05 สิงหาคม 2563

ความเบื่อหน่ายหรือซึมเศร้า เป็นทางผ่านปกติไปยังความหลุดพ้น

เรียนคุณหมอสันต์
ฝึกฝนตัวเองมาสามสิบกว่าปี จนแน่ใจว่าตัวเองหลุดพ้นแล้ว ได้พยายามแชร์หรือถ่ายทอดให้คนอื่น แต่ไม่เป็นผลเพราะคนหลับเขาไม่ยอมตื่น มิหนำซ้ำการใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่เห็นความงก การจงใจเอารัดเอาเปรียบหรือทำร้ายกันของคนแล้วมันเกิดความเบื่อ เอือมระอา หรือซึมเศร้าก็ไม่รู้ ไม่อยากจะทำอะไรที่เคยทำ ไม่อยากจะพบจะพูดกับใครเพราะพูดไปก็ไม่มีใครรู้เรื่องที่เราพูด เหมือนตัวเองอยู่ในโรงพยาบาลคนบ้าโดยที่ตัวเองไม่บ้าอยู่คนเดียว แม้แต่หมอหรือพยาบาลก็บ้าหมด หรือในทางกลับกันตัวเราเองเป็นโรคจิตอยู่คนเดียวหรือเปล่า ถามครูบาอาจารย์ก็เอาแต่บอกว่าให้แผ่เมตตา อยากถามคุณหมอว่าดิฉันควรจะทำอย่างไรต่อดีคะ

..........................................................

ตอบครับ

     คุณยังอยู่ในโลกของความคิด ทั้งหมดที่คุณบรรยายมานั้นคือความคิด มันเป็นอาการซึมเศร้าซึ่งมีฐานรากอยู่ที่ความคิด แต่ว่าตรงนี้มันเป็นทางผ่านปกติที่ผู้แสวงหาความหลุดพ้นจะต้องผ่านแทบทุกคน คือความเบื่อหน่ายในความไร้สาระของชีวิตและอยากไปเสียให้พ้นๆแต่ก็ยังไปไม่พ้น มันก็เลยเซ็งมะก้องด้อง มันเป็นสันดอนที่จะต้องผ่านไป ซึ่งบางคนก็ไปพ้นได้ บางคนก็ไปไม่พ้น

"..ถึงโลกกว้างใหญ่
ผมก็ไปไม่พ้น
สุดแผ่นดิน สิ้นกระแสชล
ไม่พ้นคุณ.
ทุกลมหายใจ
ทุกอุทัยโลกหมุน.."

     หิ หิ ไม่เกี่ยวอะไรกันหรอก เผอิญคิดถึงเพลงของคุณพี่ธานินทร์ขึ้นมาได้ ขอแวะฮัมเสียหน่อย

     กลับมาคุยกันต่อ ถามว่าดิฉันจะบ้าไหม ตอบว่าปั๊ดโธ่ มาถึงป่านนี้แล้วคุณจะไปกลัวบ้าทำไมอีกหละ มาถึงขั้นนี้แล้ว จวนเจียนจะหลุดพ้นอยู่รอมร่อแล้ว มันต้องบ้าก็บ้าสิวะ ความหลุดพ้นคือการทิ้งเส้นแบ่งว่านี่เป็นคุณ นั่นไม่ใช่คุณไปเสีย การที่คุณยังกลัวบ้าแสดงว่าคุณยังเป็นห่วง "นี่" ที่คุณสมมุติว่าเป็นคุณ แต่ผมจะบอกว่ามาถึงขั้นนี้แล้วไม่ต้องกล้วบ้า เพราะความเบื่อหน่ายมันเป็นของดี หากรู้จักใช้มันพาคุณหลุดพ้นได้

     ความเบื่อหน่าย มันนำไปสู่ความจางคลาย (fading away) ซึ่งจะนำไปสู่การปล่อยวาง (detachment) ซึ่งนั่นก็คือความหลุดพ้น ความหลุดพ้นในอีกแง่หนึ่งก็คือการไปพ้นจากความคิดหรือวางความคิดได้สำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดที่ identify ความเป็นบุคคลของตัวเองเข้ากับคอนเซ็พท์หรือความคิดที่เราอุตสาห์ถนอมไว้มาตั้งนาน เช่นความคิดว่าเราจะเป็นพระมาลัยเท่ๆที่มาโปรดสัตว์ แต่พอถึงเวลาจะโปรดกันจริงๆแล้วพบว่าสัตว์มันวิ่งหนีเพราะมันกลัวหลุดพ้น พระมาลัยก็เลยเซ็ง ความเซ็งของพระมาลัยนี่แหละคือ identification หรือสำนึกว่าเป็นบุคคล ซึ่งคุณยังข้ามไปไม่พ้น 

     เอาเป็นว่าตอนนี้คุณเป็นโรคซึมเศร้า อาการของมันเกิดจากการที่คุณพยายามที่จะมุ่งสู่ความหลุดพ้นจนใกล้จะหลุดอยู่รอมร่อแล้วแต่ยังไม่หลุด เออ แล้วจะทำไงดีละ ยาต้านซึมเศร้าจะช่วยไหม หิ หิ ถ้ากินยาต้านซึมเศร้าแล้วบรรลุธรรมได้ป่านนี้คนบนเกาะอังกฤษบรรลุธรรมไปราว 20 ล้านคนแล้ว เพราะนั่นคือยอดใบสั่งยาต้านซึมเศร้าต่อปีของที่นั่น  สิ่งที่ผมแนะนำคุณคือ

     ก่อนอื่นมาจูนเทคนิคให้ตรงกันก่อน 

     คุณจะเรียนมาจากสำนักไหนหลวงพ่อไหนไม่สำคัญ แต่ตอนนี้คุณมาหาผมคุณต้องรู้เทคนิคหรือเครื่องมือที่ผมใช้ ไม่งั้นพูดกันไม่รู้เรื่อง ในการวางความคิด ผมแนะนำให้ใช้เครื่องมือเจ็ดอย่างเท่านั้น คือ

     1. ความสนใจ (attention) ของคุณ ในแง่ที่คุณต้องดึงความสนใจออกมาจากความคิด

     2. ลมหายใจ (breathing) ในแง่เป็นที่ที่คุณจะเอาความสนใจมาจอดไว้ได้

     3. การผ่อนคลายร่างกาย (relaxation) หมายถึงการจงใจผ่อนคลายกล้ามเนื้อร่างกาย

     4. การรับรู้ความรู้สึกบนร่างกาย (body scan) ซึ่งแท้จริงแล้วมันหมายถึงการรับรู้พลังงานของชีวิต ที่แสดงออกเป็นความรู้สึกบนร่างกาย

     5. การปลุกตัวเอง (alertness) ซึ่งใช้ประโยชน์เวลาคุณง่วงเหงาเซาซึม

     6. การสังเกตความคิด (observing a thought) ไม่ใช้เข้าไปผสมโรงคิดต่อยอดนะ สังเกตอยู่ข้างนอก

     7. การจดจ่อหรือสมาธิ (concentration) ก็คือการทิ้งอย่างอื่นหมด ให้ความสนใจจตจ่ออยู่กับเป้า (เช่นลมหายใจ) เพียงอย่างเดียวซ้ำซากๆตลอดเวลาจนเป้านั้นหายไป เหลือแต่ความรู้ตัว ณ จุดนั้นพลังงานจากภายนอกจะไหลเข้ามา ปัญญาญาณจะส่องสว่างให้คุณเห็นทางต่อไปเอง

