเพราะติดการเรียนยังไม่มีงานทำ โน่นนี่นั่น สิ่งเหล่านั้นไม่สำคัญเมื่อเทียบกับการเลือกจะมีหรือไม่มีลูก ถ้าคุณเลือกจะไม่มีลูกตลอดชีวิต โอเค.ไปทำแท้ง ตัดมดเสียด้วยก็ยิ่งดีเพราะไหนๆก็จะไม่ใช้ประโยชน์แล้ว แต่ถ้าในชีวิตนี้คุณตั้งใจจะมีลูก หมอสันต์แนะนำว่านี่แหละ ลูกเขามาแล้ว อย่าไปทำแท้งเลยนะ

     พูดถึงตอนนี้ขอนอกเรื่องหน่อยนะ หลายปีมาแล้ว คนสวนของผมที่มวกเหล็กมากระมิดกระเมี้ยนขอเงินว่าจะเอาให้ลูกสาวที่อยู่ตจว.เอาไปให้หมอเอาเด็กออก เพราะลูกยังเป็นเด็กแล้วท้องแบบไม่รู้ว่าการนอนเล่นๆกับผู้ชายเนี่ยทำให้ท้องได้ด้วย (หิ หิ พูดเล่น) ผมถามว่าลูกสาวอายุเท่าไหร่ ตอบว่าอายุ 15 ถามว่าแล้ว ผ. ของเธออายุเท่าไหร่ ตอบว่าอายุ 14 ถามว่าลูกสาวเรียนหนังสือชั้นไหน ตอบว่าชั้น ม.2 ผมนึกในใจว่าช่างตรงกับงานวิจัยที่หมอเด็กคนหนึ่งเคยทำไว้เลยนะว่าเด็กไทยมีเซ็กซ์ครั้งแรกเมื่อม.2 เทอม 2 ทำไมต้องเทอมสองด้วย ทำไมไม่มีเสียตั้งแต่เทอมแรก หิ หิ ประเด็นนี้หมอสันต์ก็งืดเหมือนกัน กลับมาเข้าเรื่องคนสวนดีกว่า ผมบอกว่าจะเอาเงินไปทำแท้งผมไม่ให้ แต่จะเอาเงินไปหาหมอฝากท้องเพื่อเตรียมความพร้อมที่ให้ลูกซึ่งเพิ่งจะจบการเป็นเด็กหญิงให้พร้อมเป็นแม่คนผมจึงจะให้ คนสวนก็พิลาปรำพันว่ามันจะเสียอนาคตเพราะมันยังเรียน ผมบอกว่าโรงเรียนไม่ใช่อนาคต มีแต่จะทำให้คนโง่ลง อยู่นอกโรงเรียนนะดีแล้ว มีอนาคตดีกว่า คนสวนบอกว่ามันยังไม่รู้วิชาจะเลี้ยงตัวเองยังไม่ได้ ผมถามว่าแล้วเธอทำนาเป็นหรือเปล่าละ คนสวนตอนว่าทำเป็นครับ แฟนของมันก็ทำนาเก่ง ผมบอกว่านั่นไงวิธีที่พวกเขาจะเลี้ยงดูตัวเอง นาของตัวเองก็มี จะไปกลัวลูกสาวอดตายทำไม (ผมรู้ว่าเขามีนาเพราะเคยให้เงินไปซื้อแทรกเตอร์เก่าๆคันหนึ่งให้ลูกชายของเขาเอาไว้ทำนา) เขารับเงิน ผมให้ไปเท่าไหร่จำไม่ได้แล้ว และไม่เคยถามเรื่องนี้อีกเลย จนเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ผมกลับจากสอนเฮลท์แค้มป์แล้วกลับขึ้นไปที่บ้านบนเขาก็เห็นเด็กผู้ชายคู่แฝดอายุราวสามสี่ขวบสองคนใส่เสื้อกางเกงสีเดียวกันหน้าตาเหมือนกันเด๊ะกำลังวิ่งเล่นที่สนามหน้าบ้านเสียงเจี๊ยวจ๊าว สอบถามได้ความว่าเป็นหลานของคนสวนมาเยี่ยมคุณปู่ของเขา ผมนึกในใจว่านี่ขนาดมาแบบฟลุ้คๆยังมาสองเลยนะเนี่ย ถ้าตั้งใจเหน่งๆอาจจะมาถึงสามหรือสี่ก็ได้นะ หิ หิ

     คุยกันเรื่องอะไรอยู่นะ อ้อ เรื่องกินยาคุมแล้วท้อง ผมขอเพิ่มเติมอีกประเด็นหนึ่งนะ เผื่อคำตอบนี้มีวัยรุ่นๆหนุ่มๆสาวๆอื่นๆอ่านด้วย จะได้เอาไปใช้ประโยชน์ได้ คือการท้องทั้งๆที่กินยาคุมมักจะเกิดบ่อยเป็นพิเศษในกรณีที่

     (1) ลืมกินยา แม้จะอายุยังน้อยก็มักลืมกันประจำ สมัยนี้เขามีแอ็พเตือนบนสมาร์ทโฟน แต่ก็ไม่วาย ลืมจนได้

     (2) ลืมแล้วรีบกินแบบไล่หลัง คือกินไม่ตรงเวลาที่ควรกิน

     (3) อาเจียน บางครั้งกินยาไปพักใหญ่แล้วไปอาเจียนด้วยเรื่องอื่นเหตุอื่น ยาที่กินเข้าไปยังไม่ทันดูดซึมดีก็พลอยออกมาด้วย

     (4) ต่อแผงไม่ติด หมายความว่ายาหมดแผงแล้วยาสำรองในบ้านไม่มี ไว้พรุ่งนี้ค่อยไปซื้อ ช่วงว่างระหว่างเปลี่ยนแผงนี้แหละที่ทำให้ท้องบ่อย เพราะมนุษย์พันธ์ไทยนี้เป็นพันธุ์มองโลกแง่ดี ไม่ชอบสำรองอะไรไว้ แม้แต่ยาคุมสักแผงหนึ่งก็ไม่มีการสำรอง

