29 มีนาคม 2563

(เรื่องไร้สาระ-7) เก็บเกี่ยวน้ำฝน รีชาร์จน้ำใต้ดิน

     เช้าวันนี้..ขอบคุณโควิด19 ที่ทำให้ผมมีเวลานั่งละเลียดกับอาหารเช้าที่ระเบียงบ้านบนเขาโดยไม่ต้องรีบร้อนลกๆไปทำนั่นทำนี่เหมือนสมัยที่ต้องเปิดแค้มป์สอนทุกสัปดาห์ แต่ละเลียดอยู่ได้ไม่นานบรรยากาศก็เปลี่ยนเป็นเครียดไปทันทีเมื่อคนสวนขึ้นมารายงานเหตุการณ์พิเศษ

     "น้ำใต้ดินคงจะหมดเสียแล้วครับ บางครั้งสูบออกมามีลมมากกว่าน้ำ และขุ่นด้วย"

     โอ้ละหนอ ดวงเดือนเอย ถ้าโลกนี้ดำเนินมาถึงขั้นน้ำใต้ดินแห้งขอด ชีวิตที่เหลือต่อไปจะเป็นฉันใด นี่หมายความว่าอารยธรรมหุบเขามวกเหล็กวาลเลย์จะถึงกาลล่มสลายเพราะขาดน้ำเสียแล้วหรืออย่างไร ยังไม่ทันจะคิดอ่านอะไรต่อก็มีโทรศัพท์จากเพื่อนบ้านเข้ามา

     "คุณหมอมีเบอร์นายต่าย คนขายน้ำไหมครับ"

     หิ หิ อาการเดียวกันเลย คือกำลังร่อแร่เพราะขาดน้ำ เมื่อวางหูไปแล้วผมคิดถึงเพื่อนที่อินเดีย เขาเล่าว่าสมัยเขาหนุ่มๆน้ำใต้ดินที่บ้านเขาขุดลงไปไม่กี่ฟุตเพื่อจะวางฐานรากสร้างตึกน้ำใต้ดินไหลออกมาวิดออกไม่ทันเลย แต่เนื่องจากทุกวันนี้คนอินเดียขยันเจาะขยันดูด ระดับน้ำใต้ดินจึงงวดลงๆ คนอินเดียมีเทคนิคมาแต่โบราณที่จะขุดสระแบบซุปเปอร์ลึกระดับยี่สิบสามสิบเมตรเพื่อให้เชื่อมโยงกับชั้นหินอุ้มน้ำเพื่อให้มีน้ำโผล่ขึ้นมาให้ใช้ตลอดปี แต่เขาบอกว่าสระแบบนั้นวันนี้ในอินเดียแห้งหมดแล้ว ทุกวันนี้ชาวบ้านที่อินเดียต้องเจาะบาดาลลึกลงไปถึง 400 ฟุตจึงจะได้น้ำ เมื่อคิดถึงอินเดียก็เลยคิดต่อไปถึงอัฟริกา นานมาแล้วผมเคยอ่านหนังสือเนชันแนลจีโอกราฟฟีถึงเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่ประเทศซิมบับเวย์หรือเอธิโอเปียนี่แหละจำไม่ได้แล้ว เขาเป็นชาวไร่ที่คิดค้นวิธีเก็บเกี่ยวน้ำฝน (rain water harvesting) และวิธีรีชาร์จระดับน้ำใต้ดินให้ตื้นขึ้น (recharging underground water) จนขึ้นมาถึงรากของข้าวโพดได้ ด้วยเทคนิคเช่นทำฝายแม้วดักกั้นทางน้ำไหลเป็นช่วงๆ ทำหลุมดักน้ำฝนให้ไหลลงดินแทนที่จะไหลหนีไปตามผิวดินเพื่อให้น้ำมีเวลาซึมลงใต้ดิน ทำสระลึกเป็นพิเศษจนถึงชั้นหินอุ้มน้ำเพื่อให้น้ำไหลลงสู่หินอุ้มน้ำ ซึ่งผมอ่านแบบไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตัวเองหรอกแต่ความที่ตัวเองสนใจทุกอย่างที่เกี่ยวกับเกษตรจึงประทับใจในเรื่องราวและจำรายละเอียดได้จนถึงเดี๋ยวนี้

     เมื่อภัยแล้งมากถึงตัว ก็ต้องทิ้งอาหารเช้าอันชื่นมื่นอ้อยสร้อยเพื่อเดินลงไปสำรวจภัยแล้งตามแบบมหาดไทย เมื่อกวาดตาสำรวจพื้นดินในเขตรั้วตัวเองเป็นพิเศษก็เห็นว่าดินที่ตีนเขาแห้งไม่มีอะไรคลุม ผิวดินราบเรียบ เมื่อเอาน้ำฉีดน้ำก็จะไหลผ่านผิวดินไปอย่างรวดเร็ว พอหยุดฉีดแป๊บเดียวผิวดินก็แห้งอีก เมื่อเอาจอบขุดดูก็เห็นชัดว่าน้ำที่ฉีดไม่ได้ซึมลงไปในดินเลย เพราะผิวดินมันแน่นเหมือนกับดินถูกคลุมด้วยพลาสติกยังงั้นแหละ