     เมื่อผู้แสวงหาอย่างคุณเดินทางมาถึงตำบลซึมเศร้า เครื่องมือสำคัญที่สุดที่ผมแนะนำให้คุณใช้ให้เป็นก็คือการรับรู้ความรู้สึกบนร่างกายหรือ body scan รายละเอียดผมเขียนไว้มากแล้วคงไม่ต้องเขียนซ้ำอีก มันสำคัญตรงที่ว่าความรู้สึกบนร่างกายนี้เป็นความรู้สึก (feeling) แล้วเจ้าความซึมเศร้านี่มันเป็นผีสองหัว หัวหนึ่งเป็นความรู้สึก อีกหัวหนึ่งเป็นความคิด (thought) มันจะโผล่หัวที่หนึ่งคือความรู้สึกบนร่างกายขึ้นมาก่อน แบบว่ามันปรากฎเป็นความรู้สึกหดๆหู่ๆ อึมๆครึมๆ หากคุณไวต่อความรู้สึกนี้ คุณก็จะรู้ได้ทันทีที่หมอกแห่งความซึมเศร้ากำลังแผ่มาปกคลุมคุณ ถ้ามันมาปุ๊บ ให้คุณประกบปั๊บ กอดมันไว้ทันที จุ่มแช่อยู่ในความรู้สึกนั้น รับรู้มัน feel มันจนชุ่มโชกและสะใจ แต่ไม่ดราม่านะ คือไม่มีความคิดต่อยอดบนความรู้สึกนั้น แค่รับรู้ความรู้สึกเฉยๆ ไม่คิดต่อยอด ทำอย่างนี้จนมันกลายเป็นเพื่อนคุณ คราวนี้มันจะมามันจะไป มันจะไม่มีผลอะไรกับคุณเลย แล้วธรรมชาติของ feeling ทุกชนิด มันมาแล้วมันก็ไป มันไม่ได้อยู่กับเราชั่วกัลปาวสาน นี่เป็นสัจจธรรม 

     ควบคู่กับการฝึกรับรู้ความรู้สึกบนร่างกาย คุณต้องฝึกสังเกตความคิด เพราะเมื่อมี feeling แล้ว มันจะตามมาด้วยความคิดเสมอเป็นวงจรอัตโนมัติซ้ำซาก หากคุณสังเกตความคิดไม่เป็น คุณก็จะถูกดูดเข้าไปอยู่ในความคิดที่ต่อยอดความรู้สึกนั้นแบบไม่ทันรู้ตัวแล้วก็จะถอนตัวไม่ขึ้น คือจะย้ำคิดวนไปวนมาอยู่ตรงนั้น การสังเกตความคิดไม่ใช่การเข้าไปผสมโรงคิดนะ แค่เป็นการเหลียวหรือย้อนกลับไปดู ว่าเมื่อตะกี้นี้คุณคิดอะไรอยู่ ดูแล้วก็ถอยความสนใจกลับออกมาอยู่กับลมหายใจหรืออยู่กับความรู้สึกบนร่างกายต่อ อย่าไปจอดอยู่ที่ความคิด ทำอย่างนี้ซ้ำๆแล้วความคิดมันจะฝ่อหายไปเอง

   การสังเกตความคิดก็คือเทคนิคในการวางความคิดนั่นแหละ เมื่อคุณวางความคิดได้ หมายความว่าวางจนไม่เหลือความคิดเลย ไม่เหลืออะไรที่ใช้ภาษาเรียกชื่อได้อยู่ในหัวเลย คำพูดคำเดียวก็ไม่เหลือ เหลือแต่ความรู้สึก (feeling) ล้วนๆ รู้สึกถึงลมหายใจหรือความรู้สึกบนร่างกาย กับความรู้ตัว คุณต้องวางได้เกลี้ยงขนาดนี้ จึงจะสำเร็จวิชาการสังเกตความคิด 

     ด้วยเครื่องมือหลักสองชิ้นนี้ คุณจะเดินทางผ่านตำบลซึมเศร้าไปได้ แล้วคุณก็จะหลุดพ้นจริงๆ นั่นคือคุณจะไม่ทุกข์กับความคิดใดๆอีก

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

04 สิงหาคม 2563

ถ้าไม่มีวัคซีนโควิด 19 เราจะไปทางไหน

     ผมเป็นแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวซึ่งงานอาชีพต้องทำงานกับการป้องกันโรคโดยตรง จึงมีความสนใจเรื่องวัคซีนมากเป็นพิเศษ กระบวนการผลิต อนุมัติ และจำหน่ายวัคซีนในโลกนี้เป็นธุรกิจระดับซับซ้อนลึกซึ้ง มีผลประโยชน์เกี่ยวพันกับวิชาการอย่างกลมกลืน การค้าขายวัคซีนเป็นการ "หามหมู" ระดับโลกซึ่งหากใครมือบอนคิดจะเอาคานเข้าไปสอดก็จะมีการเล่นงานกันอย่างหนัก ซึ่งว่ากันว่าเอากันถึงตาย แต่วันนี้ผมไม่ได้คิดชักชวนให้ท่านมาสนใจเบื้องหลังของธุรกิจวัคซีนหรอกนะ เพราะตอนนี้คนไทยเราลุ้นวัคซีนเพื่อจะได้เปิดประเทศหารายได้เข้าประเทศเสียที ผมจะชวนท่านมาดูสถานะปัจจุบันของการผลิตวัคซีนและชวนให้มองข้ามช็อตไปถึงหลังจากเรื่องวัคซีนใช้ได้ใช้ไม่ได้แล้วอะไรจจะตามมา 

     ขั้นตอนในการผลิตวัคซีนปกติมี 6 ระยะ คือ (1) สำรวจเบื้องต้น (2) ก่อนใช้กับคน (preclinical) (3) ใช้กับคน (clinical) (4) ตรวจสอบอนุมัติ (5) ผลิต (6) ควบคุมคุณภาพ

     หากมาดูการผลิตวัคซีนโควิด19 หากนับถึงวันที่ 31 กค. 63 มีผู้ผลิตทำมาถึงระยะทดลองใช้กับคนแล้ว 26 เจ้า ซึ่งระยะนี้ยังแบ่งย่อยออกเป็น 3 เฟสคือ 

     เฟส 1. ทดลองกับกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ  
     เฟส 2. ทดลองกับกับกลุ่มพิเศษ เช่นกลุ่มเสี่ยง กลุ่มอายุมาก
     เฟส 3.  ทดลองกับคนทั่วไปจำนวนมากหลายพันคนโดยจับทั้งประเด็นประสิทธิภาพและความปลอดภัย

     หลายเจ้าสอบตกเฟสแรกไปแล้วในเรื่องความปลอดภัย ตอนนี้มีอยู่เพียง 5 เจ้าที่มาถึงเฟส 3 โดยมีศักยภาพที่จะได้วัคซีนเร็วช้าตามลำดับดังนี้

     1. โครงการร่วมมหาลัยออกซ์ฟอร์ดกับบริษัท AstraZeneca กำลังทดลองวัคซีนชนิด Non-Replicating Viral Vector เจ้านี้มีโอกาสจะเข้าป้ายถึงฝั่งก่อนใครเพื่อน แต่ก็ไม่แน่ เพราะเจ้าถัดไปก็เร่งผลงานตามมาติดๆ

     2. บริษัท Sinovac ของจีนทั้งที่เบจิงและเซียงไฮ้ กำลังทดลองวัคซีนชนิด Inactivated

     3. สถาบันผลิตภัณฑ์ชีวภาพหวู่ฮั่น (Wuhan Institute of Biological Products) กำลังทดลองร่วมกับบริษัท Sinopharm เป็นวัคซีนชนิด Inactivated

     4. สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐ (NIH) ร่วมกับบริษัทโมเดอร์นา (Moderna/NIAID) กำลังทดลองวัคซีนชนิด RNA

     5. บริษัท BioNTech (เยอรมัน) ร่วมกับบริษัท Fosun Pharma (จีน) และบริษัท Pfizer (อเมริกัน) กำลังผลิตวัคซีนชนิด RNA 

     ฉากทัศน์ที่ 1. หากการผลิตวัคซีนประสบความสำเร็จ

     ผมรับประกันว่ามันจะเป็นเรื่องแฮปปี้เอนดิ้งอย่างน้อยก็สำหรับโควิด19 ยังไม่พูดถึงโควิดเลขอื่นๆอย่างโควิด20, โควิด30 โควิด40 (ถ้ามี) นะ 