     (5) กินสมุนไพรบางชนิด ของฝรั่งมีแน่ๆตัวหนึ่งคือ St John's Wart ซึ่งขึ้นชื่อลือชาว่าทำให้หญิงกินยาคุมท้องมาแล้วนักต่อนัก ผมไม่รู้ว่าสมุนไพรไทยมีตัวไหนบ้างที่มีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนเพศหญิง แต่เคยอ่านว่าไฟโตเอสโตรเจนในถั่วเหลืองมีฤทธิ์ต้านการกระตุ้นเซลมะเร็งเต้านมของฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายคนโดยมีลักษณะการออกฤทธิ์คล้ายยาต้านฮอร์โมนเพศหญิงที่ชื่อทาม็อกซิเฟน (tamoxifen) แต่ก็ยังไม่เคยเห็นงานวิจัยผลของถั่วเหลืองต่อการสลายฤทธิ์ของยาคุมกำเนิดสักครั้งเดียว ดังนั้นพืชสมุนไพรไทยตัวไหนที่สลายฤทธิ์ของยาคุมได้บ้าง คงจะมีอยู่ แต่ยังไม่มีใครรู้ เพราะไม่มีใครทำวิจัย

     (6) กินยาที่สลายฤทธิ์ยาคุมควบกับการกินยาคุม ยาที่สลายฤทธิ์ของยาคุมกำเนิดได้ก็เช่น ยาปฏิชีวนะ rifampicin ยาต้านเชื้อรา griseofulviin ยากันชัก (phenobarbital, phenytoin, carbamazepine) ยาต้านไวรัส เอ็ชไอวี. เป็นต้น

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Contraceptive effectiveness.  Morbidity and Mortality Weekly Report (MMWR) 2014, (April 25): 63(RR04); 47.

16 สิงหาคม 2561

ความคิดจ๋า ให้คุณย้ายไปอยู่ที่อื่นเสียนะจ๊ะ

     ดิฉันได้ติดตามอ่านบทความของคุณหมอมาตลอด ชอบการตอบคำถามของคุณหมอเรื่องความคิด ความเชื่อ และ ความรู้ตัว. ดิฉันฝึกสมาธิและฝึกสติในชีวิตประจำวัน โดย การรู้ความคิด รู้การเคลื่อนไหว และรู้อารมณ์ (ทำได้บ้างไม่ได้บ้างนะคะ) จากการที่เรารู้มาว่า ชีวิตประกอบด้วย ร่างกายและจิตใจ ซึ่งไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เพราะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่จะมีตัวนึงที่ดิฉันเรียกว่า จิตรู้ ที่ไม่ใช่ความรู้สึก ความจำ และความคิดปรุงแต่งนะคะ ซึ่งจิตตัวนี้ เป็นสิ่งที่ติดตัวเรามาโดยตลอด เป็นตัวเรามาตั้งแต่เด็ก ไม่มีอายุ ไม่มีการแก่ ดิฉันรุ้สึกว่า เป็นคนละส่วนกันกับร่างกายและความคิด ความจำและความรุ้สึก
     ดิฉันขอถามว่า จิตที่เป็นตัวเราข้างในนี้ เราจะเอาออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด คือ การหลุดพ้นได้อย่างไรคะ จิตตัวนี้เขาจะเห็นความเป็นจริงของจักรวาลนี้ตามคำสอนของพระพุทธองค์ ได้อย่างไร โปรดช่วยชี้นำให้ด้วยค่ะ
     ขอให้คุณหมอมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงนะคะ
     ขอขอบคุณอย่างสูงค่ะ

.............................................................

ตอบครับ

     ก่อนตอบคำถาม ขอนิยามศัพท์ของคุณให้ท่านผู้อ่านท่านอื่นรู้ว่าเรากำลังพูดถึงอะไรก่อนนะ

     "จิตรู้" ที่คุณพูดถึงนั้น ผมเข้าใจว่าคุณหมายถึง "ความรู้ตัว (awareness)" หรือ "ความตื่น (wakefulness)" ซึ่งเป็นสภาวะที่ความสนใจ (attention) ของเราอยู่นิ่งๆที่นั่นไม่แร่ดไปไหน ตรงนั้นคือที่ก่อนที่จะมีความคิดเกิดขึ้น ตรงนั้นเป็นตัวเรามาตลอด ไม่มีเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อใดที่เกิดความคิดขึ้น ความสนใจก็ไปขลุกอยู่กับความคิดแทน ในการตอบคำถามของคุณนี้ ผมจะใช้คำว่า "ความตื่น" แทนนะ เพราะผมไม่ค่อยชอบคำว่าจิต มันเหมือนๆจะเป็นโรคจิตพิกล แหะ แหะ

     "ความรู้สึก" ที่คุณพูดถึงนั้นผมเข้าใจว่าคุณหมายถึงการรู้ตัวทั่วพร้อม (body sensation) เช่นรับรู้ความรู้สึกซู่ซ่าวูบวาบตามผิวกาย ทั้งนี้เป็นคนละอันกับคำว่า "ความรู้ตัว" ซึ่งผมชอบใช้สลับแทนคำว่า "ความตื่น"

      "ความจำ" ที่คุณพูดถึงนั้นผมเข้าใจว่าคุณก็หมายถึงความจำ (memory) ซึ่งเป็นตัวผุดขึ้นมาในใจแล้วเป็นหัวเชื้อให้ก่อตัวเป็นความคิด

