30 เมษายน 2561

กลัวเป็นโรคน้ำคั่งในโพรงสมองในคนแก่ (NPH)

คุณหมอคะ
คุณพ่ออายุ 71 ปีมีอาการเดินช้าเดินก้าวสั้นๆและความจำเสื่อม รักษาที่... กินยา Parkinson ต่อมาหมอคนที่รักษาอยู่เดิมย้ายไป หมอคนใหม่บอกว่าไม่ใช่ Parkinson เป็นโรคน้ำคั่งในโพรงสมอง โดยยืนยันว่า MRI พิสูจน์แล้ว ต้องผ่าตัดใส่สายระบายน้ำในสมอง คุณพ่อไม่อยากผ่าตัดสมอง อยากถามคุณหมอสันต์ว่าโรคนี้วินิจฉัยจาก MRI แน่นอนเลยหรือไม่ และการรักษาต้องผ่าตัดสมองใส่สายระบายแน่นอนเลยหรือไม่ ถ้าทำจะมีความเสี่ยงอะไร ถ้าไม่ทำจะมีความเสี่ยงอะไร

..................................................

ตอบครับ

     ก่อนตอบคำถามของคุณขอพูดถึงโรคน้ำคั่งในโพรงสมองในคนแก่ (Idiopathic normal pressure hydrocephalus (NPH) สักเล็กน้อยก่อน โรคนี้หมายถึงภาวะที่โพรงกลางสมองมีขนาดใหญ่ขึ้นโดยที่เมื่อเจาะน้ำไขสันหลัง (ซึ่งเป็นน้ำที่เชื่อมต่อกันถึงโพรงสมอง)ดู ก็พบว่าความดันน้ำไขสันหลังเป็นปกติ โดยที่ไม่ทราบว่าอะไรเป็นสาเหตุ มีอาการหลักคือความจำเสื่อม เดินผิดปกติ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ โรคนี้ปัจจุบันวิธีรักษาหลักคือการผ่าตัดฝังท่อระบายน้ำไขสันหลังให้มาออกที่ช่องท้อง

     เอาละ ทีนี้มาตอบคำถาม

     1. ถามว่าการวินิจฉัยโรคน้ำคั่งในโพรงสมองในคนแก่นี้ ต้องอาศัยเกณฑ์วินิจฉัยอะไรบ้าง ตอบว่าวงการแพทย์ยังไม่มีมาตรฐานทองคำในการวินิจฉัยโรคนี้นะครับ ดังนั้น ใครใคร่วินิจฉัยก็วินิจฉัย ตัวใครตัวมัน แต่ภาพใหญ่ที่เป็นที่ยอมรับกันค่อนข้างกว้างขวางจะอาศัยการมีข้อมูลครบสามอย่างต่อไปนี้ คือ

     1.1 มีอาการหลักของโรคนี้ซึ่งมีอยู่สามอย่างคือ (1)ท่าทางการเดินผิดปกติ เดินช้า ก้าวสั้น (2) ความจำเสื่อม (3) กลั้นปัสสาวะไม่อยู่  ทั้งนี้โดยไม่มีอาการความดันในสมองสูง (เช่นปวดศีรษะ อาเจียรพุ่ง ตามัว)

     อย่างไรก็ตามอาการทั้งสามอย่างนี้ก็ไม่ใช่อาการที่จำเพาะเจาะจงสำหรับโรคนี้เท่านั้น เพราะเป็นอาการที่พบได้ในโรคทางสมองอีกหลายโรค เอาแค่โรคสมองเสื่อมเนี่ยมันก็ไม่ได้เป็นโรคๆเดียว แค่ที่หมอทั่วไปอย่างผมรู้จักนี่ก็มีห้าโรคย่อยเข้าไปแล้ว คือ (1) โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer disease)  (2) สมองเสื่อมเพราะโรคหลอดเลือด (vascular dementia) (3) สมองเสื่อมแบบมีเม็ดลิวอี้ (dementia with Lewy bodies) (4) โรคเนื้อสมองส่วนหน้าและส่วนขมับฝ่อ  (fronto temporal dementia – FTD) (5) สมองเสื่อมเล็กน้อย (Mild cognitive imparement – MCI) นี่ยังไม่ได้พูดถึงโรคอื่นที่มีภาวะสมองเสื่อมเป็นอาการของโรคอื่นอีกละ เช่น โรคพาร์คินสัน โรคน้ำคั่งในโพรงสมอง เป็นต้น มีอีกเพียบ ดังนั้นเมื่อมีอาการทางสมองจะไปทึกทักว่าต้องเป็นโรคนั้นโรคนี้ทันทีมันยากนะ แม้แต่หมอทางประสาทวิทยาสองคนก็เห็นไม่เหมือนกันอย่างที่คุณเจอมาแล้ว ซึ่งไม่มีใครถูกไม่มีใครผิดดอก

     1.2 ภาพเอ็มอาร์ไอ.พบว่าโพรงสมองว่าขยายใหญ่กว่าปกติ (ventriculomegaly) โดยไม่มีการเหี่ยวของเนื้อสมอง (cortical atrophy) แต่จะเอาข้อมูลเอ็มอาร์ไอ.นี้เป็นตัวตัดสินอย่างเดียวก็ไม่ได้อีก เพราะคนเรานี้แค่ความแก่เพียงอย่างเดียวก็ทำให้โพรงสมองใหญ่ขึ้นได้แล้ว

     1.3 ได้ทำการทดลองรักษาด้วยการเจาะระบายน้ำไขสันหลังออกไป 30-60 ซีซี. แล้วประเมินอาการดูหนึ่งชั่วโมงก่อนและหลังเจาะแล้วพบว่าอาการหลังทดลองเจาะดีขึ้น หรือทดลองค่อยๆระบายน้ำไขสันหลังออก 5-10 ซีซีต่อชม.ขณะอยู่ในรพ.นาน 2-7 วันพร้อมกับประเมินอาการไปด้วยแล้วพบว่าอาการดีขึ้น จึงจะวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคนี้ซึ่งจะได้ประโยชน์จากการผ่าตัดระบายน้ำไขสันหลังจริง

     อนึ่งก่อนจะไปรักษาโรค NPH ซึ่งใช้วิธีการถึงขั้นเลือดตกยางออก สมควรวินิจฉัยแยกโรคที่ง่ายๆและรักษาได้ง่ายๆก่อนเช่น
(1) สมองเสื่อมจากยาต่างๆที่กำลังกินอยู่ เช่น ยาสะเตียรอยด์ ยากล่อมประสาท ยานอนหลับ ยาอาแมนทาดีนซึ่งใช้รักษาโรคพาร์คินสัน ยาลีวีทิราซีแทม ที่ใช้รักษาอาการชัก ยากั้นเบต้าและ ACE inhibitors ที่ใช้รักษาโรคหัวใจและความดันเลือด ยาต้านซึมเศร้า ยาลดกรดในกระเพาะ(cimetidine) ยาลดไขมัน (simvastatin) เป็นต้น
(2) ขาดวิตามินบี.12
(3) ขาดโฟเลท
(4) ขาดวิตามินดี
(5) โรคฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ต่ำ (hypothyroidism)
(6) โรคซึมเศร้า (major depression)

     2. ถามว่าถ้าเป็นโรคน้ำคั่งในสมอง NPH จริง การรักษาต้องผ่าตัดสมองใส่สายระบาย (shunt) แน่นอนเด็ดขาดเลยหรือไม่ ตอบว่าในวิชาแพทย์นี้ไม่มีอะไรแน่นอนเด็ดขาดดอกครับ แต่ข้อมูลเท่าที่วงการแพทย์มีอยู่ตอนนี้ ผลวิจัยแบบสุ่มตัวอย่างเอาผู้ป่วยเป็นโรคน้ำคั่งในสมองมา 93 คน มาแบ่งออกเป็นสองกลุ่มเพื่อเปรียบเทียบระหว่างการรอดูเชิงไปก่อนสามเดือนแล้วค่อยผ่า กับการลงมือทำผ่าตัดสมองใส่ชั้นท์ทันที โดยเอาคะแนนการทำงานของสมอง (mRS) เพิ่มขึ้นหนึ่งคะแนนเป็นตัวตัดสิน พบว่าเมื่อครบสามเดือนกลุ่มผ่าตัดทันทีได้คะแนนเพิ่มถึงเกณฑ์ 65%ส่วนกลุ่มรอดูเชิงไปก่อนยังไม่ได้ผ่าตัดได้คะแนนเพิ่มถึงเกณฑ์เพียง 5% ดังนั้นข้อมูลนี้บ่งชี้ไปทางว่าการผ่าตัดเป็นวิธีบรรเทาอาการของโรคนี้ที่ได้ผลดีมากกว่าไม่ผ่าชัดเจน แต่นี่เป็นงานวิจัยเปรียบเทียบการผ่าช้ากับผ่าเร็วนะ ตรงนี้ต้องระวัง ต้องเข้าใจขอบข่ายของงานวิจัย ไม่ใช่ว่าเป็นการวิจัยสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบแล้วต้องเป็นหลักฐานดีเชื่อถือได้ตะพึด เพราะงานวิจัยที่จะเชื่อถือได้ชัวร์ต้องเป็นการสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบการรักษาสองแบบ คือผ่าตัดกับไม่ผ่าตัด ซึ่งงานวิจัยแบบนั้นยังไม่เคยมี ดังนั้นผมจึงยังตอบคุณไม่ได้ 100% ว่าการผ่าตัดดีกว่าการไม่ผ่าแน่นอนเสียยิ่งกว่าแช่แป้งหรือไม่ ยังตอบไม่ได้หนักแน่นขนาดนั้น

     ส่วนผลดีของการผ่าตัดจะอยู่ได้นานแค่ไหน การทบทวนงานวิจัย 64 รายการซึ่งมีผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดทำชั้นท์ 3,000 คน พบว่าโอกาสที่การผ่าตัดจะได้ผลบรรเทาอาการได้ถึงสามปีหลังจากทำผ่าตัดแล้วมี 40-73%

    3. ถามว่าถ้าทำผ่าตัดจะมีความเสี่ยงอะไรไหม ตอบว่าในการทบทวนงานวิจัย 64 รายการข้างต้น การผ่าตัดชนิดนี้ มีอัตราตายจากการผ่าตัด 0.2 - 9.5% และอัตราการติดเชื้อจากการผ่าตัด 13 - 17.8%

    การทบทวนงานวิจัยอีกรายการหนึ่งพบว่าภาวะแทรกซ้อนของสายระบาย (shunt) ที่ใส่เข้าไปแล้ว เกิดได้ 38% ซึ่งในจำนวนนี้ 6% ถึงตายหรือทุพลภาพและ 22% ต้องไปผ่าตัดใหม่ ปัญหาที่พบบ่อยก็คือระบายน้ำออกจากโพรงสมองมากเกินไป (shunt over drainage) ทำให้มีอาการปวดหัว หรือเลือดออกในชั้นใต้ดูรา ปัญหาอื่นก็เช่นติดเชื้อ ชัก เลือดออก ชั้นท์ตัน ท้องมาน

     อนึ่ง เมื่อพูดถึงการผ่าตัดมันมีหลายแบบนะ เท่าที่ผมรู้จักก็มีสามแบบเข้าไปแล้ว คือ (1) ใส่ท่อจากโพรงสมองมาปล่อยที่ท้อง (VP shunt) (2) ใส่ท่อจากโพรงสมองมาปล่อยที่หัวใจห้องบน (VA shunt) กับ (3) ใส่ท่อจากช่องไขสันหลังที่กระดูกสันหลังแถวบั้นเอวมาปล่อยที่ท้อง (LP shunt) ซึ่งทำกันมากในญี่ปุ่น ข้อมูลผลวิจัยเปรียบเทียบความปลอดภัยของการผ่าตัดแต่ละแบบยังไม่มี ใครชอบแบบไหน หรือหมอคนไหนถนัดแบบไหนก็ทำแบบนั้น

     สายระบายหรือ shunt ที่ใช้ก็มีหลายแบบ แต่ข้อมูลประเมินประสิทธิผลของสายแต่ละแบบตอนนี้ก็ยังไม่มี ต้องแล้วแต่หมอคนไหนถนัดสายระบายแบบไหน

     ผมตอบคำถามคุณหมดแล้วนะ ขอแถมอีกหน่อยเถอะ ว่าสมองเสื่อมเนี่ยมันป้องกันได้นะ เมื่อมีอาการสมองเสื่อมขณะที่ไปรักษากับหมอ หมอเขารักษาอะไรก็รักษาไป แต่การใช้ชีวิตของตัวเราเองในฐานะผู้ป่วยขอให้คำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

     1. การให้ร่างกายได้รับวิตามินบี. 12 และกรดโฟลิก ให้พอเพียง เพราะทั้งสองตัวนี้เป็นปัจจัยคุมไม่ให้ระดับของกรดอามิโนซึ่งมีพิษต่อเซลประสาทตัวหนึ่งชื่อโฮโมซีสเตอีน  (homocysteine) สูงเกินไป เพราะหลักฐานวิจัยบ่งชี้ว่าถ้าโฮโมซีสเตอีนสูง ก็มีโอกาสเป็นสมองเสื่อมมาก งานวิจัยทำที่แคนาดาพบว่าผู้สูงอายุที่ได้กรดโฟลิกจากอาหารหรืออาหารเสริมพอเพียงจะมีสมองเสื่อมน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ งานวิจัยสุ่มตัวอย่างให้ผู้สูงอายุทานกรดโฟลิกเสริมวันละ 800 mcg เทียบกับยาหลอกนานสามปีพบว่ากลุ่มที่ทานกรดโฟลิกเสริมมีความจำดีเทียบได้กับคนที่หนุ่มสาวกว่าตน 5.5 ปี อีกงานวิจัยหนึ่งทำที่ออกซ์ฟอร์ดใช้การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็ก (MRI) ตามดูคนที่สมองเสื่อมสองกลุ่มคือกลุ่มที่ให้ทานกรดโฟลิก วิตามินบี.6 และวิตามินบี.12 กับกลุ่มที่ให้ยาหลอก พบว่ากลุ่มที่ให้วิตามินมีอัตราการหดตัวของเนื้อสมองน้อยกว่ากลุ่มที่ได้ยาหลอก

     สำหรับคนไม่ชอบทานวิตามินเป็นเม็ด วิตามินบี.12 มีทางได้วิตามินบี.12 สามทางคือ

(1) ได้จากอาหารเนื้อสัตว์ต่างๆ

(2) ได้จากอาหารหมักๆเหม็นๆเช่นกะปิ น้ำปลา ปลาร้า

(3) ได้จากการกินถั่วต่างๆ ซึ่งเมื่อกินเข้าไปแล้วจะถูกบักเตรีในลำไส้ย่อยเป็นวิตามินบี.12 บักเตรีที่สร้างวิตามินบี.12 คือบักเตรีพวกไบฟิโดบักเตรีที่พบในน้ำหมักต่างๆ และแลคโตบาซิลลัสที่อยู่ในนมเปรี้ยวนั่นเอง

ส่วนกรดโฟลิกหรือโฟเลทนั้นมีมากในอาหารพืชเช่นถั่วต่างๆ ผักต่างๆเช่นคะน้า กะหล่ำ ผักโขม ผักกาด และผลไม้เช่นส้ม สับปะรด ฝรั่ง มะละกอ เป็นต้น

     2. การให้ร่างกายได้รับไขมันโอเมก้า 3 มากพอ งานวิจัยที่ชิคาโกซึ่งติดตามดูผู้สูงอายุ 7 ปีพบว่าคนที่ทานปลามากหรือทานน้ำมันปลาเสริมมีความสัมพันธ์กับการเกิดสมองเสื่อมน้อยกว่าคนที่ทานปลาน้อย แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าสมองเสื่อมไปแล้วน้ำมันปลาก็อาจจะช่วยไม่ได้ เพราะอีกงานวิจัยหนึ่งใช้วิธีสุ่มตัวอย่างคนที่เป็นอัลไซเมอร์แล้ว แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้ทานน้ำมันปลาเสริมเทียบกับอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งให้ทานยาหลอก พบว่าอัตราเพิ่มความรุนแรงของสมองเสื่อมไม่แตกต่างกัน ดังนั้นการทานปลา หรือน้ำมันปลา จึงมีผลช่วยป้องกันมากกว่ารักษาสมองเสื่อม

     3. การให้ร่างกายได้รับวิตามินดี.มากพอ ด้วยการมีกิจกรรมกลางแสงแดดบ้าง ในกรณีที่ร่างกายไม่มีโอกาสได้รับแสงแดดเลย ควรตรวจดูระดับวิตามินดี. หากพบว่าต่ำก็ควรทดแทนวิตามินดีด้วยวิธีกิน

     4. จัดการความเครียดให้ดี ความเครียดทำให้สมองเสื่อมเร็ว งานวิจัยในสัตว์พบว่าคอร์ติซอล (สะเตียรอยด์) ที่เพิ่มขึ้นเพราะความเครียดไปทำให้เซลสมองเสื่อม การพักผ่อนให้เพียงพอ จัดการความเครียดให้ดี จึงเป็นวิธีป้องกันสมองเสื่อมอย่างหนึ่ง

     5. การออกกำลังกายทำให้สมองเสื่อมช้าลงแน่นอน มีงานวิจัยสนับสนุนมาก เช่น งานวิจัยหนึ่งสุ่มตัวอย่างศึกษาเปรียบเทียบพบว่าผู้สูงอายุที่ออกกำลังกายให้ถึงระดับหนักพอควรอย่างสม่ำเสมอนาน 1 ปี จะมีสมองส่วนฮิปโปแคมปัสโตขึ้นและความจำดีขึ้น เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุที่เพียงแค่ออกกำลังกายแบบยืดเส้นยืดสายที่ไม่ถึงระดับหนักพอควร

     6. การหนีโรคซึมเศร้าให้พ้น ผมไม่ได้หมายถึงการใช้ยาต้านซึมเศร้าตะพึด เพราะยาต้านซึมเศร้าก็เป็นสาเหตุของการเกิดอาการแบบสมองเสื่อมด้วยเหมือนกัน แต่ผมหมายถึงการไม่ยอมแพ้แก่ภาวะซึมเศร้า การลากตัวเองออกมาจากมุมอับของชีวิต เข็นตัวเองให้เดินไปข้างหน้า สร้างสรรค์ชีวิตที่มีคุณภาพให้ตัวเอง ผมเคยเขียนเรื่องการต่อสู้กับโรคซึมเศร้าไปหลายครั้งแล้ว จึงจะไม่พูดซ้ำอีก

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์



บรรณานุกรม
1. Toma AK, Papadopoulos MC, Stapleton S, et al. Systematic review of the outcome of shunt surgery in idiopathic normal-pressure hydrocephalus. Acta Neurochir (Wien) 2013; 155:1977.
2. Kazui H, Miyajima M, Mori E, et al. Lumboperitoneal shunt surgery for idiopathic normal pressure hydrocephalus (SINPHONI-2): an open-label randomised trial. Lancet Neurol 2015; 14:585.
3. Kanazawa R, Ishihara S, Sato S, et al. Familiarization with lumboperitoneal shunt using some technical resources. World Neurosurg 2011; 76:347.
4. Nakajima M, Miyajima M, Ogino I, et al. Use of external lumbar cerebrospinal fluid drainage and lumboperitoneal shunts with Strata NSC valves in idiopathic normal pressure hydrocephalus: a single-center experience. World Neurosurg 2015; 83:387.
5. Hebb AO, Cusimano MD. Idiopathic normal pressure hydrocephalus: a systematic review of diagnosis and outcome. Neurosurgery 2001; 49:1166.
6.      S. Seshadri et al.. Plasma homocysteine as a risk factor for dementia and AD. N Engl J Med, vol 346(7), pp. 476-483. (2002
7.      van Dam F, van Gool, WA;HyperHomocysteinemia and Alzheimer’s disease: A systematic review. Archives of Gerentology and Geratrics, 2009: 48: 425-430.
8.      Smith AD, Refsum H; Vitamin B-12 and cognition in the elderly. Am J Clin Nutr, 2009: 89(2):707S–11S; Tangney C et al., Biochemical indicators of vitamin B12 and folate insufficiency and cognitive decline. Neurology, 2009;72(4):361–7.
9.      Durga J, van Boxtel MP, Schouten EG et al; The effect of 3-year folic acid supplementation on cognitive function in older adults in the FACIT trial: a randomized, double blind, controlled trial. Lancet, 2007; 369(1):208-216.
10.  Gottlieb S. Mental activity may help prevent dementia. BMJ. 2003; 28; 326(7404): 1418.
11.  Ott A, van Rossum CT, van Harskamp F, van de Mheen H, Hofman A, et al. Education and the incidence of dementia in a large population-based study: The Rotterdam Study. Neurology. 1999;52:663–666
12.  Whalley LJ, Starr JM, Erickson KI, Voss MW, Prakash RS, Basak C, Szabo A, Chaddock L, Kim JS, Heo S, Alves H et al. "Exercise training increases size of hippocampus and improves memory." PNAS, 2011.DOI:10.1073/pnas.1015950108
13.  Verghese J, Lipton RB, Katz MJ, Hall CB, Derby CA, et al. Leisure activities and the risk of dementia in the elderly. N Engl J Med. 2003;348:2508–2516

26 เมษายน 2561

อาหารลดน้ำหนักสูตรไหนได้ที่หนึ่ง

     ในเรื่องการประกวดสูตรอาหารต่างๆนี้ เป็นที่ยอมรับกันว่าของหนังสือพิมพ์ยูเอสนิวส์แอนด์เวอร์ลด์รีพอร์ต (US News and World Report) เป็นเจ้าใหญ่ที่มีคนเชื่อถือมากที่สุด เขาจะจัดเวทีประกวดสูตรอาหารเพื่อสุขภาพทุกปี เวทีนี้แบ่งสูตรอาหารที่เข้าประกวดออกเป็น 9 หมวด คือ (1) อาหารดีที่สุดทุกด้าน (2) อาหารลดน้ำหนักดีที่สุด (3) อาหารลดน้ำหนักเร็วที่สุด (4) สูตรอาหารทางการค้า (5) อาหารเพื่อสุขภาพทั่วไป (6) สูตรอาหารที่ทำตามง่าย (7) อาหารเบาหวาน (8) อาหารโรคหัวใจ (6)  (9) อาหารพืชเป็นหลักที่ดีที่สุด

