15 กรกฎาคม 2562

แค้มป์วาดภาพสีน้ำ (WCP1) เปิดรับปัญญาญาณด้วยการทำงานศิลปะ

เรียนคุณหมอ
หนูเรียน ... อยู่ที่ ... หนูได้อ่านเรื่องปัญญาญาณ การเห็นตามที่มันเป็น (คุณหมอเขียนเมื่อ 12 กพ. 61) หนูเข้าใจแล้วว่าปัญญาญาณเป็นความรู้ที่มาจากแหล่งภายนอก นอกความคิดหรือความรู้ที่เราเรียนมา หนูพอเข้าใจ แต่ไม่เห็นคุณหมอบอกว่าการจะทำให้ได้ประโยชน์จากปัญญาญาณเราจะต้องทำอย่างไรบ้าง ปัญญาญาณจึงจะโผล่มาช่วยชี้ทางให้เรา

.................................................

ตอบครับ

     ขอบคุณที่ไม่ถามว่าปัญญาญาณ (intuition) คืออะไร เพราะถามอย่างนั้นผมอาจจะตอบไม่ได้เนื่องจากมันอยู่นอกเขตของภาษาหรือความคิดอ่าน (intellect) จึงไม่มีภาษาอะไรจะอธิบายถึงมันได้ แต่ถามว่าจะเพิ่มโอกาสการได้ใช้ประโยชน์จากปัญญาญาณได้อย่างไร ผมพอตอบได้ ผมแนะนำจากประสบการณ์ตัวเองว่าให้หนูทำดังนี้

     1. ฝึกนั่งสมาธิ (meditation) วิธีไหนก็ได้ นานครั้งละกี่นาทีก็ได้ ห้านาที สิบนาที ขอให้วางความคิดลงไปให้ได้หมดก็แล้วกัน ตรงนั้นคือสมาธิหรือความรู้ตัว ซึ่งเป็นบ้านของปัญญาญาณ มันเป็นของมาคู่กันเหมือนบั๊ดดี้ ผมหมายถึงความรู้ตัวกับปัญญาญาณ เหมือนกับที่ร่างกายมาคู่กับสัญชาติญาณ (instinct) มันเป็นบั๊ดดี้กัน เวลานั่งสมาธิให้เอาสมุดโน้ตกับปากกาวางใกล้ๆ หากมีอะไรดีๆเกิดขึ้นในระหว่างหรือหลังการนั่งสมาธิให้จดไว้เลย

     2. ฝึกทำงานศิลปะ เช่น เขียนลายเส้น ระบายสี ร้องรำทำเพลง เล่นดนตรี ศิลปะอะไรก็ได้ที่ทำให้คุณสามารถหุบเวลาในใจลงมาเหลือแค่เดี๋ยวนี้ จดจ่อและไหลไปตามงานศิลปะนั้นจนลืมอดีตอนาคตลืมเวลาว่ามันเริ่มที่กี่โมงจบที่กี่โมง ความคิดจะถูกวางลงไปโดยอัตโนมัติ เปิดช่องให้ปัญญาญาณเกิดขึ้น บางครั้งศิลปะก็ช่วยให้เราผ่อนคลายปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกที่เราไม่เคยปลดปล่อยออกมาได้ในชีวิตปกติเพราะกรงของความคิดและความเชื่อมันขังไว้ การได้ปลดปล่อยอย่างนั้นก็เป็นการเปิดช่องให้ปัญญาญาณหรือตัวตนที่ส่วนลึกของเราโผล่ออกมาได้เช่นกัน

ชั้นเรียนวาดภาพสีน้ำ เปิดรับปัญญาญาณด้วยการทำงานศิลปะ
     พูดถึงตรงนี้ขอนอกเรื่อง คั่นโฆษณาหน่อยนะ ว่า..ปลายสัปดาห์นี้ 20-21 กค.62 ผมเปิดแค้มป์ฝึกสอนวาดภาพสีน้ำ (Water Color Painting - WCP1) สำหรับมือใหม่ โดยเชิญครูมืออาชีพมาสอน  เริ่มลงทะเบียนเข้าเรียนตั้งแต่ 9.00 น.ของวันเสาร์ที่ 20 กค.62 เริ่มเรียนกับครู 13.00 น. กิน นอน ในนั้นเสร็จ ไปจบเอาหลังเที่ยงวันอาทิตย์ที่ 21 กค.62 คนหนึ่งน่าจะวาดได้สักสองภาพ เนื่องจากเป็นชั้นเรียนแรกจึงลดราคาให้ 50% เหลือคนละ 2,000 บาท ราคานี้รวมอุปกรณ์วาดเขียน (คุณภาพระดับนักเรียน) พร้อมค่าอาหารทุกมื้อ และค่าที่พักแบบห้องหนึ่งอยู่สองคนหนึ่งคืน ท่านที่สนใจกรุณาลงทะเบียนเรียนได้โดย โทรศัพท์หาคุณเอ๋ย (เชิญขวัญ) ที่เบอร์ 0636394003 รับจำนวนจำกัด (10 คน) มากกว่านี้ครูบอกว่าดูไม่ไหว

     กลับมาคุยกันเรื่องวิธีเปิดรับปัญญาญาณต่อ

     3. ผ่อนคลาย (Relax) หมายถึงการหมั่นตั้งใจผ่อนคลายกล้ามเนื้อของร่างกาย ยิ้มที่มุมปากเป็นอาจิณเพราะคนที่ผ่อนคลายถึงจะยิ้มได้ การผ่อนคลายเป็นการวางความคิด เพราะความคิดมีสองขา ขาหนึ่งเป็นเนื้อหาสาระในใจ อีกขาหนึ่งเป็นการหดตัวของกล้ามเนื้อ ถ้าผ่อนคลายได้ ความคิดก็จะถูกวางลงไป เมื่อหมดความคิด ปัญญาญาณจึงจะโผล่ได้ ถ้าหน้าหงิกทั้งวันก็รับประกันได้ว่ารอจนชาติหน้าตอนบ่ายๆก็ไม่ได้เห็นแม้แต่เงาของปัญญาญาณ

     4. ทำกิจกรรมอะไรก็ได้ที่ซ้ำซาก เช่นหั่นผัก ซอยตะไคร้ ถักไหมพรม กวาดพื้น ขุดดินฟันหญ้า แกว่งแขน เดินเร็ว หรือวิ่งจ๊อกกิ้ง จดจ่ออยู่กับความซ้ำซากที่เดี๋ยวนั้นแบบช็อตต่อช็อต ช็อตต่อช็อต โดยไม่ปล่อยให้ใจลอยไปในอดีตหรืออนาคต จนจิตสงบลงแล้วก็ตั้งคำถามที่อยากได้คำตอบขึ้นมาในใจแล้วกลับไปจดจ่อกับกิจกรรมซ้ำซากนั้นต่อไป ณ จุดหนึ่งคำตอบจะโผล่ออกมาเอง

     5. อาบน้ำฝักบัวเย็นๆ หรือแค่อุ่นนิดๆ ปิดประตูห้องน้ำ ลงกลอน อาบน้ำแบบผ่อนคลายอยู่คนเดียวเงียบๆ ทิ้งความคิดไปให้หมด จะฮัมเพลงเบาๆก็ได้ เปิดน้ำซู่ราดรดจากหัวลงมา รับรู้ความรู้สึกเย็นและขนลุกขนชันทั่่วทุกรูขุมขนโดยไม่ต้องไปใส่ใจอะไรอย่างอื่น เมื่อถูสบู่ก็ให้รับรู้สัมผัสของมือไปบนผิวหนังทีละตารางนิ้ว เมื่อความสนใจมาอยู่กับความรู้สึกบนผิวหนัง ความคิดจะถูกทิ้งไปโดยปริยาย เปิดช่องให้ปัญญาญาณโผล่ขึ้นมาได้..ปิ๊ง..ง

     6. หัดตีความเอาจากร่างกาย ปัญญาญาณชอบแจ้งข่าวผ่านร่างกาย เช่น ทำไมเจอหน้าอีตาคนนี้แล้วท้องไส้มันปั่นป่วนจะอ๊วกทุกครั้ง หรือบางทีข่าวสารก็ซับซ้อนกว่านั้นเช่นหมอบอกว่าคุณเป็นมะเร็ง เอ๊ะ.. ทำไมเซลร่างกายของคุณจึงทำตัวเป็นมะเร็งคือประกาศเป็นปฏิปักษ์กับคุณโต้งๆเฉยเลย คุณไปส่งข่าวสารอะไรผิดๆให้พวกเขาหรือเปล่า คุณทำให้พวกเขาเข้าใจผิดว่าคุณเบื่อชีวิตและอยากตายแล้วหรือเปล่า

     การรับฟังข่าวสารจากร่างกายนี้คุณจะทำได้ดีหากคุณขยันลาดตระเวณร่างกาย (body scan) ค่อยขยันสาดความสนใจไปรับรู้ความรู้สึกบนผิวกายเช่นความรู้สึกซู่ๆซ่าๆ ยิบๆยับๆจิ๊ดๆจ๊าดๆอยู่อย่างสม่ำเสมอ พอมีซิกแนลผิดปกติผ่านมาทางร่างกายคุณก็จะรับรู้ได้ทันที ความรู้สึกบนร่างกายนี้เรียกว่าเวทนา (feeling) เป็นสัญญาณจากปัญญาญาณที่แม่นยำตรงไปตรงมาและไม่เคยผิดพลาด บางครั้งมันบอกคุณเป็นฟีลลิ่งทางร่างกาย แต่หากคุณไม่เก็ท มันก็จะขยายไปเป็นฟีลลิ่งทางใจ ดังนั้นให้คุณหัดใส่ใจสังหรณ์ในใจที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันด้วย

     7. หัดตีความเอาจากฝัน เพราะปัญญาญาณบางครั้งบอกอะไรคุณในรูปของความฝัน แต่อย่าไปคิดว่าทุกความฝันจะเป็นปัญญาญาณเสมอไปนะ บางครั้งก็เป็นแค่สัญชาติญาณซึ่งเป็นบั๊ดดี้ของร่างกาย กลางวันทำอะไรไม่ได้เพราะถูกกรงของความคิดเก็บกดไว้ กลางคืนจึงไปอาละวาดในความฝันแทน บางครั้งความฝันก็เป็นแค่ผลจากท้องอืดเพราะกินมากเกินไป จึงต้องหัดทำนายฝันแบบแยกแยะ ไม่ใช่เอะอะก็เหมาว่าฝันนี้เป็นปัญญาญาณตะพึด อีกอย่างหนึ่ง หากก่อนนอนคุณเข้านอนแบบวางความคิดให้หมดให้ได้ก่อน ผ่อนคลายร่างกายทุกลมหายใจจนถึงลมหายใจสุดท้ายที่หลับ จะมีโอกาสมากที่ฝันนั้นจะมาจากปัญญาญาณของคุณ

