26 ธันวาคม 2562

Merry Christmas & Happy New Year 2020

     ช่วงนี้ไปทางไหนทุกวงสนทนาก็มีแต่คนคุยกันเรื่องเดือดร้อนที่รัฐบาลจะเก็บภาษีบ้านที่มีเกินหนึ่งหลังบ้าง ที่ดินที่ปล่อยให้รกร้างบ้าง แต่มีเพื่อนอยู่คนหนึ่งไม่เคยแสดงความทุกข์ร้อนเรื่องนี้เลย ใครพูดเรื่องนี้ว่าน่ากลัวอย่างไรเขาก็ได้แต่อมยิ้ม เมื่อเพื่อนๆรุมถามว่าทำไมเขาไม่ขวานขวายเตรียมตัวหาทางออกไว้บ้าง เขาไม่ตอบตรงๆ แต่เล่าเรื่องโจ๊กเจ้าทุกข์รายหนึ่งไปร้องเรียนตำรวจเรื่องโจรจี้เอานาฬิกาเรือนทองไปกลางวันแสกๆว่า เจ้าทุกข์คนหนึ่งหน้าตื่นไปร้องตำรวจที่โรงพัก 

     "ผมถูกคนร้ายเอาปืนจี้เอานาฬิกาเรือนทองไปตะกี้นี้เยื้องหน้าโรงพักนี่เองครับ" 

     ตำรวจถามว่า

     "แล้วทำไมคุณไม่ร้องขอความช่วยเหลือละ" เจ้าทุกข์ตอบว่า

     "ผมไม่กล้าร้อง"

    ตำรวจถามว่า "ทำไมละ" เจ้าทุกข์ตอบว่า

     "ในปากผมยังมีฟันทองอีกสองซี่"

    (ฮะ ฮะ ฮ่า.. แคว่ก แคว่ก แคว่ก.. ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น)

     เรื่องนี้ทำให้ผมคิดถึงเรื่องจริงอีกเรื่องหนึ่ง สมัยที่ผมยังเป็นเด็กจำความได้แล้ว อยู่บ้านนอกที่ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีรถยนต์ มีแต่เกวียนเทียมวัว ผู้คนสมัยนั้นไม่ได้มีทรัพย์สมบัติอะไรมาก คุณตาของผมมีสมบัติล้ำค่าเป็นยาอมฮอลล์หนึ่งกระป๋องเป็นปี๊บเล็กๆขนาดราวสามสี่ลิตรซึ่งท่านหวงมาก ส่วนสมบัติของคุณยายก็คือถุงพลาสติกเก่าสองสามใบซึ่งท่านล้างเก็บไว้ใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีกเพราะสมัยนั้นถุงพลาสติกเพิ่มเริ่มมีและถือกันว่าเป็นถุงวิเศษ ในสมัยที่ผมเป็นเด็กนั้นเหตุการ์ณสมัยสงครามโลกครั้งที่สองยังกรุ่นอยู่ในความทรงจำอันโหดร้ายของคนรุ่นพ่อแม่และปู่ย่าตายายทุกคน วันหนึ่งไม่ทราบว่าหน่วยงานไหน ไทยหรือฝรั่งก็ไม่รู้ ได้ทำปฏิบัติการค้นหาทางอากาศครั้งใหญ่ ค้นหาอะไรก็ไม่รู้ เอาเครื่องบิน บินต่ำๆเรียงแถวกันมาเป็นสิบๆลำ เสียงดังลั่นและจุดพลุจนท้องฟ้าตอนกลางคืนสว่างโร่เป็นกลางวัน วัวควายในคอกแตกตื่นกันโกลาหล ไก่และนกการ้องบินออกจากรัง ผู้คนในหมู่บ้านแตกตื่นวิ่งกันจ้าละหวั่นคิดว่าสงครามโลกกลับมาล่อกันอีกแล้ว บ้างเอาสมบัติมีค่าที่ตัวเองพอจะมีโยนลงบ่อน้ำเพื่อซ่อนจากศัตรูผู้รุกราน สมบัติมีค่านั้นรวมถึงฟูกนอนเก่าๆด้วย หิ หิ น่ารักแมะ โยนฟูกลงบ่อน้ำ ส่วนคุณตาของผมนั้นเรียกเด็กๆหลานๆมาตั้งวงแล้วท่านก็เอายาอมฮอลของรักของหวงออกมาแจก และว่า

     "เอ้า..กิน สูกิน วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วที่สูจะได้กิน"

       วันรุ่งขึ้นทั้งหมู่บ้านต่างก็โจ๊กกันสนุกสนานถึงการที่แต่ละคนจัดการกับสบบัติสุดรักของตัวเองอย่างไร ผมนั้นนึกขอบคุณเครื่องบินที่ทำให้ผมได้กินยาอมฮอลล์โดยที่ไม่ต้องทำความดีเหนื่อยยากอะไรแลกเลย ผมนึกชอบ "วันสุดท้าย" ตั้งแต่นั้นมา มีความรู้สึกว่ามันจะนำมาซึ่งสิ่งดีๆเสมอ

     เล่าเรื่องจริงต่ออีกเรื่องหนึ่งนะ เป็นเรื่องของผู้ชายตัวเป็นๆคนหนึ่ง เขาเป็นนักธุรกิจเจ้าของบริษัทที่ประสบความสำเร็จพอสมควร แต่ว่าประสบปัญหาชีวิตส่วนตัวจนถึงจุดที่มีความคิดว่าจะฆ่าตัวตาย เขาเขียนพินัยกรรมมอบทรัพย์ทั้งหมดที่เขามีให้คนที่เขารักโดยไม่สนใจว่าคนคนนั้นจะรักเขาหรือไม่ก็ตาม แล้วก็ประชุมลูกน้องเปลี่ยนนโยบายการทำงานว่า

     "ให้ทำทุกอย่างให้จบสิ้นกระบวนความ เอกสารทุกชิ้น ให้เสร็จภายในเวลาไม่เกินหนึ่งเดือน ทีละเดือน เดือนต่อเดือน  เพราะผมอาจจะตายจากพวกคุณไปในเดือนไหนก็ได้ พวกคุณจะได้ไม่มีภาระต้องสะสางมาก เมื่อผมตายแล้วพวกคุณใครอยากทำต่อก็ทำมันต่อไป ใครไม่อยากทำก็จะได้กลับบ้านใครบ้านมันได้โดยไม่ต้องห่วงว่ามีเรื่องค้างคาอยู่"

     ด้วยนโยบายอย่างนี้เขาพบว่าเอกสารของลูกค้าที่เคยคั่งค้างจนลูกค้าเขาทวงแล้วทวงอีกจวนเจียนจะข้ามปีถูกปั่นให้จบหมดแบบเดือนต่อเดือน งานการในบริษัทกลายเป็นลื่นไหลและง่ายขึ้นมาก จากการที่ต้องนั่งปั่นกันดึกดื่นก็เสร็จก่อนค่ำ การได้ยกทรัพย์สมบัติให้คนที่ตนเองรักทำให้เขามีความโล่งใจเลิกสงสัยในตัวเอง เมื่อโล่งใจความคิดบวกก็ค่อยๆไหลเข้ามาไล่ที่ความคิดลบ เขามองเห็นว่าถ้าเขามีชีวิตอยู่ยังจะเป็นประโยชน์ต่อตรงนั้นตรงนี้ต่อคนนั้นคนนี้ เขาค่อยๆฟื้นขึ้นจากความคิดจะฆ่าตัวตายโดยไม่รู้ตัว แต่เขาก็ยังขอบคุณความคิดที่จะฆ่าตัวตายตอนนั้นอยู่

      เมื่อสองสามสัปดาห์ก่อนผมทำแค้มป์มะเร็ง ได้เชิญแขกท่านหนึ่งซึ่งป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแต่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีความเบิกบาน และมีคุณค่าต่อคนอื่น มาพูดให้สมาชิกแค้มป์ฟัง ท่านเล่าว่าทั้งตัวท่านเอง และทั้งคนป่วยมะเร็งอีกหลายท่านที่ท่านคลุกคลีด้วย มีความคิดตรงกันอย่างหนึ่งคือขอบคุณมะเร็ง เพราะมะเร็งทำให้ตระหนักว่าวันสุดท้ายจะมาเมื่อไหร่ก็ได้และออกจะใกล้เต็มที เหมือนคนเราที่ทำวีซ่าไปเที่ยวเมืองนอก เมื่อวีซ่าเหลือไม่กี่วันก็ต้องขวานขวายเที่ยวให้สนุกเพลิดเพลิน มีเรื่องอะไรทะเลาะกันอันจะทำให้หงุดหงิดก็จะรีบให้อภัยกันซะจะได้รีบไปเที่ยวต่อกันให้สนุก ทำให้ชีวิตขณะไปท่องเที่ยวที่เมืองนอกเป็นชีวิตที่เบิกบานกว่าเมื่ออยู่ที่บ้าน การเป็นมะเร็งก็เช่นกัน การตระหนักว่าเวลาเหลือน้อยทำให้ขวานขวายทำแต่สิ่งที่ควรจะทำจริงๆเพื่อให้ชีวิตที่ยังมีอยู่วันนี้ให้เบิกบาน เนื่องจากการใช้ชีวิตนั้นเขาใช้กันที่วันนี้ เธอบอกว่าเธอได้เริ่มใช้ชีวิตจริงๆ เมื่อเริ่มเป็นมะเร็งนี่เอง

     วันส่งท้ายปีเก่าเป็นตัวแทนของวันสุดท้าย มันเป็นวันที่นำสิ่งดีๆมาสู่ชีวิตเสมอ ผมถือโอกาสนี้ เมอรรี่คริสต์มาสและส่งท้ายปีเก่า 2019 กับแฟนบล็อกทุกท่าน และจะถือโอกาสบอกกล่าวว่าผมจะหยุดเขียนบล็อกจากวันนี้ไปนานประมาณสามสัปดาห์ เพราะจะหยุดงานยาวในเทศกาลปีใหม่ เพื่อขับรถพาครอบครัวขึ้นเหนือไปเยี่ยมคุณแม่ซึ่งแก่มากแล้ว โดยไปแบบหวานเย็นเลียบไปตามชนบทไทยแบบค่ำไหนนอนนั่น ใช้เวลาไปกลับราวยี่สิบวัน กว่าจะกลับมาอีกทีก็กลางเดือนมค.โน่น และขอโอกาสนี้ขออำไพที่จำเป็นต้องโละจดหมายค้างคาอยู่นับร้อยฉบับที่ไม่มีปัญญาตอบให้ได้ทันเพื่อจะได้ไปเริ่มกันใหม่ในปีใหม่แบบซิงๆ หวังว่าท่านผู้อ่านที่เขียนมาแล้วไม่ได้คำตอบคงให้อภัย เพราะไหนๆมันก็เป็น..วันสุดท้ายแล้ว

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

     

24 ธันวาคม 2562

ครูเขาเคี่ยวเข็นให้ลูกคุณออกกำลังกายนั้นนะดีแล้ว

คุณหมอสันต์คะ
หนูเพิ่งทะเลาะกับสามีเรื่องจะให้ลูกสาว (9 ขวบ) ไปเข้าแค้มป์คุณหมอสันต์ สามีไม่ยอม อ้างว่าลูกอายุน้อยเกินไป หากการดูแลไม่ทั่วถึงลูกจะได้รับอันตราย กว่าจะทะเลาะกันจบ ตกลงกันได้ หนูโทรศัพท์ไปสมัคร เจ้าหน้าที่ของคุณหมอบอกว่าเต็มแล้ว แหม มันน่า..มั๊ยคะเนี่ย หนูมีเรื่องกันในประเด็นนี้ประจำ แฟนเขาบ้าเรื่องความปลอดภัย ครูจะพาลูกออกนอกสถานที่เขาไม่เคยอนุญาต ลูกสาวก็ดูเหมือนจะชอบสไตล์ของคุณพ่อ พอลูกสาวมาบ่นให้พ่อฟังว่ากำลังนั่งเรียนๆกันอยู่ดีๆครูก็สั่งให้ทั้งชั้นลงมาวิ่งรอบสนามสามรอบแล้วขึ้นไปนั่งเรียนใหม่ ผู้เป็นพ่อฟังแล้วก็เดือดดาลตามลูกสาวบอกว่าพรุ่งนี้จะไปพูดกับครู หนูต้องห้ามไว้ เนื้อย เหนื่อย คะ คุณหมอ ลูกคนเดียวนะเนี่ย เขาเป็นวิศวกร เรียนหนังสือเก่ง และอยากให้ลูกเป็นแบบเขา คือจะให้เรียนเก่งๆ อย่างอื่นไม่สน จะปั้น ปั้น ปั้น ไปโอลิมปิก ไปโน่น ไปนี่
หนูจะทำไงดีคะ

......................................................

ตอบครับ

      สรุปว่าคุณจะถามอะไรผมเนี่ย หากผมสรุปจดหมายของคุณไม่ผิด คุณจะถามว่าถ้าผมเป็นภรรยา ผมจะทำยังไงกับสามีที่พูดกันไม่รู้เรื่องดี ใช่ไหม หิ..หิ ตอบว่า นี่มันไม่ใช่กงการอะไรของหมอสันต์นะครับ ตอนคุณหาสามีคุณก็หาของคุณเองนะ ผมไม่เกี่ยว

      ผมจะช่วยคุณยังไงดีนี่ เอางี้ สามีคุณเขาเป็นคนบ้าคะแนนเรียนใช่ไหม คุณเอางานวิจัยนี้ให้เขาดูก็แล้วกัน งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสารกุมารเวชศาสตร์ (Pediatrics) เป็นงานวิจัยแบบเมตาอานาไลซีสโดยรวมงานวิจัยชนิดแทรกแซงที่แบ่งเด็กออกเป็นสองกลุ่ม คือ (1) กลุ่มไม่ได้ออกกำลังกายเพิ่มในเวลาเรียนปกติ กับ (2) กลุ่มที่ให้เวลาออกกำลังกายและมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวในเวลาเรียนปกติเพิ่มขึ้น (เช่นลุกขึ้นมาเต้นซุมบ้าขณะกลางชั่วโมงเรียน) ทั้งหมดจำนวน 26 งานวิจัย ครอบคลุมเด็กอายุ 4-13 ปี จำนวน 10,205 คน โดยใช้ความสำเร็จทางวิชาการในวิชาภาษา คณิตศาสตร์ และพฤติกรรมตั้งใจเรียน (on-task behavior) เป็นตัวชี้วัด ผลวิจัยพบว่ากลุ่มที่ให้มีกิจกรรมออกกำลังกายเพิ่มในเวลาเรียนปกติ มีความสำเร็จในการเรียน คือทำคะแนนภาษาและคณิตศาสตร์ ได้ดีกว่า และมีพฤติกรรมตั้งใจเรียนสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ออกกำลังกายเพิ่มในเวลาเรียนปกติอย่างมีนัยสำคัญ

     ดังนั้น คุณก็บอกแฟนคุณว่าจากงานวิจัยนี้ครูเขาเป็นคนทันสมัย ครูเขาเคี่ยวเข็นให้ลูกคุณออกกำลังกายนั้นนะดีแล้ว เขาอยากให้ลูกของคุณเรียนเก่งขึ้น ได้คะแนนดีขึ้นนะ แทนที่จะไปล้งเล้งครู ควรจะโทรศัพท์ไปขอบคุณครูเขาถึงจะถูกเรื่อง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม
1. Celia Álvarez-Bueno, Caterina Pesce, Iván Cavero-Redondo, Mairena Sánchez-López, Miriam Garrido-Miguel and Vicente Martínez-Vizcaíno. Academic Achievement and Physical Activity: A Meta-analysis. Pediatrics 2017:140 (6) e20171498; DOI: https://doi.org/10.1542/peds.2017-1498

22 ธันวาคม 2562

แค่ให้ลูกเป็นคนที่เบิกบานและไวต่อเวทนา (Joyful and Sensible)

     เมื่อวานนี้ผมคุยกับสมาชิก SR ท่านหนึ่งซึ่งเป็นคุณแม่ โดยคุยกันในเรื่องการเลี้ยงลูก เนื้อหาสาระที่คุยกันอาจมีประโยชน์กับผู้อ่านที่มีลูก จึงเอามาเล่าไว้ตรงนี้

หมอสันต์

คุณมีความกังวลอะไรเกี่ยวกับเขาบ้าง

คุณแม่

     หนูก็กังวลเรื่องว่าจะให้เขามีอนาคตอย่างไร มีอาชีพอะไรดี เพราะสมัยคนรุ่นเขา อย่างเป็นหมอก็คงไม่ได้เพราะเพราะรู้อยู่แล้วว่าอาชีพอย่างเช่นเป็นหมอก็ตาม ในอนาคตก็คงจะถูกแทนที่ด้วย AI (หุ่นยนต์) หมด

หมอสันต์

     คุณไม่ต้องไปเดือดร้อนกับการที่ AI จะครองโลกดอก AI ครองโลกแล้วจะเป็นอะไรไป ดีเสียอีกที่ผู้คนจะได้มีความทุกข์น้อยลง หนึ่ง ก็จากการที่ไม่ต้องไปทำงาน เพราะการทำงานไม่ใช่หรือที่ทำให้เราต้องเป็นทุกข์เป็นร้อนปากกัดตีนถืบอย่างทุกวันนี้ โลกทุกวันนี้คนเรามีความมั่นคงในทางกายภาพมากพอจนไม่ต้องเสียชีวิตทั้งชีวิตไปกับการต่อสู้เพื่อความมั่นคงและปลอดภัย (surviving) อีกต่อไปแล้ว สอง ก็จากการที่ความคิดของคนจะมาเหมือนกันไปหมดเพราะมันเป็นความคิดของหุ่นยนต์ คนก็จะได้ไม่ต้องทะเลาะกันเพราะชุดของความคิดที่บ่งชี้ความเป็นตัวตนของแต่ละคนขัดกัน ความจริงทุกวันนี้หุ่นยนต์กระจอกอย่างกูเกิ้ลก็ทำให้ความคิดของผู้คนทั้งโลกมาเหมือนกันเสียส่วนหนึ่งแล้ว ถ้า AI ตัวจริงมาความคิดของคนก็จะเหมือนกันหมดเพราะทุกความคิดล้วนได้มาจาก AI ปัญหาที่จะมาทุกข์เพราะความคิดยึดถือในอัตตาตัวเองแบบงี่เง่าก็จะหายไปโดยอัตโนมัติ สรุปว่าคุณไม่ต้องไปเดือดร้อนกังวลกับ AI

คุณแม่

     คือหนูคิดว่าจะให้ลูกไปเรียนที่ไหนดี ที่จะให้เขาพัฒนาไปทำอะไรที่มีคุณค่าผ่าน digital ได้ ยกตัวอย่างเช่นอย่างมาร์ค ซักเกอร์เบอร์ก เป็นต้น หรืออย่างการทำบริษัทยูนิคอร์น (บริษัทใหม่ที่เข้าตลาดแล้วหุ้นกระฉูด) อย่างเด็กอินโดนีเซียเขาทำได้นะ แต่ระบบของไทยไม่มีทางสร้างเด็กอย่างนั้นได้ หนูกับแฟนไปดูว่าจะส่งเขาไปเรียนสิงค์โปร์ดีไหม เพราะสิงค์โปร์โตมาได้อย่างรวดเร็วในชั่ว generation เดียว เขาทำได้อย่างไร เพราะเขามีระบบการศึกษาที่เอื้อให้เกิดสิ่งอย่างนี้ได้

หมอสันต์

     การให้การศึกษาเด็ก เรื่องจะส่งไปเรียนที่ไหนไม่สำคัญ สำคัญที่คุณตั้งลำให้ถูกก่อนว่าคุณอยากให้เขาเติบโตขึ้นมาเป็นคนอย่างไรก่อน เรื่องอื่นไม่สำคัญ แต่สำคัญเขาต้องเติบโตขึ้นมาแบบเป็นคนที่ joyful และ sensible

คุณแม่

     Joyful หนูเข้าใจนะคะ คือให้เขาเป็นคนที่เบิกบานมีความสุข ส่วน sensible หนูยังไม่เข้าใจ อาจารย์หมายความว่าให้เขาเป็นคนเซ็นซิทีฟต่อเรื่องต่างๆหรือเปล่า

หมอสันต์

     ไม่ใช่อย่างนั้นครับ นี่เป็นข้อจำกัดของภาษานะ ที่ผมเลือกคำว่า sensible ถ้าในสามัญสำนึกทั่วไปคำนี้หมายถึงการเป็นคนหนักแน่น (firm) รอบรู้ (informed) มีความยับยั้งชั่งใจไม่บ้าทะลุ (sober) มีเหตุมีผล (reasonable) ประมาณนั้น

     ผมหาคำในภาษาไทยไม่ได้ ถ้าจะให้ผมใช้คำภาษาไทยก็ขอใช้ไทยปนบาลีก็แล้วกันนะ คำว่า sensible ผมใช้คำว่าเป็นคนที่ "ไวต่อเวทนา" ก็แล้วกัน คำว่าเวทนานี้เป็นคำในภาษาบาลีแปลว่า feeling ซึ่งหมายถึงทั้งความรู้สึกที่เกิดขึ้นเป็นอาการบนร่างกายและความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจ แต่ไม่เกี่ยวกับความคิดต่อยอดบนความรู้สึกนะ ความคิดต่อยอดบนความรู้สึกหรือ thought นั้นเป็นอีกส่วนหนึ่ง thought นั้นตรงกับคำว่า "สังขาร" ในภาษาบาลี ไม่เกี่ยวกับเวทนา

     ทำไมต้องเป็นคนไวต่อเวทนา (feeling) ก็เพราะคนเราเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วมีความทุกข์ ความทุกข์นั้นล้วนมาจากความคิดของตัวเอง แล้วความคิดเหล่านั้นมันมาจากไหน ความคิดเหล่านั้นล้วนเกิดขึ้นต่อยอดบนความรู้สึกหรือบนเวทนา(feeling)นะ กลไกการเกิดความคิดก็คือมีสิ่งเร้าเข้ามากระตุ้นอายตนะแล้วถูกแปลงเป็นภาษาในใจด้วยความเร็วแบบสายฟ้าแลบ แล้วสิ่งเร้าที่ได้รับการตีความเป็นภาษาแล้วนั้นตกกระทบกายและใจเกิดเป็นความรู้สึกหรือเวทนา(feeling)ขึ้นบนร่างกายและในใจ เมื่อมีความรู้สึก เช่นชอบหรือไม่ชอบแล้ว ความคิดจึงเกิดขึ้นต่อยอดหลังจากนั้น ซึ่งมักเป็นความคิดที่เกิดขึ้นผ่านกลไกสนองตอบแบบอัตโนมัติโดยไม่ได้ทันชั่งใจ และเกือบจะร้อยทั้งร้อยเป็นความคิดที่จะนำไปสู่การเป็นทุกข์

     ประเด็นสำคัญก็คือเมื่อเป็นคนไวต่อเวทนา(feeling) รู้ว่าเวทนาเกิดขึ้น เฝ้าสังเกตเวทนาอยู่ ความคิดที่จะมาต่อยอดบนเวทนาจะไม่เกิด นี่ ประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงนี้ การไวต่อเวทนามันทำให้สามารถตัดตอนความคิดงี่เง่าไม่ให้เกิดได้ แล้วเวทนาที่เกิดขึ้นนี้ สังเกตไปเถอะ ร้อยทั้งร้อยมันมาแล้วมันก็ไป มันจบแค่นั้น

     การจะมีคุณสมบัติข้างต้นไม่ว่าการเป็นคนหนักแน่น รอบรู้ มีความยับยั้งชั่งใจไม่บ้าทะลุ มีเหตุมีผล มันต้องสามารถตัดตอนความคิดงี่เง่าไม่ให้เกิดหรือเกิดแล้วไม่ให้ลามไปได้ การตัดตอนมันทำได้ง่ายที่สุดในขั้นการเกิดเวทนา(feeling) เมื่อเวทนาเกิดแล้วรู้ทันที ทุกอย่างจบที่นั่น การเป็นคนไวต่อเวทนาจึงสำคัญอย่างนี้

คุณแม่

     หนูอ่านเรื่องที่อาจารย์จะทำแค้มป์ทักษะชีวิตสำหรับเด็ก ไม่เห็นอาจารย์พูดถึงเรื่อง sensible นี้เลย

