01 สิงหาคม 2563

การยอมรับ (Acceptance) ในสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ จะต้องทำอย่างไร

คุณหมอสันต์ครับ
ผมอ่านบล็อกคุณหมอเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เกี่ยวกับการฝึกสมาธิวางความคิด แต่ตอนนี้ผงเข้าตาตัวเอง ผมอ่านที่คุณหมอสอนให้ยอมรับ Acceptance ทุกอย่างที่มีอยู่เป็นอยู่ จึงจะอยู่กับปัจจุบันได้ เรื่องมีอยู่ว่าผมทำธุรกิจอยู่ที่ ... ผมถูกเพื่อนโกง แถมคนที่โกงผมยังไปติดสินบนเจ้าหน้าที่ให้เอาผิดผมว่าผมเป็นคนทำผิดกฎหมายเสียอีก เท่ากับว่าผมถูกโกงแล้วยังต้องมาจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่อีกเป็นเงินพอสมควร ผมยอมรับว่าแค้นมาก มันเลวมาก ครั้งสุดท้ายที่เจรจากันผมพกปืนไปด้วย กะว่าถ้ามันแรงกับผมมากคราวนี้ผมก็จะเอาให้รอบโต๊ะเลยไหนๆจะจบเคสก็ขอจบแบบให้ยุติธรรมต่อทุกชีวิตไปเลย คือตายเสมอหน้ากัน แต่วูบนั้นผมคิดขึ้นมาได้ถึงคำว่า Acceptance ของคุณหมอ จึงเย็นลงได้ไม่วู่วามเกินไป แต่แม้จะผ่านไปแล้วความเจ็บแค้นก็ยังฝังแน่น ผมมาคิดถึงคำว่า acceptance ของคุณหมอก็พบว่ามันเป็นไปไม่ได้ในยามที่เราถูกย่ำยีมากอย่างนี้เราจะยอมรับได้อย่างไร หรือว่ามันมีวิธี
รบกวนคุณหมอชี้แนะด้วยครับ

.........................................................

ตอบครับ

     โอ้..นึกไม่ถึงว่าคนอ่านบล็อกหมอสันต์ระดับขาประจำยังมีแบบพกปืนไปกะยิงชาวบ้านรอบวงก็มีอยู่ด้วย ถ้าคุณไม่เขียนมาเล่าผมไม่รู้นะเนี่ย หิ หิ เอาเหอะ มันผ่านไปแล้ว ช่างมันเถอะ มาตอบคำถามของคุณดีกว่า

     ประเด็นที่ 1. เมื่อคุณมีความทุกข์ วิธีแก้ไขคือต้องแก้ที่ใจของคุณ เพราะความทุกข์ทุกเรื่องในชีวิตของคนเรา มันเกิดที่ใจของเรา แม้ความทุกข์จากการป่วยไข้ซึ่งเป็นกับร่างกาย แต่ความเจ็บปวด (pain) บนร่างกายจากโรคนั้นมันไม่กระไรหรอก ความทุกข์จากการคิดต่อยอดบนความเจ็บปวดนั้น (suffering) ต่างหาก มันเป็นอะไรที่สาหัสกว่ามาก ยิ่งเรื่องนอกตัวอย่างธุรกิจหรือความสัมพันธ์กับคนอื่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ดังนั้นเมื่อคุณมีความทุกข์ คุณต้องมาตั้งต้นที่ใจของคุณเสมอ อย่าไปตั้งต้นที่คนอื่นหรือที่เหตุการณ์ภายนอก ให้แก้ไขที่ใจของคุณ อย่าไปมุ่งแก้ไขที่สถานะการณ์ภายนอก

     ประเด็นที่ 2. ทุกข์จากความโกรธ จะหมดไปทันทีหากคุณยอมรับ ความโกรธคือการไม่ยอมรับสิ่งที่คุกคามความปลอดภัยต่อตัวตนของคุณ แต่ถ้าคุณมองให้เห็นความจริงว่าสิ่งต่างๆในชีวิตนี้นอกจากความคิดของคุณแล้ว อย่างอื่นคุณควบคุมมันไม่ได้หรอก มันอยู่นอกอำนาจการควบคุมของคุณ ให้คิดอย่างนี้ก่อน แล้วการยอมรับจะค่อยๆเกิดขึ้น และความโกรธจะค่อยเย็นลง

    ประเด็นที่ 3. การยอมรับเริ่มที่ระดับความคิด  หากมองในระดับความคิด การคิดยอมรับมันสรุปได้ด้วยคำสำคัญสี่คำ คือ ขอบคุณ ขอโทษ ให้อภัย เมตตา  ในชั้นนี้เป็นการเล่นกับความคิด ซึ่งเล่นไม่ยากดอก เพราะความคิดของเรานี้มันเกิดและก็ดับตลอดเวลา ของเก่ามันดับไปแล้วของใหม่เราจะจงใจคิดอย่างไรก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องไปล็อคมันไว้กับความคิดเก่า ให้คุณจงใจคิดดังนี้

     ขอบคุณ เพื่อนที่แสนเลวของคุณ ที่ทำให้คุณมองเห็นความโกรธของคุณ และทำให้คุณมองเห็นว่าคุณกำลังตกเป็นทาสความย้ำคิดซ้ำซาก เพราะถ้าคุณมองไม่เห็นตรงนี้ คุณก็จะจมอยู่ในความโกรธไปตลอดชีวิตอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ขอบคุณอีกเรื่องหนึ่งที่เขาไปฟ้องเจ้าหน้าที่มาเล่นงานคุณ เป็นการเตือนคุณว่าอย่าทำอะไรที่ผิดกฎหมายเพราะอาจถูกเล่นงานได้ทุกเมื่อ ขอบคุณที่เขาช่วยเตือนให้คุณเป็นพลเมืองดี นอกจากนี้ตั้งแต่คบหากันมาก็มีหลายครั้งที่เขาดีกับคุณ คุณขอบคุณเขาอย่างจริงใจในเรื่องเหล่านั้นด้วย