     8. เขียนบันทึก อะไรเกิดขึ้นในใจหัดเขียนบันทึกไว้ เขียนโจทย์แล้วเขียนคำตอบที่โผล่ขึ้นมาทันทีในตอนนั้น นานๆครั้งหาเวลากลับไปอ่านดู สอบทานเทียบเคียงกับเหตุการณ์จริงหลังการเขียนบันทึกนั้น ก็จะเป็นการฝึกความแหลมคมในการรับรู้ปัญญาญาณ

     9. หาเวลาไปปลีกวิเวกในธรรมชาติ พักร้อนไปนอนในบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ กินอาหารแบบธรรมชาติไม่ปรุงแต่งมาก  ปิดโทรศัพท์ ปิดโทรทัศน์ อยู่กับธรรมชาติ มองท้องฟ้า ผืนน้ำ ดวงอาทิตย์ ดาวเดือน ต้นไม้ใบหญ้า ฟังเสียงนก เสียงไก่ เดินเล่น นั่งสมาธิ  ไม่รู้จะไปนอนที่ไหนมานอนที่เวลเนสวีแคร์ก็ได้รับรองมีที่ว่ามานี้ครบทุกอย่าง ในบรรยากาศแบบนี้ มีคำถามหนักๆในชีวิตให้ตั้งคำถามทิ้งไว้ แล้วรอคำตอบอย่างใจเย็น ปัญญาญาณจะโผล่มาชี้ทางให้เห็น

     10. ขับรถแบบไม่มีแผน หาวันเหมาะๆสักวัน โยนเป้ใส่หลังรถ ขับรถออกจากบ้านแบบไม่มีแผนการณ์อะไร ไม่คิดไตร่ตรองอะไร ปล่อยให้ปัญญาญาณนำพาคุณไป ให้มันบอกคุณว่าจะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา จะหยุดตรงไหน หยุดแล้วจะทำอะไร ผมเคยทำแบบนี้เวลาเจอทางตันกับปัญหาใหญ่ๆในชีวิต แล้วก็ได้คำตอบทุกที ในรูปแบบที่บางครั้งก็เซอร์ไพร้ส์

    11. หัดปรับวิธีจูนเครื่องรับ ปัญญาญาณเปรียบเหมือนสถานีวิทยุร้อยสถานีที่ออกอากาศพร้อมกัน แต่ใจคุณเหมือนเครื่องรับที่จูนหาคลื่นได้ทีละคลื่นเดียว คุณต้องหัดปรับวิธีจูนคลื่น พลิกดูบันทึกเก่าๆหรือมองย้อนไปดูสังหรณ์ในอดีตว่าแล้วเหตุการณ์จริงต่อมาเป็นอย่างไร เมื่อมีสังหรณ์เกิดขึ้น อย่าไปต่อต้านขัดขืน ลองทำตามไปแบบโง่ๆโดยไม่ฟังความคิดที่ชี้แนะด้วยเหตุผลและหลักการสาระพัด ลองกับเรื่องเล็กที่ไม่เสียหายมากก่อนก็ได้ เมื่อมั่นใจมากขึ้นก็ลองกับเรื่องใหญ่ เมื่อมีเวลาว่างก็ให้ลองหัดอ่านปัญญาญาณโดยการเขียนทางเลือกการตัดสินใจแบบต่างๆลงบนไพ่ สับไพ่ แล้ววางไพ่บนโต๊ะ เอามือลูบไปบนไพ่แต่ละใบ ฟีลความรู้สึกต่อพลังงานบนฝ่ามือ แล้วหงายไพ่เพื่อเฉลย ทำซ้ำดูซิว่าจะหงายได้ตรงกันหลายๆครั้งหรือไม่ กับเหตุการณ์ทั่วไปในชีวิตก็ให้หัดคาดเดาเอาจากสังหรณ์หรือความรู้สึก แล้วเมื่อเหตุการณ์จริงเฉลยออกมาก็เอามาปรับทักษะในการรับรู้ความรู้สึกของตัวเองว่าจับความรู้สึกพลาดตรงไหนจึงเดาผิด เป็นต้น หัดเดาไปทุกเรื่อง การเมือง ละคร ฟ้าฝน ที่จอดรถว่าว่างหรือไม่ว่าง ฯลฯ

     ในการหัดจูนคลื่นรับนี้ ต้องไม่สับสนพื้นฐานสำคัญนะว่าปัญญาญาณไม่ใช่สัญชาติญาณ ปัญญาญาณเป็นบั๊ดดี้ของความรู้ตัวซึ่งเป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์ความเป็นไปของจักรวาลนี้อย่างกว้างขวางไม่มีขอบเขตจำกัด แต่สัญชาติญาณเป็นบั๊ดดี้ของร่างกายซึ่งเป็นผลจากฮอร์โมนและสารเคมีในร่างกาย เช่น ความอยากอาหาร ความรู้สึกทางเพศ หากเป็นไปได้เราจะไม่ขัดขวางทั้งปัญญาญาณและสัญชาติญาณ แต่การอยู่ในสังคมมนุษย์บางคร้้งก็จำเป็นต้องตีกรอบสัญชาติญานบ้างพอให้อยู่กับคนอื่นเขาได้ ดังนั้นอย่าไปวิ่งตามสัญชาติญาณโดยคิดว่ามันเป็นปัญญาญาณ

    อีกประเด็นหนึ่งคือปัญญาญาณไม่เกี่ยวอะไรกับความคิดเจ้าประจำที่ชอบพาเราหนีจากปัจจุบันไปอยู่ในอนาคตและอดีต คือความกลัว ความหวัง และความรู้สึกผิด สามอย่างนี้เป็นความคิดนะ ปัญญาญาณไม่ใช่ทั้งความกลัว ไม่ใช่ทั้งความหวัง ไม่ใช่ทั้งความรู้สึกผิด แต่เป็นความรู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งที่ความคิดไม่อาจรู้ไปถึงได้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

14 กรกฎาคม 2562

compulsiveness วิถีชีวิตแบบย้ำคิดย้ำทำซ้ำซาก

หมอสันต์พูดกับสมาชิก Spiritual Retreat

     เช้านี้มีคนถามถึงวิธีออกไปจากวงจรย้ำคิดย้ำทำซ้ำซาก โกรธซ้ำซาก โมโหซ้ำซาก เมื่อวานนี้ผมพูดถึงว่าร่างกายของเรานี้มีระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งเป็นระบบที่รวมเอาวงจรสนองตอบแบบอัตโนมัติไม่รู้กี่แสนกี่ล้านวงจรเข้าด้วยกัน ในวงจรพื้นฐานอาจมีแค่เซลประสาทสองสามเซล แต่ในวงจรที่ซับซ้อนที่วงการแพทย์เรียกว่า conditioned reflex มันรวมเอาความจำซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของความคิดเข้าไปอยู่ในวงจรนั้นด้วย การสนองตอบต่อสิ่งเร้าแบบอัตโนมัติโดยเอาความจำจากอดีตมาเป็นตัวกำหนดจึงเป็นกลไกทำงานพื้นฐานของชีวิตเรา นำเรามาสู่วิถีชีวิตแบบย้ำคิดย้ำทำซ้ำซาก ถ้าใช้ภาษาอังกฤษก็น่าจะตรงกับคำว่า compulsiveness ได้ กลไกนี้บงการ 99% ของพฤติกรรมการคิดการกระทำของเราในแต่ละวัน ทำให้ชีวิตของมนุษย์ทุกคนมีความคล้ายคลึงกัน และไม่ค่อยต่างจากชีวิตสัตว์ที่ต่ำกว่าเราสักเท่าไหร่ กล่าวคือวันๆก็กิน นอน ขับถ่าย สืบพันธ์ แล้วก็ตายไป จะต่างกันก็ตรงที่การย้ำคิดย้ำทำซ้ำซากของสัตว์จะแรงก็เฉพาะตอนท้องหิว แต่ของคนจะแรงเมื่อท้องอิ่มแล้ว เพราะสัตว์ไม่มีความจำและจินตนาการที่ดีอย่างคน สัตว์กินอิ่มแล้วนอนหลับปุ๋ยสบาย แต่คนกินอิ่มแล้วยังต้องมาเป็นทุกข์กับเรื่องเก่าเมื่อสิบปีที่แล้ว หรือไม่ก็เรื่องของวันพรุ่งนี้ซึ่งเราสมมุติขึ้นในใจทั้งๆที่มันยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง เท่ากับว่าเราทุกข์มากกว่าสัตว์เพราะความจำและจินตนาการของเรานี่เอง

     พูดถึงความทุกข์ ตอนเป็นเด็ก ผมเคยเชื่อว่าการดิ้นรนเลี้ยงปากเลี้ยงท้องนี่แหละที่เป็นเหตุใหญ่ที่สุดที่ทำให้คนเราทุกข์ สมัยผมเป็นเด็กหน้าร้อนคนทั้งหมู่บ้านต้องตื่นแต่เช้าเอากระแป๋งไปรอคิวตักน้ำที่บ่อน้ำบ่อเดียวของหมู่บ้าน บ้านหนึ่งใช้น้ำเป็นสิบกระแป๋ง กว่าจะต่อคิวตักขึ้นขนจบก็กินเวลาสองชั่วโมง ผมคิดในใจว่าถ้าคนเราไม่ต้องเสียเวลากับเรื่องหาน้ำบริโภค ชีวิตก็น่าจะเป็นสุข นอกจากหิ้วน้ำแล้วหน้าที่อีกอันหนึ่งของผมก็คือจัดการนึ่งข้าวทุกเช้า มันเป็นธุรกรรมที่มีขั้นตอนหนักหนาสาหัสมาก ผมก็คิดอีกว่าถ้าคนเราไม่ต้องมาก่อไฟนึ่งข้าวหุงข้าวกินทุกวันชีวิตก็น่าจะสุข พอผมโตขึ้นหน่อยไปเป็นเด็กวัด หน้าหนาวผมต้องตื่นแต่เช้าขึ้นมาก่อไฟต้มน้ำอาบให้พระอาจารย์ซึ่งท่านแก่แล้ว ผมก็คิดว่าถ้าคนเรามีน้ำอุ่นอาบโดยไม่ต้องมานั่งก่อไฟต้มน้ำชีวิตนี้ก็จะน่าเป็นสุข แต่ทุกวันนี้เด็กๆซึ่งไม่ต้องทำทั้งสามอย่างที่ผมเคยต้องทำแล้วชีวิตของพวกเขาก็ไม่เห็นว่าจะสุขแต่อย่างใด วันก่อนผมไปสอนที่คณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ได้คุยกับเพื่อนรุ่นน้องที่เป็นอาจารย์ทางจิตเวช เขาบอกผมว่ายาที่จ่ายให้คนไข้มากที่สุดตอนนี้คือยาต้านซึมเศร้า โดยที่หนึ่งในสามของยาเหล่านั้นจ่ายให้คนไข้อายุต่ำกว่า 17 ปี แปลว่าเด็กสมัยนี้ ซึ่งไม่ต้องหาบน้ำ หุงข้าว ต้มน้ำร้อนอย่างเด็กสมัยก่อน นอกจากจะไม่สุขแล้วยังกลับเป็นทุกข์มากขึ้นเสียอีก ทุกข์จนเป็นคนไข้จิตเวชไปเลย