     ผมมองออกไปยังคลองนอกรั้ว อยู่ที่นี่มายี่สิบกว่าปีแล้วผมไม่เคยออกไปดูอะไรนอกรั้วบ้าน คราวนี้มุดออกไปนอกรั้วไปเดินสำรวจป่าหลังบ้านซึ่งส่วนหนึ่งเพิ่งถูกไฟคลอกจนใบไม้และต้นไม้เล็กๆตายหมดเหลือแต่ดินเปลือยๆดำๆ สำรวจคลองแห้งที่ข้างบ้านก็พบว่าวันนี้พื้นคลองอยู่จมลึกลงไปมาก ท้องคลองเป็นผิวเรียบแทบจะขัดมันไม่มีแง่งหินให้น้ำไหลจ๊อกๆแจ๊กๆแบบโรแมนติกเลย ผมคาดเดาพยาธิสรีรวิทยาว่าเมื่อไฟป่าเผาใบไม้และต้นไม้เล็กน้อยไปหมดจนดินเปลือยพอฝนตกก็ไม่มีอะไรอุ้มน้ำ น้ำก็ไหลลงคลองมาอย่างรวดเร็วและมีโมเมนตัมมากจนกัดเซาะห้วยให้ตรงแน่วและเกลี้ยงเกลาได้ แป๊บเดียวก็ไหลลงไปท่วมข้างล่างหมดโดยไม่เปิดโอกาสให้น้ำได้ซึมผ่านท้องคลองลงไปหาชั้นหินอุ้มน้ำใต้ดินอันเป็นแหล่งกำเนิดของน้ำบาดาล ดังนั้นฝนตกทีไรข้างบนผิวดินน้ำท่วม แต่ข้างล่างผิวดินแล้งน้ำ

    ท่าทางหมอสันต์ไม่ต้องกลัวจะว่างงานเพราะโควิด19 เพราะมีงานใหม่เข้ามาแล้ว นั่นคือ "โครงการเก็บเกี่ยวน้ำฝนและรีชาร์จน้ำใต้ดิน" (rain water harvesting and underground water recharging) งานนี้มีโครงการย่อยอยู่ข้างในหลายโครงการ
สั่งซื้อจากปากช่องปุ๊บ ก็มาปั๊บ

    โครงการย่อยที่ 1. เอาเรื่องการเก็บเกี่ยวน้ำฝนไว้ใช้ในบ้านก่อน เพราะทำง่าย ผมคำนวณปริมาณการใช้น้ำในบ้านของสองตายาย ใช้อย่างคนแก่เงอะๆงะๆคนละ 40 ลิตรต่อวัน สองคนวันละ 80 ลิตร เดือนละ 2,400 ลิตร แต่ช่วงแล้งน้ำมีแค่ 7 เดือน นั่นหมายความว่าผมต้องเก็บน้ำไว้ 16,800 ลิตร แล้วก็มาคำนวณว่าน้ำฝนจากหลังคาจะพอใช้หรือเปล่า ที่มวกเหล็กฝนตกปีละ 1,100 มม. บ้านผมมีพื้นที่หลังคา 140 ตรม. รับน้ำฝนได้ปีละ 154,000 ลิตร เหลือเฟือเพราะผมต้องการแค่ 16,800 ลิตรเท่านั้น คราวนี้ก็มาดูระบบการจัดเก็บ ตอนนี้ถังเก็บน้ำฝนมีอยู่แล้วราว 7,000 ลิตร ต้องซื้อมาใหม่อีก 10,000 ลิตร คือซึ้อใบใหญ่ 5,000 ลิตรสองใบ ซื้อจากปากช่องปุ๊บก็มาปั๊บ ตั้งเด่รออยู่ข้างโรงรถบนเขาแล้วเรียบร้อย ขั้นตอนต่อจากนี้ไปก็จะเป็นการทำรางรับน้ำฝน ตั้งถัง และเดินท่อ ซึ่งเป็นงานวิศวเกินบนผิวดินระดับธรรมดาๆไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น

     โครงการย่อยที่ 2. การรีชาร์จน้ำฝนเหลือใช้ลงไปเก็บในชั้นดิน subsoil หลักการนั้นง่ายมาก ทุกบ้านทำได้เองทันที คือมีน้ำฝนหล่นลงมาในพื้นที่เท่าไหร่ก็ให้ไหลไปลงหลุมเพื่อให้มันกระจายซึมไปในชั้นดินเหนียวให้หมดไม่ให้เหลือไหลตามผิวดินทิ้งไปนอกพื้นที่ ซึ่งปกติดินชั้น subsoil จะมีความหนาประมาณ 6 เมตร ซับน้ำได้ประมาณ 20% นั่นหมายความว่าบ้านบนเขามีเนื้อที่สามไร่ก็จะเก็บน้ำไว้ในชั้นดินเหนียวได้ถึง 960 คิวบิกเมตร คิวนะ ไม่ใช่ลิตร คือแค่ชั้นดินลึกไม่กี่เมตรนี่ก็เก็บน้ำได้เพียบ  วิธีวางหลุมวางท่อหากจะใช้วิธีโบราณแบบใช้สายน้ำวัดระดับเอาก็ทำได้ แต่ว่ามันไม่เท่และไม่หนุก นี่เป็นโอกาสที่จะซื้อของเล่นใหม่มาเล่นแล้ว ผมเปิดหาในลาซาดา แล้วก็พบ หิ หิ กล้องส่องระดับ ราคาสี่พันหก ถูกมาก ซื้อเล้ย..ย เอ็นเทอร์ สมัยผมเรียนแม่โจ้กล้องนี้ราคาสามหมื่นกว่าบาท จำได้ว่าครูหวงมาก ต้องยกมือไหว้ก่อนจึงจะกล้าใช้ จากนี้ไปก็ร้องเพลงรอจนกว่ากล้องจะมาถึง แล้วก็จะสำรวจทำแผนที่คอนทัวร์ (contour map) กำหนดตำแหน่งหลุมที่จะกระจายน้ำลงดิน ก่อนที่จะไปถึงขั้นตอนขุดกันจริงๆต่อไป ถ้าผมทำเสร็จแล้วจะถ่ายรูปมาให้ดูนะครับ
ห้วยซุูเปอร์ไฮเวย์ ไม่มีหรอก เสียงน้ำใสไหลรินจ๊อกๆแจ๊กๆ

