31 มกราคม 2562

อากาศกลางฟองสบู่นี้แหละคือชีวิตตัวจริง

อาจารย์คะ
ขอบพระคุณทุกอย่างที่อาจารย์สอนใน SR เมื่อกลับจากแค้มป์แล้วหนูก็ไม่ได้ขี้เกียจ ได้นำทุกอย่างที่อาจารย์สอนมาปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง relaxation โดยเช็คด้วยการยิ้มตลอดวัน กับ body scan ทุกที่ทุกเวลาทุกโอกาส ทั้งสองเทคนิคนี้เวอร์คมากค่ะ แต่ก็ยังมีคำถาม แม้อาจารย์จะย้ำว่าความสงสัยเป็นตัวเลวที่สุด อย่าเป็นคนขี้สงสัย แต่มันก็อดไม่ได้ คิดอยู่หลายวันก็ปิดเคสไม่ลง จึงต้องยอมให้อาจารย์ดุฝืนเขียนมา
1. อาจารย์บอกว่าความรู้ตัวไม่ได้เป็นของเรา และไม่ได้เป็นของใคร อันนี้ไม่เข้าใจเลยจริงๆ เรารู้ตัวของเรา แล้วความรู้ตัวของเราจะไปเป็นของคนอื่นได้อย่างไร
2. อาจารย์บอกว่าเมื่อร่างกายตาย ความคิดก็ตายไปด้วย แต่ความรู้ตัวไม่ตาย มันคงอยู่เป็นนิร้นดร์ อันนี้ยิ่งไม่เข้าใจ เพราะทุกอย่างเกิดดับเกิดดับ เมื่อร่างกายตายแล้ว ความรู้ตัวจะอยู่โดยไม่ดับได้อย่างไร
................................................

ตอบครับ

     จดหมายฉบับนี้ถ้าเป็นของท่านผู้อ่านทั่วไปเขียนมาก็คงทิ้งตะกร้าไปแล้วเพราะเนื้อหาถามถึงสิ่งที่ภาษาอธิบายไม่ได้แต่จะบังคับให้อธิบายด้วยภาษา ถึงตอบไปก็จะกลายเป็นอ่านแล้วไม่เข้าใจไม่รู้เรื่องแล้วเกิดเป็นคำถามใหม่เป็นความคิดใหม่ซ้ำซากขึ้นอีกไม่รู้จบ แต่นี่เป็นคำถามของคนที่มาเรียน SR แล้ว มันจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องตอบ ตอบแล้วหากยังไม่เก็ทก็คงต้องเรียกมาเรียนใหม่ คราวนี้ให้เรียนฟรีเลย จนกว่าจะเก็ท

     ในการอ่านคำตอบนี้ขอให้คุณระมัดระวังเรื่องข้อจำกัดของภาษา ขอให้ใช้คำตอบเป็นแค่แนวทางชี้นำเลาๆก็พอ แล้วไปรอเห็นเอาตามที่มันเป็นเมื่อการวางความคิดพาไปถึงจุดนั้นแล้ว

     1. ถามว่าความรู้ตัว (consciousness หรือ awareness) นี้ทำไมไม่ใช่ของเรา ถ้าจะตอบด้วยตรรกะก็ตอบว่าความเป็นเจ้าของก็ดี หรือกรรมสิทธิ์ก็ดี สิทธิก็ดี เป็นคอนเซ็พท์ หรือเป็นความคิด ความรู้ตัวไม่ใช่ความคิด จึงไม่เป็นของใคร ไม่ได้มีเอี่ยวหรือได้เสียอะไรกับใคร เพราะใครนั้นคือความเป็นบุคคลหรือความคิด

     ตอบให้กว้างอีกหน่อยก็ตอบว่าความรู้ตัวอยู่คนละโลกคนละมิติกับความคิดและร่างกาย ความคิดและร่างกายเป็นเป้าอันมีขอบเขตซึ่งความสนใจไปรับรู้สัมผัสได้ ความคิดและร่างกายจึงอธิบายด้วยภาษาได้ หรือจะพูดว่าความคิดและร่างกายอยู่ในโลกหรือในมิติของภาษาก็ได้ แต่ความรู้ตัวไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นเป้าให้อะไรไปรับรู้สัมผัสมันได้ มันไม่ต้องการช่องว่างเพื่อตั้งอยู่ ไม่ต้องการกิ่งไม้เพื่อผูกโยงไว้ มันไม่มีรู้ร่างสัดส่วนกว้างยาวสูง ไม่มีขอบเขตใกล้ไกล ไม่อยู่ในมิติของเวลาอดีตอนาคต เพราะความจริงมันเป็นคลื่นความสั่นสะเทือนที่ละเอียดอ่อน จึงไม่สามารถเอาภาษาไปอธิบายมันได้
เปรียบชีวิตเหมือนฟองสบู่ที่มีสามองค์ประกอบ

     ผมรู้ว่าสองคำตอบข้างต้นคุณยังไม่เก็ทหรอก เอางี้ก็แล้วกัน ผมยกตัวอย่างเปรียบเทียบอุปมาอุปไม สมมุติว่าเด็กสองคนเล่นเป่าฟองสบู่ให้เป็นก้อนกลมๆใสลอยขี้นไปในอากาศ เมื่อคนหนึ่งเป่าได้ฟองโตก็คุยโวว่า

     "นี่ฟองสบู่ของฉัน มันก้อนโตมากเห็นไหม"

       พิเคราะห์ดูฟองสบู่นี้จะเห็นว่ามันประกอบด้วยสามส่วนคือ (1)สบู่ (2) น้ำ (3) อากาศข้างใน โดยที่สบู่และน้ำนั้นประกอบกันเป็นผิวของทรงกลมใสๆนั้น การมีสบู่กับน้ำเป็นผิวให้เห็นขอบเขตชัดเจนนี้แหละที่เป็นเป้าให้ความสนใจรับรู้ได้และแปลความหมายได้ว่านี่เป็นก้อนฟองสบู่ และเป็นฟองสบู่ของฉัน เพราะก้อนโตๆนี้ฉันเป่ามันออกมา ส่วนก้อนเล็กนั้นเป็นของเธอเพราะเธอเป่ามันออกมา

     แต่สักครู่พอฟองสบู่ลอยอยู่ได้สักพักก็จะแตกโพล้ะ เพราะเป็นธรรมชาติว่าเมื่อน้ำระเหยไปแรงตึงผิวที่ยึดน้ำให้อยู่เป็นผิวทรงกลมก็จะอ่อนกำลังลงจนทรงกลมนั้นแตก พอฟองสบู่แตกก็เหลือแต่อากาศ แล้วคุณคิดว่าเด็กจะพูดอย่างนี้ไหม

     "อากาศนั้นเป็นของฉันนะ"

      ไม่อย่างแน่นอนใช่ไหม เพราะอากาศที่เคยอยู่ในฟองสบู่พอฟองสบู่แตกมันก็กระจายแทรกซึมคละเคล้าปะปนไปในอากาศที่อยู่รอบๆจนไม่มีขอบเขตให้บอกได้ว่ามันไปอยู่ที่ไหนกันบ้าง สุดปัญญาที่เด็กจะตามไปอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของได้ เพราะหาขอบเขตของมันไม่เจอ

     ฉันใด ก็ฉันเพล ตรงนี้คุณตั้งใจฟังให้ดีนะ ชีวิตก็เหมือนกับฟองสบู่ มันประกอบด้วย (1) ร่างกาย (2) ความคิด (3) ความรู้ตัว

     ความคิดกับร่างกายนั้นถูกความสนใจจับผูกโยงกันขึ้นเป็นสำนึกว่าเป็นบุคคลหรืออีโก้หรืออัตตาหรือตัวกู มีขอบเขตคือที่กว้างหนึ่งว่าหนาหนึ่งคืบนี้มีคอนเซ็พท์ต่างๆในใจอย่างนี้ เป็นคนบ้าดีอย่างนี้ ขี้สงสัยอย่างนี้ มีอดีตอย่างนี้ มีอนาคนอย่างนี้ เทียบสำนึกว่าเป็นบุคคลนี้เท่ากับผิวนอกของฟองสบู่ที่ทำให้ความเป็นฟองสบู่หรือ "ตัวกู" ดำรงอยู่ในการรับรู้ได้

     ส่วนความรู้ตัวนั้นเปรียบเหมือนอากาศที่ถูกขังอยู่ภายในผิวของฟองสบู่ อากาศที่ข้างนอกฟองสบู่ก็มี และก็เหมือนกับอากาศข้างในนั่นแหละ เพราะเป็นของอย่างเดียวกัน ปกติก็ไหลไปมาหากันได้ เพียงแต่ว่าตอนนี้มีผิวฟองสบู่มาขังไว้ คุณอาจจะบอกว่าความรู้ตัวนี้เป็นของคุณ ตอนนี้คุณอาจอ้างสิทธิ์ได้ เพราะคุณในที่นี้คือสำนึกว่าเป็นบุคคลซึ่งก็คือผิวของฟองสบู่นั้นยังอยู่ แต่เมื่อฟองสบู่แตกโพล้ะ หมายความว่าคุณตาย ร่างกายและความคิดอันเปรียบได้กับผิวของฟองสบู่หายไป แต่อากาศนั้นยังอยู่ คราวนี้ใครจะมาอ้างสิทธิ์ว่าเป็นเจ้าของอากาศนั้นเล่า เพราะอีโก้หรือสำนึกว่าเป็นบุคคลตัวนั้นเส็งไปเสียแล้ว อากาศกลางฟองสบู่นี้แหละคือชีวิตตัวจริง มันไม่ตาย มันเป็นแค่ธาตุรู้ มันเป็นพลังงานที่ละเอียดอ่อนและแผ่สร้านแทรกซึมเป็นเนื้อชั้นละเอียดที่สุดของทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้ มันเป็นสิ่งที่ไม่มีภาษาอะไรจะอธิบายถึงมันได้แต่มันเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง และคุณเป็นสิ่งนั้นอยู่แล้ว เพียงแต่คุณเอาสำนึกว่าเป็นบุคคลของคุณขังมันไว้คุณจึงไม่เห็นพลังหรือศักยภาพที่แท้จริงของมันว่ามันกว้างไกลไร้ขอบเขตอย่างไร พลังที่ผมพูดนี้ก็คือปัญญาญาณ ซึ่งหากมันมีโอกาสได้ฉายแสงให้คุณเห็นแล้วคุณก็จะถึงบางอ้อโดยอัตโนมัติว่าความเป็นจริงของทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นอย่างไร ตรงนี้แหละ ตรงอากาศกลางฟองสบู่เมื่อฟองสบู่แตกออกนี่แหละ ที่จะเป็นที่สิ้นสุดของความคิดงี่เง่าทั้งหลาย

     อีกข้อคุณถามอะไรนะ ลืมไปแล้ว ง่วงแล้วด้วย วันนี้ตอบข้อเดียวก็แล้วกัน..นอนดีก่า

     เดี๋ยว..ก่อนนอนขอย้ำอีกทีว่าอย่าไปเที่ยวสงสัยอะไรมาก เลิกอ่านหนังสือ เลิกฟังยูทูปเสีย คุณจะไม่ได้ไปไหนหรอก เพราะความสงสัยคือกลเม็ดของความคิดที่จะดึงคุณให้วกวน เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในความคิดไม่รู้จบสิ้น ชีวิตของจริงนั้นเป็นคลื่น คุณต้อง feel มัน ไม่ใช่พยายามเข้าใจมัน ทำสมาธิ ผ่อนคลาย วางความคิด แล้วพลังงานก็จะไหลเข้ามา แล้วคุณก็จะ feel มันได้ ใช้ศักยภาพของมันได้ นั่นแหละชีวิต

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

30 มกราคม 2562

ลูกอายุ 2 ขวบ จะให้ลูกเรียนอาชีพอะไรดี

คุณหมอสันต์คะ
หนูอายุ 24 ปี มีลูกชายอายุ 2 ขวบ หนูรักลูกมากแต่ก็รู้สึกผิดที่ทำให้เขาเกิดมา รู้สึกว่าโลกในวันข้างหน้าเขาจะอยู่ยาก หนูไม่รู้จะปูทางชีวิตให้เขาอย่างไร ให้เขามีอาชีพอะไรดี สูตรปกติที่ให้ลูกติวเข้มเข้าโรงเรียนดีสอบเข้าคณะดีจะได้ทำงานดีๆในยุคของเขาคงใช้ไม่ได้แล้วใช่ไหมค่ะ คุณหมอสันต์มองว่าลูกของหนูเขาจะอยู่ในโลกแบบไหน หนูต้องช่วยลูกเขาเตรียมตัวอย่างไร
หนูศรัทธาคุณหมอมากค่ะ

......................................................

     1. ถามว่าสูตรปกติที่ให้ลูกติวเข้มเข้าโรงเรียนดีๆสอบเข้าคณะดีๆจะได้ทำงานดีๆตอนนี้ใช้ไม่ได้แล้วใช่ไหมค่ะ ตอบว่ามันใช้ไม่ได้มาตั้งนานแล้วครับ แต่เนื่องจากคนเป็นพ่อแม่ (รวมทั้งหมอสันต์ตอนมีลูกเล็กด้วย) ต่างก็ใช้ชีวิตไปตามสัญชาติญาณของฝูง (herd instinct) เหมือนฝูงวัวที่วิ่งกรูตามกันไป ตัวหน้าวิ่งไปไหนตัวหลังๆก็วิ่งตามๆกันไป จะวิ่งไปไหนกันก็ยังไม่รู้เลย
 
     ที่ว่าใช้ไม่ได้แล้วก็เพราะผมเดาเอาว่าในยุคสมัยลูกของคุณการได้เข้าโรงเรียนดีๆ สอบเข้าคณะดีๆ ไม่มีความหมายอะไร อย่าว่าแต่ทหารตำรวจคนงานโรงงานเลย แม้อาชีพที่คนนิยมอย่างหมอ วิศวกร สถาปนิก ผู้พิพากษา ทนายความ นักบัญชี โบรคเกอร์ขายหุ้น นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ นักคณิตศาสตร์ประกันภัย หรือแม้กระทั่งนักดนตรี จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์หมด เพราะหุ่นยนต์กะเลวราดพวกนี้มันมีสมองเทียม (AI) ที่ดีกว่าสมองคนแต่ไม่ใช่สมองของตัวมันเอง มันใช้สมองของส่วนกลางซึ่งเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่จดจำข้อมูลทุกยุคที่ได้มาจากคนเกือบทุกคนทั่วโลกรวมศูนย์อยู่ที่เดียว (singularity) แล้วเอามาเข้าขั้นตอนอัลการิทึ่มแล้วเชื่อมต่อกับหุ่นยนต์รายตัวอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบทำให้บอกความเป็นไปได้ต่างๆที่จะเกิดขึ้นในโลกนี้ได้แม่นยำกว่ามนุษย์อย่างเทียบกันไม่ได้ หุ่นยนต์กะเลวราดทุกตัวรวมทั้งหุ่นถูพื้นบ้านหมอสันต์ (ถ้าตอนนั้นหมอสันต์ยังไม่ตาย) ก็จะฉลาดหลักแหลมกว่าตัวหมอสันต์เอง หิ..หิ นี่เป็นจินตนาการบ้าๆของผมเองนะ ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ท่านผู้อ่านที่ไม่คุ้นกับผมไม่รู้ตรงไหนจริงตรงไหนเล่นอย่าเผลอบ้าจี้ แต่พูดถึงหุ่นยนต์แบบนี้อันที่จริงก็เริ่มมีออกมาบ้างแล้ว อย่างเช่นหุ่นผู้หญิงชื่อโซเฟียที่รัฐบาลซาอุออกพาสปอร์ตให้เป็นพลเมืองของตัวเองเป็นต้น ผลงานเล่นๆของหุ่นยนต์รุ่นนี้ก็เช่นการสร้างระบบการเงินการธนาคารใหม่แบบ cryptocurrency หรือบิทคอยน์ที่ทำให้แบ้งค์ต้องเริ่มโละคนออกทิ้งนี่ไง เอ๊ะ เราคุยกันถึงไหนละ กลับมาตอบคำถามคุณต่อดีกว่า
หุ่นยนต์โซเฟีย ถือพาสปอร์ตซาอุ กำลังกล่าวคำปราศัยที่ UN

     2. ถามว่าในยุคของลูกคุณเขาจะอยู่ในโลกแบบไหน ตอบแบบเดาเอาว่าในโลกของเขา คนที่มี "ระดับ" ทุกคนจะมีชิพเท่าเม็ดข้าวสารฝังไว้ใต้ผิวหนังเพื่อให้ใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกในฐานะพลเมืองผู้มีระดับ ไม่ต้องพกบัตรเครดิตแบบโบราณทีละปึกบวกบัตรประชนบวกใบขับขี่ ไม่ต้องแล้ว ตราบใดที่ทำตัวดีเข้ากับสังคมหุ่นยนต์ได้ชีวิตก็จะมีแต่สะดวกสบาย แต่หากทำตัวไม่ดีเมื่อไหร่ก็จะถูกปิดชิพ คราวนี้ชีวิตก็จะเป็นแบบชิพ..หาย หิ หิ กล่าวคือจะติดต่อกับใครก็ไม่ได้ ซื้อของก็ไม่ได้ แม้แต่จะไปโรงแรมโรงพยาบาลเขาก็ไม่เปิดประตูให้เข้า แต่ผู้มีระดับเหล่านี้จะใช้ชีวิตวันๆทำอะไรกันบ้าง เออ ตรงนี้หมอสันต์ก็จินตนาการไปไม่ถึงเหมือนกัน รู้แต่ว่าจะต้องอยู่ในสังคมร่วมกับหุ่นยนต์ เดาเอาว่าก็คงใช้ชีวิตแบบบ้านๆกิน นอน ขับถ่าย และมีเซ็กซ์ เหมือนคนรุ่นคุณทุกวันนี้แหละ แต่รูปแบบรายละเอียดอาจเปลี่ยนไปบ้าง สิ่งที่เรียกว่าอาชีพก็อาจจะเป็นแค่นั่งๆนอนๆหรือไปมีเซ็กซ์กันซะบ่อยๆจะได้ไม่เกะกะการทำงานของหุ่นยนต์ตัวจริง การมีเซ็กซ์บางครั้งคู่ก็อาจจะเป็นหุ่นยนต์หรือกึ่งคนกึ่งหุ่นยนต์ก็ได้ (ถ้าคุณนิยามว่าคนที่ฝังชิพเม็ดเท่าข้าวสารไว้ใต้ผิวหนังเป็นกึ่งคนกึ่งหุ่นยนต์) แน่นอนว่าประชากรมนุษย์จะมีมากมายเหลือใช้ คือจะเป็นยุครกหญ้าดีกว่ารกคน ดังนั้นผมเดาว่าคงจะมีกลไกอะไรสักอย่างมาเลี้ยะพะเอาคนออกไปจากโลกนี้คราวละมากๆเสียบ้าง จะเป็นสงครามล้างโลก หรือโรคระบาด หรือความอดอยากยากจน หรือน้ำท่วมโลก จะเป็นอะไรผมไม่รู้ รู้แต่ว่ามันต้องมีอะไรสักอย่างมาลดพลเมืองโลกลง

     คุณอาจจะว่าบ้า หมอสันต์ทำไมมองว่ามนุษย์จะตกลงไปต่ำกว่าหุ่นยนต์เสียอีก เปล่านะ ทุกวันนี้ถึงไม่มีหุ่นยนต์มนุษย์ก็ตกต่ำด้วยตัวเองอยู่แล้วนะ สมองของมนุษย์ทุกวันนี้เทียบได้กับคอมพิวเตอร์สั่วๆเครื่องหนึ่งเท่านั้นเอง ความรู้หรือความจำที่มนุษย์เก็บไว้ในสมองเทียบได้กับข้อมูลสั่วๆที่เก็บไว้ในคอมของเด็กนักเรียนบ้านนอกสักหนึ่งเครื่องเท่านั้นเอง แถมความรู้พวกนี้ก็มีครึ่งชีวิต (half life) สั้นจุ๊ดจู๋อีกต่างหาก หมายความว่าเก็บไว้ได้ไม่นานก็หมดอายุใช้การอะไรไม่ได้แล้ว ฟังชั่น อัลการิททึ่มหรือคอนเซ็พท์ที่มนุษย์ยึดกุมไว้ในหน่วยความจำก็เป็นคอนเซ็พท์งี่เง่าคับแคบและรังแต่จะพายกพวกตบตีกันเอง ส่วนร่างกายมนุษย์นั้นผมให้ราคาประมาณรถโตโยต้าคันหนึ่งเป็นอย่างมาก อายุใช้งานอาจจะนานกว่าโตโยต้าหน่อย แต่ความสามารถไม่หนีกัน มนุษย์ทุกวันนี้เขาก็ใช้กันแค่นี้ในการดำรงชีพ คือร่างกาย กับความคิด แล้วมันจะไปต่างอะไรกับมนุษย์ในยุค singularity ละครับ ในยุคนั้นดีเสียอีกที่ความคิดสั่วๆของมนุษย์จะถูกบีบให้มาเข้าท่าและเหมือนกันมากขึ้นเพราะอิทธิพลข้อมูลจากหุ่นยนต์ ผมหมายความว่าหากจะเป็นมนุษย์กันแค่อย่างที่เป็นกันทุกวันนี้ ไปเป็นลูกน้องหุ่นยนต์ดีกว่า ดังนั้นอนาคตของมนุษยชาติจึงแล้วแต่หุ่นยนต์จะพาไปทางไหน ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่รู้จักใช้ "ความรู้ตัว" ซึ่งเป็นศักยภาพแท้จริงที่เขามี เพราะความรู้ตัวนี้เป็นพลังงานที่เชื่อมโยงถึงปัญญาญาณอันเป็นพลังงานละเอียดอ่อนหนึ่งเดียว (oneness) ที่มีศักยภาพไร้ขอบเขตที่จะดลบันดาลความสงบเย็นให้กับมนุษย์และโลกนี้ได้ ถ้ามนุษย์ไม่ยอมใช้ของดีที่ตัวเองมีนี้ ก็เป็นขี้ข้าหุ่นยนต์ไปซะนั่นนะดีแล้ว
   
