24 กันยายน 2563

มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะ 2-3 จะผ่ารูเล็กหรือรูใหญ่ และจะผ่าที่รพ.ไหนดี

 สวัสดีค่ะคุณหมอสันต์

คุณพ่อ อายุ 72 ปี มีโรคประจำตัวเป็นเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง มีอาการถ่ายไม่สุด ถ่ายหลายครั้ง เป็นมูกปนเลือดมาประมาณ 2 สัปดาห์ ไปตรวจที่ รพ.หัวเฉียว ตามสิทธิ์ประกันสังคม โดยสิทธิ์ปกส พึ่งทำเรื่องยกเลิกเพื่อมาใช้สิทธ์เบิกตรงของหนู แต่ยังติดสิทธิ์เก่าอยู่อีก 6 เดือน จนถึงสิ้นเดือนมกราคมค่ะ คุณหมอที่ ... คลำพบว่าเจอก้อนเนื้อ ไม่ค่อยดี นัดไปส่องกล้อง ตัดชิ้นเนื้อ และทำ CT whole abdomen เมื่อวานคุณหมอนัดไปฟังผล พบว่าเป็น CA colon มีลามไป ต่อมน้ำเหลือง แต่ยังไม่ไปตับ หมอแจ้งว่าประมาณขั้น 2,3 หมอที่หัวเฉียวแนะนำให้ผ่าตัดด่วน เนื่องจากถ่ายไม่ออกค่ะ และได้ส่งตรวจเลือด เอ็กซเรย์ปอดและตรวจคลื่นหัวใจ เพื่อเตรียมผ่าตัดแล้ว รอวันนัดผ่า คิดว่าน่าจะได้อาทิตย์หน้าค่ะ แผนการรักษาที่คุณหมอแจ้ง คือ ผ่าตัดและให้คีโมค่ะ หนูไปอ่านเจอโพสของคุณหมอ ว่าโรคนี้ควรได้รับการผ่าตัดกับหมอเฉพาะทางโดยตรง จึงแนะนำให้คุณพ่อไปตรวจที่ ... เพิ่มเติมวันนี้ค่ะ คุณหมอที่ใหม่แนะนำว่า หากผ่าที่ใหม่ สามารถผ่าแบบส่องกล้องผ่าได้เลย เจ็บตัวน้อยกว่า ฟื้นตัวเร็วกว่า หนูมาคิดในฐานะคนเป็นลูก ก็อยากให้ท่านเจ็บน้อยที่สุด แต่หากรอผ่าที่รามาอาจจะต้องเลื่อนเวลาผ่าออกไปอีกประมาณ 1 เดือน และต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมดระหว่างรอสิทธิ์ค่ะ จึงอยากขอเรียนถามอาจารย์

1. ความแตกต่างของการผ่าตัดปกติและการผ่าตัดผ่านทางกล้องมีผลแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน และมีผลในการรักษาต่อเนื่องหลังจากการผ่าตัดหรือไม่คะ

2. หากตัดสินใจทำการผ่าตัดตามสิทธิ์ประกันสังคม แล้วหลังจากผ่าตัด ก่อนจะเริ่มรับยาคีโมจะสามารถขอย้ายไปรับยาต่อที่ใหม่ได้หรือไม่คะ

3. และหากเกิดมีปัญหาขึ้นในอนาคต จะดีกว่าหรือไม่ถ้าเป็นหมอท่านเดียวกันดูแลไปตลอด

4. หากตัดสินใจผ่าตัดที่ใหม่ พอมีวิธีใดบ้างที่จะลดค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุดค่ะ

ทางเลือกที่หนูคิดออกตอนนี้ คือ 1. ตามสิทธ์ คือใช้ประกันสังคมทั้งผ่า และเริ่มรับยา พอหมดสิทธ์ก็ขอย้ายไปตามสิทธ์ 2. ผ่าตัดที่ใหม่ เริ่มรับยาที่ใหม่ รอจนสิทธิ์ใช้ได้ 3. ผ่าตัดที่ใหม่ และขอกลับมาเริ่มรับยาที่ ประกันสังคมตามสิทธ์ พอหมดสิทธิ์ก็ขอย้ายไปที่ใหม่

รบกวนอาจารย์กรุณาแนะนำทางออกให้หนูด้วยค่ะ

ขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ

......................................................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าความแตกต่างของการผ่าตัดปกติและการผ่าตัดผ่านทางกล้องในกรณีมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะ 2-3 ที่มีการอุดกั้นลำไส้บางส่วนแล้ว มีผลแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน ตอบว่ามีผลต่างกันดังนี้

    1.1 การผ่าตัดมะเร็งในช่องท้องที่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองแล้วอย่างนี้ จะต้องตามเก็บต่อมน้ำเหลืองด้านหลังช่องท้องออกให้หมด การเลือกวิธีผ่าหน้าท้องตามปกติจะเก็บต่อมน้ำเหลืองได้ง่ายกว่าและเกลี้ยงกว่าวิธีผ่าผ่านกล้อง เพราะบางครั้งต่อมน้ำเหลืองยัดอยู่ในหลืบติดกับหลอดเลือดใหญ่ ยิ่งหากมีพังผืดยึดลำไส้เพราะการลุกลามของมะเร็งด้วยแล้ว การผ่าตัดผ่านกล้องจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดลำไส้ทะลุมากกว่าผ่าตัดปกติ 

     1.2 การผ่าตัดผ่านกล้องมีแผลเล็กกว่า สวยงามกว่า ปวดแผลหลังผ่าตัดน้อยกว่า และอยู่โรงพยาบาลสั้นกว่าประมาณสองสามวัน

     1.3  ในส่วนของวิธีรักษาหลังผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นเคมีบำบัด ฉายแสง หรือโอกาสต้องมาผ่าซ้ำ ไม่ต่างกัน

ในภาพรวม จะเลือกวิธีไหนก็แล้วแต่ผู้ป่วยชอบ แต่ถ้าผมเป็นผู้ป่วย ผมจะเลือกผ่าตัดแบบปกติ เพราะผมไม่กลัวเจ็บแผล ไม่อยากสวย แต่กลัวหมอเก็บมะเร็งตามต่อมน้ำเหลืองไม่หมด

     2. ถามว่าทำการผ่าตัดตามสิทธิ์ประกันสังคมแล้ว หลังจากผ่าตัดจะสามารถขอย้ายไปรับยาต่อที่ใหม่ได้ไหม ตอบว่าได้สิครับ สิทธิเบิกจ่ายย้ายไปที่ไหนก็ควรจะย้ายไปรับการรักษาต่อที่นั่น

     3. ถามว่าจะดีกว่าหรือไม่ถ้าเป็นหมอท่านเดียวกันดูแลไปตลอด ตอบว่าโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะท้ายอย่างนี้ หมอที่ดูจะไม่ใช่หมอคนเดียวแน่นอน เริ่มจากหมอผ่าตัดลำไส้ใหญ่ แล้วก็ไปหมอเคมีบำบัด แล้วก็อาจจะไปหมออื่นๆอีกหากมะเร็งแพร่กระจายไปหรือมีภาวะแทรกซ้อน การเปลี่ยนหมอเมื่อมีเหตุจำเป็นต้องทำก็สมควรทำ การย้ายตามสิทธิการเบิกจ่ายเป็นเหตุจำเป็นที่สมควรทำ ดังนั้นไม่ต้องไปกังวลเรื่องความต่อเนื่องของการรักษา เพราะแพทย์เขามีระบบส่งต่อที่เอาข้อมูลจากที่เก่าไปใช้ที่ใหม่ได้

     4. ถามว่าหากตัดสินใจผ่าตัดที่ไหม่จะวิธีใดบ้างที่จะลดค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุด ตอบว่าวิธีลดค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุดก็คือผ่าตัดในโรงพยาบาลที่ตัวเองมีสิทธิ์นั่นแหละครับ จะย้ายไปย้ายมาทำไมละ หมอผ่าตัดโรงพยาบาลปกส.ที่คุณเอ่ยชื่อรพ.มานั้นก็เป็นหมอเฉพาะทางศัลยกรรมลำไส้ใหญ่ อย่าไปวอรี่โน่นนี่นั่นเลย 

     อยู่เมืองไทยนี้ดีที่สุดแล้วตรงที่ทุกคนได้รับการรักษาพยาบาลที่จำเป็นฟรีหมด แล้วมันเรื่องอะไรจะทิ้งของดีที่มีอยู่นี้ไปเสียละครับ เหตุผลที่ถูกนำมาชักจูงว่าการทิ้งสิทธิ์สามสิบบาทหรือประกันสังคมไปรับการรักษาในรพ.ที่เราเสียเงินเพื่อจะให้ได้รับคุณภาพการรักษาที่ดีขึ้นนั้นเป็นเหตุผลที่ไม่เป็นความจริง ระบบสามสิบบาทตั้งมา 19 ปีแล้ว มีการวิจัยเชิงระบบไปแยะมากทั้งโดยสวรส.และโดยมหาวิทยาลัยต่างๆ แต่ยังไม่เคยมีหลักฐานวิจัยแม้แต่ชิ้นเดียวที่พิสูจน์ว่าอัตราตายของการรักษาโรคในระบบสามสิบบาทสูงกว่าในระบบอื่นไม่ว่าจะเป็นรพ.เอกชนหรือโรงเรียนแพทย์ในการรักษาโรคเดียวกัน ดังนั้นผมแนะนำว่าให้ทำผ่าตัดในโรงพยาบาลที่เรามีสิทธิเบิกได้

