25 กุมภาพันธ์ 2563

น้ำหนักลดมากเกินไปทำอย่างไรดี

เรียนคุณหมอที่เคารพ
ดิฉันมีปัญหาน้ำหนักลดและผอมมาก ปีกลาย 54 กก. ปีนี้ 49 กก. สูง 166 ซม.ค่ะ อายุ 62 ปี อย่างนี้น้ำหนักน้อยไปไหม น้ำหนักลดมากแค่ไหนจึงจะต้องกังวลคะ หรือว่าไม่ต้องกังวล จะให้ทนเบื่อคนทักเอาก็ได้นะหากไม่มีโทษอย่างอื่น ถ้าควรแก้ไขดิฉันควรแก้ไขเรื่องผอมนี้อย่างไร มียารักษาให้หายผอมไหม ตอนนี้ยาที่กินอยู่มี Aspirin, Cozarr, rosuvastatin, propanolol

......................................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าแค่ไหนจึงจะเรียกว่าน้ำหนักน้อยเกินไป ตอบว่าในทางการแพทย์ถือเอาดัชนีมวลกาย (BMI) ต่ำกว่า 18.5 กก./ตรม. เป็นเกณฑ์วินิจฉัยว่าผอมจนผิดปกติ ดัชนีมวลกายนี้คำนวณจากน้ำหนักเป็นกก. หารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรสองครั้ัง ยกตัวอย่างเช่นคุณน้ำหนัก 49 กก. สูง 166 ซม. ก็เอา 49 ตั้งแล้วเอา 1.66 ไปหาร หารครั้งที่หนึ่งได้ 29.5 ก็เอาค่าที่ได้ 29.5 นี้ตั้ง เอา 1.66 ไปหารเป็นครั้งที่สอง ได้17.7 นั่นแหละคือดัชนีมวลกายของคุณ

     2. ถามว่าน้ำหนักลดลงมากแค่ไหนจึงจะต้องกังวล ตอบว่าวงการแพทย์ถือว่าหากน้ำหนักลดลงมากกว่าเดิมเกิน 5% ในเวลา 1 ปีโดยไม่ได้ตั้งใจลด ถือว่าเป็น unintentional weight loss ซึ่งเป็นโรคอย่างหนึ่งที่จะต้องสืบค้นหาสาเหตุและแก้ไข หากไม่แก้ไขพบว่าอัตราตายจะเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติถึงหนึ่งเท่าตัว และทำให้คุณภาพชีวิตลดลงจากกล้ามเนื้อลีบ ภูมิคุ้มกันตก ภาวะซึมเศร้า และการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคต่างๆได้ง่าย

     อย่างของคุณนี้เดิมน้ำหนักเมื่อปีที่แล้ว54 กก. ปีนี้ลดลงเหลือ 49 กก. หายไป 4 กก. คือ 7.4% ก็ถือว่าน้ำหนักลดมากถึงระดับที่ต้องค้นหาสาเหตุและแก้ไขครับ

     อย่างไรก็ตามขอให้ท่านผู้อ่านทั่วไปที่สูงอายุแล้วเข้าใจให้ตรงกันก่อนนะว่าธรรมชาติของร่างกายมนุษย์เรานี้เมื่อแก่ตัวแล้วจะเบื่ออาหารและผอมลง (physiologic anorexia of aging) เพราะตัวฮอร์โมนก่อความอิ่ม (satiating hormone) หลายชนิดเพิ่มขึ้นในกระแสเลือด เพียงแต่การลดของน้ำหนักจะไม่เป็นไปอย่างฮวบฮาบเกิน 5% ต่อปี

     3. ถามว่าอะไรเป็นสาเหตุของน้ำหนักลดบ้าง ตอบตามสถิติว่าสาเหตุของน้ำหนักลดในผู้ใหญ่เรียงตามลำดับมากไปหาน้อย ดังนี้

(1) เป็นมะเร็งซ่อนอยู่ไหนสักแห่ง
(2) เป็นโรคซึมเศร้าหรือโรคเครียดกังวล
(3) เป็นโรคสมองเสื่อม
(4) ไม่ทราบสาเหตุ
(5) มีความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ เช่นต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ทั้งแบบไฮเปอร์และไฮโป ต่อมหมวกไตทำงานผิดปกติแบบไม่ผลิตฮอร์โมน
(6) เป็นเบาหวาน
(7) เป็นโรคของระบบทางเดินอาหาร เช่นแผลในกระเพาะ กรดไหลย้อน ลำไส้แปรปรวน การดูดซึมผิดปกติ
(8) ฟันไม่ดี
(9) เป็นเพราะยาที่กิน
(10) ติดยาเสพย์ติด รวมทั้งแอลกอฮอล์ กัญชา ฝิ่น เฮโรอีน
(11) เป็นโรคจิตชนิดกินแล้วอาเจียน (eating disorder)
(12) มีพยาธิตัวตืดในลำไส้
(13) ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจล้มเหลว โรคปอดเรื้อรัง ติดเชื้อในกระแสเลือด ภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เป็นต้น
(14) ขาดสารอาหารจากการกินอาหารได้ไม่ครบ

     4. ถามว่าจะแก้ไขน้ำหนักลดนี้ได้อย่างไร ตอบว่าก็ต้องได้รับการตรวจคัดกรองหาสาเหตุทั้ง 14 โรคข้างต้นอย่างครบถ้วนก่อน ไม่ใช่ตรวจตูมเดียวทุกอย่าง แต่ตรวจแบบพื้นฐานเช่นตรวจร่างกายตรวจเลือดและเอ็กซเรย์ก่อน ข้อมูลที่ได้จะบ่งชี้ให้ตรวจอย่างอื่นที่ซับซ้อนยิ่งๆขึ้นไป ทั้งนี้ก่อนที่จะสรุปว่าหาสาเหตุไม่ได้นอกจากจะตรวจเคมีของเลือด (blood chemistry) อย่างละเอียดแล้ว อย่างน้อยควรจะได้ตรวจหาไข่พยาธิและเลือดตกค้างในอุจจาระ (stool exam) ถ้าจำเป็นก็อาจจะต้องส่องตรวจลำไส้ใหญ่ (colonoscopy) และตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ทั้งตัว (total body CT) หากพบสาเหตุก็แก้ไขไปตามสาเหตุ หากไม่พบสาเหตุก็รักษาแบบครอบจักรวาล ได้แก่

(1) เปลี่ยนนิสัยการกิน จากเดิมที่โน่นก็กินไม่ได้ นั่นกินแล้วก็ไม่ดี ให้เปลี่ยนมาเป็นกินทุกอย่างที่ขวางหน้า ในปริมาณที่มากพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารให้แคลอรี่เช่นข้าวกล้องต้องได้ในปริมาณที่มากพอ มิฉนั้นร่างกายจะไปเอากล้ามเนื้อมาสลายเอาพลังงานซึ่งจะทำให้ผอมยิ่งขึ้ัน

(2) เริ่มต้นการออกกำลังกายควบแบบแอโรบิกทุกวัน และแบบเล่นกล้ามวันเว้นวัน แอโรบิกจะเพิ่มความอยากอาหาร การเล่นกล้ามในภาวะโภชนาการที่ดีจะทำให้มีมวลกล้ามเนื้อมากขึ้น

(3) จัดการความเครียดให้ดี แบ่งเวลาให้มีเวลาพักผ่อนไม่ใช่เอาแต่ทำงานทั้งวันทั้งคืน ควรจะมีเวลานอกเวลางานที่จะได้ "ใช้ชีวิต" มองดูดอกไม้ต้นไม้ให้จิตใจเบิกบาน ควรจัดเวลานอนหลับให้พอด้วย ถ้านอนไม่หลับก็ต้องนั่งสมาธิก่อนนอนจนความคิดหมดแล้วค่อยเข้านอน

(4) ยาที่ไม่จำเป็นให้เลิกเสียให้หมดก่อน อย่างในกรณีของคุณนี้ยา propanolol และ rosuvastatin นั้นมีความสัมพันธ์กับการเกิดน้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจในผู้ป่วยบางราย จึงควรเลิกไปเสียก่อน เมื่อแก้ปัญหาน้ำหนักลดได้แล้วค่อยมาว่ากันใหม่

     5. ถามว่ามียากินให้หายผอมไหม ตอบว่ายาที่อย.สหรัฐ (FDA) อนุมัติให้รักษาโรคผอมนั้นไม่มีดอก แต่พวกหมอก็ไม่วายอาศัยผลข้างเคียงของยารักษาโรคอื่นมารักษาโรคผอมแบบ off label ซึ่งว่าไปแล้วก็เป็นการประกอบวิชาชีพอย่างผิดวิธี เช่นให้กินยาต้านซึมเศร้าชื่อ   Mirtazapine (Remeron) ให้กินเพื่อให้อยากอาหาร เป็นต้น ฮอร์โมนเพศเทียมตัวหนึ่งชื่อ megestrol ก็เป็นที่รู้กันว่าสร้างความอยากอาหารได้ cyproheptadine เป็นยาแก้แพ้ที่มีผลข้างเคียงทำให้อยากอาหาร ในเมืองไทยนี้ยังมียาที่ฝรั่งไม่อนุญาตให้ใช้อีกตัวหนึ่งคือ pizotifen (Mosegor) ซึ่งโฆษณาว่าเป็นยากระตุ้นความอยากอาหารโดยตรงโต้งๆ ทั้งหมดนี้ไม่เคยมีหลักฐานวิจัยว่ามียาไหนทำให้อัตราตายของผู้ป่วยโรคผอมลดลงไปได้สักตัวเดียว ดังนั้นผมไม่สนับสนุนให้เพิ่มน้ำหนักด้วยการใช้ยาครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

24 กุมภาพันธ์ 2563

(เรื่องไร้สาระ 5) ปิคนิคระดับหรู

    สมัยเป็นหมออยู่ที่นิวซีแลนด์ ผมได้ติดนิสัยฟุ่มเฟือยของฝรั่งกีวี่มาอย่างหนึ่ง คือการชอบไปปิคนิค อาทิตย์ไหนไม่ได้อยู่เวรเป็นต้องขนลูกเมียและเสื่อไปปูปิคนิคในปาร์คในเมืองบ้าง นอกเมืองบ้าง พอกลับมาอยู่บ้านเรามันไม่มีปาร์คให้นั่งปิคนิคสบายๆอย่างนั้นแล้ว แต่นิสัยเดิมก็แก้ไม่หาย บางครั้งพื้นที่เป็นพงรกชัฎ แถมร้อนตับแล่บ ยุงแมลงเพียบ คนอื่นไม่มีใครเอาด้วย แต่ผมก็ปูเสื่อหรือวางเก้าอี้ปิคนิคของผมอยู่คนเดียว