     "ความคิดปรุงแต่ง" ที่คุณพูดถึงนั้น ผมเข้าใจว่าคุณหมายถึงความคิด (thought) ใดๆ ที่ก่อตัวขึ้นโดยอาศัยความจำเป็นหัวเชื้อมาคลุกเคล้าเข้ากับความเชื่อและคอนเซ็พท์ เช่นการคลุกเคล้าความจำเข้ากับคอนเซ็พท์เรื่องเวลาก็กลายเป็นความกังวลหรือความหวัง เป็นต้น

     เอาละคราวนี้มาตอบคำถาม

     1. ถามว่า "จิตรู้" ของคุณตัวนี้เขาจะเห็นความเป็นจริงของจักรวาลนี้ตามคำสอนของพระพุทธองค์ได้อย่างไร..หิ หิ ตอบว่าตั้งแต่เกิดมา หนุ่มจนแก่ ผมยังไม่เคยได้ยินว่าพระพุทธเจ้าสอนเรื่องจักรวาลเลยนะ หากผมพูดผิดก็โปรดอภัย เพราะผมเนี่ยไม่ใช่ผู้แตกฉานเรื่องหนังสือหรือคำสอนใดๆ แต่ผมจับความพอได้ว่าพระพุทธเจ้าสอนแต่เรื่อง "ความทุกข์และการดับไม่เหลือซากของความทุกข์" เท่านั้น ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ก็ไม่ต้องแล่นไปรู้เรื่องของจักรวาลนู้น..น ดอก เพราะท่านว่าเรื่องทั้งหมดนี้มันอยู่ในร่างกายที่ยาวหนึ่งวาหนาหนึ่งคืบที่มีความจำและใจอยู่ด้วยนี่เอง ดังนั้นคุณไม่ต้องไปสนใจว่าจิตแสนรู้ เอ๊ย ไม่ใช่ จิตรู้ของคุณนี้จะเห็นหรือไม่เห็นจักรวาล ถ้าเห็นมันจะเห็นด้วยกลไกอย่างไร ไม่ต้องเลย..หม่ายโต้งเลย คุณเอาแค่ว่าเมื่อคุณเป็นทุกข์คุณรู้ว่าคุณเป็นทุกข์ และคุณรู้ว่าเหตุของทุกข์ก็คือความคิด แล้วคุณก็วางความคิดลงซะเพื่อถอยกลับไปอยู่กับสิ่งที่คุณเรียกว่า "จิตรู้" ของคุณก่อนที่ความคิดจะเกิด ทำแค่เนี้ยะ พอแล้ว

     2. ถามว่าจะนำเอา  "จิตรู้" หรือ "ความตื่น" นี้ออกมาใช้ให้เกิดการหลุดพ้นได้อย่างไร ตอบว่าไม่ต้องนำอะไรออกมาใช้อย่างไรหรอกครับ แค่คุณวางความคิดแล้วความสนใจของคุณก็จะถอยกลับไปเป็น "ความตื่น" โดยอัตโนมัติ นั่นคุณหลุดพ้นแล้ว หิ หิ พูดจีจี เปล่ากวน ความหลุดพ้นหมายถึงหลุดพ้นจากกรงของความคิดซึ่งเป็นเหตุให้คุณเป็นทุกข์ ตรงที่ใจคุณเคยอยู่สบายๆก่อนที่ความคิดจะเกิดขึ้นมา ตรงนั้นแหละคือความหลุดพ้น คุณซ้อมคุณฝึกถอยกลับไปอยู่ที่ตรงนั้นบ่อยๆจนอยู่ตรงนั้นได้ประจำ คุณก็หลุดพ้น มีแค่นี้แหละ แค่นี้จริงๆ ไม่มีอะไรพิศดารกว่านี้ เชื่อผม   

    เพียงแต่ว่าในชีวิตจริงเมื่อเราเติบโตมาจนหมาเลียก้นไม่ถึงแล้วอย่างนี้ ป่านฉะนี้ "ความคิด" มันได้งอกรากแตกแขนงใหญ่โตลึกซึ้งถักทอกันขึ้นเป็นขุมข่ายโยงใยแน่นหนารอบทิศไปเสียแล้ว เมื่อความคิดหนึ่งมาถักทอกับอีกความคิดหนึ่ง กับอีกความคิดหนึ่งๆๆๆ มีการคิดตัวเลข ใส่สมการคำนวณ หรือใช้ตรรกะ มันก็กลายเป็น "คอนเซ็พท์" เมื่อถูกกรอกด้วยคอนเซ็พท์ใดๆซ้ำๆซากๆมันก็กลายเป็น "ความเชื่อ" ซึ่งพัฒนาต่อมาเป็น "ความเป็นบุคคล (identity)" ของเรา 

     ความคิดว่ามี "ฉัน" ในฐานะที่เป็นบุคคลคนหนึ่งนี้นี่แหละที่เป็นแม่ของความคิดระยำทั้งหลาย เพราะแท้ที่จริงแล้วความเป็นบุคคลที่ชื่อ "หมอสันต์" นี้มีที่ไหนกัน มีแต่ขี้..เอ๊ย ขอโทษ ไม่ใช่ มีแต่ความคิดถักกันขึ้นมาทั้งนั้น มันถักทออยู่รอบๆคุณด้วยคอนเซ็พท์หรือตรรกะของภาษา มองไปทางไหนก็มีแต่สิ่งที่คุณเรียกชื่อได้ บอกรูปร่างได้ คือเป็นโลกของภาษาทั้งหมด นี่คือความคิดทั้งนั้น ภาษาเป็นสิ่งสมมุติขึ้นในความคิด เมื่อใดก็ตามที่คุณมองไปรอบๆไม่เห็นสิ่งที่เรียกชื่อได้ บอกรูปร่างได้ ไม่เห็นภาษาประกอบในสรรพสิ่ง เห็นแต่สิ่งต่างๆตามที่มันเป็นโดยไม่ต้องเรียกชื่อหรือพิพากษาตีความ เมื่อนั้นแหละคุณหลุดพ้น ปัญหามีอยู่แต่ว่าป่านฉะนี้แล้ว เขาใหญ่โตเสียอย่างนี้แล้ว คุณจะล้มเขาได้ไหมละ

