22 กุมภาพันธ์ 2562

การวิดพื้น (push-up) กับความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ

กราบเรียนคุณหมอสันต์
สามีของดิฉันอายุ 61 ปี ตอนที่ทำงานไม่มีอาการผิดปกติอะไร พอเกษียณดิฉันจี้ให้เขาไปเข้ายิมออกกำลังกาย เขาไปกลับมาเล่าให้ฟังว่าเทรนเนอร์ให้เขาวิดพื้น เขาคุยว่าเขาวิดได้ถึงสิบที แต่อีกราวเจ็ดวันต่อมาก็มีอาการเจ็บหน้าอกตอนนั่งดูทีวี.ขยับตัวนิดเดียวก็เจ็บ ดิฉันพาไปโรงพยาบาลหมอตรวจแล้วส่งสัยว่าเป็นโรคหัวใจแต่ตรวจคลื่นหัวใจแล้วบอกว่าไม่ต้องทำอะไรเร่งด่วน แต่หมอบอกว่าเนื่องจากมีอาการเจ็บหน้าอกจึงไม่อยากเสี่ยงให้วิ่งสายพาน และแนะนำให้ตรวจสวนหัวใจ ดิฉันอยากถามคุณหมอว่าการวิดพื้นทำให้เจ็บหน้าอกได้หลายวันได้หรือเปล่า การวิดพื้นปลอดภัยต่อหัวใจไหม ควรให้เขาวิดพื้นต่อไปหรือเลิก แล้วสามีดิฉันควรจะตรวจสวนหัวใจไหม
ขอบพระคุณคะ

..............................................................

ตอบครับ

     แม่เฮย ผู้ชายรุ่นเดอะเนี่ยเห็นแมะ อายุมากจนเกษียณแล้วเมียก็ยังตามบังคับกะเกณฑ์จู้จี้จุกจิกแม้ในเรื่องการออกกำลังกายซึ่งควรจะเป็นเรื่องความสำราญส่วนตัวแท้ๆ ก็ยังไม่วายถูกภรรยาแทรกแซง พอไม่สบายเธอก็พาไปหาหมอและตัดสินใจให้เสร็จสรรพว่าจะต้องตรวจอะไรจะต้องทำอะไร ชีวิตของผู้ชายรุ่นเดอะนี้เป็นชีวิตที่ด้านหนึ่งน่าอิจฉาที่มีคนเอาใจใส่ดูแล แต่อีกด้านหนึ่งน่าเห็นใจนะที่บั้นปลายต้องมามีชีวิตแบบนกน้อยในกรงทอง ฮี่ ฮี่ ผู้ชายรุ่นหลังหากไม่อยากมีชีวิตเป็นนกน้อยในกรงทองให้หัดปกครองดูแลสุขภาพโชว์ผลงานของตัวเองให้ ม. เห็นเสียตั้งแต่ยังหนุ่มนะครับ อย่าให้ภรรยาเขาประเมินว่าเราเป็นทารกน้อยที่เอาตัวไม่รอด

    มาตอบคำถามของคุณดีกว่า

    1. ถามว่าการออกกำลังกายที่ใช้กล้ามเนื้อหน้าอกไม่ว่าจะเป็นวิดพื้นหรือยกดัมเบลดึงสายยืด ทำให้เจ็บหน้าอกหลังจากนั้นหลายวันได้ไหม ตอบว่าได้สิครับ เขาเรียกว่าอาการปวดกล้ามเนื้อแบบชลอตัวเกิดหลังออกกำลังกาย (DOMS - delayed onset muscle soreness) ถือเป็นเรื่องธรรมดาหลังการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ แนวทางการรักษาคือ หากหยุดออกกำลังกายไปเลยกลับจะหายช้า แต่หากออกกำลังกายต่อไปไม่หยุดจะหายเร็วกว่า

     2. ถามว่าการวิดพื้น (push-up) ปลอดภัยต่อหัวใจไหม ตอบว่าการวิดพื้นก็เหมือนการฝึกกล้ามเนื้อแบบอื่นๆที่มีความปลอดภัยต่อหัวใจแน่นอน

     ยิ่งไปกว่านั้น ผมเพิ่งนึกได้ว่าฮาร์วาร์ดเพิ่งตีพิมพ์งานวิจัยความสัมพันธ์ระหว่างการวิดพื้นกับการเป็นโรคหัวใจในวารสารการแพทย์ JAMA Network Open โดยทำวิจัยในพนักงานดับเพลิงจำนวน 1,104 คน อายุ 21-66 ปี ใช้เวลาติดตามวิจัยนาน 10 ปี โดยเปรียบเทียบความสามารถในการวิดพื้น (ได้รอบละกี่ครั้ง) กับผลการตรวจสมรรถนะหัวใจด้วยการวิ่งสายพาน (EST) ซึ่งทำอย่างน้อยปีละครั้ง ตลอดสิบปีที่วิจัยอยู่ มีผู้เกิดจุดจบที่เลวร้ายด้านหัวใจขึ้น 37 คน เมื่อวิเคราะห์ผลวิจัยสรุปได้ชัดว่ามีความสัมพันธ์เป็นเชิงเส้นว่าคนที่วิดพื้นได้มากจะมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจน้อย โดยความเสี่ยงจะเริ่มลดลงในคนที่วิดพื้นได้ 11 ครั้งขึ้นไป และมีความเสี่ยงลดลงถึง 96% ในผู้ที่วิดพื้นได้ถึง 40 ครั้ง ความสัมพันธ์ระหว่างการวิดพื้นกับการลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจนี้เป็นความสัมพันธ์ที่ช้ดเจนกว่าการตรวจสมรรถนะหัวใจด้วยการวิ่งสายพาน (EST) ดังนั้นนอกจากการวิดพื้นจะเป็นการออกกำลังกายฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อดังเช่นวิธีออกกำลังกายอื่นๆแล้ว ยังเป็นวิธีตรวจประเมินความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจได้อย่างดีซะด้วยนะ คือยิ่งวิดพื้นได้มาก ก็ยิ่งมีโอกาสเป็นโรคหัวใจน้อย และหากถือตามงานวิจัยนี้ ชายชาตรีทุกคนควรสามารถวิดพื้นได้อย่างน้อย 11 ครั้งขึ้นไปจึงจะเริ่มลดการตายจากโรคหัวใจลงได้

     3. ถามว่าสามีของคุณควรจะตรวจสวนหัวใจไหม อันนี้ผมขอตอบตามข้อมูลเท่าที่คุณให้มานะ คำตอบของผมอาจจะผิดก็ได้หากมีข้อมูลอะไรมากกว่านี้แต่คุณไม่ได้ให้มา ข้อบ่งชี้ของการตรวจสวนหัวใจมีกรณีเดียว คือเมื่อใดก็ตามที่ต้องยืนยันการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหัวใจขาดเลือดชนิดที่มีข้อบ่งชี้ให้รักษาแบบรุกล้ำ (หมายถึงใช้บอลลูนขยายหลอดเลือดหรือทำผ่าตัดบายพาส) แต่ผมดูข้อมูลของสามีคุณที่ให้มาแล้วไม่มีหลักฐานอะไรชวนให้สงสัยว่าจะเป็นโรคหัวใจขาดเลือดชนิดที่จะได้ประโยชน์จากการรักษาแบบรุกล้ำ กล่าวคือ

     3.1 โอกาสเป็นโรคหัวใจแบบไม่ด่วน (stable angina) แทบไม่มีเลย เพราะอาการเจ็บหน้าอกเกิดขณะพัก และสัมพันธ์กับการขยับตัวซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของการปวดกล้ามเนื้อหรือเอ็นบนผนังหน้าอก

    3.2 โอกาสเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (acute MI) ชนิดที่ต้องรีบรักษาก็ไม่มี เพราะการตรวจคลื่นหัวใจเมื่อเข้าโรงพยาบาลก็วินิจฉัยแยกได้เด็ดขาดแล้วว่าคลื่นไฟฟ้าหัวใจไม่มีความผิดปกติแบบเร่งด่วน

    ดังนั้นผมวินิจฉัยว่าสามีของคุณเจ็บหน้าอกจากการปวดกล้ามเนื้อแบบชลอตัวเกิดหลังการออกกำลังกาย (DOMS) มากกว่า จึงไม่มีข้อบ่งชี้ให้ทำการตรวจสวนหัวใจ

     การตรวจยืนยันเรื่องนี้หากอยากทำก็ทำได้ไม่ยาก คือรอให้พ้นระยะของการปวดกล้ามเนื้อแบบ DOMS ซึ่งปกติอยู่ไม่เกิน 14 วัน แล้วก็ไปตรวจวิ่งสายพาน (EST) ถ้าผลตรวจเป็นลบก็..จบข่าว

     4. ข้อนี้คุณไม่ได้ถาม แต่ผมแถมให้ท่านผู้อ่านทั่วไปด้วย คือคนส่วนใหญ่ไปกลัวการออกกำลังกายว่าจะทำให้หัวใจเป็นโน่นเป็นนี่ แม้แต่หมอเองบางทีก็ห้ามคนไข้ไม่ให้ออกกำลังกายเสียเอง ทั้งๆข้อมูลวิทยาศาสตร์ยืนยันแน่ยิ่งกว่าแช่แป้งว่าการออกกำลังกายเป็นคุณและจำเป็นสำหรับการป้องกันและรักษาโรคหัวใจ สำหรับท่านที่ต้องการติดตามไปสืบค้นหลักฐานวิทยาศาสตร์ว่าผมพูดจริงหรือเปล่า ผมได้ลงเอกสารอ้างอิงไว้สองอัน อันแรก [2] เป็นคำแนะนำการออกกำลังกายของของสมาคมหัวใจอเมริกัน (AHA) และสมาคมพันธมิตรต่างๆ ซึ่งรวบรวมหลักฐานวิทยาศาสตร์ไว้ดีมากและตีพิมพ์ไว้ในวารสาร Circulation เมื่อปีกลาย อันที่สอง [3] เป็นผลวิจัยการป่วยและตายด้วยโรคห้วใจโดยสัมพันธ์กับระดับการออกกำลังกายซึ่งทำวิจัยในคนหลายชาติหลายภาษาทั่วโลกกว่า 130,000 คน ตีพิมพ์ไว้ในวารสาร Lancet เมื่อสองปีมานี้เอง ทั้งสองหลักฐานนี้เป็นหลักฐานที่มากเกินพอที่จะกระตุ้นให้ใช้การออกกำลังกายเป็นเครื่องมือทั้งป้องกันและรักษาโรคหัวใจ ส่วนความกลัวของแพทย์ส่วนหนึ่งและของคนทั่วไปที่ว่าออกกำลังกายแล้วหัวใจจะมีอันเป็นไปอย่างโน้นอย่างนี้นั้นเป็นเพียงความเชื่อหรือคอนเซ็พท์ที่ไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์รองรับเลย เราจึงไม่ควรไปให้น้ำหนัก จะเป็นการชักใบให้เรือเสียเปล่าๆ

    ดังนั้น โปรดบังคับให้สามีคุณวิดพื้นต่อไป ฮิ ฮิ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Yang J, Christophi CA, Farioli A, et al. Association Between Push-up Exercise Capacity and Future Cardiovascular Events Among Active Adult Men. JAMA Netw Open. 2019;2(2):e188341. doi:10.1001/jamanetworkopen.2018.8341
2. Lobelo  F, Rohm Young  D, Sallis  R,  et al; American Heart Association Physical Activity Committee of the Council on Lifestyle and Cardiometabolic Health; Council on Epidemiology and Prevention; Council on Clinical Cardiology; Council on Genomic and Precision Medicine; Council on Cardiovascular Surgery and Anesthesia; and Stroke Council.  Routine assessment and promotion of physical activity in healthcare settings: a scientific statement from the American Heart Association.  Circulation. 2018;137(18):e495-e522. doi:10.1161/CIR.0000000000000559PubMedGoogle ScholarCrossref
3. Lear  SA, Hu  W, Rangarajan  S,  et al.  The effect of physical activity on mortality and cardiovascular disease in 130,000 people from 17 high-income, middle-income, and low-income countries: the PURE study.  Lancet. 2017;390(10113):2643-2654. doi:10.1016/S0140-6736(17)31634-3