นพ.สันต์

      ทักษะชีวิตทั้งสิบอย่างที่องค์การอนาม้ยโลกแนะนำว่าทุกคนควรมีนั้น ไม่ว่าจะเป็น การรับมือกับอารมณ์ของตัวเอง การรับมือกับความเครียด การสื่อสาร การปฏิสัมพันธ์ การคิดวินิจฉัย การตัดสินใจ การแก้ปัญหา การคิดสร้างสรรค์ การเข้าใจเห็นใจผู้อื่น การรู้ตัว ทั้งหมดนั้นจะทำได้ก็ต่อเมื่อสามารถตั้งหลักชั่งใจประเมินสิ่งเร้าที่เข้ามาให้ได้ก่อน ซึ่งนั่นก็คือต้องจับเวทนา(feeling)ให้ได้ ต้องไวต่อเวทนา ตรงนี้เป็นทั้งหมดของทุกๆทักษะชีวิต

คุณแม่

     แล้วทำอย่างไรลูกจึงจะเป็นคน joyful and sensible ละคะ

นพ. สันต์

     การเป็นคน joyful หรือการมีพลังบวกในชีวิตมันเป็นธรรมชาติของคนที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด งานวิจัยพบว่าเด็กอายุก่อนครบขวบปีแรกหัวเราะวันละ 400 ครั้ง แล้วก็ค่อยๆลดลงจนเหลือ 17.5 ครั้งเมื่อเป็นผู้ใหญ่ เพราะระบบการฝึกสอนคนของสังคมและโรงเรียนจะยับยั้งหรือไม่โปรโมทความเบิกบาน เมื่อเด็กหัวเราะดังเรามักจะดุให้เงียบ ในทางตรงกันข้ามเรากลับไปโปรโมทความคิดลบให้เกิดขึ้นในใจเด็ก เช่นเมื่อเด็กดราม่าแผดร้องไม่พอใจที่อัตตาของเขาถูกคุกคาม เราเข้าไปโอ๋ เด็กจึงเติบโตขึ้นมาโดยไม่มีความชำนาญในการใช้ความเบิกบานหรือพลังชีวิตเป็นเครื่องมือ แต่กลับไปชำนาญในการใช้ความคิดหรือการเล่นดราม่าเป็นเครื่องมือในการใช้ชีวิต ดังนั้นคุณต้องเปลี่ยนวิธีเลี้ยงดูเขาแบบหน้ามือเป็นหลังมือ คือเมื่อเขาเบิกบานคุณต้องแสดงให้เขาเห็นว่าเขามีแรงดึงดูดคุณเข้าไปหาเขา ไปเบิกบานร่วมกับเขา เมื่อเขาออกงิ้วโกรธหรือทำท่าน้อยใจซึมเศร้า แสดงท่าเป็นทุกข์ คุณต้องถอยห่างให้เขาเห็นว่าเขากำลังขับไล่คุณออกไปจากเขา คุณต้องปล่อยให้เขาทุกข์อยู่คนเดียว เขาจึงจะได้เรียนรู้ว่าการเล่นดราม่าไม่ใช่วิธีใช้ชีวิต เพราะถ้าเขาเข้าใจผิดว่าการเล่นดราม่าเป็นวิธีใช้ชีวิต มันก็เหมือนการหัดตัวเองให้เป็นคนบ้า หัดไปหัดมา ในที่สุดก็จะบ้าจริงๆ คือถูกความคิดและอารมณ์ครอบจนกู่ไม่กลับ

คุณแม่

     แล้วในแง่การจะให้เขาเป็นคน sensible ละคะ

นพ.สันต์

     ระบบการศึกษาที่เราให้กับเด็กในโรงเรียนเป็นระบบทำลายความเป็นคน sensible ของเด็ก คือเราสอนให้เด็กจดจำความคิดอ่าน (intellect) หรือขี้ปากผู้ใหญ่โดยยกย่องว่านี่เรียกว่าความรู้ แต่แท้จริงมันเป็นแค่สิ่งที่จำกัดอยู่ในกรอบที่อายตนะรับรู้ได้เท่านั้นทั้งๆที่ชีวิตหรือ existence นี้มันยังมีสิ่งที่กว้างไกลออกไปจากที่อายตนะรับรู้ได้อีกมาก แล้วเด็กก็รีไซเคิ้ลความคิดและคอนเซ็พท์เก่าๆที่ถูกยัดเยียดใส่หัวนั้นซ้ำซากในการเรียนชั้นสูงขึ้นไปและในการทำงานอาชีพ หรือแม้กระทั่งหลังการแต่งงานมีครอบครัว เขาจึงมีชีวิตอยู่อย่างหมักเม่า คือชีวิตที่จมอยู่กับความคิดเก่าๆบูดๆที่ถูกยัดเยียดมาจากโรงเรียนและสังคม เด็กจึงมองชีวิตว่าเป็นบทละครตายตัวที่น่าเบื่อหน่าย ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากชีวิตในโลกของความคิดเป็นชีวิตในโลกของตัวตนอัตตา เขาจึงมองชีวิตว่าแยกส่วนออกมาจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเขาและแยกตัวออกมาจากชีวิตอื่น เขาจะมีชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวงในความปลอดภัยของตัวเอง เครียด และไม่มีความเข้าใจเห็นอกเห็นใจชีวิตอื่น

     การจะทำให้เด็กเป็นคน sensible

    ประการที่ 1. คุณจะต้องเปิดให้เขาได้มีชีวิตอยู่กับความสด ความท้าทาย ไม่จืดชืด ของสิ่งเร้าจากธรรมชาติรอบตัวที่เข้ามา ณ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ให้เขาได้เห็นธรรมชาตินอกตัวจากมุมมองของเขาเอง ให้เขาได้ sense ด้วยตัวเองว่าทุกช็อตที่ผ่านแต่ละอายตนะเข้ามากลายเป็น feeling หรือเวทนาขึ้นในตัวเองนั้น มันช่างมหัศจรรย์ มันช่างน่าทึ่ง ทั้งหมดนี้เป็นการสอนโดยไม่ต้องใช้ภาษา อาศัยการ sensing เวทนาล้วนๆ โดยอาศัยธรรมชาติรอบตัวเป็นสื่อการสอน

     ประการที่ 2. คุณจะต้องเปิดให้เด็กได้มีโอกาสเป็นผู้สร้างสรรค์ด้วยตัวเอง คำว่าการสร้างสรรค์ (creativity) มันเป็นผลรวมของจินตนาการ (imagination) ความบันดาลใจ (inspiration) และปัญญาญาณ (intuition) ซึ่งทั้งหมดนั้นหาไม่ได้จากขี้ปากของผู้ใหญ่ที่ยัดเยียดใส่หัวให้เด็ก แต่มันเกิดจากการที่พลังปัญญาจากภายนอกไหลเข้ามาสู่หัวของเด็กเองขณะที่ในหัวของเขาปลอดความคิดที่ผูกโยงกับความยึดถือในอัตตาตัวตนใดๆ โดยอาศัยกิจกรรมสร้างสรรค์ก็อาจเริ่มตั้งแต่สิ่งง่ายๆเช่นวาดภาพลายเส้น ระบายสี ปั้นดินเหนียว ไปจนถึงกิจกรรมสร้างสรรค์ในลักษณะเป็นโปรเจ็คเฉพาะกาลที่ยากขึ้นๆ

     ประการที่ 3. คุณจะต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้ออกไปนอกโลกส่วนตัว ไปอยู่ร่วมโลกกับคนอื่น ให้ได้เข้าถึงเมตตาธรรม โดยอาศัยกิจกรรมเข้าไปรับรู้ช่วยเหลือแบ่งปันให้คนอื่นที่ลำบากกว่าตัวเอง กิจกรรมช่วยสัตว์ ช่วยโลก เป็นต้น

      ประการที่ 4.  เนื่องจากลูกคุณโตพอสมควรแล้ว ได้รับอิทธิพลของความคิดเข้าไปมากแล้ว คุณจะต้องฝึกสอนการวางความคิดในรูปแบบสากล เช่นสอนการผ่อนคลายร่างกาย การรับรู้ความรู้สึกบนผิวกาย การสะดุ้งตัวเองให้ตื่นเสมอ การนั่งสมาธิ การดึงความสนใจออกมาจากความคิด และสอนให้เขารู้จักเปิดรับพลังงานจากภายนอกเข้ามาสร้างความมีชีวิตชีวาให้ตัวเองในรูปของการหายใจเข้าลึกๆในธรรมชาติที่สงบและสอาด

     ทั้งหมดที่ผมพูดมานี้ไม่ใช่ของใหม่ มีโรงเรียนที่เขาตั้งขึ้นมาเพื่อสอนสิ่งเหล่านี้ให้เด็กเป็นการเฉพาะก็มี ถ้าคุณไม่สะดวกที่จะส่งลูกไปเรียนโรงเรียนแบบนั้น คุณก็สอนลูกด้วยหลักการสี่ข้อข้างต้นนี้ด้วยตัวคุณเองก็ได้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

20 ธันวาคม 2562

จากจุดนี้ไป จนถึงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต

สวัสดีค่ะ คุณหมอ
หนู ... นะคะ หนูมีคำถามค่ะ  คิดไปคิดมาว่าจะถามดีหรือไม่ดี เดี๋ยวหมอคิดว่าหนูไม่วางความคิด  วางไม่ได้ค่ะ แล้วก็มันคิดไม่ออกอ่ะค่ะ   คือว่าตอนนี้หนูว่า แรงหนูมันตกลง สาเหตุเดาว่าเป็นเพราะเลือดจางเพราะไปตรวจที่ ... ค่าความเข้มขันเลือดตกจาก 50 % เป็น 35 %  แล้วหนูก็ไปตะลอนเที่ยวอีกหนึ่งอาทิตย์  คราวนี้ พอกลับมามันก็เพลีย  แต่มันไม่หายเพลียสักกะทีค่ะ ทำให้เรารู้สึกว่าไม่ปกติ เลยจิตตก แล้วก็หัวใจก็เต้นแรงแค่ขึ้นบันไดเองค่ะ  คราวนี้ เกิดโรคจิตว่าจะทำยังไง  เพราะหนูคิดว่าต้องฉีดยากระตุ้นไขกระดูก  แต่อาจารย์ ... บอกว่าให้ดูไปก่อนว่าเซลมันจะฟื้นยังไงได้บ้างค่ะ อ้อ ลืมบอกไปค่ะ สรุปว่า หนูก็ยังไม่ได้เริ่มฟอกเลือดนะคะ 

คำถาม  ถ้าหนูไม่ทำอะไร  ปล่อยไปเรื่อยๆ  มันจะมี trigger point ให้เราไปหาหมอไม๊คะ  แบบว่าช๊อค ไรงี้อ่ะค่ะ    อยากรู้ว่ามันจะสุดที่ตรงไหนค่ะ

ตอนนี้ หนูตั้งใจว่า จะไม่ไปหาหมอใดๆ เหมือนที่หมอพยายามบอกให้ทำมาตลอดค่ะ  นี่มาถึงจุดไม่อยากหาหมอละค่ะ จะดูแลเซลด้วยเม็ดองุ่นอย่างเดียวละ เพราะว่าหาหมอมะเร็งมา หนึ่งปีไม่เห็นเค้าจะทำอะไร  นี่หมอให้ไปทำ CT เดือนหน้า ก็ไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไร  ถ้าใหญ่ขึ้น ก็ไม่ได้ทำอะไร แถมเครียด  ถ้าเล็กลง ก็ไม่ทำอะไร  จะดีใจก็ไม่มากเพราะตราบใดที่เค้ายังอยู่  มันก็มีมะเร็งอยู่ดีค่ะ

ตอนนี้กำลังหาวิธี  หนูเลยกลับมากินเหล็ก  แต่ก็รู้สึกว่า เรามี ferritin สูง จากครั้งที่แล้ว  ยังไงดีล่ะนี่  เพื่อนเลยบอกว่าให้ต้มน้ำซุบปลาช่อนบวกยาจีนกินค่ะ  ความคิดมันก็ลอยไปถึงตอนเราไปซื้อปลาช่อนไปปล่อยค่ะ โรคจิตอ่อนๆเลยค่ะ คิดไปคิดมาเลยคิดว่าถามหมอดีกว่าค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ

..........................................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าโรคของคุณ ถ้าไม่ทำอะไร อะไรจะเป็นจุดจบให้ถูกพาไปหาหมอ ตอบว่ามันจะจบได้สามแบบ ขึ้นกับว่าแบบไหนจะมาถึงก่อนกัน

     1.1 เกิดการคั่งของโปตัสเซียมสูงปรี๊ดเนื่องจากไตขับโปตัสเซียมไม่ออก แล้วมีผลให้หัวใจเต้นผิดปกติ จนหยุดเต้น ถ้าหวยออกทางนี้น่าจะไปหาหมอไม่ทัน

     1.2 เกิดภาวะโลหิตจางลงต่ำรุนแรงถึงจุดที่หัวใจล้มเหลว มีน้ำท่วมปอด เหนื่อยหอบ

     1.3 เกิดมะเร็งที่แพร่กระจายแย่งอาหารร่างกายไปหมดจนร่างกายอยู่ในภาวะขาดอาหารรุนแรง ขณะที่ความอยากอาหารก็ลดลง ร่างกายไปต่อไม่ได้ เพราะไม่มีอาหารที่จะพอหล่อเลี้ยงร่างกาย แปลว่าตาย..เด๊ดสะมอเร่

     2. เรื่องที่คุณจะเลิกไปหาแพทย์มะเร็งผมเห็นด้วย เพราะเขาจบกิจของเขาแล้ว

     3. เรื่องจะกินเหล็กหรือไม่กิน คุณจะเอาแบบไหนก็ได้ ปกติคนไข้โรคไตเรื้อรังที่มีโลหิตจางหมอก็ให้กินหรือฉีดเหล็กเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาควบกับการฉีดยากระตุ้นไขกระดูก ยกเว้นกรณีได้รับการถ่ายเลือดมากก็จะงดเหล็กเพราะกลัวมีเหล็กคั่งจากที่ได้รับมาทางการถ่ายเลือด

     ผมตอบคำถามของคุณหมดแล้วนะ คราวนี้ให้ผมพูดอะไรของผมบ้าง

     1. ที่ผ่านมาสองปีหลังนี้ก็น่าจะสรุปได้แล้วไม่ใช่หรือว่าการอยู่กับ "ความคิด" ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น

     2. ทำไมไม่ลองใช้ชีวิตแนวใหม่ดูบ้าง คือเก็บความคิดลงลังเสีย เหมือนเก็บเครื่องมือที่เราไม่จำเป็นต้องใช้อีกต่อไปแล้วลงลัง แล้วฝึกสมาธิทุกวันเช้าเย็นเพื่อให้สามารถอยู่กับเดี๋ยวนี้ได้โดยไม่มีความคิดอะไร อะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิด ยอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่เดี๋ยวนี้อย่างไม่มีเงื่อนไข เกิดขึ้นแล้วค่อยรับมือกับมันไปทีละช็อต ทีละช็อต แต่ไม่คาดการณ์อะไรทั้งสิ้น

     ผมเองก็เผอิญไม่มีหูตาทิพย์ที่จะสามารถนั่งทางในจนเห็นอะไรเป็นตุเป็นตุได้ ผมจึงไม่รู้หรอกว่านอกเหนือไปจากสิ่งที่อายตนะของมนุษย์เรารับรู้ได้นี้ ยังมีชีวิตส่วนอื่นนอกจากนี้อีกหรือเปล่า ตรงนั้นผมไม่อาจรู้ได้จริงๆ จึงบอกอะไรคุณไม่ได้ ขี้ปากของคนอื่นที่ว่าชีวิตยังมีต่อไปอีก มีชาติหน้ามีสวรรค์มีนรกอย่างโน้นอย่างนี้นั้น ผมเองไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นสิ่งเหล่านั้นเลยจริงๆ จึงบอกได้แต่ว่าผมไม่รู้

     แต่สิ่งที่ผมรู้และผมยืนยันกับคุณได้จากประสบการณ์ในชีวิตของผมเองก็คือ เมื่อวางความคิดที่ไม่ประสงค์จะคิดลงไปให้ได้สักมากๆหน่อย สัก 99% คุณภาพชีวิตจะดีขึ้นทันที ความทุกข์ทางใจที่เคยมีจะหายไปทันที ความเบิกบานอย่างอัตโนมัติจะมีมาเอง ไม่ว่าสถานะการณ์ในชีวิตจะถูกโยนขี้หรือโยนขยะอะไรเข้ามาใส่ก็จะไม่มีผลให้ทุกข์ ชีวิตจะเป็นการปักหลักอยู่ที่เดี๋ยวนี้แล้วสนองตอบหรือรับมือกับสิ่งที่ถูกโยนเข้ามาใส่ชีวิตไปทีละช็อต ทีละช็อต มันเป็นชีวิตที่มหัศจรรย์ ตื่นเต้น เร้าใจ เพราะใครจะไปรู้ว่าช็อตต่อไปอะไรจะถูกโยนเข้ามา แต่เราก็พร้อมอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้แล้ว แม้ความตายก็มีความหมายเป็นเพียงอีกช็อตหนึ่งที่จะถูกโยนเข้ามาใส่ที่ที่นี่เดี๋ยวนี้ ซึ่งเราก็พร้อมรอแต่ละช็อตอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอะไร

     3. ในแง่ของการเสาะหาแนวทางการรักษามะเร็ง ผมไม่อาจตอบคำถามที่คุณถามมาได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปลาช่อนตุ๋นยาจีนหรือเม็ดองุ่น เพราะผมไม่มีความรู้ในเรื่องเหล่านั้นเลย

     แต่หากคุณถามผมว่าเมื่อจบถ้วนกระบวนความวิธีของการแพทย์แผนปัจจุบันคือผ่าตัด ฉายแสง เคมีบำบัดแล้วมะเร็งยังไม่หาย หากยังอยากจะเสาะหาการรักษาอยู่ควรใช้วิธีไหน ผมสนับสนุนให้ใช้วิธีเดียว (นี่ผมเดาเอานะ ไม่มีหลักฐานอะไรประกอบหรอก) ว่าให้คุณเลือกรักษาตัวเองด้วยการเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตอย่างสิ้นเชิง เปลี่ยนอาหารจากกินเนื้อสัตว์ไปกินอาหารแบบมังสวิรัติเข้มงวด คุณจะกินพืชสมุนไพรไทยที่คนอื่นเขานิยมกินกันแถมไปด้วยก็ได้ ออกกำลังกายให้ได้มากที่สุดเท่าที่กำลังตัวเองจะอำนวย ฝึกสมาธิทุกวันเพื่อมุ่งวางความคิดที่ไม่ประสงค์จะคิดให้ได้หมดเกลี้ยง แล้วใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติดินหญ้าแสงแดด ให้ชีวิตที่ได้เพิ่มมาในแต่ละวันเป็นไปอย่างเบิกบานและอย่างได้ใช้ศักยภาพที่ตัวเองมีเต็มที่ ให้คุณทำอย่างนี้ จากจุดนี้ไป จนถึงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต ในระหว่างบนเส้นทางนี้ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

19 ธันวาคม 2562

หมอสันต์ตอบคำถามใน Spiritual Retreat-14

หมอสันต์ตอบคำถามให้สมาชิกใน Spiritual Retreat-14

สมาชิก1.

ทำไมเราต้องพยายามกระตุ้นตัวเองให้ตื่นเวลานั่งทำสมาธิ ถ้ามันง่วงก็หลับเสียเลยไม่ดีหรือ

หมอสันต์

การนั่งทำสมาธิหรือ meditation เรามีวัตถุประสงค์สองอย่าง แล้วแต่ใครมีวัตถุประสงค์อย่างไหน คือ

     1. หากทำสมาธิเพื่อรักษาโรคนอนไม่หลับ ถ้าเพื่อวัตถุประสงค์นี้ก็ทำตามแบบที่คุณว่ามาได้เลย คือตกภวังค์ง่วงลงเมื่อไหร่ก็ล้มตัวลงนอนหลับผล็อยได้ทันที

     2. หากทำสมาธิเพื่อมุ่งหลุดพ้นไปจากกรงของความคิดของตัวเอง เราจะยอมให้มีความง่วงมาชักใบให้เรือเสียไม่ได้ เพราะเราจะต้องไปให้ถึงสมาธิในระดับลึก (ฌาน) เพื่อจะได้อาศัยพลังของสมาธิไปทำให้เกิดปัญญาญาณ (intuition) ซึ่งเป็นพลังปัญญาที่จะชี้ช่องทางให้เราวางความย้ำคิดได้สำเร็จ

     ลำพังแค่ความเข้าใจว่าการย้ำคิดเป็นสิ่งไม่ดีต้องวางมันลงซะ แค่นั้นมันยังไม่พอที่จะทำให้วางความย้ำคิดได้จริงๆดอก เพราะวงจรความย้ำคิดมันได้เกิดขึ้นซ้ำซากมานานเสียจนมันใหญ่ล่ำปึ๊กมีพลังที่จะเกิดซ้ำได้อีกมากมายไม่รู้จบ ขณะที่ความเข้าใจว่าอะไรถูกอะไรผิดเป็นแค่ความคิดเล็กๆที่เพิ่งมาใหม่จึงไม่มีพลังอะไรจะไปต่อกรกับความย้ำคิดได้เลย พูดง่ายๆว่าถ้าจะเอาความคิดบวกไล่ความคิดลบมันไม่ได้ผลเพราะความคิดลบมันใหญ่กว่ามาก ยิ่งไปกว่านั้นความคิดลบมันก็ขยันสร้างพันธมิตรในหมู่ความคิดลบด้วยกันเพื่อให้เกิดการบั่นทอนพลังของความคิดบวกในรูปของความสงสัย การคอยตั้งคำถาม การชี้ช่องให้ไปเสาะหาคำตอบจากแหล่งอื่นๆอย่างไม่รู้จบสิ้น เป็นต้น แต่สมาธิระดับลึกจะช่วยหยุดความคิดทุกอย่างลงกึกได้เด็ดขาดไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กขนาดไหน อย่างน้อยก็ในช่วงที่อยู่ในฌาน แล้วเมื่อค่อยๆถอยออกจากสมาธิระดับลึกขนาดนั้นด้วยการปล่อยจิตไปไม่ควบคุม จังหวะที่ถอยนี้หากเรารู้จักเยื้องย่างให้ดี หมายความว่าคอยป้องกันความคิดขี้หมาไม่ให้เกิดขึ้นด้วยการผ่อนคลายกล้ามเนื้อร่างกายเพื่อยั้งไม่ให้ความย้ำคิดเกิดได้ง่ายๆเพราะความย้ำคิดหรือความเครียดจะเกิดไม่ได้ขณะร่างกายผ่อนคลาย ขณะเดียวกันก็เอาความสนใจไปจอดหรือพัวพันไว้กับพลังงานของร่างกายในรูปของการลาดตระเวณรับรู้ความรู้สึกบนผิวกายอยู่เนืองๆ ทำอย่างนี้ความคิดขี้หมาก็จะไม่มีพลังที่จะเกิดเพราะมันเกิดไม่ได้เนื่องจากมันต้องอาศัยแรงขับดันจากความสนใจ แต่ว่าความสนใจได้ถูกล็อคให้พัวพันอยู่กับพลังงานของร่างกายเสียแล้ว ความคิดที่จะโผล่ขึ้นมาได้ในช่วงนี้จึงเป็นความคิดในรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในหัวของเรามาก่อนเลย เป็นการมาแบบปิ๊ง..ง โดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ที่เรียกว่าปัญญาญาณนั่นแหละ ซึ่งมักจะเป็นความคิดแบบที่มาถูกที่ถูกทางทันเวลาพอดีเสมอ ทำให้พวกพันธมิตรของความคิดขี้หมาที่คอยแต่จะยกประเด็นตั้งข้อสงสัยโน่นนี่นั่นถูกตีตกไปอย่างรวดเร็ว บางครั้งเราจะเห็นด้วยกับไอเดียที่ปิ๊งขึ้นมานี้จนเผลอตัวผงกหัวเห็นด้วยงก งก งก อยู่คนเดียวเลยทีเดียว

     สรุปว่าตกภวังค์แล้วหากจะเอาดีทางนอนหลับก็ให้หลับเลย แต่หากจะเอาดีทางหลุดพ้นต้องสะดุ้งตัวเองให้ตื่นขึ้นมา การสะดุ้งตัวเองนี้เป็นเทคนิคหรือตัวช่วยที่แทบจะขาดไม่ได้เลยโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหร้บคนแก่ที่สมาธิยังไม่แข็งแรง เพราะโดยธรรมชาติคนสูงอายุความแหลมคมของอายตนร่างกายหรือที่เรียกว่ากันว่าความแก่กล้าของอินทรีย์ได้แผ่วลงไปเสียแล้ว

สมาชิก2. 