     ครูของผมท่านหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่าสมัยท่านไปเป็นหมอที่อเมริกา ไปซื้อห้องในแฟลตอยู่ที่บร็องซ์ ต่อมาต้องย้ายไปอยู่ทางแคลิฟอร์เนียแต่ยังไม่อยากขายห้องจึงฝากกุญแจข้างห้องไว้เผื่อเพื่อนฝูงมาจะได้มาแวะใช้ห้องได้ หลายปีต่อมาเพื่อนคนหนึ่งจะไปเที่ยวนิวยอร์ค จึงเขียนจดหมายน้อยให้เพื่อนถือไปหาเพื่อนบ้านห้องข้างเพื่อเอากุญแจเข้าไปใช้ห้องในแฟลตที่บร็องซ์ เพื่อนไปกดกริ่งเรียกตามที่อยู่ที่บอกไว้ในโผ ปรากฎว่ามีขี้ยารูปร่างกำยำสักตัวลายพร้อยสองคนเปิดประตูออกมาจับเพื่อนของอาจารย์โยนออกมานอกแฟล็ต คือขี้ยาได้เข้าไปยึดห้องของอาจารย์เสียนานแล้ว ตัวเองเป็นเจ้าของก็จริง แต่เข้าไปใช้ไม่ได้เสียแล้ว

     อุปมาเช่นเดียวกัน ความสนใจของคุณได้ถูกลากให้ไปจมอยู่ในความคิดเสียนานแล้ว คุณจะใช้วิธีง่ายๆแบบเขียนจดหมายน้อยไปหาว่า 

     " คุณความคิดจ๋า ผู้ถือจดหมายนี้เขาชื่อลมหายใจนะ ฉันอนุญาตให้เขามาอยู่ที่แฟล็ตนี้แทนคุณ ให้คุณย้ายไปอยู่ที่อื่นเสียนะจ๊ะ"

      แล้วคุณคิดว่ามันจะเวิร์คเหรอ มันไม่ง่ายอย่างนั้นดอก มันต้องฝึกต้องซ้อมกันอย่างเอาจริงเอาจังคุณจึงจะวางความคิดได้ คือด้านหนึ่งคุณต้องลากความสนใจออกจากความคิดมาจ่ออยู่กับการเคลื่อนไหวของร่างกายบ้าง กับความรู้สึกบนผิวกายบ้าง ให้ความสนใจมันหลุดออกจากความคิดให้ได้ก่อน ฝึกอยู่ซ้ำๆซากๆ คุณถึงจะเอาความสนใจหดกลับไปอยู่ที่ "ความตื่น" อันเป็นที่ที่คุณเคยอยู่ก่อนความคิดจะเกิดได้สำเร็จ 

     3. อันนี้คุณไม่ได้ถามนะ แต่ผมแถมให้ คำถามข้างต้นของคุณ ถามถึงสิ่งที่ไม่มีภาษาจะตอบได้ การใช้ประโยชน์จากความตื่นทำได้ก็โดยวิธีตื่นเท่านั้น ไม่มีวิธีอธิบายด้วยภาษา ดังนั้นคุณอย่าไปพยายามหาคำตอบจากภาษาเลย ผมประเมินเอาจากคำพูดสี่ห้าบรรทัดของคุณว่าคุณ "จบกิจ" ในเรื่องคอนเซ็พท์พื้นฐานหรือในโลกของภาษาแล้ว คุณรู้หมดแล้วในระดับชั้นที่ใช้ภาษาพูดสื่อสารกัน อย่าพยายามหาคำตอบในโลกของภาษาต่อไปอีกเลย ทำอย่างนั้นมีแต่จะกุความคิดใหม่ต่อยอดความคิดเก่าไม่รู้จบรู้สิ้น ให้คุณหยุดตั้งคำถามเสีย หยุดอ่านหนังสือธรรมะเสีย หยุดฟังเทปหรือดูคลิปธรรมะเสียให้หมด แล้วใช้ทุกเวลานาทีในชีวิตของคุณไปกับการฝึกวางความคิดเพื่อไปเป็นความตื่นอันเป็นสภาพใจของคุณก่อนที่ความคิดจะเกิดขึ้น ทำอย่างที่ผมว่านี้ไป ทุกที่ ทุกเวลา ทุกวัน แล้วคุณจะได้คำตอบแก่คำถามของคุณเอง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