21 กุมภาพันธ์ 2562

อ้า..ขอบคุณจริงๆ

     พ.ศ. 2523 สมัยผมจบแพทย์ใหม่ๆ ไปเป็นแพทย์ใช้ทุนอยู่ที่สุขศาลา อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ที่สุขศาลาซึ่งเป็นอาคารไม้เก่าๆสร้างมาแต่สมัยรัชกาลที่ 7 ตั้งอยู่ริมปากแม่น้ำ แต่เอาน้ำขึ้นมาใช้ไม่ได้เพราะสมัยนั้นมันเป็นน้ำเค็ม ผมต้องจำใจปล่อยให้สนามหญ้าหน้าสุขศาลาแห้งกรอบเป็นสีน้ำตาลซีดๆไร้ชีวิต ช่างผิดกับความฝันในใจของหมอหนุ่มที่ฝันอยากจะทำให้คนไข้ชนบทมีความสุขที่ได้เห็นหญ้าสีเขียวสด

     ที่นั่นสมัยนั้นไม่มีน้ำประปา ที่หลังอาคารสุขศาลามีถังเก็บน้ำฝนเป็นถังซิเมนต์ขนาดใหญ่ การจะใช้น้ำต้องให้ภารโรงปีนขึ้นไปปากถังเอากระแป๋งผูกเชือกลงไปตักเอาน้ำขึ้นมาใช้ทีละกระแป๋ง เมื่อผมเริ่มทำห้องผ่าตัดและทำการผ่าตัดเช่นทำหมันทำผ่าตัดไส้ติ่งก็รู้สึกว่าน้ำแบบนี้ไม่สะอาดไม่เหมาะจะใช้ล้างมือ จึงติดตั้งสูบน้ำเดินน้ำไปตามท่อประปาเปิดใช้เอาจากก๊อก ปรากฎว่าเมื่อติดตั้งก๊อกเสร็จชาวบ้านรอบๆสุขศาลารู้ว่ามีน้ำก๊อกก็พากันเอากระแป๋งมารองไปใช้ บ้างพอตกกลางคืนก็มามุงอาบน้ำก๊อกกันเอิกเกริก พนักงานอนามัยอาวุโสกระซิบบอกผมว่า

    "คุณหมอครับ ถ้าเราใช้น้ำอย่างนี้ อีกไม่กี่วันคงหมดถัง แล้วหน้าแล้งนี้อีกหลายเดือนสุขศาลาจะไม่มีน้ำใช้นะครับ"

     ผมรู้ตัวว่าความด้อยประสบการณ์ของผมก่อปัญหาขึ้นแล้ว จึงพยักหน้ายอมแพ้แก่ภูมิปัญญาท้องถิ่นว่า

     "โอเค. พี่จัดการตามที่พี่เห็นสมควรเถอะ"

     วันรุ่งขึ้นเขาก็ออกข่าวว่าเครื่องสูบเสีย เขาถอดสูบน้ำออก น้ำประปาก็หยุดไหล แล้วก็ไม่เคยไหลอีกเลย ทุกคนก็กลับไปอยู่กับระบบให้ภารโรงปีนขึ้นปากถังเอากระแป๋งลงจ้วงตักเอาน้ำทีละกระแป๋งๆเหมือนเดิม บนบ้านพักแพทย์ของผมเองก็ต้องอาศัยเอาขันบรรจงตักเอาน้ำจากโอ่งขึ้นมาอาบอย่างเบาๆ เพราะถ้าตักแรงตะกอนที่ก้นโองจะฟูขึ้นมาทำให้น้ำสกปรก กว่าผมจะมาวิ่งเต้นที่กรุงเทพเพื่อเอางบประมาณต่อน้ำประปาจากตัวเมืองออกไปถึงสุขศาลาได้สำเร็จก็เป็นเวลาที่ผมต้องย้ายเข้ามาฝึกอบรมต่อในกรุงเทพแล้ว

     ผมเล่าเรื่องนี้เพื่อจะเข้าประเด็นของผมที่ว่าต่อมาเมื่อผมย้ายเข้ามาฝึกอบรมต่อในกรุงเทพฯ ครั้งแรกที่ผมเปิดก๊อกน้ำแล้วมีน้ำใสไหลซู่ออกมา ผมดีใจเอาสองมือทำเป็นอุ้งรองแล้วร้องว่า

     "อ้า..น้ำสะอาด"

     มันเป็นความรู้สึกขอบคุณจริงๆ ขอบคุณชีวิต มันเป็นความอิ่มเอิบซาบซ่า มันเป็นความสุข ที่อยู่ๆก็ได้สิ่งที่ต้องการอย่างยิ่งมาเป็นของขวัญโดยไม่ต้องไปลำบากซื้อหาหรือทำงานหนักเข้าแลก ฝรั่งเรียกความรู้สึกอย่างนี้ว่า grateful น่าเสียดายที่ความรู้สึกอย่างนี้มีอยู่แค่ไม่กี่ครั้ง พอผมเปิดก๊อกทีไรมีน้ำใสสะอาดไหลซู่ออกมาทุกทีต่อมาความรู้สึกขอบคุณนี้ก็ค่อยๆจางหายไป พร้อมๆกับความสุขที่เคยมาพร้อมกับความรู้สึกขอบคุณนั้นก็หายไปด้วย

     ให้ผมเล่าอีกเรื่องหนึ่งนะ ก่อนที่จะเข้าประเด็นของบล็อกวันนี้ เรื่องนี้เป็นประมาณปีค.ศ. 1988 (ต้องขอโทษ ช่วงชีวิตที่อยู่เมืองนอกผมต้องบอกเวลาเป็นค.ศ.นะ ขี้เกียจแปลงตัวเลขในหน่วยความจำ) ผมเป็นแพทย์ประจำบ้านอยู่ที่เมืองโอ๊คแลนด์ วันหนึ่งมีคนไข้หญิงสาวไปเล่นสกีแล้วเกิดอุบัติเหตุพลัดล้มลงคลุกหิมะโดยไม่มีใครรู้เห็น รู้แต่ว่าเธอออกสกีแล้วหายไป ตามหาก็ไม่เจอ ผ่านไปตั้งหลายวันจึงมีคนพบ เธอหมดสติ ยังไม่ตาย แต่อยู่ในสภาพโคม่าหัวใจเต้นแผ่วมาก เธอถูกส่งมาแผนกผมเผื่อจะต้องใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียมเพิ่มอุณหภูมิร่างกาย แต่ในที่สุดก็ไม่ได้ใช้เพราะเธอฟื้นเอง แค่นิ้วเท้าดำเพราะหิมะกัดต้องตัดทิ้งหลายนิ้ว แล้วเธอก็รอดในที่สุด วันหนึ่งก่อนจำหน่ายเธอออกจากรพ. ผมไปราวด์ เธอนั่งแก้มแดงกินอาหารอย่างอะเร็ดอร่อย ผมถามเธอว่า

     "From now on, what do you want in life?"

     "จากนี้ไป คุณต้องการอะไรในชีวิต" เธอตอบว่า

     "๋Just living, doctor. Just living"

     "ขอแค่ได้มีชีวิตอยู่ค่ะคุณหมอ แค่มีชีวิตอยู่"

     ความหมายจากสีหน้าและน้ำเสียงของเธอก็คือการที่เธอได้ชีวิตกลับมานี้มันเป็นอะไรที่ต้องขอบคุณจริงๆ มันเป็นของขวัญฟรีๆ ที่ดีจริงๆ ได้มาแค่นี้เธอก็มีความสุขแล้ว จนเธอไม่ต้องการอะไรอื่นอีกแล้ว ขอแค่นี้ก็พอแล้ว แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว

     ผมเห็นด้วยกับเธอว่าเมื่อใดก็ตามที่ชีวิตประสบกับสิ่งที่เรารู้สึกขอบคุณจริงๆ ขอบคุณที่ได้สิ่งนั้นมา really grateful ชีวิตจะมีความสุขเต็มเปี่ยมโดยไม่โหยหาอะไรอื่นอีกเลย

     และถ้ามองให้ดี ชีวิตนี้จะแตกดับได้ทุกเมื่อแม้อีกหนึ่งลมหายใจข้างหน้านี้จะเกิดอะไรขึ้นกับเราหรือเปล่าเรายังไม่รู้เลย การที่เราได้มีชีวิตอยู่ในลมหายใจนี้ ในแว้บนี้ ในช็อตนี้ ทีละช็อต ทีละช็อต มันเป็นของขวัญล้ำค่าที่ได้มาฟรีๆโดยไม่ต้องไปซื้อหาหรือทำงานหนักแลกเอาเลยนะ การที่เราได้ชีวิตมาอีกหนึ่งช็อตนี่มันเป็นเรื่องที่น่าขอบคุณนะ มันเป็นเรื่อง really grateful ขอบคุณจักรวาลที่ให้ชีวิตเรามาอีกหนึ่งช็อต ขอบคุณที่ให้เดี๋ยวนี้มา ขอบคุณจริงๆ มองชีวิตอย่างนี้ ก็มีความสุขได้ทันทีเลยเห็นแมะ เหมือนกับครั้งแรกที่ผมเปิดก๊อกน้ำกทม.หลังจากเพิ่งย้ายกลับจากปากพนัง แต่ชีวิตที่ได้มาแต่ละช็อตมีคุณค่าและยิ่งใหญ่กว่าน้ำสะอาดจากก๊อกหนึ่งอุ้งมือมากนัก

     "อ้า..ได้ชีวิตมาอีกหนึ่งช็อต ขอบคุณจริงๆ"

      ผมคิดแบบนี้ทุกวัน

     "อ้า ได้อากาศหายใจที่มีออกซิเจนมาแบบฟรีๆ ของสำคัญนะเนี่ย ขอบคุณจริงๆ" 

     "อ้า ได้เห็นหญ้าสีเขียวๆ สดๆ ฟรีๆ หน้าบ้านแต่เช้า ขอบคุณจริงๆ" 

     "อ้า ได้ยินเสียงนกร้องเพราะๆตั้งแต่ยังไม่ทันลืมตา ขอบคุณจริงๆ"

     "อ้า ได้ตากแดดจัดๆเต็มๆช่วยเพิ่มวิตามินดี.ฟรีๆ ขอบคุณจริงๆ"

     "อ้า ได้ดื่มน้ำสะอาดๆโดยไม่ต้องลำบากไปเสาะหาหาบหิ้ว ของดีนะเนี่ย ขอบคุณจริงๆ"

     คิดอย่างนี้แล้วใจก็เป็นสุข..อย่างง่ายๆเลย

     คำว่า "ขอบคุณ" นี้เป็นหนึ่งในสี่ของคำสำคัญที่บ่งชี้ว่าเรากำลังอยู่กับปัจจุบัน ทั้งสี่คำนั้นได้แก่ (1) ขอบคุณ (2) ขอโทษ (3) ให้อภัย (4) เมตตา ทั้งสี่คำนี้มันบ่งบอกถึงการยอมรับ (acceptance) อย่างไม่มีเงื่อนไข การยอมรับนี้เป็นทั้งนิยามและเป็นทั้งสาระสำคัญที่จะบอกว่าคนเรามีชีวิตอยู่กับปัจจุบันได้อย่างแท้จริงหรือไม่ เมื่อยอมรับทุกอย่าง แค่นี้พอแล้ว แค่นี้ดีแล้ว ไม่เสาะหาอะไรอีกแล้ว นั่นแหละคือการอยู่กับปัจจุบัน

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

20 กุมภาพันธ์ 2562

เป็นมะเร็งจะผ่าหรือไม่ผ่าดี มันก็แล้วแต่เจ้าตัวเขาสิครับ

เป็นครั้งแรกในชีวิตของน้องชายที่เข้า รพ.และเกือบเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต เมื่อเขาถ่ายเป็นเลือดไม่มีแรงต้องหามส่ง รพ.เข้า icu หมอบอกเขาเสียเลือดมาก เป็นตับแข็งระดับท้องมานตาเหลืองแต่เขาก็รอดมาได้ หลังผ่านไปสองสัปดาห์ หมอส่องกล้องกระเพาะตรวจแผลและเจาะเลือด เจอค่า cea =9 จึงตรวจส่องกล้องอีกครั้งที่ลำไส้ใหญ่ ผลเจอก้อนมะเร็ง 2 ก้อน ก้อนที่หนึ่ง หมอคาดระยะ3-4 อีกก้อนคาดว่าระยะ 2 ปรึกษาหมอศัลย์ จะผ่าตัดสองก้อนทิ้งและต่อกลับติดกับลำไส้เล็ก ผลเลือด ล่าสุดไต 1.1 ,หัวใจปกติ ,เกล็ดเลือด 6หมื่น อีก 7 วันถ้าผลเลือดดีขึ้นหมอศัลย์จะผ่าตัดลำไส้ในวันถัดไปค่ะ
สภาพปัจจุบันน้องชายเดินได้ปกติ กินอาหารได้ มียาบำรุงตับ จิตใจแข็งแรงดี ขอคำแนะนำคุณหมอค่ะ "ผ่าตัดหรือไม่ผ่าดีกว่าคะ"
ที่บ้านมีพี่น้องสามคน ตัวดิฉันพี่สาวให้ผ่า เพราะ การผ่าเป็นโอกาสให้เขาได้ต่อสู้กับโรคตับอีกสักปี
น้องชายคนเล็กไม่ให้ผ่า เพราะ การผ่าเสี่ยงและชีวิตหลังผ่าตัดทรมานอีกหลายเรื่อง ทั้งคีโมและตับแข็งอีก ส่วนตัวผู้ปวยลังเลค่ะ เขามีแต่พี่น้องค่ะ หย่าร้างมานานแล้ว ภรรยาและลูกรับรู้แต่ก็ช่วยอะไรได้ไม่มาก เราสามพี่น้องขอกราบขอบพระคุณคำแนะนำคุณหมอมา ณ ที่นี้ล่วงหน้าค่ะ