     ที่คุณหมอว่า "วางความคิด" นี้เป็นอันเดียวกับที่พระชอบพูดว่า "ปล่อยวาง" หรือเปล่า

หมอสันต์

     "ปล่อยวาง" ผมเดาว่าพระท่านคงหมายถึงการแกะความคิดยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่มันไม่ใช่ของจริงออก ผมเข้าใจว่าเท็คนิคแบบนั้นต้องพิจารณาไตร่ตรองวิเคราะห์สอบสวนเนื้อหาสาระของความคิดว่าแท้จริงแล้วมันไม่มีอะไร มันบ่มิไก๊ มันเป็นแค่การชงขึ้นมาของตัวตนซึ่งเป็นชุดความคิดชุดหนึ่งแค่นั้นเอง มันสมควรถูกทิ้ง ทิ้งมันไปเสียเถอะ อย่าไปยึดถืออยู่อีกเลย

     ส่วนการ "วางความคิด" ที่ผมพูดถึงบ่อยๆนี้ผมหมายถึงเทคนิคการถอยความสนใจออกมาจากความคิดดื้อๆโดยไม่สนใจว่าความคิดนั้นว่ามันมีสาระไส้ในว่าอย่างไร ไม่ต้องไปพิจารณาไปวิเคราะห์ทั้งสิ้น ถูกผิด ดีชั่วไม่สนทั้งนั้น ถอยออกมาจากความคิดให้หมดแล้วเอาความสนใจไปจดจ่อพัวพันอยู่กับอย่างอื่นเช่นกับลมหายใจ หรือกับพลังงานของชีวิตซึ่งเรารับรู้ได้ในรูปของความรู้สึกบนผิวกาย 

สมาชิก3. 

     ผมได้ใช้เทคนิคสังเกตหรือตามดูความคิด แต่ผมก็ยังนอนไม่หลับ ผมนอนตามดูความคิดทั้งคืนตั้งแต่ห้าทุ่มยันรุ่งเช้า ความคิดนี้มา..ผมดู ความคิดนั้นมา..ผมก็ดู อยู่อย่างนี้ หลับไม่ได้สักที

หมอสันต์

     การสังเกตความคิดเป็นเทคนิคที่ผมตั้งใจให้หมายถึง aware of a thought ไม่ใช่การคิด หรือ thinking a thought การสังเกตความคิดเราสังเกตจากข้างนอกไม่เข้าไปเอารายละเอียดข้างใน และโดยธรรมชาติความคิดเมื่อถูกเราสังเกตมันจะฝ่อหายไปทันที เพราะตัวความสนใจนั้นมันอยู่ได้ที่เดียว ถ้าไม่อยู่ที่ความคิดมันก็มาอยู่ที่ผู้สังเกต หากความสนใจมาอยู่ที่ผู้สังเกต ความคิดมันก็แห้งตายเพราะตัวให้พลังแก่ความคิดคือความสนใจ ตัวความคิดเองมันไม่มีพลังที่จะนำเสนอตัวเองดอก เมื่อเราเผลอไปสนใจมันเมื่อไหร่นั่นแหละมันจึงจะมีพลัง การที่คุณตามดูความคิดได้ทั้งคืนนั้นลักษณะมันเป็นการเผลอเข้าไปคลุกอยู่ในความคิดมากบ้างน้อยบ้างด้วยมากกว่า

     ผมว่าเทคนิคสังเกตความคิดอาจจะไม่เหมาะก้บคุณ หมายความว่าไม่ถูกจริต ทำไมคุณไม่ลองเทคนิคอื่น คือไม่ต้องยุ่งกับเนื้อหาของความคิดเลย เช่นการผ่อนคลายร่างกาย การถอยความสนใจไปจ่ออยู่กับลมหายใจหรือกับพลังงานของร่างกาย (body scan) ลูกเดียว เผลอคิดก็ถอยไปอยู่กับลมหายใจหรือไป body scan อีก

     ถ้ายังสู้ความคิดไม่ไหวอีกคุณลองใช้วิธีตามเสียงไปก็ได้ เช่นเปล่งเสียงโอมแล้วเอาความสนใจตามความสั่นสะเทือนของเสียงจากดังไปค่อยจนไปถึงความเงียบ วิธีนี้ก็จะผลักความคิดออกไปได้แรงขึ้นกว่าการนั่งสมาธิเงียบๆ เพราะมันมีทั้งเสียงและทั้งการสั่นสะเทือนของร่างกายเป็นตัวช่วย อย่างน้อยก็ในขณะเปล่งเสียงดังๆถี่ๆ พอความคิดน้อยลงก็เปล่งเสียงค่อยลงๆและห่างไปๆ จนเงียบได้โดยไม่มีความคิด ถ้าไม่ถนัดเสียงโอมก็เสียงพุทโธก็ได้ ใช้หลักยิ่งความคิดมาแรงเราก็เปล่งเสียงยิ่งดังและยิ่งถี่เหมือนกัน

สมาชิก 4.

     ทำไมเวลาเราผ่อนคลายร่างกายแล้วความคิดก็ยังมี

หมอสันต์

     คุณมานั่งตรงหน้าผมนี่เลย ที่ผมให้เธอมานั่งใกล้ไม่มีอะไรหรอก เธอนั่งไกลผมมองไม่เห็นหน้าเธอเพราะผมแก่แล้วตาไม่ดี ผมบอกให้เธอทำอะไร ให้ทุกคนทำตามด้วยนะ เอาละ คุณนั่งตั้งกายตรง ดำรงสติมั่น หลับตา รู้ตัวว่ากำลังนั่งอยู่ตรงนี้ กำลังหายใจเข้า กำลังหายใจออก เข้า ออก เข้า ออก

     คราวนี้คุณหายใจเข้าลึกๆ แล้วผ่อนลมหายใจออกยาวๆ พร้อมๆกับผ่อนคลายร่างกายลงไปด้วย

     คราวนี้เราจะไล่เอาความสนใจไปจี้ให้ร่างกายผ่อนคลายทีละส่วนนะ เริ่มที่ใบหน้าก่อน คุณหายใจเข้าลึกๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้าลง ผ่อนคลายหัวคิ้วด้วย เราจะรู้ว่าเราผ่อนคลายได้จริงหรือไม่ก็ไม่ยาก คุณลองยิ้มที่มุมปากดูซิ ยิ้มยังไม่ออก แปลว่ายังไม่ผ่อนคลาย

     ตัวที่ป้องกันไม่ให้เราผ่อนคลายคือความคิด คือความคิดนี้มันเป็นส่วนหนึ่งของดราม่า มันชงขึ้นมาจากตัวตนความเป็นบุคคลของเรา มันจะคอยจี้เราว่าไม่ได้นะ เราต้องเป็นเรา จะไปโอนอ่อนผ่อนตามไม่ได้ เราเป็นนางเอกเรื่องศาลาคนเศร้า เราจะไปยิ้มไม่ได้ เสียสถาบันของเราหมด แต่ผมจะบอกคุณว่าคุณอย่าไปสนใจความคิด คุณสั่งการให้กล้ามเนื้อของคุณผ่อนคลายลูกเดียว ไม่ต้องยุ่งกับความคิด เพราะกล้ามเนื้อนี้คุณสั่งมันได้อย่างที่เราได้ทดลองไปเมื่อตะกี้แล้ว

     เอัาลองอีกรอบ ไล่ความสนใจไปบนใบหน้า สั่งให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ ผ่อนคลาย ยิ้มที่มุมปาก ยังยิ้มไม่ออกอีก

     คราวนี้คุณลืมตาดูผมนะ ทุกคนทำตามนะ ผมจะหัวเราะ หัวเราะดื้อๆแบบไม่มีเรื่องตลกอะไร แล้วคุณดูและทำตามผม เอ้า ฮะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า โอเค. คุณผ่อนคลายได้แล้ว คือคุณต้องเข้าใจว่าที่คุณบอกว่าคุณผ่อนคลายแล้วความจริงมันเป็นความคิดหรือผู้กำกับในใจคุณพากย์ให้คุณฟังว่าโอเค. ผ่อนคลายแล้ว นี่ไง แต่แท้จริงแล้วคุณยังไม่ผ่อนคลายเพราะความคิดมันห้ามคุณไว้ คุณยังยิ้มไม่ออกจะเรียกว่าผ่อนคลายได้อย่างไร การผ่อนคลายคุณต้องยิ้มได้ หัวเราะได้ยิ่งดี

สมาชิก5. 

     ความเศร้า บางทีมันมาโดยไม่ได้คิดอะไร ความคิดไม่มี แต่เศร้า แล้วจะให้ทำอย่างไร

หมอสันต์

     เป็นความจริงที่ว่าความเศร้ามันมีอยู่สองส่วน ส่วนหนึ่งมันเป็นความรู้สึกหรือ feeling ทั้งส่วนที่เป็นความรู้สึกบนร่างกายและในใจ คือมันหดๆ หู่ๆ

     ส่วนที่สองเป็นความคิดต่อยอดบนความรู้สึกหดๆหู่ๆ ส่วนนี้เป็นดราม่านะ คือเป็นส่วนที่ใจคุณแต่งขึ้นเอง คุณอยากจะเล่นบทเศร้าคุณเล่นได้ โดยคุณรู้สึกหรือ feel ส่วนที่เป็น feeling อย่างลึกซึ้งคุณทำได้ มันจะหดขนาดไหน จะหู่ขนาดไหน คุณบอกมันว่าอย่าเพิ่งไปไหนนะ ขอเล่นด้วย ขอทำความรู้จักกันให้ลึกซึ้งหน่อย แต่มีข้อแม้ว่าอย่าดราม่านะ คืออย่ามีความคิดต่อยอด ความรู้สึกหรือ feeling ทั้งหลาย มันมาแล้วมันก็ไป คุณลึกซึ้งกับมันได้ ไม่ต้องหนี พอคุณซึ้งกับมันแล้วมันก็ไม่อยากมาหาคุณอีก ข้อสำคัญคือคุณอย่าดราม่า อย่าไปคิดอะไรต่อยอด

สมาชิก6. 

     อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในเรื่อง spirituality

หมอสันต์

     ชีวิตมีสามส่วนนะ ร่างกาย ความคิด ความรู้ตัว ตัวเราที่แท้จริง หมายความว่าส่วนที่ถาวรที่สุดคือความรู้ตัว ขณะที่ร่างกายและความคิดเป็นเพียงเครื่องมือของการใช้ชีวิต เหมือนรถยนต์เป็นเครื่องมือในการเดินทาง เรื่องสำคัญที่สุดคือคนเราเป็นทุกข์เพราะเราใช้เครื่องมือดีๆที่ธรรมชาติให้มาไม่เป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิด เมื่อเราใช้เครื่องมือดีๆไม่เป็น เครื่องมือดีๆนั้นก็ทำให้เราบาดเจ็บ เหมือนเด็กได้มีดคมๆไปถือ แป๊บเดียวเขาก็ปาดนิ้วตัวเองเลือดสาด

     คุณต้องเข้าใจว่าความคิดเป็นเครื่องมือที่ธรรมชาติให้เรามาเพื่อช่วยให้เราดำรงชีวิตให้อยู่รอด (survival) พ้นจากนั้นไปแล้วความคิดไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว เพราะชีวิตในส่วนที่จะต้องอยู่ให้รอดก็คือชีวิตในส่วนที่อายตนะของเรารับรู้ได้หรือชีวิตในโลกของภาษาเท่านั้น แต่ชีวิตหรือ existence นี้ส่วนใหญ่มันดำรงอยู่นอกเหนือจากส่วนที่อายตนะของเราจะรับรู้ได้ มันอยู่นอกเหนือภาษา ซึ่งเป็นส่วนที่ความคิดไปไม่ถึง ดังนั้นเมื่อหมดเรื่อง survival แล้วเราจะต้องวางความคิดเหมือนเราเก็บเครื่องมือที่ไม่จำเป็นต้องใช้แล้วลงลัง แต่นี่นอกจากเราจะไม่เก็บลงลังแล้วเรายังขยันเอาเครื่องมือนี้มาทิ่มแทงตัวเราเอง เรื่องที่จบไปแล้วเราเป็นทุกข์ เรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น เราเป็นทุกข์ ทั้งหมดนี่คือความคิดทั้งนั้นนะ

สมาชิก7. 

     ถ้าชีวิตส่วนใหญ่อยู่นอกเหนือจากการเข้าถึงโดยอายตนะที่เรารู้จัก แล้วเราจะเข้าถึงชีวิตส่วนนั้นได้อย่างไร

หมอสันต์

     ชีวิตเราไม่ได้รับรู้สิ่งเร้าผ่านอายตนะที่เรารู้จักเท่านั้นนะ เรายังสามารถรับรู้ด้วยการ "รู้สึก" หรือ "feel" สิ่งรอบตัว อย่างบางคนพอมาใกล้ต้วเราเราแทบจะรู้เลยว่าหมอนี่มาดีหรือมาร้าย ยิ่งเราไม่มีความคิด เรายิ่งรู้สึกเอาได้ง่าย ย้ำอีกทีนะ ยิ่งเราไม่มีความคิด เรายิ่งรู้สึกอะไรได้ง่าย ดังนั้นการจะเข้าถึงชีวิตที่พ้นไปจากอายตนะที่เราเคยใช้ ให้เริ่มด้วยการวางความคิดให้สำเร็จก่อน ให้ตื่นอยู่ได้โดยไม่มีความคิดก่อน เอางี้ นี่ตะวันใกล้จะตกแล้ว อีกสิบห้านาทีคงจะตก ผมจะเบรคให้ทุกท่านไปนั่งดูบรรยากาศตะวันตกยามเย็น ไม่ให้แค่ไปนั่งดูด้วยตาฟังด้วยหูเท่านั้นนะ แต่ให้รู้สึกหรือ feel บรรยากาศยามตะวันตกดิน ไม่ให้มีความคิดด้วย ไม่ต้องเอาผลประโยชน์ส่วนตนของความเป็นบุคคลของเราไปเกี่ยวข้องด้วย ไม่ต้องพากย์ ไม่ต้องตัดสินอะไรทั้งสิ้น แค่ให้ความรู้ตัว feel บรรยากาศของตะวันตกดินตามที่มันเป็น อาจจะเป็นการยากนิดหน่อยเพราะพวกเราล้วนอายุมากแล้วและลืมไปแล้วว่าเราจะ feel สิ่งแวดล้อมได้อย่างไรโดยไม่ให้มีการคิดตัดสิน ถ้าเป็นเด็กอาจจะทำใด้ง่าย แต่ถึงจะยากก็ยังทำได้ แล้วพรุ่งนี้เช้าเราค่อยมาคุยกันว่าเราเรียนรู้อะไรจากการทำอย่างนี้บ้าง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

17 ธันวาคม 2562

การแก้ไขขาโก่ง (genu varum) ด้วยท่าร่างและการฝึกกล้ามเนื้อ

(ซ้าย) เส้นรับน้ำหนักที่ลากจากหัวกระดูกขา
ไปยังกระดูกข้อเท้าไม่ผ่านร่องกลางข้อเข่า
สวัสดีค่ะคุณหมอสันต์
ดิฉัน ... ที่ไปพบคุณหมอสันต์เมื่อสองเดือนก่อนที่เวลเนส แล้วคุณหมอสัญญาว่าจะตอบเรื่องการแก้ไขขาโก่งให้ดิฉันหัดทำในระหว่างหกเดือนที่รอผ่าตัดอยู่นี้ ตอนนี้ผ่านมาสองเดือนแล้ว ดิฉันกลัวคุณหมอลืมจึงขออนุญาตเขียนมารบกวน
ขอบพระคุณค่ะ

................................................

ตอบครับ

     ขออำไพครับ ลืมไปแล้ว..เป็นลืม แต่ก็ยังไม่สาย เพราะอีกตั้งหลายเดือนกว่าจะถึงกำหนดผ่าตัด จะเขียนแบบเผื่อท่านผู้อ่านท่านอื่นด้วยนะ

     ขาโก่ง หรือ bowlegged มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า genu varum การวินิจฉัยโรคนี้ทำโดยเอ็กซเรย์ในท่ายืนรับน้ำหนัก จะพบว่าเส้นถ่ายน้ำหนัก (mechanical axis) ที่ลากจากหัวกระดูกขาไปยังกระดูกข้อเท้าไม่ได้วิ่งผ่านร่องกลางข้อเข่าพอดีตามปกติเพราะหัวเข่าโก่งออกนอกแนวเส้นนี้ไปทางข้าง ภาวะขาโก่งนี้มักเกิดปัญหาเจ็บข้อต่างๆตั้งแต่หัวเข่า ข้อเท้า สะโพก และกระดูกสันหลังได้ง่าย ปัญหาที่หัวเข่าที่พบบ่อยในคนขาโก่งคือกลุ่มอาการเจ็บเอ็นข้างหัวเข่า (iliotibial band syndrome) และหากฝืนใช้ข้อในการออกกำลังกายเช่นวิ่งหรือปั่นจักรยานมากๆต่อไปก็อาจนำไปสู่ปัญหาการปวดหรือเกิดความเสียหายแก่โครงสร้างของเข่าเช่นเอ็นไขว้และแผ่นกระดูกอ่อนของข้อบาดเจ็บหรือกลายเป็นข้ออักเสบเรื้อรังได้
ตัวอย่างผู้ป่วยขาโก่งก่อนและหลังแก้

     ในเชิงสรีรวิทยา ขาโก่งมีปัจจัยทำให้เกิดสามอย่างคือ

(1) การที่ข้อสะโพกแบะออก (external hip rotation) อยู่เป็นอาจิณ ซึ่งมีปัจจัยเกื้อหนุนคือ
1.1 กล้ามเนื้อก้น (gluteus) หดตัวหรือไม่ยืดหยุ่น ไม่ให้ตัว
1.2 กล้ามเนื้อหลังขา (hamstring) และกล้ามเนื้อขาหนีบ (adductors) อ่อนแอ ไม่ค่อยได้ใช้งาน

(2) กระดูกหน้าแข้งหมุนแบะออก (tibia external rotation) ซึ่งมีปัจจัยเกื้อหนุนคือ



ท่าฝึกกล้ามเนื้อหลังขา foam roller toe touch
2.1 กล้ามเนื้อหน้าแข้ง (tibialis anterior) หดเกร็งเป็นอาจิณ
2.2 กล้ามเนื้อน่อง (gastrocnemius) อ่อนแอ

(3) การที่เอ็นของข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อเท้าหย่อนยาน

     โดยหากขาโก่งในวัยเด็ก เหตุทั้งสามมักมีการผิดรูปของข้อตั้งแต่เกิดหรือเป็นโรคกระดูกอ่อนในวัยเด็ก หากเป็นขาโก่งในวัยผู้ใหญ่มักเกิดจากการมีท่าร่างที่ไม่เหมาะสมจนเป็นนิสัย เช่นนั่งแบะขาทำงาน เดินแบบเอาปลายเท้าชี้ออกนอก ชอบเผลอยืนขาโก่ง เป็นต้น
ท่าตะแคงงอเข่าเตะอากาศ

     การแก้ไขขาโก่งด้วยตนเอง

1. ปรับท่าร่าง 

     เลิกนั่งแบะขา ยืนโก่งขา ยืนเอาปลายเท้าชี้ออกนอก เดินเอาปลายเท้าชี้ออกนอก ในทางตรงกันข้าม ควรตั้งใจนั่งให้ขา เข่า และปลายเท้าชี้ไปข้างหน้า และเอาปลายเท้าชี้ไปข้างหน้าแล้วพยายามขยันตั้งใจบิดขาเข้าในเพื่อให้สะบ้าหัวเข่ามาอยู่ในเส้นตรงระหว่างสะโพกและข้อเท้า อย่ายืนโดยปล่อยให้ขาโก่งตามสบาย
ท่าเขย่งเท้า calf raises

2. ออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อทุกวัน 

     ในภาพรวมการออกกำลังกายที่ดีที่สุดในการแก้ไขขาโก่งคือโยคะและเต้นรำ จึงควรฝึกโยคะหรือเต้นรำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายแบบเจาะจงฝึกกล้ามเนื้อบางมัดในขั้นละเอียดดังนี้

2.1 ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังขา (hamstrings) และกล้ามเนื้อขาหนีบ (adductors) เช่น
2.1.1 ท่าเอาเข่าหนีบเสื่อแรงๆนิ่งๆขณะก้มเอามือแตะเท้า (foam roller toe touch )
2.1.2 ท่านั่งยองแบบหัวแม่เท้าชิดกันส้นเท้าห่างกัน (toe-in squat) คอยเอามือจับดูให้แน่ใจว่ากล้ามเนื้อหลังขาถูกใช้งานขณะทำ
2.1.3 ท่านอนตะแคงงอเข่าเตะอากาศ (internal hip rotation)
ท่ายืดกล้ามเนื้อก้น gluteus stretches

2.2 ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อน่อง เช่นท่าเขย่งเท้า (calf raise) ท่านี้เป็นท่าสำคัญที่สุดในการรักษาขาโก่ง ต้องทำให้ได้ทุกวัน วันละหลายๆครั้ง

2.3  ฝึกยืดเหยียดกล้ามเนื้อก้น (gluteus) เช่น gluteus stretches

2.4 ฝึกยืดเหยียดกล้ามเนื้อหน้าแข้ง (tibialis anterior stretches) ด้วยวิธีนั่งเหยียดเท้าแล้วกระดกเท้าสลับกับเหยียดเท้า
   
     การปรับท่าร่างและการออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อนี้หากตั้งใจทำจริงจัง ทำทุกวันติดต่อกันจนเป็นนิสัย จะสามารถแก้ปัญหาขาโก่งได้ในเวลาไม่เกินสามเดือน เป็นการตัดปัญหาภาวะแทรกซ้อนของขาโก่งที่จะตามมาเช่นเกิดกลุ่มอาการเอ็นข้างเข่าอักเสบ เอ็นไขว้บาดเจ็บฉีกขาด เป็นโรคข้อเข่าอักเสบเรื้อรังเป็นต้น ถึงแม้ผู้สูงอายุที่แพทย์แนะนำให้ผ่าตัดแล้วก็ยังสามารถแก้ปัญหาขาโก่งด้วยการปรับท่าร่างและฝึกกล้ามเนื้อได้ โดยขณะที่รอแพทย์นัดทำผ่าตัดก็ให้ขยันทำ หลายท่านทำแบบนี้แล้วอาการเกี่ยวกับหัวเข่าดีขึ้นจนสามารถยกเลิกการผ่าตัดได้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

16 ธันวาคม 2562

หลักฐานวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับแกงกะทิ มะพร้าว และน้ำมันมะพร้าว


คุณหมอสันต์ที่เคารพครับ
ผมได้อ่านคุณหมอตอบคำถามเรื่องอาหารคีโตวีแกน https://visitdrsant.blogspot.com/2019/12/keto-vegan.html ขอบคุณคุณหมอมากที่ให้คำแนะนำที่มีประโยชน์กับผมมากซึ่งผมเอาคำแนะนำไปใช้ได้ทันที ผมมีคำถามเพิ่มเติมนิดเดียวว่าถ้าผมจะกินคีโตวีแกนแบบหนักแกงกะทิ เช่นแกงเขียวหวาน หรือกินเนื้อมะพร้าวด้วยจะได้ไหมครับ และหากใช้น้ำมันมะพร้าวทำอาหารคีโตวีแกนจะดีไหมครับ และผมดื่มน้ำมะพร้าว ดื่มทุกวันได้ไหมครับ
เคารพนับถือมานานครับ

...........................................................