     ถึงพวกเราที่เป็นผู้ใหญ่ก็เถอะ ท้องอิ่มแล้วเราก็ยังเป็นทุกข์กับการเป็นทาสของวงจรย้ำคิดย้ำทำซ้ำซากอย่างไม่รู้จบสิ้น ประเด็นสำคัญคือทุกครั้งที่เราทุกข์กังวลกับชีวิต มันเป็นการส่งสัญญาณให้เซลร่างกายทุกเซลรับรู้ว่าเราไม่อยากมีชีวิตอยู่ ถ้าเราส่งสัญญาณผิดๆซ้ำๆซากๆแบบนี้อยู่เรื่อย ปัญญาญาณที่มีฝังแฝงอยู่แล้วในเซลทุกเซลก็จะลงมือทำงานทอนชีวิตของเราเสียเอง...ด้วยความหวังดีต่อเจ้านาย

     ทั้งหมดนี้เราเรียกง่ายๆว่ามันคือ "ความเครียด" ลองมองให้ลึกลงไปซิ ความเครียดคืออะไรหรือ ความเครียดก็คือการที่เราไม่รู้วิธีที่จะจัดการกับความคิดและอารมณ์ของเราอย่างไรดีใช่ไหม แต่ปูนนี้แล้วนะ ปูนนี้แล้วเรายังไม่รู้วิธีที่จะจัดการกับความคิดและอารมณ์ของเราอีกหรือ ถ้าปูนนี้แล้วเรายังไม่รู้ แล้วเมื่อไหร่เราจะรู้

     ลองมองชีวิตให้ลึกซึ้งเข้าไปอีกหน่อยซิ วงจรย้ำคิดย้ำทำซ้ำซากหรือ compulsiveness นี้ แท้จริงแล้วมันคืออะไร ทำไมเมื่อธรรมชาติให้ความจำและให้จินตนาการอันเป็นดาบอันคมกริบแก่เรามา แล้วไม่ได้ให้เครื่องมืออื่นที่จะใช้ควบคุมดาบทั้งสองเล่มนี้เลยหรือ ดูให้ดีนะ ความจำและจินตนาการก็คือส่วนหนึ่งของความคิด เมื่อวานนี้ผมย่นย่อให้ฟังแล้วว่าชีวิตประกอบขึ้นจากสามส่วนคือ "ร่างกาย" "ความคิด" และ "ความรู้ตัว" ความรู้ตัวนั่นไงที่ธรรมชาติให้มาเพื่อให้เราเป็นผู้ใช้งานความจำและจินตนาการของเรา ด้วยความคาดหมายว่าเราจะเลือกใช้มันเฉพาะเมื่อเราอยากจะเรียกมันมาใช้ มองให้ดีเราก็จะเห็นว่าแท้จริงแล้ว compulsiveness มันเกิดขึ้นได้ก็เพราะเราไม่รู้จักใช้ความรู้ตัวเฝ้าดูกำกับกลไกการสนองตอบต่อสิ่งเร้าของเราเอง แค่นั้นเอง แค่นั้นจริงๆ เพียงแค่เราอาศัยความรู้ตัวเฝ้าดูเมื่อสิ่งเร้าเข้ามา ในโมเมนต์ที่เราเฝ้าดูแบบรู้ตัวอยู่ทางเลือกมากมายก็จะโผล่ขึ้นมาให้เราเลือกว่าจะสนองตอบแบบไหน สิ่งที่ผมเรียกว่าปัญญาญานก็คือทางเลือกที่จะโผล่ขึ้นมาในโมเมนต์ที่เรารู้ตัวนี่แหละ เรื่องทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นในตัวเราที่กว้างหนึ่งวาหนาหนึ่งคืบนี้ ไม่ได้เกิดที่อื่น การเลือกสนองตอบต่อสิ่งเร้านี้เป็นตัวกำหนดประสบการณ์และสุขทุกข์ในชีวิตเรา 100% ดังนั้นถ้ารู้ตัวอยู่ เราสั่งได้ 100% เลยนะว่าชีวิตนี้เราจะเอาแบบสุขหรือจะเอาแบบทุกข์

     แล้วเราจะเริ่มต้นฝึกกันที่ตรงไหนดีละ แต่เดิมถ้าหมอสมวงศ์ไม่คัดค้านเสียก่อน ผมตั้งใจจะสร้างประสบการณ์เรียนรู้ที่ได้ผลแบบชัวร์ๆให้คุณ คือผมจะเอาคุณไปปล่อยทีละคนๆห่างๆกันในป่าในคึนเดือนมืดโดยไม่ให้มีไฟฉายหรือคนนำทาง ในความมืดตึ๊ดตื๋อ มีแต่ งู เงี้ยว เขี้ยว ขอ ต่อ แตน ภูเขา ลำธาร แง่งหิน การจะย่างก้าวไปทางไหนแต่ละก้าวคุณต้องทำอย่างมีสติและรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา ชีวิตอย่างนั้นแหละคือตัวอย่างของชีวิตบนถนนซูเปอร์ไฮเวย์สู่ความหลุดพ้น แต่หมอสมวงศ์ไม่ยอมให้ผมทำอย่างนั้น ผมจึงทำได้แค่ให้คุณเดินป่าตอนสว่างๆแล้วอย่างในเช้าวันนี้ ในหนึ่งชั่วโมงที่เดินในป่านี้ ให้ทุกคนอยู่ห่างๆกัน อย่าคุยกัน ให้แต่ละคนผจญกับสิ่งที่ไม่รู้ในป่าเอาเองของใครของมัน ทีละโมเมนต์ ทีละโมเมนต์ แล้วเลือกวิธีสนองตอบไปทีละโมเมนต์อย่างรู้ตัว โดยไม่ยอมปล่อยให้ความคิดที่กลไก compulsiveness ยัดไส้ชงขึ้นมาแทรกเข้ามาได้ ให้คุณทำตัวเหมือนชาวประมงที่จะไปตกปลาบนธารน้ำแข็ง ต้องเยื้องย่างอย่างระวังทุกฝึก้าวเพราะผิวน้ำแข็งจะหล่นยวบลงไปเมื่อไหร่ก็ได้ ตรงความว่างจากความคิดขณะนิ่งๆ ตรงนั้นแหละคือความรู้ตัวซึ่งเป็นที่ที่ปัญญาญาณจะฉายแสงขึ้นมานำเสนอทางเลือกในการสนองตอบต่อเหตุการณ์เฉพาะหน้าให้คุณเอง

     กลับไปบ้านแล้ว ให้คุณเอาประสบการณ์เดินป่านี้กลับไปใช้ในชีวิตจริง ให้ใช้ชีวิตแบบทิ้งความจำเก่าๆทั้งหมด ทิ้งอดีตหมด อย่าเป็นคนมีอดีต อย่านั่งเขียนอนุทินชีวิตตัวเอง อย่านั่งทบทวนอดีตเพื่อลบปมทางจิตวิทยาของตัวเอง นั่นเป็นคอนเซ็พท์ที่ไร้สาระ ทิ้งจินตนาการถึงอนาคตเสียด้วย ในการใช้ชีวิตแบบนี้คุณต้องเปิดรับและไว้วางใจชีวิต เปิดรับว่าชีวิตคุณนี้เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนี้ ไม่ได้แยกส่วนออกมาเป็นอะไรโดดๆที่คุณบังคับบัญชาเองได้หมด ให้คุณไว้วางใจปัญญาญาณจากส่วนลึกของคุณเองว่ามันจะนำเสนอสิ่งดีๆให้คุณในเวลาที่คุณต้องการพอดี

     "ไว้วางใจ (trust)" นะ

     ไม่ใช่ "เชื่อ (believe)"

     ไว้วางใจหมายความว่าไม่กลัว แต่เชื่อหมายความว่าคุณกลัวที่จะถูกไล่ออกจากฝูง กลัวที่จะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพวกพ้องของคุณที่ยึดเหนี่ยวกันเป็นกลุ่มก้อนอยู่ด้วยความเชื่อเดียวกัน ผมไม่ต้องการให้คุณ "เชื่อ" หรือ "ไม่เชื่อ" ในสิ่งที่คุณเองยังไม่รู้ เมื่อไม่รู้ก็คือไม่รู้ เมื่อคุณยอมรับว่าคุณไม่รู้ นั่นเป็นการเปิดโอกาสให้คุณแสวงหา เมื่อแสวงหา ให้คุณแสวงหาเหมือนคนถูกปล่อยอยู่กลางป่าที่มืดมิดคนเดียว คือคลำหาม้นไปทุกซอกทุกมุมทุกทิศทุกทาง อย่าไปแสวงหาภายใต้รูปแบบหรือภายในกรอบความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง ทำอย่างนั้นก็เหมือนคนเมากัญชาแล้วพยายามจะพายเรือไปโดยลืมปลดเชือกที่ผูกหลักออก แบบนั้นไม่ใช่การแสวงหา เป็นแค่การที่อีโก้สร้างฉากให้ตัวเองภูมิใจว่าได้ออกแสวงหาในชีวิตแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าหาแบบนั้นคุณจะไม่เจออะไร

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

09 กรกฎาคม 2562

สมองเสื่อมแบบเป็นๆหายๆ

ผมรักษา major depressive disorder มาเป็นเวลา 5 ปี ปัจจุบันยังเป็นตรวจติดตามอยู่
แต่ระยะหลังสัก 10 เดือนที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่าตัวเองจำๆ ลืมๆ เช่น ลืมว่าตรงนี้คือที่ไหน ลืมว่าตอนนี้มาอยู่ที่นี้ได้อย่างไร บางครั้งผมงงว่าที่นี้มันคือที่ไหน ทั้งๆ คือเดอะมอลล์บางกะปิที่ผ่านทุกวัน ลืมว่าเดินทางมายังไง บางทีก็นั่งรถเมลล์สายผิด คิดว่าสายนี้กลับบ้านได้ บางทีก็เดินแล้วรู้สึกเบลอๆ เดินอยู่แต่ไม่รู้ว่ารอบข้างเป็นอย่างไร
อาการที่บอกเป็นอยู่สัก 2 เดือน แล้วหายเป็นปกติโดยไม่ได้มีการตรวจร่างกายเพิ่มหรือปรับเปลี่ยนยาทางจิตเวช
แต่สัก 3 อาทิตย์ที่ผ่านมา อาการเหล่านี้กลับมาอีก รุนแรงมากขึ้นคือจำๆลืมๆ บ่อยขึ้น เป็นนานขึ้น บางครั้งผมล้มไปเอง ขาเหมือนหมดแรงเดินไม่ได้ กอปรกับไอ เจ็บคอ ตัวร้อน
ตอนแรกจึงเข้าใจว่าเป็นเพราะหวัดก็เลยให้หาหมอ หมอบอกเป็นหวัดเล็กน้อยได้ paracetamol, bromhexine (8), centrizine (10) มากิน ตอนนี้อาการหวัดจะหายแล้ว แต่เรื่องจำๆ ลืมๆ ยังไม่ดีขึ้นเลย
คิดว่าควรทำอย่างไรดี มีเพื่อนทักว่ายาที่มีผลต่อสมองมันเยอะไปหรือเปล่า น่าจะเกี่ยว? หรือควรไปตรวจอะไรกับใคร อย่างไร เพิ่มดีครับ
ยาจิตเวชตอนนี้กิน nortriptyline (20), lamotrigine (200), dipotassium clorazepate 3*(5), olazapine (2.5), alprazolam (0.25)
(ชื่อ) ......