     3. ถามว่าจะช่วยลูกเขาเตรียมตัวใช้ชีวิตของเขาอย่างไร ตอบว่ามีอยู่เรื่องเดียวที่คุณต้องทำ คือคุณต้องหาทางให้เขาได้เข้าถึงปัญญาญาณอันเป็นศักยภาพสูงสุดของมนุษย์ด้วยตัวเขาเอง คุณต้องปูเบสิกด้วยการใช้ชีวิตของคุณให้เขาเห็นเป็นตัวอย่างว่าชีวิตประกอบด้วยสามส่วนคือ ร่างกาย (body) ความคิด (thought) และความรู้ตัว (awareness) โดยมีความสนใจ (attention) เป็นแขนอันสำคัญของความรู้ตัว คุณอย่าเลี้ยงเขาให้เติบโตในแบบที่ให้เขาจมอยู่กับ "องค์" อันคับแคบแค่ความเป็นปัจเจกบุคคลคนหนึ่ง เป็นชาวบ้านหมู่บ้านหนึ่ง จังหวัดหนึ่ง ประเทศหนึ่ง เรียนจบโรงเรียนหนึ่ง คณะหนึ่ง มหาลัยหนึ่ง นับถือศาสนาหนึ่ง เท่านั้น วิธีการเลี้ยงดูแบบนั้นจะทำให้ความสนใจของเขาถูกเหวี่ยงให้มาจมอยู่ในความคิดหรืออีโก้ตลอดเวลาจนลืมไปว่าชีวิตนี้ยังมีองค์ประกอบหลักที่ไร้ขีดจำกัดคือความรู้ตัว ในทางตรงกันข้ามคุณต้องเลี้ยงดูเขาให้เป็นพลเมืองของจักรวาลนี้โดยไม่ไปติดกับองค์เล็กองค์น้อย ให้ความสนใจ (attention) ของเขาได้มีโอกาสถอยออกจากความคิดและความจำอันคับแคบกลับเข้าไปอยู่กับความรู้ตัวในภาวะที่ปลอดความคิด ให้เขาได้มีชีวิตตื่นเต้นอยู่กับสิ่งเร้าของจริง ใหม่ๆ สดๆ ณ ปัจุจุบันขณะโดยไม่ถูกครอบด้วยความจำบูดๆเก่าๆเน่าๆที่ใส่ให้โดยโรงเรียนและสังคม  ซึ่งที่ตรงนั้น ผมหมายถึงที่ความรู้ตัวในปัจจุบันขณะ นอกจากจะเป็นความสงบเย็นให้กับชีวิตของเขาแล้ว ยังจะเป็นที่ที่ปัญญาญาณจะฉายแสงออกมานำทางชีวิตให้เขาเห็นภาพใหญ่ของจักรวาลนี้อย่างที่มันเป็นจริงๆ แล้วเขาจึงจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้อย่างผู้หลุดพ้นและสร้างสรรค์ได้ไม่ว่าจะอยู่กับหุ่นยนต์หรืออยู่กับคนก็ตาม คุณอย่าไปห่วงเรื่องการจะได้มีการศึกษาสูงหรือไม่ นั่นเป็นเรื่องโบราณไร้สาระ เพราะการศึกษาคือการกรอกความคิดบูดๆใส่หัวคนโดยไม่เข้าใจภาพใหญ่ของจักรวาลนี้ ผลที่ได้คือคนที่มีการศึกษาสูงนั่นแหละที่เป็นผู้ขยันทำลายโลกนี้โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

     การจะเริ่มต้นใช้ชีวิตในแนวนี้ทำอย่างไรคุณต้องหัดอ่านเอาในบล็อกนี้เพราะผมเขียนไปบ่อยมาก แล้วหัดเอาไปทำเองให้เป็นก่อนคุณถึงจะกรุยทางให้ลูกเขาเดินต่อไปของเขาเองได้ ถ้าอ่านแล้วยังไม่รู้จะเริ่มอย่างไรให้หาเวลามาเข้า Spiritual Retreat ดู เมื่อคุณหลุดพ้นจากความคิดยึดถืองี่เง่าของตัวเองได้สำเร็จ การจะจูงลูกไปในทิศนี้ก็จะง่ายดุจพลิกฝ่ามือ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

29 มกราคม 2562

เล่าเรื่องผลวิจัยสถานะการขาดวิตามินบี.12 ในคนไทย

เกริ่น

     บทความนี้ไม่ใช่การตีพิมพ์ผลวิจัยอย่างเป็นทางการนะครับ เพราะผลวิจัยอย่างเป็นทางการกำลังอยู่ในระหว่างรอตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ชื่อ Bangkok Medical Journal บทความนี้เป็นเพียงการแถลงข่าวเกี่ยวกับงานวิจัยเท่านั้น คือในปีที่ผ่านมาผมกับเพื่อนๆได้ทำงานวิจัยชิ้นหนึ่งเพื่อตอบคำถามว่าคนไทยทั่วไปกับคนไทยที่กินอาหารมังสวิรัติเข้มงวดมีสภาวะขาดวิตามินบี.12 ต่างกันหรือไม่ เนื่องจากมาตรฐานการประเมินภาวะขาดวิตามินบี.12 ในปัจจุบันไม่ได้อาศัยการวัดระดับวิตามินบี.12 โดยตรงเพราะได้ค่าผลลบปลอมมาก จึงไปวัดสารอีกตัวหนึ่งชื่อโฮโมซีสเตอีนซึ่งจะคั่งในร่างกายเมื่อร่างกายขาดวิตามินบี.12 แทน วิธีนี้มีความไวมากกว่า งานวิจัยนี้จึงมีชื่อว่า “ระดับโฮโมซีสเตอีนในคนไทยที่กินอาหารมังสวิรัติเข้มงวดและที่กินอาหารปกติ” มีชื่อภาษาอังกฤษว่า The study of homocysteine level in vegan and non-vegan Thais. ซึ่งสำเร็จขึ้นมาได้ด้วยการสปอนเซอร์ทางการเงินจำนวน 150,000 บาท โดย มูลนิธิ ดร.ชวินท์ ธัมมนันท์กุล ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนไม่แสวงกำไรที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆกับผลวิจัย การวิจัยนี้สำเร็จลงได้เพราะความร่วมมือจากสามฝ่าย คือ (1) รพ.มวกเหล็ก ซึ่งมีคุณหมอเบิร์ด (พญ.ศิรดา ภูริวัฒนพงศ์) ผู้อำนวยการรพ.มวกเหล็ก เป็นผู้ร่วมทำวิจัยและเป็นแกนกลางประสานงาน กับ (2) ชุมชนราชธานีอโศก จ.อุบลฯ ซึ่งมีคุณหมอหนวด (นพ.วีรพงศ์ ชัยภัค) แพทย์ที่ปรึกษาประจำชุมชนสันติอโศก เป็นผู้ร่วมวิจัยและเป็นแกนกลางประสานงาน และ (3) ตัวผมเองซึ่งมีหมอสมวงศ์และหมอพอเป็นผู้ช่วย

คำถาม

     คำถามซี่งนำมาสู่การวิจัยนี้ก็คือ ทำไมคนไทยที่กินอาหารมังสวิรัติเข้มงวดและไม่มีปัจจัยเสี่ยงหลักของโรคหลอดเลือดที่เป็นที่รู้จักกันดีทั่วไป (บุหรี่ ไขมัน ความดัน เบาหวาน พันธุกรรม การอักเสบในร่างกาย) เลย แต่ทำไมจึงป่วยเป็นโรคหัวใจขาดเลือดในอัตราความชุกที่ประเมินเผินๆว่าไม่ได้แตกต่างจากคนกินอาหารแบบทั่วไปมากนัก เป็นเพราะคนกลุ่มนี้ร่างกายขาดวิตามินบี.12 แล้วนำไปสู่การคั่งของสารโฮโมซีสเตอีนซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงอิสระทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้โดยไม่ต้องมีปัจจัยเสี่ยงตัวอื่นเลย..หรือเปล่า

     การจะตอบคำถามนี้ได้ก็ต้องตอบคำถามพื้นฐานอีกสองคำถามให้ได้ก่อน นั่นคือ (1) ระดับโฮโมซีสเตอีนในคนไทยทั่วไปที่กินอาหารแบบทั่วไปอยู่ในระดับเท่าใด และ (2) ระดับโฮโมซีสเตอีนในคนกินอาหารมังสะวิรัติเข้มงวด อยู่ในระดับเท่าใด ซึ่งงานวิจัยนี้ออกแบบมาเพื่อจะตอบคำถามทั้งสองข้อนี้

ปูมหลัง

    วิตามินบี.12 เป็นสารอาหารที่ได้จากเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์เป็นหลัก [1] มีหลักฐานสนับสนุนว่าผู้ที่เสี่ยงต่อการขาดวิตามินบี.12 มีสามกลุ่ม ได้แก่
(1) กลุ่มเด็กก่อนอายุ 11 เดือนที่ไม่ได้กินอาหารเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ [2]
(2) กลุ่มผู้สูงอายุ แม้จะกินอาหารแบบปกติทั่วไป [3]
(3) กลุ่มคนทั่วไปที่กินอาหารมังสวิรัติอย่างเข้มงวด (strict vegans) [4-11]
      งานวิจัยเปรียบเทียบอุบัติการณ์ของโรคหัวใจขาดเลือดและความยืนยาวของชีวิตในผู้กินอาหารมังสวิรัติที่อังกฤษพบว่าไม่ได้แตกต่างจากผู้กินอาหารปกติ ทั้งๆที่ผู้กินอาหารมังสวิรัติมีระดับไขมันในเลือดอันเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักต่ำกว่า [12] และในการวิเคราะห์ห้างานวิจัยที่มีผู้กินอาหารมังสะวิรัติรวมกว่า 24,000 คน พบว่ากลุ่มย่อยที่เป็นมังกินไขและมังกินนม (lacto-ovo vegetarian) มีอัตราตายจากโรคหัวใจขาดเลือดต่ำกว่ากลุ่มที่กินมังสวิรัติเข้มงวด (vegan) [13] จะมีข้อยกเว้นว่าผู้กินอาหารมังสวิรัติเข้มงวดมีความยืนยาวของชีวิตมากกว่าคนกินอาหารปกติก็เฉพาะในกลุ่มคนกินอาหารมังสวิรัติเข้มงวดที่มีการทดแทนวิตามินบี.12 อย่างจริงจังเท่านั้น [14]
     เนื่องจากวิตามินบี.12 มีโมเลกุลคล้ายกันที่ทำให้เกิดผลบวกเทียมทำให้การตรวจระดับวิตามินบี.12 มีความไวในการวินิจฉัยโรคเพียง 50% ปัจจุบันนี้มาตรฐานทองคำของการวินิจฉัยภาวะขาดวิตามินบี.12 ทำได้สามวิธี คือ [15-18]
     วิธีที่ 1. ตรวจดูการคั่งของสารโฮโมซีสเตอีน ซึ่งต้องอาศัยวิตามินบี.12 ช่วยเปลี่ยนไปเป็นเมไทโอนีน เมื่อขาดวิตามินบี.12 ก็จะมีการคั่งของโฮโมซีสเตอีน การตรวจแบบนี้มีความไวในการวินิจฉัยโรคขาดวิตามินบี.12 ถึง 95.6%
     วิธีที่ 2. ตรวจดูการคั่งของสาร เอ็มเอ็มเอ. ซึ่งเป็นสารที่จะคั่งค้างในร่างกายหากร่างกายขาดวิตามินบี.12 เพราะวิตามินบี.12 เป็นตัวช่วยเปลี่ยนเอ็มเอ็มเอ.ไปเป็นสารตั้งต้นให้พลังงานชื่อซัคซินิลโคเอ. (succinyl coA) เมื่อขาดวิตามินบี.12 ระดับเอ็มเอ็มเอ.ก็จะสูงผิดปกติ การตรวจชนิดนี้มีความไวในการวินิจฉัยภาวะขาดวิตามินบี.12 ถึง 98.6%
     วิธีที่ 3. ตรวจดูการคั่งของทั้งโฮโมซีสเตอีนและเอ็มเอ็มเอ. ซึ่งจะมีความไวในการวินิจฉัยการขาดวิตามินบี.12 ถึง 99.8%
     แต่เมื่อคำนึงถึงความเป็นไปได้ในประเทศไทย การตรวจระดับโฮโมซีสเตอีนอย่างเดียวซึ่งมีความไว 95.6% เป็นวิธีที่คุ้มค่ามากที่สุด งานวิจัยนี้จึงเลือกวิธีนี้

     ในประเทศไทย ยังไม่มีผู้ทำวิจัยหาระดับโฮโมซีสเตอีนในคนไทยปกติไว้ มีแต่ข้อมูลโดยอ้อมจากงานวิจัยระดับโฮโมซีสเตอีนในคนไทยที่สูบบุหรี่ [19] ซึ่งในงานวิจัยนั้นได้เจาะเลือดคนไทยที่ไม่สูบบุหรี่จำนวน 50 คนเพื่อใช้เป็นกลุ่มควบคุม ทำให้ได้ทราบว่าระดับโฮโมซีสเตอีนในคนไทยที่ไม่สูบบุหรี่นี้มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระหว่าง 11.75-15.20 ไมโครโมลต่อลิตร ซึ่งใกล้เคียงกับค่าปกติสากลที่ยอมรับกันที่ 4-15.4 ไมโครโมลต่อลิตร
      ภาวะขาดวิตามินบี.12 นี้ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะนำไปสู่ความผิดปกติทางคลินิกสามกลุ่มโรคคือ โรคระบบประสาทวิทยาและจิตเวช [20] โรคโลหิตจางชนิดเม็ดเลือดแดงโต (megaloblastic anemia) [21] และโรคหัวใจหลอดเลือด [22]
การส่งเสริมสุขภาพด้วยการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดวิตามินบี.12 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ป่วยเสี่ยงเช่นผู้กินอาหารมังสวิรัติเข้มงวดและผู้สูงอายุจึงมีความสำคัญ งานวิจัยนี้ออกแบบเพื่อมุ่งสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้แก่ผู้กินอาหารมังสวิรัติเข้มงวดด้วยการประเมินสถานะของการขาดวิตามินบี.12 ที่แท้จริงของคนไทย อันจะนำไปสู่มาตรการส่งเสริมสุขภาพที่เหมาะสม

วิธีการวิจัย

     งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยกลุ่มคนแบบตัดขวาง (cross section study) โดยมีขั้นตอนวิจัยดังนี้
ขั้นที่ 1. รับอาสาสมัครผู้ใหญ่สามกลุ่มคือ
     (1) ประชาชนอำเภอมวกเหล็กวัยผู้ใหญ่ ที่มีอายุ 18 - 65 ปีขึ้นไป ที่กินอาหารปกติ และไม่ได้กินวิตามินบี.12 หรือวิตามินบี.รวม หรือวิตามินรวมเป็นประจำ จำนวน 100 คน และ
     (2)  สมาชิกชุมชนราชธานีอโศกทั่วไป ซึ่งนิยามว่าคือผู้ใหญ่ที่มีอายุเกิน 18 - 65 ปีขึ้นไป ที่กินอาหารมังสวิรัติเข้มงวดเป็นอาหารประจำติดต่อกันมามา 3 - 20 ปี และไม่ได้กินวิตามินบี.12 หรือวิตามินบี.รวม หรือวิตามินรวมเป็นประจำ จำนวน 200 คน
     (3)  สมาชิกชุมชนราชธานีอโศกที่มีความเสี่ยงพิเศษ ซึ่งนิยามว่าคือผู้กินอาหารมังสวิรัติเข้มงวดเป็นอาหารประจำติดต่อกันมานานเกิน 20 ปีขึ้นไป หรือผู้มีอายุเกิน 65 ปีขึ้นไป หรือผู้มีอาการหรืออาการแสดงของโรคใดโรคหนึ่งต่อไปนี้คือ โลหิตจาง, โรคทางระบบประสาทและจิตเวช, โรคหัวใจหลอดเลือด ที่ไม่ได้กินวิตามินบี.12 หรือวิตามินบี.รวม หรือวิตามินรวมเป็นประจำ จำนวน 100 คน

     เมื่อได้อาสาสมัครทั้งสามกลุ่มครบแล้ว ผู้วิจัยก็สัมภาษณ์และบันทึกประวัติโภชนาการและการเจ็บป่วย การกินวิตามินอาหารเสริม แล้วก็ทำการตรวจร่างกายและเจาะเลือดไปทำการตรวจหาระดับโฮโมซีสเตอีนด้วยวิธี CMIA โดยใช้เครื่อง Architech ซึ่งเป็นวิธีตรวจมาตรฐาน เมื่อได้ผลเลือดแล้วก็เอามานำเสนอเป็นข้อมูลเชิงสถิติ

ผลการวิจัย

     ในกลุ่มประชาชนทั่วไปที่อ.มวกเหล็ก พิสัยระดับค่าโฮโมซีสเตอีนในเลือดที่เจาะได้คือ 3.5 – 43.5 ไมโครโมลต่อลิตรค่าเฉลี่ยคือ 8.13 ไมโครโมลต่อลิตร เป็นค่าอยู่ในพิสัยปกติ 99 คน (99%) เป็นค่าสูงผิดปกติ 1 คน (1.0%)
     ในกลุ่มสมาชิกชุมชนราชธานีอโศกทั่วไป พิสัยระดับค่าโฮโมซีสเตอีนในเลือดที่เจาะได้คือ 5.6 – 49.7 ไมโครโมลต่อลิตรค่าเฉลี่ยคือ 32.25 ไมโครโมลต่อลิตร เป็นค่าอยู่ในพิสัยปกติ 113 คน (56.5%) เป็นค่าสูงผิดปกติ 87 คน (43.5%)
     ในกลุ่มสมาชิกชุมชนราชธานีอโศกที่มีความเสี่ยงพิเศษ พิสัยระดับค่าโฮโมซีสเตอีนในเลือดที่เจาะได้คือ 7.9 – 141.5 ไมโครโมลต่อลิตรค่าเฉลี่ยคือ 20.22 ไมโครโมลต่อลิตร เป็นค่าอยู่ในพิสัยปกติ 42 คน (42%) เป็นค่าสูงผิดปกติ 58 คน (58.0%)

สรุป

     คณะผู้วิจัยจึงสรุปผลวิจัยนี้ว่าคนไทยผู้กินอาหารมังสวิรัติเข้มงวดมีความเสี่ยงที่จะขาดวิตามินบี.12 ซึ่งตรวจพบจากการคั่งของโฮโมซีสเตอีนถึง 43.5 % กรณีที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงพิเศษ และ 58.0% กรณีเป็นกลุ่มเสี่ยงพิเศษ ขณะที่คนไทยผู้ที่กินอาหารแบบทั่วไปมีความเสี่ยงที่จะขาดวิตามินบี.12 เพียง 1% เท่านั้น

คำแนะนำ

     คณะผู้วิจัยแนะนำให้ผู้กินอาหารมังสะวิรัติเข้มงวดว่าควรกินวิตามินบี.12 ทดแทนในรูปของอาหารเสริมเป็นเม็ด เนื่องจากไม่เคยมีการวิจัยขนาดทดแทนที่เหมาะสมในกรณีคนไทยผู้กินอาหารมังสะวิรัติมาก่อน จึงแนะนำให้ใช้คำแนะนำของสมาคมแพทย์มังสวิรัติอเมริกาที่ให้ทดแทนในขนาด 50-100 ไมโครกรัมต่อวัน หรือ 500 – 1000 ไมโครกรัมต่อสัปดาห์ ส่วนการหวังพึ่งอาหารมังสวิรัติที่ทำให้อุดมวิตามินบี.12 เช่นอาหารหมักต่างๆนั้น ปัจจุบันนี้ยังไม่มีข้อมูลมากพอ คงต้องรอการวิจัยที่อาจจะมีขึ้นต่อไปในอนาคต

     ผู้สนใจรายละเอียดของงานวิจ้ยนี้ กรุณาติดตามอ่านได้จากวารสารการแพทย์ Bangkok Medical Journal (ยังไม่ทราบ volume และ number ที่จะตีพิมพ์)

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

จดหมายจากท่านผู้อ่าน
29 มค. 62 
น่าสนใจมากครับ ปนแปลกใจด้วย เสียดายที่ไม่ได้ลองให้กินวิตามินเสริมแล้วดูว่าเป็น อย่างไร เท่าที่ผมจำได้ โฟลิค จาก ผัก ก็ช่วยลด homocystein แต่ไหง ผลออกมาตรวข้าม รึ ผมอาจจำผิดไป

ตอบครับ
     การเปลี่ยน homocysteine กลับไปเป็น methionine มีสองกลไก กลไกหนึ่งใช้ Folate อีกกลไกหนึ่งใช้ B12 อีกด้านหนึ่งคือเปลี่ยน homocysteine ไปเป็น cysteine โดยอาศัย B6 ทั้งสามกลไกเป็นอิสระต่อกันและแทนกันไม่ได้ คนกินผักไม่ขาด Folate และ B6 แต่ขาด B12 ครับ

.................................................