ตอบครับ

     เรื่องมะพร้าวนี้มีคนได้เสียแยะ และ ม. ของผมก็ห้ามไม่ให้ผมพูดอะไรที่จะทำให้ตัวเองเจ็บตัว ผมจึงจะตอบคุณแบบจำกัดคำตอบอยู่เฉพาะในขอบเขตของหลักฐานวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่มีอยู่นับถึงวันนี้เท่านั้นนะ

     หลักฐานที่ดีที่สุดในเรื่องผลของน้ำมันมะพร้าวต่อสุขภาพคืองานวิจัยแบบเมตาอานาไลซีสที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nutrition Review เมื่อสองปีที่ผ่านมา ซึ่งได้ยำรวมงานวิจัยน้ำมันมะพร้าวทั่วโลก เป็นงานวิจัยแบบแบ่งกลุ่มเปรียบเทียบ (RCT) 8 งาน และเป็นงานวิจัยติดตามดูกลุ่มคน (cohort) อีก 13 งาน ได้ผลสรุปว่า

     (1) หลักฐานวิจัยเชิงระบาดวิทยาทั้งหมดที่มีอยู่สรุปได้ว่าการกินมะพร้าวในลักษณะเนื้อมะพร้าวและของเหลวที่บีบออกมาจากเนื้อมะพร้าว (น้ำกะทิ) แบบที่เป็นอาหารตามวัฒนธรรมของคนหลายชาติหลายภาษานั้น ไม่ได้เพิ่มอุบัติการณ์โรคหลอดเลือดหัวใจของคนชาตินั้นภาษานั้นแต่อย่างใด ดังนั้นการเหมาเข่งว่าการกินเนื้อมะพร้าวและกะทิรวมทั้งแกงกะทิว่าจะมีผลร้ายต่อระบบหัวใจหลอดเลือดจึงเป็นความเข้าใจที่ผิด
     ในแง่ของการเป็นอาหารให้พลังงาน กะทิก็ให้พลังงานแค่ 205 แคล/100กรัม ซึ่งน้อยกว่าน้ำมันมะพร้าวที่ให้ถึง 884 แคล/100กรัม กะทิมีทั้งโปรตีน (1 กรัม/100 กรัม)และมีกาก (0.6 กรัม/100 กรัม) ขณะที่น้ำมันมะพร้าวไม่มีเลย ดังนั้นจึงไม่ควรเหมาเข่งรวมกะทิเข้าเป็นพวกเดียวกับน้ำมัน เพราะกะทิมีคุณค่าทางโภชนาการต่อหน่วยแคลอรี่มากกว่าและให้แคลอรี่ต่ำกว่ามาก

    (2) น้ำม้นมะพร้าวมีผลเพิ่มไขมันเลว (LDL) ได้ไม่มากเท่าไขมันอิ่มตัวจากเนื้อสัตว์เช่นเนยจากนมวัว ดังนั้นการเหมาเข่งเอาน้ำมันมะพร้าวไปเข้ากลุ่มไขมันอิ่มตัวจากสัตว์ว่าเลวเสมอกันนั้นเป็นการสรุปที่ไม่ตรงกับหลักฐานความเป็นจริง

     (3) เมื่อเทียบกับน้ำมันพืชด้วยกันที่เป็นไขมันไม่อิ่มตัว (เช่นน้ำมันดอกทานตะวัน) น้ำมันมะพร้าวเพิ่ม LDL ได้มากกว่าน้ำมันพืชอื่นที่เป็นไขมันไม่อิ่มตัว

     ดังนั้นบนหลักฐานชิ้นนี้ซึ่งผมถือว่าเป็นหลักฐานที่ดีที่สุดที่วงการแพทย์มีเกี่ยวกับผลของน้ำมันมะพร้าวต่อสุขภาพนับถืงปัจจุบัน ผมแนะนำคุณว่าหากคุณจะเป็นคีโตวีแกนประเภทชอบมะพร้าว คุณควรทำดังนี้

     กรณีที่ 1. การกินเนื้อมะพร้าวและแกงกะทิ หากคุณไม่ได้เป็นโรคไขมันในเลือดสูง คุณจะกินเนื้อมะพร้าว หรือกินแกงกะทิ หรือแกงเขียวหวาน คุณก็กินไปเถอะ เพราะงานวิจัยนี้บ่งชี้ว่ามันไม่ได้ทำให้คุณเป็นโรคหัวใจหลอดเลือดมากขึ้นดอก

     ในกรณีที่ไขมันในเลือด (LDL) ของคุณสูง คุณก็ต้องไปลดไขมันอิ่มตัวจากอาหารอื่นๆ รวมทั้งไขมันอิ่มตัวรุ่นใหม่ (fully hydrogenated fat) ที่อุตสาหกรรมอาหารผลิตมาแทนไขมันทรานส์ลง ไขมันพวกนั้นใช้ทำเนยเทียม ครีมเทียมใส่กาแฟ และใช้ทำเค้ก คุ้กกี้ ขนมกรุบกรอบต่างๆ แต่หากคุณลดไขมันพวกนั้นไปหมดแล้ว LDL ของคุณก็ยังสูงอยู่อีก คราวนี้ก็จำเป็นว่าคุณก็ต้องทดลองลดมะพร้าวและแกงกะทิลงดู ถ้าลดแล้ว LDL ของคุณต่ำลงคุณก็คงต้องจำกัดการกิน เพราะวงการแพทย์ยังถือว่าการปล่อยให้ LDL สูงโดยไม่หาสาเหตุแล้วแก้ไข มีผลเสียต่อสุขภาพ

     กรณีที่ 2. น้ำมะพร้าว ส่วนนี้ก็คือ "น้ำ" ไม่เกี่ยวกับไขมัน ไม่ได้เป็นญาติกันด้วย คุณอยากดื่มน้ำมะพร้าวเท่าไหร่ก็ดื่มได้ถ้าคุณมีเงินซื้อ อย่าไปกังวงเรื่องน้ำตาลในน้ำมะพร้าวเพราะมันมีน้อยมาก น้อยกว่าในเครื่องดื่มเกลือแร่ที่นักกีฬาใช้ดื่มแทนน้ำเสียอีก ยกตัวอย่างเช่นงานวิจัยเปรียบเทียบน้ำมะพร้าวก้บเครื่องดื่มเกลือแร่ Gatorade พบว่าออนซ์ต่อออนซ์ น้ำมะพร้าวมีน้ำตาล 1.3 กรัม (ให้ 5.45 แคลอรี) มีเกลือโซเดียม 5.45 มก. มีเกลือโปตัสเซียม 61 มก. ขณะที่ Gatorade มีน้ำตาล 1.75 กรัม (ให้ 6.25 แคลอรี) มีเกลือโซเดียม 13.75 มก. มีเกลือโปตัสเซียม 3.75 มก. โปรดสังเกตว่าการที่น้ำมะพร้าวมีเกลือชนิดโปตัสเซียมสูงมากแต่มีโซเดียมต่ำนี้เป็นข้อดีสำหรับผู้ที่มีความดันเลือดสูง เพราะโปตัสเซียมเป็นเกลือที่ลดความดันเลือดได้ ขณะที่โซเดียมเป็นเกลือที่เพิ่มความดันเลือด

    กรณีที่ 3. การจะใช้น้ำมันมะพร้าวทำอาหาร ผมแนะนำว่าคุณควรจะหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันมะพร้าวทำอาหาร ควรใช้น้ำมันพืชชนิดไม่อิ่มตัวเช่นน้ำมันมะกอกหรือใช้วิธีกินพืชที่ให้น้ำมันมากเช่นถั่วต่างๆ นัท อะโวกาโด แทนดีกว่า เพราะงานวิจัยนี้บ่งชี้ว่าน้ำมันมะพร้าวเพิ่มไขมัน LDL ได้มากกว่าน้ำมันพืชอย่างอื่นที่เป็นไขมันไม่อิ่มตัว

     อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่คุณจำเป็นต้องเลือกระหว่างน้ำมันมะพร้าวกับไขมันอิ่มตัวจากสัตว์ (เช่นเนยจากนมวัว) ผมแนะนำว่าให้คุณเลือกน้ำมันมะพร้าวดีกว่าเพราะข้อมูลจากงานวิจัยนี้ชัดแล้วว่าน้ำมันมะพร้าวเพิ่ม LDL ในเลือดได้น้อยกว่าไขมันอิ่มตัวจากสัตว์

     คำแนะนำนี้เป็นคำแนะนำของตัวหมอสันต์เองทั้งดุ้น ไม่ใช่คำแนะนำเวชปฏิบัติสากลหรือ guideline ทางการแพทย์ และไม่เหมือนคำแนะนำของแพทย์ส่วนใหญ่ทั่วโลกที่ยังแนะนำให้สาปส่งทั้งเนื้อมะพร้าว น้ำกะทิ และน้ำมันมะพร้าว ว่าเลวเสมอกับไขมันอิ่มตัวจากสัตว์แบบประนามรวมกันรูดมหาราช ท่านผู้อ่านอ่านคำแนะนำนี้แล้วจะชอบหรือไม่ชอบ จะเห็นควรหรือไม่เห็นควร ก็สุดแต่จะโปรด

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Eyres L, Eyres MF, Chisholm A, and Brown RC. Coconut oil consumption and cardiovascular risk factors in humans. Nutr Rev. 2016 Apr; 74(4): 267–280. doi: 10.1093/nutrit/nuw002
2. DiBello JR, McGarvey ST, Kraft P, Goldberg R, Campos H, Quested C, Laumoli TS, Baylin A. Dietary patterns are associated with metabolic syndrome in adult Samoans. J Nutr. 2009 Oct; 139(10):1933-43.
3. Prior IA, Davidson F, Salmond CE, Czochanska Z. Cholesterol, coconuts, and diet on Polynesian atolls: a natural experiment: the Pukapuka and Tokelau island studies. Am J Clin Nutr. 1981 Aug; 34(8):1552-61.

15 ธันวาคม 2562

อาหารคีโตวีแกน (keto vegan) กินอย่างไร

เรียนอาจารย์หมอสันต์ที่เคารพ
หนูทานอาหารคีโคมาหลายปีแล้ว อยู่ๆเพื่อนคนหนึ่ง (อายุ 46) ทานคีโตด้วยกันเกิดฮาร์ทแอทแทคเข้าโรงพยาบาลแบบฉุกเฉินสวนหัวใจทำบอลลูน (โคเลสเตอรอลในเลือด 600) แล้วหนูมาอ่านพบที่คุณหมอตอบคำถามเกี่ยวกับอาหารคีโคในบล็อกว่าหมอสันต์สนับสนุนอาหารคีโตถ้าเป็นคีโตวีแกน หนูจึงอยากจะเปลี่ยนมากินแบบคีโตวีแกนบ้างจะดีไหม แต่หนูไม่รู้จะกินอย่างไร
ขอคำแนะนำคุณหมอด้วย

........................................................

ตอบครับ

     ก่อนจะตอบคำถามผมขอพูดถึงอาหารคีโต (ketogenic diet) สักหน่อยนะ ว่ามันคือการกินอาหารลดน้ำหนักที่มุ่งกินไขมันให้เป็นแหล่งหลักของแคลอรี่โดยกินคาร์โบไฮเดรตคือแป้งและน้ำตาลให้น้อยที่สุด อาหารชนิดนี้เป็นอาหารในกลุ่มเดียวกับอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ (low carb) เช่นอาหารอัทคิน อาหารปาลิโอ อาหารดูก็อง เป็นต้น วิธีกินก็ต้องกินเนื้อสัตว์ซึ่งมีไขมันจากสัตว์อยู่ด้วยเป็นหลัก ไม่กินข้าวแป้งน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตหรือกินน้อยมาก คือต่ำกว่า 50 กรัม เพื่อบีบให้ร่างกายสร้างพลังงานด้วยวิธีใช้ไขมัน (ketosis) อาหารแบบนี้รักษาเบาหวานให้หายได้เร็ว (หมายความว่าหยุดยาได้ขณะที่กินอาหารแบบนี้อยู่) ลดน้ำหนักได้ทันอกทันใจเพราะอาหารแบบนี้มีฤทธิ์ขับปัสสาวะดีมาก งานวิจัยเปรียบ [1] พบว่าส่วนที่หายไปจากอาหารคีโตในสิบวันแรกคือ ลดน้ำไป 61.2% ลดไขมัน 35.0% ลดโปรตีน 3.8% ขณะที่สิ่งที่หายไปจากอาหารแบบเฉลี่ยแคลอรี่ที่ใช้เปรียบเทียบกันคือ ลดน้ำไป 37.1% ลดไขมัน 59.5% ลดโปรตีน 3.4%

     อนึ่ง การจะได้ไขมันมากๆโดยไม่ได้คาร์โบไฮเดรตก็ต้องกินเนื้อสัตว์และไขมันจากสัตว์มากๆ ทำให้โคเลสเตอรอลในเลือดสูงระดับหลายร้อย และทำให้ผลวิจัยติดตามระยะยาวออกมาว่า [2] คนกินอาหารแบบคาร์โบไฮเดรตต่ำนี้นานไปจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้น

     ด้านอาหารวีแกน (vegan diet) นั้น คืออาหารที่กินแต่พืชเป็นหลักโดยไม่กินอะไรที่มาจากสัตว์เลยแม้กระทั่งนม ไข่ และปลาก็ไม่กิน เป็นอาหารที่ใช้ลดน้ำหนักได้ดีเช่นกัน แถมมีข้อดีโดดเด่นที่ทำให้ไขมันในเลือดต่ำ ทำให้โรคหัวใจหลอดเลือดถอยกลับหรือหายได้ ทำให้เบาหวานหายได้ และกินได้นานๆในระยะยาวโดยมีผลดีต่อสุขภาพด้วย งานวิจัย [3] ติดตามคนที่กินอาหารวีแกนจำนวนกว่า 96,000 คนพบว่าเมื่อหลายปีผ่านไปคนกลุ่มนี้จะลดความเสี่ยงเป็นโรคไขมันในเลือดสูงลงไป 75% ลดความเสี่ยงเบาหวานลงไป 47–78% และลดโอกาสเป็นมะเร็งลงไป 14%

     ส่วนอาหารแบบคีโตวีแกน (keto vegan diet) ก็คือการผสมอาหารทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน นั้นก็คือรักษาเอกลักษณ์ของอาหารคีโตที่กินไขมันมากๆควบกับการกินคาร์โบไฮเดรตน้อยๆเอาไว้ ขณะเดียวกันก็กินแต่พืชเป็นหลักไม่กินเนื้อสัตว์เลย หมายความว่าต้องกินพืชที่ให้ไขมันสูงเยอะ เช่นอะโวกาโด ทุเรียน กินถั่วสาระพัดชนิด กินนัทสาระพัดชนิด เพื่อจะให้ได้ข้อดีของการกินอาหารคีโตในแง่จะลดน้ำหนักเร็วๆ และได้ข้อดีของอาหารวีแกนในแง่ที่จะทำให้สุขภาพดีในระยะยาวด้วย

     ถามว่าการกินอาหารแบบคีโตวีแกนดีไหม ผมพอจะมีข้อมูลที่จะตอบได้ว่าก็ดีเหมือนกันนะ ข้อมูลที่ผมใช้คือ

     1. งานวิจัยแบบสุ่มตัวอย่างแบ่งกลุ่มเปรียบเทียบขนาดใหญ่ชื่อ PREDIMED [4] ซึ่งเปรียบเทียบอาหารเมดิเตอเรเนียนซึ่งมีไขมันจากพืชสูง (จากถั่ว นัท และน้ำมันมะกอก) กับอาหารชนิดอื่นที่มีไขมันต่ำกว่าพบว่าอาหารเมดิเตอเรเนียนที่มีไขมันจากพืชสูงลดอัตราตายโรคหัวใจหลอดเลือดได้มากกว่า

     (แต่ทั้งนี้ให้คุณสังเกตด้วยนะว่างานวิจัย PREDIMED นี้เป็นการวิจัยป้องกันปฐมภูมิ หมายความว่าได้ข้อมูลมาจากคนที่ยังไม่ได้ป่วยเป็นโรคหลอดเลือด จะเอาข้อมูลนี้ไปใช้กับคนที่เป็นโรคแล้วถูกหามเข้าโรงพยาบาลแล้วหรือทำบอลลูนใส่ขดลวดแล้วไม่ได้ ซึ่งกลุ่มหลังนี้งานวิจัย [5, 6]พบว่าการจะให้โรคหัวใจที่เป็นแล้วถอยกลับหรือหายได้ต้องใช้อาหารพืชเป็นหลักแบบไขมันต่ำ หรือ low fat PBWF ไม่ใช่อาหารแบบไขมันสูง)

     2. งานวิจัยเปรียบเทียบขนาดเล็กชิ้นหนึ่ง [7] ทำการเปรียบเทียบอาหารวีแกนแบบคาร์โบไฮเดรตต่ำไขมันสูง (Eco-Atkins) กับอาหารมังสวิรัติชนิดกินไข่กินนมแบบคาร์โบไฮเดรตสูงไขมันต่ำ (high carb lacto-ovo vegetarian) พบว่าอาหารวีแกนแบบคาร์โบไฮเดรตต่ำไขมันสูงลดน้ำหนักและลดไขมันในเลือดได้ดีกว่ากลุ่มกินมังสวิรัติชนิดกินไข่กินนมแบบคาร์โบไฮเดรตสูง

     3. งานวิจัยตามดูกลุ่มคนงานหนึ่ง [8] พบว่าคนที่กินอาหารมังสวิรัติแบบคาร์โบไฮเดรตต่ำและไขมันสูงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานลดลงเมื่อเทียบกับกลุ่มที่กินอาหารปกติที่มีเนื้อสัตว์อยู่ด้วย

     บนพื้นฐานของหลักฐานเหล่านี้ผมจึงแนะนำว่าหากคุณอยากกินอาหารแบบคีโตวีแกนก็กินได้ครับ อย่างน้อยก็ดีกว่าคีโคแบบกินหมูสามชั้นทุกวัน

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม
1. Yang MU,  TBV Itallie. Composition of weight lost during short-term weight reduction. Metabolic responses of obese subjects to starvation and low-calorie ketogenic and nonketogenic diets. J Clin Invest. 1976 Sep; 58(3): 722–730. doi: 10.1172/JCI108519
2. Noto H, Goto A et al. Low-Carbohydrate Diets and All-Cause Mortality: A Systematic Review and Meta-Analysis of Observational Studies. PLoS One. 2013; 8(1): e55030. doi: 10.1371/journal.pone.0055030
3. Le LT,  Sabaté J. Beyond Meatless, the Health Effects of Vegan Diets: Findings from the Adventist Cohorts. N Engl J Med. 2013 Apr 4; 368(14):1279-90.
4. Primary prevention of cardiovascular disease with a Mediterranean diet. Estruch R, Ros E, Salas-Salvadó J, Covas MI, Corella D, Arós F, Gómez-Gracia E, Ruiz-Gutiérrez V, Fiol M, Lapetra J, Lamuela-Raventos RM, Serra-Majem L, Pintó X, Basora J, Muñoz MA, Sorlí JV, Martínez JA, Martínez-González MA, PREDIMED Study Investigators.
5. Esselstyn CB Jr. Updating a 12-year experience with arrest and reversal therapy for coronary heart disease (an overdue requiem for palliative cardiology). Am J Cardiol 1999;84:339 –341.
6. Ornish D, et. al. Intensive lifestyle changes for reversal of coronary heart disease. JAMA 1998; 280(23): 2001-2007 1998
7. Jenkins DJ, Wong JMW, Kendall CWC, Esfahani A, Ng VWG, Leong TC, Faulkner DA, et. al. Effect of a 6-month vegan low-carbohydrate (‘Eco-Atkins’) diet on cardiovascular risk factors and body weight in hyperlipidaemic adults: a randomised controlled trial. BMJ Open. 2014; 4(2): e003505. doi: 10.1136/bmjopen-2013-003505.
8. Halton TL, Liu S, Manson JE, Hu FBLow-carbohydrate-diet score and risk of type 2 diabetes in women. Am J Clin Nutr. 2008 Feb; 87(2):339-46.

14 ธันวาคม 2562

การย้ำคิดก็คือการขาดความรู้ตัวเหมือนความมืดก็คือการขาดแสงสว่าง

กราบเรียนคุณหมอสันต์
ลูกสาวเรียนคณะพยาบาลที่ ม. ... ปี ... ตอนนี้มีอาการซึมเศร้าและมีความคิดฆ่าตัวตาย ขณะที่เพื่อนร่วมชั้นของเธอคนหนึ่งได้ฆ่าตัวตายจริงๆ หนูเป็นทุกข์มากว่าตัวเองเลี้ยงลูกมาไม่ดี ลูกจึงต้องมามีความทุกข์กับชีวิตแบบนี้ จนอาจารย์ที่ปรึกษาของลูกสาวต้องมาให้คำปรึกษาตัวหนูด้วยอีกคน คุณหมอช่วยหนูด้วย

...................................................

ตอบครับ

     ข่าวการฆ่าตัวตายของเด็กหนุ่มเด็กสาวในสถาบันการศึกษามีในทุกประเทศ ทุกสาขาอาชีพที่เด็กเรียน ไม่ใช่เป็นเพราะคณะหรือมหาวิทยาลัยที่ลูกของคุณเข้าไปเรียนดอก มันเป็นเพราะระบบการศึกษาที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้มันเป็นระบบที่มีฐานรากมาจากสมัยมนุษย์มีชีวิตอยู่ด้วยวิธีกดขี่ข่มเหงกันและกัน ระบบนี้สอนคนให้เอาชนะ เป็นผู้พิชิต ได้ที่หนึ่ง สอง สาม สี่ห้า เป็นหัวเคิร์ฟ นั่งอยู่บนหัวคนอื่นให้สำเร็จ เราสอนให้เชื่อในความคิดที่ว่าความเป็นบุคคลหรืออัตตาของเรานี้เป็นของจริง และสอนให้คนหลับหูหลับตาพอกพูนอัตตาตัวเองให้ใหญ่กว่าอัตตาของคนอื่น สอนให้เบ่งอัตตาประกวดกัน แต่ว่ามีเด็กจำนวนหนึ่งที่ทนระบบสังคมแบบนี้ไม่ได้ เวลาเขาเอาชนะในระบบนี้ไม่ได้ เขาก็รู้สึกว่าเขาไม่มีค่าที่จะอยู่ในระบบนี้อีกต่อไป แม้ในหมู่เด็กที่เอาชนะได้ก็มีจำนวนหนึ่งที่ไม่มีความสุขหรือมีความรู้สึกผิดกับการที่ต้องมานั่งอยู่บนหัวคนอื่น เพราะคนจำนวนหนึ่งไม่มีธรรมชาติที่จะเอาชนะคะคานหรือเป็นผู้พิชิต แต่มีธรรมชาติที่จะสำรวจค้นหา เป็นส่วนหนึ่ง มีส่วนร่วม และทำความเข้าใจ แต่ว่าระบบการศึกษาไม่ได้เปิดโอกาสให้ได้ใช้ธรรมชาติอย่างหลังนี้

     สิ่งที่เราพร่ำสอนบ่มเพาะให้เกิดขึ้นในชีวิตของเด็กนั้นคือความย้ำคิด (compulsiveness) ซึ่งมันจะผูกเป็นวงจรสนองตอบแบบอัตโนมัติชนิดที่มีความคิดและความจำพ่วงอยู่ในนั้นด้วยขึ้นในระบบประสาทอัตโนมัติ (conditioned reflex) เหมือนหมาที่ถูกสอนให้ฟังเสียงกระดิ่งก่อนได้อาหารทุกวันๆจนมันน้ำไหลทุกครั้งเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่ง ความคิดที่วนเวียนมาโผล่ในหัวของเด็กผ่านวงจรระบบประสาทอัตโนมัติแบบซ้ำซากนี้จะบงการชีวิตเด็กไปจนตาย หรือจนกระทั่งเด็กจะฟลุ้คๆเรียนรู้วิธีหลุดพ้นหรือปลดแอกตัวเองให้เป็นอิสระเสรีจากกรงความคิดของตัวเองได้ด้วยตัวเองสำเร็จ น่าเสียดายที่เด็กส่วนใหญ่ไม่รู้วิธีที่จะปลดแอกตัวเองออกจากตรงนี้ไปได้ ขณะเดียวกันเด็กส่วนหนึ่งก็ไม่อาจทนอยู่ในความย้ำคิดนี้ต่อไปได้ ต้องเลือกวิธีฆ่าตัวตายเป็นทางออก

     การย้ำคิดก็คือการมีชีวิตอยู่โดยขาดความรู้ตัว เหมือนความมืดที่ขาดแสงสว่าง

     ถ้าห้องนี้มืด คุณจะรวมพลังกันขับไล่แบบพากันเอาไม้กวาดไล่ตีความมืดสำเร็จไหม ไม่อย่างแน่นอน มันมีทางเดียวเท่านั้นคือเปิดให้แสงสว่างเข้ามา

     เมื่อคุณมีความย้ำคิด อย่าไปพยายามปลุกปล้ำกับความย้ำคิด คุณไม่มีวันทิ้งความคิดด้วยวิธีขับไล่หรือปลุกปล้ำกับมันได้ คุณจะทิ้งความคิดได้ก็ด้วยการมีความรู้ตัวเท่านั้น การฝึกวิธีใช้ชีวิตให้มีความรู้ตัวอยู่เสมอจึงเป็นหนทางเดียวที่จะปลดแอกตัวเองออกจากกรงของความย้ำคิดซึ่งเป็นมรดกอันเลวร้ายที่ระบบการศึกษาและระบบสังคมยัดเยียดใส่หัวพวกเราทุกคน

    การฝึกถอยความสนใจออกจากความย้ำคิดไปอยู่กับความรู้ตัว จะทำอย่างไร ผมเคยพูดไปหลายครั้งแล้วว่าให้ทำโดยอาศัยเครื่องมือห้าชิ้น ขอพูดตรงนี้อีกครั้งหนึ่งนะ เพราะมันคือหัวใจของการเดินหน้าไปสู่ความหลุดพ้นจากการถูกจองจำอยู่ในความย้ำคิด เครื่องมือทั้งห้าชื้นได้แก่