    เดือนที่แล้วผมมีโอกาสได้แวะไปดูที่ดินเก่าแก่ของตัวเอง มีอยู่ประมาณ 2 ไร่อยู่ริมคลองแห้งเล็กๆที่ไม่มีน้ำ อยู่ในมวกเหล็กวาลเลย์นี้เอง กะว่าจะเปลี่ยนบรรยากาศหามุมเงียบๆปูเสื่อนั่งสมาธิอยู่คนเดียวสักพัก แต่พอไปถึงก็พบว่าไฟป่าได้เผาต้นกระถินยักษ์และหญ้าวอดดำสนิทไปหมด ผมเหลียวซ้ายแลขวาไม่เห็นมีใครก็จึงเอาเสื่อจากท้ายรถไปปูปิคนิคบนพื้นขี้เถ้าดำๆนั่นแหละ คลองนี้สมัยก่อนฝรั่งที่เป็นเจ้าของมวกเหล็กวาลเลย์ทำฝายแม้วกั้นคลองไว้เป็นช่วงๆ แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เพราะไม่มีน้ำ ผมปักหลักปูเสื่อนั่งอยู่กลางฝายแม้ว ปลีกวิเวกตากยุงยามค่ำอยู่คนเดียว ลมพัดขี้เถ้าคลุ้ง กลิ่นขี้เถ้าแห้งฉุนจมูกกึก คิดถึงว่าสมัยก่อนที่นี่คงเป็นป่าทึบเพราะมวกเหล็กวาลเลย์นี้มันเป็นส่วนหนึ่งของป่าดงพญาเย็น คิดถึงเพลงของคณะวนศาสตร์ที่ตัวเองเคยร้องสมัยเรียน ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน

     "..ป่าดง พงไหน 
บุกไปเราไม่ย่อท้อรอรา
เรารัก พนัสไพร เพราะป่าไม้เป็นของเมืองไทย
เฝ้าถนอม ทรัพย์สินของชาติไว้
ลำเค็ญเพียงไร ให้ชาติไทยเรานั้นรองเรือง
ให้ชาติไทยเรานั้นรุ่งเรือง.."

     คิดถึงคณะวนศาสตร์ ก็เลยคิดไปถึงหลักวิชาปลูกป่าไม้ที่จะต้องนำด้วยการเคลียริ่ง พล้านติ้ง วอเตอริ่ง, วี้ดดิ้ง (clearing, planting, watering, weeding) ในประเด็นที่ต้องเคลียริ่งก่อนนั้นคือการเอาต้นไม้เก่ารกๆออกแล้วเปิดหน้าดินให้ราบโล่งซึ่งเป็นวิธีที่ผมเห็นว่าไม่ค่อยเข้าท่าเพราะฝนมาทีเดียวหน้าดินก็ไปหมด แถมพอลงกล้าไม้ลงไปแล้วก็ไม่มีพืชพี่เลี้ยงให้ร่มเงาทำให้ตายมากกว่ารอด แต่ริมสองฝั่งคลองลำรางสาธารณะเบื้องหน้าผมตอนนี้เทพอัคนีได้ทำเคลียริ่งไว้ให้เรียบร้อยแล้ว มันน่าลองปลูกป่าตามหลักวิชาวนศาสตร์ดูนะ หากเอารถบัคโฮมาฝังเศษกิ่งไม้ที่เกะกะเสีย ก็พร้อมที่จะปลูกป่าได้ทันที การปลูกป่าด้วยต้นไม้พันธ์สูงใหญ่ขึ้นมาบนสองฝั่งคลองสาธารณะนี้ ถ้าปลูกยางนาก็คงได้ราว 100-200 ต้น ไปภายหน้ามันอาจจะเป็นคลองยางนาให้คนรุ่นหลังได้ใช้นั่งพักผ่อนหลบแดดและเก็บเห็ดก็ได้ คิดได้ดังนั้นแล้วก็จึง..ลงมือเลย

     การปลูกป่า แค่ปลูกต้นไม้ 200 ต้นด้วยตัวผมเองนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพราะถึงจะแก่แล้วแต่ก็ยังพอมีแรงลุยอยู่ แต่การจะดูแลรักษาด้วยวี้ดดิ้งคือดายหญ้าและวอเตอริ่งคือรดน้ำเนี่ยสิครับ มันหืดขึ้นคอเพราะ มันต้องใช้เวลาอย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นทรัพยากรหายากสำหรับผม ในเรื่องน้ำนั้นประสบการณ์ปลูกป่าที่อื่นๆมาก่อนสอนผมว่าถ้าลากสายยางหรือหิ้วกระแป๋งรดน้ำไปไม่ถึงแล้วก็อย่าไปปลูกให้เหนื่อยเลย เพราะพอหมดฝนและไฟป่ามามันก็เด๊ดสะมอเร่หมด คราวนี้ผมจึงวางแผนเรื่องการรดน้ำไว้ก่อนเป็นขั้นเป็นตอนอย่างละเอียด ตั้งถังแกรนิต เดินท่อดำ ลากสายยางเลียบฝั่งคลอง ทางด้านต้นกล้า แดดร้อนเปรี้ยงอย่างนี้ หากทิ้งกล้าไม้ไว้กลางแดดแค่ข้ามวันก็จะตายหมด ผมจึงให้ผู้ช่วยไปหาซื้อไม้ไผ่เพื่อเอามาทำโครงเรือนเพาะชำขนาดเล็กขึ้น เอาซาแลนขึ้นพาดแทนหลังคาเพื่อพรางแดด เปิดข้างโล่งไว้ ผมชอบไม้ไผ่เพราะมันโรแมนติกดี
เนอร์สเซอรี่ โน..โรแมนติก

     แต่พอลูกน้องซื้อของมาจริงกลับไปซื้อเหล็กกลมฉาบผิวมันวับมาแทนเสียฉิบ

     "เฮ้ย บอกว่าให้เอาไม้ไผ่ไง ไหงไปซื้อเหล็กมาแทนละ" เขาตอบว่า

     "ผมเช็คราคาแล้ว ไม้ไผ่กับเหล็กราคาเท่ากัน ผมเลยซื้อเหล็กเพราะมันทนกว่าครับ"

     อึ้ง..กิม กี่ ไปเลย ผมเลยแกล้งถามประชดว่า

     "เสาก็จะเอาเหล็กด้วยหรือ" เขาตอบว่า

     "ผมเตรียมไม้กระถินที่เหลือจากไฟไหม้ไว้ทำเสาแล้วครับ"

     รำพึงในใจว่าเดี๋ยวนี้ไม้ไผ่แพงเท่ากับเหล็กเลยรึนี่ ไม้ไผ่นี่มันหญ้าดีๆนี่เอง เด็กก็ปลูกได้ เพราะตอนผมอายุแปดขวบเคยช่วยคุณตาชำต้นไผ่ปลูกต้นไผ่ เออ..แล้วทำไมเราไม่ปลูกไผ่ไว้ใช้งานเองนะ แต่คิดแล้วก็ต้องรีบหยุดความคิดไว้กลางคันเพราะต้องหันมาสนใจเรื่องความโรแมนติกของเนอร์สเซอรี่ที่ตรงหน้า ซึ่งจะกลายเป็นเนอร์สเซอรี่โนโรแมนติกไปเสียแล้ว ยังดีที่มีเสาไม้กระถินยักษ์พอให้มีความรู้สึกโรแมนติกเหลืออยู่บ้าง ผมถ่ายรูปเนอร์สเซอรี่นี้มาให้ดูด้วย เลือกมุมกล้องที่คุณดูไม่ออกหรอกว่ามันใช้เหล็กกลมที่น่าเกลียดแทนไม้ไผ่
กระท่อมเขียว อย่าถามถึงคนออกแบบ

     แล้วเอากล้าไม้ป่าเข้าไปเก็บไว้ในนั้นก่อนเพื่อทะยอยปลูก ไปปลูกไม้ป่าแต่ละทีก็ปูเสื่อปิคนิคกลางดินทีหนึ่ง มีความสุขมาก..ก

     พอมีความสุขแล้วก็ แหม..อยากให้หมอสมวงศ์มาปิคนิคด้วย แต่เธอเป็นคนแพ้ชนบท โดยเฉพาะชนบทประเภทรกๆ เพราะเธอแพ้ยุงและแมลงทุกชนิด แล้วเธอก็ไม่เหมือนผมที่ปลดทุกข์ในสุมทุมพุ่มไม้ตรงไหนก็ได้ การจะชวนเธอมาผมต้องสร้างความศิวิไลซ์ขึ้นมาก่อน ฮ้า คิดได้แล้ว โรงเก็บจอบที่บ้านนกฮูก ใช่แล้ว สมัยปลูกป่าหลังบ้านนกฮูกเคยทำโรงเก็บจอบไว้หลังหนึ่ง ตอนนี้ถูกทิ้งอยู่ในพงเพราะไม่ได้ใช้ ยกมันมาไว้ที่นี่ดีกว่า เพราะงานปลูกป่าริมคลองแห้งนี้คงจะต้องติดตามรดน้ำพรวนดินดายหญ้าต่อไปอีกอย่างน้อยก็สองปี โอเค้. เอ้า เฮ้..ปฏิบัติการ

      ลากมาแล้วจอดมันไว้ตรงริมคลอง ผมตั้งชื่อมันว่ากระท่อมเขียว เพราะมันเป็นกระท่อมฝีมือออกแบบของผมเอง เป็นสังกะสีสีเขียวอึ๊ดไร้เรื่องราวใดๆ มีแต่หน้าต่างกระจกกรอบขาวแก้เลี่ยน ทาสีประตูไม้ผุๆเพื่อย้อมแมวให้ดูใหม่ขึ้นเสียหน่อย คนจะได้ไม่รู้กำพืดเดิมว่ามันเป็นแค่ที่เก็บจอบ แล้วไปบอกหมอสมวงศ์ว่าไปปิคนิคดูกระท่อมเขียวกันไหม

     ปิคนิควันนี้เนื่องในโอกาสจะมาปลูกต้นไม้ล็อตสุดท้าย เป็นปิคนิคที่เรียบๆ ง่ายๆ ตั้งม้านั่งปิคนิคแบบพับได้ แล้วตั้งโต๊ะปิคนิคตัวเล็กๆ เสียบร่มสีแดง 199 บาทจากอิเกียเมื่อปีก่อน มีกาแฟ ขนมปังซาวโดแบบฝรั่งเศษที่เพื่อนทำมาฝาก คุ้กกี้ทำจากถั่วบวกนัทฝีมือหมอสมวงศ์ และผลไม้ หากถือตามมาตรฐานของเพื่อนชาวอังกฤษ อย่างนี้ถือว่าเป็นปิคนิคที่อู้ฟู่แล้ว เพราะพวกเพื่อนผมที่เป็นคนอังกฤษเวลาเอาคุ้กกี้ออกมาปิคนิคต้องพร่ำขอโทษขอโพยในความฟุ่มเฟือยของตัวเอง คนอังกฤษรุ่นโน้นปิคนิคด้วยชาร้อนอย่างเดียวบนโต๊ะปูผ้าขาวประดับด้วยแจกันเสียบดอกหญ้า..นี่ถือว่าสุดหรูละ แม้แต่น้ำตาลก็ยังมีไม่ได้เพราะถูกจัดเป็นของฟุ่มเฟือยเกินชีวิตสามัญชน
อะไรที่วางบนโต๊ะไม่ใช่คุณค่าที่แท้จริงของปิคนิค