     โครงการย่อยที่ 3. คือการชลอการไหลของน้ำในลำห้วย คือเปลี่ยนห้วยจากการเป็นถนนซุเปอร์ไฮเวย์พื้นเรียบให้มันกลับมาเป็นห้วยน้ำใสไหลรินมีแง่งมีหินมีจอกแหน น้ำไหลช้าๆจ๊อกๆแจ๊กๆ จะได้มีเวลาซึมลงไปหาชั้นหินอุ้มน้ำ นี่เป็นโอกาสที่จะได้เล่นกล้ามกันครั้งใหญ่แล้ว..คือยกหิน ถ้ารีบลงมือทำก่อนฝนจะมาก็คงทำไปได้มากพอควร ควบคู่กันไปก็ต้องป้องกันไฟป่าไม่ให้ลามเข้ามาถึงพื้นที่ระบายน้ำสู่ห้วยด้วย เพราะหากมีไฟป่าทุกปี ไม่มีวัสดุคลุมดิน การชะหน้าดินลงห้วยจะมากและน้ำจะไหลลงห้วยเร็วเกินไปจนห้วยจ๊อกแจ๊กกลายเป็นห้วยโครมคราม

  ชั้นหินใต้ดิน หนึ่งกระปุกต่อทุกความลึก 1 เมตร

     โครงการย่อยที่ 4. การเติมน้ำบาดาลลงในชั้นหินอุ้มน้ำ ตรงนี้แหละคือ underground water recharging ของจริง มันเป็นงานใหญ่ต้องหาแนวร่วมจากเพื่อนบ้านที่บ้าๆคล้ายๆกันให้ได้สองสามคนก่อนจึงจะทำได้ เพราะการเติมน้ำลงชั้นหินอุ้มน้ำ (aquifer) ต้องทำในระดับชุมชนจึงจะเวิร์ค ก่อนอื่นก็ต้องมีข้อมูลความลึกของชั้นหินต่างๆในชุมชนก่อน ผมรู้จักนักเจาะน้ำบาดาลเร่ร่อนที่หากินในละแวกนี้สองสามคน ที่ผมเรียกว่านักเจาะเร่ร่อนก็เพราะหากความทราบถึงทางกรมทรัพย์ว่ามีพวกนักเจาะเข้ามา กรมทรัพย์ก็จะมาดักจับ พวกนักเจาะก็จะร่อนหนี ผมโทรศัพท์หานักเจาะเร่ร่อนเพื่อขอภาพถ่ายชั้นหินในมวกเหล็กวาลเลย์ที่พวกเขาได้เจาะไปจนพรุนไปเกือบทุกซอกทุกหลืบของหุบเขาแล้ว ปรากฎว่าหายากจริงๆ เพราะบ่อที่เจาะส่วนใหญ่เป็นบ่อเถื่อนไม่มีการเก็บบันทึกชั้นหิน แต่ก็โชคดีมีบางบ่อที่เจ้าของเจาะจงขออนุญาตกรมทรัพย์ ทำให้มีข้อมูลชั้นหินที่ทำไว้รายงานกรมทรัพย์ ผมถ่ายรูปมาให้ดูเป็นตัวอย่างบ่อหนึ่งด้วย

    ถ้าดูรูปแล้วไม่เข้าใจ ผมอธิบายให้นะ ภาพที่เห็นคือกระสอบเปล่าปูบนพื้นดินขณะเจาะบาดาล โปรดสังเกตหัวแม่โป้งเท้าของนายช่างใหญ่ (หิ หิ) ที่วางอยู่บนกระสอบคือตัวอย่างหินที่หัวเจาะเจาะลงไปถึงซึ่งเครื่องจะเก็บตัวอย่างใส่กระบอกให้ทุกความลึก 1 เมตร เริ่มจากมุมบนขวาลงมา จะเห็นว่าพื้นที่เจาะนี้ไม่มีดินเลยเพราะเป็นเชิงเขา เจาะปุ๊บก็เข้าหินกาบสีเหลืองราว 8 เมตร แล้วก็ไปหินกาบเทาอีกราว 25 เมตร แล้วก็ไปชั้นหินดานสีเทาเข้มซึ่งมีน้ำไปอีกหลายสิบเมตรจนสิ้นสุดการเจาะ

     เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลหินที่ช่างได้จากการเจาะหลายๆบ่อก็สรุปได้ว่าในมวกเหล็กวาลเลย์นี้ชั้นดิน (subsoil) ตื้นราว 0-3 เมตร ถัดไปก็เป็นเป็นชั้นหินกาบและหินดาน (shale หรือ sedimentary rock) ไปลึกเกินหนึ่งร้อยเมตร โดยระดับน้ำใต้ดินอยู่ลึกประมาณ 60 เมตรเป็นต้นไป