     เครื่องมือชิ้นที่ 1. คือความสนใจ (attention) สิ่งนี้คุณมีติดตัวมาตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว เพียงแค่ในการใช้เครื่องมือนี้คุณต้องฝึกดึงความสนใจออกจากตรงนั้นไปไว้ตรงนี้ให้ได้อย่างใจหมาย ปกติความสนใจมันถูกสอนให้ไปขลุกอยู่ในความคิดตลอดเวลา คุณต้องสามารถดึงมันออกจากความคิดไปจอดไว้ที่อื่นที่คุณอยากให้มันไปจอดอยู่ สถานที่จอดกลางทางที่ง่ายที่สุดที่คุณควรจะฝึกเอามาจอดก่อนก็คือการเฝ้าดูการหายใจ หมายความว่าให้คุณฝึกถอยความสนใจออกมาจากความคิด เอามาจอดเฝ้าดูการหายใจเข้าออกแทน

     เครื่องมือชิ้นที่ 2. คือการลาดตระเวณรู้สึกร่างกาย (body scan) ความรู้สึกบนร่างกายนั้นมันเกิดขึ้นจากพลังงานของร่างกายที่เรียกว่าพลังชีวิต (vital energy) แบบที่ภาษาจีนเรียกว่า "ชี่" หรือที่ภาษาแขกเรียกว่า "ปราณา" นั่นแหละ คุณสามารถเข้าไปคลุกคลีตีโมงหรือรับรู้การมีอยู่ของมันได้ด้วยเทคนิคการเอาความสนใจของคุณไปลาดตระเวณรับรู้ความรู้สึกบนร่างกาย ความรู้สึกหรืออาการบนร่างกายนี้ตรงกับคำอังกฤษว่า feeling ภาษาบาลีใช้คำว่าเวทนา ซึ่งมันเกิดขึ้นจากพลังชีวิต การคลุกคลีตีโมงกับพลังชีวิตมีแต่คุณไม่มีโทษ ผลพลอยได้คือจะทำให้คุณผละหนีจากความคิดอันเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ได้ง่ายขึ้น

     เครื่องมือชิ้นที่ 3. คือการผ่อนคลายร่างกาย (relaxation) เพราะการผ่อนคลายร่างกายเป็นกลเม็ดในการถอยความสนใจออกมาจากความคิดแบบเนียนๆอีกวิธีหนึ่ง กล่าวคือความคิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดชนิดที่เรียกว่า "อารมณ์" นั้นมันมีสองขา ขาหนึ่งเป็นเนื้อหาสาระเรื่องราวในภาษา อีกขาหนึ่งเป็นอาการบนร่างกาย ซึ่งมักเป็นการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ เมื่อระงับขาหนึ่งก็มีผลระงับอีกขาหนึ่งด้วย ประเด็นสำคัญคือการผ่อนคลายกล้ามเนื้อนี้เราสั่งการเอาได้ มันจึงเป็นทางลัดในการวางความคิดแบบเนียนๆ

     เครื่องมือชิ้นที่ 4. คือสมาธิ (meditation) หมายถึงการที่คุณเอาความสนใจไปจ่ออยู่ที่อะไรอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียวอย่างต่อเนื่องลึกลงไปๆๆ จนความสนใจถูกลากออกมาจากความคิดอย่างสิ้นเชิงมาอยู่กับสิ่งที่คุณจดจ่อเท่านั้น การฝึกสมาธิก็ต้องนั่งสมาธิอย่างน้อยวันละยี่สิบสามสิบนาทีทุกวัน ควบคู่ไปกับการฝีกมีสมาธิขณะทำงานและขณะใช้ชีวิตประจำวัน

     เครื่องมือชิ้นที่ 5. คือการขยันตื่น (alertness) หมายถึงว่าคุณทำตัวเองให้ตื่นขึ้นมาด้วยการหายใจเข้าลึกๆ ยืดหน้าอกขึ้น แอบสะดุ้งตัวเองนิดๆ ให้ตื่นตัวมาอยู่กับปัจจุบัน ปัจจุบันข้างนอกก็คือภาพเสียงสัมผัสตรงหน้า ปัจจุบันข้างในก็คือพลังชีวิต เมื่อเวลาเราตื่น มันจะเป็นเหมือนคนที่ต้องเดินสัญจรอยู่บนคลองที่ผิวน้ำแข็งในหน้าหนาว คือต้องเดินด้วยความตื่นตัวพร้อมรับรู้และระมัดระวังอย่างยิ่งเพราะอาจเหยียบลงไปบนน้ำแข็งตรงที่มันบางกว่าปกติแล้วยวบลงไปได้ หรือเปรียบอีกอย่างหนึ่งก็คือต้องตื่นเหมือนกับทหารที่ถูกส่งไปลาดตระเวณในดินแดนของศัตรู ตัวเองไม่รู้ภูมิประเทศ ไม่รู้ว่าเจ้าภาพเขาจะซุ่มโจมตีตรงไหนเมื่อไหร่ จึงต้องลาดตระเวณด้วยความตื่นตัวระแวดระวังอย่างยิ่ง ต้องตื่นประมาณนั้น ประเด็นสำคัญที่สุดก็คือคุณกระตุ้นตัวเองให้ตื่นขึ้นมาไม่ใช่นานๆครั้ง แต่ทุกวินาทีหรือทุกลมหายใจเข้าออก เครื่องมือชิ้นนี้มันคือการธำรงรักษาหรือผดุงความรู้ตัวของคุณเอาไว้ มันเป็นเครื่องมือที่มีความลึกซึ้งมาก และคุณจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอนหากคุณขยันใช้มันได้จนทุกลมหายใจเข้าออก

     เครื่องมือทั้งห้าชิ้นนี้จะช่วยเปิดเอาความรู้ตัวเข้ามาส่องไล่ความย้ำคิดให้แผ่วหายไปเหมือนสวิสต์ไฟเป็นเครื่องมือเปิดแสงสว่างเข้ามาขับไล่ความมืดภายในห้อง โดยที่ไม่ต้องไปปลุกปล้ำขับไล่ความมืดด้วยการเอาไม้กวาดไล่ตีหรือด้วยวิธีอื่นๆเลย ให้คุณหาทางให้ลูกสาวได้รับรู้และทดลองการใช้เครื่องมือทั้งห้าชิ้นนี้ ลองให้เธอพยายามทำเองก่อน หากติดขัดอะไร ให้หาโอกาสพาเธอมาเข้า Spiritual Retreat

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

13 ธันวาคม 2562

ใครบอกให้ตัดสายสะดือ และ..อย่าฝึกฝนตัวเองให้เป็นคนบ้า

เรียนคุณหมอสันต์
หนูมีความรู้สึกลึกๆที่ไม่รู้จะพูดกับใคร คิดว่าจะพูดกับคุณหมอได้คนเดียว คือหนูรู้สึกว่าภายในหนูดิ้นรนแสวงหาความอิสระเสรีแต่ก็มีความว้าวุ่นตรงที่ไม่อาจจะข่มใจตัดสายสะดือได้ หมายถึงครอบครัวคือสามีและลูก ทำให้ไม่อาจตัดใจออกจากบ้านไปมุ่งแสวงหาตามลำพังได้ จึงทุกวันนี้กลายเป็นคนซึมเศร้าไม่อยากพูดจากับใคร สามีเห็นเข้าเขาพยายามจะมาพูดด้วยมาทำความเข้าใจก็ไม่เป็นผล หนูควรจะตัดสินใจอย่างไรดี

..................................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าอยากจะไปแสวงหาความหลุดพ้น แต่ก็ไม่กล้าตัดสายสะดือทิ้งครอบครัว จะทำไงดี ตอบว่าแล้วทำไมต้องตัดสายสะดือด้วยละครับ ความหลุดพ้นที่คุณอยากแสวงหานี้มันไม่ใช่สิ่งที่จะหาได้จากการทิ้งครอบครัวไปอยู่สำนักสงฆ์หรือสำนักนางชีนะครับ แต่มันเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในตัวคุณเองเมื่อคุณ "ฝ่าข้าม" อายตนะที่ย้ำเตือนให้คุณยึดมั่นกับขอบเขตอันจำกัดจำเขี่ยของความเป็นบุคคลคนนี้ ออกไปรับรู้ผ่านกลไกที่ลึกซึ้งและละเอียดกว่าอายตนะและความคิดอ่าน ไปรับรู้ถึงความรู้ตัวอันเป็นพลังเมตตาที่เป็นรากฐานให้กำเนิดทุกสิ่งทุกอย่างรวมไปถึงทุกชีวิตนอกตัวคุณด้วย

      การที่คุณเกิดมา ได้พบรัก ได้แต่งงาน มีสามี มีลูก และใช้ชีวิตยุ่งเกี่ยวผูกพันอย่างลึกซึ่งกับครอบครัวของคุณ จนคุณแทบจะรู้สึกว่าลูกและสามีนั้นหลอมรวมกับคุณเป็นหนึ่งเดียวจนแทบจะไม่ต่างอะไรกับตัวคุณเองเลย นั่นเป็นการเริ่มต้นของการใช้ชีวิตที่ดีหรือเรียกภาษาจิ๊กโก๋ว่าคุณมาได้สวยแล้ว คือคุณได้เปิดตัวเองออกไปหลอมรวมกับชีวิตอื่น อันได้แก่สามีและลูก การจะเดินต่อจากนี้ไม่ยากเลย เพียงแค่คุณค่อยๆขยายเป้าหมายความรักความเมตตานี้ให้แผ่ออกไปโอบรับชีวิตอื่นอีกสักสองสามสี่ห้าชีวิต แล้วก็ออกไปอีก ออกไปอีกอย่างช้าๆเท่าที่พลังเมตตาจะผลักดันให้คุณไปได้ จนในที่สุดจนคุณรับรู้ได้ว่าทุกชีวิตรอบตัวคุณก็ล้วนแชร์พลังเมตตาที่เป็นฐานของชีวิตอันเดียวกับคุณ แก่นแท้ของทุกชีวิตรอบตัวคุณเป็นหนึ่งเดียวกับแก่นแท้ของชีวิตของคุณ นั่นแหละ คุณหลุดพ้นจากสำนึกว่าเป็นบุคคลนี้แล้ว ไม่ต้องไปตัดสายสะดืออะไรเลย

     มองในอีกมุมหนึ่ง เส้นทางของการหลุดพ้นนี้มันเป็นวิถีที่น่าจะใกล้กับคำในภาษาอังกฤษว่า invocation ซึ่งคำนี้ผมขอแปลว่าการพยายามขุดค้นเอาสิ่งที่ยิ่งใหญ่ภายในตัวคุณออกมา การจะทำอย่างนั้นได้คุณต้องเข้าไปให้ลึกกว่าอายตนะทั้งห้าและความคิด มันจะเป็นการ feel หรือรับรู้หรือซาบซึ้งกับสิ่งรอบตัวอย่างลึกซึ้ง นอกจากสิ่งมีชีวิตรอบตัวแล้วยังไม่เว้นแม้กระทั่งท้องฟ้าที่เป็นอากาศให้คุณหายใจเข้าไป ผืนดินที่คุณเดินเหยียบไป ต้นไม้ดอกไม่ที่ให้ความสดชื่นแก่คุณ และน้ำท่าที่คุณอาบและดื่ม ให้คุณดำเนินชีวิตให้สอดคล้องสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัวด้วยเจตนาที่จะเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไรโดยไม่ไปพยายามเอาความคิดอันคับแคบด้วยคอนเซ็พท์ความเป็นบุคคลของคุณไปบิดเบือนเจตนานั้น ถ้าผมใช้คำว่ายอมรับหรือ acceptance ก็อาจจะพอสื่อได้แม้ว่าจะไม่สะใจผมนักแต่ผมยังไม่เห็นคำไหนที่ดีกว่า ทำอย่างนี้ไปแล้วคุณก็จะพบว่าในที่สุดคุณจะค่อยๆฝ่าข้ามกรอบของอายตนะที่คอยแต่จะชี้ให้คุณเห็นรั้วของความเป็นบุคคลของคุณออกไปได้

      2. คุณถามมาข้อเดียวนะ ข้อนี้คุณไม่ได้ถามแต่ผมแถมให้ คือคุณอย่าฝึกฝนตัวเองให้เป็นคนบ้า ผมหมายความว่าคุณเสาะหาความหลุดพ้นนั้นโอเค.แต่คุณอย่าไปเล่นกับความคิด เพราะความคิดนี้มันมีอำนาจพาคุณไปไกลจนกู่ไม่กลับหรือบ้าได้ สมมุติว่าเด็กคนหนึ่งชอบเล่นละครว่าตัวเองป่วยเป็นไข้เพื่อจะได้ไม่ต้องไปโรงเรียน หนูน้อยคนนั้นกำลังฝึกฝนร่างกายตัวเองให้เป็นคนขี้โรคเพื่อแลกกับความเอาใจใส่ของพ่อแม่ ทั้งความคิด อารมณ์ และร่างกาย ของเธอก็จะเฮโลร่วมมือเพื่อให้มีอาการเจ็บป่วยเพื่อให้เจ้าตัวซึ่งเป็นนายใหญ่ได้รางวัลที่เธออยากได้

     เช่นเดียวกัน เมื่อหนุ่มสาวที่แต่งงานแล้วเล่นละครบทเศร้าใส่คู่สมรสเพื่อให้ได้ความเอาใจใส่จากคู่สมรส ความซึมเศร้านั้นเป็นความคิดนะ เขาหรือเธอคนนั้นกำลังฝึกฝนตัวเองให้เป็นคนบ้าด้วยวิธีทดลองเป็นคนบ้าระดับเล็กๆดูก่อน แล้วกลับมาเป็นคนดี เป็นคนบ้าเล็กๆแล้วกลับมาเป็นคนดี ทำแบบนี้บ่อยๆวันหนึ่งพอทดลองเป็นอีกครั้งแล้วก็จะกลับมาไม่ได้ คือบ้าจริงๆไปเลย

     การบ่มเพาะนิสัยโกรธหงุดหงิดโมโหก็เช่นกัน อันนี้ไม่เกี่ยวกับคุณแต่ไหนๆก็พูดถึงแล้วผมพูดเผื่อท่านผู้อ่านท่านอื่นด้วย การเพาะนิสัยหงุดหงิดมันเป็นการฝึกฝนตัวเองให้เป็นคนบ้าด้วยหลักการเดียวกันกับการเล่นบทพระเอกนางเอกเรื่องศาลาคนเศร้านั่นแหละ คือทดลองเป็นบ้าไปหลายๆครั้งแล้วกลับมาดี บ้าแล้วกลับมาดี แต่จะมีครั้งหนึ่งที่เป็นบ้าแล้วกลับมาดีไม่ได้ หมายความว่าคุณได้มอบชีวิตนี้ให้กับความคิดของคุณไปอย่างสิ้นเชิงเสียแล้ว ถึงจุดนั้นแล้วไม่มีใครช่วยคุณได้ เพราะแม้หลวงพ่อที่วัดก็ยังประกาศไม่รับคนบ้าเข้าวัด

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

11 ธันวาคม 2562

แค้มป์ทักษะชีวิตสำหรับเด็ก (Life Skill Camp For Kids)

     ปิดเทอมครั้งหน้านี้ (25 เมย. - 3 พค. 2563) หมอสันต์จะเปิดแค้มป์สอนทักษะชีวิตให้กับเด็กอายุ 8-15 ปี (ประมาณ ป.3 - ม.3) เรียกว่า Life Skill Camp For Kids โดยจะเอาเด็กมากินมานอนในบ้านหมอสันต์ซึ่งก็คือ Wellness We Care Center ที่มวกเหล็ก แล้วสอนทักษะชีวิต 10 อย่างตามสะเป๊คขององค์การอนามัยโลก โดยอาศัยครูพี่เลี้ยงที่มีความคุ้นเคยกับเด็กมาช่วยดูแล และคราวนี้จะได้ใช้ความสามารถของผู้จัดการเวลเนสซึ่งเรียนจบป.โทมาทางจิตวิทยาการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เต็มไม้เต็มมือกันละ รายละเอียดของแค้มป์เป็นดังนี้

แค้มป์ทักษะชีวิตสำหรับเด็ก Life Skill Camp For Kids

วัตถุประสงค์

     เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตสิบประการ คือ

     1. ทักษะการรับมือกับอารมณ์ของตัวเอง (Coping with Emotion) ไม่ว่าจะเป็นยามโกรธ ยามเศร้า ยามดีใจ ยามเกิดความอยากทางเพศ ก็รู้วิธีรับมือได้ทั้งนั้น

     2. ทักษะการรับมือกับความเครียด (Coping with Stress) คือเมื่อเครียด หรือมีความคิดลบแล้วรู้ เมื่อรู้แล้วก็สามารถพาตัวเองให้หลุดพ้นจากความเครียดได้

     3. ทักษะการสื่อสาร (Effective Communication) คือสามารถในการใช้ภาษา ท่าทาง ลูกล่อลูกชน ให้คนอื่นเข้าใจ เห็นด้วย คล้อยตามตัวเองด้วยดี

     4. ทักษะการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น (Interpersonal Relationship) คือคบคนเป็น คบกับคนอื่นแล้วมีการแลกเปลี่ยนสิ่งดีๆต่อกัน ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์

     5. ทักษะการคิดวินิจฉัย (Critical Thinking) คือคิดวิเคราะห์ข้อมูล เปรียบเทียบ ประเมิน ได้เสีย ดีไม่ดี ถูกไม่ถูก เป็นทักษะที่ใช้ประกอบกับทักษะการตัดสินใจ

     6. ทักษะการตัดสินใจ (Decision Making) ไม่ว่าจะในเรื่องการเอาตัวรอดจากสิ่งคุกคามยั่วยุยามหน้าสิ่วหน้าขวาน เช่นการติดเชื้อเอดส์ การจะเผลอมีลูกโดยไม่ตั้งใจ การติดยาเสพย์ติด โจรภัย ไปจนถึงการตัดสินใจในเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพของตนเองเช่นแต่ละวันจะกินอะไร จะมีกิจกรรมออกกำลังกายอย่างไรด้วย

     7. ทักษะการแก้ปัญหา (Problem Solving) คือนอกจากจะตัดสินใจได้แล้ว ยังสามารถลงมือแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง ลงมือแก้ แล้วประเมิน แล้วตัดสินใจ แล้วลงมือแก้ แล้วประเมิน

     8. ทักษะการคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) ความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้เกิดจากประสบการณ์ แต่เกิดจากจินตนาการ (imagination) และความบันดาลใจ (inspiration) ซึ่งถูกดาวน์โหลดจากภายนอกเข้ามาสู่ใจตัวเองผ่านกลไกตัวช่วยหลักที่เรียกว่าปัญญาญาณ (intuition) ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องฝึกฝนเรียนรู้ทดลองปฏิบัติ ถ้าได้รับการสอนให้รู้วิธีฝึกฝนมาตั้งแต่เป็นเด็กอายุ 1-7 ขวบก็ยิ่งดี

     9. ทักษะการเข้าใจเห็นใจผู้อื่น (Empathy) รู้จักยอมรับคนรอบตัวเรา ยอมรับ ขอบคุณ ให้อภัย ขอโทษ แผ่เมตตา

     10. ทักษะการรู้ตัว (Self Awareness) รู้ว่าตัวเองกับความคิดเป็นคนละอันกัน ตัวเองสามารถสังเกตดูความคิดของตัวเองได้ และความคิดก็ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองต้องหลับหูหลับตาทำตามเสมอไป เพราะความคิดนั่นถูกชงขึ้นมาจากความสำคัญผิดว่าความเป็นบุคคลสมมุตินี้เป็นของจริง จึงต้องไม่เผลอหลงกลความคิดแล้วพาตัวเองไปเป็นทุกข์

ประสบการณ์เรียนรู้ที่จัดให้

     เด็กจะเรียนรู้ทักษะชีวิตผ่านประสบการณ์การใช้ชีวิตร่วมกันตลอด 9 วัน ซึ่งรวมถึง

     1. การใช้ชีวิตในบ้านเดียวกัน (15 ห้อง ติดแอร์หมด) การใช้กฎกติกามารยาทในการใช้บ้านร่วมกัน การแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบในการดูแลบ้าน

     2. การทำอาหารสุขภาพกินเอง ในลักษณะช่วยกันทำ ช่วยกันกิน โดยมีครัวปราณาเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ในเรื่องนี้ นอกจากทักษะการทำและการกินอาหารสุขภาพแล้ว ยังมีการฝึกทักษะการจ่ายตลาดเลือกซื้ออาหารสุขภาพด้วย

     3. การทำฟาร์มแบบเกษตรอินทรีย์ ทั้งการทำกิจกรรมขนาดใหญ่ในฟาร์มร่วมกัน เช่นการรีไซเคิลขยะ การหมักปุ๋ยอินทรีย์จากขยะและเศษใบไม้ การปลูกพืช รดน้ำ พรวนดิน ขยายพันธ์ และการทำโครงการเกษตรของตัวเองเช่นการเพาะสะเปร้าท์ไว้ทำสลัดของตัวเอง ทั้งนี้โดยใช้ทั้งฟาร์มวีแคร์ที่บนเขา และฟาร์มวีแคร์ที่ริมน้ำเป็นศูนย์การเรียนรู้

     4. การเดินทางไกลร่วมกัน เป็นการเดินทางไกลระยะ  5-10 กม. ด้วยเท้าในบรรยากาศธรรมชาติของอ.มวกเหล็ก เพื่อเรียนรู้การทำงานเป็นทีม การสนับสนุนพึ่งพากันและกัน และการเอาชนะอุปสรรค

     5. การตั้งแค้มป์ดูดาว

     6. การทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และปัญญาญาณ เช่น งานปั้นดินเหนียว งานวาดลายเส้น งานระบายสีน้ำ

     7. การเดินป่า

     8. การฝึกใช้เครื่องมือจำเป็นในการวางความคิด อันได้แก่ (1) การผ่อนคลายร่างกาย (body relaxation) (2) การลาดตระเวณรับความรู้สึกบนร่างกาย (body scan) (3) การฝึกสมาธิ (meditation) (4) การฝึกความตื่น (alertness) (5) การฝึกสติ (attention) (6) การสังเกตความคิด

      9. การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมเกมการละเล่นต่างๆ ซึ่งมุ่งพัฒนาทักษะทั้งสิบไปพร้อมๆกับการเรียนรู้การออกกำลังกายแบบต่างๆ ทั้งแอโรบิก ฝึกกล้ามเนื้อ ฝึกการทรงตัว กิจกรรมเหล่านี้รวมถึงการลงเล่นน้ำในสระว่ายน้ำของเวลเนสวีแคร์เอง และลงเล่นน้ำคลองและน้ำตกภายใต้การกำกับดูแลของพนักงานช่วยชีวิต (life guard)

     กิจกรรมทุกกิจกรรมจะทำผ่านการกระตุ้นความอยากเรียนอยากรู้ โดยหลีกเลี่ยงการบังคับเด็ก ตารางกิจกรรมในแต่ละวันจะประกาศเมื่อใกล้วันเปิดแค้มป์

     ไม่อนุญาตให้ผู้ปกครองเข้ามายุ่งกับกิจกรรมของเด็กในแค้มป์ แต่มาสังเกตการณ์อยู่ห่างๆโดยไม่รบกวนการทำกิจกรรมของเด็กได้ ผู้ปกครองแวะมาเยี่ยมและพูดคุยกับเด็กได้ในช่วงเวลาที่ปลอดกิจกรรม แต่ไม่ควรจะอยู่กับเด็กนานเกินครั้งละ 15 นาที ทั้งนี้ห้ามนำขนม ของกิน ของเล่น ของฝากใดๆมาให้เด็กระหว่างอยู่ในแค้มป์ กรณีเด็กลืมของใช้จำเป็น ทางแค้มป์จะจัดหาให้

คำยินยอมของผู้ปกครอง

     การสมัครส่งเด็กเข้าแค้มป์ฝึกทักษะชีวิต ถือว่าผู้ปกครองยินยอมให้หมอสันต์นำเด็กลูกหลานของตนไปทำกิจกรรมทั้ง 9 ข้อข้างต้นโดยไม่มีข้อแม้ หากมีข้อแม้แม้เพียงข้อเดียว หมอสันต์จะไม่รับเด็กคนนั้นเข้าแค้มป์นี้ เพราะการฝึกทักษะ จะเกิดขึ้นไม่ได้หากโน่นก็ไม่ให้ทำ นี่ก็ไม่ให้ทำ เป็นดุลพินิจของหมอส้นต์ที่จะเลือกให้เด็กคนไหนงดเว้นกิจกรรมอะไรหากมีความจำเป็นในเรื่องความปลอดภัย โดยถือว่าผู้ปกครองยอมรับความเสี่ยงที่ยังมีอยู่ตามธรรมชาติของทุกกิจกรรมที่หมอสันต์เลือกให้เด็กทำ