     วิธีการให้คะแนนก็ตั้งกรรมการผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านโภชนาการ ความอ้วน จิตวิทยา เบาหวาน หัวใจ ขึ้นมาวางหลักเกณฑ์ซึ่งซับซ้อนพอสมควรแต่ก็เป็นหลักเกณฑ์ที่เข้าท่าไม่ว่าจะมองจากแง่วิทยาศาสตร์หรือแง่ไหน มีการควบรวมข้อมูลระยะสั้นระยะยาว ให้ข้อมูลระยะยาวได้คะแนนสองเท่าของข้อมูลระยะสั้น ยกเว้นกรณีลดน้ำหนักให้น้ำหนักผลระยะสั้นกับระยะยาวเท่ากัน มีการเอาผลลัพท์จริงจากผู้ใช้สูตรมาร่วมพิจารณา มีการให้คะแนนประเด็นทำตามได้ง่ายหรือยาก ได้ธาตุอาหารครบถ้วนหรือไม่ครบ และประเด็นความปลอดภัยของอาหาร

     ปีนี้เป็นการประกวดปีที่ 8 มีสูตรอาหารเข้าประกวด 40 สูตร เป็นปีแรกที่อาหารยอดฮิตร่วมสมัยอย่างสูตร Keto Diet (สูตรกินไขมันมากกินคาร์บน้อย) และ Nutritarian Diet (ของหมอดัง โจ เฟอแรม) ได้เข้าร่วมประกวดด้วย ผลที่ออกมาเป็นดังนี้

     1. สูตรอาหารดีที่สุดในทุกด้าน อันดับที่หนึ่งมีผู้ขึ้นยืนแป้นที่หนึ่งสองสูตรแบบคะแนนเท่ากัน คืออาหารลดความดัน (DASH diet) ซึ่งเป็นแชมป์เก่าเจ็ดปีซ้อน และอาหารเมดิเตอเรเนียน (Mediterranean diet) ซึ่งเบียดตัวเองขึ้นมาเป็นแชมป์หน้าใหม่อย่างหวุดหวิดสูสี ความจริงทั้งสองสูตรจะว่าเป็นสูตรเดียวกันก็ว่าได้ เพราะต่างก็เป็นสูตรที่กินพืชเป็นอาหารหลัก ได้แคลอรี่ส่วนใหญ่มาจากพืช โดยเฉพาะพืชในรูปแบบไม่สกัดไม่ขัดสี ส่วนสูตรที่ตามมาเป็นที่ 3 คือ Flexitarian Diet ซึ่งหมายถึงสูตรอาหารที่กินมังสะวิรัิติแบบยืดหยุ่นได้หรือจะเรียกให้เข้าใจง่ายๆว่าสูตร "เจเขี่ย" ก็คงได้ ที่ตามมาเป็นที่ 4 คือสูตร Weight Watcher

     2. สูตรอาหารลดน้ำหนักดีที่สุด ที่หนึ่งได้แก่ สูตร Weight Watchers ที่สองได้แก่สูตร Volumetrics ที่สามได้คะแนนเท่ากันสองสูตร คือ อาหารเจเข้มงวด (vegan) กับสูตร Jenny Craig

     แม้จะได้ที่สี่ในหมวดอาหารดีที่สุดในทุกด้าน แต่สูตร Weight Watchers ได้ที่หนึ่งในหมวดอาหารลดน้ำหนักดีที่สุด, หมวดอาหารลดน้ำหนักได้เร็วที่สุด, และหมวดอาหารทางการค้าที่ดีที่สุด ดังนั้นจึงสมควรพูดถึงสูตรอาหาร Weight Watchers สักเล็กน้อย ว่ามันเป็นสูตรอาหารดังของอเมริกามาหลายปีแล้ว ที่มีเอกลักษณ์ว่าไม่ห้ามกินอะไรทั้งสิ้นแต่ต้องขยันให้คะแนนอาหารที่ตัวเองกินโดยอาศัยตารางคะแนนฉลาดเลือก (SmartPoints) โดยอาหารยิ่งเลวที่มีน้ำตาลและไขมันอิ่มตัวยิ่งได้คะแนนมาก ส่วนอาหารดีๆเช่นผักผลไม้และถั่วต่างๆนั้นมีคะแนน 0 จึงไม่ต้องเสียเวลาเก็บคะแนนอยากกินเท่าไหร่กินเข้าไป  ระบบคะแนนนี้ ถ้าผู้ปฏิบัติตามขยันทำการบ้าน ท้ายที่สุดจะค่อยๆตะล่อมให้ผู้ขยันเก็บคะแนนให้ย้ายจากการกินอาหารเลวๆไปกินอาหารที่ดีๆแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่หักด้ามพร้าด้วยเข่า นอกจากนี้สูตรนี้ยังกระตุ้นให้สมาชิกเข้าร่วมประชุมกลุ่มซึ่งมีอยู่แทบทุกเมืองทุกหัวระแหงในอเมริกา ทำให้สูตรอาหารนี้เป็นสูตรเดียวที่อาศัยพลังเพื่อนช่วยเพื่อนเป็นตัวขับดันความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ถึงผมเองจะทำงานเกี่ยวกับการลดน้ำหนักผู้ป่วยมาหลากหลายรูปแบบแต่ก็ไม่เคยนำสูตร Weight Watchers มาใช้ เพราะคนไทยนี้เป็นพันธ์ที่ไม่ชอบบันทึก พอให้บันทึกก็โกงดื้อๆ ผมเรียนรู้มาจากการเอาสูตรสอนฝึกสติของฝรั่ง (MBSR) มาสอนคนไทยแล้วไม่ได้ผลเพราะเหตุนี้ จึงแหยงไม่กล้าเอาอะไรที่จะต้องให้นักเรียนบันทึกมาทำกับคนไทย

     พูดถึงที่หนึ่งแล้วใจคอจะไม่พูดถึงที่สองเลยเรอะ โอเค.พูดหน่อยก็ได้ สูตรอาหาร Volumetrics เป็นสูตรอาหารที่จำแนกอาหารออกตามความเข้มข้นของแคลอรี่ที่มี (energy density) และสอนให้กินอาหารที่ความเข้มข้นของพลังงานต่ำและมีน้ำมาก เช่น ผลไม้ ผัก ถั่ว ธัญพืชไม่ขัดสี เนื้อไม่ติดมัน โดยอยากจะกินมากเท่าไหร่ก็กินไปเอาให้พุงกางไปเลย ขณะเดียวกันก็เน้นออกกำลังกายด้วย

     อ้าว แล้วที่สามละ พูดถึงเขาหน่อยนะ มีผู้ได้ที่สามอยู่สองสูตร คือ

     1. อาหารวีแกน ก็คือเจเข้มงวด ไม่กินเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ใดๆทั้งสิ้น นมก็ไม่กิน ไข่ก็ไม่กิน ถ้าจะให้ดุเดือดกว่านั้นยังมีนิกายย่อยเรียกว่า "เจดิบ" (raw vegan) คือนอกจากจะไม่กินเนื้อสัตว์และใดๆจากสัตว์แล้ว ยังไม่กินอะไรที่ต้องผ่านความร้อนอีกด้วย การที่แม้จะมีคนทำตามไม่มากแต่ก็ขึ้นมาอยู่อันดับสามได้เนี่ยแสดงว่าของเขาต้องดีจริงๆ

     2.  ส่วน Jenny Craig Diet นั้นเป็นระบบผูกปิ่นโต คือส่งอาหารทุกมื้อให้สมาชิก ถ้ากินปิ่นโตไม่อิ่มจะไปกินอะไรข้างนอกก็ได้แต่ต้องเป็นผลไม้และผักที่ไม่ใช่แป้งเท่านั้น อาหารที่เอามาทำอาหารปิ่นโตก็เน้นอาหารที่มีไขมันต่ำ กากแยะ น้ำแยะ โปรตีนแยะ ซึ่งสูตรนี้เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีปัญญาทำกินเองและหากินอาหารดีๆเองได้ลำบาก

    ท่านอาจจะสงสัยว่าแล้วสูตรอาหารน้องใหม่สองสูตรที่เพิ่งเข้าร่วมในปีนี้ละ ชะตากรรมเป็นอย่างไรบ้าง ปรากฎว่าสูตร Nutritarian Diet ของหมอโจ เฟอแรมเพื่อนเก่าของผมนั้นไปติดอันดับ 15 ของอาหารที่ดีทุกด้าน สูตรของหมอโจนี้เป็นสูตรกินเพื่ออยู่ไม่ใช่สูตรอยู่เพื่อกิน เน้นหลัก 8 ประการที่น่าสนใจคือ (1) ให้เข้าใจกลไกการเสพย์ติดอาหาร ยอมรับซะว่าอาหารหวานและอาหารมันเป็นยาเสพย์ติด ของเลวๆคุณต้องเลิกเหมือนขี้ยาต้องเลิกยา ซึ่งก็ต้องมีอาการลงแดง (withdrawal symptom) คุณต้องทน (2) เข้าใจคอนเซ็พท์ nutrient density หมายความว่าอาหารสองอย่างแคลอรี่เท่ากันแต่คุณค่าไม่ได้เท่ากัน คุณต้องรู้จักเลือกอาหารที่แคลอรี่ต่ำคุณค่าสูง (3) เปลี่ยนวิธีคิดซะ อย่ากินตามคนอื่นตะพึดเหมือนวัวในคอก หัดคิดเองกินเอง (4) วางแผนและบริหารจัดการเรื่องอาหาร ไม่ใช่ปล่อยไปตามยะถากรรมหรือตามใจปาก (5) ฝึกลิ้นให้เรียนรู้เรื่องรสเสียใหม่ ของดีๆแต่ไม่อร่อยให้คุณทู่ซี้กินไป 10-15 ครั้งจนชักจะรู้สึกว่าเออ มันก็อร่อยเหมือนกันแฮะ (6) ให้โอบรับรสหวานตามธรรมชาติของผักผลไม้แทนความหวานจากน้ำตาลหรือน้ำตาลเทียม (7) เอาสลัดเป็นอาหารจานหลัก กินสารต้านอนุมูลอิสระจากผักที่หลากหลาย (8) หลีกเลี่ยงการขาดสารอาหาร โดยกินวิตามินทดแทน เช่นวิตามินดี. วิตามินบี.12 เป็นต้น โดยในรายละเอียดสูตรนี้เน้นกินผักสดผลไม้ กินถั่ววันละเป็นถ้วย กินผักที่เป็นแป้งเช่นมันเทศได้บ้าง หลีกเลี่ยงนม เนื้อสัตว์ น้ำผลไม้ที่คั้นโดยทิ้งกาก น้ำมัน และไส้กรอกเบคอนแฮม

     ส่วนสูตรอาหาร Keto Diet ติดลำดับที่โหล่สุดท้ายคืออันดับที่ 40 ในหมวดอาหารดีทีี่สุดทุกด้าน, และอยู่อันดับ 23 ในหมวดอาหารลดน้ำหนักดีที่สุด, นับว่าน่าผิดหวังเล็กน้อยสำหรับกองเชียร์คีโตไดเอ็ททั้งหลาย ไหนๆก็พูดถึงคีโตไดเอ็ทแล้วเผื่อแฟนๆบล็อกนี้ไม่รู้จัก สูตรอาหารนี้เป็นอาหารลดน้ำหนักที่เอาพลังงานจากอาหารไขมันเป็นหลัก (75%) กินคาร์โบไฮเดรตน้อยมากๆ (5%) อาหารที่กินก็เช่นเนื้อสัตว์ทุกชนิดติดมันได้ด้วย กินไข่เป็นอาหารหลัก ไส้กรอก ขาหมู ได้หมด กินน้ำมันตามธรรมชาติได้หมด กินนม กินนัท กินผัก ที่ต้องระวังมีอย่างเดียวคือคาร์โบไฮเดรตทั้งหลายรวมทั้งน้ำตาลทุกชนิดต้องหลบ สูตรอาหารนี้เป็นสูตรน้องใหม่ ข้อมูลทางการแพทย์ยังมีไม่มากนัก ในแง่ของความปลอดภัยในเด็กมีข้อมูลว่าปลอดภัยดี (เพราะอาหารนี้เคยใช้เป็นอาหารรักษาโรคลมชักในเด็กอยู่หลายปี) แต่ข้อมูลอุบัติการณ์ของโรคหัวใจหลอดเลือดและอัมพาตอัมพฤกษ์ในผู้ใหญ่ที่กินอาหารนี้ไปนานๆแล้วจะเป็นอย่างไรยังไม่มีใครทราบ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. U.S. News Press Room. U.S. News Reveals Best Diets Rankings for 2018. accessed on Apr 26, 2018 at https://www.usnews.com/info/blogs/press-room/articles/2018-01-03/us-news-reveals-best-diets-rankings-for-2018

24 เมษายน 2561

ถ้าทิ้งความคิดหมดจะเป็นผู้เป็นคนได้อย่างไร

เรียนคุณหมอสันต์
ขอบพระคุณคุณหมอที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับความหลุดพ้นบ่อยๆซึ่งผมชอบอ่านมาก ผมได้ฝึกปฏิบัติสาย ... จนผมมีประสบการณ์รับรู้แสงสว่างและมีความซ่าเหมือนตัวเองลอยอยู่ ผมเข้าใจว่าคงจะมาถูกทางแล้วใช่ไหมครับ แต่ผมยังสับสนว่าหลวงพ่อ ... สอนว่าญาณแบ่งเป็นแปดระดับ มีตั้งแต่ ... แต่ผมยังงงอยู่ว่าญาณกับฌานมันต่างกันอย่างไร บ้างก็ว่ามันเหมือนกัน บ้างก็ว่าไม่เหมือน ญาณเป็นสมาธิขั้นสูง แต่ฌานเป็นคุณสมบัติพิเศษที่เกิดขึ้นเช่นรู้ใจคนได้เป็นต้น รบกวนคุณหมอช่วยอธิบายหน่อยครับ อีกอย่างหนึ่งแม้ผมจะฝึกสมาธิมายี่สิบกว่าปีแล้ว ทำไมชีวิตมันยังดูเหมือนยากและอึดอัด จนบางครั้งชีวิตสับสน ผมไม่กล้าทิ้งความคิดหมดอย่างที่คุณหมอแนะนำ เพราะถ้าทิ้งความคิดหมดจะเป็นผู้เป็นคนอยู่ได้อย่างไร หรือเป็นเพราะว่าผมรู้ไม่หมดว่าวิธีทำมันมีกี่วิธี แต่ละวิธีต้องทำอย่างไร ทำให้ผมสับสนปนเปเอาวิธีนี้ไปปนวิธีนั้น รบกวนคุณหมอสันต์ช่วยอธิบายหน่อยครับว่าทางปฏิบัติเพื่อหลุดพ้นหากนับทุกศาสนาแล้วมันมีทั้งหมดกี่วิธีและแต่ละวิธีเขาทำกันอย่างไร

......................................................................

ตอบครับ

     1. การหลุดพ้น เป็นเรื่องของการรู้และเข้าใจ เป็น cognitive event หรือพูดอีกอย่างว่าเป็นการตระหนักรู้ ไม่ใช่การเห็นดอกไม้ไฟแสงสีวูบวาบหรือความรู้สึกตัวซู่ซ่าล่องลอย ประสบการณ์ที่คุณเล่ามานั้นเป็นความรู้สึกบนร่างกาย แต่การหลุดพ้นไม่มีอะไรเกี่ยวกับร่างกาย ชีวิตประกอบด้วยสามส่วนคือ (1) จิตสำนึกรับรู้หรือความรู้ตัว (2) ความคิด และ (3) ร่างกาย การหลุดพ้นเป็นเรื่องของการที่จิตสำนึกรับรู้สามารถวางความคิดเข้าไปสู่ภาวะรู้ตัวที่ปลอดความคิดได้ แล้วเกิดปัญญาญาณรู้เห็นสิ่งต่างๆตามที่มันเป็น รู้เห็นว่าความคิดเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วมอดไป ร่างกายเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วแก่ตายไป ขณะที่จิตสำนึกรับรู้หรือความรู้ตัวนั้นดำรงอยู่อย่างเป็นนิรันดร

     2. เรื่องความสับสนว่าญานกับฌานเหมือนกันหรือเปล่า คุณเข้าไปติดกับของภาษาแล้ว เพราะคำพูดเดียวกันต่างศาสนาหรือศาสนาเดียวกันแต่ต่างนิกายกันก็ใช้ในความหมายไม่เหมือนกันแล้ว บางครั้งใช้ในความหมายตรงกันข้ามด้วยซ้ำไป ยิ่งคุณไปนับขั้นตอนย่อยๆที่ถูกซอยให้ถี่ขึ้นคุณยิ่งงงหนัก ผมจะไม่เจาะลึกให้คุณเป็นงงมากขึ้นไปอีก แต่จะแนะนำคุณว่าลืมคำพูดและศัพท์แสงทั้งหมดเสีย เลิกอ่านหนังสือหรือฟังเทปเสีย เพราะมันจะทำให้คุณติดกับดักของความคิดมากขึ้น แค่คุณลงมือวางความคิดคุณก็หลุดพ้นได้แล้ว   

     3. เรื่องการไม่คิดจะทำให้คุณไม่เป็นผู้เป็นคนนั้น คุณเคยวางความคิดลงสักแป๊บหนึ่งไหมละ ผมแนะนำคุณแค่แป๊บเดียว ไม่ได้ห้ามคุณไม่ให้คิดอะไรตลอดทั้งวัน แค่แป๊บเดียว คุณเคยไหมละ อย่าเพิ่งโวยวายว่าทำตามผมแนะนำแล้วคุณจะมีชีวิตปกติเยี่ยงชาวบ้านเขาไม่ได้ แค่แป๊บเดียว ในแป๊บหนึ่งนี้ไม่ต้องมีคำบรรยายว่าคุณเป็นใคร ไม่ต้องมีการวิจารณ์ให้ความเห็นใดๆทั้งสิ้น ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ไม่มีความเป็นบุคคลของคุณไม่ว่าจะเป็นชาติกำเนิดคุณวุฒิเกียรติศักดิ์ศรี เลิกคิดที่จะเอาอะไรจากใครมาพอกพูนความเป็นบุคคลของคุณแค่สักสองสามวินาที ทิ้งความคิดที่ว่าคุณขาดอะไรไปซะ เพราะคุณในฐานะที่เป็นบุคคลนั้นไม่ได้มีอยู่จริง ปล่อยให้ความรู้ตัวซึ่งเป็นอะไรที่อิ่มและเต็มของมันอยู่แล้วเป็นตัวของมันเอง สักแค่สองสามวินาที ผมรับประกันคุณไม่ตายหรอก ลองดูก่อน ลองดูสิว่าการที่คุณประทับตราค้ำประกันความคิดของคุณว่าเป็นของจริงนั้น หากไม่มีมัน (ความคิด) สักสองสามวินาทีคุณจะตายหรือเปล่า แล้วลองดูก่อนสิว่าเมื่อวางความคิดได้หมดแล้วสิ่งที่เหลืออยู่มันคืออะไร มันจะเป็นอย่างไร มันจะรู้สึกอย่างไร คุณไม่ลองได้แต่ตั้งคำถามแล้วเที่ยวหาคำตอบจากคนอ่ื่น คุณจะไปรู้ความจริงนี้เรอะ

     4. การใช้ชีวิตเนี่ยมันไม่ยากเลยนะ แค่คุณทำสิ่งที่คุณตื่นเต้นยินดีอยากจะทำ ทีละช็อต ทีละช็อต ไม่ต้องหาเหตุผลว่าทำไมตื่นเต้นยินดีอยากทำก็ได้ แค่รู้สึกตื่นเต้นก็กระโจนลงไปทำได้แล้ว จบช็อตนี้แล้วมองหาช็อตต่อไปที่ตื่นเต้นที่สุดทำอีก จำไว้ว่าในการมีชีวิตอยู่นี้ ความตื่นเต้นมันมีแทรกในทุกเรื่องทุกวินาที คุณขยันหาเหมือนหมาขยันดมกลิ่นก็แล้วกัน นานไปคุณก็จะไวต่อความตื่นเต้นแล้วคุณจะได้เรียนรู้เองว่าความตื่นเต้นเนี่ยเป็นทางลัดสั้นที่สุดในการเข้าถึงส่วนลึกของตัวเอง สิ่งที่เราตื่นเต้นกับมันแท้จริงมันเป็นสิ่งที่เรามีรายละเอียดที่จะทำมันอยู่แล้ว อะไรที่ทำให้คุณรู้สึกตื่นเต้นยินดี ทำไปเหอะ คุณไม่ต้องไปใช้ปัญญาระดับตื้นพิจารณาเหตุผลเลยก็ยังได้ด้วยซ้ำ

     5. ให้ผมช่วยสรุปเทคนิคปฏิบัติสู่ความหลุดพ้นที่มีทั้งหมดให้ฟัง แหม ผมจะไปรู้ทั้งหมดได้อย่างไร  แต่พอจะสรุปเท่าที่ผมรู้ให้คุณได้ ด้วยหวังว่ามันคงจะทำให้คุณหายพล่านเที่ยวหาโน่นหานี่ไม่รู้จบลงได้บ้าง พูดถึงตรงนี้มันคันปาก ก่อนที่จะตอบคำถามขอแขวะอีกหน่อยนะ คือสิ่งที่คุณวิ่งหานั้นมันอยู่ในตัวคุณ เหมือนหมาขี้เรื้อนมันคัน มันวิ่งไปนอนที่นั่น เดี๋ยวก็วิ่งไปนอนที่นี่ อยู่ไม่สุขยุกยิกทั้งวัน ดิ้นรนไปในที่ต่างๆด้วยหวังว่าจะหายคัน แต่ความคันนั้นอยู่ที่ตัวมันนั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ที่การสนองตอบของใจมันต่อสิ่งเร้าจากภายนอก แต่มันวิ่งไปโน่นมานี่มันจะหาเจอได้อย่างไร คุณก็เหมือนกัน สิ่งที่ทำให้คุณพล่านนั้นคือความคิดในใจคุณนั่นเอง คุณหยุดวิ่งหาได้แล้ว เริ่มวางความคิดลงซะ ผมพูดถึงไหนละ อ้อ จะตอบคำถามคุณว่าเทคนิคการไปสู่ความหลุดพ้นมันมีวิธีไหนบ้าง เอาเฉพาะที่ผมรู้จักนะ มันมีประมาณนี้

     5.1. หันเหความสนใจจากความคิดมารับรู้ความรู้สึกบนผิวกาย (body scan) เป็นเทคนิคหันเหความคิดมาสู่เป้าล่อ ซึ่งในที่นี้คือความรู้สึกบนผิวกาย เมื่อหมดความคิด เหลือแต่ความรู้สึกบนผิวกาย ความรู้สึกบนผิวกายนี้แท้จริงแล้วมันเป็นการรับรู้พลังงานของร่างกาย ซึ่งมันมีความละเอียดลึกลงไปๆจนไปถึงความรู้ตัวที่แท้จริงได้