     ได้ข้อมูลเรื่องชั้นหินเพียงพอต่อการวางแผนแล้ว ขั้นต่อไปก็คือรอจังหวะให้ชุมชนมีความพร้อม คือรอให้ขาดน้ำกันจนได้ที่ก่อนแล้วค่อยมาตั้งวงหารือกัน อาจจะเป็นปีหน้าหรือปีโน้นก็ได้ เทคนิคการรีชาร์จน้ำนั้นไม่ยาก ก็แค่ประเมินทิศทางการเคลื่อนตัวของน้ำใต้ดินแล้วสุ่มเลือกปลายลำห้วยสักสี่ห้าห้วยในหุบเขานี้แล้วขุดสระลึกจนถึงชั้นหินอุ้มน้ำที่ตรงนั้น แล้วรอให้น้ำฝนเติมน้ำลงไปในสระนี้แทนที่จะให้ไหลทิ้งออกไปนอกหุบเขา ก็เป็นอันเสร็จพิธี แต่ที่ยากคือการเสาะหาความร่วมมือในชุมชนเพราะแม้ว่าเราคนไทยด้วยกันมีอะไรคุยกันได้ไม่มีปัญหา มีแต่ปัญหาตรงที่ตกลงกันไม่ค่อยได้ ..หิ หิ การรีชาร์จน้ำใต้ดินนี้มันมีปัจจัยประกอบมาก ไม่ว่าจะเป็นแรงเฉื่อยและแรงหนีศูนย์กลางจากการหมุนของโลกแต่นั่นก็ยังพอคาดเดาได้ รูเลี้ยวของแผ่นหินกาบและหินปูนนี่สิครับคาดเดาไม่ได้เลย จึงเป็นการยากที่จะให้ความมั่นใจสมาชิกชุมชนล่วงหน้าว่าทำแล้วบ้านใครจะได้ประโยชน์แค่ไหนในเวลาเท่าไหร่ อย่างไรก็ตามถ้าตกลงกันได้และได้ทำ ได้ผลแค่ไหนผมสัญญาว่าจะเก็บมาเล่าให้ฟัง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

27 มีนาคม 2563

อย่า..อย่าให้คนเป็นไข้เข้าไปในโรงพยาบาล

     เมื่อวานผมถามพยาบาลผู้ช่วยถึงลูกน้องอีกคนหนึ่งซึ่งผมไม่เห็นหน้ามาสองวัน ก็ได้รับรายงานว่าเธอเป็นไข้จึงไปโรงพยาบาล ผมอุทานว่า

     "..เฮ้ย ช่วงนี้เป็นไข้ไปโรงพยาบาลได้ด้วยหรือ แล้วหมอเขารับดูให้หรือ" ก็ถูกถามว่า

     "ทำไมจะไม่ดูให้ละค่ะ"

     "..อ้าว  ช่วงที่กำลังมีการระบาดของโควิด19 ปกติเขาต้องห้ามไม่ให้คนเป็นไข้เข้าโรงพยาบาล เขาต้องเก็บโรงพยาบาลไว้รักษาโรคเรื้อรังต่างๆที่ไม่เกี่ยวกับการเป็นไข้ เพราะหากให้คนเป็นไข้เข้าไปใช้โรงพยาบาลช่วงนี้ ในจำนวนนั้นบางคนก็เป็นโควิด19 โดยที่หมอและพยาบาลไม่รู้ ต่อไปทุกโรงพยาบาลก็จะเป็นที่เก็บเชื้อโควิด19 และหมอพยาบาลก็จะป่วยเป็นโควิด19 กันเป็นเบือ"

     "แล้วจะให้คนเป็นไข้ไปไหนละคะ"

     "เขาต้องมีป้อมยามหรือด่านตำรวจทหารที่คอยคัดกรองคนเป็นไข้ อย่างน้อยก็ต้องกรองตั้งแต่ป้อมยามหน้าโรงพยาบาลว่าใครเป็นไข้บ้าง ถ้าเป็นไข้ไม่ให้เข้า ต้องไปที่ด่านตรวจที่เขาตั้งไว้ที่ไหนสักแห่งนอกรพ.เพื่อตรวจคนเป็นไข้โดยเฉพาะ ด่านนี้เขาก็จะคัดกรองเอาผู้มีความเสี่ยงเข้าเกณฑ์ที่จะต้องตรวจให้ยิ่งขึ้นไปไปตรวจกับหมอซึ่งมีเครื่องแต่งตัวป้องกันโรครัดกุมคอยตรวจอยู่ตรงนั้นเลย และถ้าวินิจฉัยว่าเป็นโควิด19 จริงก็ส่งไปสถานกักกันโรคหรือวอร์ดกักกันโรคโดยตรงเลยโดยไม่ผ่านห้องฉุถเฉินหรือผ่านคลินิกอายุรกรรมอย่างคนไข้ปกติ เมืองใหญ่เมืองหนึ่งเขาจะมีโรงพยาบาลหรือวอร์ดรับรักษาโควิด19 อยู่อย่างมากก็สามสี่แห่ง ไม่ให้คนเป็นโรคโควิดไปยุ่งกับโรงพยาบาลที่เหลือ "

     "ที่หมอพูดนี่มันประเทศไทยหรือประเทศไหนคะ"

     "ทุกประเทศที่มีโรคโควิด19 เขาก็ทำแบบนี้กันหมดแหละ ไม่งั้นเดี๋ยวหมอพยาบาลทุกโรงพยาบาลติดโรคกันหมดแล้วจะเอาใครมารักษาคนไข้กันอยู่ล่ะ"

     "โธ่..คุณหมอไม่ได้ออกไปไหนเลยจึงไม่รู้เรื่องข้างนอก หนูจะบอกให้เอาบุญนะคะ ที่คุณหมอว่ามาทั้งหมดนั้นเมืองไทยไม่มีหรอก"

     "อ้าว..ว เหรอ..."