บรรณานุกรม
1. Allen, L.H. Causes of vitamin B12 and folate deficiency. Food Nutr. Bull. 2008, 29 (Suppl. 1), S20–S34.
2. Center for Disease Control and Prevention (CDC). Vitamin B12 Defficiency. Accessed on July10, 2018 at http://www.cdc.gov/ncbddd/b12/table6.html
3. Pennypacker LC, Allen RH, Kelly JP, Matthews LM, Grigsby J, Kaye K, et al. High prevalence of cobalamin deficiency in elderly outpatients. J Am Geriatr Soc. 1992;40:1197–204.
4. Majchrzak D., Singer I., Mӓnner M., Rust P., Genser D., Wagner K.H., Elmadfa I. B-vitamin status and concentrations of homocysteine in Austrian omnivores, vegetarians and vegans. Ann. Nutr. Metab. 2006;50:485–491.
5. Bissoli L., di Francesco V., Ballarin A., Mandragona R., Trespidi R., Brocco G., Caruso B., Bosello O., Zamboni M. Effect of vegetarian diet on homocysteine levels. Ann. Nutr. Metab. 2002;46:73–79. doi: 10.1159/000057644.
6. Koebnick C., Hoffmann I., Dagnelie P.C., Heins U.A., Wickramasinghe S.N., Ratnayaka I.D., Gruendel S., Lindemans J., Leitzmann C. Long-term ovo-lactovegetarian diet impairs vitamin B-12 status in pregnant women. J. Nutr. 2004;134:3319–3326.
7. Hokin B.D., Butler T. Cyanocobalamin (vitamin B-12) status in the seventh-day advenstist ministers in Australia. Am. J. Clin. Nutr. 1999;70(Suppl. 3):576S–578S.
8. Yajnik C.S., Deshpande S.S., Lubree H.G., Naik S.S., Bhat D.S., Uradey B.S., Deshpande J.A., Rege S.S., Refsum H., Yudkin J.S. Vitamin B12 deficiency and hyperhomocysteinemia in rural nad urban Indians. J. Assoc. Physicians India. 2006;54:775–782.
9. Refsum H., Yajnik C.S., Gadkari M., Schneede J., Vollset S.E., Orning L., Guttormsen A.B., Joglekar A., Sayyad M.G., Ulvik A., et al. Hyperhomocysteinemia and elevated methylmalonic acid indicate a high prevalence of cobalamin dificiecy in Asian Indians. Am. J. Clin. Nutr. 2001;74:233–241.
10. Huang Y.C., Chang S.J., Chiu Y.T., Chang H.H., Cheng C.H. The status of plasma homocysteine and related B-vitamins in healthy young vegetarians and nonvegetarians. Eur. J. Nutr. 2003;42:84–90. doi: 10.1007/s00394-003-0387-5.
11. Kwok T., Chook P., Tam L., Qiao M., Woo J.L.F., Celermajer D.S., Woo K.S. Vascular dysfunction in Chinese vegetarians: An apparent paradox? J. Am. Coll. Cardiol. 2005;46:1957–1958. doi: 10.1016/j.jacc.2005.07.054.
12. Key TJ, Appleby PN, Davey GK, Allen NE, Spencer EA, Travis RC. Mortality in British vegetarians: review and preliminary results from EPIC-Oxford. Am J Clin Nutr. 2003 Sep; 78(3 Suppl):533S-538S.
13. Key TJ, Fraser GE, Thorogood M, Appleby PN, Beral V, Reeves G, Burr ML, Chang-Claude J, Frentzel-Beyme R, Kuzma JW, Mann J, McPherson K. Mortality in vegetarians and nonvegetarians: detailed findings from a collaborative analysis of 5 prospective studies. Am J Clin Nutr. 1999 Sep; 70(3 Suppl):516S-524S.
14. Orlich MJ, MD, Singh PN et. al, Vegetarian Dietary Patterns and Mortality in Adventist Health Study 2. JAMA Intern Med. 2013 Jul 8; 173(13): 1230–1238. doi:  10.1001/jamainternmed.2013.6473
15. Oberley MJ, Yang DT. Laboratory testing for cobalamin deficiency in megaloblastic anemia. Am J Hematol 2013; 88:522.
16. Amos R, Dawson D, Fish D, Leeming R, Linnell J. Guidelines on the investigation and diagnosis of cobalamin and folate deficiencies. A publication of the British Committee for Standards in Haematology. BCSH General Haematology Test Force. Clin Lab Haematol. 1994 Jun;16(2):101-15.
17. Savage DG, Lindenbaum J, Stabler SP, Allen RH. Sensitivity of serum methylmalonic acid and total homocysteine derterminations for diagnosing cobalamin and folate deficiencies. Am J Med. 1994;96:239–46.
18. Lindenbaum J, Savage DG, Stabler SP, Allen RH. Diagnosis of cobalamin deficiency: II. Relative sensitivities of serum cobalamin, methylmalonic acid, and total homocysteine concentrations. Am J Hematol. 1990;34:99–107.
19. ดวงกมล วิรุฬห์อุดมผล, ตลับพร หาญรุ่งโรจน์, ศิริวรรณ ไตรบัญญัติกุล และ เสาวนีย์ กาญจนชุมพล. ระดับวิตามินบี 12 โฟเลท และโฮโมซีสเตอีนในกลุ่มผู้สูบบุหรี่และกลุ่มผู้ไม่สูบบุหรี่แต่ได้รับควันบุหรี่. วารสารเทคนิคการแพทย์ ปีที่ 41 ฉบับที่ 3 ธันวาคม 2556.
20. Lindenbaum J, Healton EB, Savage DG, Brust JC, Garrett TJ, Podell ER, et al. Neuropsychiatric disorders caused by cobalamin deficiency in the absence of anemia or macrocytosis. N Engl J Med. 1988;318:1720–8.
21. Zittoun J. Anemias due to disorder of folate, vitamin B12 and transcobalamin metabolism. Rev Prat. 1993 Jun 1; 43(11):1358-63.
22. Wilcken DE1, Wilcken B. B vitamins and homocysteine in cardiovascular disease and aging. Ann N Y Acad Sci. 1998 Nov 20;854:361-70.

27 มกราคม 2562

เล่าเรื่องคนเดนมาร์คสองคนที่เคยมามวกเหล็ก

     สองวันก่อนผมไปเดินเล่นริมคลองมวกเหล็ก แม้ทุกวันนี้ธรรมชาติก็ยังดีอยู่มาก เดินเลาะคลองไปมีน้ำตกธรรมชาติที่ไม่มีใครตั้งชื่อให้เป็นระยะๆ น้ำในธารเย็นเจี๊ยบ ครั้งก่อนโน้นผมมาเดินที่นี่ประหลาดใจมากที่ได้พบกิ้งก่ายักษ์แบบอีกัวน่าตัวหนึ่งว่ายน้ำแล้วขึ้นมาชูคอแดงแจ๋ที่บนก้อนหิน ชาวบ้านบอกว่ามันเป็นสัตว์ธรรมชาติของคลองที่นี่ ครั้งนี้พอเดินมาถึงริมคลองส่วนที่ถูกไถเปิดโล่งไว้ ในอารมณ์ที่สงบเย็นปลอดความคิด ผมมองย้อนขึ้นฝั่งไปทางถนนเล็กๆโน้น อากาศหนาว หมอกลงจัด ผมเกิดอาการตาฝาดเห็นอาคารบ้านสองชั้นขนาดใหญ่สีเหลืองส้มของผงแร่ออร์ค (ochre) ที่สร้างแบบใช้ท่อนไม้ซุงเสาสี่เหลี่ยมมาทำโครงฝาบ้าน (half timber house) บ้านแบบนี้สร้างกันในยุโรปเหนือ สีออร์คเหลืองแบบนี้นิยมทากันที่เดนมาร์ค ผมมองด้วยความตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง แต่พอเผลอกระพริบตาอาคารนั้นก็หายไป ช่างเป็นภาพจินตนาการที่สวยงาม การเห็นบ้านหลังนี้โผล่ขึ้นมาในม่านหมอกที่มวกเหล็กทำให้ผมคิดถึงคนเดนมาร์คที่เคยมาที่นี่ มวกเหล็กเป็นป่าดงดิบมาก่อน แล้วมาเป็นเมืองเล็กๆที่มีคนผ่านมาแล้วก็ผ่านไปไม่มาก คนเดนมาร์คที่เคยผ่านมาแล้วผ่านไปที่ผมสนใจจะพูดถึงวันนี้มีอยู่สองคน
ภาพราเบค แขวนอยู่ที่ผนังบ้านโกรฟเฮ้าส์

     ชาวเดนมาร์คที่เคยมามวกเหล็กคนแรกที่ผมอยากจะพูดถึงคือราเบค (Knud Lyhne Rhabek) หากท่านตั้งต้นที่สถานีรถไฟมวกเหล็ก เดินข้ามรางรถไฟไปฝั่งตรงข้าม สังเกตดูต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ที่ริมรางรถไฟทางด้านขวามือแล้วเดินมุ่งไปที่นั่น แหวกพงหญ้ารกๆเข้าไปก็จะพบหลุมฝังศพของราเบคพร้อมป้ายหินหน้าศพสลักชื่อบอกวันเกิดวันตายที่ยังอ่านได้ชัดเจน ที่ตรงนี้ไม่มีอะไรนอกจากหลุมฝังศพเก่าของฝรั่งคนนี้ แต่อะไรบางอย่างก็ดลให้ผมชอบมาดูหลุมฝังศพนี้หลายครั้ง จนคนงานรถไฟถามผมว่าเป็นลูกหลานฝรั่งผู้ตายหรือครับ

     ราเบคเป็นหนุ่มช่างสำรวจสร้างทางรถไฟชาวเดนมาร์ค เขาเดินทางมาร่วมกับทีมงานวิศวกรชาวยุโรปหลายสิบคนเพื่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือผ่านป่าดงพญาเย็นในสมัยรัชกาลที่ 5 ช่วงที่ยากลำบากที่สุดของการสร้างทางรถไฟคือช่วงจากช่องหินลับเข้าสู่หุบเขาดงพญาเย็น ซึ่งก็คือส่วนที่เป็นหุบเขามวกเหล็กวาลเลย์และชุมชนตลาดริมคลองมวกเหล็กทุกวันนี้ไปจนขึ้นเนินไปโผล่พ้นหุบเขาที่กลางดง การทำงานต้องต่อสู้กับไข้ป่าและความเชื่อเรื่องผีสางนางไม้ บันทึกเรื่องเก่าเมืองสระบุรีเล่าว่าเมื่อจะเปิดทางเข้าช่องหินลับ พระเจ้าอยู่หัวร.5 ต้องเสด็จมาลงพระนามบนหินผาซึ่งยังปรากฎให้เห็นที่ "ผาเสด็จ" จนถึงวันนี้ และหลักฐานระด้บเรื่องเล่ายังเล่ารายละเอียดว่าการจะตัดต้นไม้ต้องเอาพระบรมราชโองการมาอ่านและเอาตราราชลัญจกรประทับลงไปบนต้นไม้คนงานจึงจะกล้าตัดต้นไม้ เมื่อวางรางผ่านหุบเขากลางป่าดงดิบนี้ขึ้นเนินไปถึงกลางดงได้ก็ถือว่าเส้นทางสายนี้ประสบชัยไปกว่าครึ่งแล้ว พระเจ้าอยู่หัวร.5 ได้เสด็จมาสร้างเสาหินไว้เป็นหลักชัย ซึ่งทุกวันนี้ยังมีให้เห็นและต่อมาได้เป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟ "มอหินหลัก" ที่เลยกลางดงไปหน่อย ตามบันทึกของวาริงตัน สมิธที่เขียนไว้เมื่อครั้งคาราวานสำรวจสยามของเขาผ่านป่าดงพญาเย็นและแวะเยี่ยมหัวงานวางรางรถไฟ เล่าว่ากว่าจะวางรางรถไฟผ่านหุบเขากลางป่าดงพญาเย็นได้สำเร็จ คนงานทั้งไทย ลาว จีน ประมาณ 5,000 คน และช่างวิศวกรชาวยุโรป 38 คน เอาชีวิตมาทิ้งที่หุบเขาดงพญาเย็นแห่งนี้ หนึ่งในจำนวนนั้นก็รวมราเบคด้วย บันทึกของวาริงตันเล่าว่ากุลีจีนมาเรือกันลำละหลายร้อยคน ที่มาเรือเดียวกันบางลำมาเสียชีวิตที่นี่หมดเกลี้ยงไม่มีใครเหลือรอดกลับไปเลยแม้แต่คนเดียว

     นั่นมันเป็นเหตุการ์ณเมื่อปีพ.ศ. 2433 ซึ่งก็คือร้อยกว่าปีมาแล้ว มาถึงวันนี้ไม่มีใครอาจทราบได้ว่าครอบครัวของราเบควงศ์ตระกูลของราเบคอยู่ที่ส่วนไหนของประเทศเดนมาร์ค และเขามาทำงานที่ลำบากและท้าทายอย่างนี้ที่มวกเหล็กอันห่างไกลด้วยวัยที่ยังไม่เต็มยี่สิบปีดีเลยได้อย่างไร ได้แต่อาศัยข้อมูลกระท่อนกระแท่นจากบันทึกของวาริงตัน สมิธ ว่าราเบคเป็นคนหนุ่มที่มีสายเลือดของการสำรวจแสวงหาและสร้างสรรค์ การที่ศพของเขาได้รับการฝังอย่างดีที่มวกเหล็ก แสดงว่าเขาเป็นสัญญลักษณ์ของพลังดีๆในใจของทีมงานก่อสร้างทางรถไฟมหาโหดสายนี้ ในนามของคนไทยรุ่นหลังที่ได้ใช้ประโยชน์จากทางรถไฟสายนี้ ผมขอขอบคุณราเบคและทีมงานสร้างทางรถไฟทุกคนอย่างหมดหัวใจ และขอให้เยาวชนคนรุ่นหลังที่มีโอกาสได้อ่านบล็อกนี้เรียนรู้จดจำสปิริตของการสำรวจค้นหาและสร้างสรรค์ของราเบค

     คนเดนมาร์คคนที่สองที่เคยมามวกเหล็กที่ผมอยากจะพูดถึงคือ นีลส์ กุนนาร์ ซอนเดอร์การ์ด (Gunnar Sondergaard) นักเกษตรผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างฟาร์มโคนมไทยเดนมาร์ค ซอนเดอร์การ์ดมาเมืองไทยเมื่อปีพ.ศ. 2498 (ค.ศ.1955) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญการเพาะพันธ์สุกรขององค์การอาหารและเกษตรโลก (FAO) งานนี้ทำให้เขามีโอกาสเดินทางไปทั่วเมืองไทยและเห็นว่าเมืองไทยนี้ไม่มีนมสดดื่ม นมที่พอจะมีดื่มกันในท้องตลาดเป็นนมข้นหวานที่เอานมผงจากต่างประเทศมาผสมน้ำเชื่อม ซอนเดอร์การ์ดไม่เชื่อว่าระบบย่อยอาหารของคนไทยย่อยนมไม้ได้ดังที่ผู้เชี่ยวชาญคนอื่นเขาพูดกัน สมัยนั้นก็มีการเลี้ยงวัวรีดนมในเมืองไทยกันบ้างแล้ว โดยเลี้ยงอยู่ในหมู่คนอินเดีย เขาเล่าว่า
นีลส์ กุนนาร์ ซอนเดอร์การ์ด

"..ชาวอินเดียที่เลี้ยงโคนมนี้เริ่มจากมีแม่โคเริ่มต้นราว 4-5 ตัว และใช้พ่อโคฟรีเซียน (ขาว-ดำ) ที่สั่งมาจากต่างประเทศในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ผสมข้ามพันธุ์กับโคที่เลี้ยงอยู่แล้ว ซึ่งโคลูกผสมที่ชาวอินเดียเลี้ยงรีดนมอยู่ยังมีระดับสายเลือดโคอินเดียอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะที่ปรับตัวให้อยู่ในสภาพแวดล้อมปัจจุบันขณะนั้นได้ คนอินเดียที่เลี้ยงโคนมเป็นนักเลี้ยงโคนมโดยสายเลือดสืบทอดกันมา ไม่ได้มีการจัดตั้งฝึกอบรมให้ จำนวนโคนมในขณะนั้นทั้งฝั่งพระนครและธนบุรี มีอยู่ราว 1,093 ตัว และควายนมอยู่ 108 ตัว โคนมที่เลี้ยงอยู่จะถูกขังเลี้ยงดูอยู่ในโรงเรือนมืด ๆ และปิดโดยรอบอยู่ตลอดเวลา และใช้มูลโคผสมหญ้าก่อไฟเพื่อใช้ควันไฟไล่ยุง คอกโคสกปรกแบบเหลือเชื่อ ก่อให้เกิดสาระพัดโรคโดยเฉพาะวัณโรค โคนมที่เลี้ยงส่วนใหญ่ใช้เลี้ยงด้วยหญ้าขนตัดมาจากริมคลอง ถ้าเราให้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงโคนมสมัยใหม่แก่ชาวอินเดียให้เขามีรายได้อย่างพอเพียง แม้จะต้องจ่ายค่าเช่าที่ดินทำฟาร์มให้เจ้าที่ดินอยู่ มันก็พอทำได้ ในทำนองเดียวกันมันก็เป็นไปได้เหมือนกันถ้าเราจะฝึกฝนคนไทยให้เป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมแบบเป็นอาชีพใหม่ โดยให้คำแนะนำและให้การฝึกอบรมที่ถูกต้องแก่พวกเขา"

  เมื่อจบงานของ FAO เขากลับไปรับตำแหน่งที่สถาบันวิจัยสัตวบาลแห่งชาติที่โคเปนเฮเกนพร้อมกับความฝันที่จะกลับมาสร้างฟาร์มโคนมในเมืองไทย เขายื่นโครงการต่อกรรมการส่งเสริมเกษตรของรัฐบาลเดนมาร์คขณะเดียวกันก็ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ไทยในกรมปศุสัตว์ กรรมการอนุมัติโครงการ โดยส่งเขาและเจ้าหน้าที่อีกสองคนกลับมาสำรวจความเป็นไปได้ที่เมืองไทย เมื่อสรุปว่าเป็นไปได้ก็นำไปสู่การลงนามความร่วมมือระหว่างสองรัฐบาล และเขาได้รับแต่งตั้งเป็นผอ.คนแรกของโครงการนี้ โดยเขาเลือกดร.ยอด วัฒนสินธุ์ เพื่อนคนไทยที่เคยทำงานด้วยกันเป็นผช.ผอ.