     5.2 ผ่อนคลายร่างกาย (muscle relaxation) เป็นเทคนิควางความคิดโดยอาศัยความจริงที่ว่าความคิดนี้มีสองขา ขาหนึ่งเป็นเนื้อหาในใจ อีกขาหนึ่งเป็นอาการทางร่างกาย เมื่อทำข้างหนึ่งก็จะไปมีผลต่ออีกข้างหนึ่ง เมื่อใจเครียดร่างกายก็ตึง เมื่อผ่อนคลายร่างกาย ความคิดก็คลาย

     5.3 รู้สึกผิวกายควบกับผ่อนคลายร่างกายในหนึ่งรอบการหายใจ (one breath de-stressing) อันนี้เป็นเทคนิครวบเอาสองอย่างแรกมาใช้ในชีวิตประจำวัน แบบว่าหายใจเข้าออกทีเดียวรู้เรื่องเลย ความคิดหายหมด ผ่อนคลายได้

     5.4 วางความคิดเข้าสู่ความรู้ตัว (drop any thought) คือวางความคิดดื้อๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไร มีความคิดอะไรอยู่ วางลง คิดอะไรอยู่ วางลง จนไม่มีอะไรจะวาง ก็จะถึงความรู้ตัวอย่างง่ายดาย

     5.5 ตอบคำถาม “ฉันรู้ตัวอยู่หรือเปล่า (Am I aware?)” เพื่อเข้าสู่ความรู้ตัว ในความพยายามที่จะตอบคำถามนี้ ต้องวิ่งหาความสนใจ (attention) ว่ามันไปอยู่ที่ไหน ถ้ามันยังอยู่ในความคิดก็แปลว่ายังไม่รู้ตัว ก็ต้องดึงมันออกมาจากความคิดมาอยู่กับความว่าง จึงจะตอบได้ว่ารู้ตัวอยู่ ดังนั้นพยายามจะตอบคำถามทีหนึ่ง ก็ทิ้งความคิดได้ทีหนึ่ง ยิ่งขยันถาม ก็ยิ่งทิ้งความคิดได้มาก

     5.6 วางความคิดด้วยวิธีฝึกสมาธิ (นั่ง หรือเดิน หรือทำงาน) เพื่อเข้าสู่ความรู้ตัว (concentration practice)

     5.7 วางความคิดผ่านการบ่มเพาะปัญญาญาณ (intuition) โดยต่อยอดบนจิตที่เป็นสมาธิแล้ว อันนี้เป็นเส้นทางที่ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทใช้ ที่เรียกว่าเจโตวิมุตตินั่นแหละ แปลว่าหลุดพ้นผ่านสมาธิ คือมีสองก๊อก ก๊อกแรกต้องฝึกจิตให้เป็นสมาธิก่อน แล้วก๊อกที่สองปัญญาญาณจึงจะเกิดขึ้น แล้วการหลุดพ้นจึงจะตามมา

     5.8 วางความคิดด้วยวิธีตั้งคำถามตัวเอง (self inquiry) อันนี้เป็นวิธีที่โยคีอินเดียบางคนใช้ จะเรียกว่าเป็นการหลุดพ้นผ่านการใช้ปัญญาหรือปัญญาวิมุตติก็คงได้มัง คือตั้งคำถามเพื่อเปิดโปงที่มาของความคิดให้ล่อนจ้อน ว่าแท้จริงแล้วก็ล้วนมาจากความคิดตัวเบ้งที่เชื่อผิดๆว่าความเป็นบุคคลของตัวเองนี้เป็นของจริง เมื่อเปิดโปงได้ก็จะได้ทิ้งมันได้ มาอีกก็ทิ้งอีก

     5.9 วางความคิดด้วยวิธียอมรับยอมแพ้ทุกอย่างที่มีอยู่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อันนี้เป็นวิธีหลักของคริสต์และพุทธนิกายมหายาน คือพูดง่ายๆว่าเมตตา ยอมรับทุกอย่างไว้ในอ้อมกอด ไม่ปฏิเสธใครหรือปฏิเสธอะไรเลย เมื่อยอมรับทุกอย่างได้ มันก็หลุดพ้นจากความดิ้นรนที่จะต้องไปวิ่งหาหรือหนีอะไรโดยปริยายอยู่แล้ว ถูกแมะ 

     5.10 วางความคิดด้วยวิธีใช้จินตนภาพรับและแผ่พลังงานการสั่นสะเทือน (vibration meditation) อัันนี้โยคีอินเดียเขาใช้กัน รากมันมาจากคอนเซ็พท์ว่าความเป็นนิรันดร์หรือจิตสำนึกรับรู้สากลที่เราเรียกว่าความหลุดพ้นนั้นมันเป็นคลื่นของการสั่นสะเทือนขนาดละเอียด ดังนั้นถ้ารู้จักเกาะคลื่นการสั่นสะเทือนให้ละเอียดลงไปๆก็จะไปถึงความหลุดพ้นได้ วิธีทำก็มีตั้งแต่เปล่งเสีียงโอม หรือเอาฆ้อนมาตี เอาขันมาเคาะ แล้วตามคลื่นสั่นสะเทือนนั้นไป

     ทั้งหมดนี้เป็นภาพรวมเท่าที่ผมรู้นะ ที่ผมไม่รู้ก็คงมีอีกมาก ทุกวิธีที่ผมพูดถึงนี้ผมลองมาหมดแล้วแต่ว่าส่วนใหญ่ผมก็ไม่ได้รู้จริงหรอก บางวิธีก็ได้ลองแค่ดมๆ ตลอดเวลาที่เดินทางนี้มาผมก็เอาเส้นทางโน้นบ้างทางนี้บ้างมาผสมปนเปกันมั่ว ดังนั้นคุุณอย่าไปซีเรียสกับการเดินตามสายใดสายหนึ่งเพะๆเพราะทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องเดียวกันแต่มองจากคนละมุม ความสำคัญอยู่ที่ทักษะปฏิบัติที่เกิดจากการลงมือทำจริง การเล่าวิธีปฏิบัติด้วยวิธีเขียนคงไม่มีประโยชน์ ให้คุณทดลองลงมือปฏิบัติวางความคิดด้วยตัวเอง ถ้าทำเองแล้วไม่เวอร์คลองหาเวลามาเข้า Spiritual Retreat ดู ครั้งหน้าจะมี 24-27 พค. 61
 
นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

22 เมษายน 2561

ทำไมยักคิ้วหลิ่วตาเหมือนคนเป็นโรคจิต (Meige syndrome)


เรียนคุณหมอสันต์
หนูเป็นพยาบาลวิชาชีพอยู่ที่ .... ขอรบกวนถามอ.เรื่องคุณแม่ซึ่งมีปัญหาขยิบตาซ้ายและหนังตาซ้ายหรุบ  ค่อยๆเป็นมาสี่ห้าปีแล้วแต่มาปีนี้เป็นมากจนมองอะไรไม่ค่อยเห็นเพราะหนังตามันหรุบลงมาบัง และกระพริบตาถี่ขึ้น แถมยักคิ้วหลิ่วตาประหล้บประเหลือก เหมือนคนเป็นโรคจิต หนูเคยพาไปหาจิตแพทย์แต่ก็ได้รับการยืนยันว่าจิตปกติดี หนูสังเกตว่าคิ้วข้างซ้ายของคุณแม่หล่นลงมาต่ำกว่าเดิม หนูถ่ายรูปมาให้ดู พาไปหาหมอตาบอกว่าน่าจะเป็น MG แนะนำให้พาไปรักษากับหมออายุรกรรมประสาท ซึ่งตรวจแล้วก็ยืนยันว่าไม่ได้เป็นโรค MG และแนะนำให้กลับไปรักษากับหมอตา พาไปรักษากับหมอตาที่ ... และที่ ... ก็พูดเหมือนกันว่าเป็นหนังตาย่นในคนสูงอายุควรจะผ่าตัดทำตาสองชั้น ได้นัดทำตาสองชั้นแล้วแต่ยังไม่ถึงวันนัด หนูสงสัยอยางเดียวว่าแล้วอาการขยิบตาถี่ๆมันเกิดจากอะไรหรือคะ
ขอบพระคุณอ.นะคะ
.........................................................

ตอบครับ
     ผมเก็บจดหมายคุณไว้นานมากจนเกือบลืมไปแล้ว เพราะตอนโน้นรู้สึกว่าผมไม่มีอะไรจะตอบคุณ จนกระทั้งไม่นานมานี้ผมมีโอกาสได้พบผู้ป่วยท่านหนึ่งซึ่งอาการคล้ายๆคุณแม่ของคุณ ผู้ป่วยท่านนั้นก็ตระเวณไปหาหมอมาแล้วสี่แห่งในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมา แต่แห่งสุดท้ายได้วินิจฉัยว่าท่านเป็นโรคหนึ่งซึ่งมีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า เมฮ์ซินโดรม (Meige syndrome) ซึ่งผมเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์และตบเข่าตัวเองฉาดหนึ่งเลยว่าคุณแม่ของคุณก็อาจจะเป็นแบบเดียวกัน น่าจะต้องพิสูจน์กันว่าใช่หรือไม่ใช่ จึงไปคุ้ยจดหมายของคุณขึ้นมาตอบ
     เมฮ์ซินโดรม มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Benign Essential Blepharospasm แปลว่าการกระตุกของกล้ามเนื้อกระพริบตาแบบไม่ทราบเหตุ เชื่อกันว่าเป็นเพราะกลไกอัตโนมัติในการกระพริบตาเสียไป กลไกนี้มีอยู่สองส่วนคือส่วนรับความรู้สึก (sensory) กับส่วนสั่งให้กล้ามเนื้อหดตัว (motor) ในโรคนี้ ส่วนรับความรู้สึกซึ่งมีกลไกสั่งให้กระพริบและห้ามกระพริบทำงานควบคู่กันอย่างพอดีๆนั้นเสียไป การทำงานจึงหนักไปทางการสั่งให้กล้ามเนื้อหดตัวแบบไร้สาระ (dystonia) มีอะไรกระตุ้นนิดๆหน่อยๆกล้ามเนื้อกระพริบตา (orbicularis) ก็หดตัว เจอแสงก็กระพริบตา เคืองตาก็กระพริบตา เคืองใจก็กระพริบตา เอะอะอะไรก็กระพริบตาหมด แล้วเมื่อกลไกข้างกระพริบนี้ได้ทำงานอยู่ข้างเดียวโดยที่อีกข้างซึ่งมีหน้าที่ห้ามกระพริบเดี้ยงไปซะแล้ว ข้างที่ทำอยู่ข้างเดียวนี้ก็ยิ่งใหญ่ขึ้นๆ ทำงานมากขึ้นๆ ทำให้อาการมีแต่แย่ลงกับแย่ลง
     อาการหลักๆของโรคนี้ก็คือหนังตากระตุก ตากระพริบถี่ หรือตาขยิก ยิก ยิก ยิก และหนังตาหรุบปิดโดยไม่ได้ตั้งใจ มักแพ้แสง ตาแห้ง และมักมีการหดตัว (spasm) ของกล้ามเนื้อกลางใบหน้าหรือหัวคิ้วซีกเดียวกัน บางคราวก็ลามไปถึงกรามและลิ้น ถ้านอนหลับหรือผ่อนคลายก็จะค่อยยังชั่วขึ้น โรคนี้มักเป็นในหญิงอายุมากแล้ว โดยมีอุบัติการณ์เกิด 5 คน ใน 100,000 คน 
     สาเหตุของโรคนี้ผมได้บอกไปแล้ว คือ..ไม่มีใครทราบ 
     วิธีรักษาโรคนี้ก็ไม่มี เพราะไม่รู้สาเหตุก็เลยไม่รู้วิธีรักษา ได้แต่บรรเทาอาการกันไป เท่าที่ทำกันอยู่ก็คือลดสิ่งที่ไปแหย่ไม่ให้มีการกระตุ้นการกระพริบตาด้วยเหตุใดๆ เช่น สวมแว่นกันแดดที่บล็อกแสงยูวี.ได้ เพราะแสงทำให้อาการโรคนี้แรงขึ้น หยอดน้ำตาเทียมและล้างตาบ่อยๆเพื่อลดการระคายเคืองและป้องกันตาแห้ง ส่วนยากินสำหรับรักษาโรคนี้ไม่มีครับ ไม่ว่าจะยากันชักหรือยาต้านซึมเศร้าก็ล้วนรักษาโรคนี้ไม่ได้ผลทั้งนั้น
     การบรรเทาอาการที่ได้ผลดีถึง 95% และถือเป็นมาตรฐานในการรักษาโรคนี้ในปัจจุบันคือการฉีดพิษของบักเตรีที่เรียกว่าโบท็อกซ์ (BOTOX) เพื่อให้เส้นประสาทส่วนที่สั่งให้กล้ามเนื้อกระตุกนั้นเป็นอัมพาตไปซะเลย งานนี้มีเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 เกี่ยวข้องโดยตรง และบางรายก็มีคู่ที่ 5 เกี่ยวข้องด้วย แต่ผลการฉีดโบท็อกซ์นี้มันจะดีอยู่แค่ชั่วคราวนะ คือประมาณสามเดือน แล้วก็ต้องฉีดกันใหม่ ทั้งนี้ต้องยอมรับผลข้างเคียงของโบทอกซ์อันได้แก่ หนังตาอาจตกมากยิ่งขึ้นเพราะยาอาจลามไปโดนกล้ามเนื้อยกหนังตา (7-11%), แก้วตาอาจถูกแสงและฝุ่นมากขึ้น (5-12%) เพราะตาจะเปลี่ยนจากกระพริบเป็นตาถ่างแทน, ตาอาจจะแห้งมากขึ้น (7.5%), แพ้แสงมากขึ้น (2.5%), นอกจากนี้ยังอาจมีการเห็นภาพซ้อน และกล้ามเนื้อใบหน้าใต้ตาเป็นอัมพาตชั่วคราวได้ 
     เมื่อชั่งน้ำหนักได้เสียและคิดสะระตะว่ายอมรับการฉีดโบท็อกซ์ได้แล้ว ผมแนะนำให้คุณกลับไปหาหมอตาท่านเดิมที่เคยดูแลคุณแม่อยู่ ถามท่านว่าคุณแม่จะมีโอกาสเป็นเมฮ์ซินโดรมได้ไหม ซึ่งเพื่อที่จะตอบคำถามของคุณคุณหมอเขาก็จะตรวจซ้ำเพื่อความแน่ใจ ใช่ไม่ใช่ก็สุดแล้วแต่สิ่งที่คุณหมอจะตรวจพบ ในกรณีที่ใช่เมฮ์ซินโดรมจริงจึงค่อยหารือถึงการฉีดโบทอกซ์

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณนุกรม
1. Simpson DM, Hallett M, Ashman EJ, Comella CL, Green MW, Gronseth GS, et al. Practice guideline update summary: Botulinum neurotoxin for the treatment of blepharospasm, cervical dystonia, adult spasticity, and headache: Report of the Guideline Development Subcommittee of the American Academy of Neurology. Neurology. 2016 May 10. 86 (19):1818-26.
2. Truong D, Comella C, Fernandez HH, Ondo WG. Efficacy and safety of purified botulinum toxin type A (Dysport) for the treatment of benign essential blepharospasm: a randomized, placebo-controlled, phase II trial. Parkinsonism Relat Disord. 2008. 14(5):407-14.
3. Cote TR, Mohan AK, Polder JA. Botulinum toxin type A injections: adverse events reported to the US Food and Drug Administration in therapeutic and cosmetic cases. J Am Acad Dermatol. 2005 Sep. 53(3):407-15.
........................................

20 เมษายน 2561

เมื่อไหร่ระบบสามสิบบาทจะล่ม

อาจารย์คะ
หนูเป็นพชท.3 อยากถามอาจารย์ว่า
..เมื่อไหร่ระบบสามสิบบาทจะล่ม เพราะหนูว่ามันจะล่มแหงๆ ทางคนไข้ก็มาขู่หมอเบิกยาไปใช้แบบทิ้งๆขว้างๆ และมาจี้ให้ส่งตัวไปรักษาในรพศ.ซึ่งต้องเสียเงินค่าทำบอลลูนผ่าตัดกันคราวละมากๆ โดยที่ไม่เคยคิดจะดูแลตัวเองในเรื่องอาหารการกินการออกกำลังกายเลย ทางรพ.ก็มีแต่หนี้สินท่วมหัว ค่าหัวคิวที่ต้องจ่ายให้สธ.และสปสช.ก็สูง
..ทุกวันนี้แพทย์ต้องเสียเวลากับการมานั่งเมคตัวเลขแก้ coding เพื่อเต้ยเอาเงินให้ได้มากขึ้น เราเลิกระบบcoding นี้เสียไม่ดีหรือคะ
..การประชุมประจำเดือนกับผอ.ทีไรไม่มีทีไหนไม่พูดถึงหนี้ พูดไปพูดมาหนูเองก็ชักจะสงสัยว่าผอ.จะนิยามคำว่าหนี้ตรงกับชาวบ้านเขาหรือไม่ เพราะผอ.พูดถึงทรัพย์สินหนี้สินส่วนของเจ้าของราวกับว่าเข้าใจมันดี แต่หนูว่าพี่เขาไม่เข้าใจมันเลย อาจารย์ว่าท้ายที่สุดระบบสามสิบบาทจะเจ๊งไหม
..คำถามของหนูข้อสุดท้ายก็คือถ้าลดการบริหารจัดการรวมทั้งการตัดหัวคิวจากส่วนกลางไม่ว่าจะเป็นสป.สช. หรือ สธ. เสีย อาจารย์คิดว่ารพศ. รพจ. รพช. จะมีปัญญาบริหารจัดการค่าใช้จ่ายรายหัวทั้งหมดได้เองไหมคะ

........................................................

ตอบครับ

    1. ถามว่าเมื่อไหร่ระบบสามสิบบาทจะล่ม ตอบว่าเมื่อประเทศไทยล่มระบบสามสิบบาทจึงจะล่ม มันจะล่มก่อนนั้นไม่ได้ดอก เพราะ (1) ตอนนี้มันได้กลายเป็นระบบที่จำเป็นของสังคมไปเสียแล้ว เรียกว่าถ้าไม่มีระบบนี้ประเทศอยู่ไม่ได้ สำหรับประเทศยากจนเมื่อใดก็ตามเมื่อ health care เข้าถึงได้ง่ายไม่ต้องจ่ายเงินนั่นคือสิ่งวิเศษได้เกิดขึ้นแล้ว ใครจะไปมีปัญญายุบสิ่งวิเศษทิ้งได้ (2) มันเกิดขึ้นได้ยากนะ เมื่อปีค.ศ. 2006 รัฐบาลประเทศแซมเบียได้ประกาศยกเลิกการเก็บเงินค่าบริการปฐมภูมิ (primary health care) พวกนักเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขทั่วโลกต่างฮือฮายกย่องกันเกรียวกราวว่าเป็นหมากที่สุดยอด แต่ระบบสามสิบบาทของประเทศไทยเรานี้ฟรีหมดทุกคนแบบครอบจักรวาล และทำมาตั้งแต่ปี 2004 ใครต่อใครก็พากันมาดูงานเมืองไทย แล้วก็กลับไปด้วยคำตอบที่ว่าถ้าไม่ได้ภาวะผู้นำที่แข็งแรงระดับบ้าดีเดือดแล้วไม่มีทางทำได้ดอก ไม่ต้องดูไกล ดูแผน Obama Care ก็ได้ ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก ในที่สุดก็ไปไม่รอด แล้วถ้าเราไปดูระบบรักษาฟรีของประเทศที่ทำมาจนอยู่ตัวแล้วเช่นอังกฤษและเยอรมันซึ่งเกิดมาคนละทาง เลี้ยงดูกันคนละวิธี จะเห็นกลไกการเกิดที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งว่ามันใช้กึ๋นของนักการเมืองที่มีภาวะผู้นำสูง และใช้เวลาบ่มเพาะสถานะการณ์ยาวนานกว่าจะเกิดได้ ของที่ใช้เวลาบ่มนานและเกิดยากอย่างนี้ เกิดแล้วยุบไม่ลงหรอกครับ เพราะฐานมันแน่นเกินไป

2. ถามว่าระบบโค้ดชื่อโรคออกมาเป็นตัวเลข (ICD coding) นี้ทำให้แพทย์เสียเวลามาก เลิกระบบนี้เสียไม่ดีหรือ ตอบว่าในการให้บริการสาธารณสุขนี้ประเทศเราไม่ได้คิดฝันอะไรขึ้นมาเองนะครับ เราเรียนรู้และลอกแบบจากประเทศอื่นทั่วโลกที่เขาผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนทั้งสิ้น ประเทศเหล่านั้นเขาลองมาหมดทุกวิธีที่คิดฝันได้แล้ว อย่างเช่นที่เยอรมันตอนเริ่มระบบโดยจ่ายเงินให้รพ.ตามงานที่ทำให้คนไข้ เช่นให้น้ำเกลือหนึ่งรายก็จ่ายเงินให้ห้ามาร์ค ปรากฎว่าทุกรพ.จับคนไข้ให้น้ำเกลือหมด อย่างนี้เป็นต้น คือเขาลองกันมาหมดแล้ว จนมารู้ว่าวิธีจำแนกโรคออกเป็นโค้ดนี้เป็นวิธีที่เวอร์คดีที่สุด ส่วนการที่ทุกวันนี้แพทย์ต้องมานั่งปั่นโค้ดปลอมเพื่อเอาเงินนั้นมันก็เหมือนที่เด็กเรียนหนังสือไม่เก่งต้องแอบลอกคำตอบเพื่อนในห้องสอบไม่งั้นสอบตกแหง ต่อไปพอเรียนหนังสือเก่งก็ไม่ต้องลอกใครแล้ว ถึงระบบจะเปิดช่องให้ลอกก็ไม่ลอกเพราะมองไม่เห็นประโยชน์ที่ต้องทำเช่นนั้น