    การจะมีอะไรอร่อยหรูเริดแค่ไหนออกมาวางบนโต๊ะไม่ใช่คุณค่าที่แท้จริงของปิคนิค คุณค่าที่แท้จริงของปิคนิคอยู่ที่การได้มาสัมผัสธรรมชาติ การได้ฟีล (feel) ธรรมชาติรอบตัวโดยไม่ต้องคิดพิพากษาตัดสินอะไร แค่รับรู้ธรรมชาติรอบๆตัว ต้นไม้ ดอกไม้ สวยบ้าง แห้งบ้าง ดินเปลือยเปล่าหลังไฟไหม้ หญ้าธรรมชาติ สูงๆต่ำๆ สายลมแผ่วบ้าง แรงบ้าง หินในคลองแห้ง ก้อนเล็กบ้าง ก้อนใหญ่บ้าง แสงแดดอุ่นบ้าง ร้อนบ้าง เสียงนก ดังบ้าง เบาบ้าง ได้กำซาบ ซาบซึ้งบรรยากาศ เป็นส่วนหนึ่งของมัน โดยไม่ต้องคิดอะไรต่อยอด แค่นี้ปิคนิคก็สมบูรณ์แล้ว

     ป่ายางนาริมคลองนี้ อนาคตจะรุ่งหรือริ่ง นั่นเป็นเรื่องของอนาคตยังไม่ต้องไปคาดการณ์ ผมชอบปลูกป่าไม่ใช่เพราะแค่ว่าตัวเองเคยเรียนเกษตรมา แต่เป็นเพราะพออายุมากก็อยากทำหน้าที่ของคนคนหนึ่งที่ "ได้" หรือ "เอา" จากโลกมาแยะแล้ว มีอะไรที่จะคืนให้โลกได้บ้างผมก็อยากรีบๆคืนให้ ก่อนที่จะถึงเวลาคืนสมบัติสุดท้ายคือร่างกายนี้ให้เป็นปุ๋ยแก่โลกต่อไป การปลูกไม้ป่าเป็นวิธีคืนสิ่งดีให้แก่โลกที่ผมทำได้ง่ายและชัวร์ว่ามันดีต่อโลกแบบตรงไปตรงมากที่สุด ผมจึงมีความสุขทุกครั้งที่ได้ปลูกป่า

     ขอบคุณธรรมชาติที่เปิดโอกาสให้มีปิคนิคเล็กๆนี้ ซึ่งเป็นอีเว้นท์ดีดีอีกหนึ่งครั้ง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ 

20 กุมภาพันธ์ 2563

ปวดประสาท จนไม่อยากมีชีวิตอยู่

เรียนคุณหมอสันต์
ผมเป็นเบาหวานแล้วมีอาการปวดขามาก ไปตรวจตอนแรกแพทย์ว่าหลอดเลือดไปเลี้ยงปลายขาตีบ แต่เมื่อตรวจเพิ่มเติมด้วยการฉีดสีก็พบว่าไม่ได้ตีบ ท้ายที่สุดแพทย์สรุปว่าเป็นปลายประสาทอักเสบ ได้ให้ยาวิตามินบี.รวมและบี.12 ยาแก้ปวดทรามอล และยานอนหลับ จนผมติดยาแล้วแต่อาการก็ไม่เคยดีขึ้น แต่หมอก็บอกว่าทำได้แค่นี้ เพื่อเอาน้ำมันกัญชามาให้ลอง ผมหยดแล้วคลื่นไส้อาเจียนทนไม่ไหวจึงไม่ได้ใช้ต่อ ทุกวันนี้ผมอายุ 62 ปีไม่ได้ทำอะไรแล้ว เพราะมันไม่มีอารมณ์จะทำ มันปวดแบบทุกข์ทรมานมาก จนบางวันไม่อยากจะอยู่แล้วครับ มันมีอะไรที่ผมควรจำทำให้หายปวดอีกบ้างไหมครับ

........................................................

ตอบครับ

     อาการที่คุณเป็น เรียกแบบบ้านๆว่าปลายประสาทอักเสบ แต่ในความเป็นจริงมันไม่ได้มีการอักเสบแบบปวดบวมแดงร้อนให้เห็นดอก มันเป็นแค่การที่เส้นประสาททำงานเพี้ยน คือไม่มีความรู้สึกอะไรก็รายงานว่ามี บ้างก็เป็นความรู้สึกเหน็บๆ ชาๆ ตื้อๆ ซู่ๆ ซ่าๆ ยุบๆยับๆเหมือนมดไต่ และแบบที่แย่ที่สุดก็คือปวดหรือร้อนไม่เลิกจนทำเอากินไม่ได้นอนไม่หลับ คนป่วยโรคเบาหวานท้ายที่สุดจะมีประมาณกึ่งหนึ่งที่มีอาการปลายประสาทอักเสบ ทุกวันนี้วงการแพทย์ยังไม่มีวิธีรักษาอื่นนอกจากอัดยาแก้ปวด ยาสะเตียรอยด์ ยาต้านซึมเศร้า และให้ยาวิตามินบี.ซึ่งได้ผลในบางรายที่ขาดวิตามิน ยาแก้ปวดนั้นให้กันทุกรูปแบบ และในสถิติของผู้ติดยากลุ่มมอร์ฟีน ขาประจำก็คือผู้ป่วยปลายประสาทอักเสบ

     ความจริงจะว่าวงการแพทย์ไม่มีวิธีรักษาก็ไม่ถูกนะ เพราะเมื่อเกือบสามสิบปีมาแล้ว ได้มีการทำวิจัยเอาผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการปลายประสาทอักเสบแบบปวดรุนแรงอย่างคุณนี้มา 21 คน เอามาขังไว้ในโรงพยาบาลแล้วบังคับให้กินอาหารที่มีแต่พืชไม่มีเนื้อสัตว์หรือเนื้อนมไข่เลย บวกกับให้เดินออกกำลังกายทุกวันวันละครึ่งชั่วโมง ผลปรากฎว่า 17 คนอาการปวดหายไปเลย บางมีอาการตื้อๆค้างอยู่บ้าง ผลพลอยได้คือทุกคนน้ำหนักลดเฉลี่ยคนละ 4.5 กก. เลิกยากินได้หมด และลดยาฉีดลงได้เฉลี่ยครึ่งหนึ่ง ที่กินยาความดันอยู่ก็ลดยาได้ 80% ในเวลาเพียง 3 สัปดาห์ และเมื่อติดตามดูผู้ป่วยทั้ง 17 คนที่หายปวดว่าเมื่อจบงานวิจัยแล้วเขาจะกลับไปกินเนื้อสัตว์อีกหรือเปล่า พบว่า 16 คนไม่กลับไปกินเนื้อสัตว์เลย มีคนเดียวที่กลับไปกินเนื้อสัตว์ เพราะคนที่ปวดประสาทแบบถึงกึ๋นมาแล้วจะให้ทำอะไรนานแค่ไหนก็ทำได้ทั้งนั้น ขอให้หายปวดเถอะ สมัยผมหนุ่มๆไปเป็นหมอบ้านนอกอยู่อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช คนไข้คนหนึ่งบอกผมว่าถ้าใช้ให้ไปยิงใครสักคนหนึ่งแลกกับการหายปวด เขาก็จะทำ มันปวดขนาดนั้น ความปวดรุนแรงจึงเป็นแรงบันดาลใจให้การเปลี่ยนอาหารในผู้ป่วย 16 คนทำได้สำเร็จอย่างถาวร

     ทำไมการเลิกกินเนื้อสัตว์มากินแต่พืชจึงรักษาอาการปวดประสาทได้ วงการแพทย์ก็ไม่รู้เหมือนกัน ได้แต่เดาเอา เช่นเดาว่าคงเป็นเพราะไขมันทรานส์ซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติในอาหารเนื้อสัตว์ไปก่อการอักเสบในเส้นประสาท เพราะมีงานวิจัยเอาเข็บเจาะดูดชิ้นเนื้อเยื่อไขมันใต้ผิวหนังที่ก้นของคนกินเนื้อกินนมมาตรวจเปรียบเทียบกับเนื้อเยื่อไขมันของคนที่ไม่กินเนื้อไม่กินนม พบว่าเนื้อเยื่อไขมันของคนกินเนื้อกินนมมีไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบ ขณะที่คนไม่กินเนื้อไม่กินนมไม่มีไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบ

     บ้างก็เดาว่าคงเป็นเพราะกินพืชแล้วการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงเส้นประสาทดีขึ้น เพราะงานวิจัยการตัดชิ้นเนื้อปลายประสาทผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมาตรวจพบว่าหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงปลายประสาทนั้นตีบแคบหรืออุดตันเสียส่วนหนึ่ง ระดับออกซิเจนในเนื้อเยื่อบริเวณนั้นต่ำกว่าในเลือดดำเสียอีก ทำให้ปลายประสาทขาดออกซิเจนจนปวดขึ้น

     น่าประหลาดที่วงการแพทย์ไม่มีการพูดถึงงานวิจัยนี้เลย ในการสอนแพทย์ก็ได้แต่พูดกรอกหูนักศึกษาแพทย์เช้าเย็นว่าปลายประสาทอักเสบไม่มีวิธีรักษาให้หาย ตัวผมเองก็เพิ่งมาอ่านพบงานวิจัยนี้เมื่อตอนที่ผมตัดสินใจรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบของตัวเองด้วยการเปลี่ยนอาหารมากินแต่พืชเป็นหลัก ผมเข้าใจว่าที่วงการแพทย์ไม่มีการพูดถึงงานวิจัยนี้เป็นเพราะแพทย์เกือบทั้งหมดเป็นนักบริโภคเนื้อสัตว์ จึงไม่ถนัดที่จะพูดถึงสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำ

     นอกจากการทดลองเปลี่ยนมากินอาหารที่ไม่มีเนื้อนมไข่ไก่ปลาแล้ว สิ่งที่คุณพึงทำได้เลยทันทีอีกอย่างหนึ่งคือการ "เอาธรรมะเข้าขย่ม" ผมหมายถึงการยอมรับอาการปวด คือการเกิดมาเป็นคนนี้การจะต้องเจ็บปวดนั้นเป็นของแน่ การันตีได้เลยว่าทุกคนต้องเจอเสมอหน้ากันหมด แต่การจะเป็นทุกข์หรือทรมานเพราะความปวดหรือไม่นั้นเรามีสิทธิ์เลือกได้ เพราะความปวดเป็นความรู้สึก (feeling) ส่วนความทุกข์ทรมานนั้นเป็นความคิด (thought) ความคิดจะเกิดขึ้นต่อยอดบนความรู้สึกเสมอถ้าเราเผลอ แต่ถ้าเราเอาความสนใจมาจดจ่อสังเกตได้ตั้งแต่เมื่อมันเป็นความปวด ความคิดต่อยอดจะไม่เกิดขึ้น หรือหากเกิดขึ้นแล้วหากเราเฝ้าสังเกตอยู่ ความคิดนั้นก็จะฝ่อหายไปเอง นี่มันเป็นธรรมชาติของความคิด คือมันจะหลบหน้าความรู้ตัวเสมอ ลองเอาไปปฏิบัติดูนะครับ ถ้าทำเองแล้วไม่สำเร็จ ลองหาเวลามาเข้าแค้มป์ SR

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Crane MG, Sample C. Regression of diabetic neuropathy with total vegetarian (vegan) diet. J Nutr Med. 1994;4:431–439.
2. Sun Y, Lai MS, Lu CJ. Effectiveness of vitamin B12 on diabetic neuropathy: systematic review of clinical controlled trials. Acta Neurol Taiwan. 2005;14:48–54. [PubMed]

18 กุมภาพันธ์ 2563

ความเชื่อเรื่องอาหารออกซาเลทเป็นตัวก่อนิ่วในไตได้ถูกกลบด้วยงานวิจัยนี้

เรียนคุณหมอสันต์ที่นับถือ
ดิฉันติดตามอ่านบทความของคุณหมอเป็นประจำ และได้นำความรู้ไปแนะนำคุณแม่ (อายุ 70 ปี) ที่เป็นโรคเบาหวานและกระดูกพรุนให้รับประทานอาหารพืชเป็นหลัก และทานถั่วทุกชนิดรวมประมาณ
1 กำมือทุกๆวัน และยังเติมงาบดในเครื่องดื่มเช่นนมถั่วเหลืองอีกด้วย แต่เมื่อไม่นานมานี้พบว่าคุณแม่ดิฉันมีนิ่วในไตหลายเม็ด จึงรู้สึกสับสนในแนวทางการรับประทานอาหารค่ะ เนื่องจากทราบว่าในถั่วต่างๆ รวมถึงผักหลายชนิด มีออกซาเลตสูง มีผลให้เกิดนิ่วในไตเพิ่มขึ้น จึงต้องรบกวนขอคำแนะนำคุณหมอว่าคุณแม่สามารถทานถั่วในปริมาณเดิมได้หรือไม่ และควรปรับเปลี่ยนการทานอาหารอย่างไรบ้างคะ

......................................................................

ตอบครับ

     การแพทย์แผนปัจจุบันมีข้อดีมากมายก็จริง แต่ก็มีข้อเสียอย่างเอนกอนันต์อันหนึ่งก็คือการสร้างนิสัยที่ฝรั่งเรียกว่า reductionism หมายถึงมองอะไรแยกออกมาเป็นส่วนย่อยยุบยิบยับแล้วปักใจเชื่อว่าสัจจธรรมมีอยู่แค่นั้น คือไปทำให้คนเชื่อในข้อมูลที่ได้จากการศึกษาในห้องแล็บ (in vitro) แต่ในชีวิตจริงในร่างกายมนุษย์นี้มีความสัมพันธ์กับอาหารและสิ่งแวดล้อมอย่างซับซ้อน ทำให้ข้อมูลในคนจริงๆ (in vivo) เป็นคนละเรื่องกับข้อมูลในห้องแล็บ สิ่งซึ่งเคยโพนทะนาให้คนเชื่ออย่างเป็นตุเป็นตะวงการแพทย์เองต้องมาค่อยๆถอนคำพูดตามหลังเมื่องานวิจัยใหม่ๆชัดเจนขึ้น ทำให้สาธารณชนเกิดความงุนงงสงสัยว่ายังไงกันแน่ ยกตัวอย่างง่ายๆเช่นการสอนให้คนกินอาหารโดยแยกส่วนที่เรียกว่า nutrients เป็นโปรตีน คาร์โบไฮเดรท ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ สอนไปหลายสิบปีมีคนจับเอาข้อมูลไปกระเดียดขายของว่าต้องกินนั่นถึงจะดีกินนี่ถึงจะเป็นซูเปอร์ฟูด แต่สุขภาพโดยรวมของผู้คนกลับแย่ลงๆ โรคเรื้อรังเพิ่มขึ้น คนอ้วนเต็มเมือง จนวงการแพทย์เองก็เริ่มจะใส่เกียร์ถอยในเรื่องการแนะนำให้กิน nutrients อย่างเช่นคำแนะนำโภชนาการครั้งหลังสุดของสหรัฐก็เริ่มแนะนำให้กินอาหารตามแบบแผนอาหารที่ทำให้มีสุขภาพดี เช่นอาหารเมดิเตอเรเนียน อาหารมังสะวิรัติ โดยไม่ต้องไปเจาะลึกกับเรื่อง nutrients อย่างแต่ก่อนแล้ว ในเรื่องอาหารกับการเป็นนิ่วในไตนี้ก็เหมือนกัน มีประเด็นที่วงการแพทย์เองก่อความเข้าใจผิดและต้องตามแก้อีกมาก ซึ่งผมจะพูดถึงเท่าที่นึกได้ก็แล้วกันนะ

     ประเด็นที่ 1. มีข้อมูลใหม่เรื่องออกซาเลท วงการแพทย์เคยแนะนำว่าอาหารอุดมออกซาเลททำให้เป็นนิ่วในไตมากขึ้น ซึ่งเป็นการแนะนำเอาตามกลไกการเกิดนิ่วในไตชนิดผลึกแคลเซียมออกซาเลทว่าหากมีออกซาเลทออกไปอยู่ในปัสสาวะมากขึ้นก็จะเป็นวัตถุดิบให้สร้างนิ่วแคลเซียมออกซาเลท ทำให้มีนิ่วมากขึ้น แล้วออกซาเลทจะมาจากไหนเสีย เชื่อกันว่าประมาณครึ่งหนึ่งมาจากอาหาร อีกครึ่งหนึ่งมาจากการเผาผลาญของร่างกายเอง จึงเหมาเอาว่าหากลดอาหารอุดมออกซาเลทลงก็จะเป็นนิ่วน้อยลง ทั้งนี้ยังไม่เคยมีผลวิจัยอุบัติการในคนจริงๆแม้แต่ครั้งเดียวที่จะยืนยันว่าคนกินอาหารอุดมออกซาเลทมีอุบัติการเป็นนิ่วมากขึ้น

     อย่างไรก็ตาม คำแนะนำที่ว่านั้นมาบัดนี้ได้เป็นหมันไปแล้วนับตั้งแต่ได้มีการทำวิจัยแบบถึงลูกถึงคนซึ่งทำโดยรพ.บริกแฮมของฮาร์วาร์ด [1] ตีพิมพ์ไว้ในวารสารโรคไตวิทยาอเมริกัน (CJASN) งานวิจัยนี้ได้เอาผู้ป่วยที่มีนิ่วในไตมา 3,348 คน มาตรวจสอบการกินอาหารอุดมออกซาเลทและตรวจระดับของออกซาเลทในปัสสาวะเทียบกับคนที่ไม่ได้เป็นนิ่วในไตจำนวนประมาณสองแสนคน ปรากฎว่าไม่ว่าจะเป็นผู้กินอาหารอุดมออกซาเลทหรือหลีกเลี่ยงอาหารอุดมออกซาเลท ทั้งสองพวกต่างก็มีระดับออกซาเลทในปัสสาวะแป๊ะเอี้ย คือเท่าๆกัน และต่างก็เป็นนิ่วในไตพอๆกัน นี่เป็นหลักฐานเด็ดขาดมากที่ลบล้างความเชื่อที่ว่าการกินอาหารอุดมออกซาเลทจะทำให้เป็นนิ่วในไตมากขึ้น กลไกการขับออกซาเลทออกมาในปัสสาวะที่แท้จริงอาจขึ้นอยู่กับการดูดซึมออกซาเลทที่ลำไส้และการเผาผลาญออกซาเลทซึ่งแตกต่างกันไปในตัวของผู้ป่วยแต่ละคน ไม่ใช่เกิดจากการกินอาหารอุดมออกซาเลทโดยตรง

     นอกจากนั้นงานวิจัยนี้ได้เปิดให้วงการแพทย์ตาสว่างขึ้นอีกหน่อยว่าบรรดาคนที่มีออกซาเลทในปัสสาวะสูงอย่างแท้จริงนั้นได้แก่พวกที่ (1) กินวิตามินซี.แบบยาเม็ดมากกว่าวันละ 1,000 มก. (ซึ่งถูกเปลี่ยนเป็นออกซาเลทในปัสสาวะได้) (2) กินแคลเซียมจากอาหารน้อย (3) อ้วน (4) เป็นเบาหวาน (5) ดื่มเครื่องดื่มใส่น้ำตาลมาก

     ประเด็นที่ 2. อาหารอะไรบ้างอุดมออกซาเลท อาหารอุดมออกซาเลทหมายถึงอาหารในกลุ่มผลไม้ ผัก ถั่ว นัท และชากาแฟ พูดง่ายๆว่าคืออาหารพืชทั้งมวล แต่ทุกครั้งเมื่อพูดถึงอาหารอุดมออกซาเลท แพทย์ (ฝรั่ง) มักจะเอ่ยตัวอย่าง รูบาร์บ ผักขม บีท ทำให้อาหารทั้งสามอย่างนี้กลายเป็นที่น่าหวาดกลัวสำหรับคนเป็นนิ่วในไตไป ทั้งๆที่ในความเป็นจริงอาหารผักผลไม้อื่นๆก็อุดมออกซาเลทไม่ต่างกัน

     ประเด็นที่ 3. อะไรบ้างที่จะช่วยป้องกันนิ่วในไตได้จริง เท่าที่มีหลักฐานวิจัยในคนจริงๆรองรับถึงปัจจุบันนี้ สิ่งที่จะช่วยลดการเกิดนิ่วในไตได้อย่างแท้จริงได้แก่