...........................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่จะผ่าตัดหรือไม่ผ่าดี อ้าว..มันก็ต้องแล้วแต่เจ้าตัวเขาสิครับ ผมหมายถึงตัวคนไข้ มันเป็นชีวิตของเขา และเขาก็ยังเดินเหินได้ยังมีดุลพินิจของตัวเอง คนอื่นจะไปมีสิทธิอะไรไปตัดสินแทนเขาได้ละครับ ผมเข้าใจว่าคุณเขียนมาหาเพราะรักและหวังดีอยากจะช่วยเขาตัดสินใจ แต่ผมแนะนำว่ากรณีที่ท่านเป็นญาติของผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มาถึงจุดที่จะเลือกไปทางไหนก็ล้วนแต่จะมีความเสี่ยงต่อการจบชีวิตพอๆกัน ให้เจ้าตัวเป็นคนเลือกเองดีที่สุดครับ คนอื่นหากหวังดีไปเลือกแทนให้ ท้ายที่สุดมักจบลงด้วยความรู้สึกผิดในใจผู้เลือกว่าถ้าเราไม่ไปเลือกแทนเขา เขาก็คงไม่จบชีวิตอย่างนี้ 

     2. ถามว่าเป็นตับแข็งด้วย เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วย ควรจะผ่าตัดดีไหม ตอบว่าในกรณีนี้เราคงต้องฟังคำแนะนำหมอผู้ที่ดูแลเขาไว้ก่อน เพราะนั่นเป็นคำแนะนำที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้แล้ว เนื่องจากหมอผู้ดูแลท่านมีข้อมูลครบ คำแนะนำของคนไกลอย่างหมอสันต์ซึ่งไม่เคยเห็นคนไข้ ไม่เคยตรวจร่างกายคนไข้ ไม่มีทางที่จะเป็นคำแนะนำที่ดีกว่านั้นไปได้ อย่างดีผมก็แค่ให้ข้อมูลประกอบแบบกว้างๆ ดังนี้

     2.1 ประเด็นระยะ (stage) ของมะเร็ง คุณว่าบอกว่าหมอว่าเป็นมะเร็งระยะที่ 3-4 แต่ไม่เห็นบอกว่าเอาหลักฐานอะไรมายืนยันว่าเป็นมะเร็งระยะที่สี่ซึ่งหมายถึงระยะที่มีการแพร่กระจายไปทั่วร่างกายแล้ว ตรงนี้มีนัยสำคัญในแง่ของการพยากรณ์โรค หากเป็นระยะที่ 4 เราต้องตามไปดูอวัยวะที่มะเร็งแพร่กระจายไป ว่าการผ่าตัดสามารถตัดเอามะเร็งที่กระจายไปนั้นออกด้วยได้หรือไม่ หากผ่าตัดเอาออกได้ การผ่าตัดก็จะได้ประโยชน์ในแง่ของการตัดเอาแหล่งมะเร็งที่มองเห็นด้วยตาได้หมดเกลี้ยง ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของศัลยกรรมโรคมะเร็งที่ยังถือเป็นมาตรฐานใช้การได้อยู่จนทุกวันนี้

     2.2 ประเด็นการผ่าตัดเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต ผู้ป่วยเข้ารพ.เพราะเลือดออกในลำไส้ ซึ่งมีโอกาสมากที่สุดที่เลือดจะออกจากก้อนมะเร็ง การผ่าตัดในกรณีนี้จะได้ประโยชน์ในแง่การเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ในแง่ที่จะไม่ให้มีเลือดออกอีกซ้ำซาก ผมขอย้อนอธิบายอีกนิด ว่าเรื่องประโยชน์ของการรักษานี้แพทย์มองสองอย่างนะ คือ

     (1) ความยืนยาวของชีวิต

     (2) คุณภาพชีวิต

     ในการตัดเอาก้อนมะเร็งที่เห็นได้ด้วยตาออกหมด เราหวังผลในแง่ความยืนยาวของชีวิต ส่วนในการตัดเอาแหล่งของเลือดออกในลำไส้ออก เราหวังผลในแง่คุณภาพชีวิต ความยืนยาวของชีวิตก็ดี คุณภาพชีวิตก็ดี แม้ได้ผลอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว แพทย์ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ของการรักษา ถือเป็นข้อบ่งชี้ว่าควรจะทำผ่าตัด

    2.3 ประเด็นตับแข็ง คุณบอกว่าคนไข้เป็นโรคตับแข็ง แต่ไม่เห็นให้ข้อมูลมาว่าเป็นตับแข็งจากสาเหตุอะไร เพราะสาเหตุของตับแข็งมีตั้งหลายอย่าง เช่น (1) แอลกอฮอล์ (2) ไขมันแทรกตับ (3) ไวรัสตับอักเสบบี.หรือซี. สาเหตุของโรคตับแข็งเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาที่สำคัญว่าควรผ่าตัดหรือไม่ เพราะแต่ละสาเหตุก็มีการพยากรณ์โรคไม่เหมือนกัน อย่างถ้าเป็นตับแข็งจากแอลกอฮอลนี่ก็คือแมวเก้าชีวิตดีๆนี่เอง หมายความว่าตายยาก ยังจะอยู่ได้อีกนาน 

    3. สมัยนี้มักมีความนิยมแนวทางการรักษามะเร็งแบบ ไม่ผ่าตัด ไม่ฉายแสง ไม่คีโม หรือที่เรียกแบบบ้านๆว่าใช้หลัก "สามไม่" นั่นเป็นเรื่องความชอบส่วนตัวของแต่ละคน ซึ่งใครชอบอย่างนั้นผมก็ไม่คัดค้าน แต่ผมไม่แนะนำให้ใช้หลักสามไม่กับคนทั่วไปแบบรูดมหาราชอย่างแน่นอน เพราะจะทำให้ผู้ป่วยมะเร็งส่วนหนึ่งที่มีการพยากรณ์โรคดีสูญเสียโอกาสที่จะได้รับการรักษาที่จะทำให้อัตรารอดชีวิตของเขาหรือเธอยืนยาวขึ้น ในภาพรวมการรักษามะเร็งทุกชนิดในปัจจุบันนี้ที่มีหลักฐานว่าให้อัตรารอดชีวิตดีที่สุดคือการรักษาตามวิธีการของแพทย์แผนปัจจุบันก่อน ไม่ว่าจะเป็นผ่าตัด ฉายแสง คีโม ถ้าหมอเขาแนะนำว่าทำแล้วจะมีประโยชน์มากกว่าไม่ทำก็ควรจะทำไป เมื่อได้ทำสิ่งเหล่านั้นครบแล้ว จึงค่อยหันมาดูแลตัวเองด้วยวิธีการที่ตัวเองชื่นชอบ

     4. ข้อนี้คุณไม่ได้ถามแต่ผมแถมให้ ว่าการดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผมแนะนำตามตามคำแนะนำของสมาคมมะเร็งอเมริกัน (ACS) ซึ่งได้ออกคำแนะนำมาตรฐานให้ผู้ป่วยมะเร็ง ดังนี้

     4.1 จำกัดการทานเนื้อสัตว์ในรูปแบบไส้กรอก เบคอน แฮม (processed meat) และจำกัดการทานเนื้อของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (red meat) เช่นเนื้อหมูเนื้อวัว

     4.2 ทานผักและผลไม้ให้มากๆเข้าไว้ อย่างน้อยวันละสองถ้วยครึ่ง

     4.3 ทานธัญพืชไม่ขัดสี (เช่นข้าวกล้องหรืือขนมปังโฮลวีท) แทนธัญพืชขัดสี

     4.4 ทานอาหารในปริมาณพอดีไม่ทำให้อ้วน ถือหลักผอมไว้เป็นดี แต่อย่าผอมจนผิดปกติ (อย่าให้ดัชนีมวลกายต่ำกว่า 18.5) เพราะความอ้วนสัมพันธ์กับการเป็นมะเร็งมากขึ้น แต่ถ้าผอมเกินไปก็จะทำกิจกรรมประจำวันลำบาก

     4.5 ลดการดื่มแอลกอฮอล์ (ถ้าตับแข็งอยู่แล้วก็ควรเลิกดื่มไปเลย)

     4.6 ให้ออกกำลังกายสม่ำเสมอด้วย คือออกกำลังกายถึงระดับหนักพอควร (หอบแฮ่กๆร้องเพลงไม่ได้) สัปดาห์ละ 150 นาที หรือหนักมาก (พูดไม่ได้) สัปดาห์ละ 75 นาที โดยทะยอยออกแบบกระจายตลอดสัปดาห์ ร่วมกับหาโอกาสทำกิจกรรมที่ใช้แรงมากกว่าชีวิตประจำวันปกติบ่อยๆ

     นอกจากคำแนะนำของ ACS ข้างต้นแล้ว หมอสันต์ขอแนะนำเพิ่มเติมว่าการได้ทานผักผลไม้ให้มากและหลายหลายเป็นเรื่องสำคัญมาก อย่าลืมว่ายาเคมีบำบัดเกือบทั้งหมดเป็นพืชทั้งสิ้น การได้ทานพืชที่หลากหลายจึงสำคัญ หากทานอาหารไม่ได้ หรือทานได้ไม่พอ ควรเลือกเอาอาหารพืชที่อุดมคุณค่ามาปั่นรวมกันด้วยเครื่องปั่นความเร็วสูงโดยไม่ทิ้งกากหรือส่วนดีๆใดๆเลยให้ผู้ป่วยดื่ม เพราะงานวิจัยในเนอร์ซิ่งโฮมได้ผลสรุปว่าเป็นวิธีช่วยให้ผู้ป่วยได้อาหารครบถ้วนพอเพียงมากขึ้น มีโอกาสขาดอาหารน้อยลง

     นอกจากนี้สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง หมอสันต์ขอแนะนำเพิ่มเติมให้หาผักพื้นบ้านแปลกๆหาทานยากๆอย่างละนิดอย่างละหน่อยรวมทั้งเห็ดต่างๆตามฤดูกาลมาทานสดบ้างปั่นบ้างตามสะดวก เพราะการได้ธาตุที่หายากและที่ร่างกายใช้น้อย (trace element) ซึ่งมักมีแต่ในพืชเท่านั้นมาเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระที่ครบถ้วน จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานดีขึ้น ทั้งนี้อย่าลืมว่าระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเราเป็นด่านที่เชื่อถือได้มากที่สุดที่จะทำให้มะเร็งหายได้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

19 กุมภาพันธ์ 2562

โรคหัวใจจากมุมมองของชุมชนทีเอ็ม.(TM)

     มีท่านผู้อ่านส่งเอกสารเผยแพร่ในวงการผู้ปฏิบัติทีเอ็ม.มาให้ผมอ่าน เขียนโดยหมอหัวใจของวงการนั้น ชื่อ Dr Rainer Picha เนื้อหาสาระเป็นเรื่องเกี่ยวกับการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดในหมู่ผู้ปฏิบัติทีเอ็ม. (TM - trancendental meditation) ผมเห็นว่าเนื้อหาสาระง่าย จับสาระสำคัญได้ค่อนข้างครบถ้วน และไฮไลท์ประเด็นที่ควรไฮไลท์ไว้อย่างดี จึงขออนุญาตแปลให้ผู้ที่ไม่ได้เป็น "ญาติธรรม" ของทีเอ็ม.ได้อ่านกันบ้าง เผื่อเป็นความรู้ประดับกาย ดังนี้