     มีหลายท่านกังขาว่าการผลิตวัคซีนจะล่าช้าไม่ทันการ บ้างก็เกรงว่าจะไม่มีเงินซื้อวัคซีน ตรงนั้นท่านไม่ต้องห่วงเลย เพราะกลไกการผลิตมันก๊อปได้ ส่วนเรื่องเงินนั้นผมเดาว่าวัคซีนจะถูกขายพ่วงมาพร้อมกับกลไกทางการเงินที่เรียกว่า SWAP lines หมายถึงว่าไม่มีเงินซื้อวัคซีนไม่เป็นไร ธนาคารกลางของประเทศผู้ผลิตวัคซีนจะเปิด SWAP lines กับธนาคารกลางของประเทศผู้อยากได้วัคซีน เส้นทางนี้คือผู้ผลิตจะปล่อยเงินกู้อย่างไม่จำกัดและไม่มีดอกเบี้ยให้ประเทศผู้ซื้อ ถามว่าโอ้ โห แล้วประเทศผู้ผลิตจะไปเอาเงินที่ไหนมากมายมาปล่อยกู้ ตอบว่าก็พิมพ์เอาสิครับ การพิมพ์เงินของประเทศพี่เบิ้มทุกวันนี้ไม่ต้องมีทองคำสำรอง พิมพ์กันได้เร็วกว่าพิมพ์แบงค์กงเต๊กเสียอีก แถมพิมพ์แบบดิจิตอล คือพิมพ์เป็นตัวเลข credit ในคอม ไม่ได้พิมพ์เป็นกระดาษ ถามว่าถ้ากู้แล้วไม่มีเงินใช้คืนเขาละ ตอบว่าก็ไม่ต้องห่วง เงินกู้ระดับนี้ใครเขาหวังได้คืนกัน เขาหวังแลกกับการมาเป็น "พวก" หรือเป็นบริวารของเขา แปลไทยให้เป็นไทยก็คือหากวัคซีนโควิด19 ผลิตได้สำเร็จ วัคซีนจะถูกใช้เป็นเครื่องมือหาพวกในการทำสงครามระหว่างประเทศพี่เบิ้ม หิ หิ ผมว่าวัคซีนโควิด19นี่จะเป็นอาวุธชีวภาพในรูปแบบใหม่เลยเชียวนะ ดังนั้นประเทศกระจอกๆอย่างไทยเราไม่ต้องห่วง อย่างไรเสียก็มีวัคซีนใช้แน่ไม่จากพี่เบิ้มใดก็พี่เบิ้มหนึ่งแหละ นี่เป็นวิธีทำสงครามแบบไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ แค่พิมพ์แบงค์กงเต๊กแจกก็หาบริวารได้แล้วโดยไม่ต้องเอาเรือปืนมาจอดที่ปากอ่าว และผมเชื่อว่าวิธีหาบริวารแบบนี้จะใช้การได้ไปอีกหลายปี

      ฉากทัศน์ที่ 2. หากการผลิตวัคซีนล้มเหลว

     ตรงนี้เนี่ยสิครับ ที่ผมอยากจะพูดกับท่านผู้ชม เพราะมันมีประเด็น 

     ก่อนที่จะมองข้ามช็อตไปว่าการผลิตวัคซีนมีโอกาสล้มเหลวมากน้อยแค่ไหน ผมอยากให้ท่านทบทวนประวัติศาสตร์การแพทย์เรื่องไวรัสซาร์สโควี-1 ชึ่งเป็นญาติตัวพี่ของโควิด19 ที่ตัวเชื้อมีชื่อเรียกว่าซาร์สโควี-2 นี้สักหน่อยก่อน เมื่อซาร์สโควี-1 ระบาด วงการแพทย์ก็เร่งผลิตวัคซีน ได้ทำการทดลองวัคซีนในสัตว์เช่นเฟอเร็ต หนู และลิง ผลการวิจัยพบว่าวัคซีนซาร์สโควี-1 สร้างภูมิคุ้มกันโรคระยะสั้นในสัตว์เหล่านั้นได้จริง แต่ก็แลกกับภาวะแทรกซ้อนที่สัตว์เหล่านั้นเกิดโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันในแบบต่างๆรวมทั้งภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง ทำให้การเริ่มนำวัคซีนมาทดลองในคนยังไม่ได้ทำ แต่ระฆังหมดยกช่วยไว้ คือโรคซาร์สโควี-1 สงบลงเสียก่อน วงการแพทย์จึงไม่ได้ทดลองวัคซีนซาร์สโควี-1ในคนเลย

     ความรู้จากครั้งนั้นทำให้เรารัดกุมขึ้นในการทดลองวัคซีนซาร์ส์โควี-2 คือพยายามผลิตวัคซีนจากชิ้นส่วนเล็กส่วนน้อยของไวรัสแทนการใช้ไวรัสทั้งตัว เพื่อป้องกันปัญหาที่เคยเกิดกับซาร์สโควี-1 แต่ก็นั่นแหละ ผลสุดท้ายมันจะออกหัวหรือออกก้อย มันก็ต้องมีลุ้น ข่าวแรกออกมาแล้วว่าวัคซีนที่อังกฤษและที่จีนสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันในคนจำนวนเล็กๆในเฟสหนึ่งได้ และการทดลองในเฟสสองมีความปลอดภัยพอที่จะลงมือทดลองเฟสสามกับคนจำนวนหลายพันได้ ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ข่าวที่น่าตื่นเต้น เพราะข้อมูลเหล่านี้เรารู้มาตั้งแต่ตอนทำวัคซีนซาร์สโควี-1 แล้ว ข่าวที่น่าตื่นเต้นคือวัคซีนซาร์สโควี-2 จะพ้นสันดอนที่ว่าทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายรวนไปจนถึงเป็นภูมิคุ้มกันทำลายตนเองอย่างวัคซีนซาร์สโควี-1 หรือไม่ ซึ่งผลขั้นต้นของเฟสสามจะบอกทิศทางเรื่องนี้ได้ ตรงนี้สิที่ต้องลุ้น ลุ้นให้มันสร้างภูมิคุ้มกันได้โดยไม่ตามมาด้วยปัญหาใหม่ต่อร่างกายที่ยอมรับกันไม่ได้ และลุ้นว่ามันจะไม่ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าทั้งๆที่อุตสาห์มาได้ถึงเฟสสามแล้วเหมือนกับที่เราเคยล้มเหลวกับวัคซีนไข้เลือดออกและวัคซีนเอ็ชไอวี. (เอดส์)จนหลายสิบปีแล้วก็ยังผลิตวัคซีนไม่สำเร็จ

     ประเด็นของผมคือติ๊งต่างว่าถ้าการผลิตวัคซีนโควิด19 ไม่สำเร็จในสองสามปีข้างหน้านี้ เราจะทำอย่างไรกันดี ทุกวันนี้เราอยู่ได้เพราะเรากดโรคไว้ไม่ให้โรคระบาด แต่โจทย์ถูกล็อคไว้ล่วงหน้าแล้วว่าเราจะต้องเปิดประเทศไม่ช้าก็เร็ว จะปิดประเทศอย่างนี้ไปตลอดกาลเป็นไปไม่ได้ นั่นหมายความว่าหากไม่มีวัคซีนเราก็หมดทางเลือกแล้ว เราจะต้องเปลี่ยนนโยบายกดโรค (suppression) มาเป็นนโยบายผ่อนปรนโรค (mitigation) คือค่อยๆปล่อยให้โรคระบาดแพร่ออกไปทีละนิดๆพอไม่ให้ล้นเตียงโรงพยาบาล จนคนส่วนใหญ่ได้สัมผัสเชื้อแล้วโรคมันก็จะค่อยๆสงบไปเอง 

     อ้าว..นั่นก็หมายความว่าต้องปล่อยให้คนไทยจำนวนหนึ่งต้องเสียชีวิตสิ ตอบว่า,,ใช่ครับ เพราะอย่าลืมว่าในฉากทัศน์ที่ 2 นี้เราไม่มีทางเลือกแล้วนะ 