......................................................................

ตอบครับ

     1. อาการที่คุณเล่ามาทั้งหมดนั้นเป็นอาการของโรคสมองเสื่อม ไหนๆก็พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ขอนอกเรื่องเล่าให้ท่านผู้อ่านท่านอื่นได้ทราบไว้เสียด้วยว่าอาการขั้นแรกของสมองเสื่อมมีสิบอย่าง แต่ว่าถ้ามีสักสองอย่างก็ถือว่าเริ่มเป็นสมองเสื่อมแล้ว คือ

     1.1 ขี้ลืม เริ่มด้วยการจำชื่อคนไม่ได้ แล้วก็จำเวลาและเหตุการณ์ในชีวิตไม่ได้ หลานสาวเป็นไข้ ตัวเองเป็นพยาบาลจึงเดินไปหยิบยาลดไข้ให้หลานสาว แวะตู้เย็นเอาน้ำเย็นเทจากขวดลงแก้ว แล้วก็กินยานั้นซะเองและดื่มน้ำตามเสร็จเรียบร้อย.. ฮ่า ฮ่า ฮ่า ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น

     1.2 วางของผิดที่เป็นประจำ  เช่นลูกสาวเขาเอาผ้าซักสะอาดแล้วเรียงไว้เป็นตับในตู้เสื้อผ้าให้ ตัวเองก็เอาเสื้อใช้แล้วมีกลิ่นอ่อยๆแทรกเข้าไปตรงกลาง ทำให้ทั้งตู้ฉุยไปด้วยกลิ่นอะไรก็ไม่รู้ เด็กผู้ดูแลถูกไล่ออกประจำเพราะถูกกล่าวหาว่าขโมยของ แต่ที่แท้เป็นเพราะตัวเองเอาของไปวางผิดที่

     1.3 ทำอะไรที่เป็นขั้นตอนไม่ได้ เพราะสติและสมาธิเสียไปแล้ว ดังนั้นอะไรที่ต้องใช้สติสมาธิหลายชั้น (complex attention) จะทำไม่ได้เลย เช่นเปิดตำราแล้วจะทำกับข้าวตามตำราก็ทำไม่ได้แล้ว จะจ่ายเงินจ่ายทองชำระบิลค่าต่างๆก็ทำไม่ถูก จะเปลี่ยนช่องโทรทัศน์ก็เปลี่ยนไม่ถูก จะทำคอมก็ลืมขั้นตอน จะใช้เครื่องชงกาแฟก็ลืมวิธี เห็นเพื่อนๆเขาซื้อของทางอินเตอร์เน็ทก็อยากซื้อตามบ้าง แต่สั่งซื้อไปแล้วก็ยังไม่รู้ว่าเขาตัดเอาเงินของตัวเองไปหรือยัง แถมไม่ได้ของอีกต่างหาก เพราะจำขั้นตอนการสั่งไม่ได้

     1.4 สับสนเรื่องเวลาสถานที่ มีคนเห็นเด๋อด๋าอยู่จึงพาไปส่งตำรวจ ตำรวจถามว่าเมื่อเช้าก่อนมานี่อยู่ที่ไหนก็ตอบไม่ได้ เพราะเมื่อเช้านี้คือเมื่อใดยังไม่เข้าใจเลย วันเดือนปีไม่ต้องพูดถึงไล่ไม่ถูกหรอก อยู่ที่ไหนก็ยิ่งไม่เข้าใจใหญ่ ทั้งนี้เป็นเพราะคอนเซ็พท์เรื่องเวลา (time) และการจัดตัวของสรรพสิ่งในช่องว่างในเชิงกว้างยาวลึก (space) เสียไปแล้ว

     1.5 ใช้ภาษาติดๆขัดๆ ไม่ว่าจะพูด หรือจะเขียน ติดขัดหมด เขียนอะไรไปก็ไม่มีใครอ่านออก ตัวเองก็ยังอ่านไม่ค่อยออกเลย คุยกับใครก็ไม่รู้เรื่อง เพราะนอกจากจะจำก็ไม่ได้ว่าเรื่องนี้ตอนนี้พูดไปแล้วหรือยังแล้วยังมีปัญหาเรื่องการพูดไม่ถนัดออกเสียงก็ไม่ถูกอีก ทำให้คนเขาเข้าใจตัวเองผิดอยู่เรื่อย

     1.6 บุคลิกอารมณ์เปลี่ยนไป ลมขึ้นลมลงไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย บัดเดี๋ยวโกรธ บัดเดี๋ยวกลัว บัดเดี๋ยวเศร้า บัดเดี๋ยวระเบิด ที่จะแจ่มใสอารมณ์ดีให้คนรอบข้างเห็นนั้นมีน้อย

    1.7 ถดถอยจากสังคม ไม่สนใจจะยุ่งเกี่ยวกับใครแล้ว ไม่พูดกับใคร ใครจะพูดว่าอะไรก็ไม่ฟัง งานอดิเรกที่เคยชื่นชอบหากต้องไปยุ่งเกี่ยวกับผู้คนก็หยุดหมด

   1.8 การกะระยะและแยกสีด้วยสายตาเสียไป ขับรถชนโน่นชนนี่อยู่เรื่อย แยกสีไม่ได้ เวลาซื้อของหยิบได้แต่ของเก่าเพราะดูสีแล้วนึกว่าของใหม่

     1.9 การเคลื่อนไหวและทรงตัวเสียไป แม้แต่จะเดินบางครั้งก็เดินไม่ถูก ต้องเอาขาไหนออกหน้าดี ต้องยกหัวแม่ตีนก่อนหรือเตะเท้าก่อน มีปัญหาไปหมด แถมหกล้มง่ายมาก แบบที่ไม่รู้ตัวด้วยว่าลงไปนอนแอ้งแม้งได้อย่างไร

     1.10 ดุลพินิจ (judgement) แย่ ตัดสินใจอะไรผิดๆ ชั่งน้ำหนักไม่ได้ว่าอย่างไหนเรียกว่ายุติธรรม อย่างไหนเรียกว่ามีเหตุผล เวลาซื้อของก็มักถูกโขกราคาเกินเหตุ หรือไม่ก็ทะเลาะกับคนขายหาว่าเขาขายของแพง เสื้อผ้าหน้าผมของตัวเองก็ประเมินไม่ได้ว่าอย่างนี้เรียกเขาว่าเยินหรือยู่ยี่แล้ว

      ในกรณีของคุณ อาการเรียกได้ว่ารุนแรงแล้ว เพราะนอกจากจะขี้ลืมซึ่งเป็นอาการพื้นฐานแล้ว ยังมีอาการสับสนในเรื่องเวลาและสถานที่ และสูญเสียการทรงตัวและการเคลื่อนไหวอีกต่างหาก

     2. ถามว่าอาการสมองเสื่อมของคุณเกิดจากอะไร ตอบว่าในกรณีที่กินยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทกลางอยู่อย่างคุณนี้ ให้ถือว่าสมองเสื่อมจากยาไว้ก่อน จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่ เพราะยาที่คุณให้ชื่อมาเป็นยาออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทกลางทุกตัว ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทกลางทุกตัวทำให้สมองเสื่อมได้หมด เมื่อหยุดยาหมดทุกตัวแล้วอาการยังไม่หายก็ค่อยไปโทษสาเหตุอื่น เช่น การใช้ได้รับสารพิษต่อระบบประสาทกลาง เช่น แอลกอฮอล์ กัญชา โลหะหนักต่างๆ การขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการทำงานของสมอง อันได้แก่วิตามินเกลือแร่สารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ การเป็นโรคบางโรค เช่นโรคพาร์คินสัน โรคหลอดเลือดสมอง โรคอัลไซเมอร์ เป็นต้น

     4. ถามว่าคุณควรจะทำอย่างไรต่อไปดี ตอบว่าก็ต้องทำสองขั้น คือ

     4.1 ไปตั้งต้นที่แพทย์ทางด้านประสาทวิทยา (neurologist) เพื่อตรวจประเมินความเสียหายของสมองให้เป็นรูปธรรมและหาสาเหตุของสมองเสื่อมในส่วนที่อาจแก้ไขได้ รวมทั้งค้นหาสารพิษต่อสมองที่ได้รับมาว่ามีตัวไหนบ้าง แล้วลดละเลิกเสียให้หมด

     4.2 แล้วก็กลับมาดูแลตัวเอง ในห้าประเด็นคือ

     (1) การหลีกเลี่ยงสารพิษต่อระบบประสาทกลาง ขอคุณหมอลดยาลงเหลือเท่าที่จำเป็น หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ อย่าไปเห่อกัญชาตามคนอื่นเขา ตรวจเลือดดูระดับโลหะหนักตัวเอ้ๆเช่นปรอท สารหนู ตะกั่ว ถ้ามีมากก็ต้องค้นหาว่ามันเข้ามาทางไหนแล้วแก้ไขเสีย

     (2) การเปลี่ยนอาหาร เพื่อให้ระบบประสาทกลางได้รับไวตามินเกลือแร่และสารต้านอนุมูลอิสระที่พอเพียง อาหารที่ดีที่สุดสำหรับการนี้คืออาหารพืชเป็นหลัก หมายความว่าอาหารมังสวิรัติ ทั้งนี้ควรเสริมวิตามินบี.12 ด้วย

     (3) การออกกำลังกาย มีงานวิจัยมากพอที่จะสรุปได้ชัดแล้วว่าสมองเสื่อมป้องกันได้ส่วนหนึ่งด้วยการออกกำลังกายแบบแอโรบิกควบกับการเล่นกล้ามและเสริมการทรงตัว