     ประเด็นสำคัญคือผู้ปฏิบัติทีเอ็ม.ควรใส่ใจจัดการปัจจัยเสี่ยง 9 ตัวที่งานวิจัย INTERHEART Study ได้สรุปไว้ (บุหรี่ ความดัน ไขมัน ความอ้วน เบาหวาน อาหาร การออกกำลังกาย แอลกอฮอล ความเครียด ) ข่าวดีก็คือปัจจัยทั้งเก้าตัวสามารถปรับเปลี่ยนได้ด้วยการใช้ชีวิต มีเพียง 10% เท่านั้นที่จะกำหนดด้วยพันธุกรรม แม้ว่าการปฏิบัติทีเอ็ม.จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงได้เกือบหมด แต่ก็ยังมีบางปัจจัยที่พวกเราจะต้องใส่ใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกกำลังกาย พวกเราหลายคนต้องให้เวลากับการออกกำลังกายมากขึ้น ไม่ใช่แค่พอใจแค่โยคะอาสนะและการเดินเล่นทอดน่องยามเย็น

ความเสี่ยงโรคหัวใจจากงานวิจัย InterHeart
     องค์การอนามัยโลกพบว่าการไม่ได้ออกกำลังกายมากพอเป็นเหตุให้เกิด

     โรคหัวใจและเบาหวาน 17% (มากกว่าเหตุจากการสูบบุหรี่เสียอีก)
     การลื่นตกหกล้มในผู้สูงอายุ 12%
     มะเร็งเต้านมและลำไส้ใหญ่ 10%

     การออกกำลังกายตลอดชีพ หรือ Lifelong exercise (LLE) ก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่วงการวิจัยให้ความสำคัญ งานวิจัยของมหาลัย Ball State University ในปีค.ศ. 2018 พบว่าคนแก่อายุ 70 ปีที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอมาหลายสิบปีมีมวลกล้ามเนื้อเทียบได้กับคนอายุน้อยกว่าตัวเอง 25 ปีและมีสภาพหัวใจเท่าคนอายุน้อยกว่าตัวเอง 30 ปี

     การออกกำลังกายมีสามแบบนะ พวกเราต้องทำให้ครบทั้งสามแบบอย่างสม่ำเสมอ คือ

     1. การออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic) ทำให้ร่างกายใช้ออกซิเจนได้มากขึ้น เช่นปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เดินเร็ว กระโดดเชือก พายเรือ ปีนเขา เป้าหมายคือเพื่อเพิ่มความอดทน (endurance)ให้กับหัวใจและป้องกันโรคหัวใจ

     2. ออกกำลังกายแบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Anaerobic) เช่นท่ากายบริหารอย่างการวิดพื้น การยกดัมเบล เป็นต้น การออกกำลังกายชนิดนี้ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง กระดูกแข็งแรง ทรงตัวดี ลดการเป็นเบาหวาน เพราะกล้ามเนื้อช่วยเผาผลาญน้ำตาล

     3. การออกกำลังกายแบบสร้างความยืดหยุ่น (Flexibility) เช่นการทำโยคะอาสนะ การทำสุริยนมัสการ เหล่านี้ช่วยให้ข้อและกล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นลดการบาดเจ็บจากการเคลื่อนไหว

     ประเด็นสำคัญคือ

     - ให้มีความสนุกด้วย เลือกกิจกรรมที่คุณชอบ เพราะถ้าคุณไม่ชอบคุณก็ทำมันได้ไม่ยืดอยู่ดี การไปเข้ากลุ่มก็ช่วยได้ การเต้นรำก็มีประโยชน์มาก

     - ทำให้สม่ำเสมอแต่ให้หนักแค่พอดี ไม่หนักเกินไป ประโยชน์จะเกิดสูงสุดหากเราออกกำลังกายให้ได้ 40-60% ของขีดความสามารถเต็มที่ร่างกายเราจะออกได้ หากจะออกให้หนักมาก (70-80%ของขีดความสามารถเต็ม) บ้างเช่นสัปดาห์ละครั้งก็ได้เช่นกัน

     - ออกทั้งแบบแอโรบิก แบบฝึกกล้ามเนื้อ และแบบเพิ่มความยืดหยุ่น

     ปริมาณการออกกำลังกายใครทำได้แค่ไหนนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยเช่น ธาตุเจ้าเรือน (dosha) ความแข็งแรง และอายุ ของแต่ละคนด้วย ดังนั้นอย่าเพิ่งท้อถอยหากเริ่มต้นยังเอาชนะความเอื่อยเฉื่อยของตัวเองไม่ได้ ถ้ายืนหยัดไป และมุ่งแค่ระดับหนักพอควร ในไม่กี่สัปดาห์ก็จะรู้สึกว่าตัวเองทำได้ดีขึ้นมาก

    ในปีหลังๆมานี้หลังจากได้รับทราบผลวิจัยข้างต้น ท่านมหาริชชีได้ตระหนักในความสำคัญของการออกกำลังกายและกระตุ้นให้แพทย์ชาวทีเอ็ม.ช่วยกันสร้างฟิตเนสโปรแกรมที่ครอบคลุมทั้งจิตใจและร่างกาย (Mind Body Fitness) ขึ้นมากๆ

     ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ

     อาหาร: ถ้าเราปฏิบัติตามแนวอาหารอายุรเวดะ (มังสะวิรัติ)เราก็ลดความเสี่ยงทางด้านนี้อย่างดีแล้ว อย่างไรก็ตามหากลดการใช้น้ำตาล (พบใน 90% ของอาหารที่ผ่านกระบวนการ ไม่เฉพาะขนมหวานเท่านั้น) ลงด้วยก็จะดี

     ความเครียด: นี่นับเป็นปัจจัยเสี่ยงตัวใหม่ที่วงการวิทยาศาสตร์เพิ่งหยิบขึ้นมาไฮไลท์ ซึ่งรวมถึงความเครียดจากสิ่งแวดล้อม ความเศร้าจากการสูญเสีย ความกดดันด้านอารมณ์ต่างๆ ตรงนี้เป็นความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ความเสี่ยงอื่นๆ เช่นเมื่อเครียดความดันก็ขึ้น และมีแนวโน้มจะสูบจะดื่มมากขึ้น การทำทีเอ็ม.ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงเรื่องความเครียดนี้อยู่อย่างดีแล้ว

     การทำสมาธิแบบทีเอ็ม.เป็นที่ยอมรับของกระแสหลักมากขึ้น

     ทีเอ็ม.ซึ่งตอบโจทย์ความเสี่ยงทุกตัวนอกจากอาหารและการออกกำลังกาย กำลังเป็นที่ยอมรับเข้ามาสู่กระแสหลักมากขึ้น ตั้งแต่เมื่อสมาคมหัวใจอเมริกัน (AHA) ตีพิมพ์ผลวิจัยเมื่อปี 2013 ว่าการทำทีเอ็ม. เป็นวิธีไม่ใช้ยาวิธีเดียวที่มีหลักฐานว่าลดความดันเลือดในเชิงคลินิกได้ และได้แนะนำการทำสมาธิแบบทีเอ็ม.ในการร่วมรักษาความดันเลือดสูง พัฒนาการใหม่ๆที่เกิดขึ้นก็เช่น

1. กระทรวงสาธารณสุขของลักเซมเบอร์กได้รวมเอาการทำสมาธิแบบทีเอ็ม.เป็นเครื่องมือหนึ่งในการรักษาความดันเลือดสูง
2. สมาคมความดันเลือดสูงยุโรป (ESH) ได้จัดทำทีเอ็ม.ไว้เป็นบทหนึ่งในหนังสือคู่มือความดันเลือดสูงปี 2018
3. สมาคมความดันเลือดสูงหลายประเทศได้เอาทีเอ็ม.ไว้ในแนวปฏิบัติสำหรับการลดความดันเลือดสูง

(หมายเหตหมอสันต์) : 
ทีเอ็ม.คือการฝึกสมาธิแบบหนึ่งซึ่งมีรากมาจากฮินดู เผยแพร่ในอเมริกาโดยกูรูชื่อมหาริชชีมาเหศโยคี เป็นเทคนิควางความคิดเข้าสู่สมาธิแบบใช้เสียงจากคำพูด (มันตรา) เป็นตัวเหนี่ยวนำ โดยที่ในกรณีทีเอ็ม.นี้เป็นการใช้เสียงคำพูดแบบไม่เปล่งเสียงออกมา ผมจัดให้ทีเอ็ม.เป็นรูปแบบการทำสมาธิที่คนรู้จักกันมากที่สุดในอเมริกาและในวงการวิจัยทางการแพทย์ เพราะมีการวิจัยเกี่ยวกับทีเอ็ม.ตีพิมพ์ไว้ในวารสารการแพทย์แล้ว ผมนับคร่าวๆว่าไม่น้อยกว่า 300 รายการ ชุมชนผู้ปฏิบัติทีเอ็ม.ก็เป็นชุมชนที่ค่อนข้างใหญ่มีสาขาแพร่หลายทั่วโลก และมีมหาวิทยาลัยของตัวเองด้วย  

.........................................................

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

17 กุมภาพันธ์ 2562

ป่าดิบชื้นที่ยังหลงเหลืออยู่

เช้าวันนี้ผมอยู่ที่มวกเหล็ก แต่ไม่มีสอน แต่หมอสมวงศ์มีทำคุ้กกิ้งคลาสตอนเก้าโมง
แสงแรกของอรุณทาบบนใบไม้แห้งที่ชายคลอง
ผมเปรยให้หมอสมวงศ์ฟังว่าเมื่อวันก่อนแขกต่างประเทศที่มาเยี่ยมเวลเนสวีแคร์เขาบอกว่าอยากเห็นน้ำตกเจ็ดสาวน้อย หมอสมวงศ์ถามผมว่าเราเคยไปหรือยัง เมื่อพยายามนึกก็จึงได้คำตอบว่าเรายังไม่เคยไป รู้แต่วันมันเป็นปลายทางของฉิ่งฉับทัวร์ เคยขับรถผ่านเมื่อราวสิบปีมาแล้วเห็นร้านส้มตำไก่ย่างเรียงเป็นแถวยังกับตลาดไก่ย่างเมืองวิเชียรบุรีก็เลยไม่คิดจะแวะเข้าไปดู แต่วันนี้ยังเช้าอยู่เลย อีกตั้งสองชั่วโมงจะถึงเวลาที่หมอสมวงศ์จะทำคลาส ผมจึงชวนไปดูน้ำตกเจ็ดสาวน้อยกัน ผมบอกเธอว่าผมเช็คเวลาทำงานในอินเตอร์เน็ทแล้ว เขาเปิดตั้งแต่ตีห้าถึงห้าโมงเย็น เธอพึมพัมเบาๆว่าปาร์คอะไรกันเปิดตั้งแต่ตีห้า แต่ก็ไม่ได้คัดค้านหนักแน่นจริงจังอะไร เพราะเราก็เหมือนผู้สูงอายุทั้งหลายที่อินเตอร์เน็ทว่าอะไรมาก็เชื่อหมดโดยไม่คิดเถียง
น้ำตกในคลองมวกเหล็ก เตี้ย แต่ไม่เคยขาดน้ำ

ขับจากบ้านบนเขาสิบนาทีก็ถึงเจ็ดสาวน้อย ตอนนี้เขาพัฒนา กลายเป็นอุทยานแห่งชาติไปแล้ว เราขับเข้ามาถึงประดูซึ่งปิดอยู่ ป้ายที่ตู้ยามเขียนว่าเปิด 8.00 - 17.00 น. แป่ว..ว ผมทำไก๋ถามยามไปว่ายังไม่เปิดหรือครับ ยามบอกว่าเปิดแปดโมงครับ ผมออกฟอร์มทำเสียงละห้อย

     "...โอ้ เสียดายจัง ตั้งใจจะมาถ่ายรูปน้ำตกก่อนตะวันขึ้นเสียหน่อย" ยามเห็นเป็นคนแก่เลยชวนคุยด้วยความสงสาร
   
     "มาจากไหนกันหรือครับ" ผมรีบตอบก่อนว่า

     "กรุงเทพครับ" ที่ตอบอย่างนี้เพราะการมาไกลอาจจะได้รับสิทธิพิเศษก็ได้ แล้วก็เป็นดังคาด ยามบอกว่า

     "ธรรมดาระเบียบเขาไม่ให้เข้าก่อนเวลาหรอกนะครับ แต่ครั้งนี้ผมอะลุ่มอะหล่วยให้ก็แล้วกัน"

     เราสองตายายขอบคุณแล้วรีบเอารถเข้าไปจอดตามที่ยามชี้ให้ ผมหุบปากสนิทไม่ยอมถามเรื่องค่าผ่านประตู เพราะกลัวยามเห็นว่าจะยุ่งยากเรื่องออกใบเสร็จก่อนเวลาเดี๋ยวจะพาลไม่ให้เราเข้า
She พยายามจะชี้ชวนให้ลงไปที่ๆนักท่องเที่ยวเขาชอบลงไปกัน