15 สิงหาคม 2561

ถือโอกาสสรุปประเด็นสำคัญของโรคหัวใจ

สวัสดีครับคุณหมอสันต์
ผมชื่อ... ได้พบกับคุณหมอที่... เมื่อสามสัปดาห์ก่อน คุณหมอเป็นผู้ช่วยชีวิตผมทีเดียว ก่อนหน้าที่จะพบกับคุณหมอผมเหมือนคนที่ตายแล้ว พอหมอบอกว่าผมเกิด heart attack (16 มิย. ) รับไว้รักษาที่รพ. ... แล้วส่งต่อไปสวนหัวใจที่รพ.... สวนแล้วหมอบอกว่าทำบอลลูนไม่ได้ต้องผ่าตัดบายพาสและให้กลับบ้านพร้อมยาเพียบชนิดที่ในชีวิตนี้ไม่เคยกินยามากอย่างนี้มาก่อน หมอที่... แนะนำให้ผมไปทำผ่าตัดบายพาสที่รพ....   ซึ่งผมมีประกันสังคมอยู่ซึ่งหมอ cardiologist ที่นั่นบอกว่าทำบอลลูนดีกว่า อย่าทำบายพาสเลยมันเสี่ยง นั่นเป็นเหตุให้ผมได้พบคุณหมอสันต์เมื่อเดือนที่แล้ว คุณหมอได้กรุณาดูผลตรวจต่างๆอย่างละเอียดและได้ให้คำแนะนำผมซึ่งละเอียดละออและมีประโยชน์มากจนผมรู้สึกราวกับเกิดใหม่อีกครั้ง การได้ลดยาลงตามที่คุณหมอแนะนำทำให้ผมนอนหลับง่ายขึ้นโดยไม่ต้องใช้ยานอนหลับช่วยเลย ตอนนี้ผมกลับไปทำงานแล้ว ขับรถเองได้แล้ว เพิ่งไปเที่ยวเวียดนามกลับมาสนุกมาก ผมเป็นคนเดียวในหมู่เพื่อนที่ไม่แตะไวน์และเหล้าเลย ผมได้ลดบุหรี่จากวันละซองเหลือวันละ 2-3 มวนแต่เลิกเด็ดขาดยังไม่ได้จริงๆ อาหารก็หลบน้ำมันเต็มที่ อยู่บ้านก็ผัดด้วยน้ำซึ่งผมว่าก็อร่อยดี แล้วผมก็กินผักผลไม้มากขึ้นตามคุณหมอแนะนำด้วย 
โดยสรุปหลังจากได้พบกับคุณหมอแล้วผมได้ค่อยๆลดโด้สและหยุดยาตามตัวชี้วัดตามที่คุณหมอแนะนำดังนี้
1. Monolin (ISMO) 20 mg tab (Isosorbide Mononitrate) ลดลงคราวละครึ่่งเม็ด ตอนนี้หยุดแล้ว
2. Clopidogrel 75 mg tab (Apolets) ตอนนี้หยุดแล้ว
3. Atorvastatin Sandoz (L) 40 mg tab ตอนนี้หยุดแล้ว
เหลือที่ยังทานอยู่สองตัวคือ
1. Metoprolol (Betaloc) 100 mg tab เหลือ 1/4 เม็ดวันละครั้ง
2. Aspirin PED 81 mg วันละครั้ง
คุณหมอสันต์เคยบอกผมว่าถ้าความดันเลือดปกติผมสามารถเลิกยาลดความดัน (Betaloc) ได้ ตอนนี้ก็เหลือขนาดต่ำมากแค่ 1/4 ของ 100 mg ต่อวัน ผมจะหยุดเลยได้ไหม
ผมครบกำหนดต้องกลับไปหาหมอที่รพ. .... และจะแจ้งการตัดสินใจของผมว่าผมจะไม่ผ่าตัดแน่นอนแล้วจะใช้วิธีรักษาด้วยยาและดูแลตัวเองเรื่องอาหารและการออกกำลังกายแทน ขณะเดียวกันผมก็จองจะไปเข้าแค้มป์ RDBY ครั้งหน้า (8-10 ธค. 61) ไว้แล้ว ภรรยาผมจะไปด้วย คงจะได้พบคุณหมอที่นั่น 
ขอขอบคุณคุณหมอมากครับ

..................................................

ตอบครับ

     ผมลงจดหมายของคุณทั้งๆที่ไม่ได้ถามอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่ก็เพื่อถือโอกาสย้ำให้ท่านผู้อ่านทั่วไปได้เข้าใจประเด็นสำคัญในการรักษาโรคห้วใจขาดเลือด ทั้งในรายที่ยังไม่เคยเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน  (heart attack) หมายถึงว่าแค่ออกแรงแล้วเจ็บหน้าอกพอพักแล้วก็หาย และในรายที่เคยเกิด heart attack หมายถึงว่าเจ็บหน้าอกพักนานเกิน 20 นาทีแล้วก็ยังไม่หาย ว่าหลักการรักษามันมีตรงไปตรงมาดังนี้

     1. กรณีเจ็บหน้าอกสงสัยว่าเป็นโรคหัวใจ หมายถึงเจ็บแน่นหน้าอกเวลาออกแรงพอพักสักครู่ไม่เกิน 20 ก็หาย ให้ตระหนักไว้เลยว่าตัวเองคงจะเป็นโรคหัวใจแล้ว ให้ลงมือจัดการปัจจัยเสี่ยงต่างๆด้วยตัวเองเลยทันทีโดยอาศัยตัวชี้วัดง่ายๆเจ็ดตัวซึ่งผมเคยพูดไปหลายครั้งแล้ว คือน้ำหนัก ความดัน ไขมัน น้ำตาล จำนวนการกินผักผลไม้ต่อวัน เวลาออกกำลังกายต่อสัปดาห์ และการลดละเลิกบุหรี่ ทำเอง ตรวจดูตัวชี้วัดเองเป็นระยะๆเช่นทุกสามเดือนหกเดือน ถ้าทำแล้วยังไม่สำเร็จ ก็ควรไปหาหมอเพื่อใช้ยาช่วย ส่วนการจะไปทำบอลลูนหรือผ่าตัดบายพาสหรือไม่นั้น งานวิจัยชื่อ COURAGE trial ได้พิสูจน์ว่าผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะทำหรือไม่ทำการรักษาแบบรุกล้ำผลในระยะยาวมันก็ไม่ต่างกัน

     2. กรณีที่สงสัยว่าเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน คือเมื่อเจ็บหน้าอกแล้วพักนานเกิน 20 นาทีแล้วยังไม่หาย อย่างไรเสียต้องรีบไปโรงพยาบาล ซึ่งคุณทำถูกแล้ว

     3. เมื่อไปถึงรพ.แล้ว หากหมอตรวจพบคลื่นไฟฟ้าหัวใจเปลี่ยนไปเป็นแบบ ST Elevation เขาก็จะสวนหัวใจฉุกเฉิน เมื่อสวนหัวใจแล้วพบว่ามีลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดเขาก็จะรักษาด้วยบอลลูนขยายหลอดเลือดแล้วใส่ขดลวดถ่างไว้ ยกเว้นบางรายอย่างคุณนี้ที่หมอเห็นว่าการทำผ่าตัดบายพาสจะดีกว่า ก็จะแนะนำให้ไปทำผ่าตัดบายพาส