     (4) การฝึกสติสมาธิ เพื่อให้กลับมาทำงานที่ต้องใช้สติสมาธิซับซ้อนหลายขั้นหลายตอนได้ นอกจากการฝึกผ่านกิจกรรมเช่นนั่งสมาธิ รำมวยจีน โยคะแล้ว ปัจจุบันนี้ยังมีแบบฝึกการทำงานของสมองเป็นขั้นๆในลักษณะเกมสำหรับคนแก่ซึ่งคนญี่ปุ่นทำขาย จะซื้อมาฝึกก็ไม่เสียหลาย

      (5) ตากแดด เพราะแดดนอกจากจะให้วิตามินดี.ซึ่งสมองขาดไม่ได้แล้ว ยังเป็นตัวจัดรอบการปล่อยฮอร์โมนควบคุมการหลับและตื่นซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการมีสมองที่แจ่มใสไม่ง่วงเหงาเซาซึมด้วย

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

07 กรกฎาคม 2562

หนีหมอจะสวนหัวใจใส่สะเต้นท์มาแล้วสองคน

เรียนคุณหมอสันต์
ผมอายุ 58 ปี วิ่งออกกำลังกายประจำ เมื่อสองสัปดาห์ก่อนไปวิ่งแล้วมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ต้องนั่งพักสักครู่จึงหายไป กลับมาบ้านแล้วผมยังกังวลนอนไม่หลับ รุ่งเช้าจึงไปห้องฉุกเฉินที่รพ. ... หมอตรวจไฟฟ้าหัวใจแล้วบอกว่าไม่ใช่กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน และตรวจเอ็นไซม์หัวใจก็ปกติ สรุปว่าเป็นอาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือดธรรมดา และส่งไปพบหมอหัวใจ หมอหัวใจได้นัดสั่งตรวจสวนหัวใจวันนั้นเลย ผมตัดสินใจขอเลื่อนไปก่อนเพราะเพื่อนกันอีกคนหนึ่งสวนหัวใจใส่สะเต้นท์เมื่อสองเดือนก่อนป่านนี้ยังไม่ได้ออกจากโรงพยาบาลเพราะกลายเป็นอัมพาตขณะทำ ผมตัดสินใจกลับไปบ้านต่างจังหวัด ไปหาคุณหมอ ... ซึ่งเป็นหมอทำคลินิกที่คุ้นเคยกับครอบครัวผมมานาน หมอให้ผมตรวจคอมพิวเตอร์ CTA ที่ผมส่งมาให้นี้ ซึ่งก็ได้ผลสรุปว่ามีจุดตีบที่หัวใจสามจุด และส่งผมไปหาหมอหัวใจอีกคนหนึ่งที่รพ. ... ผมไม่ได้เจอตัวหมอคนใหม่เพราะท่านไม่มีเวลา แต่หมอสั่งให้ผมเข้าตรวจหัวใจเลยโดยผมจะได้เจอหมอที่ห้องสวนหัวใจ ผมเห็นท่าไม่ดีจึงขอเลื่อน ไปหาหมออีกคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนกันแต่ว่าเป็นหมอทาง ... เขาแนะนำให้ผมมาพบคุณหมอสันต์ ผมได้ติดต่อคุณตู่เพื่อขอมาพบคุณหมอสันต์ที่รพ. ... แต่คุณตู่บอกว่าคุณหมอเกษียณแล้วไม่รับดูผู้ป่วยใหม่แล้ว หากมีอะไรจะปรึกษาให้ใช้วิธีเขียนมาทางอีเมลได้เพราะอาจารย์ให้คำปรึกษาฟรี ผมจึงขอรบกวนคุณหมอด้วยครับ ว่าอย่างผมนี้ควรจะทำการตรวจสวนหัวใจทำบอลลูนใส่สะเต้นท์หรือไม่ครับ
กราบขอบพระคุณครับ

.............................................................

ตอบครับ
     1. ตอนที่คุณเจ็บหน้าอกเข้ารพ.ครั้งแรก ผมเห็นด้วยว่าการวินิจฉัยคือการเจ็บหน้าอกแบบไม่ด่วน (stable angina) ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดหัวใจตีบ เพราะอาการเจ็บเกิดขึ้นขณะออกกำลังกาย พักแป๊บเดียวแล้วหาย คลื่นหัวใจปกติ เอ็นไซม์หัวใจปกติ เรียกว่าหลักฐานทุกด้านสอดคล้องต้องกันหมด

     2. ภาพ CTA ที่คุณส่งมาให้นี้บ่งชี้ว่ามีแคลเซียมและรอยตีบบนหลอดเลือดหลายตำแหน่งเล็กบ้างใหญ่บ้าง แต่ที่สำคัญคือที่โคนหลอดเลือดข้างซ้าย (Left Main หรือ LM) ยังปกติดี คนไข้อย่างคุณนี้ มีงานวิจัยใหญ่ (COURAGE trial) ซึ่งทำไว้อย่างดีสามารถตอบคำถามคุณได้ชัดเจนแน่นอนว่าระหว่างการรักษาแบบรุกล้ำคือใช้บอลลูนขยายใส่ขดลวดถ่างหรือทำผ่าตัดบายพาส กับการรักษาแบบไม่รุกล้ำคือกินยาและดูแลตัวเองไป ระหว่างการรักษาทั้งสองอย่างนี้เมื่อตามดูไปสิบกว่าปีพบว่า.. ตายเท่ากัน แปลว่ารักษาแบบไหนก็ไม่ต่างกัน

     สาเหตุที่อัตราตายไม่ต่างกันนี้เป็นเพราะระบบหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจมันไม่เหมือนระบบท่อน้ำประปาที่ส่งน้ำไปเลี้ยงห้องครัว ไม่ใช่ว่าฉีดสีพบเห็นรอยตีบใหญ่ๆตรงไหนเอาขดลวดเข้าไปถ่างแล้วจะแก้ปัญหาได้ มันมีอะไรที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก ในบรรดาหลอดเลือดที่ทำให้เจ็บหน้าอกขณะออกแรง หลอดเลือดเล็กหลอดเลือดน้อยถึงระดับที่มองจากภาพผลการฉีดสีไม่เห็นก็ทำให้เจ็บหน้าอกได้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะทึกทักเอาว่าการเจ็บหน้าอกครั้งนี้เกิดจากรอยตีบอันไหน ยิ่งไปกว่านั้น บางคนไม่ได้เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเลย แค่โมโหเมียก็เป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้แล้ว ฉีดสีเข้าไปดูไม่พบรอยตีบที่ไหนสักแห่ง แต่กล้ามเนื้อตายเป็นบริเวณกว้าง อย่างนี้ก็มี เพราะหลอดเลือดของเรานี้แม้จะไม่มีรอยตีบหากมันไม่พอใจมันก็หดตัวเองจนเลือดวิ่งผ่านไม่ได้เป็นเวลานานหลายชั่วโมงมันก็ทำได้

    3. ถามว่าคุณควรจะเลือกรักษาทางไหน อันนี้คุณเลือกเอง ผมแค่ให้ข้อมูลว่าไม่ว่าจะไปทางรุกล้ำคือทำบอลลูนหรือผ่าตัด หรือจะไปทางไม่รุกล้ำคือกินยา ในแง่ของอัตราตายในระยะยาวแล้วไม่ต่างกัน

     4. ข้อนี้คุณไม่ได้ถามแต่ผมแถมให้ เพราะเห็นว่ามันสำคัญกว่าข้อที่คุณถาม คืองานวิจัยระดับดีชื่อ INTERHEART study ได้ศึกษาผู้ป่วยที่เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันครั้งแรกในชีวิตทั่วโลกรวม 52 ประเทศ เปรียบเทียบกับคนเพศวัยอายุและชาติพันธุ์เดียวกัน ได้ข้อสรุปว่าคนที่เกิดหัวใจวายครั้งแรกในชีวิตนี้ไม่ว่าจะอายุเท่าไร อยู่ที่ส่วนไหนของโลกก็ตาม 90% ของคนเหล่านี้ อย่างน้อยต้องมีปัจจัยเสี่ยงสิบอย่างต่อไปนี้ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง คือ
(1) สูบบุหรี่
(2) มีสัดส่วนไขมันเลวในเลือดสูง
(3) ความดันสูง
(4) เป็นเบาหวาน
(5) อ้วนแบบลงพุง
(6) เครียด
(7) ไม่ได้กินผลไม้ทุกวัน
(8) ไม่ได้กินผักทุกวัน
(9) ไม่ได้ออกกำลังกายทุกวัน
(10) ดื่มแอลกอฮอล์เป็นอาจิณ

     ทั้งสิบอย่างนี้แหละที่เป็นเรื่องที่คุณจะต้องดูแลตัวเอง ไม่มีใครดูแลให้คุณได้หรอก ถ้าคุณไม่ดูแลตัวเองก็จบข่าว คุณจะสวนหัวใจทำบอลลูนหรือไม่ทำผมไม่สนใจหรอกเพราะว่าทำแบบไหนก็แป๊ะเอี้ย แต่คุณต้องดูแลปัจจัยเสี่ยงทั้งสิบอย่างนี้ให้ดี โรคของคุณจึงจะถอยกลับได้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1.  Boden WE, O'rourke RA, Teo KK, et al; COURAGE Trial Co-Principal Investigators and Study Coordinators.The evolving pattern of symptomatic coronary artery disease in the United States and Canada: baseline characteristics of the Clinical Outcomes Utilizing Revascularization and Aggressive DruG Evaluation (COURAGE) trial. Am J Cardiol. 2007;99:208-212.
2. Yusuf S, Hawken S, Ounpuu S, Dans T, Avezum A, Lanas F, McQueen M, Budaj A, Pais P, Varigos J, Lisheng L; INTERHEART Study Investigators. Effect of potentially modifiable risk factors associated with myocardial infarction in 52 countries (the INTERHEART study): case-control study. Lancet. 2004 Sep 11-17;364(9438):937-52.

06 กรกฎาคม 2562

เกรซ (Grace) คุณไวต่อชีวิต หรือว่าคุณไวต่ออีโก้ของคุณ

คุณหมอสันต์ครับ
ตอนที่อยู่ในแค้มป์ SR คุณหมอพูดถึง Grace ผมตั้งใจจะขอคุณหมอให้อธิบายละเอียดขึ้นอีกหน่อยได้ไหมว่า Grace คืออะไร มาจากไหน และเราจะเปิดรับเอา Grace เข้ามาสู่ตัวเราได้อย่างไร รบกวนถามย้อนหลังผ่านทางนี้ครับ

............................................................