     เมื่อเราลงจากรถ ยามคงเห็นสาระรูปการแต่งกายของเราที่ใส่รองเท้าแตะฟองน้ำมา จึงตะโกนไล่หลังว่า

     "เมื่อคืนค้างแถวนี้หรือครับ" ผมตะโกนตอบว่า

     "คร้าบ.. เมื่อคืนค้างที่รีสอร์ทมวกเหล็กวาลเลย์" แล้วก็รอดตัวเข้าไปจนได้

     เจ็ดสาวน้อยเดี๋ยวนี้พัฒนาแล้ว ร้านไก่ย่างไม่รู้หายไปไหนหมด ที่จอดรถกว้างใหญ่ราวกับเตรียมไว้จัดงานช้างจ.สุรินทร์ แต่ทั้งลานมีรถของเราจอดอยู่คันเดียว ทั่วบริเวณสอาดสะอ้าน ไม่มีขยะแม้แต่หนึ่งชิ้น นี่ไม่ได้แกล้งชม พูดจริงๆ

     เราไปเริ่มต้นที่สะพานเหนือน้ำตกสาวน้อยที่ 1 ซึ่งมีป้ายเขียนว่าสะพานข้ามไปนครราชสีมา พอเราข้ามสะพานไปถึงฝั่งโน้น มัคคุเทศก์ก็มายืนรอรับอยู่ที่นั่น ผมเรียกเธอว่า She ก็แล้วกัน เธอคงเคยมีลูกไปหลายครอกแล้ว สังเกตจากหน้าอกหน้าใจที่ยวบยาบและแกว่งโย้ไปโย้มาเวลาเธอวิ่ง เธอเข้ามาแนะนำตัว หมอสมวงศ์บอกว่า
เรามองตามที่ She ชี้ให้ดูไป ก็เห็นบัวน้อยลอยชูช่อรออรุณอยู่

     "ไม่ต้องมาตาม ไม่มีอะไรให้กินหรอก"

     แต่เธอดูจะเป็นมัคคุเทศก์จิตอาสาที่ไม่รับค่าจ้าง เพราะถึงจะบอกไม่มีอะไรให้กิน เธอก็ทำหน้าที่นำทางเราอยู่ดี และนำทางเราตลอดหนึ่งชั่วโมงที่เราทัวร์รอบๆน้ำตกสาวน้อยทั้งเจ็ดทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวา เมื่อถึงจุดที่นักท่องเที่่ยวเขาชอบปีนป่ายลงไปหาโลเกชั่นถ่ายรูปหรือเล่นน้ำกัน เธอก็จะวิ่งนำไปยืนอยู่ที่จุดปีนข้ามแล้วหันหน้ามาชี้ชวน พอเห็นเราไม่สนใจเธอก็ข้ามให้ดูเป็นตัวอย่างแล้วไปยืนอยู่กลางเกาะหันไปมองน้ำตกแล้วหันมามองเราเป็นเชิงบอกว่าตรงนี้วิวดีนะ เรามองตามที่ She ชี้ให้ดูไปก็เห็นบัวน้อยสีขาวๆหลายดอกกำลังชูช่อรอแสงอรุณอยู่อย่างน่ารัก

แสงยามเช้าจับหลังใบไม้ ให้สีเขียวที่มีชีวิตชีวิตมากขึ้น
     ฝั่งที่เราเดินนี้เป็นฝั่งโคราช ซึ่งเป็นฝั่งที่ทางเดินไม่ได้รับการพัฒนา ต้องลุ้นเอาเอง แต่ก็ยังคงความสะอาดสะอ้านไม่มีขยะ ลักษณะป่าริมคลองเป็นป่าดิบชื้นซึ่งหาเดินได้ยากแล้วสมัยนี้ ยิ่งใกล้ๆกรุงเทพนี้ป่าดิบชื้นอย่างอุดมสมบูรณ์ดูจะมีแต่ที่มวกเหล็กแห่งเดียว ที่เขาใหญ่ก็เหลือน้อยแล้วเพราะธารน้ำแห้งลงๆ เราเดินชมต้นไม้นานาพันธ์ไป แสงแดดยามเช้าสองลงมาจากหลังใบไม้ ให้สีเขียวที่มีชีวิตชีวิตกว่าธรรมดา อากาศช่างปลอดโปร่งและเย็นสบาย หายใจได้เต็มปอด พูดถึงหายใจเต็มปอด พักนี้คนชอบถามผมว่า

     "หมออยู่สระบุรีหายใจได้หรือครับ เพราะผมดูในเว็บเห็นฝุนพีเอ็มเพียบ" ผมถามว่า

     "เขาวัดตรงไหนของสระบุรีละครับ" ก็ได้รับคำตอบว่า

     "หน้าพระลาน" 
พาโรนามา ที่หน้าน้ำตกสาวน้อย 2

     ผมนึกในใจว่าปั๊ดโธ่ นั่นมันหน้าโรงโม่หินนะคุณ ช่างเข้าใจเลือกตำแหน่งที่ตั้งเครื่องวัดฝุ่นจริงๆนะ

     เราค่อยๆเดินลงเขาตามหลัง She ไป ตอนแรกผมนึกว่าน้ำตกสาวน้อย1 อยู่ต่ำสุด แล้วสาวน้อย 7 คงจะอยู่สูงสุด แต่ของจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ สาวน้อย 1 อยู่สูงสุด แล้วค่อยๆเดินลงไปหาสาวน้อยอื่นๆตามลำดับ เราเดินมาถึงสาวน้อยสอง ซึ่งมีวิวพาโนรามาหน้าน้ำตกขนาดเตี้ย น้ำตกที่อยู่ในคลองมวกเหล็กนี้แม้จะเตี้ยเหมือนกันหมด แต่ก็ไม่เคยขาดน้ำนะ บางปีที่แล้งน้ำบรรดาน้ำตกในเขาใหญ่แห้งเหือดกันไปหมด แต่น้ำตกในคลองมวกเหล็กไม่เคยแล้ง เพราะคลองมวกเหล็กเป็นแหล่งรวมน้ำจากพื้นที่อันกว้างใหญ่ของเขาใหญ่ ทั้งไหลมาตามผิวดิน และที่มุดใต้ดินขึ้นมา "ผุด" ขึ้นที่มวกเหล็ก พูดถึงน้ำผุดซึ่งเป็นเอกลักษณ์อันวิเศษที่มีแต่ที่มวกเหล็กเท่านั้นมันเป็นตาน้ำที่น้ำไหลออกมาจากโพรงหินระดับต่ำกว่าผิวน้ำในคลองใสแจ๋วผุดขึ้นมาปุดๆๆๆจากปากรูหินขนาดกว้างประมาณหนึ่งฟุต น้ำไหลแรงพลุ่งพล่านน่ารัก คนท้องถิ่นลงไปว่ายเล่นกันเป็นที่สนุกสนานทุกวัน แต่เมื่อวานนี้ผมขับรถจะแวะไปชื่นชมน้ำผุดเสียหน่อยหลังจากไม่ได้เห็นกันหลายปี พอไปถึงปรากฎว่า แถ่น..แทน..แท้น

     น้ำผุดหาย อ้าว หายไปไหนละ ยัง ยังไม่หายไปไหน แต่ว่าถูกบาทา เอ๊ย..ไม่ใช่ฐานรากอันมหึมาของทางด่วนบางปะอินโคราชที่กำลังก่อสร้างกันอย่างขมีขมัน บาทายักษ์นั้นปักฉึกลงต้นทางที่น้ำผุดออกมาพอดี๊ พอดี เมื่อยืนอยู่ตรงน้ำผุดเงยหน้าขึ้นมอง อ้า ฮ้า ทางด่วนขนาดมหึมาอยู่เหนือศีรษะเป๊ะ ไม่มีแล้วต้นไม้ใหญ่ๆเขียวขจีรอบๆน้ำผุดที่เคยเห็น เห็นแต่หมู่แค้มป์ก่อสร้างคนงาน มองไปทางฟาร์มโคนมไทยเดนมาร์คที่เคยเป็นทุ่งข้าวโพดสีเขียวเดี๋ยวนี้กลายเป็นทางด่วนมหึมาห้อโครมๆลงมาจากภูเขาแบบไม่เหลือความโรแมนติกใดๆทั้งสิ้น น้ำที่ผุดออกมาก็ไม่ใสเสียแล้ว กลายเป็นน้ำขุ่นสีขาว ก็จะไม่ขุ่นได้ไงละครับ เพราะปั้นจั่นขนาดยักษ์กำลังเจาะรูฐานรากอยู่ครืดคราด ครีดคราดๆ..อามิตตาพุทธ สำหรับเยาวชนคนรุ่นหลังที่เกิดมาไม่เคยเห็นน้ำผุดมวกเหล็ก คงหมดโอกาสได้เห็นเสียแล้ว และก็คงไม่มีใครบันทึกเรื่องน้ำผุดมวกเหล็กไว้ ขอให้เยาวชนที่สนใจทั้งหลายอ่านคำบรรยายในบล็อกนี้แทนก็แล้วกัน หิ หิ
หลุมฝังศพของราเบค ที่ใต้ต้นโพธ์ยักษ์ ซึ่งบัดนี้หายจ้อยไปแล้ว

    พอเห็นชะตากรรมของน้ำผุดผมก็สังหรณ์ใจเป็นห่วงหลุมฝังศพของราเบคที่ซุ่มอยู่อย่างคลาสสิกที่ใต้ต้นโพธ์ขนาดใหญ่หน้าสถานีรถไฟมวกเหล็กขึ้นมาครามครัน ที่เป็นห่วงเพราะเขากำลังก่อสร้างอีกมหึมาโปรเจ็คหนึ่งที่นั่น คือทางรถไฟอะไรบ้างก็ไม่รู้ทั้งรางคู่ทั้งหัวกระสุนไม่รู้อะไรเป็นอะไรรู้แต่ว่าลอยฟ้ามาสูงขนาดตึกสิบชั้นได้ จึงรีบขับรถไปดูที่สถานีรถไฟมวกเหล็ก แล้วสังหรณ์ก็เป็นจริง ต้นโพธ์ยักษ์หายไปไหนเสียแล้ว มีต้นไม้ยักษ์ทำด้วยเหล็กสูงใหญ่หมุนไปหมุนมาได้ราวสิบต้นมาแทน ผมหมายถึงปั้นจั่นนะครับ แหะ แหะ แล้วหลุมฝั่งศพราเบคไปไหนเสียละ เดินหาอยู่ตั้งนานจึงไปพบแอ้งแม้งอยู่กับกองเศษปูนปรักหักพังใต้ทางรถไฟลอยฟ้าพอดี หินหลุมศพยังเหลือเค้าพอให้อ่านป้ายได้ แต่ไม้กางเขนนั้นเข้าใจว่าถูกเลาะเอาไปขายเป็นของเก่าเสียแล้ว คนงานก่อสร้างอุตส่าห์ใจดีเอาเหล็กขี้สนิมมาอ๊อคทำเป็นไม้กางเขนรุ่นเส็งเคร็งแทนไว้ให้ พุทธัง ธัมมัง สังคัง อะไรมันจะคัน เอ๊ย..ไม่ใช่ อะไรมันจะน่าเสียดายอย่างนี้ บรรทัดนี้หมอสันต์ต้องขอไว้อาลัยแก่คะนุท ราเบค วิศวกรช่างสำรวจชาวเดนมาร์คผู้มีจิตวิญญาณของการสำรวจและสร้างสรรค์ เขาเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่เพื่อสร้างทางรถไฟสายแรกของเมืองไทยในสมัยร.5 แต่ว่าไข้ป่าแห่งดงพญาเย็นได้จบชีวิตของเขาที่นี่ และเขาก็นอนอยู่ตรงนี้มาร้อยกว่าปี คนรุ่นหลังได้เรียนรู้วีรกรรมของเขาจากหินหน้าหลุมศพนี้ แต่ต่อแต่นี้ไปคงจะไม่มีใครรู้จักเขาอีกแล้ว และเพื่อประกอบคำไว้อาลัยนี้ ผมขอเอารูปถ่ายหลุมศพของเขาตอนที่ยังดีๆอยู่มาลงให้ดูเป็นครั้งสุดท้าย
ยืมขนาดจิ๋วของคนเป็นไม้บรรทัดวัดยางนา

     กลับมาเดินชมเจ็ดสาวน้อยของเราต่อดีกว่า เราผ่านสาวน้อยที่สาม ที่สี ซึ่งน่าจะเป็นน้ำตกที่สูงที่สุด แล้วก็สาวน้อยที่ 5, 6, 7 แล้วเดินขึ้นไปบนเนินชมวิว เดินลงเนินข้ามสะพานกลับมาทางฝั่งมวกเหล็ก เห็นต้นยางนาขนาดยักษ์ต้นหนึ่งผมชอบใจจึงขอยืมขนาดจิ๋วของหมอสมวงศ์เป็นไม้บรรทัดเปรียบเทียบความใหญ่ของต้นยางนาแถบริมคลองมวกเหล็ก เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจว่าทำไมหมอสันต์จึงเจาะจงปลูกยางนาที่ป่าหลังบ้านนกฮูก