      "ทีมงานเราตัดสินใจเลือกมวกเหล็กเป็นที่ตั้งฟาร์มจากที่ดินที่กรมปศุสัตว์เสนอให้สามแห่ง คือที่กรุงเทพ ที่ปากช่อง และที่มวกเหล็ก เพราะมวกเหล็กเป็นจุดที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ ขณะเดียวกันก็เป็นที่สูง อากาศเย็น และอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพซึ่งจะเป็นตลาดของผู้บริโภคนม ผมยังจำได้ว่าต้องคลานลอดพุ่มไม้ใบหญ้าขี้นเขาไป ดูพลางจินตนาการไปพลางว่าตรงนี้จะเป็นฟาร์มโคนมได้หรือเปล่า" 

      เขาพูดถึงการสร้างฟาร์มว่า

       "ผมเขียนแบบอาคารในฟาร์มทุกหลังเอง แต่ว่าต้องเร่งให้เสร็จทันวันที่กษัตริย์เฟรเดริกและราชินีอินกริดของเดนมาร์คจะเสด็จมาเมืองไทยในปี 1962(พ.ศ.2505) ผมจึงเลือกคริสเตียนีเนลเซนมาทำการก่อสร้างอย่างเร่งรัดนี้ให้ การขนส่งวัสดุก่อสร้างไปมวกเหล็กทำได้ยากมาก เพราะถนนแคบและมีน้ำท่วมตลอดปี แต่ในที่สุดก็เริ่มการก่อสร้างฟาร์มได้ในวันที่ 10 ธค. ปี 1961 (พ.ศ.2504) เสร็จทันวันที่กษัตริย์และพระราชินีเดนมาร์คเสด็จมาเปิดร่วมกับพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตเมื่อวันที่ 16 มค. 1962 (พ.ศ.2505) วันนั้นคอกวัวเสร็จทันให้กษัตริย์ของทั้งสองประเทศเสด็จทอดพระเนตรได้ แต่ถนนน้ำท่วมต้องเสด็จมาทางรถไฟแทน พิธีเปิดร่วมกันของกษัตริย์ภูมิพลกับกษัตริย์เฟรเดริกที่ 9 ในครั้งนั้นเป็นสัญญลักษณ์สำคัญที่ทำให้กิจการฟาร์มโคนมไทยเดนมาร์คอยู่ยั้งยืนยงตลอดมา
ในหลวงร.9, กษัตริย์เฟรเดริก, ราชินีอินกริด และซอนเดอร์การ์ด
ที่มวกเหล็ก เมื่อปี ค.ศ. 1962 (พ.ศ. 2505)

     มีคอกแล้วต่อไปเราก็ต้องเตรียมหญ้าก่อนที่วัวจะมา ผมส่งรถบรรทุกไปเกี่ยวหญ้าตามริมคลองในกรุงเทพมาปักดำในทุ่งที่เตรียมไว้ที่มวกเหล็ก ที่เดนมาร์คเราหว่านหญ้า แต่ที่นี่เราต้องปักดำเอา มันเป็นวิถีไทย พอปลายปี 1962 แม่วัวสีแดง (เรดเดน) ชุดแรก 32 ตัวจากเดนมาร์คก็มาถึงพร้อมทั้งพ่อพันธุ์วัวแดงด้วย ผมซื้อวัวท้องถิ่นตัวเล็กๆมาอีก 378 ตัวเพื่อผสมเทียม ผมรู้จากผลการทดลองของฟาร์มอื่นว่าวัวต่างประเทศจะทนอากาศร้อนและโรคเขตร้อนได้ไม่นาน แต่ว่าผมก็จำเป็นต้องผลิตนมให้ได้ทันที ในปีค.ศ. 1963 ผมซื้อแม่วัวจากฟาร์มวัวนมของคนอินเดียในกรุงเทพอีก 257 ตัว แล้วแม่วัวที่เสริมมาจากเดนมาร์คมาถึงอีก 50 ตัว ซึ่งกลุ่มหลังนี้ตายเรียบในเวลาต่อมา ต้องอาศัยแม่วัวลูกผสมในการผลิตนม วัวลูกผสมพื้นเมืองนี้หากให้คนเลี้ยงเป็นคนเดิมเจ้าประจำและให้ลูกวัวดูดนมด้วยมันก็จะให้นมมากขึ้น 

     ในปีแรกๆเรามีปัญหาขายนมไม่ออก เพราะมีคนปล่อยข่าวว่านมของเรามีเชื้อบักเตรีเพียบ ทั้งๆที่วัวของเราอาบน้ำวันละสองรอบซึ่งไม่มีที่ไหนในโลกเขาทำความสะอาดวัวกันถึงขนาดนี้ แต่ท้ายที่สุดก็มีร้านหนึ่งในกรุงเทพตกลงขายนมให้เรา กลายเป็นว่านมเราขายดี คราวนี้ทุกร้านก็แห่กันมาขอเป็นตัวแทน ความจริงตอนแรกโครงการนี้ไม่ได้ตั้งใจทำโรงงานบรรจุนมเอง ตั้งใจว่าจะส่งนมให้บริษัทอื่นเอาไปบรรจุขาย แต่ส่งไปแล้วเขากลับไม่จ่ายเงินค่านม เราก็เลยต้องตั้งโรงงานบรรจุนมของเราเอง" 

      คอนเซ็พท์หลักของซอนเดอร์การ์ดคือการฝึกสอนให้เกษตรกรผู้เลี้ยววัวไทยผลิตนมเองได้ สอนระเบียบวินัยต่อตนเองในการทำงานให้พวกเขา เมื่อสอนจบแล้วก็ให้ที่ดินให้พวกเขาตั้งคอกวัวอยู่รอบๆฟาร์มโคนมไทยเดนมาร์คนี่ เพื่อให้พื้นที่ทั้งหมดนี้เป็นชุมชนคนเลี้ยงวัวนม วิธีนี้การผลิตนมจึงจะยั่งยืน  ซอนเดอร์การ์ดส่งคนไปตามโรงเรียนเกษตรกรรมทั่วประเทศ เลือกนักศึกษาที่หน่วยก้านดีมาเข้าหลักสูตรเรียนหนึ่งปี เด็กหนุ่มพวกนี้จบชั้นมศ.3 และเรียนจบปวช.เกษตร

      "แต่มาแล้วพวกเขาก็ยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับชีวิตการทำฟาร์มเลย สามเดือนแรกหมดไปกับการให้พวกเขาไปฝึกใช้ชีวิตในสนามจริงให้ครูจับมือสอนว่าการทำงานเกษตรกรรมด้วยมือตัวเองแท้จริงนั้นต้องทำอย่างไร พวกเขาต้องทำงานหนัก ได้ค่าแรงวันละ 10 บาท ทำแบบนี้ครึ่งหนึ่งของพวกเขาถอดใจกลับบ้านไปกลางคัน เป็นการคัดให้เหลือแต่คนที่เอาจริงเอาจังก่อนแล้วเอาเข้ามาเรียนในคอกรีดนมวัวให้รีดนมด้วยมือจนเก่ง แล้วจึงจะให้เรียนรีดนมด้วยเครื่อง" 

      ซอนเดอร์การ์ดจบภาระกิจและส่งมอบงานฟาร์มทั้งหมดให้รัฐบาลไทยในปี 1971 โดยรัฐบาลตั้งอสค.ขึ้นมารองรับ ดร.ยอดเพื่อนร่วมงานที่ซี้กันมาได้ทำหน้าที่เป็นผอ.ฟาร์มต่อจากเขา

      "อยู่มวกเหล็กมา 10 ปี ผมคิดว่าผมน่าจะต้องกลับเดนมาร์คเสียที ครอบครัวผมใหญ่ขึ้น ลูกห้าคนเกิดที่เมืองไทยเสียสี่คน นี่เป็นเวลาที่พวกเขาต้องกลับไปเข้าโรงเรียนแล้ว" 

      อยู่เดนมาร์คได้ไม่นานซอนเดอร์การ์ดก็ได้รับเชิญจากรัฐบาลมาเลเซียให้ไปทำแบบเดียวกันที่นั่น แต่โครงการที่มาเลเซียไม่สำเร็จเพราะรัฐบาลมุ่งสร้างฟาร์มโคนมขนาดใหญ่ของรัฐบาลเองโดยไม่สร้างเกษตรกรเลี้ยงโคนมไว้ให้ทำต่อเองอย่างยั่งยืน จากมาเลเซียเขาไปรับเป็นที่ปรึกษาให้ที่แทนซาเนียเพื่อช่วยปรับปรุงฟาร์มขนาดใหญ่ที่รัฐบาลยึดของเอกชนมาเป็นของรัฐ เขาบอกว่าฟาร์มมีที่ตั้่งสวยงามมากแต่เขาไม่ชอบระบบคอรัปชั่นที่นั่น จากแทนซาเนียเขาพาครอบครัวกลับมาอยู่เดนมาร์ค ซึ่งเป็นเวลาที่รู้ธภรรยาของเขาป่วยเป็นมะเร็งและเสียชีวิต หลังจากนั้นอีกสองปีเขาก็ไปรับทำงานเป็นที่ปรึกษาทางการเกษตรที่เคนยาแต่ก็เกิดการแตกคอกันระหว่างทีมงานกับผู้ว่าจ้างจนต้องล้มเลิกโครงการกลางคัน  ซอนเดอร์การ์ดกลับมาเมืองไทยเพื่อมารับปริญญาเอกที่มหาวิทยาล้ยแม่โจ้ และกลับมารับเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดจากสมเด็จพระเทพในงานวันโคนมแห่งชาติที่มวกเหล็ก แล้วต่อมาก็เสียชีวิตอย่างสงบเมื่อ 28 ธค. 2559 ด้วยโรคชราที่เดนมาร์คด้วยวัย 90 ปี 

     เมื่อใดที่เห็นความมีระเบียบวินัยต่อตนเองในการทำงานตามคอกวัวส่วนตัวของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่มวกเหล็ก เมื่อนั้นผมนึกถึงนีลส์ กุนนาร์ ซอนเดอร์การ์ด มันเป็นมรดกดีๆและงดงามที่เขาทิ้งไว้

นพ.ส้นต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม
1. Smyth, H. Warington. Five years in Siam from 1891 to 1896 / by H. Warington Smyth, with maps and illustrations by the author. New York : Scribner, 1898.
2. Gregers Møller. Royal Thai Order for Danish Agronomist. Accessed at  https://scandasia.com/5860-royal-thai-order-for-danish-agronomist/ on Jan 27, 2019

25 มกราคม 2562

Solitude Colony Garden ลองชีวิตแบบนี้ดูบ้างไหม

     เมื่อหลายเดือนก่อนมีแฟนบล็อกนี้ท่านหนึ่งเป็นคนไทยที่ไปอยู่กินที่โคเปนเฮเกนได้เขียนมาเล่าและส่งรูปถ่ายมาให้ดูว่าวันหนึ่งเขาได้ไปเยี่ยมเพื่อนซึ่งทำสวนหมู่ (colony garden) เขาบอกว่าบรรยากาศดีมาก ทำให้คิดถึงเมืองไทย และคิดถึงหมอสันต์ซึ่งเป็นคนชอบเกษตร จึงส่งรูปมาให้ดู ผมดูรูปแล้วก็เห็นดีเห็นงามด้วยว่าบรรยากาศน่ารัก
ป้ายฝีมือหมอสมวงศ์ ผมสะกดคำให้ผิด หิ..หิ

     ก่อนหน้านี้นานมาแล้วมีเพื่อนฝรั่งซึ่งเป็นชาวสตอกโฮมเล่าให้ผมฟังว่าเทศบาลเมืองใหญ่มักจัดที่นอกเมืองให้ประชาชนที่ชอบทำสวนเช่าคนละหนึ่งกระแบะ บ้านละประมาณ 100 ตารางเมตร พอว่างงานก็ขับรถออกจากเมืองไปทำสวนหนึ่งกระแบะนี้ปลูกผักปลูกดอกไม้ตามใจชอบ เทศบาลมีที่จอดรถให้แยกต่างหากจากสวน บ้างตั้งเต้นท์นอน บ้างสร้างเคบินเล็กๆในสวนที่ตนเช่า เป็นการช่วยให้ชาวเมืองซึ่งอยู่ในป่าคอนกรีตได้มีโอกาสใช้เวลาว่างผลิตอาหารสดๆของตนเองและได้ออกกำลังกาย ซึ่งเป็นวิธีพักผ่อนที่ก่อผลดีต่อสุขภาพในราคาไม่แพง บางคนที่ซำเหมาหน่อยก็ปลูกกระต๊อบใช้ชีวิตอยู่ในสวนกระจุกนี้แบบถาวรโดยไม่ไปอยู่อาศัยที่อื่นเลย แต่ละสวนมีชาวเมืองต่อคิวรอเข้าเช่ายาวเหยียดเพราะผู้คนชื่นชอบชีวิตแบบนี้มากเนื่องจากสำหรับคนเมืองชีวิตที่ได้อยู่ติดดินติดหญ้าบ้างมันเติมเต็มความสุขตามธรรมชาติที่ขาดหายไป แต่เมืองไทยเราคงไม่มีโอกาสที่จะมีสวนแบบนี้เพราะ กทม.ก็ดีหรือเทศบาลตามเมืองใหญ่ๆก็ดีคงมีเรื่องที่มีลำดับความสำคัญเร่งด่วนกว่าเช่นรถติด อากาศเป็นพิษ ขยะพลาสติกล้นเมือง รอการแก้ไขเต็มมือ

     By the way เปลี่ยนเรื่องนะ เมื่อเดือนก่อนผมไปปีนเขาที่ภูกระดึงซึ่งมีเส้นทางขึ้นเขาสูงชันยาวประมาณ 8 กม. ที่นี่เป็นอุทยานแห่งชาติที่ได้รับการสงวนไว้อย่างดีที่สุดแห่งหนึ่ง ระหว่างทางเดินขึ้นเขาผมคาดหวังว่าจะได้เห็นป่าแบบไม้ผลัดใบ (deciduous) เช่นไม้เต็ง รัง เหียง พลวง ประดู่แดง ยางนา แต่ว่าที่ผมเห็นกลับมีแต่ต้นไผ่เสียมาก เพื่อนที่ไปด้วยกันซึ่งเป็นนักย่ำอุทยานบอกว่าเขาไปอุทยานแห่งชาติในเมืองไทยมาแล้วเกือบทุกแห่ง เขาบอกว่า 80% ของต้นไม้ในอุทยานแห่งชาติเป็นป่าไผ่และป่ากระถินยักษ์ ผมเข้าใจว่าทำไมอุทยานแห่งชาติจึงมีแต่ไผ่กับกระถินยักษ์ เพราะอุทยานแห่งชาติเกือบทุกแห่งประกาศเขตเมื่อป่าไม้จริงถูกทำลายไปมากแล้ว เมื่อมาเป็นอุทยานก็ต้องมีการปล่อยให้ป่าฟื้นตัวตามธรรมชาติ ซึ่งแน่นอนว่าต้องดีกว่าปล่อยให้มีการหักร้างถางพงทำกินกันซ้ำซากจนภูเขาโล้นเกลี้ยงสุดลูกหูลูกตาอย่างที่เมืองน่าน แต่ป่าไม้ของไทยนี้ในการฟื้นตัวหลังการแผ้วถางทำไร่ไม่มีพืชใดจะแพร่พันธ์ได้เร็วพรวดพราดเท่าไผ่และกระถินยักษ์ ต้นกล้าไม้เบญจพรรณซึ่งเป็นเจ้าถิ่นเดิมนั้นเดี้ยงหมด อย่างดีก็สูงได้แค่สองสามเมตรแล้วแจ้อยู่แค่นั้น เพราะกระถินยักษ์สูงเอาๆและปกคลุมแบบหมดทางสู้
สวนหมู่แบบ Colony Garden ข้างหลังคือ Solitude Hut

     ก่อนจะไปภูกระดึงผมเคยไปเที่ยวอุทยานผาแต้ม ขณะขึ้นทางวิบากไปผาชะนะได ได้เห็นทีมงานป่าไม้เขาตั้งใจปลูกไม้เบญพรรณทดแทนแบบจริงจังตามหลักวนศาสตร์ คือมีเคลียริ่ง มีวีดดิ้ง ลงกล้าไม้เบ็ญจพรรณขนาดต้นเท่าตะเกียบคีบก๋วยเตี๋ยวเป็นแถวยาวเหยียด ตอนที่ผมไปนั้นฝนหมดไปได้เดือนกว่าแล้ว เรียกว่าหน้าแล้งมาเร็ว ผมแอบนับดูอัตราตายจากการขาดน้ำของกล้าไม้ที่ลงไป ปรากฎว่าตายเกือบ 100% ฮือ..ฮือ ตอนนั้นผมเกิดความคิดแว้บขึ้นมาในใจว่าผมอยากจะทดลองปลูกฟื้นสภาพป่าไม้ผลัดใบโดยใช้ยางนาทดแทนกระถินยักษ์ด้วยตนเองดูบ้าง เพราะยางนาเป็นไม้ในป่าผลัดใบที่ไม่ผลัดใบ (evergreen) และทำให้มีเห็ดนานาพันธุ์ชุกชุม จึงเป็นไม้สร้างป่าแบบ deciduous ที่น่าจะเวอร์คสุด การปลูกทดแทนตามวิธีที่ผมคิดคือไม่ต้องทำเคลียริ่ง อาศํยต้นกล้าขนาดใหญ่ที่ทนแล้งได้เองแล้ว และอาศัยแรงงานคนเข้าทุบเข้าถอง เพื่อคอย "ฮาน" กิ่งกระถินยักษ์ให้ยางนาได้รับแสงแดดเต็มๆในหน้าฝน ส่วนในหน้าแล้งก็อาศัยกระถินยักษ์นั่นแหละช่วยพรางแดดให้ยางนา  โดยวิธีนี้ยางนาซึ่งมีธรรมชาติเป็นไม้สูงใหญ่ระดับ 50 เมตรก็จะค่อยๆสูงพ้นกระถินยักษ์กลับขึ้นมาเป็นเจ้าถิ่นได้ใหม่ นี่คือทฤษฏีของหมอสันต์ ซึ่งโผล่ขึ้นมาในหัวแว้บเดียวแล้วก็ผ่านไป
กล้าไม้ในโครงการปลูกป่าของหมอสันต์

     พอกลับจากภูกระดึงก็มีเจ้าของบ้านหลังหนึ่งในมวกเหล็กวาลเลย์ซึ่งผมไม่เคยรู้จักเขามาก่อนเลยอยู่ๆก็มาหาผม แล้วพาผมไปดูบ้านของเขาซึ่งมองไม่เห็นตัวบ้านเพราะอยู่ในพงหญ้าสูงท่วมหัวมุดเข้าไปไม่ไหว ต้องยืนบนรั้วเพื่อมองข้ามพงหญ้าคอมมูนิสต์เข้าไป เขาเสนอขายบ้านหลังนั้นให้ผม เขาบอกว่าเขาใช้บ้านหลังนั้นครั้งสุดท้ายเมื่อน้ำท่วมกรุงเทพ (พ.ศ. 2554) หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้มาใช้บ้านเลย ผมไม่ได้สนใจบ้าน แต่สนใจป่าไม้ผลัดใบหมดสภาพซึ่งถูกกระถินยักษ์ยึดครองที่ข้างหลังบ้านมากกว่า บ้านนี้หลังบ้านติดป่า อ้า..ฮะ ทฤษฎีหมอสันต์ที่จะฟื้นสภาพป่าไม้ผลัดใบด้วยวิธีแผลงๆท่าทางจะกลายเป็นจริงขึ้นมาเสียแล้ว ผมตกลงซื้อบ้านของเขาทันทีเพื่อใช้เป็นฐานปลูกป่าตามทฤษฎีแผลงนี้ กะจะหาต้นกล้ายางนามาตุนไว้ พอฝนใหม่มาก็จะเริ่มเอายางนาเข้าไปทดแทนกระถินยักษ์ที่หลังบ้านทีละนิดๆแบบแอบทำอยู่คนเดียว ถ้าผมไม่ตายเสียก่อนในสิบปีนี้คงจะได้เห็นป่ายางนาฟื้นคืนชีพหลังบ้านนี้ให้ชาวบ้านมาเก็บเห็ดกินได้แน่นอน ในการนี้ต้องหาที่เตรียมเพาะกล้าไม้ ตามโฉนดที่ผมซื้อมาระบุว่ามีที่ว่างหน้าบ้านอยู่ราวสองไร่ จึงไถพงหญ้าคอมมูนิสต์เปิดลานหน้าบ้านออก อ้า ฮ้า.. เป็นลานกว้างวิวหุบเขาสวยเสียด้วย เอากล้าไม้มาเลี้ยงตรงนี้ละกัน ผมเอาขี้วัวมาปรับสภาพดิน ติดสปริงเกลอร์พ่นน้ำ โรยเมล็ดปอเทืองเอาฤกษ์เอาชัย แล้วเริ่มเพาะกล้าไม้ป่า แล้วก็ยังเหลือที่ว่างโล่งโจ้งอีกตั้งเยอะแยะ กำลังชั่งใจอยู่ว่าจะเอาที่ที่เหลือนี้ไปทำประโยชน์อย่างไรดี

     พอดีต้องวางมือชั่วคราวเพื่อหันมาทำแค้มป์ Spiritual Retreat (SR9) แค้มป์รอบนี้มีสมาชิกที่มีแคแรคเตอร์พิเศษอยู่หลายท่าน มีท่านหนึ่งชื่อหมออีม เธอเป็นยอดหญิงนักกีฬาคนไทยคนแรกที่พิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ได้สำเร็จ เช้าวันหนึ่งหลังจากจบกิจกรรมเดินฝึกความรู้ตัวในป่าแล้วมานั่งทานอาหารเช้าด้วยกัน ผมแซวเธอว่า
ห้องนอนใน Solitude Hut

     "ตอนนี้ชีวิตคุณเริ่มมีปัญหาแล้วสิ เพราะในโลกนี้ไม่มีภูเขาที่สูงกว่านี้ให้คุณปีนแล้ว"

      คุยกันไปคุยกันมาจึงได้ทราบว่าเธอกับผมมีอะไรเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือชอบทำสวนปลูกต้นไม้โดยไม่ชอบยุ่งกับคน ผมจึงปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า

     "เฮ้ย..ผมนึกออกแล้ว เรามาทำสวนแบบ colony garden แบบทางยุโรปเหนือกันไหม ผมมีที่และมีระบบรดน้ำให้เสร็จแล้ว เอาที่ตรงนี้มาทำเป็นสวนหมู่ให้คนที่ไม่เคยทำสวนได้มาหัดทำสวนโดยตัดเป็นแปลงเล็กๆแปลงละสัก 100 ตรม. ให้เช่าราคาถูกๆปีละสัก 500 บาท เอาไหม  คุณก็ทำสวนแปลงหนึ่ง ผมก็ทำสวนแปลงหนึ่ง คนอื่นก็ทำสวนคนละแปลงๆ ทำกันงุดๆๆอยู่ใกล้ๆกันโดยอาจจะไม่ต้องพูดอะไรกันเลยก็ยังได้ตกลงไหม" เธอตอบโดยแทบไม่ต้องยั้งคิดว่า
เตาผิงก็มีนะ หากบ้าบรรยากาศพอที่จะทนร้อนเอา

     "ตกลงค่ะ"

      แถ่น..แทน..แท้น.... และแล้วโครงการ Solitude Colony Garden นี้ก็เกิดขึ้นจากโต๊ะกินข้าวต้มตอนเช้านี่เอง การเปิดโครงการใช้เวลาไม่ถึงเจ็ดวัน หมอสมวงศ์ซึ่งมีสีมีภู่กันอยู่แล้วใช้เวลาสองสามชั่วโมงเขียนป้ายสวนมีนกฮูกเป็นสัญญลักษณ์ให้ ผมเอาป้ายขึ้นปักริมรั้ว ห่างจากต้นงิ้วซึ่งกำลังจะออกดอกสีแดงฉานมาหน่อย ตอกตะปูยึดป้ายกับเสาโป๊ก โป๊ก โอเค...We are in business! เราได้เข้ามาสู่วงการแล้ว แต่พอถ่ายรูปป้ายออกมาดู อุ๊บ..ผมสะกดคำว่า Solitude ให้หมอสมวงศ์ผิดเสียแล้ว หิ..หิ ไม่เป็นไร เขียนผิดๆถูกๆจะได้ดูเป็นบ้านนอกๆ ได้บรรยากาศของจริงไปอีกแบบ