ตอบครับ
วีแกนโปรตีนบาร์ โฮมเมด

     ผมกำลังนั่งกิน "วีแกนโปรตีนบาร์" ฝีมือหมอสมวงศ์กับกาแฟมื้อเช้าอยู่ที่ใต้ต้นดอกไม้อะไรไม่รู้สีเหลืองๆซึ่งหล่นเกลื่อนอยู่ที่หน้าบ้านบนเขาที่มวกเหล็ก เมื่อตะกี้ผมเก็บดอกจำปีจากหลังบ้านมาหนึ่งดอก เมื่อหยิบดอกจำปีขึ้นมาดม มันมีกลิ่นหอม เพื่อนๆที่มาเยี่ยมผมเคยชมว่ามันหอมมากเป็นพิเศษ เพราะความลับก็คือมันขึ้นใกล้บ่อเกรอะส้วม ถ้าจะให้ผมอธิบายว่ากลิ่นหอมนี้คืออะไร มาจากส้วมหรือมาจากไหน ผมก็อธิบายยากอยู่นะ ถามว่าเกรซหรือที่ผมเรียกว่าพลังเมตตานี้คืออะไร ผมก็คงตอบได้แค่ว่าคือพลังงานที่แผ่ออกมาจากอะไรสักอย่างที่เป็นพลังงานต้นกำเนิดซึ่งให้กำเนิดและขับเคลื่อนสรรพสิ่งในโลกนี้ ผมคงตอบได้แค่นี้

     ถามว่าทำอย่างไรจึงจะรับเอาเกรซเข้ามาสู่ตัวเองได้ ผมตอบได้แต่ว่าถ้าใครสักคนเป็นหวัดคัดจมูกหรือจมูกกำลังด้านอยู่ ผมยื่นดอกจำปีนี้ให้เขาดม เขาดมแล้วอาจจะบอกว่าไม่เห็นได้กลิ่นอะไร เช่นเดียวกัน แสงอาทิตย์สาดส่องไปทั่วไม่ว่าใครๆก็มองเห็นสิ่งต่างๆได้เพราะแสงอาทิตย์ แต่แสงอาทิตย์มันไม่มีความหมายหรือประโยชน์ใดๆเลยสำหรับคนตาบอด การที่ใครจะรับเอาเกรซเข้ามาสู่ตัวเองแล้วแผ่ให้คนอื่นได้มากแค่ไหนนั้นก็คงขึ้นอยู่กับความไว (sensitive) ต่อชีวิตของเขา ไวต่อชีวิตนะ ไม่ใช่ไวต่อการปกป้องความเป็นบุคคลของตนเอง อย่างหลังนี้ไม่เรียกว่าไวต่อชีวิต เรียกว่าไวต่ออีโก้มากกว่า ความไวต่ออีโก้เป็นภาพหลอนที่ปิดบังไม่ให้คนเรารับรู้และเผื่อแผ่เกรซ เหมือนกับการเป็นหวัดปิดบังไม่ให้รับรู้กลิ่นหอมดอกจำปี

     คนเราเกือบทุกคนสร้างภาพหลอนเรื่องความเป็นบุคคลของตัวเองขึ้นมาและพะวงปกป้อง เพราะมันเกิดภาพหลอนซ้ำสองว่าความเป็นบุคคลนี้กำลังร่วงหรือกำลังรุ่งต้องรีบทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ไขหรือค้ำจุน ทำให้ชีวิตของคนเราเป็นชีวิตที่ลำบากน่าสงสารมาก คุณเองก็คงเจอเองบ่อยมากที่กับใครสักคนหากคุณเผลอพูดอะไรไปนิดเดียวเป็นโดนแหวกลับแทบจะทันทีเพราะคำพูดของคุณไปแหย่ต่อมปกป้องอีโก้ของเขาหรือเธอซึ่งเป็นคนไวต่ออีโก้เข้า

     เมื่อใดที่คุณถอยความสนใจออกมาจากความคิดที่จมปลักอยู่ในความหลอนของอีโก้นี้ได้พ้น เมื่อนั้นชีวิตคุณก็จะเปลี่ยนเป็นความมหัศจรรย์ทันที เพราะคุณจะกลายเป็นคนไม่รู้อะไรสักอย่างเกี่ยวกับตัวคุณและสิ่งรอบๆตัวคุณ ชีวิตคุณในยามนั้นจะเป็นชีวิตที่จุ่มแช่อยู่ในเกรซอย่างแท้จริง และจะเป็นชีวิตที่เบิกบานสงบเย็นอย่างยิ่ง ในความเป็นจริงแม้เดี๋ยวนี้ชีวิตของเราทุกคนจะจุ่มแช่อยู่ในเกรซอยู่แล้ว แต่เราก็ไม่สงบเย็นไม่เบิกบานเพราะความสนใจของเราไปจมปลักอยู่ในความคิดที่หลงเชื่อในความเป็นบุคคลของเรา จึงไม่ได้รับรู้เกรซที่อบร่ำค้ำจุนเราอยู่จนสักนิดเดียว

     สมมุติว่าผมมีคนไข้สองคนนอนอยู่ในโรงพยาบาล ผมเอาอาหารให้เขากินคนละถาดเหมือนกันเลย แต่ร่างกายของคนสองคนนั้นจะใช้ประโยชน์จากอาหารนั้นได้ไม่เท่ากัน คนหนึ่งกินแล้วอาจจะยิ่งผอมลง อีกคนหนึ่งกินแล้วอาจจะอ้วนขึ้น เพราะร่างกายของคนทั้งสองคนมีประสิทธิภาพในการดูดซึมอาหารไปใช้ไม่เท่ากัน

     ให้พูดอีกอย่างหนึ่งดีกว่า ว่ามันไม่ใช่ประเด็นของการจะดูดซึมซับเอาเกรซเข้ามาสู่ตัวเองอย่างไรหรอก เพราะทุกชีวิตล้วนจุ่มแช่อยู่ในเกรซทั้งนั้นไม่งั้นก็คงตายไปนานแล้ว การที่เราสูดหายใจดื่มน้ำกินอาหารแล้วชีวิตเราก็ดำรงอยู่ได้นี่แหละเป็นเพราะเกรซค้ำจุนเราเต็มๆอยู่แล้ว แต่ประเด็นคือเราจะเผื่อแผ่เกรซที่ได้รับมานี้ออกไปให้เป็นที่หอมชื่นใจของคนอื่นได้อย่างไรมากกว่า เพราะบางคนรับมาแล้วถูกความไวต่ออีโก้ของตัวเองแปลงมันไปเป็นอะไรอย่างอื่นที่ปล่อยออกไปแล้วไประรานทำร้ายชีวิตอื่นไปเสียฉิบ คุณถามผมว่าจะใช้เกรซจรรโลงชีวิตนี้ให้สุขสบายขึ้นได้อย่างไร ผมตอบคุณว่าให้คุณเอาอย่างต้นจำปีนี่ก็ได้ มันรับเกรซเข้าไปในรูปของสิ่งโสโครกในบ่อเกรอะส้วมคลุกเคล้ากับอากาศเสียที่คนหายใจออกไป แล้วมันก็เผื่อแผ่เกรซนั้นออกมาเป็นกลิ่นหอมสู่ชีวิตอื่น มันทำตัวแบบผู้ไวต่อชีวิต เพราะมันมีชีวิตแต่มันไม่มีอีโก้ มันไวต่อชีวิต มันไม่ไวต่ออีโก้ ถ้าคุณทำอย่างมันได้ ชีวิตของคุณก็จะเบิกบานจากการเป็นศูนย์กลางการแผ่กระจายของเกรซได้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

04 กรกฎาคม 2562

แค้มป์เพื่อคุณแม่ Camp For Mom (CFM2)

"ขนมจีบ แอนด์ สะเปร้าท์" จ้างเขาถ่ายไม่ถูกใจจึงต้องถ่ายเอง
     แฟนบล็อกที่มากินอาหารที่เวลเนสวีแคร์ชอบบ่นเข้าหูผมว่าไม่มีเมนูให้อ่าน ผมพยายามให้เด็กๆทำเมนูขึ้นมาแต่ก็ยังไม่สำเร็จ จ้างคนมาถ่ายรูปอาหารแต่ถ่ายออกมาแล้วก็ไม่ได้อย่างใจ เช้าวันก่อนพอเสร็จแค้มป้รีทรีตผู้ป่วยมะเร็งผมจึงรีบตื่นมากะว่าจะเอาแสงตอนเช้าถ่ายรูปอาหารเพื่อทำเมนูซะเอง แต่ก็เจ้ากรรมแดดไม่ออก แต่ก็ทู่ซี้ถ่ายมาสี่ห้ารูป ผมเอามาลงให้ดูรูปหนึ่ง งานถ่ายรูปมันเป็นศิลปะ ใครมาถ่ายก็เพลินทั้งนั้น เวลาผ่านไปสองชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว ผมจึงเกิดความคิดขึ้นในใจว่าน่าจะหาโอกาสให้ผู้สูงอายุได้มาเรียนถ่ายรูปนะ สมัยนี้โทรศัพท์ก็ใช้ถ่ายรูปสวยๆได้แล้ว ขอให้มีอารมณ์ศิลปินหน่อยก็มีความสุขกับมันได้ทันที

     ก่อนหน้านั้นหลายเดือนผมมีความประทับใจกับความสำเร็จของสมาชิกแค้มป์พลิกผันโรคด้วยตนเอง (RDBY) ท่านหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตตัวเองได้ ลดน้ำหนักไปได้ยี่สิบกก. ลดยาลงไปได้เกินครึ่ง และชีวิตมีคุณภาพดีขึ้นแบบเป็นคนละคนในเวลาไม่กี่เดือน ทั้งหมดนี้เริ่มต้นด้วยการที่ลูกออกเงินให้สมาชิกท่านนี้และภรรยามาพักผ่อนและนวดที่เวลเนสวีแคร์ โปรแกรมนั้นเรียกว่า Rejuvenation Retreat (RR) ซึ่งเป็นแค่การมานอนพักผ่อน กินอาหารแบบพืชเป็นหลัก ผ่อนคลายในบรรยากาศธรรมชาติ ออกกำลังกายและใช้ชีวิตในวิธีสุขภาพ และรับบริการนวดผ่อนคลาย โดยไม่มีการเรียนการสอนอะไรเป็นพิเศษ ใช้เวลาสี่วัน แต่ว่าการได้มากินอาหารพืชเป็นหลักแบบไขมันต่ำสี่วันทำให้สมาชิกท่านนั้นน้ำหนักลดลง น้ำตาลในเลือดลดลงและความดันเลือดลดลง ทำให้ท่านตัดสินใจกลับมาเข้าแค้มป์ RDBY ซึ่งนำไปสู่การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตัวเองครั้งใหญ่จนประสบความสำเร็จดังกล่าว ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากจุดเล็กๆคือคุณลูก อยากจะให้คุณพ่อคุณแม่มีชีวิตที่มีคุณภาพมากขึ้น จึงสปอนเซอร์ให้มาเข้าแค้มป์พักผ่อน คุณพ่อคุณแม่ซึ่งปกติไม่ชอบออกจากบ้านไปไหนแต่ด้วยเกรงใจความหวังดีของคุณลูกก็จึงตามใจ แล้วสิ่งดีๆที่ไม่คาดฝันว่าจะมีผลดีต่อชีวิตข้างหน้าอีกยาวนานก็เกิดขึ้น

     เมื่อเอาสองเรื่องมารวมกัน ความคิดจึงเกิดแก่หมอสันต์ว่าในโอกาสเดือนสิงหาคมซึ่งเป็นเดือนของแม่นี้ น่าจะทำโปรแกรมพิเศษเพื่อลูกๆที่อยากจะทำให้อะไรให้คุณพ่อคุณแม่แต่ไม่มีเวลาทำด้วยตัวเอง ซื้อโปรแกรมนี้ให้คุณพ่อคุณแม่มาใช้ชีวิตแบบสนุกๆมีคุณภาพเช่นถ่ายรูป เขียนภาพ เต้นรำ ทำอาหาร ออกกำลังกาย สนุกๆแต่แฝงด้วยบทเรียนที่ท่านจะนำไปเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของท่านจากนี้ไปได้ด้วยตัวท่านเอง โปรแกรมนี้เรียกว่าแค้มป์เพื่อคุณแม่หรือ Camp For Mom ซึ่งจะใช้เวลาสามวันสองคืน (31 สค. - 2 กย. 62) และตั้งราคารวมทั้งค่ากิน อยู่ ทำกิจกรรม ไว้เพียง 7,000 บาทต่อท่านเท่านั้น

.............................................................