     ประเด็นของผมก็คือหากเริ่มผ่อนปรนให้กับโรค ใครบ้างที่จะมีโอกาสตายมาก ตามสถิติของโควิด19 เราก็รู้อยู่แล้ว ว่าคนที่มีโอกาสตายมากคือคนที่เป็นโรคเรื้อรังอันได้แก่โรคเบาหวาน, โรคอ้วน, โรคไตเรื้อรัง, โรคหัวใจ, โรคความดันเลือดสูง, โรคมะเร็ง, โรคทางเดินลมหายใจอุดกั้นเรื้อรัง (COPD), โรคหอบหืดระดับปานกลางถึงรุนแรง, โรคอัมพาต, โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง, คนสูบบุหรี่ และคนสูงอายุ 

    ในบรรดาโรคที่ผมไล่ชื่อมาทั้งหมดนี้ หากไม่นับการเป็นคนสูงอายุ เรื่องอื่นล้วนสามารถดูแลตัวเองให้ดีขึ้นได้ด้วยการเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิต (lifestyle modification) นะครับ หมายถึงเปลี่ยนอาหารมากินพืชผักผลไม้ให้มากขึ้น ออกกำลังกายจริงจังสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ จัดการความเครียดให้ดี และขยันออกแดดเพื่อรับวิตามินดี.ซึ่งสำคัญมากต่อการสร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำสิ่งเหล่านี้จนตัวชี้วัดสำคัญเจ็ดตัวของท่านคือ (1) น้ำหนัก (2) ความดัน (3) ไขมัน (4) น้ำตาล (5) การกินพืชผักผลไม้ (6) การออกกำลังกาย (7) การไม่สูบบุหรี่ มาอยู่ในเกณฑ์ปกติหมด จึงจะได้ชื่อว่าท่านได้ป้องกันตัวเองจากการจะเป็นอะไรไปเพราะโควิด19 ไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีวัคซีน

     ดังนั้นหากไม่มีวัคซีน และเราจำเป็นต้องเปิดประเทศ การเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตนี่ไงที่จะเป็นทางไปของเราชาวไทยทุกคน แล้วเวลาที่จะเริ่มลงมือทำก็ไม่ใช่ไปรอทำเอาตอนรู้แน่ว่าไม่มีวัคซีนต้องเปิดรับโรคแน่แล้ว ไม่ใช่ไปรอทำตอนนั้น เพราะตอนนั้นมันคงไม่ทันเสียแล้ว มันต้องเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตเสียตั้งแต่ตอนนี้ ตั้งแต่วันนี้ 

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
        

03 สิงหาคม 2563

หมอสันต์ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์

(หมอสันต์ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ บทความนี้เป็นคำแปลของคำสัมภาษณ์ ส่วนที่คุยกันเป็นภาษาอังกฤษอยู่ข้างล่าง)

นสพ.

     ในช่วงโควิด19 คุณหมอมองเห็นแนวโน้มในการใช้ชีวิตของผู้คนอย่างไรบ้าง

หมอสันต์

     แนวโน้มที่ 1. ก็คือการที่แรงงานจำนวนมากต้องอพยพกลับชนบทเพราะไม่มีงานทำ ส่วนหนึ่งไปพยายามดำเนินชีวิตแบบพอเพียงตามที่พระเจ้าอยู่หัว ร.9 สอนไว้

     แนวโน้มที่ 2.  คือการที่ทุกอย่างส่งตรงถึงบ้านได้ (home delivery) ผู้คนเรียนรู้ถึงวิธีสั่งซื้อแล้วให้เขามาส่งถึงบ้านมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือของใช้

     แนวโน้มที่ 3.  คือการหันมาทำอาหารอย่างง่าย ในยุโรปอเมริกาผู้คนเรียนรู้วิธีทำขนมปังในครัว ในเมืองไทยคนจำนวนมากหัดทำครัวเอง หัดต้มไข่ หัดทอดปลาโดยใช้ลมร้อนแทนน้ำมัน หัดทำเมนูอาหารง่ายๆอื่นๆ บางคนก็ชอบการทำอาหารไปเลย และนี่จะกลายเป็นชีวิตปกติใหม่หรือ new normal ของเขา

     แนวโน้มที่ 4. คือการเพิ่มความสำคัญของอินเตอร์เน็ท ทุกอย่างผ่านทางอินเตอร์เน็ท ไม่ว่าจะเป็นความบันเทิง ความรู้ การออกกำลังกาย โยคะ การดูแลสุขภาพ ผมเองยังได้เริ่มใช้เว็บบินาร์สอนหมอที่ฟิลิปปินส์ไปสี่ร้อยกว่าคนเมื่อเดือนก่อน สัปดาห์หน้าผมกับเพื่อนหมอคนอเมริกันในอเมริกาจะจัดสัมนาทางเน็ทเรื่องโภชนาการแบบกินพืชเป็นหลัก สอนให้กับคนลงทะเบียนเรียนเข้ามาประมาณ 1000 คนทั่วโลก แล้วผมก็ได้เปิดคลินิกออนไลน์ให้คำปรึกษาคน (ไทย) ทั่วไปเรื่องการดูแลสุขภาพทุกเย็นวันอังคาร ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้มานั่งทำสิ่งเหล่านี้ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะโควิด19 ใครจะสอนอะไรใครต้องไปที่อินเตอร์เน็ทหมด ดังนั้นการที่ทุกอย่างขึ้นไปอยู่บนอินเตอร์เน็ทจึงเป็นแนวโน้มที่ชัดเจน

     แนวโน้มที่ 5.  ก็คือการจัดการโรคเรื้อรังด้วยตนเอง เมื่อไปโรงพยาบาลไม่ได้ ผู้คนก็ค่อยๆเรียนรู้วิธีจัดการโรคเรื้อรังของตัวเองไปทีละนิด แม้กระทั่งเรียนรู้วิธีที่จะปรับยาเอง นี่เป็นสิ่งที่คนไข้ไม่เคยสนใจทำมาก่อน ผมถือว่าแนวโน้มนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะโรคเรื้อรังเกือบทั้งหมดไม่อาจหายได้ด้วยการไปโรงพยาบาลหรือกินยาผ่าตัดทำบอลลูน มันหายได้ด้วยการเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตโดยตัวผู้ป่วยเอง

     แนวโน้มที่ 6. ก็คือการอยู่ห่างๆกัน (social distancing) หลายคนเริ่มชอบชีวิตแบบวิเวก มีอยู่คนหนึ่งเขียนเล่าว่ากลับไปบ้านนอกแล้วถูกอบต.เขากักตัวไว้ที่เถียงนา เธอได้เรียนรู้ความสุขจากการปลีกวิเวกและชอบมัน คนแบบนี้ต่อไปจะเดินทางน้อยลง และอยู่คนเดียวมากขึ้น

     แนวโน้มที่ 7.  คือการอยู่ติดบ้านมากขึ้น เมื่อถูกบังคับให้อยู่ห่างๆกัน บ้านก็กลายเป็นที่อยู่ที่ดีที่สุด คนก็เลยต้องทำอะไรก๊อกๆแก๊กๆเพื่อปรับปรุงบ้านแต่งบ้าน บ้างก็ทำสวนปลูกต้นไม้ นิสัยใหม่ๆเหล่านี้คงจะเปลี่ยนตลาดสินค้าอุปโภคไปบ้างพอควรในอนาคต

นสพ.