     5. ข้อนี้คุณไม่ได้ถาม แต่ผมแถมให้ ความสัมพันธ์ระหว่างมะเร็งลำไส้ใหญ่กับอาหารเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทุกชนิดนั้นเป็นความสัมพันธ์ที่จริงแท้แน่นอน การจะป้องกันและรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่นอกจากการผ่าตัด ฉายแสง เคมีบำบัดแล้ว ให้คิดถึงการเปลี่ยนอาหารจากกินเนื้อสัตว์ไปกินอาหารมังสวิรัติด้วย เปลี่ยนเป็นอาหารมังสวิรัติทั้งครอบครัวได้ยิ่งดี เพราะนี่เป็นโอกาสที่จะเปลี่ยนแล้ว

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

23 กันยายน 2563

(เรื่องไร้สาระ 10) โครงการดอกหงอนนาคที่ภูสอยดาว

 หมอสมวงศ์เป็นเจ้ากี้เจ้าการวางแผนให้ผมหยุดงานสี่วันเพื่อไปดูดอกหงอนนาคที่ภูสอยดาว 
โปรดสังเกตมีด 63 บาท

เธอระดมสมัครพรรคพวกเหล่าผู้สูงวัยที่เป็นคนกันเองทั้งนั้นได้ 2 รถตู้ 17 คน แล้วจ้างทัวร์ให้จัดการทุกอย่างให้ ทั้งเอารถมารับ จัดหาลูกหาบ เตรียมวัตถุดิบอาหาร เตรียมเต้นท์ สนนราคาหัวละ 4,000 บาท สี่วันสามคืน ที่ต้องใช้เวลาหลายวันกว่าชาวบ้านก็เพราะนี่เป็นชราทัวร์ ต้องเจียมบอดี้ จะรีบร้อนลนลานเหมือนหนุ่มสาวทัวร์ไม่ได้ ฟังว่าทัวร์นี้ถึงเป็นคนชราก็จะต้องเดินปีนขึ้นเขาไป 6-7 ชั่วโมงเหมือนคนอื่น แล้วไปกางเต้นท์นอนบนเขาในทุ่งดอกหงอนนาค ไม่มีอาคาร ไม่มีไฟฟ้า  ไม่มีอาหารขาย ถึงจะมีเงินก็ไม่มีให้ซื้อ ไม่มีน้ำก๊อก ต้องตักน้ำลำธารมาอาบเอาเอง ถ้าน้ำดื่มที่เอาติดตัวขึ้นมาหมดก็ต้องดื่มน้ำลำธารนั่นแหละ

      ดังนั้น จำเป็นต้องมีการเตรียมตัวบ้าง จึงวันว่างก่อนเดินทางสองสามวันผมได้ชวนหมอสมวงศ์ไปช็อปปิ้งที่ร้านดีแคทลอนเพื่อเตรียมการและเป็นการหาความเพลิดเพลินไว้ก่อน ได้สินค้าที่ตื่นเต้นเร้าใจมาหลายอย่าง เช่นไฟฉายที่ปั่นให้พลังงานด้วยมือเมื่อถ่านหมด ราคา 100 บาท โคมไฟห้อยในเต้นท์ ราคา 120 บาท เวลาจะผลัดผ้าในเต้นท์ก็สามารถเปลี่ยนไฟขาวเป็นไฟแดงได้ด้วย เข็มทิศเท่ๆจำราคาไม่ได้ ฆ้อนตอกสมอเต้นท์แบบฆ้อนสารพัดนึก แบบว่านอกจากจะเป็นฆ้อนแล้วยังเป็นมีด เป็นเลื่อย เป็นไขควง และเป็นไฟฉายได้อีกต่างหาก ราคา 260 บาท ผมอยากได้มีดเดินป่าดีๆสักเล่ม มีผู้แนะนำว่าให้ซื้อยี่ห้อ Ontario SP5 แต่ร้านที่เราไปช็อปเขาไม่มีขาย เขาบอกว่าต้องไปที่ร้านไทยแลนด์เอ้าท์ดอร์ หมอสมวงศ์ถามว่าราคามีดเท่าไหร่ มีคนบอกว่า 3,800 บาทพร้อมฝัก หมอสมวงศ์สรุปให้เสร็จสรรพว่าอย่าไปซื้อเลย ไว้วันรุ่งขึ้นค่อยไปซื้อมีดอรัญญิกที่ตลาดมวกเหล็กละกัน.. จบข่าว แต่ตอนท้ายของวันนั้นผมก็ได้มีดมาจนได้ จากร้าน Mr. DIY คราวนี้ราคา 63 บาทพร้อมฝัก หิ หิ ไม่เชื่อดูรูปถ่าย ของที่ซื้อมาในรูปจะมีทั้งเชือก (เอาไว้ตาก กกน.) กระปุกแสงสว่างในเต้นท์ (สีขาว) ขวดน้ำ (สีฟ้า) ไฟฉายปั่นไฟมีด้ามปั่น (สีส้ม) เข็มทิศ ฆ้อนสาระพัดนึก และมีด 63 บาท ผมปลอบตัวเองว่ามีดแพงๆไม่ดีหรอก เพราะเท่าที่เคยเดินป่ามาสมัยหนุ่มๆงานที่ใช้มีดทำมากที่สุดคืองานขุดหลุมฝังอึ (ขอโทษ) ดังนั้นอย่าซื้อของแพงเลย เพราะแพงแล้วจะใช้มันไม่ลง เอาด้ามละ 63 บาทนี่แหละตะกุยดินได้ดีนัก

ไฟฉายที่ได้พลังงานจากการปั่นด้วยมือ

     พูดถึงไฟฉาย ที่บ้านมวกเหล็กมีแต่ไฟฉายกระบอกบะเร้อบะร่าใช้เดินป่าไม่ได้เพราะหนัก คราวนี้ผมจึงตั้งใจซื้ออันเล็กๆ ความจริงไฟฉายอันเล็กๆที่บ้านก็พอมีอยู่ แต่เดี้ยงหมด ที่ชาร์จไฟใช้การไม่ได้บ้าง ถ่านชาร์จไฟเสียบ้าง ถ่านหมดหาถ่านขนาดนั้นไม่ได้บ้าง คราวนี้ผมจึงแก้ลำโดยซื้อแบบไม่ต้องใช้ถ่าน ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า แต่ใช้มือปั่นเอา คือพอแสงสว่างทำท่าจะหมดก็เอามือหมุนคันสีส้มที่ข้างไฟฉาย เหมือนเป็นไดนาโมคอยเติมไฟให้มัน แล้วมันก็จะกลับสว่างขึ้นมาอีก วิธีนี้ไม่ต้องกลัวถ่านหมด ไม่ต้องหาเครื่องชาร์จ ดูซิว่าไฟฉายแบบใหม่นี้มันจะไปได้สักกี่น้ำ  

     ซื้อของเสร็จแล้วก็มาเตรียมของ การเดินป่าและพักแรมในป่าต้องมีอะไรบ้าง เขียนลิสต์ไว้ก่อนเลยกันลืม (1) เสื้อ (2) กางเกง (3) ปลอกแขนกันแดด (4) ยาทากันยุงและแมลง (5) รองเท้าถุงเท้าเดินป่า (6) หมวก (7) เป้สะพาย (8) ขวดน้ำดื่ม (9) มีดเดินป่า (10) ไม้ขีดไฟ (11) เต้นท์ (12) ถุงนอน (13) โคมแขวนในเต้นท์ (14) เชือก (15) ไฟฉาย (16) รองเท้าแตะ (17) เข็มทิศ (18) พลาสเตอร์ปิดแผล (19) อาหารแห้ง (20) กระดาษทิชชู (21) ฆ้อนสาระพัดนึกไว้กางเต้นท์ ครบแล้วมั้ง ใจจริงอยากจะได้ขวดกรองน้ำเล็กๆแบบพกพาปั๊มด้วยมือเอาไว้กรองน้ำลำธารแล้วดื่มได้เลยสักอัน เพื่อนฝรั่งแนะนำว่ายี่ห้อ Katadyn ราคา 14,000 บาทดีมาก แต่ผมไม่กล้าแอะ กลัว ม. ไม่อนุมัติ หิ หิ เอาแค่นี้พอแล้ว จัดของลงเป้เลย 

     พอจัดของลงเป้เสร็จ ฝ่ายข่าวของทีมดอกหงอนนาคก็รายงานมาว่า

     "พายุโนอึลถล่มภูสอยดาว ต้นไม้ล้มทับเต้นท์นักท่องเที่ยวบาดเจ็บ ต้องขนคนลงจากเขาแบบทุลักทุเล และสั่งปิดอุทยานไม่มีกำหนด"

     แป่ว..ว...ว

     ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็สนุกสนานกับการช็อปปิ้งตั้งครึ่งวันแล้ว ได้กำไรชีวิตแล้ว และไหนๆก็จัดเป้แล้ว อย่าเพิ่งรื้อเลย รอฟังข่าวอีกสองวัน เผื่อฟลุ้คเขาเปิดทัน 

     23 กย. 63 บริษัทที่รับจัดทัวร์ให้ แจ้งข่าวมาว่าอุทยานเขาประชุมกันเมื่อวาน ตัดสินใจไม่เปิดจนกว่าฝนจะหมด บริษัททัวร์จึงแจ้งสรุปยกเลิกทัวร์ภูสอยดาวครั้งนี้เป็นการเด็ดขาดและส่งเงินมัดจำคืน ครั้นผมจะเลื่อนการเดินทางรออุทยานก็ไม่ได้เพราะตารางการทำงานของตัวเองขึงพืดเต็มไปจนสิ้นปีเสียแล้ว ถึงตอนนั้นคงเหลือแต่ดอกหงอนไก่ ดังนั้นที่จั่วเรื่องไว้ตั้งใจจะเล่าเรื่องการไปดูดอกหงอนนาคก็เลยเล่าได้แค่นี้ คือได้แค่ไปช็อปปิ้ง แล้วก็..จบโครงการแระ หิ หิ 

     นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

21 กันยายน 2563

จะดึงลูกกลับจากเมืองนอกมาอยู่ใกล้ตัว ก็เสียดายระบบการศึกษาของที่โน่น

เรียนคุณหมอที่เคารพ

ดิฉันเป็นพยาบาล สามีเป็นแพทย์เกษียณแล้วทั้งคู่ ลูกคนเล็ก(ตอนนี้18ปี)เรียนที่ร.ร. ... (การศึกษาทางเลือก) จนจบม.2จากนั้นขอไปเรียนที่ออสเตรเลีย ไปพักกับครอบครัวน้าชาย (น้องแท้ๆของดิฉัน)เป็นเด็กขยันและเป็นเด็กperfectionist เค้าเรียนร.ร.คาทอลิค ได้คะแนนดีอันดับต้นๆแต่ไม่ถึงกับgenius ช่วงปีที่ผ่านมาเรียนหนักมาก การบ้านเยอะสุดๆ นอนตี2-3ประจำ(ตื่น7โมง) เคยเตือนเค้าเรื่องนอนดึกเกินเค้าบอกขอเต็มที่แค่ปีนี้อีก2เดือนก็จบม.ปลาย(yr.12)แล้ว ไม่งั้นที่อุตส่าห์ทุ่มเทมาตั้งแต่yr.9มันจะเสียของ ขอเข้าประเด็นคำถามนะคะ 

1)ดิฉันกับสามีอายุค่อนข้างมาก(หกสิบกว่า)อยากมีโอกาสอยู่ใกล้ๆกับลูกในช่วงบั้นปลายของชีวิต

2)เนื่องจากปัญหาเรื่องโควิด มองว่าการเดินทางบ่อยจะเพิ่มความเสี่ยงจากเดิม(ที่มีอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุบัติเหตุ ,Hijack)ให้มากขึ้นไปอีกเรื่องโควิดและเมืองไทยกลับน่าอยู่กว่าในเรื่องสาธารณสุขจากผลงานป้องกันการระบาดของโควิดได้ดีเยี่ยม เวลามีปัญหาเรื่องสุขภาพสามารถเข้าถึงบริการได้ดีกว่า

3)มองว่าทักษะชีวิตมีความสำคัญ การเรียนรู้ไม่ได้มีแค่ในมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่เค้าคงเริ่มคุ้นชินกับความเป็นอยู่และculture ที่ออสเตรเลียแล้ว และมีกลุ่มเพื่อนที่นิสัยดีมีคุณภาพ รักเรียน และเรียนเก่ง ประมาณ5-6คน (ลูกค่อนข้างเริ่มมีแนวคิดแบบฝรั่ง)แต่ไม่ถึงกับติดเพื่อน

4)มองว่า เมืองไทยน่าอยู่ อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ทำไมเราถึงปล่อยให้ลูกต้องไปอดๆอยากๆ(น้องชายดูแลได้ดีระดับนึงค่ะ)ต้องทนกินขนมปังแห้งๆแข็งๆทุกวันในขณะที่พ่อแม่กินอาหารเอร็ดอร่อยทุกมื้อ

     แต่ในความคิดของลูก คือ เค้าเสียดายเพราะอยู่ในระบบการศึกษาของที่โน่นแล้ว อยู่ๆจะทิ้งไปก็น่าเสียดายและท่าทางเค้าเริ่มชินกับความมีระเบียบของสังคมทางโน้น ดิฉันคิดว่าถ้าเค้าเรียนมหาวิทยาลัยที่โน่นมีแนวโน้มว่าเค้าจะอยู่ทำงานที่โน่นต่อ โอกาสที่จะกลับมาอยู่ไทยคงน้อยลงเรื่อยๆ

    มีเพื่อน(หญิง)ที่เป็นหมอฟัน(อายุเท่ากับดิฉัน)และลูกเรียนที่ ... ห้องเดียวกัน ไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นตั้งแต่ม.3เหมือนกัน เพื่อนคนนี้กลับมองว่าเราไม่ควรไปโน้มน้าวลูก เพราะจะทำให้ลูกลังเล เกิดอาการผูกติดกันระหว่างแม่ลูก ควรให้เค้าเป็นคนตัดสินใจเองอย่างอิสระ และในสายตาเด็กสมัยนี้ถ้าต้องกลับมาเรียนและทำงานกับพวกหัวโบราณไดโนเสาร์แบบที่เป็นอยู่เค้าคงไม่มีความสุข (ปกติดิฉันชวนคุยกับลูกแทบทุกวันทางวิดีโอคอล มีอะไรก็แลกเปลี่ยนกัน ไม่มีความลับต่อกัน เล่าความคิดทัศนคติที่มี ในเรื่องเรียนมหาวิทยาลัยก็พูดถึงข้อดีข้อเสียระหว่างมหาวิทยาลัยในไทยกับที่ออสเตรเลียและเคยสรุปตอนท้ายกับลูกว่า แล้วแต่เค้าตัดสินใจ ไม่ว่าลูกอยู่ไหนแม่ก็จะไปอยู่ใกล้ๆลูก แต่ก็แอบคิดว่าอายุเราไม่ใช่วัยที่จะต้องไปเริ่มปรับตัวเข้ากับสถานที่ใหม่ๆแล้ว) 

อยากขอคำแนะนำจากคุณหมอว่าเราควรจะผลักดันลูกต่อไปดีหรือควรให้เค้ากลับมาเรียนที่ไทย หรือขอความเห็นของคุณหมอในเรื่องนี้ด้วยค่ะ สามีบอกตอนนี้เรียนที่ไหนก็ตกงานเหมือนกัน ส่วนตัวดิฉันคิดว่าเค้าอยากไปเรียนเราก็สนับสนุนเค้าเต็มที่ 4 ปีกับการผจญภัยในโลกกว้างน่าจะเพียงพอแล้ว อยากได้อยู่เป็นครอบครัวพ่อแม่ลูก หรือดิฉันกำลังพยายามดึงให้เค้ากลับเข้ามาอยู่ใน comfort zone ซึ่งมันไม่ใช่การใช้ชีวิตในวัยนี้ของลูก ที่กำลังเสาะหาตัวตน คือลูกก็ไม่ชัดเจนว่าอยากเป็นอะไร อยากเรียนคณะอะไร รู้แต่ถนัด คณิต วิทย์ คงเลือกแนววิศวะ ถ้ากลับมาไทยคงเข้าเรียนเทคโนโลยีธนบุรีภาคอินเตอร์เพราะใกล้บ้าน และpractice มากกว่าTheory ลูกบอกคำเดียวว่า เหตุผลเดียวที่อยากกลับมาไทยเพราะจะได้อยู่กับแม่

 สุดท้ายนี้ขอกราบขอบพระคุณคุณหมอล่วงหน้านะคะ รอคำตอบจากคุณหมอค่ะ

ด้วยความเคารพอย่างสูง

.......................................................

ตอบครับ

     1. หน้าที่ของพ่อแม่คือเลี้ยงดูลูกให้เติบโตจนพ้นอกเหมือนนกเลี้ยงลูกที่มีเป้าหมายให้ลูกบินออกจากรังไปให้ได้ สามารถไปใช้ชีวิตของตัวเองได้อย่างมีความสุขเต็มศักยภาพที่ตนเองมี และหากเป็นประโยชน์ต่อโลกด้วยก็ยิ่งดี ไม่ใช่เลี้ยงลูกเพื่อมาอยู่เป็นเพื่อนเรายามแก่นะครับ นั่นเป็นการเลี้ยงลูกแบบ "เลี้ยงต้อย" หรือ "ลงทุน" หวังได้กำไรคืนมา ไม่ใช่เลี้ยงแบบเมตตาธรรมซึ่งเป็นการให้โดยไม่มีเงื่อนไข คุณอยากอยู่ใกล้ลูก นั่นเป็นธรรมดาและโอเค. ถ้าลูกเขาอยากมาอยูใกล้คุณนั่นก็โอเค. แต่ถ้าเขาไปติดลมที่อื่นไม่มาอยู่ใกล้คุณ นั่นก็ควรจะโอเค.ด้วยนะ 

     2. ที่สามีคุณบอกว่าเรียนอะไรก็ตกงานเหมือนกันหมดนั่นก็เป็นเรื่องจริงเพราะต่อไปหุ่นยนต์ AI จะแทนที่ทุกอาชีพหมด แต่ประเด็นสำคัญคือคนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงานนะ คนเราเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตให้ได้เต็มศักยภาพที่ตนเองมี ดังนั้นไม่ต้องไปพะวงว่าเขาจะตกงานไม่ตกงาน ขอให้เขาได้ใช้ชีวิตเต็มศักยภาพที่เขามีก็พอแล้ว ศักยภาพนี้ผมหมายความรวมถึงศักยภาพในการใช้ชีวิตภายนอกและศักยภาพในการสำรวจค้นหาภายในว่าแท้จริงแล้วการเกิดมาเป็นคนนี้มันทำอะไรได้มากกว่านี้บ้างด้วย

     3. ที่อยากให้ลูกมาอยู่เมืองไทยเพราะโควิด19บ้างเพราะการจี้เครื่องบินบ้างนั้นเป็นความคิดกังวลไร้สาระมาก โลกจากนี้ไปจะไม่มีอะไรเหมือนเดิม จะมีแต่เรื่องบ้าๆครั้งแล้วครั้งเล่า ส่วนใหญ่คุณคาดไม่ถึง ส่วนที่คุณคาดถึงนั้นจิ๊บจ๊อย ความสามารถที่จะอยู่ได้ในสภาพที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นไม่เคยอยู่มาก่อนเรียกว่า creativity นั่นแหละเป็นสิ่งที่คนที่จะอยู่ในโลกยุคจากนี้เป็นต้นไปต้องมี รวมทั้งตัวคุณด้วย