      "ทุกคนที่เป็นไข้และกลัวโรคโควิด19ก็จะไปห้องฉุกเฉินหรือคลินิกตรวจโรคธรรมดา แล้วเมื่อกี้คุณหมอพูดถึงให้ทหารคัดกรองผู้มีความเสี่ยง อย่างไรจึงจะเรียกว่าเป็นผู้มีความเสี่ยงละคะ"

     "ตรงนี้คุณจะมาอำผมว่าเมืองไทยเขาไม่บอกคุณไม่ได้นะ เพราะผมได้ยินทางคลิปกับหูตัวเอง เจ้าหน้าที่เขาอธิบายซ้ำซากปาวๆว่าเกณฑ์คัดกรองผู้ที่จะต้องไปรับการตรวจให้ยิ่งขึ้นไปมีสามข้อ คือ (1) มีไข้ (เกินกี่องศาผมจำไม่ได้แล้ว) (2) มีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งคือน้ำมูกไหล ไอ หายใจลำบาก (3) มีประวัติว่าใน 14 วันที่ผ่านมาได้ติดต่อสัมผัสกับคนเป็นโควิด19 หรือได้ไปประเทศเสี่ยงที่รัฐบาลลิสต์รายชื่อไว้

     ใครก็ตามที่มีครบสามข้อนี้เขาจะเรียกว่าเป็นผู้ป่วยอยู่ในระหว่างสืบค้น หรือ Patients Under Investigation เรียกย่อๆว่า PUI ซึ่งจะต้องถูกกักกันโรค (quarantined) หรืออย่างน้อยก็แยกตัวเองอยู่ที่บ้าน (home isolation) จนกว่าจะรู้ผลการตรวจขั้นสุดท้ายว่าเป็นหรือไม่เป็นโควิด19 ทั้งหมดนี้เป็นกลไกการเฝ้าระวังสอบสวนกักกันโรคซึ่งใช้กับโรคระบาดทุกโรค"

      "อาจารย์คะ ให้หนูระบายอะไรหน่อยได้ไหม หนูอยู่กับอาจารย์แต่อาจารย์ไม่สอนอะไรหนูเลย หนูอยากรู้อะไรต้องไปอ่านเอาจากบล็อกที่อาจารย์เขียน อย่างเรื่องแอ๊พกู้ชาติที่อาจารย์เขียน หนูไม่เข้าใจว่ามันเป็นอย่างไรและจะใช้ประโยชน์ได้อย่างไร"

     "หิ หิ เอ็ง..เอ๊ยไม่ใช่ คุณอย่าบ่นเลย ให้ ม. ของผมบ่นคนเดียวก็พอแล้ว โอเค.วันนี้ผมจะสอนคุณเรื่องแอ็พกู้ชาติ

     ชื่ออย่างเป็นทางการของมันควรจะเรียกว่า Health Code หรือเรียกเป็นภาษาเทคนิคว่า color based QR code กำเนิดของมันเกิดที่เมืองจีน ไม่ใช่โดยรัฐบาลนะ แต่โดยเอกชนสองบริษัท คือบริษัท Ant Financial ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Alibaba ของนายแจ้ค หม่า และเป็นผู้ให้บริการแอ๊พจ่ายเงินทางมือถือที่เรียกว่า AliPay กับอีกบริษัทหนึ่งชื่อ TenCent ซึ่งเป็นผู้ให้บริการแอ๊พ WeChat (คล้ายๆ Line บ้านเรา)

     ทั้งสองบริษัทนี้ได้เปิดให้ลูกค้าของตัวเองลงทะเบียนฟรีเพื่อขอรับ Health Code ได้ทุกวัน คือทุกวันลูกค้าต้องคลิกตอบคำถามสามข้อตามเกณฑ์ PUI ที่ผมบอกไปแล้วนั่นแหละ ตอบแล้วแอ๊พก็จะออก Health Code ให้เป็นสีเขียวเหลืองแดง เขียวก็แปลว่าปลอดโรคไม่ต้องแยกตัวเอง โค้ดนี้ออกใหม่ทุกเที่ยงคืน นั่นหมายความว่าลูกค้าต้องตอบคำถามทุกวัน เมื่อมีคนส่วนใหญ่มีโค้ดนี้บรรดาห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร โรงพยาบาล โรงเรียน รถไฟ รถยนต์ สนามบิน เรือบิน ก่อนจะรับลูกค้าเข้าไปเขาก็จะสะแกน Health Code ของลูกค้าก่อน ถ้าไม่มีหรือมีแต่ไม่ใช่สีเขียวเขาก็ไม่ให้เข้าไปในสถานที่ของเขา อย่างถ้าคุณอยู่เมืองจีนตอนนี้หากอยากขึ้นเครื่องบินกลับเมืองไทยเขาจะสะแกน Health Code ของคุณก่อน ถ้าคุณไม่มี Health Code คุณไม่ได้กลับเมืองไทยดอก