     อนึ่ง นอกจากผู้ปกครองจะยินยอมแล้ว ตัวเด็กจะต้องยินยอมมาเข้าแค้มป์ด้วย โดยครูพี่เลี้ยงจะถามความยินยอมของเด็กในวันแรกที่มาถึง หากเด็กถูกบังคับให้มา มาถึงแล้วร้องไห้จ้าจะกลับบ้านเสียให้ได้ หมอสันต์จะไม่รับเข้าแค้มป์

แค้มป์นี้เป็น unplugged camp 

     แค้มป์นี้ไม่สนับสนุนให้เด็กใช้โทรศัพท์และจอภาพทุกชนิด ครูพี่เลี้ยงจะเก็บโทรศัพท์เด็กเป็นการชั่วคราว จะอนุญาตให้โทรศัพท์ได้วันละ 1 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 15 นาที

ค่าใช้จ่ายในการมาเข้าแค้มป์ Life Skill For Kids

     คนละ 9,000 บาท ราคานี้รวมอาหารวันละสามมื้อ อาหารว่างวันละสองเบรค ค่าที่พักห้องพักเดี่ยวห้องละ 2 คน 9 วัน 8 คืน ทั้งหมดนี้ไม่รวมค่าเดินทาง ทุกคนต้องเดินทางไปและกลับด้วยค่าใช้จ่ายของตนเอง เงินค่าลงทะเบียนเข้าแค้มป์เมื่อรับแล้วจะไม่มีการจ่ายคืน ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น

จำนวนที่รับเข้าแค้มป์

     รับไม่เกิน 30 คน มาก่อนรับก่อน เต็มแล้วปิด ไม่มีการเสริมเตียง เสริมเก้าอี้

วิธีลงทะเบียนเข้าแค้มป์

     โทรศัพท์ติดต่อคุณเฟิร์น ที่หมายเลข 063 639 4003 หรือไลน์ @wellnesswecare หรืออีเมล host@wellnesswecare.com

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

08 ธันวาคม 2562

ชีวิตใน "ห้องรวม" ของผู้สูงอายุกลุ่มต้องพึ่งพา (dependent living)

เรียนคุณหมอสันต์
                สวัสดีค่ะ หนูเป็นนักศึกษาสาขาสถาปัตยกรรม ปี5 มหาวิทยาลัย ... หนูได้อ่านบทความของคุณหมอ ที่เขียนตอบในBlog เรื่องการออกแบบคอนโดคนแก่ ที่คุณหมอได้เขียนตอบนักศึกษาสถาปัตยกรรมไว้ หนูพบว่าลักษณะโครงการที่ คุณหมออธิบายมีลักษณะตรงกับโครงการที่หนูเลือกเป็นหัวข้อในการทำวิทยานิพนธ์ ปัจจุบันหนูกำลังศึกษาในหัวข้อ กลุ่มผู้สูงอายุที่จะมาอยู่ภายในโครงการ ศึกษาลักณะทางกายภาพ ของผู้สูงอายุจากตอนแรกในโครงการวิทยานิพนธ์ของหนูนั้น มุ่งเน้นไปการแบ่งผู้สูงอายุตามช่วงวัยที่เป็นตัวเลข แต่พบว่าการแบ่งกลุ่มผู้สูงอายุในลักษณะนั้นไม่สามารถออกแบบสภาพแวดล้อมได้ที่เหมาะสมได้ เลยศึกษารูปแบบการให้บริการการจัดการที่พักอาศัยเพื่อผู้สูงอายุ ทำให้พบว่าการแบ่งกลุ่มผู้สูงอายุเพื่อออกแบบที่จะมีประสิทธิ์ภาพคือการแบ่งตามลักษณะทางกายภาพของผู้สูงอายุ โดยลักษณะโครงการของหนูจะเน้นรับผู้สูงอายุที่อยู่ตัวคนเดียว (อาจมีญาติ มาเยี่ยมเป็นครั้งคราว )
แบ่งกลุ่มผู้สูงอายุเป็น 3 กลุ่มคือ
กลุ่มไม่ต้องการพึ่งพา
กลุ่มกึ่งพึ่งพา
กลุ่มต้องการพึ่งพา(Bedridden)
โดยอยากขออนุญาติให้คุณหมอช่วยชี้แนะ และแนะนำข้อมูลการทำวิทยาพิพนธ์ในประเด็น 2 ประเด็นค่ะ
1. ในกลุ่มผู้สูงอายุ ทั้งสามกลุ่มที่แยกลักษณะตามกายภาพนั้น หนูอยากให้รูปแบบของโครงการเกิดความเป็น “ชุมชน” ในโครงการ คือการให้ผู้สูงอายุได้อยู่ร่วมกัน แต่ด้วยลักษณะทางร่างกายของผู้สุงอายุทั้งสามกลุ่ม ที่มีความแตกต่างกัน จะสามารถมีกิจกรรมไหนที่จะให้ผู้สูงอายุทั้งสามกลุ่มสามารถมาใช้เวลาด้วยกัน หรือผูกสัมพันธ์กันได้บ้างคะ
2. ลักษณะของผู้สูงอายุที่ติดเตียง ทำให้ความต้องการด้านการรักษาทางการแพทย์ของกลุ่มนี้แตกต่างจากกลุ่มผู้สูงอายุกลุ่มอื่นหนูเลยอยากทราบเบื้องต้นค่ะ ว่าในโครงการของหนูจะมีส่วนที่เป็นบริการด้านสุขภาพเบื้องต้น ควรจะมีการบริการด้านใดบ้างคะ  เบื้องต้นในส่วนบริการต่างๆในโครงการหนูได้แนบข้อมูลมาด้วย
จึงอยากขออนุญาตรบกวนอาจารย์หมอช่วยพิจารณา ให้ความรู้หนูในการดูแล หรือการจัดกิจกรรม และส่วนบริการด้านพยาบาล ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยติดเตียงเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการทำวิทยานิพนธ์

....................................................

ตอบครับ

    มาอีกละ เด็กทำการบ้านแล้วเขียนจดหมายมาให้หมอสันต์ช่วย มีตั้งแต่เด็กชั้นมัธยมทำวิชาเคมีไม่ได้ ผมต้องสาระภาพว่าผมทิ้งจดหมายเหล่านั้นหมดเพราะไม่มีเวลาและบล็อกของผมก็ไม่ใช่บล็อกติวเตอร์เด็กนักเรียน แต่ฉบับนี้ถามการบ้านเรื่องการออกแบบสถานที่ดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งผมเห็นว่าผู้อ่านท่านอื่นๆจะได้ประโยชน์ จึงหยิบมาตอบ

     ก่อนที่จะตอบคำถาม ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ท่านผู้อ่านทั่วไปก่อน ว่า

     ประเด็นแรก เส้นแบ่งผู้สูงอายุระหว่างกลุ่มไม่ต้องการพึ่งพา (independent living) กับกลุ่มกึ่งพึ่งพา (assisted living) คือถ้าทำกิจกรรมสำคัญ 7 อย่างต่อไปนี้ (IADL) เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ ก็ถือว่าต้องไปเข้ากลุ่มกึ่งพึ่งพา คือ

     (1) อยู่คนเดียวไม่ได้ คือเหงาแล้วจะมีอันเป็นไป รวมไปถึงการสื่อสารกับโลกภายนอกไม่ได้ โทรศัพท์ไม่ได้ เป็นต้น

     (2) ไปไหนมาไหนเองไม่ได้

     (3) ทำอาหารกินเองไม่ได้

     (4) ไปจ่ายตลาดช้อปปิ้งเองไม่ได้

     (5) ดูแลที่อยู่ของตัวเองไม่ได้ หมายถึงปัดกวาดเช็ดถูทิ้งขยะ

     (6) บริหารยาตัวเองไม่ได้ หมอให้กินยาอะไรบ้างไม่รู้ ทำไมถึงต้องกินยาแต่ละตัวไม่รู้ กินอย่างไรไม่รู้ ขนาดเท่าไหร่ไม่รู้ มีผลข้างเคียงอย่างไร..ไม่รู้

     (7) บริหารเงินของตัวเองไม่ได้ ไม่รู้ว่าเงินตัวเองมีเท่าไหร่ ติดลบไปแล้วหรือยัง จ่ายบิลต่างๆเช่นประปา ไฟฟ้า อินเตอร์เน็ท รับเงิน (ถ้ายังมีรายรับ) โอนเงิน ฝากเงิน ทำไมได้ทั้งนั้น

     ประเด็นที่ 2 เส้นแบ่งระหว่างกลุ่มผู้สูงอายุกลุ่มกึ่งพึ่งพา (assisted living) กับกลุ่มต้องการพึ่งพา (dependent living) คือเมื่อใดก็ตามที่ทำกิจจำเป็นห้าอย่างต่อไปนี้ (ADL) ไม่ได้แม้เพียงอย่างเดียวก็จะถูกจัดไปเข้ากลุ่มต้องพึ่งพา คือ

     (1) ทำความสะอาดตัวเองไม่ได้ เช่น อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ตัดเล็บ หวีผม

     (2) ใส่เสื้อผ้าเองไม่ได้

     (3) กินเองไม่ได้ ต้องป้อนหรือใช้สายยาง

     (4) ควบคุมการอึฉี่ไม่ได้ หรือเข้าห้องสุขาเองไม่ได้

     (5) เคลื่อนไหวไม่ได้ ลุกจากเตียงเองไม่ได้ เดินหรือขึ้นรถเข็นเองไม่ได้ เข็นตัวเองไม่ได้

     เอาละ คราวนี้มาตอบคำถาม

     1. ถามว่าหากอยากออกแบบโครงการให้มีความเป็นชุมชน จะทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุที่แตกต่างกันตามดีกรีของความเดี้ยงทั้งสามกลุ่มมาร่วมกิจกรรมกันได้ ตอบว่าก่อนอื่น คุณจะต้องแยกผู้สูงอายุกลุ่มต้องพึ่งพาออกเป็นสองกลุ่มย่อย คือ

     (1) กลุ่มที่มีเงินจ้างผู้ดูแลประจำตัว (private caregiver)
     (2) กลุ่มที่ไม่มีเงินจ้างผู้ดูแลประจำตัว

     ในการออกแบบกิจกรรมทุกชนิด ผู้สูงอายุกลุ่มไม่ต้องการพึ่งพา กลุ่มกึ่งพึ่งพา และกลุ่มต้องการพึ่งพาแต่มีผู้ดูแลประจำตัว สามารถเข้าร่วมกิจกรรมกันได้หมดทุกกิจกรรมไม่จำเป็นต้องแยกแยะ เพียงแต่การออกแบบกิจกรรมต้องออกแบบให้รองรับผู้ร่วมกิจกรรมที่มาพร้อมกับผู้ดูแลส่วนตัวด้วย

     ส่วนผู้สูงอายุกลุ่มต้องการพึ่งพาที่ไม่มีเงินจ้างผู้ดูแลส่วนตัวนั้น ต้องแยกไปออกแบบชีวิตให้ต่างหาก ซึ่งผมจะรวบไปตอบในคำถามที่ 2.

     2. ถามว่าผู้สูงอายุที่ต้องการพึ่งพา (ติดเตียง) ต้องออกแบบอะไรให้บ้าง ตอบว่า ผมจะโฟกัสเป็นพิเศษสำหรับผู้ติดเตียงที่ไม่มีผู้ดูแลส่วนตัวนะ เพราะผู้สูงอายุที่มีเงินจ้างผู้ดูแลส่วนตัวสามารถไปอยู่ห้องพิเศษซึ่งมีลักษณะการใช้ชีวิตเหมือนกลุ่มกึ่งพึ่งพาได้ การออกแบบส่วนกิจกรรมต่างๆที่คุณส่งมาให้ดูนั้นก็โอเค.อยู่ ถ้ามองจากมุมของการจะทำให้สถาบันนั้นฉาบฉวยดูดี แต่ในชีวิตจริงผู้สูงอายุกลุ่มต้องพึ่งพาที่อยู่ใน "ห้องรวม" จะไม่ได้ใช้สิ่งเหล่านั้นเลย สิ่งที่ผู้สูงอายุที่ติดเตียงที่ไม่มีเงินจ้างผู้ดูแลส่วนตัวต้องการอย่างแท้จริง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการออกแบบเหมาโหลใช้ประโยชน์ได้กับทุกคน คือ

     2.1 ต้องมีกลไกหรือหุ่นยนต์ที่ช่วยพลิกตัวเปลี่ยนท่านอนให้ทุกเตียง ซึ่งบางเตียงต้องเปลี่ยนท่านอนทุกหนึ่งชั่วโมง กลไกนี้ต้องแขวนลงมาจากเพดานหรือจากหุ่นยนตที่เลื่อนไประหว่างเตียง และมีสวิสต์รีโมตคุมง่าย หากไม่มีกลไกนี้ ผู้สูงอายุจะถูกปล่อยให้นอนแช่ในท่าเดิมแล้วเกิดแผลกดทับ ทั้งนี้คุณต้องเข้าใจว่าชั่วโมงการทำงานของผู้ดูแล (รวม) ที่จะมีให้แก่ผู้สูงอายุแต่ละรายนั้นจำกัดมาก ไม่มีเสียหรอกที่จะมาประดิดประดอยพลิกตัวให้ด้วยมือนิ่มๆทุกชั่วโมง

     2.2 ที่นอนและห้องนอนต้องมีลักษณะการถ่ายเทอากาศและระบายกลิ่นและความชื้นได้มากเป็นพิเศษ อย่างน้อยให้มากระดับคอกวัวนม คุณไปดูงานคอกวัวนมแถวมวกเหล็กก็ได้ เพราะห้องนอนของผู้สูงอายุติดเตียงที่เป็นห้องนอนรวมกันนั้น หากระบบระบายกลิ่นและความชื้นไม่ดี กลิ่นจะแรงกว่าคอกวัวนม ผมไม่ได้พูดเล่นนะ เพราะผมตระเวณดูงานสถานดูแลผู้สูงอายุหลายแห่งในอเมริกาจึงสรุปว่านี่เป็นประเด็นสำคัญ ต้องไม่ติดแอร์เด็ดขาด ยกเว้นห้องส่วนตัวที่มีผู้ดูแลส่วนตัว เพราะติดแอร์เมื่อไหร่เป็นอบอวลไปด้วยกลิ่นฉี่กลิ่นอึเมื่อนั้น

     2.3 จะต้องมีห้องอาบน้ำรวม ที่มีหุ่นยนต์หรือกลไกยกตัวผู้สูงอายุให้สูงลอยเท้งเต้งขึ้นไปกลางอากาศ แล้วมีกลไกระดมฉีดน้ำล้างเหมือนเราล้างแม่วัวก่อนจะรีดนม และเมื่อวางผู้สูงอายุลงและเข็นออกมาเช็ดตัวแล้วก็ต้องมีกลไกอัตโนมัติฉีดน้ำล้างห้องนั้นแบบบำบัดสิ่งโสโครกทันที เหมือนกับโรงล้างรถยนต์ตามคาร์แคร์ ระบบนี้มีใช้ในสถาบันผู้สูงอายุของฝรั่งทั่วไป การออกแบบที่ขาดตรงนี้ไปจะทำให้ผู้สูงอายุถูก "ซักแห้ง" ด้วยความจำเป็น เพราะเป็นไปไม่ได้ที่สถาบันจะมีเงินจ้างผู้ดูแลมากพอที่จะอาบน้ำเช็ดตัวให้ผู้สูงอายุแต่ละคนอย่างทั่วถึงได้ ยกเว้นครอบครัวจะจ้างผู้ดูแลส่วนตัวให้ ซึ่งราคาเฉพาะผู้ดูแลส่วนตัวปัจจุบันตกเดือนละ 22,000 บาทเป็นอย่างต่ำต่อการทำงานสปด.ละเจ็ดวัน ไม่นับค่าห้องพิเศษและค่าเข้าอยู่ในสถาบันอีกต่างหาก แถมในอนาคตมีแต่จะแพงขึ้นๆ จึงมีครอบครัวน้อยมากที่จะสู้ราคาผู้ดูแลส่วนตัวได้

     2.4 จะต้องมีห้องพบกับครอบครัว (Family meeting room) หมายถึงว่าเมื่อมีลูกหลานมาเยี่ยม ผู้สูงอายุจะถูกเข็นมาพบกับลูกหลานในห้องนี้ จะไม่อนุญาตให้ลูกหลานเข้าไปเยี่ยมในห้องที่ผู้สูงอายุนอนรวมกันเด็ดขาด เพราะหากให้ลูกหลานเข้าไปเยี่ยมห้องที่ผู้สูงอายุนอนอยู่จริงๆก็จะพากันอาเจียนโอ๊กอ้ากเนื่องจากไม่คุ้นกับกลิ่นของห้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสถาปนิกบ้องตื้นไม่ได้ออกแบบห้องให้ระบายอากาศอย่างถึงขนาด ห้องพบกับครอบครัวนี้ต้องออกแบบให้ถูกใจลูกหลานที่มาเยี่ยมเป็นสำคัญ ไม่ใช่ออกแบบเอาใจผู้สูงอายุ เพราะตัวผู้สูงอายุระดับต้องพึ่งพานี้ ตัวท่านเองบรรลุธรรมไม่ยินดียินร้ายอะไรแล้ว มีแต่ลูกหลานเท่านั้นแหละที่เรื่องมากตำหนิโน่นตำหนินี่

     2.5 ต้องออกแบบให้มีพื้นที่ที่จะอาศัยแสงแดดและต้นไม้ธรรมชาติให้มีบทบาทช่วยดูแลผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพา เพราะผู้สูงอายุในกลุ่มนี้จำนวนหนึ่งยังลงวีลแชร์ได้ หากออกแบบให้มีสถานที่ไว้ พอตกสายผู้ดูแลของสถาบันก็จะเอาผู้สูงอายุลงวีลแชร์ คาดเข็มขัดกันหล่น แล้วเข็นไปจอดนั่งเอกเขนกน้ำลายยืดกระจายกันตากแดดรำไรอยู่ใต้ต้นไม้ พอตกเย็นก็มาเก็บกลับ ถือเป็นธรรมชาติบำบัดที่ดีมาก ทั้งได้วิตามินดีและช่วยดับกลิ่นอับที่ชอบจับอยู่ตามผิวกายและเครื่องนุ่งห่มของผู้สูงอายุในกลุ่มนี้   

     หิ..หิ แฟนบล็อกหมอสันต์ที่เป็นผู้สูงอายุอ่านบทความนี้แล้วอาจจะสยอง แต่ว่านี่คือชีวิตจริง หากท่านไม่ตั้งใจเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตตัวเองดูแลตัวเองให้ช่วยเหลือตัวเองไปให้ได้นานที่สุดจนใกล้วันสุดท้าย และหากท่านไม่มีเงินจ้างผู้ดูแลส่วนตัว ท่านจะชีวิตตามแบบที่งานวิจัยของรัฐบาลแคนาดารายงานไว้ คือ 50% ของผู้สูงวัย จะใช้ชีวิตใน 10 ปีสุดท้ายอย่างสะง็อกสะแง็กและไม่มีคุณภาพ ซึ่งแน่นอนย่อมจะต้องรวมถึงชีวิตใน "ห้องรวม" สำหรับผู้สูงอายุกลุ่มต้องพึ่งพาด้วย ดังนั้น ขยันดูแลตัวเองซะแต่เดี๋ยวนี้ อย่าปล่อยให้ตัวเองตกลงไปในหลุมโรคสะง็อกสะแง็ก (Frailty Syndrome) อันเป็นหลุมที่เมื่อตกลงไปแล้วยากที่จะปีนกลับขึ้นมาได้ ลางบอกเหตุว่าท่านจะตกลงไปในหลุมนี้แล้วก็คือ

(1) น้ำหนักลด (ลดเกิน 5% ในหนึ่งปี)
(2) ขาดพลัง ซึมเศร้า หมดเรี่ยวแรง จากเดิมพลังงานเต็มสิบ ลดลงเหลือน้อยกว่าสาม
(3) มีกิจกรรมน้อยลง
(4) เชื่องช้าลง เดินห้าเมตร ใช้เวลานานเกินห้าวินาที
(5) กล้ามเนื้อหมดแรง หยิบอะไรก็หล่น มือบีบอะไรไม่ลง แรงบีบมือลดเหลือต่ำกว่า 20%

     เมื่อมีลางบอกเหตุอันใดอันหนึ่งในห้าอันนี้เกิดขึ้นกับตัวท่าน ให้รีบแก้ไขทันที ด้วยการออกกำลังกายขยันปลุกตัวเองให้ตื่นขึ้นมาใช้ชีวิต เคลื่อนไหวให้กระฉับกระเฉงรวดเร็วชุบชับ เล่นกล้ามอย่างเอาเป็นเอาตาย แล้วท่านจะปีนขึ้นมาจากหลุมได้ มิฉะนั้นท่านจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ใน "ห้องรวม" อีกนาน..น...น กว่าวันนั้นจะมาถึง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

07 ธันวาคม 2562

ถุงลมในปอดแตกซ้ำซากจนผ่าไม่ได้

เรียนคุณหมอสันต์ที่นับถือค่ะ
คือดิฉันอยากปรึกษาเรื่องสุขภาพของดิฉันมีอยู่ว่าเมื่อสิบหกปีทีแล้วดิฉันเคยเป็นวัณโรคแต่รักษาครบทุกขั้นตอนจนทุกวันนี้ไม่มีเชื้อใดๆทั้งสิ้นแต่จนทุกวันนี้ปอดของดิฉันได้แย่ลงมากๆคือเมื่อวันที่29ธันวาคม2017ดิฉันได้ปอดแตกเข้าโรงบาลอยู่ประมานหนึ่งอาทิตย์ปอดก็สนิทกลับมาพักฟื้นที่บ้านก็ค่อยๆดีขึ้นร่วมสี่เดือนแต่ร่างกายแย่ปวดแสบร้อนหน้าอกตลอดเพราะคุณหมอบอกดิฉันว่าปอดเป็นพรังพืดหมดแล้วแล้วช้ำมากไม่มีดีเลยเหมือนรอความตายแก้ไขไม่ได้ผ่าตัดไม่่ได้ทำใจอย่างเดียวค่ะเหมือนแผลไฟไหม้ดิฉันก็ประคองร่างกายอยู่มาได้เกือบสองปีแล้วมาวันที่29กรกฏาคม2562นี้ก็ได้ปอดแตกอีกครั้งนึงค่ะนอนโรงบาลเกือบสองอาทิตย์เพราะปอดไม่สนิทต้องเคลือบยาแต่เคลือบแค่ครั้งเดียวกว่าปอดจะสนิทผ่าตัดไม่ได้เหมือนเดิมค่ะดิฉันก็บอกผ่าออกเลยหรือทำอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องกลับมาแตกอีกคุณหมอบอกเคสดิฉันทำอะไรไม่ได้แล้วคุณหมอทรวงอกมาดูด้วยนะคะตอนนั้นเหมือนทุกวันนี้รอความตายอย่างเดียวค่ะตรงนี้และค่ะที่ดิฉันอยากให้คุณหมอแนะนำการกินหรือบำบัดแนะนำวิธีนะคะเพราะว่าดิฉันออกจากโรงบาลมาเกือบสามเดือนครึ่งแล้วร่างกายยังหนักและเดินไม่ค่อยไหวปวดแสบร้อนหน้าและหลังอกแสบๆไม่ได้เป็นกรดไหลย้อนนะคะคุณหมอบอกเนื่องจากแผลที่ปอดค่ะมันช้ำไปหมดแล้วไม่เหลือชิ้นดีเลยค่ะอ่อและอีกอย่างเลือดบางทีก็ออกมาทางปากเองโดยไม่ได้ไอแต่อย่างใดเป็นลิ้มๆค่ะอยากทราบว่าดิฉันต้องปฏิบัตตัวอย่างไรออกกำลังกายอย่างไรกินอย่างไรค่่รบกวนคุณหมอช่วยแนะนำต่ออายุให้แก่ดิฉันอีกหน่อยเถอะค่ะ
อายุ49น้ำหนัก49ส่วนสูง156ค่ะ ส่วนผลตรวจทางโรงบาลคุณหมอไม่ได้ให้มาเลยค่ะมีแต่รูปภาพดิฉันกับใบเสร็จโรงบาลค่ะได้ไหมค่ะคุณหมอ และซองยาห้ามเลือดของเก่านะคะ
กราบพระคุณคุณหมออย่างสูงค่ะ

...................................................................