     จึงขอถือโอกาสเปิดป้ายนี้โฆษณาเชิญชวนแฟนบล็อกหมอสันต์ทุกท่านที่ไม่มีที่ดินของตัวเองแต่อยากทดลองหัดทำสวนแบบต้นทุนต่ำเล่นๆให้มาทำสวนกันในรูปแบบของการเช่าพื้นที่ในสวนหมู่แห่งนี้ ผมคิดค่าเช่าปีละแค่ 500 บาทต่อแปลง ปีละนะ ไม่ใช่เดือนละ แถมผู้เช่ายังไม่ต้องจ่ายเงินตอนนี้ด้วย มาลองทำสวนดูก่อนว่าจะไปรอดไหม ไปรอดครบปีแล้วค่อยจ่ายเงิน จะได้ไม่เสียเวลามาคืนเงินกันทีหลัง โดยในราคานี้ผมสปริงเกิ้ลน้ำให้ฟรีเช้าเย็นทุกวันตราบเท่าที่ยังมีน้ำให้สูบ ในราคานี้จะมีให้แต่ น้ำ ดิน อากาศ และที่จอดรถ อย่างอื่นไม่มีให้ จอบเสียมผู้เช่าหามาเองแต่เอามาฝากเก็บได้ เมล็ดพันธ์เอามาเอง ขุดดินถอนหญ้าเอาเอง ผลผลิตในสวนของท่านทุกบาททุกสตางค์ไม่ว่าจะได้ผลบวกหรือหรือว่าติดลบล้วนเป็นของท่านทั้งสิ้นไม่ต้องแบ่งอะไรให้เจ้าที่ดินอีกเพราะผมไม่อยากมีรายได้ติดลบ  สัญญาเช่าเป็นสัญญาปากเปล่าไม่มีการเขียนอะไรเป็นตัวหนังสือ สัญญามีอายุคราวละหนึ่งปี ครบปีแล้วต่อสัญญาอัตโนมัติเรื่อยไปตราบเท่าที่หมอสันต์ยังปลูกป่าอยู่ที่นี่ แต่ถ้าหมอสันต์เดี้ยงไปเสียก่อนหรือมีเหตุให้หมอสันต์ต้องเลิกกิจการเมื่อใดก็เป็นอันจบสัญญาโดยอัตโนมัติเมื่อนั้น
มองจากระเบียงหน้าบ้านไปยังที่จะทำสวน

ปลายปีนี้มอเตอร์เวย์ก็จะเสร็จแล้ว ถึงตอนนั้นขับจากกรุงเทพมานี่ก็แค่ชั่วโมงเดียว จะขับมาทำสวนแล้วขับกลับก็ยังได้ จะตั้งเต้นท์ในที่เช่าของตนก็ได้ จะหาที่นอนค้างแถวนี้ก็ไม่ยาก บ้านในสวนหลังนี้ผมก็เปิดให้เช่าแบบเป็นคืนๆไป ผมตั้งชื่อบ้านหลังนี้ว่า Solitude Hut เป็นบ้านมีห้องนอนติดแอร์สองห้อง มีห้องน้ำอยู่ในห้องนอนห้องใครห้องมัน มีน้ำอุ่นอาบซึ่งจำเป็นมากสำหรับมวกเหล็ก มีครัวเล็กพอทำอาหารได้ หรือจะเดินไปซื้อกินเองที่ครัวปราณาที่ห่างออกไปแค่ 300 ม. ซึ่งเปิดขายทุกวันก็ได้ ค่าเช่าบ้านนี้ตกคืนละ 2,000 บาทต่อทั้งหลัง ขออำไพที่คิดถูกกว่านี้ไม่ลงเพราะแถบมวกเหล็ก-เขาใหญ่นี้แรงงานแพงชะมัด ค่าแม่บ้านทำความสะอาดตกวันละ 500 บาทเข้าไปแร้ว..ว ยังไม่นับค่าส่งผ้าปูที่นอนปลอกหมอนปลอกผ้านวมไปซักอีกสามร้อยบาทต่อครั้ง เว้นเสียแต่หากท่านจะอยู่นานหลายวันโดยไม่ต้องซักผ้าซักผ่อนละก็โอเค.ค่อยมาเจรจากัน..หิ หิ ใครที่อยากประหยัดก็มากันสองครอบครัวแบ่งกันจ่ายครอบครัวละพันแล้วแบ่งกันอยู่ครอบครัวละห้องก็ได้เพราะแต่ละห้องใหญ่พอควร สำหรับคนที่ชอบเดินออกกำลังกายหรือชอบปฏิบัติธรรมเดินจงกลมในที่สงบเงียบ หลังบ้านนี้มีทางเดินเท้าในป่าซึ่งแผ้วทางไว้ดีไม่ต้องกลัวงูเงี้ยวหรือต่อแตนให้เดินได้ยาวประมาณ 1 กม.

      ในโอกาสเริ่มต้นนี้ขอทดลองเปิดให้แฟนๆบล็อกเช่าสัก 20 แปลงก่อน ถ้ากิจการดีค่อยขยับขยายภายหลัง คุณสมบัติผู้เช่ามีข้อเดียวคือต้องขยันมาทำสวน ถ้าไม่มาเลยนานเกินหกเดือนติดต่อกันถือว่าวีซ่าขาดโดยปริยาย คนชอบสร้างสรรค์นวัตกรรมการทำสวนแบบประหยัดน้ำถือเป็นคุณสมบัติพิเศษที่ผมขอชักชวนมาทำสวนนี้ด้วยกันอย่างแรง เพราะวันหนึ่งข้างหน้าเมื่อโลกร้อนขึ้นกว่านี้ สวนประหยัดน้ำคงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แฟนบล็อกท่านใดสนใจจะมาร่วมทำสวนกรุณาเขียนอีเมลมาหาผมที่ chaiyodsilp@gmail.com ส่วนท่านที่จะจองบ้าน Solitude Hut เพื่อพักผ่อนนอนเล่นกรุณาติดต่อที่หมอสมวงศ์ โทรศัพท์ 086 8882521 หรืออีเมลถึงเธอที่ somwong10@gmail.com

ปล. หลังจากเปิดไปยังไม่ทันข้ามวันก็มีชาวสวนสมัครมาเต็มแล้ว จึงของดรับสมัครเพิ่มเติมไว้ก่อน และขออนุญาตไม่ทำ waiting list เพราะผมขี้ลืม วันหน้าหากมีที่ว่างอีกค่อยแจ้งข่าวนะครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

24 มกราคม 2562

เมลาโทนินรักษาโรคนอนไม่หลับได้จริงไหม

เรียนคุณหมอสันต์ ดิฉันอายุ 70 ปี มีปัญหานอนไม่หลับ ตีสามก็ยังตื่น เพื่อนเขาบอกว่าอ้าวตื่นตีสามก็ดีแล้วนี่ก็ลุกขึ้นมาเลยสิ ดิฉันบอกว่าไม่ใช่ ตั้งแต่เข้านอนถึงตีสามยังไม่ได้หลับเลย เพื่อนบอกให้ไปซื้อยาเมลาโทนินที่ร้าน... กินแล้วก็ไม่เห็นความแตกต่างจากเดิมแต่อย่างใด อยากถามคุณหมอว่ายาเมลาโทนินทำให้นอนหลับจริงไหม กินทุกวันจะมีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ และควรจะกินไหม ถ้ากินควรกินขนาดเท่าไหร มันเป็นยาอันตรายไหม ถ้าเป็นยาอันตรายทำไมขายกันเกลื่อน

......................................................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าเมลาโทนินช่วยให้นอนหลับได้จริงไหม ตอบว่างานวิจัยแบบยำรวมข้อมูลจากงานวิจัยย่อยๆที่เป็นการเปรียบเทียบยาจริงกับยาหลอกเท่านั้นและมีผู้ป่วยโรคนอนไม่หลับเข้าร่วมวิจัยรวม 1653 คน พบว่าหากนับเวลาที่ได้หลับรวมพบว่าเมลาโทนินทำให้เวลาหลับรวมยาวขึ้นมากกว่าคนกินยาหลอก 8.25 นาทีต่อคืน จากเวลาหลับรวมประมาณแปดชั่วโมงนะ แปดชั่วโมงมี 480 นาทีนะ ก็หมายความว่าเมลาโทนินเพิ่มการนอนหลับได้ราว 1.71%  แล้วคุณว่าหนึ่งเปอร์เซ็นต์กว่าๆนี่มันมากหรือน้อยละครับ นั่นแหละคือคำตอบข้อนี้

      แถมผมขอติงวิธีจะใช้ข้อมูลวิจัยนี้นิดหนึ่งนะ โปรดสังเกตว่ามีแต่การวิจัยเปรียบเทียบยาจริงกับยาหลอก อาจเป็นโชคดีของคนขายเมลาโทนินที่ยังไม่เคยมีการวิจัยเปรียบเทียบการใช้เมลาโทนินกับการปรับสุขศาสตร์ของการนอนหลับ หากมีการค้าขายเมลาโทนินอาจจะเจ๊งไปแล้วก็ได้ เพราะการปรับสุขศาสตร์ของการนอนหลับเป็นวิธีแก้โรคนอนไม่หลับได้แน่นอนที่สุด

     ตัวอย่างของการปรับสุขศาสตร์ของการนอนหลับ เช่น (1) การเข้านอนเป็นเวลา (2) การไม่นอนกลางวัน (3) การปรับห้องนอนให้สะอาดเรียบ เงียบ มืด เย็น (4) การไม่ทำงานในห้องนอน ไม่กินของว่างหรือคุยในห้องนอน (5) ไม่เอาทีวี โทรศัพท์ ไลน์ เฟซ นาฬิกาปลุก ไว้ในห้องนอน (6) หยุดกิจกรรมตื่นเต้น 30 นาทีก่อนนอน (7) ไม่ทานอาหารมื้อใหญ่ใน 3 ชม.ก่อนนอน (8) ออกกำลังกายหนักพอควรทุกวัน (9) งดกาแฟและยาที่ทำให้นอนไม่หลับ

     2. ถามว่าถ้ากินเมลาโทนินควรกินขนาดเท่าไหร่ ตอบว่างานวิจัยขนาดของเมลาโทนินซึ่งทำที่ MIT พบว่าในคนที่ได้ผลดีใช้เมลาโทนินขนาด 0.3-1 มก. แต่ขนาดนี้ในตลาดคุณไม่ต้องไปหาดอกนะครับ เม็ดเบาะๆก็ขายกัน 3 มก.ขึ้นไป ไม่แน่นะ อีกหน่อยถ้าคนนอนไม่หลับเต็มเมืองอาจบรรจุกันเม็ดละ 3 กรัมก็ได้เพราะอาหารเสริมไม่มีการควบคุมขนาด

     3. ถามว่าเมลาโทนินมีผลข้างเคียงอะไรไหม ตอบว่าการทบทวนข้อมูลโดยสำนักงานวิจัยและพัฒนาคุณภาพการแพทย์สหรัฐ (ARQH) รายงานว่าเมลาโทนินมีผลข้างเคียงน้อย เช่น คลื่นไส้อาเจียน (1.5%) ปวดหัว (7.8%) มึนงงเวียนหัว (4.0%) ง่วงเหงาหาวนอนวันรุ่งขึ้น (20.33%) ตรงนี้สำคัญที่สุดเพราะทำให้เกิดอุบัติเหตุขณะขับรถได้และอาจเป็นเหตุให้นอนไม่หลับระยะยาว นอกจากรายงานนี้แล้ว ยังมีผลข้างเคียงที่คนไข้รายงานไปตามเว็บไซท์ต่างๆซึ่งไม่รู้ว่ามีอุบัติการณ์กี่เปอร์เซ็นต์ เช่น ซึมเศร้า มือสั่น เป็นตะคริวท้อง หงุดหงิดฉุนเฉียว ไม่คล่องแคล่วว่องไว ความดันตก เป็นต้น

     4. ถามว่าถ้ายานี้มีผลข้างเคียงมาทำไมมีขายกับเกลื่อน ตอบว่าอย.สหรัฐไม่นับเมลาโทนินเป็นยาแต่นับเป็นอาหารธรรมชาติ เพราะมันมีในอาหารเช่น นัท เห็ด เมล็ดพืช ไข่ ปลา ด้วย จึงไม่มีกฎหมายบังคับให้ส่งผลวิจัยความปลอดภัยอย่างยา ใครใคร่ขายก็จงขาย แต่ในยุโรปถือเป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท ในเมืองไทย อย.รับขึ้นทะเบียนเป็นยาในชื่อการค้าว่า Circadin แต่ที่ขายกันในชื่อเมลาโทนินตามศูนย์การค้านั้นไม่ได้ขึ้นทะเบียน

     5. ถามว่าควรจะกินเมลาโทนินไหม ตอบว่าอ้าว.. คุณก็ต้องตัดสินใจเองสิครับ ผมให้ได้แต่ข้อมูลเท่านั้น

     ผมตอบคำถามคุณหมดแล้วนะ สำหรับคนที่นอนไม่หลับ นอกจากสุขศาสตร์ของการนอนหลับที่วงการแพทย์โปรโมทเก้าประการข้างต้นแล้ว ผมแนะนำให้คนที่นอนไม่หลับฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อของตัวเอง (relaxation) ผ่อนคลายทั้งวัน รวมทั้งตอนเข้านอน แล้วตอนเข้านอนให้ฝึกวางความคิดด้วยวิธีถือเอาการเข้านอนเป็นสนามซ้อมตาย โดยเวลาจะเข้านอนก็บอกตัวเองแบบบอกจริงๆให้ยอมรับจริงๆนะ ว่าการเข้านอนครั้งนี้ พอเราหลับแล้ว เราจะตายไปเลย เออ..ใช่ ตายซี้แหงแก๋นี่แหละ จะไม่มีโอกาสได้ตื่นมาอีกแล้ว เหลือเวลาอีกไม่กี่นาทีก่อนจะตายเนี่ย ไม่ต้องไปมัวคิดถึงปัญหาร้อยแปดในชีวิตที่ค้างคาอยู่หรอก เพราะยังไงก็ไปแก้ไม่ทันแล้ว ตายไปแล้วเนี่ย ชาติหน้ามีจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ มันคงจะเหมือนเดินเข้าไปในอุโมงค์มืด อย่ากระนั้นเลย ไม่กี่นาทีที่เหลือนี้ เรามารู้ตัวเราไว้ตลอดเวลาดีกว่า เวลาต้องเข้าอุโมงค์มืดจะได้ไม่สติแตก ว่าแล้วก็เช็คตัวเองเป็นระยะๆ เรานอนอยู่ท่านี้นะ เรากำลังหายใจเข้า กำลังหายใจออก ตามดูใจของตัวเองเป็นระยะไม่ให้ห่างอย่าเผลอตายตอนใจลอย เดี๋ยวได้กลายเป็นเปรตหรอก ทำอย่างนี้แล้ว รับรองหลับได้ง่าย พอสะดุ้งตื่นกลางดึก จะหลับต่อก็ทำแบบเดียวกันนี้อีก คือซ้อมตายอีก นี่เป็นวิธีที่หมอสันต์ใช้อยู่ประจำ ผมไม่แนะนำให้กินยาเพื่อการนอนหลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต้องกินนานกว่า 6 เดือนไม่แนะนำเด็ดขาด เพราะมันผิดหลักวิชาการรักษาโรคนอนไม่หลับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

[1] Bhat S, Pinto-Zipp G, Upadhyay H, Polos PG. “To sleep, perchance to tweet”: in-bed electronic social media use and its associations with insomnia, daytime sleepiness, mood, and sleep duration in adults.” Sleep Health 2018 Apr;4(2):166-173

[2] Erland LA, Saxena PK. “Melatonin Natural Health Products and Supplements: Presence of Serotonin and Significant Variability of Melatonin Content.” J Clin Sleep Med 2017 Feb;13(2):275-281
[3] Buscemi N, Vendermeer B, Hooton N et al. “The efficacy and safety of exogenous melatonin for primary sleep disorders a meta-analysis.” J Gen Int Med 2005 December;20(12):1151-1158
[4] Ferracioli-Oda E, Qawasmi A, Bloch MH. “Meta-analysis: melatonin for the treatment of primary sleep disorders.” PLoS One2013 May;8(5):e63773
[5] Buscemi N, Vandermeer B, Pandya R  et al. “Melatonin for Treatment of Sleep Disorders. Summary” ARQH  Evidence Report/Technology Assessment: Number 108 http://archive.ahrq.gov/clinic/epcsums/melatsum.htm
[6] Guardiola-Lemaitre B. “Toxicology of melatonin.” J Biol Rhythms 1997 Dec;12(6):697-706

23 มกราคม 2562

ที่รักษาความดันเลือดสูงได้ดีที่สุด..คือที่บ้าน

คุณพ่ออายุ 72 ปี เพิ่งออกจากรพ. ไปผ่าตัดเปลี่ยนข้อตะโพก เนื่องจากหน้ามืดล้มลงแล้วข้อตะโพกหัก หมอที่เปลี่ยนข้อตะโพกบอกว่าให้ปรึกษากับหมอหัวใจอยู่ (คนละรพ.) ว่ายาลดความดันที่ได้อาจมากเกินไป แต่เมื่อไปคุยกับหมอหัวใจ หมอหัวใจยืนยันเสียงแข็งกร้าวแบบมีอารมณ์นิดๆว่าท่านไม่ได้ให้ยามากเกินไป และชี้ให้ดูผลการวัดความดันเลือดของคุณพ่อซึ่งวัดได้ 156/100 แต่ว่าคุณพ่อวัดที่บ้านจะได้อย่างมากแค่ประมาณ 110/90 แต่ว่ามันขึ้นๆลงๆนะคะ
คำถามค่ะ คุณพ่อหกล้มตะโพกหักเพราะยาลดความดันมากเกินไปหรือเปล่า ถ้าใช่ จะต้องทำอย่างไรต่อไปคะ ในเมื่อหมอไม่ยอมลดยาให้ วงการแพทย์ไม่มีวิธีรักษาความดันเลือดสูงที่ดีกว่าปัจจุบันนี้หรือคะ

ขอบพระคุณคุณหมอสันต์ค่ะ

....................................................