3. ถามว่านายแพทย์ ผอ.รพ. บ้านนอก อยู่กันคนละไม่กี่ปี ไม่เดียงสาเรื่องการเงิน จะมีปัญญาบริหารธุรกิจของรพ.ได้หรือ ตอบว่าได้สิครับ ผมเคยไปสอนการบริหารรพ.ที่ศศินทร์ ซึ่งเป็นสถาบันสอนวิชาบริหารที่จริงจังกับหลักทฤษฎีบริหารต่างๆ แต่ผมบอกนักเรียนซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นผู้บริหารรพ.ว่าการบริหารจัดการมันเป็นคอมมอนเซ็นส์มากกว่าหลักทฤษฎี ระบบบัญชีคู่ที่น่าปวดหัวนั้นมันเป็นเพียงเครื่องมือ ความจริงระบบนี้ซึ่งออกแบบโดยพระในยุโรปสมัยกลางมันเป็นระบบที่เหมาะกับองค์กรที่มีทรัพย์มากจนจำไม่ไหวว่าตัวเองมีอะไรบ้าง สำหรับรพ.เล็กๆที่ยากจน ระบบบัญชีเงินสดแบบเด็กป.สี่ก็เวอร์คแล้ว

     สมัยก่อนสธ.ก็อาศัยความเชื่อนี้เพื่อดึงเอารพ.ทั่วประเทศไว้ให้อยู่กับตัวเอง หมายถึงความเชื่อที่ว่าหมอไม่มีปัญญาบริหารการเงิน หากปล่อยรพ.ให้ไปบริหารเองจะเจ๊ง แต่พอรัฐบาลได้ให้ทดลองปล่อยรพ.บ้านแพ้ว (จ.สมุทรสาคร) ออกไปบริหารตัวเองแบบองค์การมหาชน ปรากฎว่ารพ.บ้านแพ้วกลับเจริญรุ่งเรืองทั้งในแง่การป้องกันรักษาโรคและในแง่ฐานะทางเศรษฐกิจเกินความคาดหมาย จนความสำเร็จของรพ.บ้านแพ้วกลายเป็น "ผี" ที่หลอกหลอนผู้บริหารสธ.ว่ามันจะกลายเป็นหลักฐานพิสูจน์ว่าการมีสธ.ไม่ใช่สิ่งจำเป็น โครงการที่จ่อจะให้รพ.นำร่องอีก 7 โรง (เช่นรพ.หาดใหญ่ รพ.สระบุรี) ออกไปบริหารตัวเองต้องถูกงุบงิบงับเก็บเข้าลิ้นชักไปอย่างถาวรตั้งแต่นั้้น

      อีกตัวอย่างหนึ่ง ที่รพช.หล่มเก่า (จ.เพชรบูรณ์) ยุคประมาณสี่ห้าปีก่อนหน้านี้ ก็เคยทำระบบบริหารจัดการตัวเองโดยอิงชุมชนอย่างได้ผลดีมาแล้ว สามารถทำได้ถึงขั้นประชาชนยอมลงขันคนละหนึ่งบาทต่อวันอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนกิจการของรพ.  ทำให้รพ.อยู่ได้ทั้งๆที่มีผู้ป่วยต่างชาติที่ทะลักผ่านเขตแดนเข้ามา "ขอ" ใช้บริการฟรีเป็นจำนวนมาก สมัยนั้นยังไม่มีค่าใช้จ่ายให้กับคนต่างชาติที่ชายแดน แต่เขาก็สร้างระบบให้เขาอยู่ได้ ทั้งนี้มันขึ้นกับตัวผอ.ด้วย ที่หล่มเก่าพอเปลี่ยนผอ.ระบบนั้นก็เลิกไป

      หมอและพยาบาลในรพ.ทุกคนคุณหยิบขึ้นมาสักคนหนึ่งสิ คนไหนก็ได้ มีใครบ้างทำคลินิกซื้อขายยาประหยัดข้าวของเครื่องใช้และเรียกเก็บเงินคนไข้ไม่เป็น เกือบทุกคนทำเป็นทั้งนั้น ที่ผมรู้เพราะตัวผมเองก็เคยบริหารรพ.ชุมชนมา ที่พวกเขาอยู่ได้ทุกวันนี้ทั้งๆที่เงินสนับสนุนต่อหัวต่อปีถูกขลิบค่าโน่นค่านี่ไปจนค่าใช้จ่ายมันเกินรายรับไปบักโกรก แล้วทำไมเขาอยู่กันได้ละ พวกเขาอยู่กันได้ก็เพราะพวกเขามีทักษะในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรในการรักษาพยาบาลที่ดีเยี่ยม สิ่งเหล่านี้มันอยู่ในสายเลือด

     4. ถามว่าถ้าลดการบริหารจัดการรวมทั้งการตัดหัวคิวจากส่วนกลางไม่ว่าจะเป็นสป.สช. หรือ สธ. เสีย รพศ. รพจ. รพช. จะมีปัญญาบริหารจัดการค่าใช้จ่ายรายหัวทั้งหมดได้เองไหม ตอบว่าได้สิครับ ได้แน่นอน ด้วยเหตุผลและตัวอย่างที่ผมยกให้ดูในข้อ 3 แล้ว

    5. ข้อนี้คุณไม่ได้ถาม แต่ผมมองเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญที่สุดที่ทำให้เรามีระบบสามสิบบาทขึ้นมา จึงขอพูดเพิ่มเติมว่าเรามีระบบสามสิบบาทเพราะความตั้งใจที่จะให้ผู้คนมีสุขภาวะ คือมีสุขภาพดี มีชีวิตที่มีความสุข คุณหมอเองก็มองเห็นว่าการที่ระบบไปจูงใจให้คนไข้มาขอยาดีๆฟรีๆไปกินก็ดี ไปจูงใจให้คนไข้อยากได้รับการส่งตัวไปรับการรักษาด้วยวิธียากๆแพงๆก็ดี ล้วนไม่ใช่วิธีที่จะทำให้คนไข้มีสุขภาพดี  ผมจะบอกว่าสิ่งเดียวที่จะทำให้คนไข้มีสุขภาพดี คือการที่คนไข้สามารถลุกขึ้นมาบริหารจัดการตัวเอง ซึ่งเป็นคอนเซ็พท์ที่องค์การอนามัยโลกเรียกมันว่า self management  งานวิจัยที่รวบรวมโดยสมาคมหัวใจอเมริกัน (AHA) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Circulation พบว่าขณะที่การรักษาในระบบโรงพยาบาลลดอัตราตายโรคหัวใจลงได้ 20-30% แต่การสอนให้ผู้ป่วยดูแลตัวเองด้วยดัชนีง่ายๆเจ็ดตัว (Simple 7) คือน้ำหนัก ความดัน ไขมัน น้ำตาล การกินผักผลไม้ การออกกำลังกาย และบุหรี่ มีผลลดอัตราตายลงได้ถึง 90% ตรงนี้คือหัวใจของเรื่องทั้งมวล ส่วนระบบบัญชีคู่หรือกลไกการบริหารอะไรนั้นเป็นเรื่องรอง วันหนึ่งถ้าคุณหมอเป็นผู้อำนวยการรพ.บ้านนอกเสียเอง จะลองพิสูจน์คำพูดของผมดูก็ได้ ลองหยิบกลุ่มคนไข้ที่เป็นบัวพ้นน้ำแล้วขึ้นมาสักกลุ่มหนึ่ง แล้วลองกล้าๆหน่อยเปลี่ยนรูปแบบการดูแลพวกเขาจากแบบเดิมๆมาเป็นแบบสอนให้เขาดูแลตัวเองด้วยดัชนีง่ายๆเจ็ดตัวนี้ให้เป็นแทน แล้วคุณหมอจะเข้าใจที่ผมพูด

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

18 เมษายน 2561

นักศึกษาแพทย์สอบตกการซักประวััติ

เรียนอาจารย์สันต์ที่เคารพ
ผมเรียนแพทย์จาก ... แต่สอบใบประกอบวิชาชีพสามครั้งแล้วไม่ได้ ครั้งสุดท้ายตกเคส ผมหมดกำลังใจและคิดจะเลิกอาชีพนี้อยู่แล้ว แต่มีอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งดูจะเมตตาผมมากเป็นพิเศษบอกว่าผมซักประวัติไม่เป็นจึงวินิจฉัยโรคไม่ได้ ให้ไปแก้ไขตรงนี้ ผมจึงเกิดลูกฮึดขึ้นมาจะสอบอีกรอบ อยากขอคำแนะนำจากอาจารย์ว่าทำอย่างไรผมจึงจะซักประวัติเก่ง

..............................................

ตอบครับ

     ที่คุณหมอสอบตกผมเข้าใจว่ามันไม่ใช่การซักประวัติอย่างเดียวหรอก แต่มันเป็นความอ่อนด้อยในการเข้าหา (approach) ผู้ป่วยเพื่อประเมินภาพรวมมากกว่า เพราะในการจะเป็นแพทย์นี้หากไม่เป็นมวยในเรื่องการเข้าหาผู้ป่วยก็เป็นอันจบข่าว คือเมื่อเข้าหาไม่เป็นก็จะได้ข้อมูลมาไม่ครบ ซึ่งจะนำไปสู่การวินิจฉัยผิด รักษาผิด แถมยังจะผิดใจกับคนไข้อีกต่างหาก เริ่มด้วยความตั้งใจที่ดีๆผลที่ได้กลายเป็นแย่

     การประเมินภาพรวมของผู้ป่วย นอกจากความตั้งใจดีแล้ว ยังต้องอาศัยความรู้พื้นฐานที่แน่น ทักษะการปฏิสัมพันธ์ที่ดี และความสามารถคิดวินิจฉัยข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาได้อย่างพิศดารแบบวินาทีต่อวินาที วันนี้ผมมั่นใจว่าคุณมีความต้ังใจดีอยู่แล้ว มีทักษะการปฏิสัมพันธ์ที่ดีแล้ว และจะตั้งสมมุติฐานจากการที่คุณสอบผ่านข้อเขียนแล้วว่าคุณมีความรู้พื้นฐานที่แน่นดีแล้ว ดังนี้วันนี้ผมจะพูดกับคุณในประเด็นเดียว คือการพัฒนาความสามารถคิดวินิจฉัยข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาได้อย่างพิศดารแบบวินาทีต่อวินาที

     ก่อนที่จะไปซักประวัติคนไข้ ผมแนะนำให้คุณหมอตั้งโครงวิธีใช้ความคิดวินิจฉัยขึ้นในใจ และท่องจำโครงนี้ให้ได้ก่อน โครงนี้ประกอบขึ้นจากการแบ่งการมองปัญหาของคนไข้ออกมาจากสี่มุมมอง แต่ละมุมมองคุณหมอต้องท่องจำหัวข้อที่จะไล่ไปในใจให้ได้ เพราะจะรอมาเช็คเอาจากสมุดโน้ตหรือจากเน็ทนั้นมันไม่ทันกิน มุมมองทั้งสี่ได้แก่

     มุมแรก: อาการวิทยา หมายถึงว่าเราจะต้องจำได้อย่างแม่นยำว่าอาการอะไรนำไปสู่โรคอะไร เมื่อหยิบอาการหนึ่งขึ้นมา ต้องไล่โรคเจ้าประจำที่ชอบนำเสนอด้วยอาการนั้นขึ้นมาในใจได้ทันที เช่นสมมุติว่าคนไข้มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกฉุกเฉิน เราจะต้องไล่ขึ้นมาในใจได้ทันทีว่าต้องนึกถึงสิบโรคตามลำดับก่อนหลังอันได้แก่ (1) หัวใจขาดเลือด, (2) กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (3) กล้ามเนื้อหน้าอกช้ำ, (4) กรดไหลย้อน, (5) panic disorder, (6) เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ, (7) ปอดบวม, (8) หัวใจล้มเหลว, (9) ลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดในปอด, (10) aortic dissection อย่างนี้เป็นต้น

     มุมที่สอง: กายวิภาคและสรีระของอวัยวะ หมายถึงเราจะต้องมีความรู้อย่างทะลุปรุโปร่งอยู่ในใจว่าทุกอวัยวะในร่างกายแต่ละอันตำแหน่งมันอยู่ที่ไหนมันทำหน้าที่อะไร สัมพันธ์กันอย่างไร หากมันทำหน้าที่เพี้ยนขึ้นมาแล้วจะเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยในใจต้องสามารถไล่ลำดับระบบอวัยวะสิบสองระบบได้ทันที คือ (1) ผิวหนัง (2) กล้ามเนื้อ (3) กระดูก (4) ประสาท (5) การหายใจ (6) การไหลเวียน (7) ทางเดินอาหาร (8) ทางเดินปัสสาวะ (9) สืบพันธ์ (10) เลือด (11) น้ำเหลือง (12) ต่อมไร้ท่อ ไล่ไปถึงไหนก็คิดไปถึงนั่นว่าระบบนี้จะทำให้เกิดเรื่องแบบที่คนไข้กำลังเป็นอยู่นี้ได้หรือเปล่า

     มุมที่สาม :การไล่เลียงสาเหตุของโรค ตรงนี้หมายความว่าโรคทั้งหลายในวิชาแพทย์นี้จำแนกตามสาเหตุแล้วก็มีอยู่เก้ากลุ่มสาเหตุเท่านั้น ซึ่งเราจะต้องไล่กลุ่มสาเหตุพวกนี้ในใจทีละสาเหตุจนครบทุกสาเหตุเวลาที่ประเมินปัญหาคนไข้ อันได้แก่ (1) ติดเชื้อ (2) อักเสบ (3) บาดเจ็บ (4) เนื้องอก (5) เป็นแต่กำเนิด (6) เกิดจากการเผาผลาญ (7) ภูมิต้านทาน (8) ฮอร์โมน (9) ผลจากการรักษา (หมายความว่าโรคหมอทำ)

     มุมที่สี่ :พยาธิวิทยา หมายถึงความรู้เรื่องโรคแต่ละโรคทีละโรค เมื่อเราหยิบโรคๆหนึ่งขึ้นมาเพื่อวินิจฉัยแยกจากโรคอื่น เราจะต้องรู้ในใจทันทีว่าต้องเอาอาการอะไร หรือการตรวจพบอะไรมายืนยันว่าเป็นโรคนี้ หรือมาคัดค้านว่าไม่ใช่โรคนี้

    เมื่อได้ตั้งโครงที่ประกอบด้วยสี่มุมมองนี้ไว้ในใจแล้ว เมื่อใดก็ตามที่เริ่มต้นซักประวัติคนไข้ พอได้ยินอาการสำคัญของคนไข้แล้ว ใจเราจะต้องเอาอาการสำคัญที่ได้ยินมาไปไล่เทียบกับโครงที่ตั้งไว้นี้ทีละมุมมอง และเชื่อมโยงข้อมูลจากสี่มุมมองเข้าหากันและสลับจากมุมโน้นไปมุมนี้อย่างพิศดารแบบวินาทีต่อวินาที ก็จะเห็นความเป็นไปได้รอบแรกว่ามันน่าจะเป็นโรคอะไรได้บ้าง นั่นจะเป็นที่มาของคำถามที่สองที่เราจะถาม พอเราถามและได้รับคำตอบของคำถามที่สองแล้ว เราก็เอาคำตอบไปไล่เทียบกับโครงที่ตั้งไว้อีก เราก็จะได้ภาพความน่าจะเป็นไปได้ที่ชัดขึ้นอีก และจะเป็นที่มาของคำถามที่สามว่าควรจะถามอะไร ต่อๆกันไปอย่างนี้จนสามารถวินิจฉ้ัยโรคได้หรืออย่างน้อยก็เรียงลำดับโรคที่น่าจะเป็นออกมาได้ไม่กี่โรค นี่แหละคือวิธีซักประวัติผู้ป่วยแบบรอบคอบและรัดกุม

     อนึ่ง ในการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยนี้ คุณหมอต้องระวังความเชื่อผิดๆสองอย่าง คือ

     ความเชื่อผิดอย่างแรก คือความเชื่อที่ว่าเราจะตรวจวินิจฉัยได้เร็วขึ้นถ้าเรามุ่งเน้นการตรวจทางแล็บหรือการตรวจพิเศษต่างๆก่อน

     ความเชื่อผิดอย่างที่สอง คือความเชื่อที่ว่ายิ่งเรารีบไปตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีที่ซับซ้อนด้วยเครื่องมือสูงๆได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งวินิจฉัยโรคได้เร็วเท่านั้น

     ทั้งสองอย่างนี้ไม่เป็นความจริงเลย ในความจริงนั้นไม่มีวิธีวินิจฉัยโรควิธีไหนที่จะเร็วไปกว่าการรวบรวมข้อมูลมาให้ได้มากที่สุดจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย แล้วเอาข้อมูลเหล่านั้นมาสังเคราะห์ด้วยการมองออกมาจากสี่มุมข้างต้น

     สิ่งที่สำคัญในชีวิตจริงคือการที่เราสามารถเอาปัญหาของคนไข้ขึ้นมาตั้งแล้วสามารถแก้ปัญหาให้เขาได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนและเป็นระบบตามหลักวิชาของเรา ไม่ใช่การสามารถฟันธงชื่อโรคได้หนึ่งโรคทันทีโดยไม่ทราบบริบทของการเจ็บป่วยในตัวผู้ป่วยคนนั้น เพราะโรคเป็นเพียงนิยามของการเจ็บป่วยแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น แต่ในการรักษาที่แท้จริงเราไม่ได้รักษาแต่โรค เราต้องแก้ปัญหาให้ผู้ป่วยแบบองค์รวมซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อเราได้ซักประวัติได้ข้อมูลครบถ้วนเท่านั้น

     ขอให้คุณหมอมองการสอบเคสว่าเป็นความสนุกสมองประลองเชาว์ การสอบใบประกอบวิชาชีพเขาไม่ได้จำกัดว่าห้ามสอบเกินกี่ครั้ง ไม่ต้องกลัวสอบตก เพราะการสอบตกเป็นเพียงความท้าทายให้ค้นหาว่าเรายังไม่รู้หรือไม่เป็นมวยตรงไหนอีกบ้าง สอบไป สนุกกับมันไป จะอีกสิบครั้งก็สอบไปเถอะ แล้วขอให้เชื่อผม ในที่สุดคุณหมอจะสอบได้ และคนอย่างคุณหมอจะเป็นหมอที่ดีของคนไข้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

17 เมษายน 2561

ขดลวด (stent) ใส่แล้วเรียบร้อยแต่อยากจะเอาออก

เรียนคุณหมอสันต์
ผมชื่อ ... ผมไปทำบอลลูนที่โรงพยาบาล ... มา หมอใส่ stent ไว้หนึ่งเส้น เมื่อใส่แล้วมีอาการเจ็บหน้าอกเป็นช่วงๆ ผมต้องการเอา stent ออก เรียนถามคุณหมอว่ามีทางเอา stent ออกได้หรือไม่ ถ้าทำได้ควรติดต่อที่ไหนครับ.
ขอบคุณครับ
my iPhone

...........................................................

     ถามว่ามีหมอที่ไหนรับจ้างเอาขดลวดถ่างหรือสะเต้นท์ (stent) ที่ใส่เข้าไปแล้วออกบ้าง ตอบว่าไม่มีหรอกครับ เพราะวิชานี้ยังไม่มีใครคิดอ่านทำขึ้นมา อีกอย่างหนึ่งการเล่นกับหลอดเลือดหัวใจที่เป็นโรคเขรอะแล้วมันง่ายซะเมื่อไหร่ละครับ ถ้ามันง่ายอย่างการทำแท้ง ถึงแพทย์แผนปัจจุบันไม่ทำป่านนี้ก็จะมีหมอเถื่อนรับจ้างทำกันเกร่อแล้ว

    ดังนั้นเมื่อใส่สะเต้นท์แล้วให้ทำใจเสียว่าได้ใส่แล้ว จะเกิดอะไรขึ้นก็เกิด ผมบอกให้คุณอุ่นใจได้อย่างหนึ่งว่าในระยะกลาง คือหลังจากปีที่หนึ่งถึงปีที่ห้า อนาคตของคนใส่สะเต้นท์ อย่างเลวที่สุดก็ไม่ได้เลวไปกว่าคนไม่ใส่สะเต้นท์ที่ทำตัวแบบเดียวกันดอกครับ นี่ไม่นับคนที่ทำตัวดี เลิกบุหรี่ หันไปออกกำลังกาย กินอาหารไขมันต่ำ กินผักกินหญ้า กินยาลดไขมันถ้าจำเป็นนะ เพราะการทำตัวดีอย่างนั้นใครๆก็ทำได้ไม่ว่าจะใส่หรือไม่ใส่สะเต้นท์มาก่อน และใครทำตัวดีก็จะได้ดีเสมอกันหมดแบบกฎแห่งกรรม หมายความว่าอัตรารอดชีวิตระยะยาวดีขึ้น อาการเจ็บหน้าอกลดลง ไม่ว่าจะใส่หรือไม่ใส่สะเต้นท์อยู่

     จบคำตอบสำหรับคนใส่สะเต้นท์มาแล้ว

     คราวนี้ผมจะให้ข้อมูลสำหรับคนที่ยังไม่ได้ใส่สะเต้นท์ เผื่อว่าครั้งหนึ่งในชีวิตแพทย์จะแนะนำให้เลือกวิธีรักษาด้วยการทำบอลลูนใส่สะเต้นท์จะได้เอาข้อมูลนี้ไปใช้ได้ ความจริงข้อมูลเหล่านี้หมอเขาจาระไนให้ฟังก่อนทำอยู่แล้ว แต่คนไข้ก็ไม่ค่อยตั้งใจฟัง แถมหมอเขายังเขียนเป็นตัวหนังสือบรรยายไว้ในใบที่ให้คนไข้เซ็นยินยอมก่อนทำด้วย แต่คนไข้ก็ไม่อ่าน นี่หมอสันต์เอามาเขียนให้อ่านตอนที่ยังไม่ใช่เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานด้วยความหวังว่าท่านที่ยังไม่ได้เป็นคนไข้จะอ่านเอาไว้เป็นความรู้ชั้นหนึ่งก่อน แต่หากท่านไม่อ่านก็ไม่เป็นไร วันหลังอย่าเขียนมาถามวิธีเอาสะเต้นท์ออกกับหมดสันต์ก็แล้วกัน หิ หิ

     ข้อมูลประโยชน์และความเสี่ยงของการทำบอลลูนใส่สะเต้นท์ มีด้ังนี้

     1. ประโยชน์ของการทำบอลลูนใส่สะเต้นท์ มีดังนี้

     กรณีที่ 1. เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันแบบมีคลื่นหัวใจยก (STEMI) ยังมีอาการเจ็บหน้าอกต่อเนื่อง หากนับเวลาจากเริ่มเจ็บหน้าอกมายังไม่นานเกิน 24 ชม. การรีบสวนหัวใจลากเอาลิ่มเลือดออกแล้วทำบอลลูนใส่สะเต้นท์กันแบบฉุกเฉิน จะทำให้อัตรารอดชีวิตในระยะยาวดีกว่าไม่ทำ เรียกว่าคนไข้กลุ่มนี้ได้ประโยชน์จากการทำบอลลูนมากและชัดเจน