    จากนั้นเราก็เดินกลับมาตามเส้นทางอีกฝั่งหนึ่งของคลอง She ยังตามมาส่ง หมอสมวงศ์บอกผมว่าที่รถมีขนมปังโฮลวีทอยู่จะเอาให้ She สักหน่อย ผมนึกในใจว่าหมาที่ไหนจะกินขนมปังมังสะวิรัติ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ดูเหมือน She จะได้ยินผมคิด และคงเห็นด้วยว่าใช่ค่ะ ใช่ค่ะ หมาที่ไหนจะเป็นมังสะวิรัติกันละคะ ดังนี้พอเรามาถึงรถหมอสมวงศ์เหลียวหา She เธอหายแว้บไปไหนเสียแล้วก็ไม่รู้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

16 กุมภาพันธ์ 2562

นั่งสมาธิแล้วเกิดเรื่องราวที่เจ็บปวด

 สวัสดีค่ะอ.หมอสันต์ที่นับถือ
ขอปรึกษาเรื่อง การนั่งสมาธิแล้วเรื่องราวต่างๆในอดีตที่เจ็บปวดต่างๆผุดขึ้นมา ทำให้ต้องร้องไห้ เสียใจแทนที่จะเป็นความสงบสุข ส่วนใหญ่เป็นการถูกกระทำ เช่น ถูกพวกพี่ๆด่าตะคอก พ่อแม่ทะเลาะกันถึงกับลงไม้ลงมือ บางทีถึงกับจะอุ้มแม่โยนลงหน้าต่างคอนโด เพื่อนๆไม่ค่อยคบด้วย เรียนหนังสือไม่เก่งทำให้แม่ไม่ปลื้ม คล้ายกับเป็นปมด้อย แม้ว่าตอนนี้ทุกอย่างลงตัว มีครอบครัวอบอุ่น อาชีพการงานดี เวลาส่วนใหญ่จะอยู่กับครอบครัว และตระเวณเข้ากลุ่มนั่งสมาธิ...แม้ไม่ได้คิดถึงเรื่องราวที่เจ็บปวดในอดีตแล้ว แต่มันเหมือนผ่านเข้ามาเองในจิตใต้สำนึก ฟังดูเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเก็บมาคิด แต่เราไม่ได้ติดแล้ว มักเกิดขึ้นเมื่อทำdynamic meditation เช่น shaking meditation  เคยมีคนบอกให้แผ่เมตตา หรือให้อภัย หรือขอโทษต่อเจ้ากรรมนายเวร พ่อแม่พี่น้องที่กระทำกับเรา แต่ก็ยังมีความเศร้า เสียใจเกิดขึ้นระหว่างทำสมาธิ จะแก้ไขอย่างไรดีคะ
ขอบคุณค่ะ

........................................................

ตอบครับ

     ฟังตามเรื่องที่เล่า คุณประสบความสำเร็จในการฝึกสมาธิในระดับที่ย้ายความสนใจจากสิ่งภายนอกมาจดจ่ออยู่กับอะไรสักอย่างเช่นลมหายใจหรือคำบริกรรมได้แล้ว แต่พอหลุดออกจากสมาธินั้นมาได้นิดเดียว ความคิดในรูปของความจำเก่าๆก็ผุดขึ้นมา แล้วคุณก็เผลอไปคิดต่อยอดจนต้องร้องห่มร้องไห้ นั่นประเด็นหนึ่ง

     มีผู้หวังดีสอนให้คุณแผ่เมตตา ขอโทษ ให้อภัย แต่คุณลองคิดอย่างนั้นแล้วมันก็ยังไม่เวอร์คอยู่ดี นั่นเป็นประเด็นที่สอง

     ผมจะตอบคุณทีละประเด็นนะ

     ประเด็นที่ 1. จะวางความคิดเจ้าประจำที่ผุดขึ้นมาให้หายต๋อมไปอย่างถาวรได้อย่างไร ตอบว่า สำหรับผู้ที่ได้ฝึกสมาธิมาดีระดับหนึ่งแล้วอย่างคุณนี้ สามารถทำได้โดยใช้สองยุทธวิธีควบกัน คือ

     ยุทธวิธีที่ 1. ให้คุณหัดแยกให้ออกว่าตัวคุณ(ความรู้ตัว) กับความคิด เป็นคนละอันกัน นั่นความคิดกำลังผุดขึ้นมาและกำลังขยายตัวออกไป  นี่คือคุณซึ่งเป็นความรู้ตัว กำลังเฝ้าสังเกตมองความคิดนั้นอยู่ คุณเป็นผู้สังเกต (the observer) ความคิดเป็นสิ่งที่ถูกสังเกต (the observed) ฝึกตรงนี้ให้ได้ก่อน เอาตรงนี้ให้ได้ก่อน ตรงนี้เป็นเบสิก ทุกครั้งที่มีความคิดเกิดขึ้น ไม่ว่าตอนนั่งสมาธิหรือนั่งรถเมล์ก็ฝึกได้ทั้งนั้น เมื่อความคิดเกิดขึ้น

     "นั่นความคิดนะ..ไม่ใช่เรา" 

     "นี่เรานะ..ไม่ใช่ความคิด"

      ถ้าตรงนี้ไม่ได้ก็ไม่ต้องไปนั่งสมาธิให้ปวดหัวคิ้ว เพราะถ้าคุณถอยออกมาสังเกตความคิดของคุณไม่ได้ ก็แปลว่าคุณอยู่ในความคิด หรือคุณนั่นแหละเป็นความคิด แล้วคุณจะไปวางความคิดได้อย่างไร

     ยุทธวิธีที่ 2. ให้คุณทำความเข้าใจกับกลไกการเกิดความคิดต่อยอด แล้วฉวยลงมือทำการเสียตั้งแต่ความคิดต่อยอดยังไม่ทันได้เกิด

     กลไกการเกิดความคิดต่อยอด หรือความคิดปรุงแต่ง พระพุทธเจ้าได้อธิบายกลไกนี้โดยใช้ตรรกะพื้นฐานที่ว่า..เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น จึงมีสิ่งนี้เกิดขึ้นตามมา กลไกการเกิดความคิดปรุงแต่งที่ท่านสอนไว้ ผมขอย่นย่อให้ง่ายต่อการเข้าใจว่ามันมีสี่ขั้นตอนใหญ่ๆ คือ

     ขั้นที่ 1. สิ่งเร้าจากภายนอกซึ่งผ่านอายตนะ (sense organs) เข้ามา จะถูกนำไปเช็คกับความจำเก่าๆที่เกี่ยวข้องกัน แล้วประมวลออกมาเป็นชื่อหรือรูปภาพ ซึ่งเป็นภาษาที่เรารู้จักและเข้าใจขึ้นในใจ นี่เป็นขั้นตอนการแปลงคลื่นความสั่นสะเทือน (สิ่งเร้า)ซึ่งเป็นภาษาธรรมชาติ ให้เป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียนของมนุษย์ มันเกิดขึ้นเร็วแบบสายฟ้าแลบ สิ่งเร้านี้นับรวมทั้งความจำเก่าๆที่ผุดขึ้นมาเองในใจด้วย

     ขั้นที่ 2. ภาษาที่ใจตีความได้และเข้าใจความหมายระดับหนึ่งแล้วนี้จะตกกระทบ (contact) บนร่างกาย ปั้ง..ง

     ขั้นที่ 3. การตกกระทบครั้งนี้จะก่อให้เกิดความรู้สึก (feeling) ขึ้นทั้งบนร่างกายและทั้งในใจ ความรู้สึกบนร่างกายก็เช่นแน่นหน้าอก หายใจขัด ใจสั่น ใจเต้นรัว กล้ามเนื้อเกร็งปวด หรือเย็นสบายวาบหวิวสุดแล้วแต่ภาษาจะตีความว่าสิ่งเร้านั้นเป็นอะไร ส่วนความรู้สึกในใจก็เช่นชอบหรือไม่ชอบ อึดอัดหรือโปร่งโล่ง

     ขั้นที่ 4. ความรู้สึกหรือ feeling นี่แหละ จะไปเหนี่ยวนำให้เกิดความคิดต่อยอด หากเป็นฟีลลิ่งที่ชอบก็คิดอยากได้อยากหามาไว้ครอบครอง หากเป็นฟีลลิ่งที่ไม่ชอบก็อยากหนีไปให้พ้นๆ ความอยากได้หรืออยากหนีนี่คือความคิดต่อยอดหรือความคิดปรุงแต่งที่ทำให้คุณเป็นทุกข์

     พิเคราะห์กลไกการเกิดความคิดต่อยอดนี้จะเห็นว่ามีตัวการอย่างน้อยห้าตัวคือ (1) สิ่งเร้า (2) อยาตนะที่รับสิ่งเร้า (3) ภาษา (ตัวแสบที่สุด) (4) ความจำ  (5) ฟีลลิ่งหรือความรู้สึก ถ้าขาดตัวใดตัวหนึ่งไป ความคิดต่อยอดก็จะเกิดขึ้นไม่ได้
   
     พระพุทธเจ้าสอนว่าเมื่อเกิดความรู้สึกหรือฟีลลิ่งขึ้นบนร่างกายหรือใจแล้ว ให้รีบถอยออกมาสังเกตดูฟีลลิ่งนั้น สังเกตอยู่เฉยๆงั้นแหละ เมื่อมันเกิดฟิลลิ่งจนสะใจแล้ว มันก็จะดับ นี่เป็นธรรมชาติของฟีลลิ่งใดๆ ถ้าเฝ้าสังเกตอยู่ตั้งแต่มันเกิดจนมันดับ มันก็จบแค่นั้น จะไม่มีอะไรไปเหนี่ยวนำให้เกิดความคิดต่อยอดอีก

    แต่ถ้าไม่ได้ถอยออกมาสังเกตดูฟีลลิ่ง ฟีลลิ่งนี้มันจะเหนี่ยวนำให้เกิดความคิดต่อยอดขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะมันเคยของมันอย่างนั้น คราวนี้จากความคิดหนึ่ง ก็จะมีอีกความคิดหนึ่งมาต่อยอด ต่อๆๆกันไปไม่รู้จบจนคุณต้องนั่งร้องไห้

     ดังนั้นการรู้จักสังเกตดูอาการบนร่างกายก็ดี ความรู้สึกในใจก็ดี เสียตั้งแต่ก่อนที่ความคิดต่อยอดจะเกิดขึ้น เป็นสุดยอดวิชา ย้ำ..สุดยอดวิชา ของการที่คนเราจะปลดแอกตัวเองจากความจำสั่วๆหรือจากกรรมเก่าของตัวเราเอง

     ประเด็นที่ 2. ทำไมแผ่เมตตาก็แล้ว แต่ความคิดลบไม่ยอมหายไป ตอบว่าเป็นเพราะคุณเข้าใจผิดว่าแผ่การแผ่เมตตานี้คือการคิดเอา แบบว่านั่งคิดหรือพูดพึมพัมๆว่าส้ตว์ทั้งหลายจงเป็นสุขๆเถิด ฮี่ ฮี่ ความคิดมันจะไปดับความคิดด้วยกันได้อย่างไร มีแต่จะกระทุ้งความคิดให้กระพือยิ่งขึ้น สิ่งที่เรียกว่าเมตตาธรรมหรือ grace นี้มันไม่ใช่ความคิด มันเป็นพลังงานพื้นฐานของจักรวาลนี้เปรียบเหมือนแสงสว่างซึ่งปรากฎอยู่ทั่วไปในเวลากลางวันและทำให้สรรพชีวิตดำรงอยู่ได้ หากคุณปิดหน้าต่างประตูปิดม่านหมด บ้านคุณก็จะมืด ไม่ได้รับแสงสว่างจากภายนอก แต่ถ้าคุณเปิดหน้าต่าง แสงสว่างจากภายนอกก็จะเข้ามาส่องให้บ้านสว่างได้ การเปิดหน้าต่างหมายถึงการไว้วางใจ (trust) สิ่งต่างที่ไม่ใช่ตัวตนที่คุณสมมุติขึ้นว่าเป็นคุณ หมายความว่าคุณยอมรับการเชื่อมโยงระหว่างคุณกับสิ่งภายนอกตัวคุณ ยอมรับว่าคุณกับคนอื่นชีวิตอื่นแท้จริงแล้วก็เป็นอันเดียวกันแชร์แสงสว่างเดียวกัน พูดอีกอย่างว่าการเปิดหน้าต่างเหมือนการยอมรับ (acceptance) ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่เป็นอยู่โดยไม่รังเกียจเดียดฉันท์ ดังนั้น trust หรือ acceptance นี่แหละคือการแผ่เมตตา มันเป็นกลไกตรงๆที่สุดที่จะทำลายตัวตนสมมุติของคุณซึ่งเป็นต้นเหตุของความคิดกลัว โศกเศร้าเสียใจ ฯลฯ ได้อย่างชงัด ขอให้คุณเข้าใจมันและใช้มันให้เป็นเท่านั้น