     เนื่องจากลูกค้าของ AliPay และ WeChat ครอบคลุมคนจีนจำนวนมาก หน่วยงานควบคุมโรคต่างๆทั้งในระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ต่างก็ขอสองบริษัทนี้เข้าไปใช้ฐานข้อมูล Health Code เพื่อทำงานเฝ้าระวังสอบสวนกักกันโรคผ่านข้อมูลโค้ดของประชาชนในความรับผิดชอบของตน เมืองใหญ่มากกว่า 200 เมืองล้วนใช้ Health Code ช่วยในการบริหารจัดการโรค และเป็นที่ยอมรับกันทั่วจีนว่าเฮลท์โค้ดเป็นตัวเปลี่ยนเกม (Game Changer) ตัวหนึ่งในการกำราบโรคโควิด19 การใช้เฮลท์โค้ดของจีนมีตัวช่วยตัวหนึ่งคือกฎหมายจีนซึ่งมีข้อหนึ่งว่าการโกหกเรื่องไข้และเรื่องการใช้ยาลดไข้มีโทษจำคุก"

    "แล้วเมืองไทยไม่มีแจ้คหม่า อาจารย์คิดว่าจะทำได้หรือคะ"

     "ทำได้แน่นอน มันไม่เกี่ยวอะไรกับแจ้คหม่งแจ้คหม่า แต่มันต้องเริ่มโดยภาครัฐไม่ใช่ภาคเอกชน เพราะฐานข้อมูลบัตรประชาชนอยู่ในความดูแลของรัฐ อำนาจที่จะออกระเบียบให้ทุกคนลงข้อมูลตามความเป็นจริงก็มีอยู่แล้วโดยอาศัยพรก.ฉุกเฉิน ผมยังมองไม่เห็นอุปสรรคใดๆที่ว่าจะทำไม่ได้ และผมมั่นใจว่าไม่กี่วันจากนี้ไปก็จะมีแอ๊พช่วยชาตินี้ออกมาใช้"

     "อาจารย์คะ หนูถามด้วยความอยากรู้จริงๆ ทำไมจีนเป็นประเทศใหญ่มีคนมากขนาดนั้นเขาจึงเอาโควิด19 อยู่"

     "เพราะเขาแก้จุดอ่อนที่ใหญ่ให้กลายเป็นจุดแข็งคือทำใหญ่ให้เล็ก หมายความว่าในการบริหารจัดการโรคโควิด19 เขาซอยหน่วยบริหารจัดการลงย่อยยุบยิบยับไม่เพียงแต่ซอยประเทศเป็นมณฑล จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน แค่นั้น แต่ยังซอยไปถึงหน่วยงานที่มีความสามารถบริหารลูกค้าของตัวเองได้ให้เป็นหน่วยบริหารโรคแบบเอกเทศด้วย เช่น สนามบิน ท่ารถ ท่าเรือ ช้อปปิ้งมอล โรงเรียน โรงพยาบาล ร้านอาหาร ทุกหน่วยบริหารจัดการอย่างอิสระภายใต้กรอบนโยบายของส่วนกลางโดยใช้ข้อมูลจาก Health Code ช่วย เมืองไทยก็มีขีดความสามารถจะทำอย่างนี้ได้ อย่างวันก่อนผมเขียนถึงหมู่บ้านอะไรสักอย่างที่สกลนคร นั่นก็เป็นตัวอย่างของการบริหารจัดการโรคโดยหน่วยย่อยที่ได้ผล"

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

26 มีนาคม 2563

โลกจากนี้เป็นต้นไปจะไม่เหมือนเดิมแล้ว

Your Name :
Phone Number:
Your Question:
หนูมีคำถามที่อยากรบกวนถามคุณหมอนะคะ
(1) อยากถามเรื่อง herd community ค่ะ ร่างกาย สามารถ สร้างภูมิคุ้มกันเอง เพื่อกำจัด โควิด-19 ได้ (จริง)? หรือเรื่องนี้ยังไม่แน่ชัดคะ
(2) หนูอยากขอถาม เรื่อง วัคซีน ค่ะ ตอนนี้ ยังไม่มีใคร คอนเฟิร์มว่า จะสามารถมีวัคซีน ได้ ในเร็วๆนี้ หรือ โรคนี้ จะมีวัคซีนที่รักษา ได้ชัวร์ๆ ใช่ไหมคะ
คือตอนนี้ หนูบอกคุณพ่อว่า หนูน่าจะตกงานอีกนาน อย่างน้อย จนกว่า จะมีวัคซีนรักษาโควิด หรือ จนกว่าโควิด จะหายไปเอง โดยการ social distancing ซึ่งแย่สุด อาจจะต้องรอทำงานเป็นปี
หนูทำงานเป็นทันตแพทย์ค่ะ (ทันตแพทย์เอกชน) ที่เพิ่งทำงานได้ไม่นานเท่าไหร่
ตอนที่หนูบอกคุณพ่อว่า หนูคิดว่า จะต้องทำอาชีพเสริมแล้ว คุณพ่อไม่เชื่อเรื่องที่เล่า และบอกให้รอเวลา (คือ อยู่บ้านเฉยๆ และ ห้ามทำอะไร) หนูไม่รู้ว่า หนูมองโลกแง่ร้ายเกินไปหรือเปล่า แต่ก็กลัวว่า จะตกงานยาวๆ และไม่อยากพึ่งพ่อแม่ เพราะทั้งสองคน ก็อายุมากแล้วค่ะ (ตอนนี้ คุณแม่กำลังรักษามะเร็งด้วยค่ะ)
เลยอยากขอความเห็นคุณหมอ เรื่อง โควิด นะค่ะ เพื่อ ประกอบการวางแผนในอนาคตค่ะ
ขอบคุณล่วงหน้านะคะ คุณหมอ
จดหมายของหนู อาจจะไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายสักเท่าไหร่ แต่ด้วยที่ ประสบการณ์ในชีวิตยังน้อย เลยอยากขอความเห็นจากคุณหมอนะค่า
ขอบคุณอีกครั้ง ถ้าอ่านจดหมายนี้นะคะ 🙏
ด้วยความเคารพค่ะ
ปล. หนูชอบอ่านที่คุณหมอ ตอบ จดหมาย ของท่านอื่นมากๆค่ะ เป็นประโยชน์กับชีวิตค่ะ