     กรณีที่ 2. เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันแบบไม่มีคลื่นหัวใจยก (non-STEMI) มีข้อสรุปในวงการแพทย์ว่าการรีบทำบอลลูนเช่นเดียวกับกรณี STEMI จะได้ประโยชน์คุ้มความเสี่ยง ยิ่งทำเร็วภายใน 90 นาทีหลังเจ็บหน้าอกได้ยิ่งดี ยกเว้นในรายที่มีคะแนนความเสี่ยง (TIMI หรือ GRACE score ต่ำซึ่งการรักษาโดยการไม่ทำบอลลูนอาจดีกว่า

   กรณีที่ 3. เมื่อเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันทุกชนิดที่รอดตายมาแล้วเป็นเวลานานเกิน 24 ชั่วโมง และหายเจ็บหน้าอกแล้ว การทำบอลลูนใส่สะเต้นท์ไม่มีประโยชน์อะไรและไม่ควรทำ (งานวิจัย OAT trial) ยกเว้นกรณีมีอาการเจ็บหน้าอกอยู่ซึ่งการทำจะช่วยบรรเทาอาการ

    กรณีที่ 4. เจ็บหน้าอกแบบไม่ด่วน (stable angina) หรือเจ็บเมื่อออกแรง พักแล้วหาย ที่มีประวัติว่าความรุนแรงของอาการเจ็บหน้าอกรุนแรงไม่ถึง class III (จากทั้งหมด 4 class) การทำบอลลูนใส่สะเต้นท์จะมีโทษมากกว่าประโยชน์ ยกเว้นเฉพาะเมื่อ (1) อาการเจ็บหน้าอกรุนแรงมากขึ้นรวดเร็ว (2) กินยาแล้วไม่ได้ผล (3) กล้ามเนื้อหัวใจทำงานแย่ลง เท่านั้น

    ผมขอเสียเวลาขยายความตรงนี้หน่อยนะ เพราะคนไข้ที่ถูกทำบอลลูนในเมืองไทยส่วนใหญ่ตกอยู่ในกลุ่มนี้ คือเจ็บหน้าอกแบบไม่ด่วน ไม่มีกล้ามเนื้้อหัวใจตาย การที่คนไข้กลุ่มนี้ตัดสินใจทำบอลลูนโดยไม่มีข้อบ่งชี้เฉพาะสามข้อข้างต้นนั้นเป็นการเสียมากกว่าได้ คือข้อมูลแท้จริงเป็นอย่างนี้

     - งานวิจัย RITA-II trial เอาคนไข้แบบนี้ 1,018 คน สุ่มแบ่งครึ่งหนึ่งไปทำบอลลูนใส่สะเต้นท์อีกครึ่งหนึ่งไม่ทำ พบว่ากลุ่มทำบอลลูนมีอาการทุเลาลงมากกว่าแต่ขณะเดียวกันก็มีจุดจบที่เลวร้าย(ตัวคนไข้ตาย+กล้ามเนื้อหัวใจตาย) มากกว่า (6.3%)เมื่อเทียบกับกลุ่มไม่ทำ (3.3%)

     - งานวิจัย AVERT ซึ่งเปรียบเทียบคนไข้แบบนี้ 341 คน พบว่ากลุ่มกินยาลดไขมันอย่างเดียวโดยไม่ทำบอลลูนกลับมาเจ็บหน้าอกใน 18 เดือน เป็นจำนวน13% ขณะที่กลุ่มทำบอลลูนกลับมาเจ็บหน้าอก 21% คือพวกทำบอลลูนกลับเจ็บหน้าอกมากกว่า

     - งานวิจัย COURAGE trial ซึ่งเลือกเอาเฉพาะคนที่มีรอยตีบที่โคนหลอดเลือด (ยกเว้นโคนใหญ่ซ้าย LM) อย่างน้อย 70% หนึ่งตำแหน่งขึ้นไป ทั้งมีอาการเจ็บหน้าอก class I-II ทั้งวิ่งสายพานได้ผลบวกด้วย เอามาเปรียบเทียบติดตามนาน 4.6 ปี พบว่าทำบอลลูนกับไม่ทำมีการตายกับการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายในห้าปีไม่ต่างกันเลย

     - งานวิิจัย MASS ซึ่งนับเอาจุดจบเลวร้ายแบบรวมมิตร (คือนับทั้งตัว (1) คนไข้ตาย (2) กล้ามเนื้อหัวใจตาย (3) เจ็บหน้าอกแบบดื้อด้านหลังทำ) หลังจากการเปรียบเทียบกันไปสามปีพบว่ากลุ่มที่ทำบอลลูนมีจุดจบเลวร้ายมากกว่า (24%) เมื่อเทียบกับกลุ่มไม่ทำ (17%)

     2. ความเสี่ยงของการทำบอลลูนใส่สะเต้นท์ แยกเป็นความเสี่ยงของการสวนหัวใจฉีดสี กับการทำบอลลูน ในกรณีที่ทำบอลลูนต้องเอาความเสี่ยงทั้งสองกรณีมารวมกัน ดังนี้

     2.1 ความเสี่ยงของการสวนหัวใจฉีดสารทึบรังสี (CAG)

     2.1.1 โอกาสตาย 0.1% คือประมาณว่าทุก 1000 คนจะตาย 1 คน (ตัวเลขจากผู้ป่วย 2 แสนคน)
     2.1.2 โอกาสเกิดไตวายเฉียบพลัน (Cr เพิ่มเกิน 1.0 mg/dl) มี 5% ของผู้ป่วย แต่การทำงานของไตจะค่อยๆกลับเป็นปกติในไม่กี่วัน ที่จะกลายเป็นไตวายเรื้อรังจนต้องล้างไตมีน้อยกว่า 1 % 
     2.1.3 โอกาสเป็นอัมพาตเฉียบพลันภายใน 36 ชม.หลังทำ 0.1 - 0.6%
     2.1.4 โอกาสเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการฉีดสี มีต่ำกว่า 0.1%
โอกาสติดเชื้อรวมทั้งติดเชื้อในกระแสเลือด มี 0.06% หากทำที่ขา และสูงถึง 0.6% หากทำที่แขน

     นอกจากนี้เป็นภาวะแทรกซ้อนจิ๊บๆเช่นเลือดออกตรงที่แทงเข็ม เป็นต้น


    2.2 ความเสี่ยงจากการทำบอลลูนใส่สะเต้นท์

     2.2.1 โอกาสตายในรพ. 1.4 - 2.6% ยิ่งรพ.เล็กทำบอลลูนน้อยยิ่งตายมาก
     2.2.2 โอกาสเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันแบบมีคลื่น 0.4%
     2.2.3 โอกาสตายในหนึ่งปีหลังจำหน่ายออกจากรพ. 0.4 - 2.4%
     2.2.4 โอกาสเกิดการถูกทิ่มทะลุหลอดเลือด 0.2-0.6%
     2.2.5 โอกาสเกิดสะเต้นท์อุดตันในหนึ่งปีแรก 10-20%
     2.2.6 โอกาสเกิดเลือดออกในทางเดินอาหารขนาดหนักจากการกินยาต้านเกล็ดเลือดสองตัว 2.9% ถ้าไม่ใช้ยา PPI ซึ่งลดเหลือ 1.1% ถ้าใช้ยา PPI

     นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงอื่นๆที่วงการแพทย์รู้ว่ามีอยู่แต่ยังนิยามอุบัติการณ์ไม่ได้ เช่น ความเสี่ยงที่เลือดจะออกในสมองจากการควบยาต้านเกล็ดเลือดสองตัว ความเสี่ยงที่จะเกิดไตวายเรื้อรังจากการใช้ยาลดการหลั่งกรด (PPI) นานๆ เป็นต้น

     3. ใครเป็นผู้ชั่งน้ำหนักประโยชน์และความเสี่ยง

     กฎกติกาสากลคือการชั่งน้ำหนักของประโยชน์และความเสี่ยงแล้วตัดสินใจเลือก เป็นหน้าที่ของคนไข้ ส่วนการให้ข้อมูลอย่างครบถ้วนในภาษาที่คนไข้เข้าใจโดยไม่มีการเชียร์อย่างมีผลประโยชน์แอบแฝง เป็นหน้าที่ของแพทย์ หน้าที่ใคร หน้าที่มัน

     เมื่อได้ตัดสินใจแล้ว ทำไปแล้ว อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด เพราะมันเป็นเรื่องของดวง อย่าไปโทษตัวเองที่ตัดสินใจทำ หรือโทษแพทย์ที่พูดข่มขู่หรือชักจูงให้ทำ เพราะการตัดสินใจทำเรื่องใหญ่ขนาดนี้ แม้แต่พระเจ้ายังบังคับคุณไม่ได้เล้ย แถมมีพยานเอกสารว่าผู้ป่วยเซ็นรับทราบประโยชน์และความเสี่ยงแล้วและเซ็นยินยอมให้ทำไว้เป็นหลักฐานแล้วด้วย จะมากล่าวหาว่าแพทย์ซึ่งไม่มีปืนอยู่ในมือมาข่มขู่หรือชักจูงให้ทำนั้น ศาลไม่ฟังหรอกครับ

     แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าการไปถึงจุดที่จะต้องตัดสินใจว่าควรทำบอลลูนใส่สะเต้นท์หรือไม่ คือการบริหารสุขภาพตนเอง (Self Management) ให้โรคที่เป็นแล้วถอยกลับ ด้วยการจัดการปัจจัยเสี่ยงสุขภาพง่ายๆเจ็ดตัว (Simple7) ให้อยู่ในพิสัยปกติ คือ (1) น้ำหนัก (2) ความดัน (3) ไขมันในเลือด (4) น้ำตาลในเลือด (5) การกินผักผลไม้ต่อวัน (6) การออกกำลังกายต่อสัปดาห์ (7) การเลิกบุหรี่ ง่ายๆเจ็ดตัวแค่นี้ ท่านทำเองได้แน่นอนถ้าท่านจะทำ และหมอสันต์เชียร์สุดลิ่มว่าท่านควรทำซะตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ตั้งแต่เมื่อยังไม่มีอาการป่วย

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Segal AZ, Abernethy WB, Palacios IF, BeLue R, Rordorf G. Stroke as a complication of cardiac catheterization: risk factors and clinical features. Neurology. 2001;56(7):975.[Guideline] Amsterdam 2. EA, Wenger NK, Brindis RG, et al; ACC, AHA Task Force on Practice Guidelines, SCAI, et al. 2014 AHA/ACC Guideline for the Management of Patients with Non-ST-Elevation Acute Coronary Syndromes: a report of the American College of Cardiology/American Heart Association Task Force on Practice Guidelines. J Am Coll Cardiol. 2014 Dec 23. 64 (24):e139-228. 
3. O'Gara PT, Kushner FG, Ascheim DD, et al, American College of Cardiology Foundation/American Heart Association Task Force on Practice Guidelines. 2013 ACCF/AHA guideline for the management of ST-elevation myocardial infarction: a report of the American College of Cardiology Foundation/American Heart Association Task Force on Practice Guidelines. Circulation. 2013 Jan 29. 127 (4):e362-425.
4. Levine GN, Bates ER, Blankenship JC, Bailey SR, Bittl JA, Cercek B, et al. 2011 ACCF/AHA/SCAI Guideline for Percutaneous Coronary Intervention: a report of the American College of Cardiology Foundation/American Heart Association Task Force on Practice Guidelines and the Society for Cardiovascular Angiography and Interventions. Circulation. 2011 Dec 6. 124 (23):e574-651. [Medline].
5. Fox KA, Poole-Wilson PA, Henderson RA, Clayton TC, Chamberlain DA, Shaw TR, et al. Interventional versus conservative treatment for patients with unstable angina or non-ST-elevation myocardial infarction: the British Heart Foundation RITA 3 randomised trial. Randomized Intervention Trial of unstable Angina. Lancet. 2002. 360(9335):743-51. 
6. Coronary angioplasty versus medical therapy for angina: the second Randomised Intervention Treatment of Angina (RITA-2) trial. RITA-2 trial participants. Lancet. 1997 Aug 16. 350 (9076):461-8. 
7. Pitt B, Waters D, Brown WV, van Boven AJ, Schwartz L, Title LM, et al. Aggressive lipid-lowering therapy compared with angioplasty in stable coronary artery disease. Atorvastatin versus Revascularization Treatment Investigators. N Engl J Med. 1999. 341(2):70-6. 
8. Teo KK, Sedlis SP, Boden WE, O'Rourke RA, Maron DJ, Hartigan PM, et al. Optimal medical therapy with or without percutaneous coronary intervention in older patients with stable coronary disease: a pre-specified subset analysis of the COURAGE (Clinical Outcomes Utilizing Revascularization and Aggressive druG Evaluation) trial. J Am Coll Cardiol. 2009 Sep 29. 54 (14):1303-8. 
9. Hueb W, Soares PR, Gersh BJ, Cesar LA, Luz PL, Puig LB, et al. The medicine, angioplasty, or surgery study (MASS-II): a randomized, controlled clinical trial of three therapeutic strategies for multivessel coronary artery disease: one-year results. J Am Coll Cardiol. 2004. 43(10):1743-51.
10. Hueb WA, Soares PR, Almeida De Oliveira S, Ariê S, Cardoso RH, Wajsbrot DB, et al. Five-year follow-op of the medicine, angioplasty, or surgery study (MASS): A prospective, randomized trial of medical therapy, balloon angioplasty, or bypass surgery for single proximal left anterior descending coronary artery stenosis. Circulation. 1999 Nov 9. 100 (19 Suppl):II107-13.
11. Henderson RA, Pocock SJ, Sharp SJ, Nanchahal K, Sculpher MJ, Buxton MJ, et al. Long-term results of RITA-1 trial: clinical and cost comparisons of coronary angioplasty and coronary-artery bypass grafting. Randomised Intervention Treatment of Angina. Lancet. 1998. 352(9138):1419-25. [Medline].
12. Henderson RA, Pocock SJ, Clayton TC, Knight R, Fox KA, Julian DG, et al. Seven-year outcome in the RITA-2 trial: coronary angioplasty versus medical therapy. J Am Coll Cardiol. 2003. 42(7):1161-70. [Medline].

16 เมษายน 2561

GHBY-29 ต้องการพูดกับคน..กด 5 หิ หิ

     ทุกวันนี้คนที่โทรศัพท์เข้ามาถามเรื่องนั่นเรื่องนี่ที่เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์หรือโทรมาหาหมอสมวงศ์มักจะบ่นว่าโทรแล้วไม่มีคนรับบ้าง ไม่มีใครรู้เรื่องบ้าง  ผมก็เลยบอกน้องที่เข้ามาทำงานอยู่ด้วยว่าให้ไปหาทางแก้ปัญหา พวกเขาก็สรุปมาว่าต้องให้โทรเข้ามาหาเบอร์ซึ่งต้องกดเลขต่อไปยังเป้าหมายที่จะไป ผมฟังแล้วก็ไม่เอาด้วยอยู่นานหลายเดือน เพราะผมเป็นคนในวัยที่หน่ายมากเวลาโทรศัพท์ไปไหนโดยเฉพาะบริษัทใหญ่ๆที่ชอบมีขั้นตอนมากมายแบบว่า ต้องการทำอย่างนั้น กด 1 ต้องการทำอย่างนี้ กด 2 กดไปเบอร์นั้นที กดไปเบอร์โน้นที กดไปกดมา ในที่สุดก็..อ๊อด..ด...ด ซึ่งคงแปลว่าลุงแพ้เกมส์คนแก่แล้ว กรุณากลับไปตั้งต้นที่สนามหลวงใหม่

     แต่ว่ามาถึงวันนี้เหตุการณ์มันบังคับให้ผมต้องทำอย่างนั้นกับคนอื่นแล้ว แม้ว่ามันจะขัดกับบุคลิกของหมอสันต์ก็ตาม ผมเองให้นึกสงสารผู้สูงวัยที่อยากจะมาทำธุรกรรมกับเวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ ต่อไปคงจะเจอแบบว่า

     "..สวัสดีคะ..ขอต้อนรับสู่เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ 
ต้องการสอบถามเรื่องทั่วไป กด 1 
ต้องการจองแค้มป์สุขภาพ กด 2 
ต้องการซื้อขนมปัง กด 3 
ต้องการจองบริการคลินิกเมก้าเวดะ กด 4 
ต้องการพูดกับคน..เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องการพูดกับผู้จัดการ กด 5 ..หิ หิ "

     ทำไงได้ละครับ โลกนี้มันเป็นอย่างนี้ไปซะแล้วตาแก่อย่างเราจะไปขวางโลกได้อย่างไร ยังมีอีกเรื่องหนึ่งนะ คือการซื้อขายอะไรผ่านเว็บไซท์ ผมเองก็หน่ายอีกเหมือนกันที่ทำตามที่บอกไปทีละขั้นๆ ขอเบอร์หรือหมายเลขลับอะไรบนบัตรเครดิตผมก็ไม่เคยหวง ให้หมด เพราะผมถือเสียว่าเงินผมไม่ได้มีมาก ถูกเชิดยกแบ้งค์ไปผมก็ไม่เสียหายเป็นเงินสักเท่าไหร่หรอก แต่ทำไปจนจบกระบวนการแล้วก็ยังซื้อของไม่ได้เนี่ยสิมันน่าเจ็บใจ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เว็บไซท์หนึ่งเขามีช่องให้เขียนอีเมลหาเขาด้วยถ้ามีปัญหา ผมก็เขียนไปด่าเลยว่า

     "ผมต้องการสื่อสารกับคน"

      ปรากฎว่าแป๊บเดียวก็มีอีเมลตอบกลับมาอย่างสุภาพ

     "Thank you for contacting us. This is an automatic reply..."

      เป็นอีเมลจากหุ่นยนต์ เวร! คำเดียวเลยจริงๆ

     แต่ว่าตอนนี้ผมก็จะต้องทำแบบนี้กับคนอื่นเสียแล้ว คือผมจำเป็นต้องย้ายธุรกรรมการสมัครเข้าเรียนในแค้มป์สุขภาพต่างๆของเวลเนสวีแคร์ไปทำบนเว็บไซท์ เพราะผมกับหมอสมวงศ์ต่างก็แก่แล้ว จะมางกๆรับโทรศัพท์โต้ตอบทุกวันก็ไม่ไหว จึงให้เขาทำเว็บไซท์รับสมัครทางนั้น คลิกหารายละเอียดเอาเอง รูดบัตรเอาเอง หาเจอไม่เจอ รูดสำเร็จไม่สำเร็จ ก็ต้องลุ้นเอาละครับ

     แค้มป์แรกที่จะเอาไปรับสมัครทางเว็บคือแค้มป์พลิกผันโรคด้วยตนเอง (GHBY29) ซึ่งจะมีในวันที่ 19 - 20 พค. 61 ผมทำใจไว้แล้วว่าการย้ายครั้งนี้จะทำให้ที่มีมอตโต้แบบเดียวกับหมอสันต์คือไม่ใช่คนไม่พูดด้วยคงจะทนไม่ไหวหายหน้าไปหลาย แต่เมื่อได้ตัดสินใจไปแล้วก็ต้องไป รอบปฐมฤกษ์ 19 พค. 61 นี้ ยังไงก็จะเปิดสอนให้ได้ ถึงมีคนเดียวก็ต้องเปิดสอน ภาษาแม่ค้าเรียกว่าประเดิม ไม่ประเดิม ก็ไม่เกิด ถูกแมะ ใครที่มีเวลาเข้าเรียนช่วงนี้ก็เชิญเลยนะครับ เพราะหลุดจากครั้งนี้ไปครั้งหน้าต้องโน่น GHBY33 วันที่ 28-29 กค. 61 โน่นเลย เพราะช่วงสามเดือนข้างหน้านี้มีแค้มป์ของบริษัทต่างๆค่อนข้างชุกจึงหาเวลาจัดแค้มป์คนทั่วไปยากหน่อย

     และไหนก็พูดถึงแค้มป์ GHBY ซึ่งทำกันมานานหลายปีแล้ว ขอถือโอกาสนี้ปรับเนื้อหาสาระไปบ้างตามสิ่งที่ได้เรียนรู้มาจากแค้มป์เก่าๆ ดังนี้

ความเป็นมาของ GHBY  

     เมื่อหลายปีมาแล้ว ตอนที่ตัวผมเองป่วย ผมหันมาดูแลตัวเองในเรื่องการกิน การออกกำลังกาย การดูแลจัดการความเครียด จนแก้ปัญหาให้ตัวเองได้ ผมได้ตัดสินใจเลิกอาชีพหมอผ่าตัดหัวใจเปลี่ยนมาทำอาชีพหมอส่งเสริมสุขภาพ สอนผู้ป่วยให้รู้วิธีดูแลสุขภาพของตัวเองได้ด้วยตัวเอง ทำสถานที่ เปิดแค้มป์สุขภาพสอนคนที่ยังไม่ป่วยให้ดูแลตัวเองเป็นว่าทำอย่างไรจึงจะไม่ป่วย ตั้งชื่อว่า GHBY (Good Health By Yourself) แปลว่า "คอร์สสุขภาพดีด้วยตัวเอง" ผมรู้ว่าคนส่วนหนึ่งยังขาดความรู้ในประเด็นสำคัญ ผมจึงจับประเด็นที่คนยังไม่รู้นั้นออกมาคลี่ให้เห็นโดยใช้หลักฐานวิทยาศาสตร์ประกอบ ผมรู้ว่าบางคนมีความรู้แล้วแต่ขาดทักษะ (skill) ทีี่จะลงมือปฏิบัิติ เช่นจะเปลี่ยนอาหารไปเป็นอาหารแบบกินพืชเป็นหลัก (PBWF) แต่ก็ทำไม่เป็น จะออกกำลังกายแบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ แต่ก็ไม่รู้วิธี ผมจึงสอนทักษะด้วย ในแง่ของการจัดการความเครียด ผมก็จับเอาผลวิจัยว่าอะไรลดความเครียดได้เอามาฝึกมาสอนหมด ไม่ว่าจะเป็นโยคะ สมาธิ ไทชิ เป็นต้น ทั้งหมดนี้ผู้เข้าแค้มป์เก็ทดีมาก หลายคนนำไปใช้กับตัวเองได้ผลดีมาก แต่เมื่อพบกันนานหลายเดือนหรือหลายปีต่อมา หลายคนยังดูแลตัวเองดีอยู่ได้ แต่ผมพบว่าหลายคนมีอาการ "ถ่านหมด" หรือพลังมอด ความบันดาลใจหดหาย ต่อมาผมจึงได้ปรับปรุงหลักสูตรโดยเพิ่ิมเติมวิธีสร้างความบันดาลใจ (Motivation) เข้าไปด้วย แต่ก็ยังพบว่าแค่นั้นก็ยังไม่พอ เพราะความบันดาลใจมีสภาพเหมือนไฟไหม้ฟาง กระพือขึ้นแล้วก็มอดไป จำเป็นจะต้องมีระบบติดตามตัวชี้วัดที่ต่อเนื่อง อันจะเป็นการปูทางให้สมาชิกที่มาเข้าแค้มป์ต่อไปจะได้เข้าเป็นสมาชิกของคลินิกบริหารสุขภาพด้วยตนเอง (Self Management Clinic - SMC) ได้แบบอัตโนมัติเลยโดยไม่ต้องมาสอนอะไรกับอีก ในแค้มป์ใหม่ GHBY นี้หน้าตาหลักสูตรจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย ดังนี้

1. โภชนาการแบบพืชเป็นหลักและไขมันต่ำ
2. การออกกำลังกาย ทั้งแอโรบิก เล่นกล้าม และเสริมการทรงตัว
3. การจัดการความเครียดทั้งสมาธิ ไทชิ โยคะ
4. การใช้ดัชนีง่ายเจ็ดตัว (simple 7) ในการบริหารสุขภาพตนเอง

     ดังนั้นหน้าตาของคอร์สใหม่จะเป็นดังนี้

  ................................................................