     4. ที่อยากให้ลูกมาอยู่เมืองไทยเพราะเมืองไทยน่าอยู่ที่สุดอาหารอร่อยที่สุดนั้น นั่นเป็นความเห็นของคุณซึ่งเป็นคนไทยอยู่ที่เมืองไทยนะ ไม่นานมานี้ผมพบกับคนอินเดียคนหนึ่ง เขาบอกผมว่าอินเดียเป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลกและเขาจะไม่ย้ายไปอยู่ประเทศอื่นเด็ดขาด คือการที่เราอยู่ที่ไหนแล้วเห็นว่าที่นั่นดีที่สุดเป็นเรื่องที่ดีนะ เพราะแสดงว่าเราปรับตัวเข้ากับและยอมรับสภาพรอบตัวเราได้ง่ายซึ่งเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของ creativity ถือเป็นคุณสมบัติที่ดี แต่ประเทศก็ดี เส้นแบ่งเขตก็ดี ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริง และการเป็นมนุษย์ที่แท้จริงนั้นไม่ได้เป็นพลเมืองของประเทศไหน จะพูดว่าเป็นพลเมืองของจักรวาลนี้ก็ว่าได้ คุณอย่าไปบ้าจี้ไปกับสมมุติบัญญัติไม่ว่าจะเป็นเรื่องประเทศ ชาติ ศาสนา ผิวพรรณ ความบ้าแบบนั้นทำให้มนุษย์เราต้องรบราฆ่าฟันกันมาจนทุกวันนี้ ลูกเขาอยากจะอยู่ที่ไหนในจักรวาลนี้ก็ช่างเขาเถอะ ให้คุณคิดเสียใหม่ว่าเขาเป็นพลเมืองของจักรวาลนี้ เขาจะได้ไม่ identify ตัวเองกับสมมุติบัญญัติอันคับแคบใดๆแบบคนรุ่นเรา ด้วยมีพลเมืองอย่างนี้ ไปภายหน้าโลกมันอาจจะสงบยิ่งกว่ายุคสมัยของเราก็เป็นได้

     5. กล่าวโดยสรุป ตอนนี้มันเลยเวลาที่คุณจะไปตัดสินอนาคตแทนลูกแล้ว ต้องปล่อยให้เขาตัดสินเอง เว้นเสียแต่ว่าคุณเงินหมดนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะ ถ้าคุณยังมีเงินส่งเสีย เขาอยากอยู่ที่ไหน อยากทำอะไร ก็ปล่อยเขาไปเถอะครับ มันเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของคุณอีกต่อไปแล้ว

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ 

18 กันยายน 2563

SIBO แบคทีเรียในลำไส้เล็กเติบโตมากเกินไป

คุณหมอสันต์ที่เคารพ

     หนูอายุ 32 ปี มีปัญหาลมในท้อง ปวดท้อง ท้องอืด มาสองปี หมอส่องกล้องแล้ววินิจฉัยว่าเป็นแผลในกระเพาะมี H pylori กินยาครบไปแล้วสองชุด หายไปพักหนึ่งก็กลับมาอีก ส่องกล้องอีก คราวนี้ว่าเป็นกรดไหลย้อน ให้กินยา omeprazol และ gaviston ติดต่อกันมาแล้วปีกว่าก็ยังไม่ดีขึ้น ส่องทั้งหมดสามครั้ง ครั้งสุดท้ายไม่มีแผลแล้ว เปลี่ยนหมอทางเดินอาหารไปแล้วสองคน แต่ลมก็ยังมาก มีลมมากอยู่ตรงกลางท้อง แถวสะดือ ไม่ใช่ตรงกระเพาะ ลมมากจนดูเหมือนคนตั้งครรภ์ ท้องผูกมาก..ก ถึงมากที่สุด แล้วน้ำหนักก็ลดเอา ลดเอา จาก 47 เหลือ 42 ในเวลาปีกว่า ผอมลง ผอมลง หิวอยากจะกิน แต่กินมากก็ท้องอืด ท้องเฟ้อ บางครั้งก็ท้องเสียบ้าง หมอทางเดินอาหารเคยจับส่องตรวจลำไส้ใหญ่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ อยากทราบว่าถ้าเปลี่ยนมาทานอาหารแบบที่หมอสันต์แนะนำ (plant based whole food) จะดีไหมคะ จะไปเข้าแค้มป์ RDBY ของหมอสันต์ดีไหม

ขอบพระคุณค่ะ

.....................................................

ตอบครับ 

     คุณรักษาอยู่กับหมอทางเดินอาหารอยู่แล้วก็ดีแล้ว เขามีข้อมูลของคุณเต็มมือจากการส่องกล้องทั้งข้างบนข้างล่างและจากการให้ยาและดูการสนองตอบของร่างกายคุณ นั่นเป็นการรักษาที่ตรง ลึก และดีที่สุดแล้ว ที่คุณเขียนมาหาผมนี่อย่าลืมว่าผมเป็น GP นะ หมายความว่าแพทย์ทั่วไป ถ้าจะนับเป็นมวย ผมก็เป็นมวยวัด ได้แต่มองคุณในภาพใหญ่และให้ความเห็นในภาพใหญ่เท่านั้น จะเอาข้อมูลเจาะลึกอะไรกับ GP นั้นย่อมจะไม่ได้แน่นอน 

     ผมไม่รู้ว่าคุณเป็นโรคอะไรหรอก ถึงคุณมาเข้าแค้มป์ผมก็จะยังไม่รู้อยู่ดีเพราะขนาดหมอเฉพาะทางเขาส่องกล้องลงไปดูทั้งข้างล่างข้างบนตัดชิ้นเนื้อมาดูแล้วก็ยังไม่รู้ แล้วผมมือเปล่าอาศัยแต่ดูโหงวเฮ้งแล้วผมจะรู้ได้อย่างไร ดังนั้นไม่ต้องมาเข้า RDBY เพราะมาผมก็ช่วยอะไรคุณไม่ได้ 

    ผมรู้แต่ว่าคนไข้แบบคุณนี้มีอยู่จริง คือไม่ได้เป็นกรดไหลย้อน ไม่ได้เป็นแผลในกระเพาะอาหาร ไม่ได้เป็นลำไส้ใหญ่อักเสบ แต่มีอาการผิดปกติในทางเดินอาหารมาก โดยหนักไปที่อาการท้องเสียเรื้อรัง ลมในท้องมากแบบที่เรียกว่าอืด..ด บางรายก็ออกอาการแบบลำไส้ดูดซึมอาหารเข้าสู่ร่างกายไม่ได้ คือผอมพุงโรและมีอาการขาดวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ราวกับเป็นโรคป่วง (sprue หรือ ciliac disease ที่เกิดจากการแพ้โปรตีนในข้าวสาลี) แต่ก็ไม่ใช่โรคป่วง สรุปว่าไม่รู้ว่าเป็นอะไร รู้แต่ว่ามีคนไข้แบบนี้อยู่ 

     หมอรุ่นหลัง คือประมาณสิบกว่าปีมานี้ ได้ตั้งโรคใหม่ขึ้นมาโรคหนึ่งสำหรับคนที่เป็นแบบคุณนี้ เรียกว่า SIBO ย่อมาจาก small intestine bacterial overgrowth แปลว่าโรคแบคทีเรียในลำไส้เติบโตมากเกินไป โดยนิยามโรคนี้ว่าคือกรณีแบคทีเรียในลำไส้เล็กซึ่งปกติมีจำนวนไม่เกิน 103 ตัวต่อซีซี ได้เพิ่มจำนวนขึ้นมากถึง 105–106 ตัวต่อซีซี. ทำให้เกิดอาการผิดปกติ สุดแล้วแต่ว่าแบคทีเรียที่ขยายจำนวนขึ้นนั้นนิสัยเป็นอย่างไร เช่น ถ้าเป็นพวกแบคทีเรียที่ชอบย่อยน้ำดีก็จะทำให้น้ำดีทำงานไม่ได้ทำให้การย่อยอาหารไขมันเสียไปทำให้ท้องเสียเรื้อรัง ถ้าเป็นแบคทีเรียที่ชอบย่อยแป้งไปเป็นแก้สก็จะทำให้เกิดแก้สเต็มท้อง ท้องอืดตลอดกาล ถ้าเป็นแบคทีเรียที่ปล่อยพิษอย่างเช่นเชื้อ Klebsiella ก็จะทำให้เกิดเยื่อบุลำไส้อักเสบเสียหายจนดูดซึมอาหารไม่ได้คล้ายโรคป่วง (sprue) ไปเลย ทั้งนี้โดยตั้งสมมุติฐานว่าสาเหตุมักมาจากกรดในกระเพาะอาหารลดความเข้มข้นลง หรือจากการที่ลำไส้ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว เช่น กินยาระงับการเคลื่อนไหวของลำไส้ หรืออายุมาก หรือไม่ได้ออกกำลังกายดื้อๆ 

     ความจริง SIBO ยังไม่ถูกจัดชั้นเป็นโรคจริงๆนะ เพราะวงการแพทย์ยังตกลงกันไม่ได้ว่ามันมีอยู่จริงหรือเปล่า วิธีวินิจฉัยก็ยังตกลงกันไม่ได้ วิธีรักษาก็ย้งตกลงกันไม่ได้ แม้ระบบจำแนกโรค (ICD10) ก็ยังไม่ยอมรับให้ใส่โรคนี้ในสาระบบโรคของวิชาแพทย์ แต่ทั้งหมอไทยและหมอฝรั่งก็ชอบตรวจและวินิจฉัยโรคนี้กันเกร่อ 