แค้มป์เพื่อคุณแม่ Camp For Mom (CFM2)

1. เป้าหมาย

     เพื่อให้ผู้สูงวัยได้มาพักผ่อนร่วมกันกับเพื่อนใหม่เป็นกลุ่มเล็กๆราว 15 คน ทำกิจกรรมที่สนุกสนานผ่อนคลาย แต่แฝงการเรียนรู้เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองไปสู่ชีวิตผู้สูงวัยที่มีคุณภาพดีในอนาคต

2. ยุทธศาสตร์

     1. เอาสนุก ไม่เอาความสำเร็จ (enjoyment  not achievement)
     2. การดำเนินชีวิตในแค้มป์ คือบททดลองเปลี่ยนวิถีชีวิต ทั้งอาหารและกิจกรรม
     3. มุ่งเปลี่ยนชีวิตผู้สุงวัยในประเด็น (1) เปลี่ยนบุคลิก ท่าร่าง การเคลื่อนไหว (2) ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (3) ฝึกการทรงตัว (4) เปลี่ยนอาหารมากินพืชเป็นหลัก (5) กล้าทดลองทำกิจกรรมที่ท้าทายตนเอง

3. งานวิจัยพื้นฐาน

ผลวิจัยพื้นฐานที่ทำมาใช้ในแค้มป์เพื่อคุณแม่รวมถึง

3.1 การออกกำลังกายแบบฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้ัอ (strength training) ลดโอกาสสมองเสื่อม
3.2 การออกกำลังกายแบบเสริมการทรงตัว (balance exercise) ลดการลื่นตกหกล้มและกระดูกหัก
3.3 แบบฝึกหัดทดสอบสมองประลองเชาว์ (ญี่ปุ่น) ช่วยพัฒนาความจำผู้สูงอายุ
3.4 อาหารพืชเป็นหลักแบบไขมันต่ำ (low fat PBWF) รักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังให้หายและลดโอกาสเป็นมะเร็ง
3.5 การเข้าครัวทำอาหารเองทำให้ผู้ป่วยแก้ปัญหาโรคเรื้อรังของตัวเองได้ดีขึ้น
3.6 กิจกรรมช่วยวางความคิด เช่นการฝึกสมาธิ ไทเก็ก โยคะ ช่วยลดความเครียด, รักษาโรค และเพิ่มคุณภาพชีวิต
3.7 ผู้สูงอายุที่มีงานทำ มีคุณภาพชีวิตดีกว่าและมีสุขภาพดีกว่าผู้สูงอายุที่ไม่มีงานทำ
3.8 เทคโนโลยีการสื่อสารและสื่อสังคม ทำให้คุณภาพชีวิตผู้สูงวัยดีขึ้น

      ผลวิจัยทั้งแปดประเด็นนี้จะถูกนำมาใช้ในแค้มป์

4. ทีมงาน

     นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ เป็นหัวหน้าทีม มีทีมงานที่ประกอบด้วยแพทย์ นักจิตวิทยาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ผู้ช่วยแพทย์ ครูสอนโยคะ แพทย์แผนไทย พยาบาล นักบำบัดทางเลือกทั้งตามแนวทางแพทย์แผนไทยและแผนอายุรเวชของอินเดีย และศิลปิน เป็นต้น

5. ตารางกิจกรรม

วันที่ 1.

8.00-9.00
Registration ลงทะเบียนเข้าแค้มป์ เช็คอินเข้าห้องพัก
9.00 - 9.30
Getting to know you ทำความรู้จักกันและเรียนรู้จากกันและกัน
9.30 - 10.00
Classroom: Total lifestyle change ชั้นเรียนเปลี่ยนชีวิตในวัยสูงอายุอย่างสิ้นเชิง
10.00 - 12.00
Workshop: Digital Photography เรียนรู้พื้นฐานหลักวิชาการถ่ายรูป และใช้โทรศัพท์ถ่ายรูปให้สวย
12.00-14.00
Workshop: Cook your own meal กิจกรรมสาธิตสอนแสดงการทำอาหารแบบ low fat PBWF และลงมือทำอาหารเองทานเอง
14.00 - 15.00
Workshop: Strength training การฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
15.00 - 15.30
Coffee break
15.30 - 18.00
Workshop: Shooting with cameras กิจกรรมเดินทางไกล ตามล่าหาวิวสวยๆถ่ายรูปเพื่อส่งประกวด
18.00 - 20.00
Dinner and entertainment อาหารเย็นและกิจกรรมสันทนาการตามอัธยาศัย

วันที่ 2.

6.30 - 7.30
Workshop: Tai Chi and balance exercise: กิจกรรมฝึกสติวางความคิดแบบไทชิ (รำมวยจีน) และฝึกการทรงตัว
7.30 – 9.00
Breakfast and personal time - กิจกรรมทำอาหารเช้ากินเอง อาบน้ำ และพักผ่อนส่วนตัว
9.00 - 10.00
Workshop: Nutrition and Food shopping โภชนาการและกิจกรรมจ่ายตลาดฉลาดซื้อ
10.00 - 12.00
Workshop: ฺWater color painting กิจกรรมฝึกวาดภาพสีน้ำ
12.00 - 13.00
Lunch อาหารกลางวัน
13.00 - 15.30
Ballroom dancing เรียนเต้นรำแบบบอลรูม
15.30 - 16.00
Coffee break พักดื่มน้ำชากาแฟ
16.00 - 17.00
Workshop: Sprout everything กิจกรรมเพาะต้นอ่อนสะเปร้าท์เพื่อทำสลัดสะเปร้าท์
17.00 - 20.00
Workshop: Cooking Festival มหกรรมทำอาหารเย็นกินเองและประกวดฝีมือทำอาหารสุขภาพ

วันที่ 3.

6.30 - 7.30
Workshop: Bush Walking กิจกรรมเดินป่า ปีนเขา ฝึกการทรงตัว และสติ
7.30 – 9.00
Breakfast and personal time - กิจกรรมทำอาหารเช้ากินเอง อาบน้ำ และพักผ่อนส่วนตัว
9.00 - 12.00
กิจกรรมแบ่งกลุ่มหมุนเวียน
GroupA: ฝึกทำซาละเปาแบบวีแกน
GroupB: ฝึกทำขนมจีบแบบวีแกน
GroupC: นวดผ่อนคลาย
12.00-13.00
Lunch พักรับประทานอาหารกลางวัน
13.00-14.00
Workshop:
Japanese brain challenge เกมส์ประลองเชาวน์แบบญี่ปุ่น
14.00-15.00
Workshop: Photo Festival เทศกาลประกวดภาพถ่าย
15.00 น.
Camp Finale ปิดแค้มป์

6. การลงทะเบียนเข้าแค้มป์

     กรุณาติดต่อที่คุณเอ๋ย (เชิญขวัญ) ที่หมายเลข 063 639 4003 หรือ 02 038 5115หรือไลน์ @wellnesswecare หรืออีเมล chernkwan@wellnesswecare.com แล้วโอนเงินเข้าบัญชีกระแสรายวัน ธนาคารกสิกรไทย สาขาสมุทรปราการ ชื่อบัญชี  บริษัท เมก้า วี แคร์ จำกัด เลขที่บัญชี 007-368-5478
หรือลงทะเบียนด้วยตนเองผ่านเว็บไซท์
https://www.wellnesswecare.com/th/static/program-calendar

8. ราคาค่าลงทะเบียน

     คนละ 7,000 บาท ค่าลงทะเบียนนี้ครอบคลุมถึงค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าวิทยากร ค่าอุปกรณ์การฝึกทักษะ เป็นต้น แต่ไม่ครอบคลุมถึงค่าเดินทางไปและกลับระหว่างบ้านกับแค้มป์ (ผู้ป่วยไปเองกลับเอง)

9. วันเวลาเปิดแค้มป์ (CFM2)

     31 สค. - 2 กย. 62

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

ลิ่มเลือดในหัวใจห้องล่างซ้าย (LVT) ต้องกินยากันเลือดแข็งไหม

เรียนคุณหมอสันต์
เมื่อเดือนพ.ค. 61 ผมมีอาการแน่นหน้าอกเข้าโรงพยาบาลฉุกเฉิน สวนหัวใจฉีดสี ขณะฉีดสีหัวใจหยุดเต้น หมอต้องปั๊มหัวใจ CPR รอดขึ้นมาได้ ฉีดสีพบว่ามีตีบ 100% LAD 99%RCA normal LM ได้ทำ PCI ใส่ stent หนึ่งอันที่ LAD ส่วน RCA ต้องรอใส่ครั้งหน้า หลังฉีดสีหัวใจล้มเหลว EF 40% และ Echo หมอสงสัยมี clot ใน LV และได้สั่งให้ยาวาร์ฟารินแต่ผมไม่อยากกินเพราะกินแล้วต้องเจาะเลือดบ่อยและกลัวเลือดออกในสมอง จึงไปหาหมออีกรพ. ...(ที่สอง) และสองวันที่ผ่านมานี้ผมไปหาหมอ ... ที่รพ....(ที่สาม) ทั้งสองแห่งทำเอ็คโคแล้วก็บอกว่าสงสัยมี clot เช่นกันแต่ไม่แน่ใจ ทั้งสามหมอแนะนำให้กินยาวาร์ฟารินเหมือนกันหมด บางท่านว่ากินไปตลอดชีวิตปลอดภัยที่สุด บางท่านว่ากินไปก่อนไม่มีกำหนดแล้วค่อยมาว่ากัน ผมได้ส่งผลเอ็คโคและผลการสวนหัวใจมาพร้อมนี้ รบกวนเวลาคุณหมอช่วยตอบด้วยนะครับ
ขอบพระคุณครับ

...........................................................