ตอบครับ

     ผมตอบตามข้อมูลเท่าที่มีนะครับ

     1. การวินิจฉัยโรคที่คุณเป็นคือ
     (1) วัณโรคปอดเก่าที่ทิ้งรอยโรคไว้มาก 
     (2) ถุงลมโป่งพองและแตกออก (spontaneous pneumothorax 
     (3) อยู่ในระยะหลังการใช้สารเคมีก่อให้เกิดพังผืด (post chemical pleurodesis) 
     (4) ภาวะพังผืดยึดติดปอดเรื้อรัง 
     (5) เลือดออกทางหลอดลมจากโรคปอดเรื้อรัง

     2. ในแง่ของแผนการจัดการโรค ปัญหาเฉพาะหน้าคือถุงลมแตกเองซ้ำซากและเลือดออกทางหลอดลม การแก้สองปัญหานี้ให้เด็ดขาดมีวิธีเดียว คือการผ่าตัดปอดออกไปทั้งข้าง (pneumonectomy) แต่ในกรณีของคุณนี้ การผ่าตัดดังกล่าวนอกจากจะทำได้ยากอย่างยิ่งแล้วยังจะมีปัญหาตามมาคือตรงที่โพรงทรวงอกที่ว่างโบ๋โจ๋อยู่นั้นจะมีความเสี่ยงที่จะมีเลือดออกเรื้อรังและติดเชื้อเรื้อรัง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นคุณจะต้องอยู่ในรพ.เพื่อใส่สายระบายเลือดและหนองอย่างยืดเยื้อจนอาจไม่มีโอกาสได้กลับบ้านเลยก็ได้

     ดังนั้นผมเห็นว่าแผนการรักษาที่หมอเขาสรุปไปแล้วว่าการผ่าตัดไม่ควรทำนั้นก็เป็นแผนที่เจ๋งดีแล้ว ทางเลือกในการรักษาอยู่จึงมีเหลืออยู่ทางเดียวคือการรักษาแบบประคับประคองที่บ้าน เมื่อมีเหตุการณ์ใหญ่เช่นปอดแตกซ้ำจนหายใจไม่ออกหรือเลือดออกทางหลอดลมไม่หยุดก็เข้าโรงพยาบาลเสียทีหนึ่ง

     3. สำหรับการรักษาแบบประคับประคองที่บ้าน สาระหลักอยู่ที่ 

     (1) การขยันออกกำลังกาย โดยนอกจากการออกกำลังกายแบบแอโรบิกและฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเช่นคนทั่วไปแล้ว ยังต้องฝึกการหายใจเข้าออกลึกๆและการฝึกเป่าเพื่อให้ปอดที่แฟบ (atelectasis) ขยายตัวได้ดีขึ้นด้วย เพราะลมรั่วและเลือดออกซ้ำซากมักจะเกิดจากปอดแฟบแล้วมีเนื้อตายเกิดขึ้นในนั้น 

     (2) การกินอาหารที่ให้ทั้งแคลอรี่และคุณค่าอื่นเช่นโปรตีนไวตามินเกลือแร่และกากอย่างพอเพียง เน้นกินอาหารพืชให้หลากหลายเป็นหลัก โดยเน้นให้มีถั่วต่างๆ งา ธัญพืชไม่ขัดสี ผักสดและผลไม้ ทุกมื้อ

     4. ไม่ต้องตีอกชกหัวว่าทุกวันนี้ต้องรอความตาย ทุกคนก็รอความตายกันทั้งนั้น เพราะชีวิตคนเราต้องตาย สำคัญที่วันนี้คุณจะใช้ชีวิตอย่างไรให้มีคุณค่าและมีความหมายมากที่สุดเต็มกำลังที่คุณจะทำได้ ปอดช้ำไปหมดแล้วก็ไม่ใช่ประเด็น เพราะร่างกายนี้มีความสามารถที่จะเยียวยาตัวมันเองได้อย่างพิศวงไม่ว่ามันจะช้ำหรือเละแค่ไหน คุณยังดีกว่าคนอื่นอีกจำนวนมากที่เป็นอัมพาตเดินไม่ได้ แต่คุณยังเดินได้ ผู้ป่วยแบบคุณนี้ที่ไม่ขยันฟื้นฟูตัวเองต้องนอนในโรงพยาบาลเพื่อใส่สายระบายลมและหนองโดยไม่ได้กลับบ้านเลย การที่คุณได้กลับมาเดินเหินอย่างอิสระที่บ้านนี้ถือเป็นโชคและเป็นจุดตั้งต้นที่ได้เปรียบแล้ว แม้คุณจะรู้สึกว่าการเดินมันหนักจนสู้แทบไม่ไหวแต่คุณก็ยังสามารถสั่งให้ขาของคุณออกเดินได้ ดีตั้งเท่าไหร่แล้ว คุณเพิ่งอายุ 49 ปี หากคุณอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปจริงผมแนะนำให้เลิกคิดเสียว่ามันหนัก มันไม่ไหว มันไม่เหลือชิ้นดี เปลี่ยนมาเป็นยอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับร่างกายในวันนี้ แล้วตั้งใจจะมีชีวิตต่อไปด้วยการออกเดิน ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมาให้ลุกขึ้นไปเดิน เดินเท้าเปล่าบนพื้นดินพื้นหญ้าในบรรยากาศธรรมชาติได้ยิ่งดี เดินวันละอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง เหนื่อยก็พัก หายเหนื่อยก็เดินต่อ ควบคู่ไปกับการฝึกหายใจเข้าออกลึกๆ ทำทุกวัน เพราะการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคทรวงอกไม่มีอะไรดีกว่าการเดินและการฝึกหายใจ และหากสามารถฝึกนั่งสมาธิ วางความคิดเสียบ้าง ก็ยิ่งดี

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์        

.............................................
จดหมายจากท่านผู้อ่าน
เป็นพระคุณอย่างสูงมากๆเลยค่ะคำแนะนำดิฉันทำตามทุกขั้นตอนค่ะทำอย่างจริงใจอย่างน้อยคุณหมอก็เป็นทางแสงสว่างจุดพลังให้ดิฉันได้อย่างมากเลยค่ะและที่สำคัญอีกอย่างดิฉันมีลูกอายุแค่11ปีอีกคนที่คอยเป็นกำลังใจอีกค่ะ ขอบพระคุณคุณหมอมากๆๆเลยค่ะดีใจจนน้ำตาไหลเลยค่ะที่คุณหมอตอบกลับมาเพราะดิฉันจับดูโทรศัพท์ตลอดเวลาเลยค่ะรอคำตอบจากคุณหมอ ขอบพระคุณมากนะคะด้วยความเคารพอย่างสูง เพราะดิฉันติดตามทางเฟสบุ๊คมีคนในเฟสบุ๊คบอกให้ปรึกษาทางอีเมล์คุณหมอโดยที่ดิฉันก็ไม่เคยเล่นเขียนตอบทางอีเมล์เลยค่ะ ผิดพลาดประการใดดิฉันขอโทษด้วยนะคะ ด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ

06 ธันวาคม 2562

กลุ้มใจลูกชายวัยรุ่นไม่สุงสิงกับใคร

เรียนถามนพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
     ดิฉันกำลังมีปัญหากับลูกชายจนดิฉันกินไม่ได้นอนไม่หลับ ... ได้แนะนำให้ดิฉันเขียนจดหมายมาหาคุณหมอ ลูกชายอายุ 27 ปี เรียนจบปริญญาโทธุรกิจจาก ... สหรัฐอเมริกา ทำงานได้สองสามแห่ง แห่งละสองสามเดือน แล้วก็หยุดทำงาน เก็บตัวเงียบอยู่ในห้อง ไม่ออกไปไหน ไม่ยุ่งกับใคร อยู่แต่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นอย่างนี้มาเกือบปีแล้ว ดิฉันพยายามถามพยายามคุยเขาก็หงุดหงิดอารมณ์เสีย ดูเขากินน้อยลง ผอมลง ดิฉันกลุ้มใจมาก ... แนะนำให้พาเขาไปหาจิตแพทย์ เขาไม่ไปแถมโกรธด้วย ชวนไปทำบุญที่วัดก็เอะอะโวยวายเพราะเขาไม่เชื่อเรื่องนรกสวรรค์ ... จึงแนะนำให้ดิฉันเขียนมาหาคุณหมอ ดิฉันอยากถามว่าเขาเป็นโรคซึมเศร้าหรือโรคกลัวสังคมใช่ไหม ควรจะดูแลเขาอย่างไร ถ้าเขาไม่ทำงานแล้วดิฉันจะตายตาหลับได้อย่างไร ถ้าเขาไม่ทำงานแล้วเมื่อดิฉันตายไปแล้วเขาจะเอาอะไรกิน ถ้าเขาคิดสั้นฆ่าตัวตายดิฉันจะทำอย่างไร

.................................................

ตอบครับ

     ขอโทษที่เก็บจดหมายของคุณไว้นานมาก เพราะสไตล์การตอบจดหมายของหมอสันต์คือไม่ตอบตามคิว มีอารมณ์ในเรื่องอะไรก็จะหยิบจดหมายในเรื่องนั้นขึ้นมาตอบ

     ก่อนตอบคำถาม เพิ่งนึกขึ้นได้เมื่อคุณพูดถึงคนไม่เชื่อเรื่องนรกสวรรค์ มีตลกฝรั่งเรื่องหนึ่งเล่าว่าวันหนึ่งหญิงแคทอลิกสาวสวยกลับมาบ้านด้วยอารมบูด คุณแม่เห็นลูกอารมณ์ไม่ดีจึงประเหลาะถาม แล้วก็ได้ความว่าลูกสาวเพิ่งปฏิเสธคำขอแต่งงานแฟนหนุ่มไปด้วยความรู้สึกสองฝักสองฝ่ายในตัวเอง คุณแม่พยายามดึงให้ลูกสาวกลับมาดีกับแฟนของเธอใหม่ โดยว่า

    "เขาทั้งจริงใจและดีต่อลูก ฐานะการเงินเขาก็ดี ลูกจะไปปฏิเสธเขาทำไม" 

     ลูกสาวผู้เคร่งศาสนาระบายความในใจว่า

     "เขาไม่เชื่อว่านรกสวรรค์มีจริง หนูจะไปแต่งงานกับคนอย่างน้้นได้อย่างไร" 

     คุณแม่ยิ้มที่มุมปาก และว่า

     "ไม่เป็นไรลูก แต่งกับเขาไปเถอะ เราสองคนจะพิสูจน์ให้เขาเห็นเองว่าความเชื่อของเขาผิด"

     ฮะ ฮะ ฮ่า ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น

     เลิกพูดเล่นมาตอบคำถามคุณดีกว่า

     1. ถามว่าลูกชายเก็บตัวอยู่คนเดียวเป็นเดือนๆ หลบหน้าคน เขาเป็นโรคซึมเศร้า หรือโรคกลัวสังคมใช่ไหม ตอบว่าไม่ใช่หรอกครับ เพราะงานวิจัยทางจิตวิทยาพบว่าการเก็บตัวเงียบของคนเรามีสองแบบ คือ

     1.1 แบบที่เรียกว่าปลีกวิเวก (solitude) เป็นการเก็บตัวแบบที่ตัวเองจะได้ประโยชน์ คือเป็นการเรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียวได้ เพราะนี่มันเป็นทักษะที่ดีและจำเป็นในการเกิดมาเป็นคน มันใช้ฟื้นฟูสภาพร่างกายจิตใจที่ทรุดโทรมได้ดีนัก ยิ่งไปกว่านั้นการรู้ว่าเมื่อไหร่ตัวเองอยากอยู่คนเดียว เมื่อไหร่อยากอยู่กับคนอื่น นี่ยิ่งเป็นเป็นทักษะทางสังคมที่จำเป็นอย่างแท้จริง เพราะการได้อยู่คนเดียวเป็นโอกาสให้ได้ย้อนกลับไปเป็นสู่ความรู้ตัวอันเป็นตัวตนแท้ๆและดั้งเดิมของเขา ความเงียบทำให้คนเรามีความสุข และทำให้มีเรี่ยวแรงคิดอ่านทำโน่นนี่ อย่าไปคิดว่าเป็นคนปกติต้องสังคมต้องเจ๊าะแจ๊ะต่อยหอยหรือโซเชี่ยลตลอดเวลา

     1.2 แบบที่เรียกว่าถดถอย (withdrawal) เป็นการเก็บตัวแยกตัวจากคนอื่นด้วยความรู้สึกผิด ความรู้สึกเสียใจ ความรู้สึกว่าชีวิตไร้ค่าไร้ความหมาย ความรู้สึกคุมตัวเองไม่ได้เมื่ออยู่กับคนอื่น ความรู้สึกทนไม่ได้ (กลัว) กับความเปลี่ยนแปลงหรือความไม่เสถียรของสรรพสิ่งข้างนอกตัวที่ตัวเองพยายามคุมแต่คุมไม่สำเร็จ ซึ่งรวมไปถึงเรื่องอกหักรักคุดด้วย การปลีกตัวแบบนี้บางครั้งก็คละเคล้าไปด้วยความรู้สึกอยากตาย แบบนี้เป็นการอยู่คนเดียวแบบไม่ค่อยดี คือเป็นการป่วยทางจิตมากบ้างน้อยบ้าง

     2. ถามว่าจะดูแลเขาให้กลับมาเป็นคนปกติได้อย่างไร ตอบว่าไม่ว่าจะเป็นการปลีกตัวแบบไหน คนปลีกตัวทั้งสองแบบต่างก็รำคาญคนอื่น หงุดหงิดเมื่อคนอื่นพยายามจะเข้าไปสอดแทรกการปลีกตัวของเขา สิ่งที่คุณพึงทำจึงไม่ใช่การไปพยายามลากเขาออกมาจากถ้ำของเขา คุณควรทำแค่เฝ้าดูแลช่วยเหลือเขาอยู่ห่างๆ ทิ้งระยะให้ห่างพอควร คือดูแลแต่ไม่ไปเกะกะลูกตา ถ้ามีโอกาสก็คอยยิ้มให้ โอบกอด ถ้าจังหวะไม่อำนวยก็ไม่ต้องพูดอะไร ห้ามอบรมสั่งสอนเด็ดขาด เพราะเขาอาจกำลังพยายามหนีสิ่งนั้นอยู่พอดี

     เวลาอยู่ใกล้ลูก คุณต้องอยู่อย่างมีความรู้ตัว มีความสุข ผ่อนคลาย ยิ้ม แผ่เมตตา ไม่ใช่จมอยู่ในความคิดลบๆเกี่ยวกับตัวลูก หรือคิดคาดหวังว่าลูกควรจะทำตัวอย่างนั้นอย่างนี้ หรือเรียกร้องความสนใจจากลูกด้วยการออกอาการเป็นทุกข์หรือซึมเศร้าประกวดประชันกับลูก ความคิดลบของคุณจะถ่ายทอดผ่านสีหน้าของคุณไปสู่ใจของลูก (emotional contagion) ซึ่งจะทำให้สถานะการณ์ของลูกแย่ลงไปกว่าเดิมชนิดที่ว่าถ้าเขาไม่ได้เห็นหน้าแม่เสียยังจะดีกว่า

     ถ้ามีโอกาสได้พูด ให้เลือกพูดแต่สิ่งที่สร้างสรรค์ เช่น

     "แม่อยู่นี่นะ มีอะไรจะให้แม่ช่วยก็บอกแม่ได้" 

     ถ้าเห็นว่าลูกปลีกตัวเพราะกำลังจมอยู่ในความทุกข์จากความผิดหวังหรือจากอะไรก็ตาม และเฉพาะเมื่อมีโอกาสดีจริงๆ จึงพูดชี้แนะในประเด็นเดียว ว่า

     "ความคิดไม่ใช่เรานะ เราคือความรู้ตัว ความคิดเป็นสิ่งที่โผล่ขึ้นมาในความรู้ตัว เราสังเกตเห็นมันได้ แต่มันไม่ใช่เรา"

     ให้สติแค่นี้ก็พอ ที่เหลือเขาจะไปต่อของเขาเองได้     

     3. ถามว่าเขาเรียนมามากมายแล้วไม่ยอมทำการทำงานอะไรแล้วจะให้แม่ตายตาหลับได้อย่างไร ตอบว่าเขาอยากทำงานไม่อยากทำงานมันเรื่องของเขา คุณเลี้ยงเขามาจนอายุขนาดนี้แล้วคุณหมดหน้าที่แล้วนะ ที่เหลือเขาจะไปต่อของเขาเอง ในเรื่องการไม่ทำงาน ผมไม่เห็นจะเป็นเรื่องเสียหายอะไร คนรุ่นเราเอาแต่ทำงานๆๆๆๆๆ แล้วคุณเห็นไหมคนรุ่นเราทำโลกนี้ให้เละตุ้มเป๊ะขนาดไหน สมัยก่อนผมเคยทำไร่อยู่ที่ตำบลหินซ้อน อำเภอแก่งคอย เนื้อที่ 60 ไร่ ผมทำอะไรไปแยะมาก ขุดโน่นขุดนี่ ทำโน่นทำนี่ ต่อมาผมไม่มีเวลาก็ทิ้งไร่ไปหลายสิบปี กลับไปอีกทีผืนดินแห่งนั้นฟื้นฟูตัวเองกลายเป็นป่าธรรมชาติที่มีความผสมกลมกลืนอย่างลงตัวจนผมรู้สึกได้ตั้งแต่แรกเดินเข้าไป ผมว่าที่โลกม้นเละก็เพราะเราพยายามทำอะไรมากเกินไป ถ้าคนรุ่นใหม่จะเลิกทำงานอย่างสิ้นเชิงเสียสักสองสามชั่วอายุคน โลกนี้อาจจะน่าอยู่ขึ้นก็ได้นะ

     4. ถามว่าถ้าเขาไม่ทำงานแล้วเขาจะเอาอะไรกิน ตอบว่าอ้าว ก็สมบัติที่คุณสะสมไว้นั่นไง เขาขายสมบัติเก่ากินนั่นเป็นการช่วยไถ่บาปให้คุณที่ทำอะไรไว้มากเกินไปนะ (หิ หิ พูดเล่น) ประเด็นสำคัญก็คือคุณไม่ต้องไปห่วงหรอกว่ามนุษย์ในฐานะสัตว์ตัวหนึ่งจะอยู่ไม่รอดบนผิวโลกใบนี้ เพราะปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ชีวิตอยู่รอดนั้นเกือบทั้งหมดฟรี เช่น อากาศ น้ำ ผืนดินที่เหยียบ เป็นต้น และวิธีที่จะอยู่รอดธรรมชาติก็ฝังไว้เป็นสัญชาติญาณอยู่ในยีนของแต่ละเซลของสัตว์ทุกตัวมาเรียบร้อยแล้ว คุณไม่ต้องห่วงเลย ความห่วงของคุณนั้นเป็นปัญหาของคุณ เพราะมันเป็นคอนเซ็พท์ที่คุณยึดถือ เป็นความคิดในหัวของคุณเอง คุณต้องหัดวางความคิดนั้นเอาเอง นั่นไม่ใช่ปัญหาของลูกชาย

     5. ถามว่าแล้วถ้าเขาคิดสั้นฆ่าตัวตายละจะทำอย่างไร ตอบว่าให้คุณอยู่กับที่นี่เดี๋ยวนี้ อย่าไปอยู่ในความคิดซึ่งจินตนาการอะไรต่ออะไรเยอะแยะมากมาย ให้คุณปักหลักอยู่ที่เดี๋ยวนี้ ทุกอย่างที่จะเกิด มันจะเกิดที่เดี๋ยวนี้ ให้คุณรับมือกับมันไปทีละช็อต ทีละช็อต สิ่งทั้งหลายนอกตัวคุณมีปัจจัยหลายร้อยปัจจัยเป็นตัวกำหนด คุณคุมมันไม่ได้หรอก อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด แล้วรับมือกับมันไปทีละช็อต ทีละช็อต แต่ใจคุณ คุณจะคิดอะไร คุณคุมมันได้นะ ให้คุณคุมสิ่งที่คุณคุมได้ ความคิดลบคุณวางมันลงเสีย แล้วเพิกเฉยหรือยอมรับสิ่งที่คุณคุมไม่ได้ ปล่อยมันไปตามที่มันเป็นโดยไม่เอาผลประโยชน์หรือความคาดหวังส่วนตนเข้าไปเกี่ยวข้อง นี่คือสุดยอดวิชาของการใช้ชีวิตสำหรับตัวคุณเอง

    6. ข้อนี้คุณไม่ได้ถาม แต่ผมแถมให้ ว่าการที่คุณเป็นทุกข์ มันเป็นปัญหาของคุณ ต้องแก้ที่ใจคุณ ไม่ใช่ไปแก้ที่สิ่งภายนอก ลูกชายเป็นสิ่งภายนอก คุณควบคุมไม่ได้ดอก อย่าไปแก้สิ่งที่คุณควบคุมไม่ได้ ให้แก้ที่การสนองตอบต่อสิ่งภายนอกของใจคุณ เพราะคุณควบคุมได้และแก้ได้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Thomas V, Azmitia M. Motivation matters: Development and validation of the Motivation for Solitude Scale – Short Form (MSS-SF). Journal of Adolescence, 2019; 70: 33 DOI: 10.1016/j.adolescence.2018.11.004

05 ธันวาคม 2562

หัวใจห้องบนเต้นรัวแบบ AF ความเสี่ยงของการจี้ไฟฟ้า (ablation) มีมากไหม

คุณหมอสันต์ครับ
ผมเป็นหัวใจห้องบนเต้นรัวแบบ AF ทุกวันนี้กินยากันเลือดแข็ง (Pradaxa) หมอที่รพ. .... แนะนำให้ไปทำการจี้ไฟฟ้าแบบ ablation ที่รพ. .... แต่คุณหมอเองก็บอกผมไม่ได้ว่ามันมีโอกาสสำเร็จกี่เปอร์เซ็นต์ มีโอกาสเสี่ยงตายกี่เปอร์เซ็นต์ ผมรบกวนปรึกษาคุณหมอส้นต์ด้วยครับ ว่าผมควรทำหรือเปล่า
ขอบพระคุณครับ

..............................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าการรักษาหัวใจห้องบนเต้นรัวแบบ atrial fibrillation - AF ด้วยการจี้ไฟฟ้า (ablation) มีอัตราสำเร็จกี่เปอร์เซ็นต์ ตอบว่าหากตามไปดูกันที่ 3 ปี พบว่ามีอัตรารักษาได้หายประมาณ 50-70% ครับ

     2. ถามว่าการจี้ด้วยไฟฟ้ามีความปลอดภัยแค่ไหน ตอบว่าหากดูตัวเลขงานวิจัยชุดแรกที่ทำกันเฉพาะในศูนย์หัวใจขนาดใหญ่ในสหรัฐพบว่าการทำ ablation มีอัตราตายในสามสิบวันแค่ 1 ใน 2,000 (0.05%) ซึ่งต้องถือว่ามีความปลอดภัยค่อนข้างโอเค.