     วิธีตรวจวินิจฉัย SIBO ที่ใช้กันทั่วไปมีอยู่สองแบบคือ (1) ส่องกล้องเอาแบคทีเรียไปเพาะเชื้อ ซึ่งเป็นวิธีที่ยุ่งยากพอควรไม่เป็นที่นิยม (2) ตรวจหาแก้สในลมหายใจออก เช่นให้กินแลคตูโลสแล้วตรวจหาไฮโดรเจน เป็นต้น  ทั้งสองวิธีนี้ถึงตรวจแล้วได้ผลแล้วแพทย์ก็ยังเถียงกันไม่ตกฟากอีกว่าอย่างไรจึงจะเรียกว่าผิดปกติ 

     ส่วนการรักษาโรค SIBO นี้ ที่ตกลงกันได้ดิบดีแล้วมีสามขั้นตอน คือ 

(1) แก้ไขสาเหตุ 

(2) เสริมอาหารถ้าขาดอาหาร 

(3) ใช้ยาปฏิชีวนะ (เช่นยา refaxamin) ลดจำนวนแบคทีเรียถ้าจำเป็น แต่ส่วนใหญ่ก็ได้ผลแค่ระยะสั้นๆและต้องใช้ยาซ้ำซาก 

ยังมีการร่วมรักษาอีกสองแบบที่ยังตกลงกันไม่ได้ บ้างว่าควรทำบ้างว่าไม่ควรทำ คือ

(1) ให้กินโปรไบโอติกส์ (แบคทีเรียชนิดดี) ยังสรุปผลได้ไม่ชัดเจนว่าได้ผลหรือไม่

(2) การให้หลีกเลี่ยงอาหารแป้งย่อยยาก (FODMAP = ferementable oligo, di, mono-saccharide and polyols) หมายถึงพืชที่มีโมเลกุลที่ร่างกายมนุษย์ไม่มีเอ็นไซม์ย่อยต้องอาศัยแบคทีเรียย่อยให้ ซึ่งว่ากันว่าหากหลีกเลี่ยงพืชเหล่านี้ได้จะลดอาการ SIBO ได้มากกว่าไม่หลีกเลี่ยง แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นวิธีรักษาที่มาตรฐานเพราะงานวิจัยทั้งหมดล้วนทำกันในระยะสั้น ขณะที่ในความเป็นจริงแล้วอาหารพวกที่เรียกว่า FODMAP นี้หากตื๊อกินไปนานๆหลายเดือนร่างกายก็จะปรับตัวทำให้อาการท้องอืดลดลงไปได้เองโดยไม่ต้องหลีกเลี่ยงอาหารใดๆเลย

ตัวอย่างของอาหารแป้งย่อยยาก หรือ FODMAP ก็เช่น

oligosacharides เช่น ข้าวสาลี ข้าวไรน์ ถั่วต่างๆ ผลไม้ ผักบางชนิดเช่นหัวหอม กระเทียม

disaccharides เช่นนมวัว โยเกิร์ต ชีส 

monosaccharides เช่น ผลไม้ต่างๆ มะเดื่อฝรั่ง มะม่วง และน้ำผึ้ง

polyols เช่นลิ้นจี่ แบล็คเบอรี่

     ดังนั้น จะเห็นว่าอาหารพืชเกือบทุกชนิดมีแป้งย่อยยากหรือเป็น FODMAP หมด ถ้าจะหลีกเลี่ยงกันจริงๆก็จะไม่เหลืออะไรให้กินเลยเสียละกระมังนอกจากแป้งขัดขาวและน้ำตาล ดังนั้นเรื่องอาหาร FODMAP นี้คุณอย่าเพิ่งไปจริงจังตุตะมาก เดี๋ยวจะมาตายด้วยโรคขาดอาหารเสียก่อน

     ถามว่าถ้าจะลองรักษา SIBO ด้วยอาหารพืชเป็นหลักแบบใกล้เคียงธรรมชาติ (plant based, whole food) และไขมันต่ำจะดีไหม ตอบว่างานวิจัยทางการแพทย์ที่จะสรุปมาตอบคำถามนี้ยังไม่มี แต่มีหลักฐานระดับเรื่องเล่าว่ามันได้ผลดีทีเดียวนะ เชื่อถือได้แค่ไหนยังไม่รู้เพราะเป็นแค่เรื่องเล่า คือเมื่อไปประชุมที่เมืองโอ๊คแลนด์ (แคลิฟอร์เนีย) เมื่อครั้งล่าสุดผมได้ฟังเรื่องราวของนักโภชนะบำบัดชาวอังกฤษคนหนึ่งชื่อแอกนีซกา (Agnieszka Gavio) เธอมาเรียนทางนี้เอาตอนแก่แล้วเพราะว่าก่อนหน้านั้นตัวเธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น SIBO นี่แหละแล้วรักษาอย่างไรก็ไม่หาย ความที่ต้องหลีกเลี่ยงอาหาร FODMAP ทำให้เธอกินแต่เนื้อสัตว์เป็นอาหารหลักจนเกิดปวดข้อๆบวมซึ่งหมอวินิจฉัยว่าเป็นข้ออักเสบรูมาตอยด์แถมมาอีกโรคหนึ่ง หมอจะให้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด เธอเห็นท่าไม่ดีจึงเลิกรักษากับหมอแล้วหันมาทดลองรักษาตัวเองด้วยอาหารแนว plant based, whole food เธอเล่าว่า มื้อเช้าเธอปั่นซีเลอรี่ (คึ่นไช่) และสาระพัดผลไม้สดเป็นอาหารเช้า มื้อกลางวันเธอทำสลัดจานใหญ่ที่ประกอบด้วยผักใบเขียวเป็นหลัก มื้อเย็นเป็นกับข้าวที่ทำจากสาระพัดผักเป็นพื้น พืชอะไรที่เขาว่าฆ่าแบคทีเรียได้เธอเอามากินหมด ไม่ว่าจะเป็นกระเทียม หอมใหญ่ ขิง เครื่องเทศ กานพลู ซินนามอน ขมิ้นชัน ขณะเดียวกันก็หลีกเลี่ยงน้ำมันทำอาหาร แป้งสาลี น้ำตาล และอาหารสำเร็จรูปทุกชนิด อาหารไขมันที่เธอกินมีแต่นัทและอะโวกาโดเท่านั้น แล้วเธอก็ดื่มน้ำปั่นผักผลไม้ใส่มินท์ หรือมะนาว หรือคาโมไมล์ แล้วก็ฝึกผ่อนคลายร่างกาย นั่งสมาธิ ตั้งใจนอนให้เต็มตาด้วย เธอเล่าว่าอาการของเธอขึ้นๆลงๆจนร่ำๆจะล้มเลิกหลายครั้ง แต่ในที่สุดอาการทั้งหมดก็ค่อยๆหายไปจนกลับเป็นปกติ เธอจึงทิ้งอาชีพเดิมหันมาเรียนเป็นนักโภชนะบำบัดซะเลย 

     ทั้งหมดนี้เป็นแค่หลักฐานระดับเรื่องเล่านะ ไม่ใช่ผลวิจัย แต่หากคุณจะลองกินอาหารแนวนี้ดูก็ไม่มีอะไรเสีย ผมเชียร์ให้หยุดยาลดการหลั่งกรด (omeprazol) ไปเสียด้วย เพื่อจะลดสาเหตุของ SIBO ไปได้เหตุหนึ่งคือกรดในกระเพาะอาหารมีน้อย เพียงแต่หากคุณจะทดลองอาหารพืชเป็นหลักคุณต้องให้เวลาทดลองนานหน่อย อย่างน้อยก็สักปีหนึ่งนะ อย่างที่แอกนีซกาบอกนั่นแหละ เธอเองก็ขึ้นๆลงๆอยู่นานจนร่ำๆจะยอมแพ้กลางคันเสียหลายครั้ง ทดลองแล้วได้ผลเป็นอย่างไรอย่าลืมเขียนมาเล่าให้ผมฟังด้วย

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Agnieszka Gavio. Healing gastrointestinal and inflammatory illness on a whole food plant-based diet. Accessed on September 19, 2020 at https://medium.com/@shireenkassam/healing-gastrointestinal-and-inflammatory-illness-on-a-whole-food-plant-based-diet-54adf5da84f7.