     1. ดื่มน้ำให้มากๆ เพราะน้ำลดโอกาสการตกตะกอนของผลึกนิ่ว

     2. กินแคลเซียมจากอาหารธรรมชาติให้พอเพียง เพราะยิ่งแคลเซียมในอาหารน้อยยิ่งไม่มีอะไรไปจับกับออกซาเลทในอาหารเพื่อขับทิ้งเสียตั้งแต่ตอนอยู่ในลำไส้ ทำให้ออกซาเลทถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายมาก แคลเซียมจากอาหารมีทั้งในอาหารพืชและอาหารเนื้อสัตว์ แต่ควรหลีกเลี่ยงแคลเซียมเสริมเป็นเม็ด เพราะงานวิจัยพบว่าหากกินยาเม็ดแคลเซียมกลับพบว่าทำให้เป็นนิ่วในไตมากขึ้น [2]

      3. ลดเกลือในอาหารลง เพราะโซเดียมเป็นตัวเพิ่มการขับแคลเซียมออกไปในปัสสาวะทำให้มีโอกาสเกิดนิ่วมากขึ้น

      4. จำกัดการกินเนื้อสัตว์และนมเนย เพราะเนื้อสัตว์จะเพิ่มการขับกรดยูริกไปก่อตัวเป็นผลึกที่กรวยไต ผลึกนี้จะเป็นตัวดึงให้ตะกอนผลึกชนิดอื่นมาพอกจนกลายเป็นนิ่วแบบนิ่วลูกผสม

     5. กินพืชแยะๆ เพราะสารที่ชื่อฟอสเฟตในสัตว์ซึ่งในพืชเรียกว่าไฟเตท (phytate) มีมากในถั่วต่างๆและธัญพืชไม่ขัดสี ไฟเตทระงับการก่อนิ่วในห้องทดลองได้ และสัมพันธ์กับการเป็นนิ่วในคนจริงๆน้อยลง [2-4] งานวิจัยการกินอาหาร DASH ซึ่งเป็นอาหารที่ได้แคลอรี่จากพืชผักผลไม้ถั่วและนัทมาก พบว่ามีความสัมพันธ์กับอุบัติการของการเป็นนิ่วลดต่ำลง [5]

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Taylor EN, Curhan GC. Determinants of 24-hour urinary oxalate excretion. Clin J Am Soc Nephrol. 2008;3:1453–1460.
2. Grases F, March JG, Prieto RM, Simonet BM, Costa-Bauzá A, García-Raja A, Conte A. Urinary phytate in calcium oxalate stone formers and healthy people-dietary effects on phytate excretion. Scand J Urol Nephrol. 2000;34:162–164. [PubMed] [Google Scholar]
3. Grases F, Costa-Bauzá A. Phytate (IP6) is a powerful agent for preventing calcifications in biological fluids: usefulness in renal lithiasis treatment. Anticancer Res. 1999;19:3717–3722. [PubMed] [Google Scholar]
4. Grases F, Isern B, Sanchis P, Perello J, Torres JJ, Costa-Bauza A. Phytate acts as an inhibitor in formation of renal calculi. Front Biosci. 2007;12:2580–2587.
5. DASH-style diet associates with reduced risk for kidney stones. Taylor EN, Fung TT, Curhan GC
J Am Soc Nephrol. 2009 Oct; 20(10):2253-9.

15 กุมภาพันธ์ 2563

ความคิด กับความรู้ตัว มันสัมพันธ์กันอย่างไร

หนูสมัครมา SR14 แต่เต็มเสียแล้ว จะรอลุ้น SR15 ตอนนี้ขอถาม 1. หนูไม่เข้าใจที่คุณหมอพูดถึงความคิดและการวางความคิด 2. ความคิดกับความรู้ตัวนี้มันสัมพันธ์กันอย่างไร ถ้าเราคิดก็หมายความว่ามีความรู้ตัวอยู่ในนั้นด้วยใช่ไหม ถ้าความคิดดับแล้วความรู้ตัวไปอยู่ไหน 3. อย่างความรู้ตัวของหนู มันเป็นของหนูคนเดียวหรือเปล่า 4. การวางความคิดกับการทำสมาธิเหมือนกันไหม 5. ทำไมต้องทำสมาธิด้วย 6. อะไรเป็นปัจจัยให้ทำสมาธิได้สำเร็จ
ขอบพระคุณค่ะ

..............................................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าความคิดคืออะไร ตอบว่าความคิดที่ผมพูดถึงนี้ผมหมายเจาะจงถึงความคิดที่ทำให้เราเป็นทุกข์ ซึ่งเกิดขึ้นจากเชาวน์ปัญญาที่เรามีอยู่นี้เองมันหวังดีพยายามจะปกป้องสำนึกว่าเป็นบุคคลของเรา สำนึกว่าเป็นบุคคลนี้เกิดขึ้นจากการที่เราสำคัญมั่นหมาย (identify) ว่าเราหรือ "ฉัน" นี้เป็นใคร หรือการยึดติดว่าอะไรที่สื่อถึงความเป็นฉัน เช่น เพศของฉัน อายุของฉัน ครอบครัวของฉัน หมู่บ้านของฉัน โรงเรียนของฉัน อาชีพของฉัน ชื่อเสียงของฉัน บริษัทของฉัน ชาติของฉัน ศาสนาของฉัน ความเชื่อของฉัน การเป็นคนรักความยุติธรรมของฉัน หรือแม้กระทั่งพันธกิจในชีวิตของฉัน ฯลฯ ทั้งหมดนี้คือตัวตนที่เป็นต้นกำเนิดของความคิดอันเป็นเหตุแห่งทุกข์

     2. ถามว่าการวางความคิดคืออะไร ตอบว่าการวางความคิดก็คือการวางสำนึกว่าเป็นบุคคลหรือ identity นี้ลงเสีย พูดง่ายๆว่าการจะพ้นทุกข์ได้ ต้องเปลี่ยนตัวตนหรือต้องเกิดการ shift of identity จากการเป็นบุคคลคนนี้ไปเป็นอย่างอื่น ถ้ายกตัวอย่างให้แคบลงมาเป็นตัวบุคคลอย่างตัวผมนี้การจะพ้นทุกข์ของผมก็คือการเปลี่ยนตัวตนจากการเป็น "หมอสันต์" ไปเป็นแค่ "ความรู้ตัว" ที่ไม่มีผลประโยชน์อะไรเกี่ยวข้องกับ "หมอสันต์" เลย

    3. ถามว่าความคิดกับความรู้ตัวนี้มันสัมพันธ์กันอย่างไร ตอบว่า เปรียบเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างไฟกับต้นกำเนิดของไฟ คุณรู้จัก "ไฟ" เป็นอย่างดีแล้ว แต่ต้นกำเนิดของไฟที่เรียกกันว่า "ธาตุไฟ" นั้นคุณไม่รู้จัก มันเหมือนกับว่าธาตุไฟนี้มีอยู่ในทุกหนทุกแห่งแต่ว่าเราจับต้องมองเห็นไม่ได้ เมื่อใดที่มีเงื่อนไขพร้อมคือ (1) มีเชื้อเพลิง (2) มีความร้อน (3) มีอากาศ (4) มีความแห้ง มีครบสี่อย่างนี้ธาตุไฟซึ่งเป็นพลังงานอย่างหนึ่งของจักรวาลนี้ก็จะจุดไฟให้ลุกพรึบขึ้นทันที

     ฉันใดก็ฉันนั้น "ความคิด" เปรียบได้กับไฟ ความรู้ตัวซึ่งมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ธาตุรู้" นี้เปรียบได้กับ "ธาตุไฟ" เมื่อใดก็ตามที่มีเงื่อนไขพร้อม คือ (1) มีสิ่งเร้า (2) มีอายตนะรับรู้สิ่งเร้า (3) มีกลไกการเปลี่ยนคลื่นสิ่งเร้าเป็นภาษา ความรู้ตัวหรือธาตุรู้ซึ่งเป็นพลังงานพื้นฐานที่มีรอพร้อมอยู่แล้วก็จะจุดความคิดให้เกิดขึ้นในใจ

      3. ถามว่าเมื่อความคิดดับลง ความรู้ตัวมันไปอยู่เสียที่ไหน ตอบว่า ก็เมื่อตอนที่กองไฟดับมอดลงแล้วนั้น ธาตุไฟไปอยู่เสียที่ไหนละ

     ความรู้ตัวหรือธาตุรู้นี้ก็เหมือนกัน เมื่อหมดความคิด ความรู้ตัวก็เป็นความรู้ตัวอยู่นั่นแหละ มันอยู่ของมันที่นั่นแหละ มันมีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง มันอยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยห้องหับหรือที่ทางจัดเก็บ

     4. ถามว่าอย่างความรู้ตัวของหนูนี้ มันเป็นของหนูคนเดียวหรือเปล่า ตอบว่า ไม่เป็น เหมือนอย่างคุณจุดไฟหุงต้มในบ้านคุณคุณอาจพูดได้ว่าไฟนั้นเป็นของคุณ แต่ธาตุไฟที่จุดไฟนั้นขึ้นมาไม่ได้เป็นของคุณดอกนะ คือคุณอย่าเอาของที่อยู่คนละมิติมาสัมพันธ์กัน สิทธิความเป็นเจ้าของเป็นความคิด เป็นคอนเซ็พท์ เป็นภาษา เป็นสิ่งสมมุติขึ้น ส่วนความรู้ตัวหรือธาตุรู้นั้นอยู่พ้นไปจากความคิด ตรงความรู้ตัวที่ว่านี้มันไม่ได้เป็นความรู้ตัวของคุณหรือของใครนะเพราะคุณในที่นี้มันเป็นแค่ความคิดที่ถูกกุขึ้นมากลางอากาศ ไม่ได้มีอยู่จริงมันจึงเป็นเจ้าของอะไรจริงๆไม่ได้ ส่วนความรู้ตัวนั้นมันเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงในลักษณะไร้รูปและแทรกซึมไปทุกอนูของจักรวาลนี้ มันเป็นธาตุพื้นฐานของจักรวาลนี้ ไม่ว่าคุณหรือผมเมื่อถอยกลับไปอยู่ที่ความรู้ตัว ก็จะถอยไปอยู่ที่ความรู้ตัวหรือธาตุรู้อันเดียวกัน หมายความว่าทั้งคุณและทั้งผม เมื่อปอกเปลือกสำนึกว่าเป็นบุคคลที่เป็นเพียงความคิดที่ห่อหุ้มข้างนอกและแยกร่างกายนี้ออกไปแล้ว ส่วนของชีวิตที่เหลืออยู่ไม่ว่าของคุณหรือของผมก็คือสิ่งเดียวกัน ถ้าคุณตระหนักรู้ตรงนี้คุณก็ไม่ต้องมานั่งแผ่เมตตาให้ผมหรอก เพราะลึกๆพ้นจากความคิดและร่างกายลงไปแล้ว คุณกับผมก็คือสิ่งเดียวกัน ตรงนี้แหละที่วิชาโยคะเขาเรียกว่า "รวมเป็นหนึ่ง" คือคำว่า "โยคะ" แปลว่ารวมเป็นหนึ่ง ซึ่งก็หมายถึงว่าเป้าหมายของวิชาโยคะนั้นก็คือวางความคิดกลับไปเป็นความรู้ตัวซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นหนึ่งเดียวนั่นเอง