ตอบครับ

     อื้อฮือ..ดุจัง มีลูกขอสักคนนะ หิ หิ พูดเล่น มาตอบคำถามของคุณดีกว่า

     1. ถามว่ากินยาความดันเลือดสูงแล้วหน้ามืดหกล้มเป็นเพราะยาหรือไม่ ตอบว่ามีคนเดียวที่จะตอบคำถามนี้ได้คือ...พระพรหม อุ๊บ ขอโทษ พูดเล่นอีกละ หลักวิชาแพทย์มีอยู่ว่าหากให้ยาผู้ป่วยอยู่ แล้วผู้ป่วยมีอาการซึ่งอยู่ในรายการภาวะแทรกซ้อนของยานั้น ให้ถือว่าอาการนั้นเกิดจากยาไว้ก่อน จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่ ฮี่..ฮี่ ฟังรู้เรื่องแมะ แปลไทยให้เป็นไทยคือหน้ามืดล้มลงตะโพกหักเกิดจากไรมะรู้ แต่ต้องลดยาความดันเลือดสูงลงทันทีโดยตั้งสมมุติฐานว่ามันเกิดจากยาไว้ก่อน

     2. ถามว่าในเมื่อหมอไม่ยอมให้ลดยาแล้วจะทำอย่างไรต่อไปดีคะ ตอบว่าคุณมีทางเลือกอีกสองอย่าง (1) แอบลดยาเองไม่ให้หมอรู้ (2) เปลี่ยนหมอให้รู้แล้วรู้รอด คุณชอบแบบไหนก็เอาแบบนั้นละกันนะ

     3. ถามว่าวงการแพทย์ไม่มีวิธีรักษาความดันเลือดสูงที่ดีกว่านี้แล้วหรือ ตอบแบบสารภาพว่าเป็นความจริงที่ทุกวันนี้แม้จะรักษากันเข้มข้นอย่างไรก็ตามแต่อัตราการควบคุมความดันเลือดได้มีอยู่แค่ 50% เท่านั้นเอง นี่กินยากันมากจนถึงขนาดต้องเปลี่ยนข้อตะโพกแล้วนะ หากจะประเมินผลความสามารถของวงการแพทย์ ถ้าใช้ภาษาการเยี่ยมสำรวจคุณภาพก็ต้องพูดว่า

     "ยังมีโอกาสพัฒนาอีกมาก"

     แต่ถ้าใช้ภาษาของนักอุตสาหกรรมก็ต้องพูดว่า

     "ทำไมอุตสาหกรรมนี้มันล้าหลังนักวะ"

     วงการแพทย์ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจว่าวิธีรักษาความดันสูงที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันนี้มันโหล่ยโท่ย ในระยะหลังนี้จึงได้มีงานวิจัยเจ๋งๆที่ชี้ทางออกในเรื่องนี้หลายงาน เช่นอาหาร DASH diet ซึ่งช่วยให้คนไข้ลดความดันเลือดตัวเองลงได้อย่างนุ่มนวลถึง 14 มม. นั่นอันหนึ่งละ งานวิจัยการให้คนไข้ติดตามตัวชี้วัดง่ายๆเจ็ดตัว (น้ำหนัก ความดัน ไขมัน เบาหวาน การกินผักผลไม้ การออกกำลังกาย และการงดบุหรี่) ของสมาคมหัวใจอเมริกันแล้วพบว่าคนไข้คุมความดันเลือดตัวเองได้ดีขึ้น นั่นอีกอันหนึ่ง

     ตัวหมอสันต์ก็แอบทำการทดลองรักษาความดันเลือดสูงโดยการมอบอำนาจให้คนไข้ว่าคุณปรับยาเอาเองนะ ให้สูตรไปคร่าวๆว่าถ้าวัดได้เท่านี้คุณลดยานี้ลงเหลือเท่านี้ มีอะไรให้โทรหรืออีเมลมา ปรากฎว่าคนไข้โทรมาหมอสันต์ติดสอนไม่ว่างรับ อีเมลมาหมอสันต์ไม่มีเวลาเปิดอ่าน..จบข่าว สรุปว่าไม่เวอร์ค เพราะเมื่อคนไข้จะปรับขนาดยาแต่เกิดกล้าๆกล้วๆหรือไม่ชัวร์บางประเด็นขึ้นมา ณ ขณะนั้น คนไข้ไม่รู้จะถามใคร

     ไม่เวอร์คก็ลองวิธีใหม่ คราวนี้ผมซื้อเครื่องวัดความดันแบบใหม่มา เครื่องนี้ถ้าวัดความดันแล้วมันจะส่งข้อมูลขึ้นไปเก็บที่ฐานข้อมูลบนก้อนเมฆซึ่งทีมหมอสามารถเห็นได้ทันที ซื้อมาสองชุด หมดเงินไปสี่แสน กะว่าให้คนไข้วัดความดันที่บ้าน แล้วก็ให้หมอน้อย (หมายถึงหมอหนุ่มๆสาวๆ) หรือพยาบาลคอยประมวลผลทางหน้าจอ แล้วสื่อสารกับคนไข้ว่าให้ปรับยาอย่างไร แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไปไม่ถึงไหน เพราะติดที่พยาบาลยังปล้ำเครื่องไม่สำเร็จ ต้องเรียกคนขายที่เมืองนอกมาว้าเฮ้ยคุณเข้ามาดูให้หน่อยสิ ว่ามันเป็นเพราะเครื่องของคุณหรือเป็นเพราะพยาบาลของผมกันแน่ ถ้าเป็นเพราะเครื่องของคุณคุณต้องเอาของใหม่มา แต่ถ้าเป็นเพราะพยาบาลของผมผมก็ต้องทนอยู่กันไป หิ..หิ นี่ก็เพิ่งได้กำหนดนัดหมายที่จะมาดูกันปลายเดือนกพ.นี้

     แต่แล้วขณะที่หมอสันต์รอทำวิจัยแบบไร้อนาคตอยู่นี่ ก็มีการทำวิจัยแบบเจ๋งเป้งครั้งใหม่ล่าสุดที่รพ.บริกแฮมของฮาร์วาร์ดซึ่งเป็นที่ๆผมเองเคยเป็นศัลยแพทย์เยี่ยมเยือนที่นั่น งานวิจัยนี้เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร Clinical Cardiology เขาทำการทดลองรักษาความดันเลือดสูงโดยเอาบ้านของผู้ป่วยเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่เอาโรงพยาบาลเป็นที่่ตั้ง (home based treatment) ใช้ผู้ป่วย 130 คนทำแบบการวิจัยกลุ่มคนชนิดติดตามไปข้างหน้า (prospective cohort) ให้ผู้ป่วยวัดความดันตัวเองที่บ้านด้วยเครื่องชนิดที่ผมซื้อมาทดลองนั่นแหละ คือวัดแล้วโยนข้อมูลขึ้นฐานข้อมูลบนก้อนเมฆทันทีแบบอัตโนมัติ แล้วให้ผู้ช่วยแพทย์ (ย้ำ..ใช้ผู้ช่วยแพทย์นะ ไม่ต้องเสียเวลาแพทย์เลย) ที่ได้รับการสอนถึงตรรกะวิธีการปรับยาคอยอ่านหน้าจอทุกสองสัปดาห์ แล้วสื่อสารกับผู้ป่วยผ่านทาง on line หรือโทรศัพท์ว่าถึงจุดนี้ให้ลดยาตัวนี้เหลือขนาดเท่านี้เป็นต้น โดยไม่ต้องนัดคนไข้มาโรงพยาบาลให้วุ่นวายขายปลาช่อนสักนิดเดียว ทดลองทำอย่างนี้อยู่ 7 สัปดาห์ พบว่าอัตราการควบคุมความดันเลือดได้สำเร็จเด้งจาก 50% ขึ้นมาเป็น 81% ทันที เจ๋ง..งไหมละ นี่นับว่าเป็นวิธีรักษาความดันเลือดสูงที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดเท่าที่มีรายงานไว้ในวารสารการแพทย์ทั่วโลก

     เห็นความสำเร็จของงานวิจัยนี้หมอสันต์ก็เกิดฮึดขึ้นมาอีกรอบ คราวนี้เอาจริงละ จะลองกับผู้ป่วยความดันสูงที่เข้าแค้มป์พลิกผันโรคด้วยตนเอง (RDBY11) ที่จะมาอีกไม่กี่วันนี้ดูสักตั้ง ลอกแบบงานวิจัยของบริกแฮมที่ฮาร์วาร์ดเลย คือให้คนไข้วัดความดันตัวเองที่บ้าน หมอสันต์สอนให้ผู้ช่วยแพทย์เฝ้าดูข้อมูลความดันบนจอ แล้วสื่อสารวิธีปรับลดละเลิกยาและตอบคำถามให้คนไข้ทางไลน์หรือโทรศัพท์ ทุกวันนี้หมอสันต์ทำคลินิกไม่ค่อยมีคนไข้ก็จริง แต่มีผู้ช่วยแพทย์ระดับจบปริญญาแล้วอยู่ตั้ง 5-6 คน จะไปกลัวอะไร ผลสำเร็จจะเป็นประการใดก็ต้องตามดูกันต่อไป งานวิจัยแบบขี้หมาอะล็อกก๊อกแก๊กถือว่าเป็นความสนุกเล็กๆน้อยๆในอาชีพที่ซ้ำซากน่าเบื่ออย่างอาชีพแพทย์นี้ แต่ไม่แน่นะ ผลวิจัยของหมอสันต์อาจจะเปลี่ยนวิธีรักษาความดันเลือดสูงในเมืองไทยไปบ้างก็ได้ ใครจะไปรู้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Naomi D.L. Fisher, Liliana E. Fera, Jacqueline R. Dunning, Sonali Desai, Lina Matta, Victoria Liquori, Jaclyn Pagliaro, Erika Pabo, Mary Merriam, Calum A. MacRae, Benjamin M. Scirica. Development of an entirely remote, non-physician led hypertension management program. Clinical Cardiology, 2019; DOI: 10.1002/clc.23141

22 มกราคม 2562

เจ็บหน้าอกแบบคุณนี้แหละ เป็นโรคหัวใจขาดเลือดแน่นอน

คุณหมอครับ
ผมอายุ 30 ปี น้ำหนัก 74 กก. สูง 170 กก. มีอาการแน่นหน้าอก ตรงกลางหน้าอกพอดี 
เหมือนมีใครเอาอะไรมารัด เป็นอยู่พักเดียวแล้วก็หายไป เวลาผมทำอะไรมากๆเช่น
ขึ้นบันไดสองชั้นก็จะเป็น พอพักสักครู่ก็หาย ไปหมอที่คลินิก หมอบอกว่าอายุแค่นี้
ไม่เป็นโรคหัวใจหรอก ไปหาหมอที่รพ. หมอตรวจคลื่นหัวใจ เจาะเลือด นอนรพ.หนึ่งคืน 
แล้วบอกว่าผมไม่ได้เป็นโรคหัวใจ ให้กลับบ้านได้ ขอให้คุณหมอช่วยอธิบายให้ผมสบายใจ
หน่อยว่าอย่างนี้ไม่ใช่โรคหัวใจใช่ไหม และเจ็บหน้าออกอย่างไรจึงจะเป็นโรคหัวใจครับ

............................................................

ตอบครับ

เจ็บหน้าอกแบบคุณนี้แหละ เป็นโรคหัวใจขาดเลือดแน่นอน สมัยนี้อายุไม่ใช่ประเด็น

คือการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือดที่ทางหมอเรียกว่า angina นี้มีสองแบบคือแบบไม่ด่วนกับแบบด่วน 
การเจ็บแบบไม่ด่วน (stable angina) มีลักษณะสามอย่างคือ 

1. เจ็บตื้อๆหรือแน่นๆกลางหน้าอกหรือลิ้นปี่ อาจมีร้าวไปที่คอหรือแขนหรือไม่มีก็ได้ 
2. เจ็บเวลาออกแรงหรือโมโห ยิ่งออกแรงหรือโมโหมากยิ่งเจ็บ 
3. ดีขึ้นถ้าลดการออกแรงลงหรือพัก 

ซึ่งของคุณตรงสะเป๊กทุกประการ เพราะฉะนั้นเจ็บหน้าอกแบบคุณนี้เป็นโรคหัวใจขาดเลือดแน่นอน
ไม่มีข้อสงสัยเลย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องรีบไปโรงพยาบาลเพื่อทำโน่นทำนี่ 
เพราะกลไกการเกิดมันแค่หลอดเลือดตีบแต่เลือดยังวิ่งไปเลี้ยงหัวใจได้ 
แต่อย่างน้อยคุณก็ต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการใช้ชีวิต เปลี่ยนอาหารมากินพืชเป็นหลักแบบไขมันต่ำ 
ออกกำลังกายต่อไปในระดับที่เกือบๆจะเจ็บหน้าอก แต่ถ้าเจ็บก็ไม่เป็นไร แค่เพลาลง 
และจัดการความเครียดเสียด้วย อย่าเป็นคนเคร่งเครียดขี้โมโห 
ไม่จำเป็นต้องกินยาหรือวิ่งโร่ไปสวนหัวใจทำบอลลูน เพราะยาก็ดี บอลลูนก็ดี ไม่ได้ทำให้คุณหายจากโรคนี้ 
งานวิจัยเปรียบเทียบผู้ป่วยประเภทนี้พบว่าทำบอลลูนบายพาสกับไม่ทำโอกาสที่จะตายก็ไม่ต่างกัน

ส่วนการเจ็บหน้าอกแบบด่วน (acute MI) นั้นก็คือคนที่เจ็บหน้าอกเหมือนกับแบบไม่ด่วนนั่นแหละ 
แต่พักนานเกิน 20 นาทีแล้วก็ยังไม่หาย แบบนี้แหละที่เรียกกันว่าหัวใจวาย มีกลไกการเกิดที่แตกต่างกัน 
คือมีลิ่มเลือดไปอุดบนรอยตีบที่หลอดเลือดปึ๊ด..ด จนเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่ได้เลย แบบนี้ต้องรีบไป
โรงพยาบาลทันที เมื่อตรวจคลื่นหัวใจจะเห็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และเจาะเลือดจะพบมีเอ็นไซม์หัวใจ
ออกมาเพราะกล้ามเนื้อหัวใจเริ่มตายลง พวกนี้ฉุกเฉินสุดๆ ต้องรีบรักษาโดยเปิดหลอดเลือด
ด้วยวิธีฉีดยาละลายลิ่มเลือดหรือสวนหัวใจใช้บอลลูนขยายทันที ถ้าไปรพ.ช้าก็มีหวัง..ซี้หม่งเซ็ก

หลังออกจากโรงพยาบาลแล้วก็ต้องเปลี่ยนสไตล์การใช้ชีวิตเสียใหม่เช่นกัน 
ไม่ใช่ว่าทำบอลลูนวางขดลวดหรือผ่าตัดบายพาสแล้วโรคจะหายแล้วก็เปล่าเลย 
การทำบอลลูนหรือบายพาสเป็นเพียงซื้อเวลาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเอาลิ่มเลือดที่อุดออก
และถ่างรูตีบให้มันโล่งขึ้นชั่วคราวเท่านั้น แต่โรคยังเดินหน้าต่อไปสู่การเกิดเรื่องแบบเดิมเป็นครั้งที่ 2..3…4 
ตราบใดที่สไตล์การใช้ชีวิตไม่ว่าจะเป็นอาหารไขมันสูง การไม่ออกกำลังกาย การมีความเครียดเรื้อรัง 
การมีความดันเลือดสูง การสูบบุหรี่ อันเป็นปัจจัยเสี่ยงที่แท้จริงของโรคยังไม่เปลี่ยน 

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

20 มกราคม 2562

นิทานสำหรับคนกลัวตายกลัวการเวียนว่ายตายเกิด

 เรียนคุณหมอสันต์
หนูมีเรื่องคาใจอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งไม่ได้คำตอบแก่ตัวเองสักที ทั้งอ่านทั้งฟังแยะมากแต่ก็สรุปไม่ได้ นั่นคือเรื่องการเตรียมตัวไว้สำหรับชาติหน้าของตัวเราเอง เราควรเตรียมตัวไหมคะ ถ้าเราปฏิเสธชาติหน้าก็คือเรามีมิจฉาทิฏฐิ ถ้ายังงั้นเราควรจะเตรียมตัวสำหรับชาติหน้าอย่างไร หนูอยากจะบรรลุนิพพานไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว หนูอยากจะหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

..............................................................

ตอบครับ

     อย่าไปหลงอยู่ในกับดักคำถามเรื่องชาติหน้าเลย คุณจะไม่ได้ไปไหนดอกถ้าคุณติดอยู่ในกับดักของความคิดหรือคอนเซ็พท์เดิมๆซ้ำๆซากๆอยู่อย่างนี้ คุณต้องออกมาจากสิ่งเดิมๆที่คุณเคยคิด อย่าไปเสียเวลากับเรื่องไร้สาระเลย เรื่องอนาคต ชาติหน้าชาติไหน ความกลัวตาย มันเป็นแค่ความคิด แม้กระทั่งความเป็นเจ้าของที่คุณใช้คำว่า "ชาติหน้าของตัวเราเอง" คำว่าของตัวเราเอง นั่นเป็นคอนเซ็พท์เรื่องสิทธิความเป็นเจ้าของ ใครเป็นเจ้าของอะไร ใครมีสิทธิเหนืออะไร มันเป็นคอนเซ็พท์นะ ถึงจะมีการออกหลักฐานโฉนดที่ดิน สิทธิบัตร บัญชีธนาคารยืนยัน แต่มันก็เป็นเพียงคอนเซ็พท์ที่อาจจะเป็นที่ยอมรับในหมู่คนหมู่หนึ่งชั่วเวลาหนึ่ง แต่จะเป็นความจริงแท้ที่ถาวรไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็หาไม่ คือมันเป็นเพียงความคิด ของจริงไม่มี

      ผมพูดอะไรมากกว่านี้ไม่ได้เพราะคนพูดก็ไม่เคยตาย คนฟังก็ไม่เคยตาย พูดไปก็ไลฟ์บอย ดังนั้นผมจะทำแค่เล่านิทานให้ฟังนะ

     นิทานเรื่องนี้มีอยู่ว่าคลื่นน้ำหนุ่มๆสองลูกกำลังพริ้วเป็นระลอกอย่างร่าเริงอยู่กลางมหาสมุทร พริ้วไปพลาง คุยกันไปพลาง มองไปรอบๆตัวพลางเปรียบเทียบคลื่นลูกอื่นๆกับตัวเอง

     "ดูเจ้าคลื่นน้ำตัวน้อยนั้นสิ มันเล็กกว่าฉันมากนิ น่าสมเพทเวทนาแทนมันชะมัด และน่าภาคภูมิใจในความเป็นฉันเสียนี่กระไร" แต่เมื่อมองไปเห็นคลื่นที่ใหญ่กว่าตัวเองก็ร้องว่า

     "โอ้โฮ ดูเจ้าคลื่นยักษ์ลูกโน้นสิ น่าอิจฉา มันทำบุญอะไรมานะถึงได้เกิดมาใหญ่โตมีพละกำลังอย่างนั้น เมื่อไหร่ฉันจะได้เป็นอย่างมันบ้าง แล้วดูตัวฉันสิช่างจิ๊บจ้อยน้อยนิดน่าทุเรศทุรัง"

     แล้วสักพักหนึ่งก็มองเห็นสิ่งหนึ่งขนาดมหึมาสีขาวๆวิ่งเข้ามาหาแต่ไกล

     "ว้าย..ย นั่นอะไรนะ มันวิ่งมาทางเรา ขนาดใหญ่โตซะ" แล้วคลื่นที่เป็นเพื่อนเดินทางก็ตอบว่า

     "นั่นแหละชายหาดละเกลอเอ๋ย หาดป่าตองอันชึ้นขื่อไง"

     "หา..แปลว่าฉันกำลังจะตายแล้วรึนี่ โธ่ ฉันทำกรรมอะไรมาจึงจะต้องมาตายซะตั้งแต่ตอนยังวัยหนุ่มอย่างนี้"

     แล้วก็มีคลื่นลูกที่สามตามมา ตะโกนบอกว่า

     "มันมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าน้ำนะเจ้าหนู" คลื่นหนุ่มผู้กำลังทอดอาลัยกับชีวิตที่กำลังจะดับดิ้นว่า

     "เออ เออ มันคืออะไรละ" คลื่นแสนรู้นั้นเล่าว่า

     "เจ้าน้ำเนี่ย มันไม่ต้องตายอย่างพวกเราที่เป็นคลื่นนะ มันมีชีวิตที่เป็นอมตะ" เจ้าคลื่นหนุ่มฟังแล้วไม่ตื่นเต้น ตอบว่า

     "นั่นมันเรื่องของน้ำ มันไม่ใช่ข้าที่กำลังจะตายไม่กี่อึดใจข้างหน้านี้แล้ว" คลื่นแสนรู้ตอบว่า

     "ตัวเจ้าเป็นน้ำนะ มองดูตัวเองให้รู้จักตัวเองก่อนสิ"

     จบละ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าความตายน่ากลัวสำหรับคลื่น เพราะคลื่นมีเกิดแล้วมีตาย แต่ไร้ความหมายสำหรับน้ำ เพราะน้ำไม่เกิดไม่ตาย

     เรามีชีวิตอยู่ในสองโลก โลกหนึ่ง คือโลกของความรู้ตัวหรือความตื่น ซึ่งเป็นเป็นสิ่งที่ไม่อาจอธิบายว่ามันมีหน้าตาเป็นอย่างไรมีคุณสมบัติอย่างไรด้วยภาษา ไม่มีขอบหรือมิติกว้างแคบสูงต่ำยาวสั้น ไม่มีเวลาอดีตอนาคต ไม่มีไป ไม่มีมา ไม่มีเกิด ไม่มีตาย มีแต่โมเมนต์ที่ตื่นอยู่เดี๋ยวนี้ทีละแว้บ ทีละแว้บ อีกโลกหนึ่ง คือโลกของสำนึกว่าเป็นบุคคลซึ่งผูกโยงเอาร่างกายและความคิดคลุกเคล้ากันปั้นออกมาเป็นบุคคลคือ "ฉัน" คนนี้ซึ่งมีชื่อ สมมุติว่าชื่อแสงเดือนก็แล้วกันนะ มีเลขที่บ้าน มีบัตรประชาชน เป็นโลกซึ่งสิ่งเร้าซึ่งมาในรูปของพลังงานความสั่นสะเทือน (vibration) คือภาพเสียงสัมผัสถูกแปลงเป็นภาษาที่บอกชื่อได้บอกรูปร่างได้เรียบร้อยเสียตั้งแต่ก่อนที่จะตกกระทบที่ใจ โลกของความเป็นบุคคลจึงเป็นโลกที่ถูกสมมุติขึ้นด้วยภาษาและรูปร่าง มีความหมายเฉพาะจากมุมมองของภาษาและรูปร่าง แต่ไม่มีความหมายใดๆเลยจากมุมมองของความสั่นสะเทือน

     ยกตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่ง เช่นกำไลก็ดี สร้อยก็ดี แหวนก็ดี เป็นทองคำ เมื่อหยิบกำไลขึ้นมามองในมุมมองจากความเป็นทองคำ หากผมเอาทองคำออกไปเสียหมดเกลี้ยง กำไลก็ไม่มีแล้ว คือทองคำเทียบได้กับน้ำมหาสมุทร กำไลเทียบได้กับระลอกคลื่นคือเป็นภาษาสมมุติ กำไลก็ดี สร้อยก็ดี แหวนก็ดี มีอยู่แต่ในมุมมองของชื่อและรูปร่าง แต่มันจะดำรงอยู่จะสวมใส่ได้ก็ต่อเมื่อมีทองคำอยู่เท่านั้น หากเอาทองคำออกไป กำไลก็ไม่มี โลกรอบตัวเรานี้ก็เช่นกัน มันมีอยู่เฉพาะในมุมมองของชื่อและรูปร่างซึ่งมีความรู้ตัวหรือความตื่นมารับรู้เท่านั้น ความรู้ตัวหรือความตื่นอยู่นอกภาษา หากเอาความรู้ตัวหรือความตื่นออกไปเสีย สิ่งต่างๆที่เราเรียกชื่อได้บอกรูปร่างได้รอบตัวเรานี้ก็ไม่มี ชื่อและรูปร่างจึงไม่ได้อ้างถึงอะไรที่จริงแท้เลยนอกจากความสนใจหรือความรู้ตัวที่รับรู้มันอยู่ ฉันใดก็ฉันเพล ชาติหน้าในโลกของภาษาก็มีอยู่ได้เพราะความสนใจอันเป็นเสมือนแขนของความรู้ตัวเข้าไปสนใจรับรู้มัน ถ้าถอยความสนใจออกมาจากความคิดชาติหน้าเสีย ชาติหน้าก็จะไม่มี แต่ความสนใจหรือความรู้ตัวนั้นยังมีอยู่ ดังนั้นแทนที่จะสนใจชาติหน้า ผมแนะนำให้คุณสนใจความรู้ตัวดีกว่า