     ผมทำได้แค่การสื่อสารคอนเซ็พท์ก้บคุณ ให้คุณเอาคอนเซ็พท์ไปทดลองใช้ในชีวิต ใช้แล้วหากมันติดขัดตีบตันหรือไม่เวอร์ค นั่นอาจจะเป็นเพราะคุณขาดทักษะ ให้คุณลองมาหัดมีประสบการณ์กับความจริงดู โดยหาเวลามาเข้า Spiritual Retreat

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

15 กุมภาพันธ์ 2562

ปัญหาของแพทย์ใช้ทุนปี 3 กับการเลือกแนวทางชีวิต

ผมชื่อ นพ. ... ตอนนี้เป็นแพทย์ใช้ทุนปีที่ 3 อยู่ โรงพยาบาลชุมชน ... จังหวัด ... และยังได้รับหน้าที่อันยิ่งใหญ่คือ เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล ตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2561 ครับ ผมเป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิด บิดาเป็นวิศวกร มารดาเป็นนักบัญชี เป็นธรรมดาที่เมื่อใช้ทุนครบ เพื่อนๆแทบจะทุกคนก็จะวิ่งหาที่เรียนไม่หวาดไม่ไหว ผมเองพอเพื่อนไปเรียนต่อก็รู้สึกไม่ stable รู้สึกว่าเราต้องไปเรียนเหมือนกัน ประกอบกับการทำงานเป็นผู้อำนวยการภาระและความรับผิดชอบมาก ยิ่งเราเป็นเด็กยิ่งทำให้คิดว่าเราไม่เหมาะกับที่นี่ เราไม่ใช่คนที่นี่ (ตอนนั้นคติไม่ดี) อีกอย่างคือคิดว่าการอยู่ รพช. เป็น ผอ. ที่เป็น GP จะทำให้เราพบกับทางตัน
ช่วงมิถุนายน-กรกฎาคม มีทุนของสถาบันการแพทย์ ... รพ. ... ทำให้ผมคิดว่าจะเอาทุนที่นี่ เนื่องจากใกล้บ้าน แล้วสาขาที่ผมสมัครคือ ศัลยศาสตร์ เพราะตอนนั้นคิดว่า
- เป็นสาขาที่ดูเป็นเฉพาะทางจริงๆ มีความต้องการสูง
- ได้ดูแลคนไข้ครบวงจร
- เป็นที่ยอมรับ หากในอนาคตได้ขึ้นทำบริหารก็จะมีโอกาสมากขึ้น
แต่หลังจากนั้นผมได้ไปอบรมที่อุบลราชธานี เกี่ยวกับการบริหารสาธารณสุข ได้เปิดวิสัยทัศน์ให้กว้างขึ้น ได้เห็นมุมมองใหม่ๆในการทำงาน เจอ ผอ.ที่เค้ามีที่ไปต่อในอนาคต ทำให้รู้สึกว่าจริงๆแล้วที่เรามองมันแคบมาก จนตอนนี้ผมสับสนมากเหลือเกินว่าควรเดินทางต่อไปทางไหนดี
ทางเลือกที่ 1 ; เดินทางต่อในสายเฉพาะทาง จบแล้วมาอยู่โรงเรียนแพทย์
  ข้อดี - พ่อแม่สบายใจ ได้อยู่ในสถานที่ที่ดี รายได้ดี ไม่ต้องทำงานจับฉ่ายทั่วๆไป
  ข้อเสีย  -  เรียนศัลยกรรมใช้เวลาทุ่มเทมาก เวลาที่จะใช้กับครอบครัวก็จะน้อยลง (ถ้าเทียบกับ รพช. เสาร์อาทิตย์กลับบ้านได้เลย) อาจจะไม่ได้ทำในสิ่งที่ชอบอีกหลายๆอย่าง เช่น ท่องเที่ยว เดินทาง ถ่ายรูป
ทางเลือกที่ 2 ; ใช้ทุนต่อปีที่ 4 แล้วค่อยหาสาขาที่เรียนแบบไม่หนักมาก พอมีเวลาว่าง
  ข้อดี - ได้ใช้เวลาเพิ่มอีกซักปี เพื่อตัดสินใจในอนาคต
  ข้อเสีย - เสียเวลาเพิ่มอีก 1 ปี โอกาสที่จะได้กลับบ้านน้อยลง เพราะถ้าอยู่ต่อคงต้องขอทุนสาธารณสุข ซึ่งเน้นแต่ต่างจังหวัด
ทางเลือกที่ 3 ; ใช้ทุนต่อปีที่ 4 เดินคู่สายบริหาร
  ข้อดี - สามารถเปลี่ยนแปลงองค์กรได้ดี ได้บริหารจัดการสิ่งต่างๆ แล้วหาเวลาไปศึกษาเกี่ยวกับการบริหารเพิ่มเติม ระบาดวิทยา เวชศาสตร์ชุมชน  มีเวลาว่างที่จะไปทำสิ่งอื่นๆเพื่อเติมเต็มชีวิต
  ข้อเสีย - รายได้ไม่ดีเท่าเรียนเฉพาะทางอยู่ในกรุงเทพ อยู่ห่างไกลบ้านที่กรุงเทพ เสียโอกาสในการรับทุนโรงเรียนแพทย์ เพราะ discredit ตัวเอง พ่อแม่ยังไม่ค่อยเข้าใจบริบทของการทำงานอยู่ต่างจังหวัด และตัวผมเองก็ยังกังวลว่าในอนาคตจะเป็นยังไง เป็นปัญหาที่ผมลองพิจารณาแล้วคิดไม่ค่อยตกครับ

อยากได้คำแนะนำจากอาจารย์ ในมุมมองที่กว้างขึ้นว่าถ้าการอยู่ รพช. จะทำให้เรามีช่องทางที่ไปต่อมั๊ย มันจะตันมั๊ย หรือผมควรเลือกไปเรียนเฉพาะทาง ไม่ได้เรียนเลยก็รอหาที่เรียนอีกที
ขอบคุณครับ

ตอบครับ

     ต้องขอโทษด้วยที่ทิ้งจดหมายของคุณหมอไว้นานมาก แต่ในที่สุดก็หยิบมาตอบให้เผื่อหมอรุ่นราวคราวเดียวกันที่มีปัญหาคล้ายกันจะใช้ประโยชน์ได้  ปกติผมจะตอบจดหมายหมอรุ่นใหม่เป็นไพรออริตี้เสมอ มีสาระไม่มีสาระก็จะพยายามตอบ เพราะสมัยตัวเองเป็นหมอหนุ่มๆอึดอัดขัดข้องอะไรไม่รู้จะหันไปหาใคร เมื่อตัวเองกลายมาเป็นหมอแก่ก็เลยตั้งใจว่าหมอหนุ่มๆสาวๆอยากรู้อะไรเกี่ยวกับอาชีพนี้ถามอะไรมาผมจะตอบให้หมดเปลือก

     ประเด็นที่ 1. การเกิดความรู้สึกว่าชีวิตตัวเองไม่เสถียร เมื่อเพื่อนๆเขาพากันกลับไปเรียนต่อ อันนี้ผมเข้าใจ แต่ผมอยากจะชี้ให้คุณหมอมองให้ลึกไปอีกนิดหนึ่ง ใครกันนะ..ที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เสถียร ก่อนที่เราจะคุยกันต่อ ผมขอเล่านอกเรื่องเพื่อประกอบหน่อยนะ ทุกวันนี้ผมทำศูนย์เวลเนสวีแคร์อยู่ที่มวกเหล็ก มีลูกน้องอยู่ราวสิบกว่าคน ในจำนวนนี้ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นน้องๆระดับคนงานเงินเดือนประมาณหมื่นกว่าสองหมื่นกว่า ทุกคนขับมอเตอร์ไซค์มาทำงาน ชีวิตก็ดำเนินมาด้วยดี จนวันหนึ่งมีคนงานคนหนึ่งซื้อรถยนต์ คนงานคนอื่นก็เกิดอาการ "ไม่เสถียร" ขึ้นมาทันที ภายในเดือนสองเดือนหลังจากนั้นมีคนงานซื้อรถยนต์ตามกันมาอีกสี่คน กลไกมันเหมือนกับที่คุณหมอรู้สึกไม่เสถียรเมื่อเพื่อนๆเขาได้ไปเรียนต่อนั่นแหละ ประเด็นคือ

     "ใครกันนะ..ที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เสถียร"

     ใครกันนะที่เป็นผู้ส่งเราเข้าประกวดเปรียบเทียบกับเพื่อนๆแล้วบอกเราว่าเฮ้ย เขาไปกันแล้วนะ เราจะตามเขาไม่แล้วทันนะ

     ชีวิตคนเราประกอบด้วยสามส่วนคือ ร่างกาย ความคิด และความรู้ตัว ความคิดเป็นผู้ผูกโยงร่างกายเข้ากับเรื่องราวอันเกิดจากประสบการณ์ในอดีตเพื่อฟอร์มคอนเซ็พท์ว่า "ฉันเป็นบุคคล" ขึ้นมา มีชื่อ มีปริญญา มีตำแหน่งหน้าที่ มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี มีศีลธรรมประจำใจ มีสังกัด อันได้แก่ครอบครัว ก๊วนเพื่อน ราชการ มหาลัย ศาสนา และประเทศ นี่คือ identity หรือสำนึกว่าเราเป็น someone สำนึกว่าเราเป็นบุคคล นี่คือความเป็นเราในส่วนนอก

     ส่วนความเป็นเราในส่วนในนั้นคือความรู้ตัวหรือจิตเดิมแท้ที่เป็นผู้สังเกตความเป็นไปของร่างกายนี้และความคิดต่างๆที่เกิดขึ้นถักทอผูกโยงกับร่างกายนี้โดยไม่ได้มีส่วนได้เสียหรือมีเอี่ยวอะไรด้วยทั้งสิ้น แค่เป็นผู้สังเกตรับรู้เฉยๆ

     ผู้ที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เสถียรนั้นคือ identity หรือเราที่ส่วนนอกนะ ส่วนเราที่ส่วนในซึ่งเป็นความรู้ตัวนั้นแค่รับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่นิ่งๆ

     แล้วชีวิตเราจะพล่านหรือจะนิ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะปล่อยให้ความสนใจของเราไปเข้าด้วยกับ "เราตัวนอก" หรือ "เราตัวใน" ถ้าเราไปเข้าด้วยกับเราตัวนอก ไป identify กับความเป็นบุคคลของเราซึ่งเป็นเพียงความคิด ชีวิตเราก็จะพล่านไปจนตาย ต้องวิ่งตามคนอื่นไปเหมือนวัววิ่งตามกันไปเป็นฝูงโดยไม่รู้ว่าไปไหนกัน เพราะ identity นั้นมันเป็นความคิด มันจะนิ่งได้เสียที่ไหนละ มันต้องกุคอนเซ็พท์สมมุติเรื่องโน่นนี่นั่นขึ้นมาเปรียบเทียบแข่งขันชิงรักหักสวาทกันและกันตลอดเวลาเพราะเราถูกสอนให้คิดอย่างนั้นมาแต่อ้อนแต่ออดเราก็ต้องคิดอย่างนั้นต่อไป แต่ถ้าเราเอาความสนใจไปเข้าด้วยกับเราตัวในเราก็จะสงบเย็น เพราะความรู้ตัวนั้นมีธรรมชาติว่าเป็นความสามารถสังเกตรับรู้ที่ตื่นตัวและสงบเย็นโดยไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวดองใดๆทั้งสิ้นกับ identity

     การจะดับความพล่านหรือความไม่เสถียรนี้จึงไม่ใช้ด้วยการพยายามใช้ดุลพินิจคิดไตร่ตรองว่าจะวิ่งตามเพื่อนเขาไปเรียนต่อดีหรือไม่ แต่ด้วยการถอยความสนใจออกมาจากความคิดมาอยู่กับความรู้ตัว ความสงบเย็นที่แท้จริงจึงจะเกิดขึ้น เมื่อสงัดจากความคิดทั้งหลายได้แล้ว ปัญญาญาณจากส่วนลึกของเราจะส่องสว่างชี้ทางให้เราเองว่าทางเลือกทางไหนดีที่สุด