     คุณหมอช่วยขยายความหน่อยได้ไหมว่าการกินอาหารพืชเป็นหลักนั้นกินอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร และในอนาคตอาหารแบบไหนที่จะเป็นกระแสหลัก 

หมอสันต์

     หลักพื้นฐานก็คือ โภชนาการแบบกินพืชเป็นหลัก (Plant based nutrition - PBN) เป็นรูปแบบการกินที่แคลอรี่ส่วนใหญ่ได้มาจากพืช ไม่ใช่ได้มาจากเนื้อนมไข่เป็นหลักอย่างในปัจจุบัน ดั้งเดิมแล้วอาหารแบบพืชเป็นหลักนี้มีสามคำสำคัญคือ

     คำที่ 1. "พืชเป็นหลัก" หมายความว่าสุดโต่งไปข้างหนึ่งก็คือกินแต่พืช ไล่มาจนถึงกินพืชมากๆกินเนื้อนมไข่ให้น้อยที่สุด ดังนั้นแหล่งหลักของแคลอรี่ก็จะเป็นธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว นัท ผักต่างๆ เป็นต้น

     คำที่ 2. "ใกล้เคียงธรรมชาติ หรือ Whole food"  หมายความว่าอาหารควรอยู่ในรูปแบบที่ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด ผ่านกระบวนการสกัดหรือขัดสีให้น้อยที่สุด ถ้าเป็นธัญพืชก็เป็นธัญพืชไม่ขัดสี

     คำที่ 3 "ไขมันต่ำ" ซึ่งในทางปฏิบัติสำหรับอาหารไทยก็คือการหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันผัดทอดอาหาร

     นับถืงวันนี้ หลักฐานวิทยาศาสตร์ที่มีล้วนบ่งชี้ไปทางเดียวกันว่าอาหารแบบพืชเป็นหลักนี้สัมพันธ์กับการป้องกันและรักษาโรคเรื้อรังได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน ความดัน และโรคอ้วน

     หลายสิบปีก่อนหน้านี้สถิติได้พิสูจน์ให้เห็นชัดแล้วว่ากระบวนการรักษาด้วยยาและการผ่าตัดของวิชาแพทย์แผนปัจจุบันล้มเหลวในการลดอัตราตายของโรคเรื้อรัง ในทางตรงกันข้ามกลับทำให้จำนวนคนป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โภชนาการแบบกินพืชเป็นหลักจึงเป็นทางไปที่เหลืออยู่ทางเดียวที่จะป้องกันและพลิกผันโรคเรื้อรังได้ ในช่วงเวลาหลายสิบปีข้างหน้านี้

นสพ.
     
     เราจะสร้างชีวิตดีมีความสุขได้อย่างไรในช่วงที่ยากลำบากนี้?

นพ.สันต์


     ในยุคโควิด 19 นี้เป็นช่วงเวลาดีที่สุดที่จะปฏิรูปการดูแลสุขภาพ โควิด19 ทำให้คนสนใจจะทำตัวให้มีภูมิคุ้มกันโรคดีไม่ติดโรคง่าย สนใจที่จะรักษาโรคเรื้อรังของตัวเองเพราะรู้ว่าการเป็นโรคเรื้อรังทำให้ตายจากโควิด19 ได้ง่ายขึ้น การจะทำตัวให้ภูมิคุ้มกันโรคดีไม่ติดโรคง่าย ก็ต้องทำห้าหกอย่างต่อไปนี้ คือ
ออกกำลังกาย, นอนหลับให้พอ, กินอาหารที่มีสัดส่วนของพืชผักผลไม้มากๆ, รักษาน้ำหนักให้พอดีไม่ให้อ้วน, จัดการความเครียดให้ดี, และขยันออกแดด หรือไม่ก็กินวิตามินดี.เสริมถ้าออกแดดไม่ได้

     ทั้งหมดนี้ผมเรียกรวมๆว่าการปรับเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตอย่างสิ้นเชิง นี่เป็นเวลาที่จะลงมือทำแล้ว

นสพ.

     ปัจจุบันนี้คนสนใจการดูแลร่างกาย แล้ววิธีดูแลจิตใจละ? 

นพ.สันต์


     แน่นอนว่าความเครียดเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เป็นโรคเรื้อรังหรือทำให้โรครุนแรงขึ้น การจะจัดการความเครียด พูดโต้งๆเลยก็คือต้องวางความคิดลงเพราะความเครียดล้วนเกิดจากความคิด ความคิดเป็นส่วนผสมของความจำและจินตนาการของเราเอง ดังนั้นความคิดจะดำเนินไปได้ก็ต่อเมื่อเรายอมรับคอนเซ็พท์เรื่องอนาคตและอดีต (psychological time) ว่ามันมีอยู่จริง ถ้าเราจะอยู่แต่ที่เดี๋ยวนี้ ความคิดไม่มีที่อยู่ ที่เดี๋ยวนี้มีแต่ความรู้ตัวไม่มีความคิดจึงไม่เครียด ดังนั้นผมแนะนำให้ฝึกสติสมาธิ เริ่มด้วยการฝึกทำกิจกรรมเช่นนั่งสมาธิ โยคะ รำมวยจีน พอมีสติแข็งแรงขึ้นก็ถ่ายโอนทักษะนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน ให้มีความรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา ทั้งหมดนี้มันจะง่ายขึ้นถ้าอุทิศเวลาให้สักวันละหนึ่งชั่วโมงเพื่อการฝึกนี้

นสพ.

     แล้วจะเริ่มที่ตรงไหนก่อนดีละคะ และอะไรคือความท้าทาย

นพ.สันต์

     การเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตอย่างสิ้นเชิงให้เริ่มสามอย่างนี้ก่อนคือ ออกกำลังกาย กินพืชเป็นหลัก และฝึกวางความคิด

     เมื่อผมพูดว่าฝึกวางความคิดผมไม่ได้ห้ามไม่ให้ทำงานนะ คุณจะทำงานวันละกี่ชั่วโมงก็ทำไป แต่นอกเวลาทำงานขอให้ฝึกวางความคิด

     ความท้าทายก็คือคนเรามักจะแสร้งทำเป็นไม่รู้ว่าเราตกอยู่ในกับดักของการคิดซ้ำซาก เพราะคนเราเสพย์ติดการคิดแบบซ้ำซากนี้เสียแล้ว แต่การฝ่าข้ามการเสพย์ติดความคิดเพื่อออกไปสู่ภาวะรู้ตัวอยู่โดยไม่คิดนี่จำเป็น ไม่งั้นเราไปไหนไม่รอด ยังไม่ต้องไปคิดทำอะไร เพราะทำอะไรก็จะทำไม่สำเร็จหากวางความคิดยังไม่เป็น

     แล้วทางด้านจิตใจทั้งหมดนี้จะเริ่มที่ไหนก่อน ก็เริ่มด้วยกิจกรรมฝึกสติสมาธิก่อน จะเป็นฝึกนั่งสมาธิ หรือโยคะ หรือรำมวยจีนก็ได้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

.........................................................................................


What kind of lifestyle trends you have observed during Covid-19? 

the first trend, is migration of workforce back to rural area. Attempt to establish the self sufficient living as once instructed by King Bhumibol

the second trend, is home delivery. People learn to make full use of home delivery, be it food or any commodity products.

the third trend is The coming of simple cooking. People learn to make bread in America and EU. The same as in Thailand people learn to boil eggs or to fry fish with hot air and do other simple cooking. Some fall in love with cooking and take it as a part of their new normal life.

the fourth trend is everything is done on internet. Be it education, entertainment, exercise, yoga and health care. I myself had started webinar teaching 400 doctors in philipines last month. Next week I and friends in US will conduct a plant based nutrition seminar for about 1000 health care professionals worldwide. Also since the beginning of COVID19 I have started a clinic on line to which general public can ask any health questions. I never thought I will be doing this sort of things before COVID19. But now here we are. If you want to teach anyone about anything, you are forced to do it on internet.

So the everything moving to internet is an obvious trend.

the fifth trend is self managing a disease. People cannot get access to hospitals or doctors as usual. Bit by bit they learn to manage their own diseases. The thing that they never pay attention to previously. This is a very good and powerful trend in health care. Because nearly all chronic diseases in many years to come will not be cured by hospital establishment or doctor's prescription, but by total lifestyle modification done by the patients themselves.


the Sixth trend is, of course, social distancing. People learn to appreciate solitude and some adopt it as part of their new normal. These people will travel less, and and enjoy more time alone.