     อะไรที่เป็นเป้าให้คุณรับรู้จับต้องมันได้ นั่นไม่ใช่ความรู้ตัว การจะรู้จักความรู้ตัวคุณต้องหัดถอยออกจากความคิดมาเฝ้าดูความคิดจากข้างนอก การเฝ้าดูความคิดไม่ต้องเฝ้าดูนานเป็นหลายนาที นานขนาดนั้นคุณจะถูกลากเข้าไปในความคิดโดยไม่รู้ตัวนะ แค่ดูให้คุณเห็นว่าความคิดเกิดแล้วก็ดับ มาแล้วก็ไป ไม่ถาวร เฝ้าดูโดยไม่เข้าไปคลุก เห็นความไม่ถาวร วินาทีเดียว แค่นี้คุณบรรลุเป้าหมายของการเฝ้าสังเกตดูแล้ว ต่อจากนั้นผมอยากให้คุณหันความสนใจไปหาผู้สังเกต ใครกันนะที่เฝ้าสังเกตดูความคิดอยู่ ดูไปดูมาคุณก็จะพบว่ามันเป็นแค่ความตื่นที่ไม่มีตัวตนให้จับต้องมองเห็นได้ และยิ่งไปกว่านั้น..มันเป็นคุณตัวนั่นเอง หมายถึงตัวคุณชั้นใน ไม่ใช่ตัวคุณชั้นนอกที่เป็นบุคคล มาถึงตอนนี้มีตัวคุณสองตัวนะ คุณตัวนอกคือความเป็นบุคคล คุณตัวในคือความรู้ตัว

     ส่วนที่คุณบอกว่า "หนูอยากจะหลุดพ้น" ถามว่าหนูไหนละที่อยากจะหลุดพ้น บุคคลที่ชื่อแสงเดือนไม่มีวันได้หลุดพ้นไปไหนได้หรอก เพราะคุณแสงเดือนเป็นสำนึกว่าเป็นบุคคล เป็นอีโก้หรืออัตตา หรือเป็นชุดของความคิด ความคิดจะหลุดพ้นไปจากความคิดได้อย่างไร ในทางตรงกันข้าม มันมีแต่จะต่อยอดกันขึ้นไปไม่รู้จบเสียด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นหากคุณไปตั้งต้นที่หนูที่เป็นบุคคลที่ชื่อแสงเดือน ยิ่งพยายามจะหลุดพ้น ก็ยิ่งห่างจากโอกาสที่จะได้หลุดพ้นออกไปทุกที กลายเป็นไปเข้าทางของวงจรที่คุณเรียกว่าเวียนว่ายตายเกิด คือยิ่งอยากหนี ยิ่งได้เจอ เออ ชีวิตมันเป็นอย่างนี้เสียด้วยซิคะท่านสาระวัตร

     แต่หนูที่เป็นความรู้ตัวนั่นคนละเรื่องนะ หนูที่เป็นความรู้ตัวสามารถหลุดพ้นจากหนูที่เป็นคุณแสงเดือนได้อย่างแน่นอน ฮี่..ฮี่ งงแมะ ใจเย็นๆ ค่อยๆอ่านแล้วคิดตามไป ลองทำตามไป แล้วจะถึงบางอ้อ คือหลุดพ้นได้จริงๆ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

15 มกราคม 2562

ทั้งตีเทนนิส กอล์ฟ จักรยาน ว่ายน้ำ แต่ผลสวนหัวใจออกมาตกกะใจ

ได้email address​ ของอจ.มาจากคุณโอ๋​ให้เรียนปรึกษาเกร่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจ..
Profile: เพศชาย/65ปี/สูง​179/74.5kg มีภาวะน้ำตาลA1C 6.7,FBT 142mg/dcl กว่า​ 1.5ปี​/ cholestrol​ ไปในทางสูง​ไม่มีอาการเจ็บหน้าอกหรือ​sinage เกี่ยวกับเรื่องหัใจอย่างไรเนื่องจากdaily excercise​ทุกวัน..
Tennis​ เข้า​ 2​ ชม.golf​ 2ชม.. ออกรอบอาทิตย์ละ2ครั้ง.. ขี่จักรยาน/ว่ายน้ำ/ไม่ดื่มหรือสูปบุหรี่
ไปทำ​med.check up​ ทุกปี​ และปีนี้ขอหมอทำexcercise​ stress​ ผ่านสบายหากมีค่าST ยก.. หมอขอREPEAT TEST​วิ่ง​30​mint​ แล้วทำheart.echo วิ่งผ่านสบายไม่เหนื่อยหาก​ST ยังยกอยู่ แพทย์แนะนำ​ catalization​ ผลออกมาตกกะใจ(ดูรูปคับ) แพทย์​แนะนำCABG เนื่องจากเป็นmultiple  blockages...และถือเป็น High​ risk​ situation​
คำถาม:ผมกลัวผ่าตัดมากเนื่องจากเกรงติดเชื้อ/ชีวิตหลังผ่าตัดอาจแย่ลงจากผลไตวาย/ไม่สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนปกติ ทราบจากหลายท่านว่าอจ.มีวิธีบำบัดธรรมชาติจากการคุมอาหารและอื่นประกอบ
ผมควรจะแก้ไขปัญหา​ส่วนนี้อย่างไรคับ
รบกวนอจ.ด้วยคับ

.............................................

ตอบครับ

     ผมดูผลการตรวจสวนหัวใจของคุณแล้ว ความเห็นของผมอาจไม่เหมือนความเห็นของหมอหัวใจที่ดูแลคุณอยู่นะ ให้คุณใช้ดุลพินิจของคุณเองประกอบ ประเด็นสำคัญคือ

     1.  ผมมีความเห็นที่แตกต่างจากคำวินิจฉัยของแพทย์ของคุณที่ว่าโคนหลอดเลือดใหญ่ข้างซ้าย(LM) ตีบ 50% เพราะผมดูแล้วไม่ได้มีรอยโรคที่โคนหลอดเลือดซ้ายเลย เป็นเพียงแต่รูปทรงของโคนหลอดเลือดมีลักษณะเป็นกรวยมากกว่าเป็นทรงกระบอกขณะที่ปากกรวยใหญ่ผิดปกติขณะที่ปลายกรวยมีขนาดใกล้เคียงหลอดเลือดปกติ ในภาวะเช่นนี้การประเมินนัยสำคัญของความตีบแคบต้องดูความสมดุลระหว่างหน้าตัดของโคนหลอดเลือดส่วนที่แคบที่สุดกับหน้าตัดหลอดเลือดส่วนปลายที่เลี้ยงโดยโคนหลอดเลือดนี้รวมกัน (arterial run-off) ซึ่งผมประเมินแล้วผมสรุปว่าไม่ได้มีภาวะตีบแคบที่โคนหลอดเลือดข้างซ้าย

     2. งานวิจัยที่พอจะเอามาใช้ช่วยการตัดสินใจในกรณีของคุณได้คืองานวิจัย CORAGE trial ซึ่งเขาเอาคนไข้ที่เจ็บหน้าอกเกรด 1-3 จากทั้งหมด 4 เกรดมาสวนหัวใจ เอาพวกที่พบว่ามีรอยตีบสองเส้นบ้างสามมเส้นบ้างโดยที่ไม่มีรอยตีบที่โคนหลอดเลือดข้างซ้ายอย่างคุณนี้มาจับฉลากแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งไปรักษาแบบรุกล้ำคือทำบอลลูนหรือผ่าตัด อีกกลุ่มหนึ่งไม่ต้องทำอะไรให้กินยาอย่างเดียว แล้วตามดูไปสิบกว่าปี พบว่าทั้งสองกลุ่มมีอัตราตายในระยะยาวไม่ต่างกัน ในกรณีของคุณนี้คุณไม่มีอาการเจ็บหน้าอกเลย ประโยชน์ของการรักษาในแง่ของการบรรเทาอาการหรือการเพิ่มคุณภาพชีวิตนั้นไม่มีอยู่แล้วเพราะคุณไม่มีอาการแล้วจะไปบรรเทาอะไร ในแง่ความยืนยาวของชีวิตนั้นเล่า หากถือเอาตามงานวิจัย COURAGE ซึ่งเป็นหลักฐานที่ดีที่สุดที่มีอยู่ตอนนี้ ประโยชน์ของบอลลูนหรือบายพาสในแง่ความยืนยาวของชีวิตสำหรับคุณก็ไม่มี คุณตัดสินใจเองก็แล้วกันว่าจะเลือกทำหรือไม่ทำบอลลูนหรือบายพาส

     3. คำว่าธรรมชาติบำบัดของคุณ ซึ่งผมตีความว่าคุณหมายถึงการปรับเปลี่ยนสไตล์การใช้ชีวิตเพื่อให้โรคถอยกลับทั้งการกินการอยู่นั้น เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทำอยู่แล้ว ไม่ใช่ทางเลือกถ้าผ่าตัดไม่ต้องทำทางนี้ ถ้าไม่ผ่าตัดค่อยมาทำทางนี้ ความเป็นจริงคือจะผ่าตัดไม่ผ่าตัดก็ต้องปรับเปลี่ยนสไตล์การใช้ชีวิตเพื่อให้โรคถอยกลับอยู่ดี เพราะการทำบอลลูนหรือผ่าตัดไม่ได้ทำให้โรคนี้ถอยกลับได้ จึงถือเป็นภาคกึ่งบังคับสำหรับคนเป็นโรคนี้ทุกคนที่อยากจะหายจากโรคนี้ว่าจะต้องเปลี่ยนสไตล์การใช้ชีวิตไม่ว่าจะบอลลูนผ่าตัดหรือไม่ก็ตาม เพราะสไตล์การใช้ชีวิตแบบเดิมๆนำคุณมาสู่การเป็นโรคนี้ คุณจะไม่มีวันหายจากโรคนี้หากยังใช้ชีวิตแบบเดิมๆ เนื้อหาสาระหลักของการเปลี่ยนไสตล์การใช้ชีวิตก็ได้แก่การเปลี่ยนอาหารมากินอาหารที่มีพืชเป็นหลักและมีไขมันต่ำ การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด การมีการสนับสนุนกันและกันในทางสังคม ผมเขียนเรื่องพวกนี้ไปบ่อยมากบล็อกนี้ คุณหาอ่านเอาได้ นั่นเป็นภาคความรู้ แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือทักษะ หรือการลงมือทำ ซึ่งหลายคนไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ดังนั้นผมจึงเปิดแค้มป์พลิกผันโรคด้วยตัวเอง (RDBY) เพื่อสอนทักษะการลงมือทำและเพื่อตัวผมเองจะได้ติดตามดูแลเป็นแพทย์ประจำตัวและเป็นพี่เลี้ยงให้คนไข้ที่มาเข้าแค้มป์เป็นรายคนทุกคน หากคุณพัฒนาทักษะเหล่านี้เองไม่สำเร็จ ผมแนะนำให้มาเข้าแค้มป์ RDBY ครับ

     4. ตรงการปรับเปลี่ยนสไตล์การใช้ชีวิต เช่นการเปลี่ยนอาหาร การออกกำลังกายนี้ คนจำนวนมากไปเข้าใจว่ามันเป็นการแพทย์ทางเลือก นี่เป็นความเข้าใจผิดนะครับ การเปลี่ยนสไตล์การใช้ชีวิตมันเป็นหลักวิชาแพทย์แผนปัจจุบัน เป็นแก่นกลางของหลักวิชาที่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์ระดับสุ่มตัวอย่างแบ่งกลุ่มเปรียบยืนยันว่ามันได้ผลแน่นอน เพียงแต่เรามัวหลงไปให้ความสำคัญแก่การรักษาด้วยเทคโนโลยีที่รุกล้ำเสียเพลินจึงลืมแก่นกลางหลักวิชาของเราไป พอไปเจอทางตันว่าเทคโนโลยีที่รุกล้ำแท้จริงแล้วไม่ได้ผล เราจึงเสาะหาทางเลือกสาระพัดแล้วก็มาเจอทางนี้เข้า ซึ่งก็คือทางสายหลักที่เราควรจะเดินมาแต่ต้นนั่นแหละ เพียงแต่เราไม่ได้เดิน

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Boden WE, O'rourke RA, Teo KK, et al; COURAGE Trial Co-Principal Investigators and Study Coordinators.The evolving pattern of symptomatic coronary artery disease in the United States and Canada: baseline characteristics of the Clinical Outcomes Utilizing Revascularization and Aggressive DruG Evaluation (COURAGE) trial. Am J Cardiol. 2007;99:208-212.

13 มกราคม 2562

ความคิดนี้มันเคลื่อนไหวไปอย่างไร ทำไมคนจึงมาจมปลักอยู่ตรงนี้

คุณหมอคะ
   
     หนูกำลังจมอยู่ในความเสียใจและรู้สึกผิด ใครๆก็บอกว่าปล่อยวางความคิดนั้นไปซะ let it go แต่หนูปล่อยวางไม่ได้ หนูต้องทำอย่างไรจึงจะปล่อยวางได้

.............................................

ตอบครับ

     โอเค. คุณลืมคำพูดที่คนอื่นบอกให้คุณปล่อยวางซะนะ ฟังผมพูดใหม่ ผมบอกคุณว่า

     "ให้ปล่อยความคิดที่มันอยากอยู่กับคุณให้มันอยู่กับคุณ Let it stay"

     คุณไม่ใช่คนเดียวที่หยุดความคิดไม่ได้ จริงๆแล้วไม่มีใครหยุดความคิดได้หรอก ในเมื่อผู้จะหยุดความคิดก็คืออีกความคิดหนึ่ง แล้วความคิดมันจะไปหยุดความคิดได้อย่างไร มันมีแต่จะต่อยอดกันขึ้นให้หนักหน่วงยิ่งขึ้นเท่านั้น สิ่งที่คุณทำได้และควรทำก็คือคุณแค่สังเกตความคิดแค่นั้น อย่าหนี แล้วคุณก็จะเห็นว่าความคิดนั้นไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกผิดหรือความกลัวหรือความโกรธก็ตาม เมื่อถูกสังเกตมันจะฝ่อหายไปเอง โดยเราไม่ได้ทำอะไรกับมันเลย เหมือนการสังเกตเป็นการส่องไฟฉายเข้าใส่สัตว์ซึ่งกลัวแสงสว่างพอดี กับปัญหาชีวิตทุกปัญหาคุณก็ใช้วิธีเดียวกัน คือให้สังเกต เมื่อคุณมีความรู้สึกผิด ให้คุณอยู่กับมัน ให้คุณเป็นมัน ให้คุณรู้จักมันแบบถึงกึ๋น แบบ insight ให้ความรู้สึกผิดนั้นมันบาน เมื่อมันบานสุดๆแล้วมันก็จะเหี่ยวไป ไม่ต้องไปพยายามแก้ปัญหาด้วยการขับไล่ ทำอย่างนั้นคุณจะติดกับความพยายามดับความคิดแต่ดับไม่ได้ ความเศร้าก็เช่นเดียวกัน คุณไม่ต้องหนีไปหาคำปลอบโยน ไม่ต้องหลีกเลี่ยง ปล่อยให้มันอยู่กับคุณ แล้วคุณสังเกตมันเฉยๆ ไม่ใช่ฝังความเศร้าให้เป็นนิสัยเคยชินนะ ไม่บูชาความเศร้าด้วย ไม่ดราม่ากับความเศร้าด้วย แต่สนใจความเศร้าอย่างผู้สังเกต ชำเลืองมอง สังเกตอย่างไม่กำหนดทิศทางให้มันว่าจะให้มันไปทางไหน สังเกตโดยไม่แยกแยะ ขออนุญาตพูดภาษาอังกฤษ..choiceless observing แล้วคุณก็จะได้เรียนรู้ว่าเมื่อความเศร้ามันบานจนสุดที่มันจะบานต่อได้แล้ว มันก็จะหุบเหี่ยวหายไปเอง เหลือแต่ความว่างๆโปร่งๆใสๆที่ผมเรียกว่าความรู้ตัว

     คุณต้องเข้าใจก่อนว่าความคิดนี้มันคืออะไร มันเคลื่อนไหวไปอย่างไร ทำไมคนจึงมาจมปลักอยู่ตรงนี้ ความคิดก็คือการใช้ความจำจากอดีต มาปรุงเนื้อหาขึ้นใหม่ที่ปัจจุบัน แล้วคาดการณ์ไปในอนาคตซึ่งเป็นเวลาที่สมมุติขึ้นในใจ ยกตัวอย่างเช่นความกลัว ปัจจัยที่จะเอามาปั้นเป็นความกลัวมีอยู่สองอย่างเท่านั้นคือความจำเรื่องร้ายๆในอดีต กับความเชื่อในคอนเซ็พท์เรื่องเวลาว่าอนาคตมีอยู่จริง หมายถึงเวลาในใจหรือ psychological time ซึ่งก็เป็นความคิดเช่นกัน สองปัจจัยนี้ทำให้เราเวียนว่ายอยู่ในวงจรทำลายตัวเอง    ความกลัวเป็นการคาดการณ์อดีตที่เลวร้ายไปในอนาคต แต่ไม่ใช่เดี๋ยวนี้ เพราะเดี๋ยวนี้สิ่งที่กลัวยังไม่เกิดขึ้น ความกลัวจึงเป็นการเคลื่อนไหวของความคิดในมิติของเวลาในใจ ดังนั้นทั้งความคิดทั้งเวลาแท้จริงแล้วมันก็คืออันเดียวกันคือเป็นความคิดทั้งคู่ กลไกของมันคือเริ่มจากการรับรู้สิ่งเร้าเข้ามาเป็นประสบการณ์ เก็บไว้เป็นความจำ แล้วความจำเหล่านั้นแหละที่กลับโผล่ขึ้นมาเป็นความคิดใหม่ที่วาดภาพไปในอนาคต เป็นกลไกซ้ำซากไม่รู้จบ กลไกที่ความคิดก่อปัญหาให้เรานี้เป็นกลไกง่ายๆตื้นๆไม่มีอะไรลึกลับหรือศักดิ์สิทธิ์ระดับลบหลู่ไม่ได้หรอก ยกตัวอย่างเรื่องคนกลัวผี เขาเป็นคนเชื่อว่าอนาคตเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง เขาได้ยินได้ฟังเรื่องผีมาแต่อดีตว่าบ้านนี้มีผี เขาผูกโยงเรื่องผีเป็นคอนเซ็พท์เรื่องราวเป็นตุเป็นตะในใจและเชื่อมันด้วย สมองเขาจะจำเรื่องผีนี้ไว้ นานๆเรื่องนี้ซึ่งฝังอยู่ในความจำก็โผล่ขึ้นมาดึงความสนใจของเขาให้ไปสนใจเรื่องผีดุในบ้านนี้เสียทีหนึ่ง โผล่ขึ้นมาแต่ละทีเขาก็จะเอาความจำเก่าเรื่องผีนี้มาปรุงต่อโดยผสมคลุกเคล้ากับความเชื่อว่าเวลาในอนาคตเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง สองความเชื่อคลุกเคล้ากันกลายเป็นความกลัว เช่นกลัวว่าคืนนี้หรืออีกสองสามคืนเมื่อเดือนมืดลงผีจะมา ไม่มีใครจะสามารถปัดเป่าหรือไล่ความกลัวผีนี้ออกจากใจเขาได้ตราบใดที่กลไกการปรุงความคิดซ้ำซากนี้ยังอยู่ในหัวเขา

     การจะแก้ปัญหาใดๆที่เกิดจากความคิด รวมทั้งความรู้สึกผิดในใจด้วย คุณจะต้องปลดปล่อยสมองให้เป็นอิสระจากความจำในอดีตซึ่งเป็นบ่อเกิดความคิดให้ได้ก่อน ให้ใจมีแต่ความว่างๆโปร่งๆใสๆ ให้ใจมี clarity ก่อน หากจมอยู่ในปัญหาร้อยแปดอยู่แล้วจะแก้ปัญหาได้อย่างไร เพราะสมองจะสนองตอบต่อปัญหาในแบบที่มันเคยทำ มันเป็นกลไกอัตโนมัติที่ถูกมัดมือชกให้วิ่งซ้ำรอยเดิม (conditioned reflex) มันจะเป็นเช่นนี้เสมอ ถ้ามันเคยคิดซ้ำซาก มันก็จะใช้วิธีคิดซ้ำซากต่อไปไม่รู้จบสิ้น

     แต่ขณะเดียวกันคุณไม่ต้องคาดหมายให้ความโปร่งใสในใจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนะ นั่นเป็นการพาตัวเองเข้าไปอยู่ในมิติของเวลาซึ่งเป็นความคิดอีกอันหนึ่ง ความโปร่งใสในใจจะเกิดจริงก็เฉพาะเดี๋ยวนี้แว้บเดียวซึ่งอยู่นอกมิติของเวลาเท่านั้น อย่าไปเชื่อความคิดที่พร่ำบอกคุณว่าทุกอย่างต้องทำได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอนเพราะความคิดมันคุ้นเคยกับมิติของเวลา การจะหลุดจากความคิดไปรู้ว่าความจริงของชีวิตคืออะไรมันต้องเริ่มด้วยการเคลียร์ความคิดที่ผูกพันอยู่กับเวลาทิ้งไปให้หมดเพื่อมาอยู่ที่เดี๋ยวนี้ให้ได้ก่อน ไม่ว่าจะเป็นความคิดซ้ำซากในเรื่องรู้สึกผิด อิจฉา โกรธ เกลียด เศร้า เคลียร์ออกไปให้หมดก่อนด้วยการเฝ้าสังเกตมันแบบเฉยๆ