17 กันยายน 2563

หมอจบใหม่กับความเศร้าดื้อด้าน

 สวัสดีค่ะอาจารย์

     หนูเป็นหมอจบใหม่ทำงานอยู่ที่รพ.ทั่วไปแห่งหนึ่งในภาค ... ค่ะ ตามอ่านที่อาจารย์เขียนมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาแพทย์โดยเฉพาะเวลาท้อๆ อยากลาออก เราโดนทำลาย self esteem เพราะในคณะนี้มีคนเก่งกว่าเราเยอะมาก และหลายๆ คนก็พร้อมจะ blame เรา ซึ่งตอนนี้มีความรู้สึกแบบนั้นอีกแล้วค่ะ เกริ่นก่อนว่าหนูไม่ได้อยากเรียนหมอ แต่เข้ามาเรียนเพราะอยากให้ครอบครัวดีขึ้น(มีปัญหาเรื่องการเงินค่ะ) บวกกับสมัยมัธยมเรียนเก่ง เลยกลายๆ ว่าโดนบังคับให้เรียน ก็พยายามต่อสู้กับสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ รู้สึกตลอดว่าทำไมเราต้องมาอยู่เวร เราไม่อิน ก็จบมาได้นะคะ ได้เกียรตินิยมอันดับ 2 แถมมา พอมาทำงานเราก็รู้สึกตลอดว่าเรายังเก่งไม่มากพอ แต้ก็ไม่มีใจที่จะไปหาความรู้เพิ่มเติมเพราะเราไม่ได้ชอบแต่ทีแรก บางทีก็รู้สึกผิดที่คนไข้ต้องมาเจอหมอโง่และขี้เกียจอย่างเราแต่ก็ไม่ขยันมากขึ้นเพราะเรามีความคิดว่าเราโง่ เราอ่านไปก็สู้คนที่เก่งอยู่แล้วไม่ได้อยู่ดี เราเหนื่อย เราไม่มีความสุข เคยปรึกษาจิตแพทย์ พี่เขาว่าเราเป็น perfectionist มี adjustment disorder ให้กินยาคลายกังวล หนูก็กินตลอดนะคะแต่อาการเบื่อๆ ก็มีเท่าๆ เดิม เราอยากลาออกแต่ก็ทำไม่ได้ค่ะเพราะอยากเรียนเฉพาะทางต่อ ก็ต้องใช้ทุน ลาออกไปก็ไม่รู้จะทำอะไร ไม่มีเงิน พยายามจะอยู่กับปัจจุบันก็ทำไม่ได้ หนูไม่ค่อยมีความสุขตั้งแต่เรียนแล้วค่ะ หนูเคยผิดหวังตอนสมัครเรียนต่อสมัยเป็น ext แล้วเขาไม่เอาหนู ก็เลยไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเองอีกเลย ยังเศร้ากับเรื่องนั้นอยู่ค่ะ หนูไม่อยากเป็น GP เพราะทำงานให้ถูกใจ specialist ทุกคนไม่ได้แล้วเราก็เหมือนทำอะไรได้ไม่สุด ใครๆ ก็กดดัน GP งานหนัก เงินน้อย ความคาดหวังเยอะ นอนน้อย ทุกวันนี้ค่อนข้าง burnout เพราะระบบที่ทำให้ intern 1 ต้องทำงานหนัก อดหลับอดนอน ห้ามพลาด พูดดีกับทุกคน มันยากและเหนื่อยมากค่ะที่จะทำให้ได้ทั้งหมดในสภาวะแบบนี้ จะให้เราไม่พลาดได้ยังไงคะ หนู struggle กับตัวเองมาพักใหญ่ๆ พยายามหาทางผ่อนคลายมา 7 ปีแต่สุดท้ายจบลงด้วยการรู้สึก down แบบนี้ตลอด อาจเป็นเพราะพรุ่งนี้ต้องอยู่เวรดึกด้วยค่ะ แต่ทุกครั้งก็แอบโทษครอบครัวตลอดว่าถ้าบ้านรวยคงไม่ต้องมาเป็นหมอโง่ๆ แบบนี้ ระบายกับใครก็ไม่ค่อยมีใครเข้าใจในความทุกข์ของเราเลยค่ะเพราะเราก็ยังดูปกติ ทำงานในความรับผิดชอบได้ แต่หลักๆ คือหนูอยากมีความสุขค่ะ หนูพยายามมามากจริงๆ กับเรื่องนี้ หมดหนทางจริงๆ ค่ะ ทั้งอ่านบทความ เขียนบทความ(งานอดิเรก) หาจิตแพทย์ ระบายกับเพื่อน คุยกับตัวเอง ทำงานอดิเรก ออกกำลังกาย ลึกๆ ก็เศร้าตลอดและคิดตลอดว่าซวยมากที่ชาตินี้ได้เกิดมาเป็นหมอ 

ขอบคุณค่ะ

................................................................

ตอบครับ

     อามิตตาภะ พุทธะ

     ตัวคุณหมอเองก็น่าจะวินิจฉัยตัวเองได้ อย่างนี้เขาเรียกว่าโรคเศร้าดื้อด้าน (dysthymia หรือ persistent depressive disorder) ไม่ใช่โรคซึมเศร้านะ แต่เศร้าดื้อด้าน หิ หิ นี่เป็นคำแปลที่หมอสันต์แปลเอง เพราะชื่อโรคนี้ในภาษาไทยไม่มี หรือมีหมอสันต์ไม่รู้ก็เป็นได้ สำหรับท่านที่ไม่ใช่แพทย์ โรคนี้ไม่หนักเท่าโรคซึมเศร้า แต่ยืดเยื้อเรื้อรังกว่า เกณฑ์วินิจฉัยของ DSM5 คือ นอกจากจะเศร้าดื้อด้านนานเกินสองปีแล้วยังต้องมีอาการต่อไปนี้อย่างน้อยสองอย่างควบ คือ (1) กินไม่ลงหรือกินมากเกิน (2) นอนไม่หลับหรือหลับมากเกิน (3) ถ่านหมด เปลี้ยล้า (4) เสียความนับถือตัวเอง (5) จดจ่อไม่ได้ ตัดสินใจยาก (6) ต๊อแต๊สิ้นหวัง 

     การรักษาโรคนี้ตามหลักวิชาแพทย์ก็ใช้สูตรมาตรฐานของโรคทางใจส่วนใหญ่ หมายถึงรักษาแบบสองอย่างควบ คือให้ยาบวกจิตบำบัด แปลว่ารักษาด้วยการพูดคุย (talk therapy) ในกรณีของคุณหมอนี้ก็ผ่านการรักษาตามหลักวิชามาครบสูตรหมดแล้ว แต่มันก็ยังเศร้าดื้อด้านอยู่ สมชื่อที่หมอสันต์ตั้งให้เลยจริงๆ

     ก่อนที่จะคุยกันไปถึงว่าเราจะทำยังไงกันดี ผมอยากจะชวนให้คุณหมอสอบสวนความคิดของตัวเองสักหน่อยนะ ว่าความคิดของคุณหมอนั้นขมวดลงมาแล้วก็มีอยู่สี่เรื่องเท่านั้น คือ (1) เสียใจกับอดีต (2) กลัวอนาคต (3) เปรียบเทียบตัวตนกับคนที่เก่งกว่าดีกว่า (4) ปฏิเสธปัจจุบัน สี่อย่างแค่เนี้ยะ ไม่เชื่อผมจะทบทวนให้ดูนะ

     1. ไม่ได้อยากเรียนหมอ แต่ต้องมาเรียนเพราะอยากหาเงิน (เสียใจกับอดีต)

     2. ทำไมเราต้องมาอยู่เวร (ปฏิเสธปัจจุบัน)

     3. รู้สึกผิดที่คนไข้ต้องมาเจอหมอโง่และขี้เกียจอย่างเรา (เสียใจกับอดีต)

     4. เรามีความคิดว่าเราโง่ เราอ่านไปก็สู้คนที่เก่งอยู่แล้วไม่ได้อยู่ดี (เปรียบเทียบตัวตน) 

     5. ลาออกไปก็ไม่รู้จะทำอะไร ไม่มีเงิน (กลัวอนาคต) 

     6. ผิดหวังตอนสมัครเรียนต่อ เขาไม่เอาหนู ยังเศร้ากับเรื่องนั้นอยู่ค่ะ (เสียใจกับอดีต)

     7. ไม่อยากเป็น GP ทำอะไรได้ไม่สุด ใครๆ ก็กดดัน GP งานหนัก เงินน้อย (ปฏิเสธปัจจุบัน)

     8. อาจเป็นเพราะพรุ่งนี้ต้องอยู่เวรดึกด้วยค่ะ (กลัวอนาคต) 

     9. โทษครอบครัวตลอดว่าถ้าบ้านรวยคงไม่ต้องมาเป็นหมอโง่ๆ แบบนี้ (เสียใจกับอดีต) 

     10. คิดตลอดว่าซวยมากที่ชาตินี้ได้เกิดมาเป็นหมอ (ปฏิเสธปัจจุบัน) 

     ทั้งหมดนั้นไม่ว่าจะเป็นความเสียใจกับอดีต กลัวอนาคต เปรียบเทียบตัวตนกับคนที่เก่งกว่าดีกว่า และการปฏิเสธปัจจุบัน มันเป็นเพียง "ความคิด" นะ เป็นความคิดสั่วๆอีกต่างหาก เท่ากับว่าทุกวันนี้คุณหมอแม้จะเรียนหนังสือจบแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ใช้ชีวิตเลย เพราะคุณหมอมัวแต่ไปจมอยู่ในความคิด แล้วถ้าคุณหมอไม่ทำอะไรกับชีวิตสักอย่าง จากนี้ไปจนตายคุณหมอจะไม่ได้ใช้ชีวิตเลยนะ และจะจมอยู่ในความคิดสั่วๆทั้งสี่สาขานี้ตลอดไป เพราะความคิดมันเป็น conditioned reflex มาแล้วมันก็จะกลับมาอีก ในฟอร์มที่ใหญ่ขึ้น จริงจังขึ้น

     อดีตและอนาคตนั้นมันไม่ได้มีอยู่จริงดอก เมื่อเราคิดถึงอดีตหรืออนาคต เราคิดขึ้นที่ปัจจุบัน ดังนั้นที่เรียกว่าอดีตอันหมองเศร้าและอนาคตอันหดหู่นั้น มันล้วนเป็นความคิดที่คุณหมอคิดขึ้นที่ปัจจุบันทั้งสิ้น แต่ว่ามันช่างมีอำนาจอิทธิพลเสียนี่กระไร เพราะเราไปซบอกความคิดแล้วให้มันพาเราไปด้วยเชื่อว่ามันคือผู้บัญชาการชีวิตเรา มันจึงมีอำนาจ ความจริงมันเป็นแค่ความคิด เป็นแค่ลม ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แค่วางความคิดลงไปเสีย เราก็เป็นอิสระจากความคิดแล้ว 