ตอบครับ

     ประเด็นที่ 1. หมอทำเอ็คโคแล้วสงสัยจะมีลิ่มเลือดอยู่ในหัวใจห้องล่างซ้าย (left ventricular thrombus - LVT) ควรจะกินยากันเลือดแข็ง (วาร์ฟาริน) ไหม ตอบว่าเวลาคุณสงสัยว่าเจ้าหนุ่มคนนั้นจะมาแต๊ะอั๋งแฟนคุณแต่คุณจับไม่ได้คาหนังคาเขา คุณจะยิงเขาโป้งเลยไหมละ หิ หิ ขอโทษ พูดเล่น ครือว่าการลงมือรักษาด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้ต้องสงสัยเนี่ย ถ้าไม่หมดท่าจริงๆ ไม่มีหมอคนไหนทำหรอกครับ ขนาดที่ชัวร์ป้าดเลยการทำเอ็คโคอย่างที่คุณทำมานี้ (TTE) ยังมีความแม่นยำ (accuracy) ในการวินิจฉัย LVT แค่ 82% นี่ขนาดหมอบอกว่าชัวร์ป้าดเลยนะ ยังผิดได้ถึง 18% แต่ถ้าหมอบอกว่าแค่สงสัย ยังไม่กล้าฟันธงวินิจฉัยด้วยซ้ำ มันจะผิดได้ถึงกี่เปอร์เซ็นต์คุณลองคิดดู ตามหลักวิชาก็คือเมื่อยังวินิจฉัยไม่ได้ก็ยังไม่ต้องลงมือรักษา ยกเว้นว่าเป็นเรื่องด่วนคอขาด สำหรับกรณีของคุณนี้เป็นการวินิจฉัยลิ่มเลือด LVT หลังจากเกิดเหตุการณ์กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันมาแล้วนานหนึ่งปี จึงไม่ใช่เรื่องด่วนคอขาดแน่นอน

     ประเด็นที่ 2. แล้วมันมีวิธีวินิจฉัยลิ่มเลือด LVT ที่ดีกว่าการทำเอ็คโคธรรมดาไหม ตอบว่ามีครับ มาตรฐานทองคำของการวินิจฉัยลิ่มเลือด LVT ทุกวันนี้คือการใช้คลื่นแม่เหล็กตรวจหัวใจโดยฉีดสีร่วมด้วย (CE-CMR) ซึ่งมีความแม่นยำกว่าการทำเอ็คโคแบบธรรมดา (TTE) ทุกประตู ในกรณีที่หมอไม่ชัวร์การวินิจฉัยจากเอ็คโค การทำ CMR เป็นคำตอบที่ดีที่สุด ข้อดีของการทำ CMR อีกอย่างหนึ่งก็คือมันแยกแยะว่าลิ่มเลือดที่เป็นของเก่ามานานแล้วกับที่เป็นของใหม่ออกจากกันได้ซึ่งมีประโยชน์มากในการช่วยตัดสินใจรักษา เพราะหากเป็นลิ่มเลือดที่เพิ่งก่อตัวใหม่ ก็มีแนวโน้มจะได้ประโยชน์จากยากันเลือดแข็งในแง่ที่จะไม่ให้เกิดลิ่มเลือดพอกพูนเพิ่มขึ้นอีก พูดมาถึงตอนนี้ผมย้ำนิดหนึ่งนะว่ายากันเลือดแข็งไม่ได้เป็นญาติกับยาละลายลิ่มเลือด มันละลายลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นแล้วไม่ได้ อย่างดีมันก็แค่ป้องกันไม่ให้ลิ่มเลือดเกิดขึ้นใหม่เท่านั้น โอกาสเกิตลิ่มเลือดใหม่ในหัวใจห้องล่างซ้ายแทบไม่มีเลยหากไม่เกิดเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันขึ้นซ้ำทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนนิ่งไม่กระดิก เพราะในหัวใจที่บีบตัวได้ดีๆปู้ด ปู้ด ปู้ด ตลอดเวลา ลิ่มเลือดจะไม่ก่อตัวขึ้นในนั้น

     ประเด็นที่ 3. ติ๊งต่างว่าคุณมีลิ่มเลือด LVT จริง ควรจะใช้ยากันเลือดแข็งรักษาไหม หิ หิ ตอบว่ายังไม่มีหลักฐานวิจัยแบบสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบที่จะช่วยตอบคำถามนี้ได้เลย แต่วิทยาลัยโรคหัวใจและสมาคมหัวใจอเมริกัน (ACC/AHA) ก็ออกคำแนะนำมาตรฐานมาแล้วเรียบร้อยว่า "แม้จะไม่มีหลักฐาน (Level Of Evidence = C) แต่ในคนไข้ที่มีลิ่มเลือด LVT หล้งเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิดที่คลื่นหัวใจยก (STEMI) การจะให้ยากันเลือดแข็งก็เป็นวิธีรักษาที่มีเหตุผล"  หิ หิ เล่นหลักฐานไม่ได้ก็ไปเล่นเหตุผลแทน มีอะไรมะ

     ความจริงหลักฐานในเรื่องนี้ก็มีอยู่นะ แต่หมอโรคหัวใจส่วนใหญ่มักจะมองข้ามไปเพื่อความสบายใจของตัวเอง หลักฐานที่ว่าคืองานวิจัยคลาสสิกที่ตีพิมพ์ไว้ในวารสาร JACC ซึ่งติดตามดูผู้ป่วยเป็นลิ่มเลือดแบบ LVT หลังการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันที่ปฏิเสธไม่ยอมกินยากันเลือดแข็งจำนวนทั้งสิ้น 21 คนเป็นเวลานานสองปีเพื่อจะดูว่าอัตราการเกิดลิ่มเลือดปลิวกระจายไปเป็นอัมพาตหรืออะไรร้ายๆจะมีสักกี่เปอร์เซ็นต์ ผลปรากฎว่ามีเรื่องร้ายเกิดขึ้นคิดเป็นเปอร์เซ็นต์...แถ่น แทน แท้น... 0%

     "เออ คุณหมอครับ แล้วงี้จะให้ยากันเลือดแข็งไปทำพรื้อ"

     "ก็เพราะว่า..ในการรักษาโรค เราควรเลือกวิธีรักษาที่ทำให้เราสบายใจนะครับ"

     "สบายใจของใครครับ ของคุณหมอหรือของผม"

     "ก็สบายใจของทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ แต่ว่าถ้าคุณจะไม่รับยาก็ได้ แต่คุณต้องเซ็นไว้ก่อนว่าคุณเป็นอะไรไปแล้วจะไม่มาฟ้องผมนะ  เพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่าย หิ หิ"

     ประเด็นที่ 4. อ้าว ผ่านไปแค่สองปีอาจจะยังไม่มีเรื่อง แล้วหลังจากนั้นละ อาจจะมีเรื่องร้ายๆเกิดขึ้นก็ได้ไม่ใช่หรือ ตอบว่างานวิจัยที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดก็คืองานวิจัยตีพิมพ์ไว้ในวารสาร JACC อีกฉบับหนึ่งซึ่งติดตามผู้ป่วย LVT สมัยที่โรคนี้ยังชุกชุมดกดื่นเพราะการรักษาโรคห้วใจสมัยนั้นไม่ได้เนี้ยบอย่างสมัยนี้ พบว่าในคนไข้ 119 คน เกือบทั้งหมดเกิดเรื่องลิ่มเลือดปลิวไปอุดโน่นอุดนี่ในเวลา 3-4 เดือนนับจากวันเกิดเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หลังจากนั้นไปก็แทบไม่เกิดเรื่องเลย ดังนั้นการจะลงมือป้องกันการเกิดเรื่องก็ต้องรีบลงมือภายใน 3-6 เดือน ไม่ใช่รอมานานเป็นปีอย่างคุณนี้ มันเลยเวลาที่จะเกิดเรื่องมาแล้ว 

     ประเด็นที่ 5. ถ้าหากจะให้ยากันเลือดแข็ง ควรให้กินนานเท่าใด หรือว่าต้องกินตลอดชีพ ตอบว่าโห..แค่เรื่องจะกินหรือไม่กินดียังไม่มีหลักฐานเลย กินนานเท่าไหร่จะไปเอาหลักฐานมาจากไหนกันละพ่อคุณ คำแนะนำมาตรฐานบางสำนัก(ACC/AHA)ไม่พูดดื้อๆว่าจะให้นานเท่าไหร่ บางสำนัก(ACCP)ว่าให้นาน 3 เดือน บางสำนัก(ESC)ว่าให้นาน 6 เดือน ทั้งหมดนี้ล้วนเดาเอาทั้งนั้น สรุปว่าจะกินนานเท่าไหร่ก็เลือกเอาที่คุณชอบก็แล้วกัน

     "แล้วสรุปหมอสันต์ว่าผมควรกินยากันเลือดแข็งหรือไม่ครับ"

     อ้าว..นั่นมันเรื่องของคุณนะ ไม่ใช่เรื่องของผม ผมมีหน้าที่แค่ให้ข้อมูลคุณเท่านั้น อย่างไรก็ตามคุณเซ็นไว้เสียหน่อยก็ดีว่าไม่ว่าคุณจะเป็นอะไรไปจากการเลือกทางไหนก็ตามคุณจะไม่มาเอาเรื่องผม เพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่าย..หิ หิ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Delewi R, Nijveldt R, Hirsch A, et al. Left ventricular thrombus formation after acute myocardial infarction as assessed by cardiovascular magnetic resonance imaging. Eur J Radiol 2012; 81: 3900–3904.
2. Meurin P, Brandao Carreira V, Dumaine R, et al. Incidence, diagnostic methods, and evolution of left ventricular thrombus in patients with anterior myocardial infarction and low left ventricular ejection fraction: a prospective multicenter studyAm Heart J 2015; 170: 256–262.
3. Roifman I, Connelly KA, Wright GA, et al. Echocardiography vs. cardiac magnetic resonance imaging for the diagnosis of left ventricular thrombus: a systematic reviewCan J Cardiol 2015; 31: 785–791. 
4. Nihoyannopoulos P, Smith GC, Maseri A, et al. The natural history of left ventricular thrombus in myocardial infarction: a rationale in support of masterly inactivityJ Am Coll Cardiol 1989; 14: 903–911. 
5. Visser CA, Kan G, Meltzer RS, Dunning AJ, Roelandt J. Embolic potential of left ventricular thrombus after myocardial infarction: a two-dimensional echocardiographic study of 119 patients. J Am Coll Cardiol. 1985 Jun; 5(6):1276-80.