The Seventh trend is home living. Once social distancing is adopted, home is the best place to stay. People learn to do small home improvement, gardening, and home leisure activities. All these will change consumer market quite a bit.

Could you elaborate more about plant-based diet? What are the benefits and will it be the future of eating? 

Basically PBN is a food pattern in which the majority of calories come from plants, not from animal meat or dairy products as it currently be. Classically PBN has 3 key words

Key word (1) is Plant based. Means it is plant only diet or at least plant mainly diet. Depends on how strict ones prefer. That means all or most of calories come from plants such as whole grains, bean, nut, fruits, vegetables.

Key word (2) is Whole food. Means the food should be as close to it's natural form as possible. It should be minimally processed or extracted. If it is grain it should be whole grain or non polished grain.

Key word (3) is Low fat. If possible it should have low calories, particularly low in saturated fat content.

     So far the scientific evidence have shown the relation between plant-based nutrition and reversing of chronic disease such as heart disease, diabetes, obesity and hypertension.

     Since previously it has been already proven by statistic that all hi-tech medical procedures and all type of medicine tablets have failed to reverse the so-called NCDs. These include heart disease, diabetes, obesity, and hypertension. Plant-based nutrition is the only main proven method that helps reversing the NCDs. So, sure enough PBN will be a big medical revolution part of chronic disease management in the decades to come.

How could we create the sense of wellness in such an unprecedented time?

     In this COVID19 era is a very good time for self healthcare reform. Because of COVID19, people concern about their immunity and seek what should they do in order not to contract the virus.  Also people concern about reversing their chronic disease so that in case they happen to contract the virus their mortality rate will be on the low side. So this is the very time to change lifestyle in view of improving immunity and reversing chronic diseases.

To improve immunity ones need to quite a few things

Firstly, to do exercise regularly
Secondly, to get adequate sleep
Thirdly, to consume diet high in fruits and vegetables
Fourthly, to maintain a healthy weight
Fifthly, to do stress management
And The last one, sixthly, is to get sunlight exposure /or take vitamin D supplement if sunlight exposure is not possible

To reverse chronic disease we nearly need to do the same things at least which include

1. Exercise
2. Plant-based nutrition
3. Stress management

In short, I call all these a total lifestyle modification. This is the time to do it. Now. We have enough information to guide us what is good what is not. The only thing need to be done is Just doing it.

Right now people is focused on physically preventing themselves from Covid-19, how can we look after the mind? 

Sure enough, stress in one factor that suppress immunity and is one contributing factor to chronic diseases. So, stress management is sure another thing in to do list.

How to manage one's stress. Put it bluntly, all stress is created by our own thought. So, to drop the thought is the way to manage stress. Thought is a combination of our own memory and our imagination. So thought always operates in dimension of psychological time. I mean in the future and in the past. So to manage stress is practicing to live in the now. In the now there is no thought. In the now there is only consciousness or awareness which is stress-free. To practice living in the now, I suggest starting with mindfulness in all activities. Start practice with such activities as meditation, yoga, tai chi. Then bring mindfulness into every minute of day to day living.

It will be much easier to set aside one hour a day for this practice.

Where should one start if they want to have a healthy and balanced lifestyle and what might be the challenge to do so? 

To do total lifestyle modification you need only three things. Or three tasks to accomplished

task (1) Do exercise.
task (2) Eat wisely. I mean eat PBN diet.
task (3) Drop all the thought.

Of course when I said drop all the thought I mean except only when doing work in working hours. After working hours it is better to live consciously without thinking of the future or the past.
Just do these three things then one's life will become a healthy life.

The challenge is that people usually pretend that they do not aware of being trapped in a repetitive recycling of their own thought.
Because people are addicted to this thought recycling.
Breaking this thought recycling is the only way to go. Otherwise one will be trapped there forever. No use talking about any change then.

Where to start. Start at mindfulness practicing activities such as meditation, Yoga, Tai Chi.

................................


02 สิงหาคม 2563

ข้องใจสูตรคำนวณค่า eGFR เพื่อวินิจฉัยโรคไตเรื้อรัง

สวัสดีค่ะคุณหมอ
หนูขอสอบถามเรื่องสูตรของ GFR ได้ไหมคะ สูตร 140-อายุ*น้ำหนัก*0.85 ( ในผู้หญิง ) / 72*cr หนูสงสัยว่าทำไมผู้หญิงต้อง คูณ 0.85 คะ แล้ว 140 คือค่าอะไร

..................................................................

ตอบครับ

     ผมเข้าใจว่าคุณเป็นนักศึกษาหรือผู้จบมาทางด้านวิทยาศาสตรสุขภาพสาขาใดสาขาหนึ่ง ก่อนตอบคำถามนี้ผมขอปูพื้นฐานให้ท่านผู้อ่านทั่วไปตามทันก่อนนะ

     คอนเซ็พท์คือ GFR เป็นตัวชี้วัดการทำงานของไตซึ่งใช้เป็นค่าวินิจฉัยว่าใครเป็นโรคไตเรื้อรัง ย่อมาจากคำเต็มว่า glomerular filtration rate แปลว่าปริมาตรของเลือดที่ไตกรองของเสียออกมาได้เกลี้ยง (clearance) ภายในหนึ่งนาที เนื่องจากเราเลือกใช้ creatinine (Cr) ซึ่งเป็นของเสียที่ไตขับออกมาในการวัดการทำงานของไต บางครั้งจึงเรียกว่าค่า GFR นี้ว่าค่า creatinine clearance จึงขอให้เข้าใจว่าคำทั้งสองคำนี้หมายถึงเรื่องเดียวกัน

      เอาละคราวนี้มาตอบคำถามของคุณ หากคุณจะเอาคำตอบจริงๆคุณต้องค่อยๆอ่านค่อยๆคิดตามนะ เพราะมันดูเหมือนจะเข้าใจยาก แต่จริงๆมันไม่ยากหรอก

     ตัวชี้วัดไต (GFR) ที่ได้จากการตรวจเลือดและเก็บปัสสาวะตรวจด้วย

      ก่อนอื่นคุณต้องเรียนวิธีวัดค่า GFR แบบดั้งเดิมก่อน คือต้องเก็บตัวอย่างปัสสาวะใน 24 ชั่วโมง เอาปัสสาวะไปตรวจความเข้มข้นของของเสีย (creatinine - Cr) แล้วคำนวณออกมาว่าปริมาตรน้ำปัสสาวะที่ไตขับออกมาทั้งหมดใน 24 ชั่วโมงนั้น หากหารให้เหลือหนึ่งนาที ไตจะขับปัสสาวะได้กี่มิลลิลิตร แล้วคำนวณว่าในน้ำปัสสาวะที่ไตขับออกมาในหนึ่งนาทีนี้ มีเนื้อของเสีย (Cr) อยู่กี่มิลลิกรัม นั่นเป็นการคำนวณยกที่หนึ่ง ยกที่สองก็ไปคำนวณหาว่า Cr ในน้ำหนักที่ขับออกมานั้น หากมันอยู่ในเลือด มันจะอยู่ในเลือดเป็นปริมาณกี่มิลลิลิตร หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่ากว่าไตจะเคลียร์ (clearance) ของเสีย Cr จำนวนนี้ออกมาได้ไตจะต้องเอารับเอาเลือดมากรองกี่มิลลิลิตร จำนวนเลือดที่ไตกรองได้ในหนึ่งนาทีนั่นแหละคือ GFR ซึ่งในการจะคำนวณต้องเจาะเลือดหาความเข้มข้นของ Cr. ในเลือดก่อน แล้วเอาข้อมูลมาคำนวณหาปริมาตรเลือดที่ส่ง Cr นั้นให้ไตขับออกมาทางปัสสาวะในหนึ่งนาที ดังนี้

GFR  = [ความเข้มข้น Cr ในปัสสาวะ x ปริมาตรปัสสาวะในหนึ่งนาที] / ความเข้มข้นของ Cr ในเลือด