................................................................

ตอบ

จดหมายของออกแนวไร้สาระ แต่ผมตอบให้เพราะคุณเป็นทันตแพทย์ ซึ่งเป็นคนทำงานในสายรพ.รุ่นหนุ่มสาวที่ผมให้ความสำคัญเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นพวกเดียวกัน

     1. ถามว่า herd immunity นี้คือร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันโรคโควิด19 ได้เองจริงหรือ ตอบว่าคุณเข้าใจชีวิตผิดไปจังเบอร์แล้ว โทษใครไม่ได้นอกจากหมอด้วยกันเองขยันอธิบายอะไรกันแบบสองแง่สองง่ามทำให้สาธารณชนเข้าใจผิด เรื่องจริงคือ herd immunity แปลว่าโอกาสติดโรคของคนในฝูงชนจะลดลง ถ้าสมาชิกของฝูงชนนั้นจำนวนมากได้ติดโรคแล้วแต่ยังไม่ตาย คนที่ติดโรคแล้วนี้ซึ่งมีภูมิคุ้มกันแล้วจะช่วยเป็นเกราะบังไม่ให้โรคมาถึงตัวคนที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันให้มีโอกาสติดโรคน้อยลง สมมุติเช่นเมืองไทยมีคนติดโรคไปแล้ว 80% ส่วนใหญ่หาย ส่วนน้อยตาย แต่ตัวคุณเองไม่เคยติดโรคไม่มีภูมิคุ้มกัน พอคุณเปิดคลินิกทำฟันใหม่ คนไข้ที่มาหาคุณ 80% เขามีภูมิคุ้มกันแล้ว พวกเขาก็จึงไม่เอาโรคมาติดคุณ นี่เรียกว่าคุณได้อานิสงจาก herd immunity

      herd immunity เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงในแง่ของการระบาดของโรคในฝูงชน และเป็นเหตุผลที่วงการแพทย์มุ่งฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุดแต่ก็ยอมปล่อยคนดื้อที่ไม่เอาวัคซีนไว้โดยไม่บังคับฉีด เพราะเมื่อคนที่ไม่มีภูมิถูกแวดล้อมด้วยคนที่มีภูมิ โอกาสที่เขาจะติดโรคก็แทบไม่มี แต่การจะเอาคอนเซ็พท์นี้มาใช้ในกรณี COVID-19 ก็เท่ากับว่าเราเอาโรคมาทำหน้าที่แทนวัคซีน คือยอมให้คนตายไปส่วนหนึ่งเพื่อการนี้ก่อน คุณจึงจะได้อานิสง เข้าใจมะ

     2. ถามว่าจะมีใครคอนเฟิร์มได้ไหมว่าจะมีวัคซีนโควิด19 ในเร็วๆนี้ ตอบว่าคนที่จะคอนเฟิร์มได้ผมเห็นมีอยู่คนเดียว คือหมอหยอง น่าเสียดายที่เขาไปสวรรค์เสียแล้ว (หิ หิ ขอโทษ พูดเล่น) คำตอบที่แท้จริงคือไม่มีใครรู้หรือคอนเฟิร์มให้คุณได้หรอกว่าวัคซีนจะออกได้เมื่อไหร่ อาจไม่มีเลยก็ได้อย่างเช่นไวรัสเอดส์และไวรัสไข้เลือดออกซึ่งก็เป็นไวรัสที่มาจากสัตว์เหมือนกัน ผ่านไปหลายสิบปีก็ยังไม่มีวัคซีนใช้ คนที่พูดว่าจะได้เมื่อนั้นเมื่อนี้ล้วนเดาเอาทั้งนั้น แต่อย่ามาถามหมอสันต์นะ เรื่องเดานี่หมอสันต์ไม่ถนัด