     ส่วนการที่คุณไปสองหมอแล้วหมอคนหนึ่งว่าบอลลูนได้ อีกคนว่าบอลลูนไม่ได้ อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา เพราะเมื่อมีสองหมอได้ ก็ต้องมีสองความเห็นได้ ถูกแมะ

     4. เมื่อรอดชีวิตพ้นระยะฉุกเฉินมาแล้ว การจะทำอย่างไรต่อไปกับชีวิตดีต้องแยกเป็นสองกรณี คือ

     4.1 กรณีที่มีรอยตีบอย่างสำคัญที่โคนหลอดเลือดข้างซ้าย (LM stenosis) ไม่มีงานวิจัยใดๆสนับสนุนการรักษาแบบอื่น นอกจากการผ่าตัดบายพาสอย่างเดียวเท่านั้น ดังนั้นแพทย์ (รวมทั้งหมอสันต์ด้วย) จะแนะนำให้ผ่าตัดบายพาสหมด เว้นเสียแต่ผู้ป่วยจะไม่ยอมผ่าตัดด้วยดุลพินิจของผู้ป่วยเอง เพราะผู้ป่วยย่อมเป็นคนพูดคำสุดท้ายอยู่แล้วว่าตัวเองจะเอาหรือไม่เอาอะไร ไม่ใช่แพทย์

     4.2 กรณีที่ไม่มีรอยตีบอย่างสำคัญที่โคนหลอดเลือดข้างซ้ายอย่างเช่นของคุณนี้ ไม่ว่าจะตีบสองเส้นสามเส้นก็ตาม งานวิจัย OAT trial ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการรักษาแบบรุกล้ำ (ทำบอลลูนหรือผ่าตัด) หรือแบบไม่รุกล้ำ (กินยาและดูแลตัวเอง) ต่างก็ให้ผลไม่ต่างกัน

     5. เมื่อผ่านเรื่องจะรักษาแบบรุกล้ำหรือไม่รุกล้ำแล้ว ก็เป็นเรื่องของการใช้ยาและการดูแลตัวเองหลังเกิด heart attack ในการใช้ยารักษาโรคหัวใจน้้นมีหลักง่ายๆว่าโรคหัวใจไม่มียาอะไรรักษาหายได้หรอก มันหายได้จากการเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารพืชเป็นหลักและการออกกำลังกาย แพทย์ทำได้แค่ใช้ยาช่วยจัดการปัจจัยเสี่ยงของโรค (เช่นความดัน ไขมัน) ได้บ้างเท่านั้น โดยอาศัยตัวชี้วัดเป็นตัวนำทาง เมื่อตัวชี้วัดบ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงมากแพทย์ก็จะใช้ยามาก เมื่อตัวชี้วัดบ่งชี้ว่าหมดความเสี่ยงแล้วแพทย์ก็จะเลิกใช้ยา หลักมีอยู่แค่นี้

     แต่ตัวชี้วัดเช่นความดันเลือด น้ำตาลในเลือด ไขมันในเลือด น้ำหนัก มันจะไม่ดีขึ้นจากการนั่งอยู่เฉยๆหรอก มันจะดีขึ้นก็ต่อเมื่อเจ้าตัวลงทุนลงแรงดูแลตัวเองในเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย และการจัดการความเครียด ดังนั้นคนที่จะบริหารยาได้ดีที่สุดก็คือตัวคนไข้เอง เพราะตัวคนไข้เป็นผู้ลงมือปรับการกินและการออกกำลังกายของตัวเองได้ คือเป็นผู้คุมสภาพทั้งสองด้าน จะให้หมอมาบริหารยาแทนนั้นหมอเป็นผู้คุมด้านเดียวคือคุมได้แต่ขนาดยา แต่การกินการอยู่ของคุณหมอไปคุมให้คุณไม่ได้ วิธีบริหารของหมอก็ทำได้แค่ดูตัวชี้วัดแล้วอัดยา ดูตัวชี้วัดแล้วอัดยา โดยที่พฤติกรรมการกินการอยู่ไม่ได้เปลี่ยน ยามันก็มีแต่จะมากขึ้นๆ จนในที่สุดกินยาก็อิ่มแล้ว ไม่ต้องกินข้าว แต่ถ้าคนไข้บริหารยาเอง เขาจะตั้งใจปรับเปลี่ยนการกินการอยู่เพื่อให้ลดหรือเลิกยาให้ได้

     6. ความสำเร็จของคุณเป็นตัวอย่างที่ดีที่ยืนยันว่าเมื่อคนไข้ลงมือดูแลตัวเองจริงจังแล้วโรคก็จะเริ่มถอยกลับ ผมมีคนไข้แบบคุณนี้แยะมาก ที่เมื่อผมมอบหมายให้บริหารยาเองโดยผมให้คำแนะนำอยู่ห่างๆ เขาก็เปลี่ยนชีวิตตัวเองได้ และเลิกยาที่ไม่จำเป็นได้เป็นส่วนใหญ่ ที่เหลืออยู่ก็ลดขนาดลงมาเหลือระดับต่ำที่สุดเท่าที่จำเป็น พูดถึงตรงนี้ที่คุณถามมาว่าถ้าความดันเลือดปกติแล้ว จะหยุดยา Betaloc ที่กินอยู่วันละ 1/4 เม็ดได้ไหม ตอบว่าหยุดได้ครับ

     7. คุณเป็นตัวอย่างที่แสดงถึงว่าคุณภาพชีวิตเป็นสิ่งที่วิ่งคู่ขนานไปกับโรค ถ้าโรคถอย คุณภาพชีวิตก็ดีขึ้น ถ้าโรคเดินหน้า คุณภาพชีวิตก็แย่ลง