    เหนื่อยแมะ คนไข้เหนื่อยที่ต้องเก็บปัสสาวะ แต่คุณเหนื่อยที่ต้องคำนวณ นี่คือวิธีการตรวจการทำงานของไตด้วย GFR แบบคลาสสิก

ตัวชี้วัดไตที่ได้จากการตรวจเลือดอย่างเดียวแล้วคำนวณ (eGFR)

     ต่อมาคนรุ่นหลังรู้สึกว่าการเป็นหมอทำไมต้องมีชีวิตที่ลำบากอย่างนี้ด้วย จึงมีผู้หาทางลัดทดลองเอาคนไข้ผู้ชายมา 249 คน เก็บปัสสาวะมาตรวจ และตรวจเลือด แล้วคำนวณ GFR ดูทุกคน แล้วเอาผลมานั่งเหล่ทดลองคิดสูตรว่าต้องทำสูตรอย่างไรจึงจะใช้แต่ค่า serum Cr คำนวณค่า estimated หรือ eGFR ออกมาได้ โดยเอาตัวแปรหลักของการผลิต Cr คืออายุ และน้ำหนัก เข้ามาใส่ในสูตรแล้วใส่ค่าคงที่เข้าไปที่ตรงนั้นตรงนี้จนได้สูตรที่ใกล้ความจริงคือ
   
     eGFR =(140 – Age) x Weight (kg) x [0.85 if female] / 72 x [Serum Cr ]

    โปรดสังเกตว่า 140 และ 72 เป็นค่าคงที่ที่ได้มาจากการทดลองเปลี่ยนค่าเรื่อยไปเพื่อดูว่าค่าไหนจะให้ผลใกล้เคียงกับ GFR จริงมากที่สุด จนมาลงตัวที่สองค่านี้ ส่วนค่า 0.85 ที่เอามาคูณน้้นเป็นเพราะสูตรนี้คิดมาจากข้อมูลผู้ชายล้วนๆ แต่ว่าผู้หญิงมี GFR ต่ำกว่าผู้ชายประมาณสิบกว่าเปอร์เซ็นต์เสมอ จึงต้องใส่ค่าคงที่ตัวนี้เพิ่มเข้ามาด้วยหากเอาสูตรนี้ไปใช้กับผู้หญิง

     สูตรข้างบนนี้เรียกว่า  Cockcroft and Gault (CG) ซึ่งเป็นสูตร eGFR สูตรแรก แต่ว่าเดี๋ยวนี้วงการแพทย์เลิกใช้สูตรนี้ไปแล้วนะคุณ เพราะสูตรนี้ไม่ใช่สูตรสากลที่ใช้เปรียบเทียบกันได้ทั่วโลก ปัจจุบันนี้วงการแพทย์ใช้สูตรที่มีการปรับค่าพื้นที่ผิวของร่างกายมาให้เท่ากันคือ 1.73 ตรม.ก่อน (เทียบเป็นน้ำหนักคือ 63 กก.) มีอยู่หลายสูตรมาก สูตรที่ใช้กันทั่วไปคือสูตร MDRD ที่ใช้อายุ ชาติพันธ์ และเพศ เป็นตัวแปรในการคำนวณ ซึ่งมีสูตรว่า

     eGFR = 175 x (SCr)-1.154 x (age)-0.203 x 0.742 [if female] x 1.212 [if Black]

     มีหน่วยเป็น ml/min/1.73sqm

     หากคุณจะคำนวณเองคุณต้องใช้โปรแกรม calculator ที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์นะ เพราะเครื่องคิดเลขธรรมดาคิดค่ายกกำลังไม่ได้ เมื่อเข้าไปใน calculator ของเครื่องคอมแล้ว ให้คุณเลือกฟังชั่น scientific ที่มุมซ้ายบนของจอคอม แล้วจึงจะสั่งให้คิดค่ายกกำลังได้

     แต่หากจะให้ชีวิตง่ายขึ้น ในทางปฏิบัติไม่มีใครคำนวณ eGFR เองดอก ให้คุณเปิดเว็บไซท์ที่รับคำนวณ eGFR ให้ฟรี เช่นที่  https://www.kidney.org/professionals/kdoqi/gfr_calculator แล้วใส่ค่า serum Cr น้ำหนัก ชาติพันธ์ และเพศ เข้าไปแล้วเขาจะคำนวณให้เอง หรือให้ง่ายกว่านั้น ก็คือขอให้ห้องแล็บของโรงพยาบาลของคุณรายงานค่า eGFR มาให้เลยโดยไม่ต้องรอให้แพทย์สั่ง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1.Raman M, Middleton RJ, Kalra PA, Green D. Estimating renal function in old people: an in-depth review. Int Urol Nephrol. 2017 Nov;49(11):1979-1988.

01 สิงหาคม 2563

การยอมรับ (Acceptance) ในสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ จะต้องทำอย่างไร

คุณหมอสันต์ครับ
ผมอ่านบล็อกคุณหมอเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เกี่ยวกับการฝึกสมาธิวางความคิด แต่ตอนนี้ผงเข้าตาตัวเอง ผมอ่านที่คุณหมอสอนให้ยอมรับ Acceptance ทุกอย่างที่มีอยู่เป็นอยู่ จึงจะอยู่กับปัจจุบันได้ เรื่องมีอยู่ว่าผมทำธุรกิจอยู่ที่ ... ผมถูกเพื่อนโกง แถมคนที่โกงผมยังไปติดสินบนเจ้าหน้าที่ให้เอาผิดผมว่าผมเป็นคนทำผิดกฎหมายเสียอีก เท่ากับว่าผมถูกโกงแล้วยังต้องมาจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่อีกเป็นเงินพอสมควร ผมยอมรับว่าแค้นมาก มันเลวมาก ครั้งสุดท้ายที่เจรจากันผมพกปืนไปด้วย กะว่าถ้ามันแรงกับผมมากคราวนี้ผมก็จะเอาให้รอบโต๊ะเลยไหนๆจะจบเคสก็ขอจบแบบให้ยุติธรรมต่อทุกชีวิตไปเลย คือตายเสมอหน้ากัน แต่วูบนั้นผมคิดขึ้นมาได้ถึงคำว่า Acceptance ของคุณหมอ จึงเย็นลงได้ไม่วู่วามเกินไป แต่แม้จะผ่านไปแล้วความเจ็บแค้นก็ยังฝังแน่น ผมมาคิดถึงคำว่า acceptance ของคุณหมอก็พบว่ามันเป็นไปไม่ได้ในยามที่เราถูกย่ำยีมากอย่างนี้เราจะยอมรับได้อย่างไร หรือว่ามันมีวิธี
รบกวนคุณหมอชี้แนะด้วยครับ

.........................................................

ตอบครับ

     โอ้..นึกไม่ถึงว่าคนอ่านบล็อกหมอสันต์ระดับขาประจำยังมีแบบพกปืนไปกะยิงชาวบ้านรอบวงก็มีอยู่ด้วย ถ้าคุณไม่เขียนมาเล่าผมไม่รู้นะเนี่ย หิ หิ เอาเหอะ มันผ่านไปแล้ว ช่างมันเถอะ มาตอบคำถามของคุณดีกว่า

     ประเด็นที่ 1. เมื่อคุณมีความทุกข์ วิธีแก้ไขคือต้องแก้ที่ใจของคุณ เพราะความทุกข์ทุกเรื่องในชีวิตของคนเรา มันเกิดที่ใจของเรา แม้ความทุกข์จากการป่วยไข้ซึ่งเป็นกับร่างกาย แต่ความเจ็บปวด (pain) บนร่างกายจากโรคนั้นมันไม่กระไรหรอก ความทุกข์จากการคิดต่อยอดบนความเจ็บปวดนั้น (suffering) ต่างหาก มันเป็นอะไรที่สาหัสกว่ามาก ยิ่งเรื่องนอกตัวอย่างธุรกิจหรือความสัมพันธ์กับคนอื่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ดังนั้นเมื่อคุณมีความทุกข์ คุณต้องมาตั้งต้นที่ใจของคุณเสมอ อย่าไปตั้งต้นที่คนอื่นหรือที่เหตุการณ์ภายนอก ให้แก้ไขที่ใจของคุณ อย่าไปมุ่งแก้ไขที่สถานะการณ์ภายนอก