     5. ถามว่าการวางความคิดกับการทำสมาธิเหมือนกันไหม ตอบว่า การทำสมาธิเป็นขั้นตอนไปสู่ความรู้ตัวอย่างยั่งยืน การทำสมาธิหรือ meditation หมายความเฉพาะเจาะจงถึงการตั้งใจโฟกัสทำให้ความสนใจตั้งมั่นอยู่กับอะไรสักอย่างไม่ว่อกแว่กกลับไปหาความคิด ซึ่งต้องจดจ่อที่อะไรสักอย่างเช่นลมหายใจหรือความรู้สึกบนผิวกายแล้วเกาะติดอย่างลึกละเอียดลงไปจนในที่สุดแม้ลมหายใจเองก็หายไป เหลืออยู่แต่ความรู้ตัว

     6. ถามว่าทำไมต้องทำสมาธิด้วย ตอบว่า อ้าว..ก็เพราะต้องการถอยความสนใจออกมาจากความคิดให้ได้นานๆไง จึงต้องทำสมาธิเพื่อป้องกันไม่ให้ความสนใจถูกลากกลับไปหาความคิดอีก จากนั้นสิ่งที่ถูกจดจ่อจะค่อยๆหายไปเหลืออยู่แต่ความรู้ตัว ตัวความรู้ตัวหรือธาตุรู้นี้เป็นจิตสำนึกรับรู้บริสุทธิที่ไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับสำนึกว่าเป็นบุคคล เป็นพลังงานต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง รวมทั้งเป็นที่มาของปัญญาญาณที่ก่อให้เกิดความเข้าใจแบบรับรู้ตรงๆตามที่มันเป็นโดยไม่ต้องผ่านภาษา พูดง่ายๆว่าปัญญาระดับเจ๋งจริงมันต้องอาศัยสมาธิจึงจะมีได้ มันจึงจะต้องผ่านสะเต็พนี้ไปก่อน ความหลุดพ้นจากความยึดติดในความคิดจึงจะมีขึ้นได้

    7. ถามว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญให้ทำสมาธิได้สำเร็จ ตอบว่า การรู้จักผ่อนคลายร่างกาย และการรู้จักกระตุ้นใจให้ตื่นตัวเมื่อง่วง เป็นปัจจัยสำคัญให้ทำสมาธิได้สำเร็จ

     หมดคำถามแล้วนะ ก่อนปิดไฟเข้านอน ผมขอย้ำส่งท้ายกับคุณหน่อยว่าที่คุณถามมาทั้งหมดนั้นจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยหากคุณไม่ได้ลงมือปฏิบัติวางความคิดและทำสมาธิ ไม่ว่าคุณจะฉลาดปราดเปรื่องอย่างไรก็ตาม คุณไม่มีวันเข้าถึงสิ่งที่อยู่พ้นความคิดออกไปด้วยการพยายามคิดเอาดอก เพราะความคิดมันจำกัดคุณไว้ในกรอบของภาษา คุณจะเอาความคิดไปอนุมาณสิ่งที่พ้นกรอบของภาษาไปได้อย่างไร

    เขียนถึงตรงนี้ว่าจะจบแล้วขอต่ออีกหน่อย เพิ่งนึกถึงอุปมาขึ้นได้ ครั้งหนึ่งราวยี่สิบปีมาแล้วผมเป็นกรรมการจัดงานประชุมแพทย์ผ่าตัดหัวใจระดับนานาชาติในกรุงเทพ ต้องคอยต้อนรับพวกวิทยากรฝรั่งที่เชิญเขามาพูด สมัยโน้นหมอฝรั่งบางคนไม่เคยมาทางซีกนี้ของโลกเลยในชีวิต วันหนึ่งพวกเรานั่งใส่สูทผูกเน็คไทคุยกันอยู่ที่ห้องล็อบบี้ของโรงแรมช้้นหนึ่งในกรุงเทพที่เราใช้ประชุมกัน หมอฝรั่งคนหนึ่งเห็นอากาศปลอดโปร่งดีมากก็ขออนุญาตผมออกไปเดินเล่น ผมพยักหน้า ออกไปได้สักพักเขาก็แจ้นกลับเข้ามารายงานหน้าตาตื่นว่า

     "ข้างนอกมันร้อนมากนะ"

     ผมอมยิ้ม คือฝรั่งเผลอลืมไปว่าเราอยู่ในห้องกระจกติดแอร์ เขาเอาอุณหภูมิของห้องไปอนุมาณอุณหภูมิของสนามเขียวๆแดดดีๆที่มองเห็นข้างนอก เขาลืมไปว่าอุณหภูมิของห้องที่เขารับรู้ได้นี้มันถูกครอบด้วยกระจกจึงจะอาศัยมันอนุมาณถึงอุณหภูมิข้างนอกไม่ได้เลย ฉันใดก็ฉันนั้น คุณอย่าเอาความคิดซึ่งถูกครอบด้วยกรอบของภาษาไปอนุมาณถึงสมาธิและความรู้ตัวซึ่งเป็นสิ่งที่พ้นภาษาออกไป มันเป็นไปไม่ได้ คุณต้องลงมือปฏิบัติด้วยการวางความคิดก่อนคุณจึงจะรู้ถึงสมาธิและความรู้ตัวได้

     เออ จะจบแล้วนะ รู้สึกว่าลืมอะไรไปอีกอย่างหนึ่งที่จะบอกคุณก่อนจบ อ้อ นึกออกแล้ว ครั้งหน้าถ้าถามมาอีก ผมจะตอบแต่คำถามที่เกิดจากการพยายามลงมือปฏิบัติแล้วติดขัดเท่านั้นนะ หากถามเพราะอยากรู้โน่นนี่นั่นไม่รู้จบอีกจะไม่ตอบให้แล้ว

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

14 กุมภาพันธ์ 2563

การฝึกสมาธิจะช่วยลดความอ้วนได้อย่างไร

(หมอสันต์ตอบคำถามสมาชิกแค้มป์ลดน้ำหนัก)

สมาชิกถาม

     "การฝึกสมาธิอย่างที่อาจารย์สอนนี้ จะช่วยลดน้ำหนักได้อย่างไร"

หมอสันต์ตอบ

     1. ในระดับที่เข้าใจได้ง่าย การที่เรากลายมาเป็นคนอ้วนนี้ เป็นเพราะการใช้ชีวิตของเราในอดีตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการกินก็ดี การมีกิจกรรมประจำวันก็ดี มันล้วนเกื้อหนุนให้เราเป็นคนอ้วน กล่าวคือเรากินอาหารที่มีแคลอรี่สูง มีกากน้อย และกินในปริมาณมาก ขณะเดียวกันเราก็มีกิจกรรมการเคลื่อนไหวออกกำลังกายน้อย มัวแต่ใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งมองหน้าจอ เราเองก็รู้ทั้งรู้อยู่ว่าเราจะต้องกินอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ มีกากแยะๆ ลดปริมาณการกินลง แล้วเคลื่อนไหวออกกำลังกายให้มากขึ้น แต่รู้ทั้งรู้ เราทำไม่ได้

     เพราะชีวิตของเราทุกวันนี้ที่เราภูมิใจว่าเป็นชีวิตอิสระเสรีอยากกินอะไรก็ได้กินอยากทำอะไรก็ได้ทำนั้น แท้จริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ มันเป็นชีวิตของทาส เราเป็นทาสความย้ำคิดย้ำทำ (compulsiveness) ซึ่งผูกเป็นวงจรแน่นหนาไว้ในระบบประสาทอัตโนมัติที่ฝังอยู่ในร่างกายเรา เราเป็นทาสของประสบการณ์ในอดีตของเราเอง แต่หลงภูมิใจว่าเราเป็นเสรีชน

     เราจะเป็นเสรีชนได้อย่างไร เสรีชนจะต้องสามารถใช้สิทธิเลือกทางเลือกต่างๆที่นำเสนอต่อหน้าเรา ณ ขณะนี้ แต่เราเป็นอย่างนั้นไหมละ พอเห็นอะไรหวานๆเราวิ่งเข้าใส่เลย เราไม่ทันได้คิดวินิจฉัยเลย การตัดสินใจได้เกิดขึ้นแล้วก่อนที่เราจะทันได้คิดวินิจฉัยเสียอีก เพราะผู้ตัดสินใจไม่ใช่เรา แต่เป็นวงจรความย้ำคิดย้ำทำหรือ compulsiveness ที่ฝังอยู่ในตัวเรามันบงการเราอยู่ แล้วเราก็นึกว่ามันเป็นเรา เราจึงนึกว่าเราเป็นเสรีชน

     เรายังไม่ทันรู้ตัวเลยการเลือกทิศทางดำเนินชีวิตก็เกิดขึ้นแล้ว อย่างนี้เราจะเป็นเสรีชนได้อย่างไร การเป็นเสรีชนต้องมีความรู้ตัวว่า ณ ขณะนี้มีทางเลือกอะไรโผล่ขึ้นมาตรงหน้าบ้าง แล้วเราในฐานะความรู้ตัวหรือ consciousness เป็นผู้ตัดสินใจเลือกเองโดยไม่มีใครมายัดเยียดบีบบังคับเราทีเผลอ คือเราอยู่อย่างรู้ตัว รู้ว่ามีความคิดอะไรโผล่ขึ้นมา แล้วเลือกตัดสินใจได้เองว่าจะทำตามหรือไม่ทำตามความคิดนั้นได้ อย่างนี้จึงจะเรียกว่าเป็นเสรีชน

    แต่ในชีวิตจริงของเราโอกาสที่เราจะตั้งหลักได้ว่ามีความคิดอะไรผ่านเข้ามาให้เลือกบ้างนั้นแทบไม่มีเลย เพราะเรามีชีวิตอยู่อย่างไม่รู้ตัว เราไปอยู่ในความคิดที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติตลอดเวลา การจะยุติวงจรชั่วร้ายนี้เราจะต้องถอยความสนใจออกมาจากความคิดเพื่อมาอยู่กับความรู้ตัวให้ได้ก่อน