     เมื่อเป็นอิสระแล้ว แล้วไงต่อ แล้วไงต่อหรือ แล้วก็เริ่มมองไปรอบๆตัวสิ คราวนี้จะเป็นการใช้ชีวิตจริงแล้วนะ เพราะชีวิตก็คือการมีชีวิตอยู่ ณ ขณะนี้ มองไปรอบๆตัว มองด้วยสายตาค้นหาเรียนรู้แบบคนขี้เล่น มองโลกรอบตัวให้เห็นว่ามันเป็นความท้าทาย เป็นความแปลกใหม่ เป็นความมหัศจรรย์ wonderful ที่ผลัดกันเข้ามาหา วินาที ต่อวินาที ต่อวินาที ไม่อาจคาดเดาได้ เราทำได้แค่มองดูและรับรู้ตามที่มันเป็น แล้วบรรจงเลือกวิธีสนองตอบต่อมันไปทีละช็อต ทีละช็อต นี่คือการใช้ชีวิต 

     เขียนมาถึงตรงนี้ขอนอกเรื่องหน่อยนะ เมื่อสามสี่วันก่อนเพื่อนที่เป็นนักแต่งเพลงพาลูกน้องมาเล่นดนตรีร้องเพลงที่บ้านโกรฟเฮ้าส์และพักค้างคืนที่นี่ พอรุ่งเช้าผมก็ชวนพวกเขาขึ้นมาเดินเล่นที่บ้านบนเขา นักร้องของคณะมีลูกสาวคนหนึ่งน่ารักเชียวอายุเก้าขวบชื่อน้องวันนา เมื่อเดินไปมาในบริเวณบ้าน เธอบอกผมว่า

     "บ้านของคุณปู่ช่างลึกลับ"

     นี่คือตัวอย่างของการใช้ชีวิต คือมองออกไปยังโลกรอบตัวว่ามันช่างลึกลับ ตื่นเต้น ท้าทายให้เรียนรู้ แล้วแต่ละโมเมนต์ของชีวิตก็จะเป็นความมหัศจรรย์ ผมหยิบตัวกระสุนพระอินทร์ที่ขดตัวเป็นก้อนกลมขึ้นมาวางบนอุ้งมือให้เธอดูแล้วถามเธอว่า

     "นี่คืออะไร" เธอเอียงคอมองไปมาอย่างละเอียดแล้วตอบว่า

     "คงเป็นกิ้งกือขดตัวเป็นก้อน"  ผมถามว่ารู้ได้อย่างไร เคยเรียนมาหรือ เธอส่ายหัว เธอบอกว่าเห็นมีเส้นวิ่งจากขอบไปหาศูนย์กลางเป็นเส้นๆจึงเดาเอา ผมบอกให้เธอลองสัมผัสมันดู เธอบอกว่า

     "ฮึ ไม่เอาหงะ กลัว" ผมบอกว่า

      "ความกลัวเป็นแค่ความคิดต่อสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นนะ ใช่ไหม" เธออึ้งไปสักพักแล้วพยักหน้า

     "ถ้าเราเชื่อความคิดของเราโดยไม่ยอมสำรวจเรียนรู้ของจริงที่ตรงหน้า เราก็จะไม่รู้จักอะไรเลยนอกจากความกลัวในหัวของเราสิ ใช่ไหม" 

    เธอค่อยๆพยักหน้า แล้วทดลองเอามือสัมผัสกระสุนพระอินทร์ด้วยความกลัวๆกล้าๆ แล้วก็กลายเป็นความกล้าจากความอยากรู้จนเอากระสุนพระอินทร์วางบนฝ่ามือตัวเองได้

    ผมอธิบายให้เธอฟังว่ากระสุนพระอินทร์จะคลายตัวออกมาคลานใหม่ก็ต่อเมื่อมันมั่นใจว่ามันปลอดภัยแล้ว ถ้าอยากเห็นต้องวางมันลงบนพื้น แล้วนั่งสังเกตอย่างใจเย็น เมื่อใดก็ตามที่เราแตะตัวมัน มันก็จะขดตัวกลมดิกอีก แล้วก็ทิ้งเธอให้เล่นเองตามลำพัง ราวครึ่งชั่วโมงต่อมาเธอก็วิ่งมารายงานด้วยความตื่นเต้น

     "คุณปู่คะ หนูสามารถลูบตัวมันโดยมันไม่ขดตัวได้" แล้วชักชวนให้ผมตามไปดู เธอบอกว่า

     "ถ้าเราลูบหลังมันจากข้างหน้ามาข้างหลัง มันจะรีบขดตัว แต่ถ้าเราลูบจากหลังไปหน้า มันจะคลานตามปกติโดยไม่กลัวเรา" แล้วเธอก็ทำให้ดู ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้นโดยที่ผมเองไม่เคยรู้มาก่อน

     สิ่งที่หนูวันนาแสดงออก นั่นคือ creativity คือความสามารถที่จะค้นหาค้นพบสิ่งใหม่ๆที่ตื่นตาตื่นใจในท่ามกลางสถานที่หรือบรรยากาศที่ไม่รู้จัก ไม่คุ้นเคย ความสามารถนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หรอก ถ้าเราจมอยู่ในความคิด แต่จะเกิดขึ้นได้เมื่อเราวางความคิดลง แล้วมองไปรอบตัวอย่างผู้สำรวจ มองโลกทั้งข้างนอกข้างในตัวว่าเป็นดินแดนลึกลับที่ตื่นเต้นท้าทาย

     กลับมาคุยเรื่องของคุณหมอต่อ สิ่งเดียวที่คนรุ่นคุณหมอต้องการเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ในโลกยุคถัดจากนี้ไป คือ creativity เท่านั้น ไม่ต้องมีอย่างอื่น มีตัวนี้ตัวเดียวพอ โลกจากนี้ไปจะเป็นโลกที่มีแต่ความเปลี่ยนแปลงแบบที่ไม่มีใครเคยพบเคยเห็น creativity เป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้ใช้ชีวิตอยู่ในโลกแบบนั้นได้อย่างมีความสุขและสร้างสรรค์

     กล่าวโดยสรุป การจะแก้ปัญหาของคุณหมอก็คือวางความคิดขี้หมาทั้งสิบตัวอย่างข้างต้นลงไปก่อน แล้วค่อยๆบ่มเพาะ creativity ให้กับชีวิต ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อได้ลงมือฝึกสมาธิ (meditation) อย่างต่อเนื่องจริงจัง ผมเคยเขียนเทคนิควิธีการไปบ่อยมากจนลูกบล็อกนี้แทบจะเดาคำตอบของผมล่วงหน้าได้ ให้คุณหมอหาอ่านย้อนหลังเอาเอง หากมีปัญหาทำไม่สำเร็จ ให้หาเวลามาเข้า Spiritual Retreat หรือหากลงมือทำแล้วติดขัดและไม่สะดวกจะมาเข้า SR ก็เขียนถามประเด็นปฏิบัติมาทางเมลนี้ก็ได้ แต่หากไม่ได้ลงมือทำเลยแต่อยากจะหาคำปลอบโยนซ้ำซาก ไม่ต้องเขียนมาอีกนะ แค่กินยาต้านซึมเศร้าที่พี่จิตแพทย์เขาให้และขยันไปคุยกับพี่เขาอย่างที่เคยทำมาก็พอแล้ว

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์       

16 กันยายน 2563

การกินโปรไบโอติกส์ลดความอ้วนได้ดีกว่ายาหลอก

คุณหมอสันต์คะ

การกินโยเกิตทำจากถั่วเหลืองแบบไม่มีน้ำตาลจะช่วยลดน้ำหนักได้ดีขึ้นไหมคะ

................................................

ตอบครับ

    มีคนทำอย่างที่คุณว่าอยู่นะครับ คือเอาแบคทีเรียอัดแคปซูล หรือที่เรียกกันว่า probiotics มากินเป็นยาลดความอ้วนบ้าง หรือกินโยเกิร์ตซึ่งมีแบคทีเรียโปรไบโอติกอยู่แล้วเป็นอาหารลดความอ้วนบ้าง จะเรียกว่าเป็นสาขาใหม่หรือสายใหม่ของการลดความอ้วนก็ว่าได้ ถ้าจะให้ผมตั้งชื่อเรียกผมคงต้องตั้งชื่อว่าพวกลดความอ้วนสายสร้างชุมชนจุลชีพ (microbiome) หมายถึงการอาศัยดุลภาพของแบคทีเรียในลำไส้มาช่วยลดความอ้วน ถามว่าการทำอย่างนี้มันได้ผลไหม อย่างน้อยก็มีหนึ่งงานวิจัยที่ทำเรื่องนี้ในเด็กและวัยรุ่นแล้วได้ข้อสรุปว่า..ได้ผลนะ

     งานวิจัยนี้นำเสนอในการประชุม e-ECE 2020 ซึ่งเพิ่งประชุมกันเสร็จไปเมื่อต้นเดือนกย.นี้เอง วิธีวิจัยคือเอาเด็กและวัยรุ่นที่อ้วนมา 100 คนมาเข้าโครงการลดน้ำหนัก แล้วจับฉลากแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้คุมอาหารโดยไม่ให้มีแคลอรีมากด้วยและให้กินแบคทีเรียชนิดมีประโยชน์ (โปรไบโอติกส์) ในรูปแคปซูลด้วย (Bifidobacterium breve สายพันธ์ BR03 และ B632) อีกกลุ่มหนึ่งให้กินอาหารแบบเดียวกันควบกับกินยาหลอกแทน แล้วก็ติดตามชั่งน้ำหนัก วัดเส้นรอบพุง เจาะเลือด และตรวจอุจจาระอยู่นาน 8 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มที่กินโปรไบโอติกส์ลดน้ำหนักได้ดีกว่า เส้นรอบพุงลดลงมากกว่า มีภาวะดื้อต่ออินสุลินน้อยกว่า และมีปริมาณแบคทีเรียตัวเลว (E. coli) ในลำไส้ลดลงเหลือน้อยกว่า 