     ประเด็นที่ 2. ทุกข์จากความโกรธ จะหมดไปทันทีหากคุณยอมรับ ความโกรธคือการไม่ยอมรับสิ่งที่คุกคามความปลอดภัยต่อตัวตนของคุณ แต่ถ้าคุณมองให้เห็นความจริงว่าสิ่งต่างๆในชีวิตนี้นอกจากความคิดของคุณแล้ว อย่างอื่นคุณควบคุมมันไม่ได้หรอก มันอยู่นอกอำนาจการควบคุมของคุณ ให้คิดอย่างนี้ก่อน แล้วการยอมรับจะค่อยๆเกิดขึ้น และความโกรธจะค่อยเย็นลง

    ประเด็นที่ 3. การยอมรับเริ่มที่ระดับความคิด  หากมองในระดับความคิด การคิดยอมรับมันสรุปได้ด้วยคำสำคัญสี่คำ คือ ขอบคุณ ขอโทษ ให้อภัย เมตตา  ในชั้นนี้เป็นการเล่นกับความคิด ซึ่งเล่นไม่ยากดอก เพราะความคิดของเรานี้มันเกิดและก็ดับตลอดเวลา ของเก่ามันดับไปแล้วของใหม่เราจะจงใจคิดอย่างไรก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องไปล็อคมันไว้กับความคิดเก่า ให้คุณจงใจคิดดังนี้

     ขอบคุณ เพื่อนที่แสนเลวของคุณ ที่ทำให้คุณมองเห็นความโกรธของคุณ และทำให้คุณมองเห็นว่าคุณกำลังตกเป็นทาสความย้ำคิดซ้ำซาก เพราะถ้าคุณมองไม่เห็นตรงนี้ คุณก็จะจมอยู่ในความโกรธไปตลอดชีวิตอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ขอบคุณอีกเรื่องหนึ่งที่เขาไปฟ้องเจ้าหน้าที่มาเล่นงานคุณ เป็นการเตือนคุณว่าอย่าทำอะไรที่ผิดกฎหมายเพราะอาจถูกเล่นงานได้ทุกเมื่อ ขอบคุณที่เขาช่วยเตือนให้คุณเป็นพลเมืองดี นอกจากนี้ตั้งแต่คบหากันมาก็มีหลายครั้งที่เขาดีกับคุณ คุณขอบคุณเขาอย่างจริงใจในเรื่องเหล่านั้นด้วย

     ขอโทษ เพื่อนที่แสนเลวของคุณ คงมีสักครั้งที่ระหว่างคบหากันมาแล้วคุณไปเหยียบตาปลาอะไรเขาเข้าทำให้เขาเป็นทุกข์โดยคุณไม่ได้ตั้งใจ คุณคิดขอโทษเขา ขอขมาเขาอย่างจริงใจ และพบหน้ากันก็เอ่ยปากขอโทษเขาอย่างจริงใจด้วยก็ยิ่งดี เวลานั่งสมาธิก็คิดขอโทษเขาในสมาธิ

      ให้อภัย แก่เพื่อนที่แสนเลวของคุณ ความเลวทั้งหลายที่เขาประเคนให้คุณคุณไม่ถือสา คุณยกโทษให้ คุณให้อภัย เพราะคุณกำลังฝึกวางความโกรธอยู่พอดี ยิ่งใครเลวกับคุณ คุณยิ่งรีบให้อภัย

     เมตตา แก่เพื่อนที่แสนเลวของคุณ เพราะแม้แต่นกหรือปลาหรือเต่าที่คุณไม่รู้จักมักจี่คุณยังซื้อไปปล่อยวัดได้เลย นี่เพื่อนเก่ากันแท้ๆ แม้เขาจะมีดีบ้างเลวบ้างคุณก็ย่อมจะเมตตาต่อเขาได้โดยไม่ต้องลำบากใจอะไรเลย

     ความคิด ขอบคุณ ขอโทษ ให้อภัย เมตตา จะเป็นการเปิดประตูให้คุณวางความคิดทั้งหมดทั้งบวกและลบลงได้สำเร็จอย่างน้อยก็ชั่วคราว อันจะเป็นการเปิดประตูไปสู่ความรู้ตัว ซึ่งเป็นที่ที่คุณจะแก้ปัญหาของคุณได้อย่างแท้จริง

     ประเด็นที่ 4. การยอมรับที่แท้จริงและถาวรเกิดที่ระดับความรู้ตัว การยอมรับที่ระดับความคิดเป็นแค่การยอมรับชั่วคราวเพื่อให้คุณวางความคิดโดยเฉพาะความโกรธที่กำลังครอบงำคุณอยู่ลงได้มากพอที่จะถอยกลับไปสู่ความรู้ตัวสำเร็จ แต่การยอมรับสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่อย่างแท้จริงเกิดที่ระดับความรู้ตัวเท่านั้น คือเมื่อคุณวางความคิดไปอยู่ในความรู้ตัวได้แล้ว ไม่มีความคิดใดๆเป็นคำพูดในหัวเหลืออยู่แม้แต่คำเดียวแล้ว มีแต่ความว่าง และความตื่นและความสามารถรับรู้แบบสบายๆอยู่

     ที่ตรงนั้นชีวิตในสำนึกว่าเป็นบุคคลเป็นเพียงละคร เป็นละครที่ตัวคุณในฐานะที่เป็นบุคคลเล่นอยู่บนเวที โดยมีตัวคุณในอีกฐานะหนึ่งคือในฐานะที่เป็นความรู้ตัวเป็นผู้นั่งดู ทุกสิ่งทุกอย่างบนเวทีละครล้วนเป็นเรื่องสมมุติ ไม่ว่าจะเป็นคอนเซ็พท์เรื่องการคดโกงหรือความซื่อสัตย์ อะไรถูกกฎหมายอะไรผิดกฎหมาย นี่ดีนั่นเลว นี่เป็นตัวฉัน นั่นเป็นตัวเขา นี่เป็นความรักเพื่อน นั่นเป็นการทรยศเพื่อน การได้เงินหรือเสียเงิน ทั้งหมดเป็นเรื่องสมมุติที่ใช้การได้แต่ในละครเท่านั้น เมื่อคุณถอยลึกมาอยู่ที่ความรู้ตัวคอนเซ็พท์เหล่านี้ไม่มีแล้ว ที่ความรู้ตัวทุกชีวิตในจักรวาลนี้ล้วนหล่อหลอมมาจากเบ้าเดียวกันและท้ายที่สุดก็จะกลับไปสู่เบ้าเดียวกัน คุณนั่งดูละครด้วยความเข้าใจภาพรวมของลีลาชีวิตของแต่ละชีวิต คุณอาจจะขำหรือเข้าใจหรือเห็นใจตัวตนของคุณในฐานะที่เป็นบุคคลว่าบางจังหวะก็ถูกปั่นหัวให้ร้อนรุ่มทุรนทุรายด้วยความไม่รู้เท่าทันความจริงของชีวิต แต่ขณะนั่งในที่นั่งคนดูคุณมองภาพใหญ่ออกว่ามันเป็นแค่ลูกเล่นให้ละครมีรสชาติไม่น่าเบื่อสำหรับคนดู มองจากที่นั่งของคนดูนี้คุณยอมรับการเดินเรื่องของผู้กำกับทุกบททุกตอนอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง เพราะคุณตั้งใจมาดูละครไม่ได้ตั้งใจมาเถียงกับผู้กำกับ นั่นก็คือการยอมรับที่แท้จริงเกิดที่ระดับความรู้ตัว คุณต้องถอยลึกลงไปถึงระดับนี้ คุณจึงจะพ้นทุกข์จากการไม่ยอมรับที่เกาะกินคุณอยู่ขณะนี้ได้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์