หลักสูตรคอร์สสุขภาพดีด้วยตัวเอง

Good Health By Yourself (GHBY) Camp Syllabus

Motto
 “เรียน” สิ่งที่ยังไม่เคยรู้ (knowledge)
“ทำ” สิ่งที่ยังไม่เคยทำ (skill)
"ชอบ" สิ่งที่ไม่เคยชอบ (attitude)

คอนเซ็พท์ของแค้มป์ (Conceptual Design)

     ให้คนกลุ่มเล็กๆประมาณไม่เกิน 24 คน ได้มาพักผ่อนปลายสัปดาห์ (2 วัน 1 คืน) ร่วมกับ นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ ที่เวลเนสวีแคร์เซ็นตเตอร์ ที่มวกเหล็ก ซึ่งสงบเงียบและไม่มีบุคคลภายนอกมารบกวนยุ่งเกี่ยว แล้วเรียนรู้สาระสำคัญเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพตนเอง และฝึกทักษะต่างๆที่จำเป็นต้องใช้ในการดูแลสุขภาพตนเองไปด้วยกัน รวมทั้งจับกันเป็นกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และช่วยเหลือกันและกันในอนาคต ในบรรยากาศการพูดคุยแบบกันและไม่เป็นทางการ

วัตถุประสงค์  (Objectives)

1. วัตถุประสงค์ด้านความรู้ (knowledge)

มุ่งให้ผู้เข้าคอร์สมีความรู้ในเรื่องต่อไปนี้

1.1 ภาพรวมงานวิจัยใหม่ล่าสุดเกี่ยวกับภาพรวมของการมีสุขภาพดี
1.2 ภาพรวมโภชนาการในแนวกินพืชในรูปแบบใกล้ธรรมชาติ (Whole food, plant based)
1.3 วิเคราะห์คำแนะนำโภชนาการของอนุกรรมการวิทยาศาสตร์ USDA 2015
1.4 วิเคราะห์คำแนะนำเรื่องอาหารที่ปรับแต่ง (processed food) และเนื้อแดง (red meat) ของ WHO 2015
1.5 วิธีอ่านและแปลความหมายฉลากอาหาร (1) ประเด็นหน่วยบริโภค (2) ประเด็นแคลอรี่ (3) ประเด็นไขมันทรานส์ (4) ประเด็นชนิดของไขมัน (5) วิธีวิเคราะห์ปริมาณเส้นใย
1.6 อาหารพืชที่มีคุณสมบัตดีต่อสุขภาพอย่างโดดเด่น
1.7 Sprout & microgreen เรียนรู้คุณค่าและวิธีทำต้นอ่อนเมล็ดงอกชนิดต่างๆ
1.8 งานวิจัยผลของการปรุงอาหารแบบต่างๆต่อการทำลายคุณค่าของอาหาร
1.9 การออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง (aerobic exercise) สามประเด็น (1) หนักพอควร คือหอบเหนื่อยร้องเพลงไม่ได้ (2) ต่อเนื่อง คือ 30 นาทีขึ้นไป (3) สม่ำเสมอ คือ สัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 5 วัน
1.10 การออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อ (strength training) สิบประเด็น (1) กลุ่มกล้ามเนื้อหลักสิบกลุ่ม (2) การฝึกทีละกลุ่มกล้ามเนื้อ (3) การยืดกล้ามเนื้อก่อน (4) การฝึกท่าร่าง (5) การทำซ้ำจนล้า (6) การทำเพิ่ม (overload) ทีละนิด (7) หลักการหายใจ (8) หลักเคลื่อนไหวช้า (9) หลักพิสัยการเคลื่อนไหว (10) หลักพักและฟื้น
1.11 การออกกำลังกายแบบเสริมการทรงตัว (balance exercise) รวมถึง 5 องค์ประกอบของการทรงตัว และ 7 ปัจจัยที่ทำให้ลื่นตกหกล้มง่าย
1.12 ความเครียด และกลไกการเกิด และผลต่อร่างกาย
1.13 การฝึกสติสมาธิ
1.14 โยคะ
1.15 ไทชิ
1.16  สุขศาสตร์ของการนอนหลับ (Sleep hygiene)
1.17 ปัจจัยเสี่ยงสุขภาพอย่างง่าย 7 ตัวของ AHA (1) น้ำหนัก (2) ความดัน (3) น้ำตาล (4) ไขมัน (5) อาหารพืช (6) การออกกำลังกาย (7) บุหรี่
1.18 การบริหารสุขภาพตนเองด้วยดัชนีง่ายๆ 7 ตัว

2 วัตถุประสงค์ด้านทักษะ

มุ่งให้ผู้เข้าแค้มป์ มีทักษะ สามารถทำสิ่งต่อไปนี้ได้ด้วยตนเองที่บ้านได้
2.1 เลือกอาหารแนว whole food, plant based มาเพื่อการบริโภคของตัวเองและครอบครัวได้
2.2 อ่านฉลากอาหาร แปลความหมาย และใช้ประโยชน์จากฉลากอาหารได้
2.3 ลงมือทำอาหารแนว whole food, plant based ได้ด้วยตนเอง
2.4 เลือกซื้อและ/หรือปลูกผักสวนครัว ผักพื้นบ้าน และเครื่องเทศที่ดีต่อสุขภาพได้ด้วยตนเอง
2.5 ออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง (aerobic exercise) ได้ด้วยตนเอง
2.6 ประเมินและติดตามดูสมรรถนะร่างกายตนเองด้วยวิธี one mile walk test ได้
2.7 ออกกำลังกายแบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (strength training) ได้ด้วยตนเอง ทั้งแบบมือเปล่า ใช้ดัมเบล ใช้สายยืด และใช้กระบอง
2.8 ออกกำลังกายแบบเสริมการทรงตัว (balance exercise) ได้ด้วยตนเอง
2.9 ฝึกสติสมาธิได้ด้วยตนเองและนำไปใช้ประโยชน์ได้
2.10 ปฏิบัติสุขศาสตร์ของการนอนหลับได้ด้วยตนเอง
2.11 ปฏิบัติโยคะอาสนะได้ด้วยตนเอง
2.12 ปฏิบัติไทชิ ได้ด้วยตนเอง
2.13 ใช้ปัจจัยเสี่ยงสุขภาพอย่างง่าย 7 ตัวของ AHA ติดตามดูแลสุขภาพของตนเองได้
2.14 กระตุ้นพลังในตัวเอง เพือการดูแลสุขภาพตัวเองอย่างต่อเนื่องได้

3 วัตถุประสงค์ด้านเจตคติ

มีเป้าหมายให้ผู้เข้าแค้มป์มีเจตคติที่
3.1 รักแนวทางดูตนเองแบบส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (health promotion attitude)
3.2 ชอบการใช้ชีวิตแบบกระตือรือล้นและเคลื่อนไหวมาก (active lifestyle attitude)
3.2 ชอบดูแลตัวเองและทำอะไรด้วยตนเอง (do it yourself attitude)

แผนกิจกรรม

สถานที่: เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ (Wellness We care Center) มวกเหล็ก-เขาใหญ่

วันแรก

8.30 -9.30 น.  เดินทางถึงเวลเนสวีแคร์ (มวกเหล็ก-เขาใหญ่) เช็คอินที่บ้าน Grove House เข้าห้องพัก ทำกิจธุระส่วนตัว
9.30-10.00    ทำความรู้จักกัน Getting to know each other
10.00 -10.30 Briefing: Evidence based total lifestyle modification
                        หลักฐานวิทยาศาสตร์ที่สรุปได้ว่าการปรับวิถีชีวิตอย่างสิ้นเชิง ทำให้อายุยืน
                        และชีวิตมีคุณภาพ
10.30-11.00 Briefing: USDA 2015 Advisory Committee's Guidelines for Nutrition
                        บรรยายคำแนะนำโภชนาการปัจจุบัน อะไรควรกิน อะไรไม่ควรกิน
11.00 – 12.00 Workshop : Food shopping
                        กิจกรรมจ่ายตลาด ฉลาดซื้อ
12.00 – 13.30 Workshop: Cook your own meal
                        ชั้นเรียนทำอาหารด้วยตนเองในแนวกินพืชเป็นหลักในแบบใกล้เคียงธรรมชาติ Whole food, plant-based แล้วรับประทานอาหารกลางวันที่ตัวเองทำ
13.30 – 14.30 Workshop: Yoga, muscle relaxation and muscle stretching
                        ฝึกปฏิบัติโยคะเพื่อผ่อนคลายและการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ
14.30 – 15.30 Workshop: Muscle strength training 
                        ฝึกปฏิบัติการออกกำลังกายแบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และการเสริมการทรงตัว
15.30 – 16.30 Balance exercise
16.30 – 16.45 Coffee break
                        พักดื่มกาแฟ
16.45-17.45   Workshop: Line dance
                        ฝึกปฏิบัติการออกกำลังกายแบบเสริมการทรงตัวด้วยวิธีไลน์ด้านซ์
17.45 – 18.15 Workshop: Herbs Spices and Sprout
                       ทัวร์สวนครัวผักพื้นบ้านและพืชเครื่องเทศ แล้วทำกิจกรรมปลูกผักและเพาะเมล็ดงอกเพื่อเป็นอาหาร
18.15 – 18.45 พักผ่อนตามอัธยาศัย อาบน้ำ
18.45 – 20.30 Dinner: อาหารเย็น 

วันที่สอง

6.30 – 7.30 Workshop: One mile walk test
                        ฝึกประเมินสมรรถนะร่างกายตนเองด้วยวิธี One mile walk test
7.30 – 8.00  Workshop: Tai Chi
                        ฝึกปฏิบัติเคลื่อนไหวอย่างมีสติ ด้วยวิธี Tai Chi
08.00– 9.30  Breakfast
                        อาบน้ำ รับประทานอาหารเช้า
9.30 – 10.30 Motivation and Total lifestyle modification
                        การสร้างพลังเพื่อเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างสิ้นเชิง
10.45-11.00 Coffee break
           พักรับประทานอาหารว่าง
11.00 – 12.00 Workshop: AHA's Seven simple health index
                        ภาคปฏิบัติการประเมินปัจจัยเสี่ยงสุขภาพส่วนบุคคล
12.00 - 13.00 พักรับประทานอาหารกลางวัน
13.00 - 14.00 Health Dashboard
                      เรียนรู้การใช้งานฐานข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลบนอินเตอร์เน็ท
14.00 - 16.00  Questions and Answers
                       นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ ตอบคำถามและให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพส่วนตัวเป็นรายคน รวมทั้งปรึกษาผลแล็บ เอกซเรย์และผลการตรวจพิเศษต่างๆ โดยผู้ร่วมแค้มป์ท่านอื่นสามารถนั่งฟังและร่วมแชร์ความรู้และประสบการณ์กันในห้องได้
16,00             ปิดแค้มป์

               
ค่าลงทะเบียน

     ราคาปกติของคอร์ส GHBY คือท่านละ 9,000 บาท รวมอาหารทุกมื้อ ที่พัก อุปกรณ์การเรียน แต่ไม่รวมค่าเดินทางยังเวลเนสวีแคร์ (ผู้เรียนต้องเดินทางไปเอง)

วิธีลงทะเบียนเข้าเรียน

   ลงทะเบียนผ่านเว็บไซท์ได้ที่

https://www.wellnesswecare.com/th/program/good-health-by-yourself-th/13  หรือลงทะเบียนบนเว็บและจ่ายเงินทางออนไลน์ โดยท่านสามารถลงทะเบียนได้โดยโทรศัพท์ติดต่อคุณเอ๋ย (เชิญขวัญ) ที่หมายเลข 0636394003 หรือไลน์ @wellnesswecare หรืออีเมล chernkwan@wellnesswecare.com

การเตรียมตัวไปเข้าคอร์ส

     แนะนำให้เตรียมเครื่องแต่งกายที่ออกกำลังกายสะดวก ควรมีรองเท้าผ้าใบที่เดินบนพื้นหินขรุขระได้ และควรมีหมวกกันแดด และครีมกันแดด

การเดินทางไปเข้าคอร์ส

     สามารถเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว รถตู้กทม.-มวกเหล็ก (ขึ้นที่ใต้ทางด่วนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ) หรือรถไฟ (ลงสถานีมวกเหล็ก) ในกรณีเดินทางด้วยรถตู้หรือรถไฟ ต้องหารถรับจ้างจากตลาดมวกเหล็กเข้ามาส่ง ค่ารถมอเตอร์ไซค์ส่งจากตลาดราว 100 บาท ที่เวลเนสวีแคร์ ซึ่งตั้งอยู่ในมวกเหล็กวาลเลย์ อยู่ห่างจากตลาดมวกเหล็กราว 4 กม. อาจให้รถตู้จากกทม.แวะเข้ามาส่งก็ได้โดยต้องเพิ่มเงินให้เ้ขาประมาณ 120 บาท ในกรณีที่จะให้เวลเนสวีแคร์ช่วยระสานงานหารถรับจ้างเหมาไปจากกทม. ต้องติดต่อล่วงหน้า ค่าจ้างแทกซี่ 1,500 บาทเฉพาะขาไปจากกทม.ขาเดียว หรือ 3,000 บาทสำหรับการไปส่งแล้วไปรับกลับกทม.

    กรณีเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ให้ใช้ Google Map โดยพิมพ์คำว่า Wellness We Care

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

15 เมษายน 2561

ปฏิบัติต่อร่างกายแบบปฏิบัติต่อโบสถ์

สวัสดีวันสงกรานต์ค่ะคุณหมอ

วันนี้ได้มีโอกาสขับรถผ่านเข้าไปในเมือง Loma Linda in California ที่บทความคุณหมอเคยกล่าวถึง ว่าเป็นเมืองที่คนสุขภาพดีที่สุดในอเมริกา เพราะกินอาหารคล้ายเมดิเตอร์เรเนียน สไตล์ที่คุณหมอแนะนำ เลยนึกถึงคุณหมอขึ้นมาค่ะ และได้อ่านบทความข้างล่างนี้กล่าวถึงรายละเอียด น่าสนใจดีค่ะ

.....................................................

ตอบครับ

     ขอบคุณครับ สงกรานต์คุณได้ขับรถเทีี่ยวไปไหนต่อไหนก็ดีแล้ว ตัวผมเองไปไหนไม่ได้เพราะมีโปรเจ็คค้างคาอยู่หลายโปรเจ็ค ที่สำเร็จไปแล้วก็สี่โปรเจ็คเบาะๆ โปรเจ็คที่หนึ่ง ก็คือการกลับมาออกกำลังกายใหม่หลังจากเผลอขนขึ้นพุงอืดอยู่พักใหญ่ อย่างน้อยก็สำเร็จแล้วหนึ่งวัน โปรเจ็คที่สอง ก็คือการวางแผนขับรถเที่ยวปีนี้ ติดต่ออีเมล จองโรงแรม เช่ารถ เป็นต้น พูดถึงตรงนี้ขอนอกเรื่องหน่อยนะ คือในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ (ตค.61) ผมจะไปขับรถเที่ยวดูใบไม้เปลี่ยนสีแถวเวอร์มอนต์ แฟนๆแถวนั้นถ้ามีที่เที่ยวเด็ดๆก็โปรดแนะนำได้นะครับ กลับมาพูดถึงโปรเจ็ตต่อ โปรเจ็คที่สาม คือการออกแบบเรือนเพาะชำในเวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์แบบหล่อๆเท่ๆเพื่อให้เป็นที่เพาะเมล็ดงอก (sprout) และต้นอ่อน (microgreen) เพื่อเอามาเป็นวัตถุดิบทำสลัดให้คนมาเข้าแค้มป์สุขภาพกินกัน ตอนนี้ออกแบบเสร็จเรียบร้อยแล้วหมาดๆ รอวิศวกรปถห. (ประถมหก) กลับมาจากสงกรานต์แล้วเราก็จะได้เริ่มก่อสร้างกัน โปรเจ็คที่สี่ ก็คือการเอาหิ้งไม้สักที่ได้มาฟรีๆเพราะพี่ชายหมอสมวงศ์เขาโละออกจากบ้านเก่าของเขาขึ้นติดเหนืออ่างซักผ้าของผมที่บ้านบนเขามวกเหล็ก เป็นโปรเจ็คที่ค้างคามานานแทบจะข้ามภพเลยทีเดียว จนหมอสมวงศ์ถามด้วยสำเนียงสุภาพว่า
โปรเจ็คหิ้งข้ามภพ ถ่ายเมื่อเสร็จใกล้เที่ยงคืน

       "หิ้งนี้ปีนี้จะได้ติดไหมเนี่ย" 

     เมื่อคืน กลับจากกินข้าวเย็นเม้าท์กันเล่นที่บ้านเพื่อนแล้วจึงตัดสินใจปฏิบัติการโปรเจ็คหิ้งข้ามชาติจนสำเร็จ ผมถ่ายรูปมาให้ดูเป็นหลักฐานด้วย หากไม่นับตะขอโลหะสีเงินวาวออกแนวลิเก อย่างอื่นก็เรียกว่าได้ว่าเป็นหิ้งไม้สักแท้ๆฟรีๆที่คลาสสิกพอใช้ได้ โปรเจ็คที่ห้า ที่จ่อคิวรออยู่หลังจากจบบทความนี้ก็คือมหกรรม weeding วีดดิ้งนะ ไม่ใช่เว็ดดิ้ง วีดดิ้งเป็นภาษาของนักเรียนเกษตร หมายถึงการเขตกรรมถอนหญ้าพรวนดินแปลงดอกไม้ที่สนามหน้าบ้านบนเขา ไม่มีใครช่วยหรอก ผมต้องทำเอง เพราะหมอสมวงศ์เขาถือว่าเขามีหน้าที่ชี้ทางเท่านั้น การจะบรรลุหรือไม่บรรลุผมต้องทำเอง ที่ผมต้องให้จ่อคิวรอก่อนไม่ใช่ว่าจะดื้อเงียบ แต่เพราะวันนี้ข้างนอกถึงลมจะเย็นดีแต่แดดมันร้อน ขืนออกไปตอนนี้มีหวังสุก แล้วยังมี โปรเจ็คที่หก รออยู่ตอนกลางคืนอีกนะ นั่นคือการวางแผนจัดตารางสอนแค้มป์สุขภาพต่างๆของเวลเนสวีแคร์ในช่วงสามเดือนข้างหน้าและการย้ายวิธีลงทะเบียนเข้าเรียนแค้มป์จากเดิมที่ทำกันทางโทรศัพท์ไปทำกันเว็บไซท์ รวมทั้งติดต่อจองตัววิทยากรที่จะมาช่วยสอน หมดโปรเจ็คนี้ก็คงหมดเทศกาลสงกรานต์พอดี ส่วนโปรเจ็คที่เจ็ด คือการวางแผนเอาเศษอาหารในครัวปรานาและใบไม้ในเวลเนสวีแคร์ไปหมุนเวียนทำปุ๋ยอินทรีย์ในฟาร์มนั้น เอาไว้ก่อนละกัน ฝรั่งเรียกว่า later ถึงบางคนจะบอกว่า later means never ก็ช่างเขาเถอะ สงกรานต์นี้เอาแค่หกโปรเจ็คพอแล้ว

     แฟนบล็อกของหมอสันต์ที่อยู่อาศัยในต่างประเทศมีจำนวนแยะเหลือเชื่อ กระจายอยู่หลายประเทศทั่วโลก บางประเทศเอ่ยชื่อมาแล้วผมต้องไปเปิดแผนที่ดู บ้างส่งหนังสือมาให้อ่าน บ้างชวนไปเที่ยวโดยอาสาจะเป็นไกด์ให้ ซึ่งผมเองขอขอบคุณทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วย แฟนท่านนี้เธอส่งบทความในหนังสือพิมพ์ LA Times มาให้ เข้าใจว่าเธอคงอ่านพบขณะขับรถไปแถวนั้นเพราะเธอเคยเล่าว่าบ้านของเธออยู่อีกรัฐหนึ่งที่ไกลออกไป ผมอ่านดูแล้วชอบตรงที่ละม้ายกับชุมชนที่ผมอยากจะสร้างขึ้นที่มวกเหล็กวาลเลย์ เห็นว่าเป็นบทความที่มีประโยชน์จึงเอามาลงให้อ่านเป็นเรื่องเบาๆในเทศกาลสงกรานต์

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

.....................................................