     งานวิจัยนี้เป็นหลักฐานชิ้นแรกที่บ่งชี้ว่าโปรไบโอติกส์ช่วยลดน้ำหนักได้ ถือเป็นความรู้เพิ่มเติมเรื่องคุณประโยชน์ของโปรไบโอติกส์ซึ่งวงการแพทย์รู้ดีมาก่อนหน้านี้แล้วว่ามันช่วย (1) บรรเทาอาการท้องร่วงจากติดเชื้อหลังการใช้ยาปฏิชีวนะแบบครอบจักรวาลนานๆ (2) บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก ท้องเสียในคนทั่วไป ทำให้ท้องไส้ทำงานปกติมากขึ้น (3) ลดเอ็นไซม์และแบคทีเรียที่ส่งเสริมให้เกิดของเน่าเหม็นและสารก่อมะเร็งในลำไส้ (4) ป้องกันและบรรเทาผื่นผิวหนังจากการแพ้ในเด็กทารก และ (5) ป้องกันและบรรเทาการติดเชื้อทางเดินลมหายใจส่วนบน (เช่นหวัด)

     ไหนๆก็พูดถึงโปรไบโอติกส์แล้ว และนี่กำลังเข้าสู่ยุคบ้าแบคทีเรียในลำไส้ ก่อนจบผมอยากจะถือโอกาสนี้อธิบายศัพท์แสงที่คนบ้าแบคทีเรียในลำไส้เขาชอบพูดกันไว้ตรงนี้เสียเลยให้คุ้นหูท่าน

     ไมโครไบโอม (microbiome) หมายถึงชุมชนของแบคทีเรียในตัวคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลำไส้ ซึ่งประกอบด้วยแบคทีเรียทั้งชนิดดีและชนิดเลวอยู่ร่วมกันแบบถ้อยทีถ้อยคุมเชิงกันอยู่ในที 

     โปรไบโอติกส์ (probiotics) หมายถึงแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่นแลคโตบาซิลลัส ไบฟิโดบาซิลลัส เป็นต้น

     พรีไบโอติกส์ (prebiotics) หมายถึงอาหาร(ไร้ชีวิต)ที่แบคทีเรียชนิดโปรไบโอติกอาศัยกินเลี้ยงตัวเองและออกลูกหลาน เช่น ผัก เมล็ดพืช ถั่วต่างๆ ผิวธัญพืช และอาหารกากใยทั้งหลาย

     ซินไบโอติกส์ (synbiotics) หมายถึงการเอาโปรไบโอติกส์มาผสมกับพรีไบโอติกส์เพื่อกิน (เช่นถั่วต้มราดโยเกิร์ต) หรือเพื่อใส่แคปซูลขายเอาเงินจากคนอื่นเป็นรายได้เลี้ยงชีพ

     กรดไขมันสายโซ่สั้น (SCFA) เช่นกรดบิวไทริก เป็นกรดที่เกิดขึ้นในลำไส้จากการหมักอาหารที่เอ็นไซม์ของคนปกติย่อยไม่ได้ (เช่นเปลือกกิ่งไม้หรือเส้นใยหยาบๆหรือโมเลกุลโอลิโกแซคคาไรด์ในถั่ว) โดยมีแบคทีเรียชนิดโปรไบโอติกส์เป็นผู้ทำการหมัก กรดไขมันชนิดนี้ตัวมันก็เป็นอาหารให้พลังงานนั่นแหละแต่เมื่อเข้าไปในกระแสเลือดแล้วจะช่วยเบรกไม่ให้ตับผลิตโคเลสเตอรอลมากเกินไป เท่ากับว่าช่วยคุมไขมันในเลือดโดยอ้อม นอกจากนี้ยังไปเอื้อปฏิกริยา histone acetylation ทำให้การก๊อปปี้ยีนและแบ่งตัวของเซลไวขึ้น และทำให้ระบบเม็ดเลือดขาวเพิ่มจำนวนและทำงานดีขึ้น พูดง่ายๆว่ามีความสัมพันธ์กันอยู่ระหว่าง SCFA กับระบบภูมิคุ้มกันโรค

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. European Society of Endocrinology. "Probiotics may help manage childhood obesity." ScienceDaily. ScienceDaily, 7 September 2020. <www.sciencedaily.com/releases/2020/09/200907080342.htm>.

15 กันยายน 2563

วิธีขโมยอ่านข้อมูลวิจัยบนอินเตอร์เน็ทโดยไม่เสียเงิน

 เรียนอ.สันต์คะ

หนูจบแพทย์แล้วทำงานเป็น medical consultant ให้กับบริษัท ... ต้องอ่านงานวิจัยต้นฉบับเพื่อเอามาทำข้อมูลประกอบโปรดักส์ แต่มีปัญหาว่าต้องออกเงินค่าเปเปอร์ต่างๆเองเพราะบริษัทไม่ยอมออกให้ เพื่อนบอกว่า อ.มีวิธีเปิดอ่านฟูลเปเปอร์จากเน็ทโดยไม่ต้องจ่ายเงิน แต่หนูกูเกิ้ลไม่เจอบทความนั้น อยากรบกวนอ.อีกสักรอบ ว่าหนูต้องทำอย่างไรจึงจะได้อ่านเปเปอร์จากเน็ทได้ไม่จำกัดโดยไม่ต้องเสียเงิน

.........................................................................

ตอบครับ

     มาอีกละ พวกชอบหลอกล่อให้หมอสันต์ทำผิดกฎหมาย นี่เป็นคำถามถึงวิธีขโมยสินค้าแบบโต้งๆ คือขโมยอ่านผลวิจัย ซึ่งผิดทั้งกฎหมายและผิดทั้งจริยธรรม แต่ผมเองต้องสารภาพตามตรงว่าตัวผมเองก็อะไรผิดๆแบบนี้มาตลอดชีวิต หิ หิ จะไม่ตอบคุณตามตรงก็เท่ากับผมโกหก เพราะผมคิดแบบเอาสีข้างเข้าถูว่าประชาชนทั่วโลกเสียภาษีให้รัฐบาล รัฐบาลเอาเงินภาษีไปจ้างทำวิจัย แต่พอผลวิจัยออกมาแล้ว ผู้ตีพิมพ์ผลวิจัยเหล่านั้นคือวารสารการแพทย์ขององค์กรเอกชนกลับเอามาตั้งขาย หากประชาชนจะอ่านก็ต้องเสียเงินให้ผู้ตีพิมพ์อีกหน ทั้งๆที่ประชาชนเสียเงินจ้างทำวิจัยไปแล้วแท้ๆ มันไม่ยุติธรรม 

     แหล่งที่จะขโมยอ่านวารสารการแพทย์ในอินเตอร์เน็ทนี้มันย้ายที่เรื่อยมาเพราะมันเป็นของเถื่อนอยู่ที่เดียวนานไม่ได้ และมันมีหลายแหล่ง แหล่งที่ผมพึ่งพาอยู่ทุกวันนี้คือ Sci-Hub มันเป็นเว็บไซท์ที่ก่อตั้งโดยยอดหญิงในดวงใจของผมซึ่งเป็นเด็กสาวชาวคาซัคสถานอายุคราวลูก ชื่อเอลบาคยัน (Alexandra A. Elbakyan) ซึ่งถึงจะไม่รู้จักกันแต่ผมก็รักชอบในความเป็นอัจฉริยะของเธอ และยิ่งชอบในการทำอะไรที่ต้องใช้ creativity อย่างสูงเช่นการเปิดเว็บไซท์หัวขโมยความรู้อย่างนี้เป็นพิเศษ 

     เธอใช้อัจฉริยภาพทางแฮกกิ้งโปรแกรมมิ่งของเธอสร้างเว็บไซท์ซึ่งทำให้ลูกค้าทั้งแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ระดับซำเหมาทั่วโลกสามารถเปิดอ่านนิพนธ์ต้นฉบับจากวารสารวิทยาศาสตร์ทุกวารสารทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 64 ล้านเปเปอร์ได้ฟรี ย้ำ ฟรี เว็บไซท์แรกที่เธอตั้งในอเมริกา (https://scihub.org/) ถูกสั่งปิดและศาลสั่งจ่ายค่าเสียหายบักโกรก แต่เธอแอบกระจายฐานข้อมูลไปไว้ในสิบกว่าประเทศทั่วโลก เดี๋ยวเปิดตรงนั้น เดี๋ยวปิดตรงนี้ ถ้าคุณอยากจะลองใช้บริการฟรีของเธอถ้าเป็นเปเปอร์ที่เจ้าของเขาไม่หวงจะลองค้นที่ https://scihub.org/ ก่อนก็ได้ เพราะเป็นเว็บไซท์ที่ใช้งานสะดวกมีระบบอ้างอิง (citation) ให้ฟรีด้วย แต่ถ้าเป็นเปเปอร์ที่เจ้าของเขาหวง ให้คุณลอง google หาคำว่า sci-hub จะมีเว็บใหม่ที่เปิดแทนเว็บเก่าโผล่ขึ้นมาเพียบ แต่ถ้าเว็บเหล่านั้นไม่เวอร์ค ให้คุณเข้าไปที่ google แล้วพิมพ์คำว่า sci-hub not working 2020 แล้วเอนเทอร์ คราวนี้มันจะมียูทูปแนะนำให้คุณถึงเว็บปลายทางที่จะไปหาอ่านเปเปอร์ได้ฟรีซึ่งยังไม่ถูกตำรวจจับ ณ เวลานั้น ซึ่งเว็บจะเปลี่ยนหน้าไปเรื่อยเพื่อหลบหนี แต่ถ้าตั้งใจตามไปที่วิดิโอยูทูปนี้ชี้ช่องให้ก็จะเข้าไปอ่านเปเปอร์ฟรีได้ทุกที 

     ผมไม่รู้จักคุณนะ ถ้าคุณต้องขึ้นศาลอย่าซัดทอดผมละ หิ หิ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์