     การฝึกสมาธิ เป็นวิธีถอยความสนใจออกมาจากความคิด เอาความสนใจนั้นมาจ่อกับอะไรสักอย่างหนึ่ง เช่นลมหายใจ จนความคิดมันฝ่อหายไป หมดอำนาจที่จะดึงดูดความสนใจให้ไปขลุกอยู่กับมัน จากนั้นเราจึงหันความสนใจจากลมหายใจ มาจ่ออยู่กับความรู้ตัว ซึ่งก็คือเดี๋ยวนี้ อันเป็นบ้านเดิมของมัน เมื่อเราทำอย่างนี้ได้แล้ว เราจึงจะปลดแอกจาก compulsiveness อันเป็นนายทาสของเราได้ จากนั้นเราจึงจะใช้ดุลพินิจเลือกอะไรที่ดีที่สุดกับตัวเราได้เยี่ยงเสรีชนที่แท้จริง

     2. ในระดับที่เข้าใจยาก ความอ้วนเป็นอุปสรรคขวากหนามอย่างหนึ่งในชีวิต การที่คนเราจะเอาชนะอุปสรรคขวากหนามในชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปสรรคที่จี้จิกเราอย่างต่อเนื่องอย่างยืดเยื้อเรื้อรัง เราจำเป็นต้องมีพลัง พลังนั้นมาสู่เราได้สามทาง สามระดับ คือ

     2.1 ระดับความคิดบวก (positive thinking) คือเมื่อคิดบวกเราก็จะได้พลัง แต่เรามักจะเผลอคิดลบ เราจึงมักถูกดูดพลังออกไป

      2.2 ระดับพลังเพื่อนช่วยเพื่อน (synergy) คือคบเพื่อนดี พากันไปอออกกำลังกายหรือกินของดีๆต่อสุขภาพ เราก็จะหายอ้วน คบเพื่อนไม่ดีคือชอบพากันไปกินอาหารแคลอรี่สูงและทำกิจกรรมที่นั่งนิ่งๆ เราก็ไม่หายอ้วน

     2.3 ระดับพลังความรู้ตัว (awareness) หรือที่ภาษาจิ๊กโก๋เรียกว่า "พลังจักรวาล" ตรงนี้มันเป็นอะไรที่คนยังไม่รู้จักกันนักดอก แต่มันเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง ถามว่าจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่ามันมีอยู่จริง ตอบว่าวิธีพิสูจน์มีทางเดียวคือตัวคุณเองต้องฝึกวางความคิดไปเป็นความรู้ตัวให้ได้ก่อน คุณจึงจะรู้ว่าพลังความรู้ตัวมันมีอยู่จริง การจะมารอพิสูจน์มันด้วยคอนเซ็พท์หรือตรรกะความเป็นเหตุเป็นผลรวมทั้งคอนเซ็พท์วิทยาศาสตร์นั้นไม่ได้ เพราะพลังงานนี้เป็นคลื่นชนิดที่ไม่อาจรับรู้ผ่านอายตนะหรือการคิดเอาจากภาษาหรือการอนุมานเอาจากตรรกะได้ วิธีพิสูจน์จึงมีทางเดียว คือคุณ feel มันให้ได้ด้วยตัวคุณเองเท่านั้น 

     พลังชนิดนี้จะเริ่มเกิดขึ้นกับตัวคุณเมื่อคุณดึงความสนใจออกมาจากความคิดมาจ่ออยู่กับเป้าอะไรสักอย่าง (เช่นลมหายใจ) ได้สำเร็จอย่างต่อเนื่อง จนความคิดหมดไป แล้วคุณจ่อความสนใจอยู่กับเป้านั้นต่อเนื่องต่อไปอีก จ่อดูลึกละเอียดลงไป ลึกละเอียดลงไป ลึกละเอียดลงไป จนเป้านั้นมันหายไปจากการรับรู้ของคุณเลย เหลือแต่ความรู้ตัวอยู่ในความว่างตรงหน้าที่เดี๋ยวนี้ ไม่เหลืออะไรอย่างอื่นเลยนอกจากความรู้ตัวที่ตื่นอยู่ ณ จุดนี้แหละ ที่จะมีคลื่นพลังงานไหลเข้ามา มาจากไหนไม่รู้ ผมเรียกง่ายๆว่ามาแบบดาวน์โหลดก็แล้วกัน ตัวคุณเองจะรับรู้ถึงพลังงานนี้ได้ในรูปของความสงบเย็นและเบิกบาน และในรูปของ "ปัญญาญาณ (intuition)" ที่ชี้นำให้คุณเห็นและเข้าใจสิ่งต่างๆตามที่มันเป็น พลังระดับนี้มันเปลี่ยนชีวิตคุณได้แบบดลบันดาลให้คุณเป็นอีกคนหนึ่งได้เลยทีเดียว คุณคิดจะทำอะไรมันก็ช่วยเป็น "แรง" ทำให้คุณทำได้สำเร็จง่ายขึ้น รวมทั้งการจะลดน้ำหนักด้วย ดังนั้นคนที่คิดจะลดน้ำหนักจริงจัง ผมสนับสนุนสุดลิ่มให้ฝึกสมาธิทุกวัน

     ถามว่าที่พูดมานี้เป็นสิ่งเดียวกับ "ความหลุดพ้น" หรือเปล่า ตอบว่าไม่ใช่ ทั้งหมดที่พูดมานี้ไม่ใช่ความหลุดพ้น (liberation หรือ enlightenment) นะ ปัญญาญาณไม่ใช่ความหลุดพ้น คนละเรื่องกัน เปรียบความหลุดพ้นเป็นแก่นไม้ ปัญญาญาณก็เป็นแค่กะพี้ของไม้เท่านั้น มันเป็นแค่เครื่องมือชิ้นหนึ่งที่จะช่วยให้คุณวางความคิดแบบติดหนึบยากที่จะแกะได้สำเร็จ หากคุณวางความคิดแบบนั้นได้สำเร็จหมดเกลี้ยงถาวรเมื่อไหร่ นั่นแหละคือความหลุดพ้น

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

13 กุมภาพันธ์ 2563

หมอสันต์สอนเดินจงกรมแบบ Walk To New Identity

     (หมอสันต์พูดกับสมาชิกแค้มป์ลดน้ำหนัก)

     ชั่วโมงนี้ทุกคนต้องถอดรองเท้าถุงเท้านะ เราจะเดินเท้าเปล่าบนสนามหญ้า ไม่ต้องกลัวเท้าเปื้อนดิน เปื้อนแล้วจบชั่วโมงแล้วก็ไปล้างที่ก๊อกที่หน้าฮอลได้

     เราจะเรียน Walking Meditation พูดภาษาบ้านๆก็คือเดินจงกรม เดินแบบธรรมดานะ แบบที่เดินอยู่ตามบ้านในชีวิตปกตินั่นแหละ อย่าเดินช้าอย่างหอยทาก อย่างนั้นไม่เอา เพราะเราฝึกเพื่อเดินในชีวิตประจำวัน เดินอย่างหอยทากเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันไม่ได้

     เราจะเดินกันสองรอบนะ รอบที่หนึ่งนี้เรียกว่า "เดินจากคิดไปรู้" หรือ "Walk from think to feel" คือเดินเพื่อฝึกวางความคิดมาอยู่กับความรู้สึกตัว รอบที่สองเรียกว่า "เดินไปเป็นคนใหม่" หรือ "Walk to new identity"

การเดินรอบที่ 1. Walk from think to feel

     การฝึกเดินในรอบแรกนี้มันจะมีสามระดับนะ หรือสาม level

     ระดับที่ 1. รู้สึกฝ่าเท้า เมื่อเดิน ให้คุณ feel หรือรู้สึกความรู้สึกบนฝ่าเท้าทุกครั้งที่ฝ่าเท้าสัมผัสพื้น รู้สึกถึงว่าหญ้ามันทิ่ม ดินมันแฉะ กรวดมันคม วางเท้าครั้งหนึ่งก็รับรู้ความรู้สึกที่ฝ่าเท้าครั้งหนึ่ง รู้สึกเอานะ ไม่ใช่คิดเอา feel ไม่ใช่ think ถ้าขณะที่เดินหากเกิดความคิดแทรกจนคุณลืมฟีลฝ่าเท้าไป ให้คุณหยุดกึก ยืนนิ่ง เคลียร์ความคิดก่อน หมายความว่าวางความคิดลงไปก่อน ด้วยการชำเลืองดูความคิดอยู่ห่างๆ จนความคิดมันฝ่อหายไป แล้วจึงหันมาเดินต่อ โดยโฟกัสที่ทุกครั้งเท้าสัมผัสพื้นให้ฟีลฝ่าเท้า

     ระดับที่ 2. รู้สึกผิวกาย เมื่อทำระดับที่หนึ่งชำนาญแล้ว คราวนี้ขณะที่เดิน นอกจากคุณจะฟีลความรู้สึกที่ฝ่าเท้าไปด้วยแล้ว ให้รับรู้ความรู้สึกบนผิวกายหรือทำ body scan ไปด้วย หมายถึงรับรู้ความรู้สึกซู่ซ่า วูบวาบ ขนลุก ผ่าวผ่าว ทั่วตัว เดินไปด้วย รู้สึกฝ่าเท้าไปด้วย รับรู้ความรู้สึกบนผิวกายไปด้วย ไม่มีความคิดนะ ถ้ามีความคิดให้หยุดตั้งหลักก่อน

     ระดับที่ 3. รู้สึกบรรยากาศรอบตัว เมื่อรับรู้ทั้งฝ่าเท้าและผิวกายขณะเดินไปได้แล้ว คราวนี้นอกจากจะรับรู้ความรู้สึกทุกครั้งที่ฝ่าเท้ากระทบพื้น และรู้สึกความรู้สึกซู่ซ่า วูบวาบ ขนลุกทั่วร่างกายไปแล้ว ยังต้องฟีลหรือรู้สึกถึงบรรยากาศหรือความว่างรอบตัวดัวย ฟีลเอานะ ไม่ใช่คิดเอา ไม่ใช่บรรยาด้วยภาษา นะ ฟีลออกมาเป็นความรู้สึก ไม่ต้องเอาภาษาไปบรรยาย แค่ซึมซับ ซาบซึ้ง อิ่มเอิบ กับบรรยากาศรอบตัว แค่นั้นพอ อย่าบรรยายออกมาเป็นภาษา ทั้งหมดนี้นี่แหละ คือการใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันหรือเดี๋ยวนี้

     เอาละ จบรอบที่หนึ่งแล้ว คราวนี้เรามาคุยกันเรื่องการเดินรอบที่สอง

การเดินรอบที่ 2. "Walk to new identity"

     หรือเดินเพื่อเปลี่ยนตัวตน หมายความว่าเราไม่ได้เดินเปล่าๆ แต่ทุกก้าวที่ก้าวไป เราก้าวไปเพื่อเปลี่ยนจากการเป็นคนคนเดิมนี้ ไปเป็นคนใหม่อีกคนหนึ่ง