    8. ขอพูดอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกัน จดหมายของคุณอาจทำให้ท่านผู้อ่านท่านอื่นเข้าใจผิดว่าผมยังออกตรวจรักษาคนไข้อยู่ ความเป็นจริงคือผมปลดเกษียณแล้วและเลิกออกตรวจรักษาคนไข้แล้ว จะไปโรงพยาบาลก็เฉพาะเมื่อมีนัดคนไข้เก่าที่ยังจำเป็นต้องเจอบางราย ไม่รับตรวจรักษาผู้ป่วยใหม่แล้ว คงทำแต่การสอนในรูปแบบแค้มป์สุขภาพอย่างเดียว พูดง่ายๆว่าการทำแค้มป์สุขภาพนั่นแหละเป็นวิธีรักษาคนไข้ของผม ผมมั่นใจในวิธีนี้มากกว่า คือผมสอนให้คนไข้ดูแลตัวเองให้เป็น จัดการปัญหาของตัวเองด้วยตัวเองให้ได้รวมทั้งเรื่องหยูกเรื่องยาด้วย โดยมีผมเป็นพี่เลี้ยงอยู่ห่างๆปีหนึ่ง ดังนั้นผู้ป่วยที่อยากจะมารักษากับผมตอนนี้จึงทำได้อย่างเดียว คือมาเข้าแค้มป์เพื่อฝึกดูแลและพลิกผันโรคด้วยตัวเอง (RDBY) เท่านั้น

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Hochman JS, et al. Coronary intervention for persistent occlusion after myocardial infarction (OAT trial). N Engl J Med. 2006;355(23):2395-2407.
2. Ornish D, Brown SE, et al. Can lifestyle changes reverse coronary heart disease. The Lancet 1990fb 336: 129-33 1990.
3. Ornish D, et. al. Intensive lifestyle changes for reversal of coronary heart disease. JAMA 1998; 280(23): 2001-2007 1998
4. Esselstyn CB Jr, Ellis SG, Medendorp SV, Crowe TD. A strategy to arrest and reverse coronary artery disease: a 5-year longitudinal study of a single physician’s practice. J Fam Pract 1995;41:560 –568.
5. Esselstyn CB Jr. Updating a 12-year experience with arrest and reversal therapy for coronary heart disease (an overdue requiem for palliative cardiology). Am J Cardiol 1999;84:339 –341.
6. Esselstyn CB Jr. Resolving the coronary artery disease epidemic through plant-based nutrition. Prev Cardiol 2001;4:171–177.
7.  Boden WE, O'rourke RA, Teo KK, et al; COURAGE Trial Co-Principal Investigators and Study Coordinators.The evolving pattern of symptomatic coronary artery disease in the United States and Canada: baseline characteristics of the Clinical Outcomes Utilizing Revascularization and Aggressive DruG Evaluation (COURAGE) trial. Am J Cardiol. 2007;99:208-212.

14 สิงหาคม 2561

น้ำตาลในเลือดต่ำจากยาความดันและยานอนหลับ

หนูอายุ 51 น้ำหนัก 45 สูง 155 เป็นความดันสูงมาห้าปี กินยาประจำคือยาลดความดัน propanolol และยาคลายกังวลช่วยนอนหลับ nardil ไม่เคยเป็นเบาหวาน แต่คุณแม่เป็นเบาหวาน ผลตรวจสุขภาพน้ำตาลในเลือดเมื่อเดือนพค. ได้ 112 ตอนนี้ชอบมีอาการไม่สบาย เหนื่อย หิว มือสั่น เหงื่อออก ปวดศีรษะ กระสับกระส่าย สับสน มึนงง วิงเวียน ใจสั่น หัวใจเต้น ต้องรีบหาอะไรกินจึงจะหาย เคยเอาเครื่องแม่เจาะดูน้ำตาลตอนมีอาการอย่างนี้พบว่าได้ 61 ไปหาหมอเบาหวานหมอบอกว่าหนูเป็นเบาหวาน การที่ระดับน้ำตาลในเลือดเหวี่ยงจนเกิด hypo เป็นลักษณะหนึ่งของเบาหวาน และให้หนูกิน glucophage 500 วันละเม็ดพร้อมกับกินอาหารมื้อเล็กๆวันละ 6 มื้อ หนูแย้งว่าน้ำตาลในเลือดหนูยังไม่ถึง 126 เลยทำไมว่าหนูเป็นเบาหวาน หมอบอกว่าคนที่ใกล้เป็นก็จะได้ประโยชน์จากยารักษาเบาหวานจึงให้กินยาเลย ขอปรึกษาคุณหมอสันต์ว่า (1) หนูเป็น hypo จริงไหม (2) หนูเป็นเบาหวานหรือยัง (3) จริงไหมที่ว่าคนที่ใกล้จะเป็นเบาหวานควรได้ยารักษาเบาหวาน (4) หนูควรกินยานี้ไหม
ขอบพระคุณคุณหมอ

....................................................

ตอบครับ

     1. ถามว่ามีอาการไม่สบาย เหนื่อย หิว มือสั่น เหงื่อออก ปวดศีรษะ กระสับกระส่าย สับสน มึนงง วิงเวียน ใจสั่น หัวใจเต้น ต้องรีบหาอะไรกินจึงจะหาย เจาะดูน้ำตาลในเลือดดูตอนนั้นเลยทันทีได้ 61 mg/dl อย่างนี้จะเป็นน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) ไหม ตอบว่าเป็นแน่นอนครับ เพราะนิยามของโรคน้ำตาลในเลือดต่ำในทางการแพทย์คือการที่น้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 70 มก./ดล.ร่วมกับมีอาการหิวหรืออาการประกอบอื่นๆตามที่คุณเล่า ที่เป็นได้ถึงหนักสุดก็คือเป็นได้ถึงอาการโคม่าหมดสติ