     ทำไมชาวโลมา ลินดา จึงอายุยืนกว่าพวกเราที่อื่นทั้งหมด: 
พวกเขาปฏิบัติต่อร่างกายแบบปฏิบัติต่อโบสถ์ของพระเจ้า

     วันๆหนึ่งของแดเนียลและวิกกี้ ฟอนทูร่าและเพื่อนบ้านในชุมชนที่ได้ชื่อว่าเป็นชุมชนสุขภาพดีที่สุดในสหรัฐ เป็นแค่วันธรรมดาๆทั่วไป ครอบครัวฟอนทูร่าซึ่งมีเด็กสามคนเป็นสมาชิกของชาวโลมา ลินดา 22,000 คนที่หนึ่งในสามนับถือคริสต์นิกายเซเวนเดย์แอดเวนทิส นิกายนี้สอนให้ปฏิบัติต่อร่างกายเหมือนปฏิบัติต่อโบสถ์ของพระเจ้า กินเนื้อสัตว์หรือปลาแต่น้อย หรือไม่กินเลย ไม่ยุ่งกับบุหรี่ แอลกอฮอล์ ออกกำลังกายแยะๆ แล้วก็..มีเป้าหมายว่าชีวิตนี้มีอยู่เพื่ออะไร

     ใช้เวลาแค่ไม่นานในโลมา ลินดา ก็จะเห็นความแตกต่างจากชุมชนใกล้เคียง เอาง่ายๆลองเทีียบกับซานเบอร์นาร์ดิโนที่อยู่ติดกันนี่ก็ได้ ในตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้กับมหาลัยโลมา ลินดา จะเห็นว่ามีถั่วและธัญพืชตั้งวางขายเรียงรายแบบกระสอบต่อกระสอบยาวเหยียด ไม่มีแผนกขายเนื้อสัตว์เลย แมคโดนัลด์เพิ่งเจาะเข้ามาเมืองนี้ได้หลังจากการต่อต้านกันอย่างยาวนาน และก็ต้องสมยอมเข้ามาแบบฟอร์มกระจอกๆทำป้ายตัวเอ็มอาร์คโค้งเจี๋ยมเจี้ยมเล็กๆ และติดโปสเตอร์โฆษณา veggie burger หรือเบอร์เกอร์มังสะวิรัติแผ่นโตๆ

     ข้างถนนในชุมชนเต็มไปด้วยโต๊ะหน้าบ้านที่ผักและผลไม้ต่างวางกองสุมขายแบบลดราคา โดยซื้อขายกันแบบเกียรติยศ อ่านป้ายราคาเอาเอง หยิบของไปเอง ใส่เงินไว้ในกระปุกด้วย ถ้าต้องทอนก็หยิบเงินทอนเอาเอง แคลร์

     ฟอนทูร่าซึ่งอายุ 16 ปีบอกว่าที่ห้องเรียนของเธอมีคนอ้วนน้อยมาก อาหารที่คาเฟทีเรียของโรงเรียนก็เป็นอาหารมังสะวิรัติ นักเรียนไปโบสถ์ทุกวันพุธ หลวงพ่อบอกว่าเพื่อจะได้หยุดกังวลเรื่องการเรียนการสอบ เลิกจิ้มสมาร์ทโฟน และลืมตารางว่าวันนี้จะต้องรีบทำอะไรบ้างเสียชั่วคราว ฟิตเนสเซนเตอร์ของโรงเรียนของเธอก็เปิดทั้งวันโดยเปิดให้ชาวบ้านเข้ามาใช้ได้ด้วย

     งานวิจัยพบว่าชาวโลมาลินดาซึ่งนับถือศาสนาเซเวนเดย์แอดเวนทีสมีอายุเฉลี่ยยืนยาวกว่าคนอเมริกันทั่วไป 10 ปี โลมาลินดาถูกจัดให้เป็นหนึี่งในห้าชุมชน "บลูโซน" ที่คนอายุยืนที่สุดในโลก 

     แอคทีฟไม่หยุดหย่อน

     เมื่ออายุครบ 100 ปี เบนิตา เวเลเบอร์ ยังคงเป็นคนช่างคุยช่างสังเกต เพื่อนของเธอคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในบ้านผู้สูงอายุลินดาวาลเลย์วิลล่ามีอายุ 101 ปี อีกคนหนึ่ง 100 ปี เธอทั้งสามเป็นสมาชิกชมรม 95-Up ซึ่งมาออกกำลังกายแล้วเดินเล่นด้วยกันทุกเช้า

      "ฉันมีพลังมากสุดโต่งก็จริงนะ แต่ฉันก็เชื่อในการพักผ่อนให้เต็มๆด้วย ถ้าคุณได้พักผ่อนเต็มๆ คุณจะปร๋อได้แบบจรวด" เวเลเบอร์กล่าว

     แม้ว่าขาของเธอชักจะป้อแป้แล้วในวัยนี้ แต่เธอก็ยังเดินไปมาระหว่างฮอลล์ของบ้านพักผู้สูงอายุได้คราวละราวครึ่งไมล์ และยังสระผมทำผมเอง

     "ฉันมีความสุขทุกวันแหละ วันไหนเศร้าฉันก็รู้ว่าเดี๋ยวฉันก็จะกลับมาสุขอีก" 
   
     อาหารที่มีเนื้อสัตว์น้อยที่สุด

     6:30 เช้าวันนี้ในครัวของบ้านฟอนทูร่า มีอะไรให้กินแยะมาก มะม่วงสุก กล้วยหอม ส้ม ข้าวกล้องต้มร้อนๆ ขนมปังโฮลวีททำส่งมาให้โดยคุณยายฟอนทูร่า คาเลบซึ่งอายุ 10 ปีทำแยมผลไม้แบบใสมาสมทบ ทุกคนสวดแผ่เมตตาก่อนลงมือรับประทานอาหารร่วมกัน วิกกี้ซึ่งเป็นอาจารย์วิทยาลัยพยาบาลและคาร์สเทนซึ่งอายุ 8 ปี ต่างก็เป็นมังกินปลา ส่วนคาเลบอายุ 10 ปีและแคลร์นั้นเป็นมังกินนมกินไข่

    ภายในบ้านฟอนทูร่าเต็มไปด้วยภาพถ่ายชีวิตครอบครัว วันเสาร์เป็นวันซาบาโตะ ทุกคนหยุดทำงานทุกอย่างแม้กระทั่งนักเรียนก็หยุดทำการบ้าน เพื่อไปโบสถ์บ้าง ไปพักผ่อนชายหาดหรือปาร์คกันเป็นครอบครัวบ้าง 

     โบสถ์เพื่อสุขภาพ 

     งานอาชีพของฟอนทูร่าคือคิดแผนกลยุทธ์ให้โรงพยาบาลและโรงเรียนแชร์การเรียนรู้เรื่องสุขภาพ

     "ฉันคิดว่าโบสถ์ของเราเป็นกระทรวงสาธารณสุข ประเด็นคือทำอย่างไรเราจึงจะเผยแพร่สิ่งดีๆต่อสุขภาพนี้ออกไปให้มีผลดีแก่ทุกๆคน"

     สถาบันองค์รวมเพื่อสุขภาพ (The Wholeness Institute) ได้ถูกก่อตั้งขึ้นในมหาลัยโลมา ลินดา เพื่อการนี้ ค่อยๆทำไม่ให้กระทบความเชื่อในนิกายอื่น เช่นทำอย่างไรจะลดการเข้านอนในโรงพยาบาลลง ทำอย่างไรจะลดความเครียดในชีวิตลง ทำอย่างไรจะเพิ่มความบันดาลใจที่จะดูแลตัวเองโดยอิงศรัทธาให้มากขึ้น เป็นต้น

     ฐานข้อมูลเพื่อการมีสุขภาพดี

     มหาวิทยาลัยโลมา ลินดา ซึ่งดำเนินการโดยนิกายเซเวนเดย์แอดเวนทิส มีอายุ 110 ปีแล้ว เป็นสถาบันที่มีเป้าหมายพัฒนาความรู้เรื่องสุขภาพชัดเจนที่สุดและดำเนินการเพื่อสนองเป้าหมายนี้ตลอดมา ได้ลงทะเบียนและวิจัยติดตามประชากรต่อเนื่อง กว่า 96,000 คน และได้สะสมข้อมูลวิจัยด้านสุขภาพไว้เป็นจำนวนมากในหลายสิบปีที่ผ่านมา ที่นี่เป็นแห่งแรกที่แสดงหลักฐานถึงคุณประโยชน์ของนัทต่อโรคหัวใจหลอดเลือด และที่แสดงหลักฐานว่าคนกินมังสะวิรัติมีอัตราเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ต่ำกว่าคนกินเนื้อสัตว์ 22% แต่ก็ใช่ว่าโลมาลินดาจะมีแต่สิ่งดีๆต่อสุขภาพไปเสียหมด การที่ชุมชนตั้งอยู่เชิงเขาทำให้โลมาลินดากลายเป็นเมืองที่ได้รับหมอกควันจากไฟไหม้ป่ามากกว่าชุมชนอื่น นั่นเป็นตัวอย่างหนึ่งข้อเสียอันหนึ่งซึ่งจะต้องติดตามดูผลเสียต่อสุขภาพกันต่อไป

มารี แมควีน

13 เมษายน 2561

คุณจะไปเปลี่ยนเวลานอนให้ตัวเองอายุสั้นลงทำไม

เรียนคุณหมอสันต์

ผมเกษียณมาสี่เดือนแล้ว ตั้งใจมากว่าเกษียณแล้วจะได้เลิกตื่นแต่เช้ารีบขับรถเปิดไฟไปทำงานเพื่อหลบรถติดวินาศสันตะโรเสียที ผมจึงใช้เวลาตอนดึกอ่านโน่นนี่นั่นแล้วเข้านอนให้ late คือเข้านอนหลังเที่ยงคืน แต่ปัญหาคือมันก็ยังตื่นเช้าอยู่เหมือนเดิม จะไม่ลุกจากที่นอนมันก็ตาค้างมองเพดานอยู่อย่างนั้น แถมตื่นแล้วหนักๆหน่วงๆแถวท้ายทอยและต้นคออีกต่างหาก อยากปรึกษาคุณหมอว่าทำอย่างไรเมื่อเข้านอนดึกขึ้นแล้วจะไม่ตื่นเร็วและไม่นอนตาค้างครับ

.............................................

ตอบครับ

     เออ..คนเราอยู่ดีไม่ว่าดี จะหาเรื่องให้ตัวเองป่วย การนอนหัวค่ำตื่นเช้ามันก็เป็นสุขนิสัยที่ดีอยู่แล้ว คุณจะไปดิ้นรนเปลี่ยนเวลานอนทำไม สิ่งที่คุณพยายามทำนั้นคุณจะทำให้ตัวเองอายุสั้นตายเร็วขึ้นนะจะบอกให้
 
     ผมไม่ได้ซี้ซั้วพูด เพราะมีงานวิจัยหนึ่งเพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร Chronobiology International งานวิจัยนี้ทำกับคนอังกฤษจำนวนมากกว่า 433,000 คน แบ่งออกเป็นสี่กลุ่ม คือ (1) นอนหัวค่ำตื่นเช้าซึ่งมีอยู่ 25% (2) นอนค่อนข้างหัวค่ำ (3) นอนค่อนข้างดึก (4) นอนดึกตื่นสายซึ่งมีอยู่ 9% แล้วตามดูคนพวกนี้ไป 6 ปีครึ่ง พบว่าพวกนอนดึกตื่นสายเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นมีอัตราเสียชีวิตระหว่างทำวิจัยมากกว่า 10% มีปัญหาสุขภาพมากกว่า เช่นมีปัญหาทางจิตมากกว่าสองเท่า เป็นเบาหวานช่วงทำวิจัยมากกว่า 30%  เป็นโรคทางประสาทวิทยามากกว่า 25% เป็นโรคทางเดินอาหารมากกว่า 23% และเป็นโรคทางเดินลมหายใจมากกว่า 22%

     ก่อนหน้านี้นานมาแล้วผมจำได้ว่าก็เคยมีงานวิจัยในคนที่ทำงานเป็นกะซึ่งต้องอดหลับอดนอนก็พบว่าคนทำงานเป็นกะมีสุขภาพแย่กว่ารวมทั้งเป็นโรคหัวใจหลอดเลือดมากกว่าและมีอัตราตายรวมสูงกว่าคนทำงานเฉพาะตอนกลางวันชัดเจน ทำไมการไม่นอนตามตะวันขึ้นตะวันตกจึงทำให้ป่วยมาก วงการแพทย์ก็ยังไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริง รู้แต่ว่าระบบร่างกายของคนเรานี้ทุกระบบถูกออกแบบมาให้ทำงานตามการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ ยกตัวอย่างเช่นเมื่อเลื่อนเวลานอนก็ต้องเลื่อนเวลากิน ซึ่งมีผลต่อปริมาณของอินสุลินที่หลั่งหลังการกินอาหาร ซึ่งไปมีผลต่ออัตราการเป็นเบาหวาน เป็นต้น

     การที่คุณนอนเวลาใดเวลาหนึ่งเป็นประจำมาหลายปี จะมาเปลี่ยนเวลานอนพรวดพราดนั้นมันไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ เพราะระบบร่างกายทำงานเชื่อมโยงกันไปหมดตั้งแต่จับยามเวลาตะวันขึ้นตะวันตก ลดฮอร์โมนกระตุ้นความตื่น ปล่อยฮอร์โมนกดให้ง่วง ทุกอย่างต้องเป็นไปตามโผ สำหรับคนที่ปกตินอนหัวค่ำอยู่แล้วแต่จะเปลี่ยนนอนให้ดึกขึ้นนั้นผมแนะนำว่าอย่าไปทำเลย มีแต่เสียกับเสีย แต่สำหรับท่านผู้อ่่านท่านอื่นๆที่นอนดึกอยู่ การจะเปลี่ยนจากนอนดึกตื่นสายมานอนหัวค่ำตื่นเช้าตามตะวันนั้นเป็นสิ่งที่พึงทำ แต่ว่าต้องค่อยๆฝึก คือค่อยๆเลื่อนเวลาเข้านอนให้เร็วขึ้นวันละนิดวันละหน่อย เพราะหากร่นเวลานอนให้เร็วขึ้นสองสามชั่วโมงทันทีมันก็นอนไม่หลับแหงๆ เมื่อค่อยๆทำจนเข้านอนเร็วได้สำเร็จแล้วก็อย่าย่ามใจปล่อยตัวเองให้ไหลกลับไปที่เดิมอีก มิฉะนั้นก็จะต้องมาตั้งต้นกันใหม่

     อย่างไหนเรียกว่าว่านอนดึก อย่างไหนเรียกว่านอนหัวค่ำ วงการแพทย์ไม่มีนิยามแน่นอน แต่ให้เรียนรู้จากชาวพุทธได้นะ คือพระพุทธเจ้าสอนให้แบ่งราตรีอันนับตั้งแต่ตะวันตกถึงตะวันขึ้นออกเป็นสามยาม คือ ยามต้นแห่งราตรี ยามกลางแห่งราตรี ยามท้ายแห่งราตรี และสอนให้นอนหลับในยามกลางแห่งราตรี ขณะที่ยามต้นและยามท้ายนั้นให้ใช้ในการปฏิบัติภาวนาสู่ความหลุดพ้น ตีความตามตัวหนังสือ ถ้าตะวันตก 18.00 น. ขึ้น 6.00 น. ยามกลางแห่งราตรีก็คือ 22.00 - 02.00 น. ดังนั้นท่านจะภาวนาหรือไม่ภาวนานั้นเรื่องหนึ่ง แต่เวลาที่พระพุทธเจ้าสอนให้เข้านอนคือ 22.00 น. ส่วนเมื่อพ้น 02.00 น.ไปแล้ว แฟนๆบล็อกนี้ซึ่งส่วนใหญ่อายุมากมักจะบ่นว่าตื่นมาแล้วตาค้างนอนต่อไม่หลับ หากท่านเป็นชาวพุทธก็จะไปเดือดร้อนอะไรละครับ เพราะนั่นมันเป็นยามท้ายแห่งราตรีแล้ว ตื่นมาภาวนาซะ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์


บรรณานุกรม

1. Kristin Knutson, Ph.D., associate professor, neurology, Northwestern University Feinberg School of Medicine, Chicago; Andrew Varga, M.D., assistant professor, sleep medicine, Mount Sinai Health System, New York City; April 12, 2018,Chronobiology International

10 เมษายน 2561

มาหน่าย ผ. เอาเมื่อยามแก่

เรียนคุณหมอสันต์
     ดิฉันเกษียณมาแล้วสิบปีและเคยชินมากกับการอยู่บ้านคนเดียว แต่สามีเพิ่งเกษียณเพราะเขาอยู่บริษัทที่เขามีบทบาทมากจึงได้ต่ออายุเรื่อยมา แต่พอเขาเกษียณมาดิฉันหงุดหงิดมาก เขาทำให้ดิฉันบ้า จะต้องคอยถามว่าฉันจะไปไหน จะไปนานเท่าใด บางครั้งดิฉันบอกว่าจะไปทำผม เขาก็ถึงกับโฉบไปดูนะ ทำทีเป็นผ่านมาเลยแวะถามโน่นถามนี้แต่ที่จริงมาตรวจสอบดิฉันละมัง เขาขยันวิพากย์วิจารณ์งานดูแลบ้านของดิฉันด้วย ทำเอาอึดอัดมาก จนไม่รู้ว่าจะทนกันไปนานได้อีกเท่าไหร่ เราแต่งงานกันมาแล้ว 51 ปี เขาเป็นคนดี เป็นคนมือถือสากปากถือศีลอยู่บ้างแต่ดิฉันก็คุ้นเคยแล้วในส่วนนั้น ดิฉันเข้าใจว่าการที่เขาเกษียณทำให้เขาสูญเสียตัวตนของเขาไปแยะ แต่มันก็เป็นเรื่องที่เขาต้องปรับตัว ทำอย่างไรดิฉันจึงจะอยู่กันต่อไปได้อย่างไม่ทุกข์มากอย่างนี้คะคุณหมอ

.............................................................

ตอบครับ

     ผมมีคนไข้คนหนึ่งวัยเดียวกับคุณ มีปัญหาเดียวกับคุณ จนเธอขนานนามสามีเธอว่า "ท่าน..ผู้น่ารำคาญ" แล้วจู่ๆสามีก็เป็นหัวใจวายตายแบบกะทันหัน เธอเล่าว่า

     "มันไม่เหมือนกันระหว่างความรู้สึกที่ว่าวันนี้เขาไม่อยู่บ้าน ช่างดีเสียนี่กระไร กับความรู้สึกที่่ว่าเขาจะไม่มีวันได้กล้บมาบ้านนี้อีกแล้ว อย่างหลังนี้มันเป็นความรู้สึกขาดหาย เดียวดาย และประหวั่นพรั่นพรึง ถ้าฉันรู้ว่าจะมีวันนี้เร็วอย่างนี้ ฉันคงจะดีต่อเขาได้มากกว่านี้"

     ผมไม่ได้แช่งให้ ผ. ของคุณตายเร็วนะ แต่ในวัยนี้ความตายย่อมจะมาเมื่อไหร่ก็ได้ เวลาที่จะเหลืออยู่ด้วยกันมีไม่มากนัก คุณก็บอกเองนะว่าคุณเข้าใจเขาว่าเขาสูญเสียตัวตนของเขาไปเพราะการเกษียณจากงานที่เขามีเคยความสำคัญอยู่หลายสิบปี คุณก็ให้อภัยเขาเสียสิ ให้อภัยกับอะไรๆที่เขาทำแล้วมันไม่ดีไม่งามต่อคุณเสีย ถ้าเขาทำหน้าบึ้ง คุณเบือนหน้าไปอีกทางแล้วยักคิ้วหลิ่วตาหรือยิ้ม ถ้าเข้าบ่น คุณกระแอมเสียงขอกแขกขอกแขกหรือทำจานทำช้อนเสียงดังคล้งเคล้งคล้งเคล้ง จะได้ไม่ได้ยิน แล้วหันมาไฮไลท์วันนี้ให้เป็นวันชื่นคืนสุขที่ยังมีโอกาสอยู่ด้วยกัน เพราะพรุ่งนี้ โอกาสอย่างนี้ก็อาจจะไม่มีแล้ว

     และถ้าพลังเมตตาธรรมของคุณแรงพอ คุณก็แบ่งปันงานอดิเรกที่คุณมีความสุขกับเขาสิ สอนอย่างเนียนๆให้เขาเอ็นจอยชีวิตที่นี่เดี๋ยวนี้่ผ่านการทำงานที่ไม่หวังผลพอกพูนอัตตาของตัวเอง จะเป็นการกวาดพื้นล้างจานก็ได้ สอนให้เขามีความสุขกับมัน

     ผมมีคนไข้คนหนึ่ง เธอมีปัญหาหลังค่อมซึ่งเป็นปัญหาประจำของหญิงสูงวัย ผมไล่เธอให้ไปเรียนเต้นรำเพราะสมัยคนรุ่นเธอเรียนหนังสือ มันเป็นยุคก่อน 14 ตุลา 16 ซึ่งยุคโน้นความหมายในชีวิตของนักเรียนมหาลัยคืองานบอลเต้นรำ ทุกคนเต้นรำเป็นและคุ้นกับมันดี แม้ว่ามาถึงปูนนี้แล้วสังขารโกงโก๊ะโกงโก้ของเธอแทบจะไปไม่ไหวแล้ว แต่ความที่เป็นคนเชื่อหมอสันต์เธอก็ทำตาม โดยขอร้องแกมบังคับให้สามีผู้ซื่อบื้อไปด้วย ใหม่ๆก็ให้ไปนั่งรอ ต่อมาก็ขอให้ช่วยเป็นคู่เต้น เพราะที่ห้องเรียนเต้นรำที่ไหนก็ตามในโลกนี้ นอกจากครูแล้วก็มักจะมีแต่นักเรียนผู้หญิง จะหาผู้ชายทำยานั้นยากส์ จนครูต้องหัดผู้ช่วยครูซึ่งเป็นผู้หญิงให้หัดเต้นแทนผู้ชาย ผ่านไปเกือบปีจนผมลืมคนไข้คนนี้ไปแล้ว เธอพาสามีมาหา เขาอยากมาพบหมอสันต์ด้วยตัวเขาเองเพียงเพื่อที่จะมาขอบคุณที่แนะนำให้ภรรยาของเขาไปเต้นรำ เพราะนับตั้งแต่ถูกภรรยาลากไปเต้นรำ เขาเล่าว่าเขาหายจากภาวะซึมเศร้าและสมองเสื่อมซึ่งเขาจมอยู่กับมันมานานราวกับปลิดทิ้งไปเลย ยารักษาสมองเสื่อมก็เลิกกินแล้ว เดี๋ยวนี้เขาหัดร้องเพลงด้วย และมีพลังมากพอที่จะชวนเพื่อนๆวิศวะรุ่นเดียวกันที่เหลืออยู่ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนหดหู่เศร้าซึมมาร้องเพลงกับเขาที่บ้าน นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของการที่ภรรยาจะแบ่งปันชีวิตที่สดใสมีพลังของตัวเองให้กับสามีซึ่งบ้าอัตตาและจมอยู่แต่กับความซื่อบื้อหาทางออกด้วยตัวเองไม่เจอ

     คุณลองสูตรเมตตาธรรมนี้ดูก่อนนะ ถ้ามันเวอร์คมันก็เป็นการยิงทีเดียวได้นกสองตัว คือผลดีจะตกแก่ทั้งคุณทั้งสามี แต่ถ้าคุณลองแล้ว พยายามแล้ว มันก็ยังไม่เวอร์ค คราวนี้คงเหลือสูตรเด็ดสูตรสุดท้ายสูตรเดียวแล้วละ คือสูตร

     "แก่แล้ว..ตัวใครตัวมัน"

     สูตรนี้เวอร์คแน่นอนชัวร์ป๊าด และผมไม่ตำหนิคุณด้วยหากถึงจุดหนึ่งแล้วคุณหันมาใช้สูตรนี้ เพราะมันเป็นสัจจธรรมว่าเมื่อเชิงตะกอนอยู่ไม่ไกลแล้ว ทุกคนก็จะพยายามสะบัดหรือสลัดความยึดถือเกี่ยวพันใดๆเพื่อให้ตัวเองเป็นอิสระ เพราะโมเมนต์ที่ทุกคนต้องไปนั้น มันเป็นการไปคนเดียว ไม่มีใครตามไปส่งได้ ไม่ว่าจะรักกันห่วงกันแค่ไหนก็ตาม 

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

09 เมษายน 2561

คุณหมอยังไม่ทันทำงาน แต่มองข้ามช็อตไปถึงวัยเกษียณแล้ว

เรียน  อาจารย์ นพ.สันต์
        อาจารย์คะขออนุญาตเรียนปรึกษา ดังนี้
1. ขณะนี้อาจารย์คณะแพทย์ ... มีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย เบิกค่ารักษาพยาบาลแบบจ่ายตรงไม่ได้  ต้องใช้สิทธิ์ประกันสังคมเท่านั้น  และไม่ได้รับบำนาญ  มีเฉพาะเงินกองทุนเลี้ยงชีพ  แต่มีเงินเดือนสูงกว่า
2. อาจารย์โรงพยาบาลศูนย์ เป็นข้าราชการ ได้รับบำนาญ และเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตลอดชีวิต
          ขณะนี้จบแพทย์เฉพาะทางแล้วค่ะ กำลังตัดสินใจว่าจะสมัครเข้าทำงานที่ใดดี จึงขอความกรุณาจากท่านอาจารย์ช่วยแนะนำจุดเด่น จุดด้อยของทั้งสองแบบนี้
           และหากตัดสินใจเลือก มศว. ควรบริหารการเงินอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงในชีวิต ที่หลังเกษียณอายุแล้วไม่มีบำนาญ และไม่ได้รับสิทธิค่ารักษาพยาบาลจากกองทุนประกันสังคม
ด้วยความเคารพค่ะ

...........................................................