     แต่เมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง ได้มีการตีพิมพ์ผลการทำ ablation รักษาหัวใจห้องบนเต้นรัวแบบ AF ทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาในวารสาร JACC ซึ่งมีผู้ป่วยเข้าทำการรักษา 60,203 คน พบว่าอัตราตายในสามสิบวันหลังทำสูงถึง 0.46% หรือประมาณ 1 ใน 200 นั่นเทียว ดังนั้นสถิติอันใหม่นี้ซึ่งเป็นสถิติในสนามชีวิตจริง คือในทุกรพ.ทั่วประเทศ อัตราตายของการรักษา AF ด้วยวิธี Ablation ก็ถือว่าสูงไม่เบานะ เล่นเอาผู้ป่วยที่จะเข้าทำการรักษาแบบนี้ต้องคิดหลายตลบ

     3. ถามว่าอายุ 70 ปี เป็น AF ชนิดเป็นๆหายๆ ทุกวันนี้ก็สุขสบายดีโดยกินยากันเลือดแข็ง ควรจะเข้ารับการรักษาด้วยวิธี ablation ไหม ตอบว่า หิ หิ ผมให้ข้อมูลทั้งความเสี่ยง (ตาย 1 ใน 200) และประโยชน์ (หายนานถึงสามปี 50-70%) แล้วก็ถือว่าหมดหน้าที่ผมแล้วครับ ที่เหลือคุณต้องเอาข้อมูลที่ผมให้ไปตัดสินใจเอง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
 
1. Takigawa Masateru, Takahashi Atsushi, Kuwahara Taishi, Okubo Kenji, Takahashi Yoshihide, Watari Yuji, Takagi Katsumasa, Fujino Tadashi, Kimura Shigeki, Hikita Hiroyuki, Tomita Makoto, Hirao Kenzo, Isobe Mitsuaki. Long-term follow-up after catheter ablation of paroxysmal atrial fibrillation: the incidence of recurrence and progression of atrial fibrillation. Circ Arrhythm Electrophysiol. 2014 Apr;7 (2):267–73.
2. Miyazaki Shinsuke, Kuwahara Taishi, Kobori Atsushi, Takahashi Yoshihide, Takei Asumi, Sato Akira, Isobe Mitsuaki, Takahashi Atsushi. Long-term clinical outcome of extensive pulmonary vein isolation-based catheter ablation therapy in patients with paroxysmal and persistent atrial fibrillation. Heart. 2011 Apr;97 (8):668–73.
3. Brooks Anthony G, Stiles Martin K, Laborderie Julien, Lau Dennis H, Kuklik Pawel, Shipp Nicholas J, Hsu Li-Fern, Sanders Prashanthan. Outcomes of long-standing persistent atrial fibrillation ablation: a systematic review. Heart Rhythm. 2010 Jun;7 (6):835–46.
4. Edward P. Cheng, Christopher F. Liu, Ilhwan Yeo, Steven M. Markowitz, George Thomas, James E. Ip, Luke K. Kim, Bruce B. Lerman and Jim W. Cheung. Risk of Mortality Following Catheter Ablation of Atrial Fibrillation. Journal of the American College of Cardiology Volume 74, Issue 18, November 2019 DOI: 10.1016/j.jacc.2019.08.1036

04 ธันวาคม 2562

เบื่อชีวิตที่ดิ้นรนไม่ต่างจากสัตว์ แต่ก็ไม่รู้จะหนีไปไหน

เรียนคุณหมอสันต์
หนูเบื่อชีวิตที่ดิ้นรนไม่ต่างจากสัตว์ แต่ก็ไม่รู้จะไปไหน ไม่ได้หมายความว่าหนูอยากตายนะ หนูกลัวตายด้วยซ้ำไป มีบ่อยครั้งที่หนูไปเดินออกกำลังกายที่...แล้วขึ้นไปยืนอยู่บน ... มองเห็นนกดิ้นรนขวานขวายไปหากินกันแต่เช้า ที่ถนนข้างล่างผู้คนก็ขวักไขว่ออกทำมาหากิน ทั้งหมดนี้เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องคือร่างกายนี้เท่านั้น ซึ่งก็ไม่ใช่ของเราด้วยและวันหนึ่งก็ต้องเน่าเปื่อยผุพังคืนแก่ผืนดินไป ระยะหลังมานี้หนูคิดบ่อยว่าชีวิตมีแค่นี้เองหรือ หนูไม่ได้คิดฆ่าตัวตายนะ แต่ชีวิตมันมีอะไรที่นอกจากนี้อีกไหม หรือว่ามีแค่นี้จริงๆ ถ้ามีแค่นี้คนเราเกิดมาบนโลกนี้ทำไม

...............................................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าคนเราเกิดมาอยู่บนโลกนี้ทำไม ตอบว่า หิ หิ แล้วผมจะรู้ไหมเนี่ย เพราะตัวผมเองก็ไม่ได้เป็นคนสร้างโลกซังกะบ๊วยใบนี้ขึ้นมา แต่ถ้าคุณจะถามผมว่าเกิดมาอยู่บนโลกใบนี้แล้ว จะใช้ชีวิตอย่างไรไม่ให้ทุกข์ร้อนหรืออกไหม้ไส้ขมมากนัก ผมอาจจะพอช่วยให้คำแนะนำจากประสบการณ์ของผมได้บ้างนะ เอาเป็นว่าผมจะตอบคุณในประเด็นหลังนี้ดีกว่านะ ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้ถาม แต่ผู้อ่านท่านอื่นบางท่านน่าจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้

     2. ถามว่าคนเกิดมาก็ไม่ต่างจากนก กา หมา แมว ใช่ไหม ตรงที่ตื่นเช้าก็ดิ้นรนไปทำมาหากินเลี้ยงร่างกาย กิน นอน ขับถ่าย สืบพันธ์ แล้วก็ตายไป มีแค่นี้ใช่ไหม ตอบว่าถ้าคุณมองชีวิตออกไปจากความคิดและจากสิ่งที่รับรู้ตีความผ่านอายตนะทั้งห้า (ตาหูจมูกลิ้นผิวหนัง) ชีวิตก็มีอยู่แค่นี้ คือมีแต่การต่อสู้ดิ้นรนแถกเหงือกเพื่อการอยู่รอด (survival mode) แล้วก็ตายไป

     แต่ว่าชีวิตมนุษย์จริงๆแล้วมีมากกว่านี้นะ ชีวิตที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า existence มันยังมีส่วนที่อยู่พ้นออกไปจากที่ภาษานิยามได้ อยู่พ้นออกไปจากความคิดและสิ่งที่รับรู้ได้จากอายตนะทั้งห้าอีก แต่ว่าคนส่วนใหญ่ไม่อาจรู้ไปถึงได้ ตรงนี้คุณอย่าเพิ่งเชื่อหรือไม่เชื่อ เพราะคุณยังไม่รู้จะไปรีบ "เชื่อ" หรือ "ไม่เชื่อ" เสียก่อนแล้วคุณจะมีโอกาสไป "รู้" ได้อย่างไร ไม่รู้ก็คือไม่รู้ ให้คุณลงมือเอาที่ผมบอกไปทดลองปฏิบัติดูก่อน คุณจึงจะ "รู้" ได้ว่าสิ่งที่ผมพูดถึงมีจริงหรือไม่ ถึงตอนนั้นเรื่องเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่มีความหมาย เพราะคุณรู้แล้ว เหมือนอย่างคุณรู้แล้วว่าน้ำแข็งมันเย็น คำถามที่ว่าคุณเชื่อไหมว่าน้ำแข็งมันเย็นหรือร้อนจะไปมีความหมายอะไร เพราะคุณรู้อยู่แล้ว เมื่อรู้เรียบร้อยแล้วเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่ใช่ประเด็นแล้ว

     ดังนั้นในขั้นนี้ให้คุณฟังหูไว้หูแล้วลงมือทดลองเอาไปปฏิบัติดูก่อน ชีวิตคือการเรียนรู้ทดลอง กล่าวคือการจะไปรู้เห็นและใช้ประโยชน์จากชีวิตส่วนที่พ้นออกไปจากกรอบของความคิดและอายตนะทั้งห้านั้น คุณจะต้องพาตัวเอง (ผมหมายถึงพาความรู้ตัวของคุณนะ ไม่ใช่พาร่างกายตันๆนี้) ไปอยู่ ณ จุดหนึ่ง ซึ่งที่จุดนั้นไม่มีความคิดเหลืออยู่เลย อายตนะทั้งห้าถึงมีอยู่ก็เหมือนไม่มีเพราะคุณไม่รับรู้สิ่งเร้าที่ผ่านเข้ามาทั้งห้าทางนั้นแล้วโดยสิ้นเชิง คือคุณไปอยู่ในที่ที่ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย นอกจากความรู้ตัวของคุณเองเท่านั้น คือยังตื่นอยู่และมีความสามารถรับรู้ได้ แต่ไม่มีอย่างอื่นเลย ณ จุดนั้นคุณถึงจะเริ่มรับรู้ถึงชีวิตหรือ existence ที่อยู่พ้นออกไปจากความคิด ภาษา และอายตนะทั้งห้าได้ สิ่งที่คุณจะรับรู้ได้จากตรงนั้นมันกว้างใหญ่ไพศาลมาก และเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของที่คุณรับรู้มาจากตรงนั้นมันก็มีพลังที่คุณเอามาใช้ประโยชน์ในชีวิตนี้ได้อย่างมหาศาล ถ้าคุณเห็นว่าชีวิตที่ดิ้นรนแถกเหงือกแค่เพื่อจะอยู่ให้รอดมันไร้สาระ ผมแนะนำว่าคุณต้องมาทดลองปฏิบัติเพื่อที่จะไปอยู่ตรงนี้ดู แล้วคุณจะพบว่าโอ้..มันคุ้มค่ามากที่คุณได้เกิดมาและได้มาพบเห็นตรงนี้ และหากคุณเกิดมาเป็นคนแล้วไม่ได้มาพบเห็นตรงนี้ หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้มาทดลองสืบเสาะค้นหาตรงนี้ให้เต็มความสามารถที่คุณมี ชีวิตที่เกิดมาผมพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่ามันเสียชาติเกิดที่เกิดมาเป็นคนเลยเชียวนะ เพราะแค่จะเกิดมาเพื่อดิ้นรนแถกเหงือกให้อยู่รอดแค่นั้น ไม่ถึงขั้นต้องเกิดมาเป็นคนก็ได้ แค่เกิดเป็นนกกาหมาแมวก็ได้รสชาติของชีวิตใน survival mode ครบถ้วนเพียงพอแล้วไม่ว่าจะเป็นการกินถ่ายสืบพันธ์นอนหลับเจ็บป่วยแล้วตายไป

     การจะไปอยู่ที่ตรงที่ว่านี้ผมเข้าใจว่ามันคงมีวิธีไปเป็นร้อยวิธี แต่ผมรู้แค่เท่าที่กรอบประสบการณ์ของผมเอื้อให้ผมรู้ได้ คือผมเองอาศัยฟังขี้ปากของคนอื่นแล้วเอามาทดลองปฏิบัติดูด้วยตัวเองแล้วกลั่นเอามาเฉพาะที่ผมชอบว่าใช้ได้ จึงสรุปเอาแบบลุ่นๆว่าอย่างน้อยมันก็มีสามวิธี ซึ่งผมแนะนำให้คุณใช้ทุกวิธีปนๆกันไป วิธีไหนถนัดก็ใช้มากหน่อย และก่อนที่จะพูดถึงแต่ละวิธี ทุกวิธีมันมีเครื่องมือที่คุณจำเป็นต้องใช้ประกอบอยู่ห้าชิ้น ซึ่งเครื่องมือทั้งห้านี้มีอยู่ในตัวคุณอยู่แล้ว ดังนี้คือ

     เครื่องมือที่จะต้องใช้

     เครื่องมือชิ้นที่ 1. คือความสนใจ (attention) สิ่งนี้คุณมีติดตัวมาตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว เพียงแค่ในการใช้เครื่องมือนี้คุณต้องฝึกดึงความสนใจออกจากตรงนั้นไปไว้ตรงนี้ให้ได้อย่างใจหมาย ปกติความสนใจมันชอบไปขลุกอยู่ในความคิด คุณต้องสามารถดึงมันออกจากความคิดไปจอดไว้ที่อื่นที่คุณอยากให้มันไปจอดอยู่

     เครื่องมือชิ้นที่ 2. คือพลังชีวิต (vital energy) แบบที่ภาษาจีนเรียกว่า "ชี่" หรือที่ภาษาแขกเรียกว่า "ปราณา" นั่นแหละ คุณสามารถเข้าไปคลุกคลีตีโมงหรือรับรู้การมีอยู่ของมันได้ด้วยเทคนิคการเอาความสนใจของคุณไปลาดตระเวณรับรู้ความรู้สึกบนร่างกาย (body scan) ความรู้สึกนี้ตรงกับคำภาษาบาลีว่าเวทนา ซึ่งมันเกิดขึ้นจากพลังชีวิต การคลุกคลีตีโมงกับพลังชีวิตมีแต่คุณไม่มีโทษ ผลพลอยได้คือจะทำให้คุณผละหนีจากความคิดอันเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ได้ง่ายขึ้น 

     เครื่องมือชิ้นที่ 3. คือการผ่อนคลายร่างกาย (relaxation) เพราะการผ่อนคลายร่างกายเป็นกลเม็ดในการถอยความสนใจออกมาจากความคิดแบบเนียนๆอีกวิธีหนึ่ง กล่าวคือความคิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดชนิดที่เรียกว่า "อารมณ์" นั้นมันมีสองขา ขาหนึ่งเป็นเนื้อหาสาระเรื่องราวในภาษา อีกขาหนึ่งเป็นอาการบนร่างกาย ซึ่งมักเป็นการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ เมื่อระงับขาหนึ่งก็มีผลระงับอีกขาหนึ่งด้วย ประเด็นสำคัญคือการผ่อนคลายกล้ามเนื้อนี้เราสั่งการเอาได้ มันจึงเป็นทางลัดในการวางความคิดแบบเนียนๆ

     เครื่องมือชิ้นที่ 4. คือสมาธิ (meditation) หมายถึงการที่คุณเอาความสนใจไปจ่ออยู่ที่อะไรอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียวอย่างต่อเนื่องลึกลงไปๆๆ จนความสนใจถูกลากออกมาจากความคิดอย่างสิ้นเชิงมาอยู่กับสิ่งที่คุณจดจ่อเท่านั้น

     เครื่องมือชิ้นที่ 5. คือการขยันตื่น (repeated alertness) หมายถึงว่าคุณทำตัวเองให้ตื่นขึ้นมาด้วยการหายใจเข้าลึกๆ ยืดหน้าอกขึ้น แอบสะดุ้งตัวเองนิดๆ ให้ตื่นตัวมาอยู่กับปัจจุบัน ปัจจุบันข้างนอกก็คือภาพเสียงสัมผัสตรงหน้า ปัจจุบันข้างในก็คือพลังชีวิต ประเด็นคือคุณกระตุ้นตัวเองให้ตื่นไม่ใช่นานๆครั้ง แต่ทุกวินาทีหรือทุกลมหายใจเข้าออก เครื่องมือชิ้นนี้มันคือการธำรงรักษาหรือผดุงความรู้ตัวของคุณเอาไว้ มันเป็นเครื่องมือที่มีความลึกซึ้งมาก ผมขอพูดให้ละเอียดนิดหนึ่งนะ ในภาษาบาลีเรียกเครื่องมือนี้ว่า "วิริยะ" ซึ่งคนแปลเป็นภาษาไทยว่า "ความเพียร" แต่ว่านั่นไม่ครอบคลุมความหมายที่แท้จริงที่ผมอยากจะสื่อถึง

     คนที่อธิบายความหมายที่แท้จริงของคำนี้ได้ดีที่สุดคือตัวละครในชาดกในพระไตรปิฎกบาลีเรื่องพระนาคเสน ซึ่งเป็นเรื่องเล่าเหตุการณ์หลังพระพุทธเจ้ามีชีวิตอยู่ราว 600 ปี ว่ากษัตริย์มิลินทะ (กรีก) ยกทัพมาครอบครองและเรียกคนมาสอบสวนเอาเนื้อความคำสอนของพุทธศาสนา มีภิกษุองค์เดียวที่ฉลาดและกล้าพอที่จะตอบโต้ได้ชื่อพระนาคเสน โดยผมขอเล่าเฉพาะการโต้ตอบในประเด็นวิริยะ

     กษัตริย์มิลินทะถามว่า

     "วิริยะ คืออะไร"

     พระนาคเสนตอบว่า

     "คืออาการที่ค้ำเอาไว้ สนับสนุนเอาไว้" 

     กษัตริย์ถามต่อว่า

     "ให้ยกตัวอย่างประกอบ" 

     พระนาคเสนยกตัวอย่างว่า

     "เปรียบเหมือนเรือนที่โย้เย้ใกล้จะล้ม แล้วผู้อยู่อาศัยเอาไม้ไปค้ำเอาไว้ หรือเปรียบเหมือนกษัตริย์ยกทัพไปทำสงคราม ต้องจัดให้มีการส่งกำลังบำรุงและกองหนุนจากเมืองหลวงเพื่อสนับสนุนให้ทัพหน้าทำการต่อไปได้แม้ไพร่พลจะล้มตายและสะเบียงจะร่อยหรอ"  

    คำอธิบายของพระนาคเสนนี้ผมเห็นว่าลึกซึ้งคมคายและสื่อความหมายถึงเครื่องมือชิ้นนี้ได้ดีที่สุด คือเป็นเครื่องมือที่มีเพื่อค้ำจุนหนุนเนื่อง (maintain) ให้ความสนใจอยู่กับความตื่นและรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา และผมว่านี่เป็นคำอธิบายกลไกการยืนยงคงอยู่ของความบันดาลใจ (motivation) ที่ดีที่สุด

    วิธีการไป

    เอาละ คราวนี้มาพูดถึงวิธีการไปให้ถึงที่ที่ไม่มีความคิดซึ่งคุณจะรู้เห็นชีวิตส่วนที่ไม่เคยรู้เห็นได้

    วิธีที่ 1. การฝึกสมาธิเข้าถึงฌาณ (meditation)  ฟังชื่อหัวข้อแล้วอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ ม้นไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก คุณลองทำเดี๋ยวนี้เลยก็ได้ นั่งขัดสมาธิหรือนั่งธรรมดาตามถนัด ยืดตัวขึ้นให้ตรง เอามือวางไว้อย่างผ่อนคลายบนหน้าตัก เงยหน้าขึ้นนิดหนึ่งสักสิบองศาเหมือนมองท้องฟ้า หลับตา แล้วเอาความสนใจจ่ออยู่ที่่ท้องฟ้าซึ่งเป็นสีดำที่เบื้องหน้า ขณะเดียวกันก็สังเกตการหายใจ หายใจเข้าสนใจท้องฟ้าตรงหน้า สนใจต่อเนื่องลึกลงไป ลึกลงไปในความมืดนั้น หายใจออกสนใจท้องฟ้าตรงหน้า หายใจเข้าสนใจท้องฟ้าตรงหน้า ทำอย่างนี้ไปจนความคิดหมด ลมหายใจแผ่วลงๆจนหยุดนิ่ง ภาพเสียงกลิ่นรสสัมผัสเริ่มแผ่วไกลออกไปๆๆจนหายเกลี้ยง เหลืออยู่อย่างเดียวคือความรู้ตัว เรียกว่าอยู่ในฌาณ  ตรงนี้เป็นจุดตั้งต้นของการจะได้รู้ถึงชีวิตที่อยู่พ้นความคิดและอายตนะทั้งห้าออกไป คุณฝึกทุกวัน วันละครั้งสองครั้ง ครั้งละครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง นี่จัดว่าเป็นเทคนิคมาตรฐานที่ใช้ได้ผลกันทั่วโลกทุกชาติทุกภาษา

    วิธีที่ 2. การฝึกเห็นตามที่มันเป็น (see it as it is) เห็นตามที่มันเป็นหมายความว่าคุณฝึกรับรู้ (ภาพเสียงสัมผัส) โดยไม่มีความเป็นบุคคลของคุณมาเกี่ยวข้องหรือมาตีความ เช่นผมชื่อนายสันต์หรือหมอสันต์ เมื่อผมมองให้เห็นอะไรตามที่มันเป็น หมายความว่าขณะที่มองนั้นนายสันต์หรือหมอสันต์ไม่มีอยู่ในโลกนี้ ผู้มองไม่ใช่นายสันต์หรือหมอสันต์ เป็นแค่ความรู้ตัวที่ตื่นรู้อยู่ มองมาจากไหนไม่รู้ รู้แต่ว่ากำลังมองอยู่ และไม่เกี่ยวกับนายสันต์หรือหมอสันต์เลย คือต้องมีการเปลี่ยนตัว (identity) คนมองว่าไม่ใช่นายสันต์หรือหมอสันต์ ต้องมีการ shift of identity การเห็นตามที่มันเป็นจึงจะเกิดขึ้น ตราบใดที่ยังเห็นจากมุมมองของนายสันต์หรือหมอสันต์ตราบนั้นไม่มีทางเห็นตามที่มันเป็นเพราะมันจะมีผลประโยชน์ส่วนตนของนายสันต์หรือหมอส้นต์เข้าไปข้องเกี่ยวด้วยกับการเห็นนั้นเสมอ

     วิธีเริ่มต้นฝึกการฝึกเห็นแบบนี้แบบง่ายๆคือคุณหาอะไรสักอย่างที่คุณไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องเลย เช่นต้นไม้ หมู หมา กา ไก่ ดอกไม้ ก้อนหิน แล้วคุณนั่งมองสิ่งนั้นอย่างจดจ่อลึกละเอียดไปอย่างเดียวครึ่งค่อนวัน มองอย่างละเลียด ละเมียด ละมัย มองให้เห็นทุกแง่ทุกมุมของมันโดยไม่มีผลประโยชน์ของตัวคุณเข้าไปเกี่ยวข้อง มองแบบปล่อยให้ความรู้สึก (feeling) เฟื่องฟูขึ้นมาโดยไม่มีความคิดมาตีความหรือเกี่ยวข้อง มองจนซาบซึ้งถึงความงามและความลงตัวแบบไม่มีที่ติของทุกสรรพสิ่งที่เห็น ฝึกไปอย่างนี้แหละทุกวันๆๆจนวันหนึ่งคุณก็จะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามที่มันเป็นได้ ถึงจุดนั้นคุณในฐานะผู้เห็นก็ไม่แตกต่างจากสิ่งที่คุณเห็น คือคุณจะยอมรับสิ่งที่คุณเห็นได้ 100% เพราะความเป็นบุคคลของคุณ นาย ก.หรือนาง ข. ที่จะดลใจให้เกิดการแยกแยะเปรียบเทียบนั้นไม่มี ทุกอย่างที่เห็นจึงมีความสมบูรณ์อย่างไม่มีที่ติของมันเอง มุมมองอย่างนี้แหละที่ก่อให้เกิดการยอมรับแบบไม่มีเงื่อนไขหรือเมตตาธรรมแบบไม่เลือกหน้า หรือ unconditioned love ซึ่งจะเป็นสื่อชักพาคุณให้เห็นชีวิตส่วนที่พ้นไปจากที่คุณเคยคิดเอาได้และรับรู้เอาได้จากอายตนะทั้งห้า

    วิธีที่ 3. การสอบสวนเพื่อทิ้งทุกความคิด (self inquiry) ซึ่งก็คือการใช้ความคิดอ่านดุลพินิจไตร่ตรองวิเคราะห์แยกแยะบอกกำพืดที่มาของทุกความคิดที่ผุดขึ้นมาในใจ โดยการจับความคิดขึ้นมาสอบสวนทุกความคิด ทีละความคิดๆ ซึ่งแน่นอนทุกความคิดเมื่อสอบกำพืดไปแล้วก็จะพบว่าล้วนชงมาจากสำนึกว่าเป็นบุคคลหรือจากนายสันต์หรือหมอสันต์ผู้เป็นห่วงผลประโยชน์ของตัวเองทั้งสิ้น เมื่อรู้เช่นเห็นชาติความคิดนั้นว่ามีกำพืดแค่นี้เองก็จะได้ลงทะเบียนมันไว้ จำหน้ามันไว้ ครั้งหน้ามันมาอีกก็ดีดทิ้งได้เลย มาอีกก็ดีดทิ้งๆๆ จนมันเลิกมา หนึ่งความคิดสอบสวนกันหนึ่งครั้ง สอบส่วนแล้วดีดทิ้ง สอบสวนแล้วดีดทิ้ง จนหมดความคิด ไม่มีความคิดเหลือให้สอบสวนเลย เมื่อไม่มีความคิดเหลืออยู่ ความรู้ตัวก็จะไปถึงที่จุดนั้น คือจุดที่จะเห็นชีวิตส่วนที่พ้นไปจากความคิดและอายตนะทั้งห้า เทคนิคนี้ผมทดลองใช้อยู่นานแต่ก็ยอมรับว่าไม่ค่อยถนัดหรือไม่ค่อยถูกจริต แต่คนอื่นเขาใช้กันได้ผลโครมๆแสดงว่ามันต้องใช้ได้ถ้าจะตั้งใจใช้มันอย่างจริงจัง

    สรุปว่าถ้าคุณเบื่อความไร้สาระของชีวิตในระดับ survival mode อันเป็นชีวิตที่ถูกกำกับด้วยสัญชาติญาณเยี่ยงสัตว์ทั่วไป เครื่องมือทั้ง 5 ชิ้นนี้ และวิธีไปทั้ง 3 วิธีนี้ จะพาคุณไปถึงชีวิตหรือ existence ในอีกระดับหนึ่งที่อยู่พ้นความคิดและอายตนะทั้งห้าออกไป และจะทำให้การเกิดมามีชีวิตครั้งนี้คุ้มค่าที่ได้เกิดมา คุณอย่าเพิ่งเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่ขอให้ลงมือทดลองปฏิบัติดูก่อน แล้วการ "รู้" ที่เกิดขึ้น จะเป็นคำตอบแก่คุณเอง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์