     2. ถามว่าคุณน้ำตาลในเลือด 112 มก./ดล.เป็นเบาหวานหรือยัง ตอบว่ายังไม่ได้เป็นเบาหวานดอกครับ เพราะนิยามของโรคเบาหวานคือน้ำตาลหลังอดอาหาร (FBS) มากกว่า 125 มก./ดล. หรือน้ำตาลสะสมในเม็ดเลือด (HbA1c) สูงตั้งแต่ 6.5% ขึ้นไป คนที่น้ำตาลในเลือดสูงอยู่ระหว่างเกิน 100 - 125 มก./ดล. อย่างคุณนี้วงการแพทย์เรียกว่าคนใกล้จะเป็นเบาหวาน (pre-diabetes) ซึ่งเป็นการตั้งชื่อเพื่อเตือนสติให้คนที่น้ำตาลในเลือดเริ่มจะสูงให้หันมาสนใจลดแคลอรี่จากอาหารเพื่อป้องกันการเป็นเบาหวานอย่างจริงจังต่อไป

     3. ถามว่าเมื่อใกล้จะเป็นเบาหวานควรจะกินยาเบาหวานเลยดีไหม ตอบว่าไม่ดีครับ งานวิจัยสุ่มตัวอย่างแบ่งกลุ่มคนใกล้จะเป็นเบาหวานสามพันกว่าคนเปรียบเทียบกันพบว่าการป้องกันไม่ให้คนใกล้จะเป็นเบาหวานไม่ให้เป็นเบาหวานวิธีที่ดีที่สุดคือการปรับเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิต เปลี่ยนอาหารไปกินอาหารพืชผักผลไม้แยะๆเป็นหลัก ออกกำลังกาย จัดการความเครียด เป็นวิธีที่ดีกว่าการกินยาเบาหวานอย่างเทียบกันไม่ได้ การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตจึงเป็นมาตรฐานในการรักษาผู้ใกล้จะเป็นเบาหวาน ไม่ใช่การใช้ยาลดน้ำตาลในเลือด

     4. ข้อนี้คุณไม่ได้ถาม แต่ผมแถมให้ คืออาการน้ำตาลในเลือดต่ำไม่ได้เกิดจากกลไกของโรคเบาหวานอย่างเดียว แต่สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในปัจจุบันนี้คือยาที่กิน อย่างในกรณีของคุณ ยา propanolol นั้นอยู่ในกลุ่มยากั้นเบต้าซึ่งมีผลข้างเคียงแน่นอนอันหนึ่งคือทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำ ส่วนยา Nardil นั้นชื่อจริงมันคือ phenelzine เป็นยาในกลุ่ม MAOI ซึ่งมีชื่อเสียงในทางร้ายอยู่แล้วว่าทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำ ยากลุ่มนี้เขาใช้รักษาโรคจิตโรคประสาท คนกินยาทางจิตประสาทจึงมักอ้วนเอาอ้วนเอาเพราะกินยาแล้วมันหิวบ่อย ดังนั้น เมื่อเกิดอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ อย่าโทษโรคเบาหวานตะพึด ให้ดูยาที่ตัวเองกินก่อน

     5. ถามว่าหนูควรจะทำอย่างไรต่อไป ตอบว่าคุณต้องเข้าใจก่อนว่าไม่ว่าผมจะตอบว่าอย่างไรมันก็ยังเป็นเรื่องของการมากหมอก็มากความนะครับ หมอคนนั้นว่าอย่างนั้นหมอคนนี้ว่าอย่างนี้คนไข้ต้องตัดสินใจเอาเองว่าจะเชื่อใครดี หมอสันต์แนะนะว่า

     5.1 ที่เขาให้กินอาหารมื้อเล็กๆบ่อยๆนั้นดีแล้ว

     5.2 แต่ไม่จำเป็นต้องกินยา metformin (Glucophage) เพราะจะยิ่งทำให้โอกาสเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำมากขึ้น แถมยังป้องกันการเป็นเบาหวานได้แย่กว่าการปรับอาหารและการขยันออกกำลังกายเสียอีก และ

     5.3 ควรหยุดยา phenelzine (Nardil) เสีย กะแค่จะช่วยนอนหลับคุณไม่ต้องถึงกับกินยารักษาโรคจิตโรคประสาทหรอก หากหยุดยา phenelzine แล้วอาการน้ำตาลในเลือดต่ำยังไม่ดีขึ้น ให้ไปหาหมอที่รักษาความดันให้คุณขอ

     5.4 เปลี่ยนยา propanolol เป็นยาอื่นที่ไม่ใช่ยากั้นเบต้า บอกหมอเขาไปตรงๆว่าคุณทนผลข้างเคียงของยาไม่ไหว

     ไหนๆก็พูดเรื่องความดันสูงแล้ว มันมีวิธีลดความดันเลือดลงได้โดยไม่ต้องใช้ยานะ วิธีหลักมีสี่วิธี คือ (1) ลดน้ำหนัก (2) เปลี่ยนไปกินอาหารที่มีพืชผักผลไม้แยะๆ (3) ลดหรืองดเกลือ (4) ออกกำลังกาย คุณได้ทำทั้งสี่อย่างนี้ครบถ้วนหรือยัง ถ้ายังให้ทำซะ แล้วค่อยๆลดยาความดันลงจนเลิกได้ในที่สุด

     นอกจากนั้นอาหารบางชนิดก็มีหลักฐานวิจัยทางการแพทย์ว่าลดความดันเลือดได้ดี เช่น แฟล็กซีด (flax seed) วันละสองช้อนโต๊ะลดความดันตัวบนได้ถึง 10-15 มม. น้ำปั่นบีทรู้ท ลดความดันตัวบนได้ 5 มม. เป็นต้น

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Diabetes Prevention Program Research Group. Reduction in the Incidence of Type 2 Diabetes with Lifestyle Intervention or Metformin. N Engl J Med 2002; 346:393-403
DOI: 10.1056/NEJMoa012512