ตอบครับ

     แม่เฮย.. ยังไม่ทันเริ่มทำงาน มองข้ามช็อตไปถึงวัยเกษียณโน่นแล้วหรือนี่ นี่ใจคอจะเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตให้ตรงตามร่องที่คนอื่นเขาเคยใช้กันมาตั้งแต่เกิดจนตายอย่างไม่ให้บิดผันจากร่องเดิมเลยหรืออย่างไร..แม่คุณ

     1. ข้อดีของการอยู่เป็นอาจารย์ในมหาลัยซึ่งเป็นพนักงานของรัฐ กับการไปอยู่กับกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป็นข้าราชการ ตอบว่าดีพอๆกันทั้งสองทางนั่นแหละ ขึ้นอยู่กับความชอบในใจ (passion) ของแต่ละคนว่าชีวิตนี้ชอบที่จะทำอะไร กล่าวคือ

     1.1 การได้สอน ถือเป็นข้อดี เพราะการสอนทำให้ได้เรียนรู้ การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเป็นความสุขของการเกิดมามีชีวิต การเป็นอาจารย์มหาลัยได้สอนเต็มๆ แต่การเป็นหมอรพ.ศูนย์ของกระทรวงสธ.ก็มีโอกาสได้สอนเหมือนกัน เพราะเขาเอานักเรียนแพทย์ไปแหมะไว้ให้ทุกหนทุกแห่ง ถ้าอยากสอนรับประกันได้สอนแน่นอนไม่ว่าจะเลือกทำงานที่ไหน แต่ส่วนใหญ่เห็นแต่วิ่งหนีงานสอนไปหาลำไพ่กันเสียมากกว่า ไม่เว้นแม้แต่อาจารย์มหาลัย

     1.2 การได้เรียนรู้เพิ่มเติม ก็ถือเป็นข้อดี หมายถึงได้ประชุมวิชาการ นั่งประชุมคอนเฟอเร้นซ์ ได้ไปเรียนเพิ่มเติมเมืองนอกเมืองนา อยู่มหาลัยกับอยู่กับสธ.ก็มีโอกาสไม่ต่างกัน ขอให้เป็นคนชอบเรียน อยู่มหาลัยอาจได้เรียนเต็มไม้เต็มมือหน่อยเพราะเป็นอาชีพโดยตรง แต่อยู่กับสธ.ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีโอกาส หากกระเสือกกระสนจะเรียน ก็ต้องได้เรียน ตัวผมเองก่อนที่จะไปฝึกอบรมเมืองนอกตอนนั้นก็เป็นหมออยู่ตจว. คืออยู่ที่รพ.ศูนย์สระบุรี

     1.3 การได้ร้ักษาผู้ป่วย ซึ่งก็ถือเป็นข้อดี อยู่ตรงไหนก็ได้รักษาผู้ป่วย แต่อยู่รพ.ของสธ.อาจจะได้รักษาผู้ป่วยเต็มไม้เต็มมือกว่าเพราะเป็นงานหลัก ขณะที่อยู่มหาลัยมีงานสอนเป็นงานหลัก งานรักษาผู้ป่วยเป็นแค่งานประกอบงานสอน

     1.4 การได้ทำวิจัย ซึ่งก็เป็นความบันเทิงอีกอย่างหนึ่งของอาชีพนี้ อยู่ทางไหนก็ทำวิจัยได้เหมือนกันทั้งมหาลัยและสธ. ขอให้ทำจริงเหอะ งบประมาณวิจัยมีแยะมาก ผ่านองค์กลางเช่นสภาวิจัย สมาคมวิชาชีพ เป็นต้น แต่ละหน่วยงานเองก็มีการสนับสนุนทำวิจัยบนงานที่ทำ (routine to research) ซึ่งหากเอ็นจอยงานวิจัยก็ทำได้ไม่รู้จบ แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครเอ็นจอยงานวิจัย ได้แต่สักแต่ว่าทำ พอให้เขียนขอตำแหน่งวิชาการได้ ไม่ได้เอ็นจอยที่จะทำ บางกรณีก็ขอโทษ.. เอาตีนทำ หรือแอบลอกงานของคนอื่นมาเขียนใหม่แบบขโมยดื้อๆ คือไม่เอ็นจอยที่จะทำแต่อยากได้ผลงาน เหมือนคนลักเล็กขโมยน้อยไม่สนุกกับการทำงานหาเงินแต่อยากได้เงิน บ้างเอาเงินทุนวิจัยก้อนแรกไปแล้ว ไม่มีเวลาเขียนรายงานเพื่อขอรับเงินก้อนสอง เปรียบเหมือนผู้รับเหมาก่อสร้างงวดแรกไม่เสร็จก็เบิกเงินงวดสองไม่ได้ งานวิจัยก็มักค้างเติ่งอยู่ที่หลังจากรับเงินงวดแรกมาแล้ว จนเบื่อระอากันไปทั้งฝ่ายผู้ให้เงินและฝ่ายผู้รับเงินเขามาทำวิจัย

     1.5 การมีรายได้ประจำมากๆ ไม่ว่าอยู่ทางไหนก็มีรายได้ประจำดีพอๆกันทั้งคู่ อยู่มหาลัยอาจเงินเดือนมากกว่าแต่ไม่มีบำนาญ อยู่สธ.เงินเดือนน้อยกว่าแต่มีบำนาญ โหลงโจ้งแล้วก็พอๆกัน ในแง่ของผู้จ่ายเงิน ระบบบำเหน็จ (กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) ดีกับผู้จ่ายเงินในแง่ที่ยอมจ่ายเงินเดือนแพงขึ้นหน่อย แต่พอเกษียณแล้วก็ตัดหางปล่อยไม่ต้องตามไปเลี้ยงดู ส่วนระบบบำนาญก็ดีกับผู้จ่ายเงินอีกเหมือนกันในแง่ที่วันนี้ประหยัดเงินเดือนไม่ต้องจ่ายมาก แล้วค่อยไปลุ่นเอาวันหน้า ถ้ารัฐยากจนมากนักก็ถือโอกาสเลิกระบบบำนาญ..ซะงั้น (ผมเคยเห็นสมัยที่ผมอยู่ที่นิวซีแลนด์  ประมาณปีค.ศ. 1989 รัฐประกาศเลิกระบบบำนาญกลางอากาศ ผู้คนร้องชักดิ้นชักงอระเบ็งเซ็งแซ่ปานประหนึ่งว่าจะขาดใจตาย แต่อีกสองสามวันต่อมาทุกคนก็ดำเนินชีวิตต่อไปได้เป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น) ดังนั้นเงินเดือนน้อยมีบำนาญ หรือเงินเดือนมากไม่มีบำนาญ จะเอาแบบไหนก็ได้ แล้วแต่ชอบ

    1.6 การมีโอกาสหาลำไพ่ ก็ทำได้โดยสะดวกทั้งสองแห่ง อยู่กับสธ.ก็ทำได้ทั้งไปรพ.เอกชนและทั้งเปิดคลินิกส่วนตัว ทนเหนื่อยเอาหน่อย เพราะถึงเวลาเปิดคลินิกก็ต้องไป ชอบไม่ชอบก็ต้องไป สมัยหมอสันต์อยู่บ้านนอกเปิดคลินิกส่วนตัววันละสามเวลาหลังอาหาร ถึงเวลาไปคลินิกแล้วคันคะเยอ เพราะแพ้ นับเป็นวิบากกรรมสำหรับคนที่ไม่ชอบหาเงินแต่อยากได้เงิน ส่วนคนที่อยู่มหาลัยในกรุงเทพฯก็ออกไปวิ่งรอกตระเวณรพ.เอกชนเพื่อหาเงินได้เหมือนกัน รายได้ก็เป็นกอบเป็นกำไม่แพ้กัน จะเหนื่อยหน่อยก็ตรงที่รถติด สมัยหมอสันต์ยังบ้าหากินอยู่ นอกจากจะรับราชการและสอนนักเรียนแพทย์แล้ว ยังออกไปวิ่งรอกรพ.เอกชนอีกสามรพ.ห้ารพ. ชีวิตเป็นอย่างไรพูดไม่ออก บอกไม่ถูก ได้แต่ร้องเพลงสมปองน้องสมชายอีกทีให้ฟังว่า

     "..เหนื่อยจนแทบขาดใจ"

    มีอยู่ครั้งหนึ่งผมไปบรรยายสอนสมาคมแพทย์ที่ญี่ปุ่น พอพักการบรรยายเจ้าภาพก็ตั้งโต๊ะเลี้ยงวิทยากรอย่างเอิกเกริก มีผู้บรรยายมาจากหลายประเทศ มีอยู่ตอนหนึ่งวงสนทนาคุยกันถึงการห้ามแพทย์ในภาครัฐบาลไม่ให้ออกไปวิ่งรอกทำงานรพ.เอกชน ทั้งอเมริกา อังกฤษ อิตาลี ไต้หวัน ต่างก็เล่าสอดคล้องต้องกันว่าประเทศของเขาจะทำอย่างนั้นไม่ได้ หมอใหญ่ญี่ปุ่นเจ้าภาพบอกที่ประชุมว่าที่ญี่ปุ่นการทำอย่างนั้นถือเป็นอาชญากรรมเลยทีเดียว ผมก็ได้แต่ฟังอมยิ้มอยู่คนเดียว คุยกันไปได้พักใหญ่ ต่างฝ่ายต่างผลัดกันเล่างานของตัวเองให้เพื่อนๆฟัง เจ้าภาพเห็นผมเงียบจึงถามผมว่า

     "ดร.แซ้นท์ เล่าพวกเราฟังบ้างสิ งานของคุณ คุณทำอะไรบ้าง" ผมตอบว่า

     "ผมก็..ประกอบอาชญากรรมอยู่ในกรุงเทพ" ทั้งโต๊ะหัวเราะกันครืน

     2. ข้อเสียของการทำงานในมหาลัยเมื่อเปรียบเทียบกับทำงานในรพ.ของสธ.ในต่างจังหวัด ก็มีข้อเสียพอๆกัน กล่าวคือ

     2.1 ระบบการทำงานน้ำเน่าเละเทะ ก็มีพอๆกันทั้งในการทำงานกับสธ.และทำกับมหาลัย เพียงแต่ว่าเป็นน้ำเน่าคนละแบบ กล่าวคือกับสธ.เป็นน้ำเน่าแบบเจ้าขุนมูลนายย้อนยุคแย่งกันจิ้มก้องผู้ใหญ่ โดยไม่ต้องไปถามหาระบบพี่ดูแลน้องอย่างในอดีต..เพราะไม่มีแล้วเนื่องจากทุกคนต่างสาละวนกับกิเลสของตัวเองที่ยังไม่ได้รับการสนอง น้องหมอผู้หญิงท่านหนึ่งซึ่งเป็นผอ.รพ.เล็กในต่างจังหวัด เคยเขียนมาเล่าให้ผมฟังว่า

     "หนูเป็นแค่น้ำล้างตีนของพวกพี่ๆในกระทรวง"

     ฟังแล้วเก็ทเลยไม่ต้องอธิบายมาก ส่วนการทำงานในมหาลัยนั้นก็เจอน้ำเน่าอีกแบบหนึ่ง คือการแก่งแย่งอิจฉากลัวกันได้ดีในทางวิชาการ รวมไปถึงการหลอกใช้หรือการปล้นผลงานวิชาการของรุ่นน้อง บางคนบอกว่าเน่าแบบหลังนี้เน่าเบากว่า ซึ่งก็แล้วแต่จะมอง

     2.2 เจ้านายห่วย อันนี้ไม่ต้องอธิบายมาก เพราะเจ้านายก็คือคน ขึ้นชื่อว่าคนห่วย ย่อมจะมีเหมือนกันไปทุกวงการทุกหน่วยงาน

     2.3 คนไข้ซกมก ตรงนี้การทำงานในมหาลัยดีกว่าหน่อยตรงที่โอกาสเจอกับคนไข้เจ้าปัญหาหรือพูดภาษาคนไม่รู้เรื่องมีน้อยกว่า แต่การทำงานรพ.ต่างจังหวัดต้องเจอบ่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอยู่ต่างจังหวัดนั้นต้องผลัดเวรกันอยู่ประจำห้องฉุกเฉินนอกเวลากลางคืนดึกดื่น ซึ่งเป็นแหล่งรวมคนถ่อยสถุลเมามายไร้สติทุกรูปแบบ ยังไม่นับผู้ป่วย "รู้ดี" ที่มากลางวันแสกๆแล้วมาสั่งให้หมอจ่ายยานั้นยานี้ให้เพราะฉันเบิกได้ ไม่จ่ายให้ก็จะเอาเรื่อง อันนี้ผมยอมรับว่าเป็นสิ่งที่แพทย์ตจว.เจอมากกว่าแพทย์กทม. แต่ผมปลอบใจคุณได้บ้างว่าสมัยนี้อย่างดีคนไข้ก็แค่ชกหรือเตะหมอ แต่สมัยผมเป็นหมอประจำอีอาร์.ที่รพศ. นครศรีธรรมราชเมื่อปีพ.ศ. 2523 นู้น คนไข้มาอีอาร์.พร้อมกับควงปืนเอ็ม. 16 มาด้วย ฮ่าย..ย นึกย้อนอดีตแล้วเสียวสันหลังแว้บ..บ

     2.4 การขาดระบบสังคมที่เป็นกันเองและอบอุ่น สมัยก่อนการทำงานตจว.ได้เปรียบที่สังคมในรพ.เป็นสังคมที่ดี เพราะเลิกงานแล้วไม่มีที่ไปไหน ทุกคนรู้จักกันและมีกิจกรรมเชิงสังคมกันเป็นประจำทำให้ชีวิตของแพทย์นอกเวลาทำงานมีคุณภาพดี ซึ่งแพทย์ที่ทำงานในกทม.ไม่มีโอกาสอย่างนี้ แต่สมัยนี้แปะเอี้ยแล้ว เพราะรพ.ตจว.ไม่ว่าจะไกล้หรือไกลคุณไปดูเถอะ พอถึงวันเสาร์อาทิตย์บ้านพักแพทย์ก็กลายเป็นหมู่บ้านร้าง แม้แต่ประตูเข้าบ้านแพทย์หญ้าคายังสูงเทียมอก จะราบหน่อยก็ตรงที่บานประตูจะเปิดเข้าออกเท่านั้น เพราะหมู่บ้านพักแพทย์เป็นแค่ที่ซุกหัวนอนวันทำงาน พอวันหยุด แพทย์ที่หนุ่มสาวก็ขับรถหรือนั่งเรือบินเข้ามานั่งสตาร์บัคหรือเดินช็อปในเมืองใหญ่หรือในกทม. แพทย์ที่มีลูกก็เผ่นเข้ากทม.เหมือนกันแบบเผ่นก่อนด้วยซ้ำ คือไปนอนรอที่คอนโดที่ซื้อทิ้งไว้ตั้งแต่เย็นวันศุกร์เพื่อจะพาลูกไปกวดวิชาแต่เช้าตรู่ตอนเช้าวันเสาร์ อามิตตาภะ..พุทธะ

     3. ถามว่าหากเลือกข้างไม่มีบำนาญ ควรบริหารการเงินอย่างไรไม่ให้เกิดความเสี่ยงในชีวิต ฮ้า..า ขำ มาถามเรื่องการบริหารการเงินกับหมอสันต์ มาผิดที่เสียแล้วคุณหมอขา เพราะหมอสันต์นี้ถนัดแต่ใช้เงิน คนไข้ของผมที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์พอมาเห็นวิธีบริหารเงินของหมอสันต์แล้วตาโต เพราะผมมีหลักการว่ามีเท่าไหร่ใช้ให้หมด มีอีกก็ใช้อีก โดยวิธีนี้เงินมันจึงจะหมุนเวียนไม่บูดเน่า หิ หิ สรุปว่าคำถามข้อนี้ เพื่ออนาคตที่ดีของคุณเอง ผมขอเคาะไม่ตอบละกันนะ

     4. ข้อนี้คุณไม่ได้ถาม แต่ผม ส. ใส่เกือก ตอบให้ คุณยังไม่ได้เริ่มทำงาน แต่มองอนาคตยาวไปไกลถึงความมั่นคงในวัยเกษียณ ผมเข้าใจนะ สมัยก่อนผมก็มีมุมมองต่อชีวิตเช่นเดียวกับคุณ มันเป็นมุมมองตามสัญชาติญาณของฝูง เหมือนวัวที่วิ่งกรูตามๆกันไปในทุ่งโดยไม่มีตัวไหนวิ่งแตกฝูง ทั้งๆที่ไม่มีตัวไหนรู้เลยว่ามันจะวิ่งไปไหนกัน ตัวที่วิ่งนำก็ไม่รู้ แต่พอผมแก่แล้วผมมั่นใจว่าผมค้นพบอะไรบางอย่างที่อยากจะเอามาบอกให้คุณนะ คุณจะเชื่อผมหรือไม่เชื่อผมไม่ว่า แต่ผมขอบอก ว่าคุณอย่าไปถวิลหาความมั่นคงในชีิวิตเลย อย่าไปตั้งความหวังอะไรกับชีวิตเลย ปกติคนเป็นคริสเตียนนอกจากความรักแล้วเขาจะให้ความสำคัญกับความหวังนะ แต่คริสเตียนอย่างหมอสันต์นี้ขอประกาศโต้งๆเลยว่า "ความหวัง" เนี่ยมันเป็นตัวร้าย มันเป็นตัวร้ายพอๆกับ "ความกลัว" นั่นเลยเทีียว เพราะทั้งความหวังและความกลัวมันทำให้เราลืมใช้ชีวิตในปัจจุบัน คือชีวิตที่ที่นี่ เดี๋ยวนี้ มันลากเราไปอยู่ในอนาคต หากคุณเชื่อมัน คุณจะไม่ได้ใช้ชีวิตและเสียชาติเกิดเปล่าๆนะ เพราะแท้จริงแล้วอนาคตไม่มี ชีวิตมีแต่ที่นี่ เดี๋ยวนี้ เท่านั้น หากคุณเกิดมาแล้วอยากจะใช้ชีวิต คุณต้องใช้ชีวิตอยู่ที่ที่นี่ เดี๋ยวนี้ การที่จะใช้ชีวิตอยู่ที่ที่นี่เดี๋ยวนี้ได้ คุณจะต้องยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่เป็นอยู่ที่ที่นี่เดี๋ยวนี้แล้วให้ได้อย่างศิโรราบโดยไม่มีเงื่อนไขก่อน ขอยืมคำพูดอดีตนายกคนดังท่านหนึ่งว่า "เซ็ทซีโร่" ให้ได้ก่อน มองไปรอบๆตัวเองที่ที่นี่เดี๋ยวนี้ ยอมรับยอมแพ้ทุกอย่างว่ามันเกิดขึ้นแล้ว มันโอหมดแล้ว ไม่ต้องหนีอะไร ไม่ต้องวิ่งหาอะไร แล้วดำเนินชีวิตไปในลักษณะสนองตอบต่อสิ่งเร้าใหม่ๆที่เข้ามาอย่างมีสติทีละช็อต ทีละช็อต ไม่ต้องไปมองอะไรข้ามช็อต โดยวิธีนี้คุณจึงจะได้ใช้ชีวิต แล้วทุกอย่างมันจะลงตัวเอง ชีวิตคุณมันจะคลี่คลายออกไปอย่างสวยงามอย่างไม่คาดฝันด้วยตัวมันเอง เชื่อผม


นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์