     การเป็นคนเดิม ใช้ชีวิตแบบเดิมๆ กินแบบเดิมๆ เดินเหินเคลื่อนไหวแบบเดิมๆ คิดแบบเดิมๆ ทำแบบเดิมๆ นำเรามาสู่ตรงนี้ คือป่วยเป็นโรคเรื้อรัง เพราะโรคอ้วนถือว่าเป็นโรคเรื้อรัง เราไม่สามารถออกจากตรงนี้ได้ถ้าเรายังเป็นคนเดิม กินแบบเดิม เดินเหินเคลื่อนไหวแบบเดิม คิดแบบเดิมๆ ทำแบบเดิมๆ เราจะต้องเปลี่ยนตัวเราไปเป็นคนใหม่อีกคนหนึ่ง เปลี่ยนมาดำเนินชีวิตแบบใหม่ คือกินแบบใหม่ เดินเหินเคลื่อนไหวแบบใหม่ คิดแบบใหม่ ทำแบบใหม่ นั่นคือเราต้องสร้างนิสัยใหม่

     นิสัยเกิดจากการเคยคิดพูดทำอะไรซ้ำๆซากๆ เมื่อทำบ่อยๆซ้ำๆซากๆทุกวัน ร่างกายจะสร้างวงจรย้ำคิดย้ำทำแบบอัตโนมัติขึ้นในระบบประสาทอัตโนมัติ เรียกว่าวงจร conditioned reflex แปลว่าการถูกยัดเยียดให้ย้ำคิดย้ำทำซ้ำอดีต (compulsiveness) ดังนั้นสิ่งที่เราคิดและทำในวันนี้ จะกลายเป็นอดีตให้เราทำซ้ำในวันพรุ่งนี้ โดยที่เราไม่รู้ตัวเลย เพราะมันเป็นระบบประสาทอัตโนมัติ มันไปของมันเอง เช่น ตื่นเช้า เราต้องกดนาฬิกาปลุกด้วยมือเดิม นิ้วเดิม แล้วเราก็เดินไปเปิดเช็คไลน์ เช็คเฟซ หรือเช็คเมล เท็กซ์ตอบเฟซตอบไลน์ แล้วก็ลงไปชงกาแฟกินกับคุ้กกี้ แล้วก็แปรงฟันอาบน้ำด้วยท่าเดิม แต่งตัว ทาแป้งยี่ห้อเดิม ขับรถออกจากบ้านไปทำงาน เจอเจ้านายคนเดิม ซึ่งจะกระตุ้นให้เรามีอารมณ์แบบเดิมๆ เราเคยกินของมัน ของหวานอย่างไร เราก็จะกินมันซ้ำทุกวัน วนเวียนอย่างนี้ทุกวัน ดังนั้นชีวิตเราในแต่ละวันไม่มีอะไรใหม่ มีแต่สิ่งซ้ำๆซากๆที่ถูกโปรแกรมล่วงหน้าไว้แล้วจากเมื่อวานนี้ เราไม่มีทางที่จะออกไปจากโรคเรื้อรังได้ หากเรายังใช้ชีวิตแบบนี้ เราจะต้องเปลี่ยนวันนี้ให้แตกต่างไปจากเมื่อวานนี้ เราจึงจะเปลี่ยนชีวิตของเราได้ เพราะวันนี้จะไปเป็นอดีตที่กำหนดวันพรุ่งนี้

    ผมจะให้เวลาเตรียมตัวเล่นเกมนี้ 15 นาที คอนเซ็พท์ก็คือในการสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือสร้างหุ่นยนต์เขาจะสร้างไปทีละเวอร์ชั่น ปรับปรุงแก้ไขทีก็เปลี่ยนเวอร์ชั่นไปที ในเกมนี้เราจะสมมุติว่าตัวเราหรือถ้าเป็นผมก็ "นายสันต์" คนนี้ ก็มีได้หลายบุคลิกหลายเวอร์ชั่น เวอร์ชั่นปัจจุบัน เราเรียกว่าเป็น V-original ก็แล้วกันนะ ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเราใน V-original นี้เราทำพฤติกรรมอะไรที่เป็นตัวถ่วงให้เราไปไหนไม่รอดบ้าง เรารู้ แต่เราไม่รูัจะทำยังไงกับมันดี เพราะฉนั้นการเตรียมเกมนี้

     ขั้นที่ 1. ให้ทุกคนเขียนลิสต์เป็นตัวหนังสือลงไปบนกระดาษ หรือบนหน้าจอของตัวเองว่าพฤติกรรมการคิด พูด ทำ ของเราที่เป็นตัวถ่วงเราที่เป็น V-original นี้มีอะไรบาง หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า.. นี่เป็นความลับ ไม่มีใครล่วงรู้ เราเขียนเองรู้เอง

      ขั้นที่ 2.  ให้ทุกคนจินตนาการ จินตนาการนะ อย่าเอาความคิดวินิจฉัยหรือความเชื่อไปขวางกั้น จินตนาการอย่างไม่ขีดจำกัด ว่าเรา หรือสมมุติว่า "นายสันต์" ในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด หรือ The best version of mine จะมีลักษณะอย่างไร ผมเรียกมันว่า V-best ก็แล้วกันนะ  นายสันต์ใน V-best ซึ่งเป็นมนุษย์ในโลกอนาคตนี้จะมีน้ำหนักตัวเท่าไหร่ จะคิดอย่างไร เคลื่อนไหวเดินเหินพูดจาทำโน่นทำนี่อย่างไร เขียนลงไปเป็นข้อๆ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า.. เขียนขึ้นมาโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าในชีวิตจริงคุณจะทำได้หรือไม่ได้ เพราะมันเป็นแค่จินตนาการ ให้เวลาทุกคนทำการบ้านเขียนข้อด้อยของ V-original และลักษณะสำคัญของ V-best นี้ สิบห้านาที แยกกันทำ มุมใครมุมมัน ทำการบ้านนี้ก่อนจึงจะเล่นเกมได้

     เอาละ ทุกคนส่งการบ้านแล้ว คราวนี้มาฟังกติกาของเกม ผมจะมอบหมายให้ทุกคนเป็นนักแสดงรับจ้าง ในการเดินจงกรมรอบนี้ซึ่งนาน 30 นาทีก็คือให้ทำตัวเลียนแบบให้เหมือน V-best ให้มากที่สุด เหมือนดาราใหญ่ที่ต้องซ้อมตัวเองเป็นปีกว่าจะสวมบทสำคัญได้ คุณใน V-best มีน้ำหนักตัวเท่าไหร่ เดินเหินเคลื่อนไหวอย่างไร คิดอย่างไร ทำอย่างไร ให้คุณทำอย่างนั้นทุกประการ จะเป็นคนแบบเดินไปร้องเพลงไป หรือเดินไปเต้นไปก็ได้ สุดแล้วแต่ว่าคุณเล่นบทใครอยู่ อย่าลืมว่าตอนนี้คุณรับจ๊อบเป็นนักแสดงมีหน้าที่เลียนแบบ V-best ซึ่งเป็นมนุษย์ในโลกอนาคต คุณต้องทำให้สุดฝีมือของนักแสดงชั้นดี คุณรับทำจ๊อบเดินจงกรมนี้นานครึ่งชั่วโมง..โอเค้? พร้อมแล้ว เริ่มได้

     หมอสันต์สรุปเกมเมื่อเดินจบ

     เหตุผลที่ผมให้คุณเล่นเกมนี้ เพราะการแกล้งทำอะไรซ้ำๆซากๆนี้มันเป็นการสร้างประสบการณ์ให้กับร่างกาย นั่นหมายถึงการสร้างวงจรการย้ำคิดย้ำทำวงจรใหม่ให้กับระบบประสาทอัตโนมัติ สิ่งที่เราทำวันนี้จะกลายเป็นความจำที่จะไปกำหนดวงจรย้ำคิดย้ำทำซ้ำซากสำหรับวันพรุ่งนี้ แกล้งทำไปทุกวันๆ ในที่สุดถ้านักแสดงเก่งมาก เลียนแบบ V-best ได้ทุกอย่าง แล้วใครจะบอกได้ว่ามีความแตกต่างระหว่างนักแสดงกับ V-best ที่ตรงไหน ถูกแมะ นั่นหมายความว่าการแกล้งทำในที่สุดก็จะกลายเป็นของจริงไป ฝรั่งเรียกว่า

     "Fake it until you make it"

     "แกล้งทำไปเถอะ แล้วมันกลายเป็นของจริง"

     อย่างที่ผมบอกแล้วว่าการจะออกจากการเป็นโรคเรื้อรังไม่มีวิธีอื่นนอกจากการเปลี่ยนตัวเองไปเป็นอีกคนหนึ่งที่มีวิธีใช้ชีวิตแตกต่างจากเดิมไปอย่างสิ้นเชิง วิธีรับจ๊อบแสดงเป็น V-best เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่คุณจะเปลี่ยนตัวตนของคุณได้แบบเนียนๆ โดยไม่ต้องต่อสู้กับตรรกะ ความคิดวินิจฉัย ความเชื่อดั้งเดิมของคุณ ที่พร่ำบอกคุณว่า

     "มันเป็นไปไม่ได้หรอก" 

     "คุณไม่มีน้ำยาดอก"

     "มันก็แค่ปาหี่แบบไฟไหม้ฟาง คุณทำทีไรก็ล้มเหลวทุกที"

     "คุณทนความยั่วยวนของกิเลสไม่ได้หรอก"

     คุณหลบเสียงวิจารณ์ในหัวทำนองนี้ได้เพราะคุณแค่รับจ๊อบเป็นตัวแสดง ไม่ใช่ตัวจริง ได้ไม่ได้ มีน้ำยาไม่มีน้ำยา ทำได้นานหรือไม่นาน ไม่สำคัญ ไม่ซีเรียส เพราะคุณแค่เป็นผู้เล่นละคร

     จากวันนี้เป็นต้นไปให้คุณใช้ชีวิตจริงของคุณด้วยการเล่นละครแบบนี้ไปทุกวันๆ ละครที่คุณเล่นในวันนี้ จะเป็นอดีตที่ระบบของร่างกายเอาไปสร้างเป็นวงจรสนองตอบอัตโนมัติที่กำกับพฤติกรรมของคุณในวันพรุ่งนี้ ดังนั้นแต่ละก้าวที่คุณเดินอย่างไรในวันนี้ เป็นการสร้างอนาคตของคุณในวันพรุ่งนี้ ทำอย่างนี้ไปทุกวัน แล้วท้ายที่สุดคุณก็จะเปลี่ยนตัวคุณเองไปเป็นคนใหม่ได้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์