     ประเด็นที่ 2. ทางชีวิตบางเส้นทางมันจะ "ตัน" ไหม คอนเซ็พท์ตันนี่มันต่อยอดบนคอนเซ็พท์เรื่องเวลานะ ต่อยอดบนความเชื่อที่ว่าเวลาในใจเป็นของจริง เพราะถ้าคุณไม่เชื่อว่าเวลาในใจเป็นของจริง ความ "ตัน" หรือความ "โล่ง" ก็ไม่มี เพราะตันหรือโล่งเป็นคำบอกสถานะการณ์ที่คุณสมมุติว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ผมแก่พอที่จะบอกคุณหมอได้อย่างมั่นใจว่าอนาคตในใจเรานั้น มันไม่มีอยู่จริงดอก ชีวิตมีอยู่แค่ที่นี่เดี๋ยวนี้เท่านั้น แล้วที่นี่ เดี๋ยวนี้มันตันหรือเปล่าละ มันไม่ตัน เพราะไม่มีใครมาบีบคอหอยคุณให้หายใจไม่ออก ในการใช้ชีวิต อย่าไปห่วงว่าไปทางนี้จะตีบ ไปทางนั้นจะตัน อย่าไปห่วงทั้งสิ้น ให้ใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ที่นี่เดี๋ยวนี้ ทำตรงนี้ให้ดี ทีละช็อต ทีละช็อต เดี๋ยวทางเลือกมันจะโผล่มาเอง มันจะโผล่ที่เดี๋ยวนี้นี่แหละ และหากคุณยังอยู่ที่เดี๋ยวนี้ คุณก็จะเลือกได้สิ่งดีๆ แต่หากคุณหนีเดี๋ยวนี้ไปอยู่กับความคิดเรื่องตีบเรื่องตันเสียที่ในอนาคต ความจำเรื่องสั่วๆจากอดีตของคุณนั่นแหละจะเลือกอนาคตให้คุณเองอย่างอัตโนม้ติ เพราะความคิดใหม่ๆของคนเราชงมาจากความจำเก่าๆทั้งสิ้น มันเกิดจากการเอาความจำมาคลุกกับความเชื่อเรื่องเวลา แล้วความจำในอดีตของเรามันมีเรื่องดีซะที่ไหนละ หมายความว่าถ้าคุณคิดถึงแต่อนาคตโดยลืมที่นี่เดี๋ยวนี้ไป สิ่งเลวๆในอดีตนั่นแหละจะมาเป็นอนาคตของคุณ พูดอย่างนี้คุณอาจจะงงว่าผมหมายความว่าอย่างไร ช่างมันเถอะ ถ้างงก็ช่างมันเถอะ ผ่านไปก่อน มันไม่สำคัญเร่งด่วนนักหรอก

     ประเด็นที่ 3. การเป็นหมอสาขาไหนรายได้มาก สาขาไหนรายได้น้อย ในเมืองไทยไม่มีใครมีข้อมูลที่จะตอบคุณได้หรอก ถ้าเป็นฝรั่งเขาตอบได้จากบัญชีการเสียภาษีของแพทย์ แต่ของไทยแพทย์ที่เสียภาษีแยะไม่ได้หมายความว่าเป็นแพทย์ที่มีรายได้แยะกว่าแพทย์ที่เสียภาษีน้อย การดูยี่ห้อรถที่เขาขี่อาจจะพอบอกอ้อมๆได้บ้าง แต่ก็ไม่เคยมีใครทำวิจัยไว้ว่าแพทย์ไทยสาขาไหนขี่รถอะไรกัน ดังนั้นผมตอบคุณจากข้อมูลของสมาคมแพทย์อเมริกัน (AMA) ก็แล้วกันนะว่าแพทย์สาขาต่างๆมีรายได้ต่อปีเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้

1. ศัลยกรรมพลาสติก Plastic surgery: $501,000
2. ศัลยกรรมกระดูก Orthopedics: $497,000
3. อายุรแพทย์โรคหัวใจ Cardiology: $423,000
4. อายุรแพทย์ทางเดินอาหาร Gastroenterology: $408,000
5. รังสีแพทย์ Radiology: $401,000
6. แพทย์โรคผิวหนัง Dermatology: $392,000
7. วิสัญญีแพทย์ Anesthesiology: $386,000
8. แพทย์หูคอจมูก Otolaryngology: $383,000
9. ศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะ Urology: $373,000
10. แพทย์มะเร็งวิทยา Oncology: $363,000
11. จักษแพทย์ Ophthalmology: $357,000
12. แพทย์เวชบำบัดวิกฤติ Critical care: $354,000
13. แพทย์เวชบำบัดฉุกเฉิน Emergency medicine: $350,000
14. ศัลยแพทย์ทั่วไป Surgery, general: $322,000
15. อายุรแพทย์โรคทรวงอก Pulmonary medicine: $321,000
16. สูตินรีแพทย์ OB-GYN: $300,000
17. อายุรแพทย์โรคไต Nephrology: $294,000
18. พยาธิแพทย์ Pathology: $286,000
19. จิตแพทย์ Psychiatry: $273,000
20. แพทย์โรคภูมิแพ้ Allergy and immunology: $272,000
21. แพทย์เวชศาสตร์ ฟื้นฟู Physical medicine and rehabilitation: $269,000
22. แพทย์โรคข้อ Rheumatology: $257,000
23. อายุรแพทย์โรคประสาท Neurology: $244,000
24. แพทย์โรคติดเชื้อ Infectious diseases: $231,000
25. อายุรแพทย์ทั่วไป Internal medicine: $230,000
26. แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว Family medicine: $219,000
27. แพทย์โรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ Diabetes and endocrinology: $212,000
28. กุมารแพทย์ Pediatrics: $212,000
29. แพทย์เวชศาสตร์ป้องกันและสาธารณสุข Public health and preventive medicine: $199,000

     มองในแง่รายได้จากข้อมูลนี้ก็จะเห็นว่าแพทย์เวชศาสตร์ป้องกันนั้นมีรายได้รั้งท้ายเขาเพื่อน และหากตั้งใจจะรักษาคนไข้แบบแพทย์ทั่วไป (GP) ก็ยังไม่วายมีรายได้ติดหนึ่งในสี่ของสาขาที่มีรายได้ต่ำสุด คุณเห็นเข้าก็คงจะกลับไปเรียนต่อเป็นมั่นคงหากจะเอารายได้เป็นสรณะ

     แต่ผมให้ข้อมูลคุณเพิ่มเติมนิดหนึ่งในฐานะที่ผ่านชีวิตในอาชีพนี้มาก่อน ว่าการดิ้นรนแถกเหงือกพยายามจะมีรายได้มากๆเพื่อให้พอเลี้ยงลูกเมีย (surviving) นั้นผมทำมาหมดแล้วและผมสรุปว่ามันเป็นส่วนที่ทำให้เวลาในชีวิตของผมสูญเปล่ามากที่สุด ผมแนะนำคุณว่าคุณไม่ต้องห่วงว่าชีวิตนี้จะเอาตัวไม่รอดดอก แม้แต่หมาแมวมันก็ยังเอาตัวรอดได้ มันยังได้กิน ได้นอน ได้ขับถ่าย ได้สืบพันธ์เท่ากับที่คุณกับผมได้ครบถ้วนทุกประการไม่มีตกหล่น แต่หมาแมวมันไม่ต้องแถกเหงือกเลือดตากระเด็นหาเงินหาทองอย่างมนุษย์เลย คุณมัวแต่ดิ้นรนแถกเหงือกจนลืมใช้ชีวิต แล้วพอคุณจะตายคุณก็ใช้นิสัยดิ้นรนแถกเหงือกหนีความตายอีก ซึ่งคุณก็หนีไม่พ้น คือตายอยู่ดี แต่ตายอย่างทุเรศยิ่งขึ้น ตรงนี้เป็นความผิดพลาดของการใช้ชีวิตที่คุณซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ควรจะเรียนรู้จากผมซึ่งเป็นคนรุ่นเก่าที่เจนจบชีวิตมาก่อน ผมแนะนำคุณว่าเงินในบัญชีธนาคาร ถาวรวัตถุต่างๆที่สะสมไว้ได้ไม่ว่าจะเป็น บ้าน โฉนดที่ดิน หุ้น กรมธรรมประกันชีวิต และการได้ครอบครองสมบัติบ้าต่างๆ นั้นล้วนเป็นเรื่องไร้สาระและเสียเวลาเปล่าๆ คุณไม่ได้เกิดมาเพื่อตะเกียกตะกายหนีตาย แต่คุณเกิดมาเพื่อใช้ชีวิต ทิ้งความคิดที่จะเอาเวลาไปทำอะไรให้ร่ำให้รวยไปเสีย ทิ้งคำวิจารณ์หรือห่วงใยของคนอื่นรวมทั้งพ่อแม่ไปเสียด้วย นั่นเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้คุณเสียเวลาในชีวิต ให้คุณหันมาใช้ชีวิตอย่างเป็นตัวของตัวเองโดยเอาวันนี้เป็นหลัก ใช้ชีวิตแบบเบาๆ ทำเรื่องมีสาระบ้าง ไร้สาระบ้าง ยิ้มบ้าง หัวเราะบ้าง มีเวลาให้ตัวเองในแง่ของการออกกำลังกาย การพักผ่อน และการจัดการความเครียด ใช้ชีวิตแบบมองเห็นตัวเองกระโดดโลดเต้นไปตามหน้าที่แต่ว่าทิ้งระยะห่างเล็กน้อย ไม่อินมาก ด้วยความ "รู้" ว่าชีวิตมันเป็นเพียงละครที่ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน พวกเพื่อนแพทย์ด้วยกันเขาจะเก่งกาจอย่างไรหรือหาเงินหาทองได้มากอย่างไรคุณไม่ต้องไปสน เพราะนั่นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของคุณ ไม่ต้องไปเปรียบเทียบ การเปรียบเทียบจะทำให้คุณเสียความเป็นตัวของตัวเองและหลงทางตามเขาไป ให้คุณรับมือกับสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตด้วยวิธีสงบนิ่ง ปล่อยให้เหตุการณ์คลี่คลายตัวมันเองทีละช็อต ทีละช็อต ไม่ต้องไปกะเกณฑ์วางแผนอะไรมากมาย การเลี้ยงดูลูกเมียก็ทำแบบง่ายๆ simple simple อย่าไปทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก โรงเรียนต้องได้โรงเรียนนั้น รถต้องได้ยี่ห้อนี้ แม้จะตาย เพื่อนผมคนหนึ่งเป็นคนฝรั่งเศสบอกผมแบบตลกๆว่าคนฝรั่งเศสจะตายอยู่แล้วยังสั่งเสียว่า

     "ผ้าห่อศพของผม..ต้องดิออร์นะ"

     คุณอย่าไปบ้าอย่างนั้น เสียเวลาในชีวิตไปเปล่าๆ ทั้งหมดนั้นมันเป็นเพียงสิ่งสมมุติที่ไม่ใช่สาระที่แท้จริงของการใช้ชีวิต ให้คุณใช้ชีวิตไปกับเดี๋ยวนี้ ไปกับความรู้ตัวที่สงบเย็น ถ้าคุณสงบเย็นได้ ปัญญาญาณจากส่วนลึกจะโผล่มาชี้ให้คุณเห็นทุกอย่างในชีวิตตามที่มันเป็นเอง นี่คือสาระที่แท้จริงของการใช้ชีวิต เมื่อจะต้องเลือกงานก็ให้เลือกทำสิ่งที่คุณชอบ การจะเป็นหมอสาขาไหนไม่สำคัญ เพราะไม่ว่าจะทำสาขาไหน ทำอาชีพอะไรก็ล้วนเป็นเพียงแค่ "ลีลา" คือเป็นการสวมบทบาทหนึ่งในละครชีวิตเท่านั้น สาระสำคัญของอาชีพแพทย์คือการได้ใช้เมตตาธรรมช่วยเหลือผู้ป่วย ไม่ว่าเราจะเป็นหมอสาขาไหนเราก็ใช้วิชาชีพสาขานั้นช่วยคนไข้ได้ เมื่อเลือกแล้วก็ลงมือทำไปทีละช็อต ทีละช็อต อย่างสงบเย็น ไม่ต้องไปอาลัยหาอดีต ไม่ต้องไปกังวลถึงอนาคต อย่างนี้จึงจะเป็นการใช้ชีวิตที่คุ้มค่า

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์