     อนึ่ง ในการใช้ชีวิตอย่าไปพยายามควบคุมอะไร เพราะเมื่อมีการควบคุมก็มีความตั้งใจจะทำ ซึ่งนั่นก็คือความอยาก เมื่อผมบอกว่าผมจะทำสิ่งนี้ หรือจะต้องทำสิ่งนั้น ผมกระโดดเข้าไปในมิติของเวลาในใจแล้ว อดีตอนาคตก็จะเกิดขึ้นตามมา ความกลัว ความหวัง ความยึดถือเกี่ยวพันก็จะตามมา เราหยิบเรื่องความยึดถือเกี่ยวพันขึ้นมาเป็นตัวอย่างก็ได้ ทำไมฉันจึงยึดถือเกี่ยวพันกับคนคนนี้ เพราะฉันเหงา ฉันอยากได้รับคำปลอบ ฉันยืนด้วยตัวเองไม่ได้ ฉันต้องการใครสักคนมาจับมือฉันบีบแล้วบอกว่าฉันมีค่า ฉันเศร้า ฉันกังวล ฉันจึงต้องพึ่งพาใครสักคน การพึ่งพาทำให้เกิดการยึดติด การยึดติดก่อให้เกิดความกลัว ความกังวล ความอิจฉา ทั้งหมดนี้คือธรรมชาติโดยรวมของความยึดถือเกี่ยวพันซึ่งเราสังเกตมันได้และทิ้งมันได้ทั้งกะบิตูมเดียวทิ้งหมด ทิ้งความยึดติดไปได้แล้ววามกลัวความกังวลถึงอนาคตที่สืบเนื่องจากความยึดติดนั้นก็จะหายไปด้วย เท่ากับว่าเราได้ทิ้งเวลาในใจไปแล้วกลับมาอยู่กับปัจจุบันซึ่งอยู่นอกมิติของเวลาได้สำเร็จ

     การเลิกบ่นเลิกเปรียบเทียบเลิกพิพากษาตัดสินใครๆก็เป็นการยุติเวลาในใจเช่นกัน เพราะการเปรียบเทียบก็คือความอยากเป็นอย่างนั้นหรือความไม่อยากเป็นอย่างนี้ การเปรียบเทียบคือความเคลื่อนไหวของความคิดในมิติของเวลา ยกต้วอย่างเช่น เขาเป็นสามีที่แย่กว่าสามีคนอื่นอย่างนี้ แล้วชีวิตอนาคตของฉันจะเป็นอย่างไร เป็นต้น ดังนั้นให้เลิกบ่น เลิกเปรียบเทียบ เลิกพิพากษา ความคิดชอบกระทบกระเทียบเปรียบเปรยพิพากษานี้ หากตามมันไปมากๆมันก็คือความบ้าอำนาจดีๆนี่เอง

     พูดถึงความบ้าอำนาจ ประวัติศาสตร์ของมนุษย์คือความบ้าอำนาจผ่านการพยายามควบคุมความคิดของคนอื่น พวกพระในยุโรปสมัยกลางพยายามควบคุมความคิดของผู้คนด้วยวิธีต่างๆเช่น การเทศนา อบรมสั่งสอนให้เชื่อ เขียนหนังสือ โฆษณาชวนเชื่อ ให้รางวัล ลงโทษ สร้างความกลัว สอบสวน ทรมาน เผาทั้งเป็น สิ่งเหล่านี้ถ้าพวกนักบวชเป็นคนทำเราเรียกว่า "ศาสนา" ถ้านักปกครองเป็นคนทำเราเรียกว่า "ความรักชาติ" หรือจะเรียกเหมาโหลรวมๆว่า "สิ่งศักดิ์สิทธิ์" ก็คงพอได้กระมัง ซึ่งเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ ทั้งหมดเป็นแค่สิ่งศักดิ์สิทธิ์เก๊ หากคุณอยากรู้ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จริงเป็นอย่างไร ให้คุณทิ้งสิ่งที่ความคิดของคุณบอกคุณว่ามันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปเสียให้หมด ไม่ว่าจะเป็นคัมภีร์ คำสอน รูปปั้น รูปเคารพ ภาพสีบนกระจก ศิลาจารึก พิธีกรรม คำสวด มนต์คาถา ทิ้งไปให้หมด จนไม่เหลืออะไรเลยที่ภาษาเรียกชื่อได้อธิบายได้ ไม่ต้องอาศัยบาทหลวง ไม่ต้องอาศัยนักบวช ไม่ต้องอาศัยกูรู ไม่มีใครเป็นสาวกใคร อยู่นิ่งในความเงียบที่สมองว่างเปล่าจากความจำในอดีตและการวาดถึงสิ่งร้ายๆในอนาคต แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของจริงคือ "ความรู้ตัว" จะปรากฎแก่คุณเอง

    การจะหลุดพ้นจากความคิด คุณต้องมีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องมีอำนาจอะไร ไม่เป็นใครสักคน ถ่อมตัวอย่างไม่มีเบื้องหลัง ปลดปล่อยสมองจากภาระทั้งหมด เลิกเก็บบันทึกเรื่องเหลวไหล คำยกยอปอปั้น คำดูหมิ่นดูแคลน แล้วใจของคุณจะบริสุทธิ์เหมือนใจเด็กเกิดใหม่ เงียบ ไม่มีอีโก้ ไม่บันทึกความทุกข์ ความขัดแย้ง ความเจ็บปวด มีแค่ความโปร่งใสและสิ่งสดๆใหม่ๆที่เกิดขึ้นตรงหน้าคุณทีละช็อตๆที่เดี๋ยวนี้ มีแต่ความรู้ตัว ไม่มีเหตุ ไม่มีผล ไม่มีอะไรที่อธิบายได้ด้วยภาษา อยู่ๆก็รู้ขึ้นมาดื้อๆ

     วิธีปฏิบัติให้หลุดพ้นจากความคิดก็ต้องถอยความสนใจออกมาจากความคิดให้ได้ก่อนด้วยการสังเกตความคิด เมื่อถอยออกมาได้แล้วก็เอาความสนใจนั้นมาสนใจพลังงานในร่างกายแทน พลังงานของร่างกายแสดงออกผ่านความรู้สึกบนผิวหนัง มันรับรู้ได้ชัดมากในคนเป็นอัมพาต แต่ในคนปกติพลังงานของร่างกายซึ่งแผ่วเบาละเอียดอ่อนจะถูกกลบโดยพลังงานไฟฟ้าที่สมองสั่งการมาตามระบบประสาทซึ่งแรงกว่า ดังนั้นต้องผ่อนคลายร่างกายให้มากที่สุดก่อนจึงจะรับรู้พลังงานของร่างกายได้ พลังงานของร่างกายรับรู้ได้ในรูปของความรู้สึกวูบๆวาบๆจิ๊ดๆจ๊าดๆซู่ๆซ่าๆบนผิวหนัง  มันเป็นพลังงานที่ละเอียดอ่อนซึ่งเชื่อมโยงใกล้ชิดกับความรู้ตัวหรือจิตสำนึกรับรู้ซึ่งหากจะพูดให้ลึกไปกว่านี้ก็คือจิตสำนึกรับรู้นี้มันไม่ใช่ของใคร มันอยู่เหนือสำนึกการเป็นเจ้าของ มันเป็นของร่วมกันของสรรพชีวิต และเป็นอันเดียวกันกับสิ่งที่เราเรียกว่าเมตตาธรรม เมตตาธรรมนี้ไม่ใช่ความจำนะ ไม่ใช่ประสบการณ์จากอดีต ไม่ใช่ความคิด แต่มันเป็นพลังงานละเอียดอ่อนที่บ่งชี้ถึงความไว้วางใจหรือเชื่อใจ (trust) ว่าชีวิตทั้งหลายทั้งปวงนี้มันมีรากมาจากที่เดียวกัน เราและเขาเป็นสิ่งเดียวกัน เมื่อไว้วางใจอย่างนี้ก็มีความพร้อมที่จะหลอมรวมเป็นชีวิตเดียวกับชีวิตอื่นๆ พร้อมที่จะแชร์กันกับชีวิตอื่นไม่แยกเราแยกเขา นั่นแหละคือเมตตาธรรม ที่ปลายทางตรงนี้ความรู้ตัวหรือจิตสำนึกรับรู้กับเมตตาธรรมเป็นสิ่งเดียวกัน ไม่มีสำนึกความเป็นเจ้าของ ไม่มีเราไม่มีเขา คนที่มาถึงตรงนี้แล้ว จะอยู่กับปัจจุบันได้มากขึ้น นอนกลางคืนจะไม่ฝันเปะปะ เพราะความรู้ตัวจะยังคงแหลมคมแข็งแรงจนสำนึกความเป็นบุคคลหรืออีโก้ที่หากินอยู่กับความจำเก่าๆในอดีตจะไม่อาจฟื้นคืนชีพได้ง่ายๆแม้ในขณะหลับ ผมพูดถึงได้แค่นี้ ต่อจากนี้ไปผมทำได้แค่ชี้ไปที่ประตู ให้คุณเดินเข้าประตูไปเอง เพราะสิ่งที่อยู่ต่อจากนี้ไปอธิบายไม่ได้ด้วยภาษา คนเป็นๆที่ยังมีชีวิตอยู่คนไหนก็ตามที่พูดว่าเขารู้และอธิบายมันออกมาเป็นภาษาได้ ผมเดาเอาว่าเขายังไม่รู้

     ขอโทษด้วย คุณถามนิดเดียวแต่ผมตอบพล่ามยาวเหยียด เพราะการตอบคำถามของผมหากไม่ใช่คำถามทางการแพทย์แต่เป็นคำถามเชิงจิตวิญญาณผมจะตอบโดยไม่ต้องคิด อะไรถูกส่งเข้ามาในหัวก็จะถ่ายทอดพร่างพรูออกมาเหมือนเปิดน้ำก๊อก คุณอ่านรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็ไม่เป็นไรอย่าถือสาเลยนะ เผื่อคนอื่นเขาอาจจะอ่านรู้เรื่องและใช้ประโยชน์จากมันได้ก็ได้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

12 มกราคม 2562

ลองเซอร์ไพร้ส์ระบบภูมิคุ้มกันดูไหมละ

เรียนคุณหมอสันต์ที่นับถือ

     ดิฉันเป็นมะเร็งรังไข่ระยะที่ 4 แพร่กระจายไปตามอวัยวะอื่นแล้ว หมอให้หยุดเคมีบำบัดและการรักษาใดๆแล้ว แต่ตัวดิฉันยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้แย่ถึงขนาดนั้น เพราะยังเดินเหินไปมาและยังทำงานได้อยู่ มีอะไรที่ดิฉันควรทำและยังไม่ได้ทำอีกไหมคะ

......................................................

ตอบครับ

     ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเป็นปราการด่านสุดท้ายในการขจัดมะเร็งที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดหากเขาจะทำงาน แต่เท่าที่ผ่านมาเขาไม่ทำงาน ในด้านเหตุที่ชักนำให้เกิดมะเร็งนั้น อย่างน้อยเหตุปัจจัยเสริมเท่าที่วงการแพทย์ทราบก็คือการดำเนินชีวิตของเราในแบบที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม สารพิษต่างๆในสิ่งแวดล้อม การขาดการออกกำลังกาย การมีความเครียดเรื้อรัง และพันธุกรรมของเราเอง ทั้งหมดนี้นำเรามาสู่จุดนี้ จุดที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่ยอมเป็นธุระขจัดเซลมะเร็งออกไปจากตัว หากเรายังคงดำเนินชีวิตในแบบเดิมอย่างที่ผ่านมาต่อไป เขาก็จะไม่ทำงานอยู่เหมือนเดิม มันจะต้องเป็นการใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ที่ surprise เขาได้ จึงจะมีโอกาสที่เขาจะลุกขึ้นมาทำงานบ้าง ดังนั้นมาลองเซอร์ไพรส์ระบบภูมิคุ้มกันดูไหมละ

     วิทยาศาสตร์รู้แต่ว่ากลไกสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันที่ใช้ทำลายเซลมะเร็งคือเซลเม็ดเลือดขาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเม็ดเลือดขาวชนิดนักฆ่าตามธรรมชาติ (NK - Natural Killer) ซึ่งทำหน้าที่ลาดตระเวณไปทั้วร่างกาย เมื่อใดที่พบเซลไหนหน้าตาผิดแผกไปจากเซลปกติก็จัดการรุมกินทันทีโดยไม่ต้องรอรับฟังข่าวสารคำสั่งจากใคร แต่ว่าการทำงานของระบบเม็ดเลือดขาวนี้มันเป็นแบบบัดเดี๋ยวขยัน บัดเดี๋ยวขี้เกียจ ปัจจัยที่จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำกิจสำเร็จนั้นวงการแพทย์ยังไม่รู้ครบถ้วน รู้แต่ว่าธาตุเล็กธาตุน้อย (trace element) ซึ่งมีอยู่ในพืชที่หลากหลายเป็นสิ่งจำเป็นต่อการทำงานของเซลร่างกายทุกระบบรวมทั้งระบบภูมิคุ้มกันนี้ด้วย ดังนั้นอาหารพืชที่หลากหลายจึงเป็นสิ่งจำเป็น ส่วนปัจจัยที่จะเบรกไม่ให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานนั้น ตัวเอ้ตัวหนึ่งก็คือภาวะเครียด (stress) เพราะเป็นธรรมชาติว่าเมื่อมีสิ่งคุกคามร่างกายจะเข้าสู่ภาวะเครียด และเมื่อใดที่เครียดร่างกายจะปิดระบบที่ไม่จำเป็นเร่งด่วนสามระบบคือระบบภูมิคุ้มกัน ระบบทางเดินอาหาร และระบบสืบพันธ์ เพื่อเอาทรัพยากรไปใช้กับระบบอื่นที่จำเป็นเร่งด่วนกว่า ปัญหาคือสาเหตุของภาวะเครียดของชีวิตในโลกปัจจุบันนี้ไม่ใช่การหนีเสือสิงห์ที่จะมาจับเรากินซึ่งเป็นความเครียดชั่วคราวอย่างในอดีต แต่สมัยนี้สาเหตุของความเครียดมันเป็นความคิดลบของเราเองซึ่งวนเวียนอยู่ในหัวไม่ไปไหนจนกลายเป็นความเครียดเรื้อรัง ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันต้องถูกปิดการทำงานยาว

     การจะเซอร์ไพรส์ระบบภูมิคุ้มกัน ก่อนอื่นคุณต้องปลดปล่อยระบบภูมิคุ้มกันให้เขาพ้นจากอิทธิพลของความคิดลบทั้งมวลให้ได้ก่อน ความคิดลบของคนเรานี้มีอยู่สองอย่าง คือ

     (1) การยึดติดถวิลหาหรืออยากได้สิ่งดีๆที่เคยได้ (attachment)
   
     (2) การอยากหนีสิ่งเลวๆที่กลุ้มรุมอยู่ตอนนี้ (non-acceptance)

     การจะปลดความคิดลบทั้งสองให้เหลือศูนย์มีวิธีเดียว คือจะต้องยอมรับ (acceptance) หรือยอมแพ้ (surrender) ต่อทุกอย่างที่มีอยู่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบันนี้อย่างไม่มีเงื่อนไขให้ได้ก่อน

     ความกลัวนั้นแน่นอนว่าเป็นสิ่งเลวร้าย ความกลัวพาจะคุณหนีออกจากปัจจุบันไปอยู่กับลมๆแล้งๆในอนาคต ความกลัวเป็นความคิดลบที่บงการคุณได้ ระบบภูมิคุ้มกันของคุณจะยังไม่เวอร์คหรอกหากคุณยังอยู่กับความกลัว

     การอยู่กับความหวังก็เป็นการแสดงถึงการไม่ยอมรับสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ถ้าเรายอมรับสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้ 100% เราก็ไม่ต้องไปตั้งความหวังอะไร ถูกแมะ เพราะที่มีอยู่ที่เป็นอยู่เรายอมรับได้หมดแล้ว ดีแล้ว พอแล้ว ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว ดังนั้นความหวังก็ไม่ต้องไปสร้างหรือฟูมฟักมันไว้หรอก เพราะความหวังเองก็เป็นตัวร้ายคอยพาเราลี้ภัยหนีออกจากปัจจุบันไปอยู่กับลมๆแล้งๆในอนาคตเช่นกัน

     กล่าวโดยสรุป ผมแนะนำให้คุณวางความคิดทั้งหมดลงเสีย วิธีวางก็ด้วยการแอบสังเกตดูความคิดแบบไม่เข้าไปคิดต่อยอด เมื่อถูกสังเกต มันจะฝ่อไปเอง นอกจากวางความคิดทั้งหมดลงแล้ว ให้ทิ้งตัวชี้วัดใดๆไปให้หมดด้วย ไม่ต้องตามดู หันมาอยู่กับความรู้ตัวที่นี่ เดี๋ยวนี้ ทีละช็อต ทีละช็อต ยอมรับทุกอย่างที่มาถึง ณ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ แบบสดๆซิงๆ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด ทิ้งความจำในอดีตทั้งมวลไปเสีย ทิ้งอนาคตไปเสียด้วย แล้วรับมือกับทุกอย่างซึ่งๆหน้า ตรงๆ ทีละช็อตในปัจจุบัน ในรูปแบบของความกระดี้กระด๊าที่จะได้พบกับความตื่นเต้นท้าทายใหม่ๆที่เราไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะในชีวิตหนึ่งนี้ใครจะไปรู้ได้ว่าช็อตต่อไปของชีวิตอะไรจะมา นี่แหละคือความท้าทายในชีวิต และนี่แหละคือการใช้ชีวิตแบบใหม่ๆสดๆ ไม่ใช่แบบเก่าๆอับๆจืดๆชืดๆอยู่กับความกลัวและความหวังลมๆแล้งๆเดิมๆ  ถ้าความตายจะมาถึงเวลาใดก็ยอมรับมันที่ ณ เวลานั้น ไม่วิ่งหนีอะไร ไม่วิ่งหาอะไร แค่ที่มีอยู่ เป็นอยู่ ณ เดี๋ยวนี้ มีอากาศหายใจ มีน้ำให้ดื่ม มีอาหารให้กิน ก็เพียงพอที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพและมีความหมายในช็อตนี้ได้แล้ว ให้คุณใช้ทุกเวลานาทีฝึกฝนทักษะที่จะสังเกตแล้ววางความคิดซึ่งโผล่ขึ้นมาทุกขณะลงโดยไม่ให้มาระคายเคืองความสงบเย็นซึ่งเป็นธรรมชาติที่แท้ของความรู้ตัว อยู่อย่างสงบเย็นและทำกิจที่พึงทำเฉพาะสำหรับวันนี้ก็พอแล้ว วันอื่นช่างมันก่อน

     และก่อนนอนทุกวันให้คุณ "ซ้อมตาย" ด้วยการบอกตัวเองว่าการเข้านอนครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย พรุ่งนี้จะไม่มีแล้ว หลับไปครั้งนี้จะไม่ตื่นมาอีกแล้ว ให้คุณตั้งใจที่จะเข้าไปสู่ความหลับอย่างรู้ตัวโดยไม่มีความคิดใดๆมาครอบหรือบงการอยู่เบื้องหลัง รู้ตัวอยู่ทุกขณะโดยไม่มีความคิดจนหลับไป โดยไม่ต้องไปคิดด้วยว่าตายแล้วจะไปไหน เอาแค่เข้าไปสู่การหลับซึ่งเราสมมุติว่าเป็นความตายอย่างรู้ตัวและสงบเย็นเท่านั้น

     หากทำได้อย่างนี้ ใจจะนิ่ง สงบเย็น ระบบภูมิคุ้มกันของคุณจึงจะเซอร์ไพรส์ (surprised) ส่วนที่ว่าคุณทำได้อย่างนี้แล้ว ปลดเขาออกจากอิทธิพลของความคิดลบใดๆแล้ว เขาจะลุกขึ้นมาทำงานของเขาหรือไม่ นั่นมันเรื่องของเขา นั่นอยู่นอกเขตอำนาจของคุณ คุณไม่ต้องไปคาดหมายอะไรกับเขา คุณได้ทำหน้าที่ของคุณแล้ว ส่วนเขาจะเอาอย่างไรกับหน้าที่ของเขาก็ให้คุณยอมรับ ได้มีชีวิตอยู่เพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีๆต่อไปอีกวันหนึ่ง ก็โอเค. หรือจะตายไปอย่างรู้ตัวและสงบเย็นในวันนี้ ก็โอเค. สรุปก็คือโอเค.ทั้งนั้น แล้วให้คุณมองชีวิตทีละวันเท่านั้นนะ ไม่ต้องไปพูดไกลถึงวันพรุ่งนี้ ให้คุณใช้ทุกเวลานาทีที่ร่างกายนี้ยังรับใช้คุณได้อยู่ไปกับการฝึกวางความคิดเพื่อหันมาอยู่กับความรู้ตัวอย่างสงบเย็นที่ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ทีละช็อต ทีละช็อต

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์