     ขอโทษ เพื่อนที่แสนเลวของคุณ คงมีสักครั้งที่ระหว่างคบหากันมาแล้วคุณไปเหยียบตาปลาอะไรเขาเข้าทำให้เขาเป็นทุกข์โดยคุณไม่ได้ตั้งใจ คุณคิดขอโทษเขา ขอขมาเขาอย่างจริงใจ และพบหน้ากันก็เอ่ยปากขอโทษเขาอย่างจริงใจด้วยก็ยิ่งดี เวลานั่งสมาธิก็คิดขอโทษเขาในสมาธิ

      ให้อภัย แก่เพื่อนที่แสนเลวของคุณ ความเลวทั้งหลายที่เขาประเคนให้คุณคุณไม่ถือสา คุณยกโทษให้ คุณให้อภัย เพราะคุณกำลังฝึกวางความโกรธอยู่พอดี ยิ่งใครเลวกับคุณ คุณยิ่งรีบให้อภัย

     เมตตา แก่เพื่อนที่แสนเลวของคุณ เพราะแม้แต่นกหรือปลาหรือเต่าที่คุณไม่รู้จักมักจี่คุณยังซื้อไปปล่อยวัดได้เลย นี่เพื่อนเก่ากันแท้ๆ แม้เขาจะมีดีบ้างเลวบ้างคุณก็ย่อมจะเมตตาต่อเขาได้โดยไม่ต้องลำบากใจอะไรเลย

     ความคิด ขอบคุณ ขอโทษ ให้อภัย เมตตา จะเป็นการเปิดประตูให้คุณวางความคิดทั้งหมดทั้งบวกและลบลงได้สำเร็จอย่างน้อยก็ชั่วคราว อันจะเป็นการเปิดประตูไปสู่ความรู้ตัว ซึ่งเป็นที่ที่คุณจะแก้ปัญหาของคุณได้อย่างแท้จริง

     ประเด็นที่ 4. การยอมรับที่แท้จริงและถาวรเกิดที่ระดับความรู้ตัว การยอมรับที่ระดับความคิดเป็นแค่การยอมรับชั่วคราวเพื่อให้คุณวางความคิดโดยเฉพาะความโกรธที่กำลังครอบงำคุณอยู่ลงได้มากพอที่จะถอยกลับไปสู่ความรู้ตัวสำเร็จ แต่การยอมรับสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่อย่างแท้จริงเกิดที่ระดับความรู้ตัวเท่านั้น คือเมื่อคุณวางความคิดไปอยู่ในความรู้ตัวได้แล้ว ไม่มีความคิดใดๆเป็นคำพูดในหัวเหลืออยู่แม้แต่คำเดียวแล้ว มีแต่ความว่าง และความตื่นและความสามารถรับรู้แบบสบายๆอยู่

     ที่ตรงนั้นชีวิตในสำนึกว่าเป็นบุคคลเป็นเพียงละคร เป็นละครที่ตัวคุณในฐานะที่เป็นบุคคลเล่นอยู่บนเวที โดยมีตัวคุณในอีกฐานะหนึ่งคือในฐานะที่เป็นความรู้ตัวเป็นผู้นั่งดู ทุกสิ่งทุกอย่างบนเวทีละครล้วนเป็นเรื่องสมมุติ ไม่ว่าจะเป็นคอนเซ็พท์เรื่องการคดโกงหรือความซื่อสัตย์ อะไรถูกกฎหมายอะไรผิดกฎหมาย นี่ดีนั่นเลว นี่เป็นตัวฉัน นั่นเป็นตัวเขา นี่เป็นความรักเพื่อน นั่นเป็นการทรยศเพื่อน การได้เงินหรือเสียเงิน ทั้งหมดเป็นเรื่องสมมุติที่ใช้การได้แต่ในละครเท่านั้น เมื่อคุณถอยลึกมาอยู่ที่ความรู้ตัวคอนเซ็พท์เหล่านี้ไม่มีแล้ว ที่ความรู้ตัวทุกชีวิตในจักรวาลนี้ล้วนหล่อหลอมมาจากเบ้าเดียวกันและท้ายที่สุดก็จะกลับไปสู่เบ้าเดียวกัน คุณนั่งดูละครด้วยความเข้าใจภาพรวมของลีลาชีวิตของแต่ละชีวิต คุณอาจจะขำหรือเข้าใจหรือเห็นใจตัวตนของคุณในฐานะที่เป็นบุคคลว่าบางจังหวะก็ถูกปั่นหัวให้ร้อนรุ่มทุรนทุรายด้วยความไม่รู้เท่าทันความจริงของชีวิต แต่ขณะนั่งในที่นั่งคนดูคุณมองภาพใหญ่ออกว่ามันเป็นแค่ลูกเล่นให้ละครมีรสชาติไม่น่าเบื่อสำหรับคนดู มองจากที่นั่งของคนดูนี้คุณยอมรับการเดินเรื่องของผู้กำกับทุกบททุกตอนอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง เพราะคุณตั้งใจมาดูละครไม่ได้ตั้งใจมาเถียงกับผู้กำกับ นั่นก็คือการยอมรับที่แท้จริงเกิดที่ระดับความรู้ตัว คุณต้องถอยลึกลงไปถึงระดับนี้ คุณจึงจะพ้นทุกข์จากการไม่ยอมรับที่เกาะกินคุณอยู่ขณะนี้ได้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์