    3. ถามว่าเรื่องงานอาชีพจะต้องทำอาชีพเสริมดีไหม เพราะไม่อยากตกงานนาน ตอบว่าโลกจากนี้เป็นต้นไปจะไม่เหมือนเดิมแล้ว ในทางเศรษฐกิจอย่าไปหวังเกาะเงินหรือเกาะนายจ้างว่าจะเป็นสรณะเป็นที่พึ่ง เพราะจากนี้ไปเงินไม่ใช่ความมั่นคงของชีวิตอีกต่อไปแล้ว ในแง่ของธุรกิจการงาน จากนี้ไปมันจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว อะไรที่เคยยึดเป็นอาชีพได้ก็จะไม่ได้ เพราะความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยเกิดขึ้นเมื่อมาเกิดขึ้นอย่างเช่นโควิด19 นี้ จะทำให้นิสัยการบริโภคและการใช้ชีวิตของผู้คนทั้งโลกนี้เปลี่ยนไป ทำให้ธุรกิจและอาชีพการงานผลัดกันล่มสลายและผลัดกันเกิดใหม่ตลอดเวลา อาชีพบางชนิดจะกลายเป็นเพียงอดีต ดังนั้นอาชีพจะยึดเป็นสรณะไม่ได้เลย อย่าไปปักใจว่าตอนนี้มีอาชีพนี้มีนายจ้างนี้ต้องเกาะไว้ให้แน่น ไม่มีประโยชน์ เพราะทั้งอาชีพ ทั้งนายจ้าง ล้วนเปลี่ยนแปลงได้ จะไปหลงยึดเกาะไม่ได้ ให้คุณถอยไปตั้งหลักแบบตีนติดดินอยู่ที่ความจำเป็นพื้นฐานสี่อย่าง คือ (1) มีบ้านอยู่ ไม่ต้องเช่าเขา (2) มีอาหารกิน ถ้าปลูกกินเองให้ได้มากที่สุดยิ่งดี (3) มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตดี (4) ลงมือใช้ชีวิตไปทีละขณะในแนวที่เราชอบให้เต็มศักยภาพที่เรามีให้ชีวิตมีความสุขและมีประโยชน์ต่อโลกต่อคนอื่น ชีวิตเกิดมาเพื่อใช้ชีวิต อย่าไปมัววิ่งตามหาเงินทอง เกียรติยศ ชื่อเสียง การยอมรับ หรือความมั่นคงในชีวิตจนลืมใช้ชีวิตแล้วก็ตายไปโดยที่ยังไม่ทันได้ใช้ชีวิต ให้คุณหมอมีชีวิตอย่างเป็นตัวของตัวเอง เพิกเฉยต่อค่านิยมไร้สาระที่จะทำให้เราเป็นทุกข์ เลิกการวิ่งตามคนอื่นอย่างฝูงวัวที่วิ่งตามกันไปอย่างไม่รู้จะไปจบที่ไหนเสีย ชีวิตคนเรานี้ตราบใดที่มีพื้นฐานชีวิตที่ติดดินมั่นคงสี่ประการข้างต้น ชีวิตไม่มีล้มเหลวไม่ว่าข้างนอกจะเกิดอะไรขึ้น มีแต่ความสนุกสนานจากการเรียนรู้ในสิ่งที่คาดไม่ถึงมาก่อน นี่แหละคือการใช้ชีวิต.."

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

25 มีนาคม 2563

เรียน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทอลฯ

(สำเนา) 

                                                                                 เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี 18180
                                         24 มีค. 63

เรียน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทอลฯ

     ผมขอเรียนเสนอให้ท่านเสนอต่อศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 เพื่ออนุมัติให้กระทรวงดิจิทอลฯเป็นเจ้าภาพในการระดมทรัพยากรจากทุกภาคส่วนมาพัฒนาแอ็พพลิเคชันเพื่อช่วยในการเฝ้าระวังสอบสวนกักกันโรคโควิด-19  แอ็พพลิเคชันในลักษณะเดียวกันนี้ซึ่งใช้ได้ผลดีมากที่ประเทศจีนมีอยู่สองส่วน คือ (1) ส่วนที่ประชาชนทุกคนจะต้องเข้าไปกรอกข้อมูลทุกวันโดยบังคับของคำสั่งภายใต้พรก.ฉุกเฉิน (2) ส่วนฐานข้อมูลซึ่งเปิดให้ศูนย์ควบคุมโรคทั้งระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และประเทศ สามารถเข้าไปใช้ข้อมูลบริหารจัดการเพื่อเฝ้าระวังสอบสวนกักกันโรคในความรับผิดชอบของตนได้แบบวันต่อวัน ในการพัฒนาแอ็พพลิเคชันดังกล่าวจำเป็นต้องมีการบูรณาการกับหลายภาคส่วนรวมทั้งต้องเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลบัตรประชาชนของกระทรวงมหาดไทยด้วย ซึ่งจะทำได้ก็ด้วยการอาศัยอำนาจของศูนย์บริหารสถานะการณ์โควิด-19 เท่านั้น

     จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณานำเรื่องนี้เสนอต่อที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 เป็นการด่วนด้วยจะเป็นพระคุณ

                                                                                  ขอแสดงความนับถือ


                                                                                  (นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์)

.....................................................

จดหมายจากท่านผู้อ่าน

เรียน นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

ตามที่ท่านได้นำเสนอแนวทางเฝ้าระวังสอบสวนกักกันโรคโควิด-19 ในบล็อก https://visitdrsant.blogspot.com/2020/03/blog-post_42.html?m=1  นั้น ขอเรียนแจ้งให้ทราบว่าท่านรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ได้รับทราบรายละเอียดที่ท่านนำเสนอ จึงขอรับแนวทางและยินดีให้ความร่วมมือในการดำเนินงานตามแนวทางดังกล่าว

ในการนี้จึงขอเรียนเชิญท่านพบปะหารือเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว โดยผมขอเป็นผู้ประสานงานในการนัดหมาย จึงใคร่ขอทราบเบอร์โทรศัพท์ที่สะดวกในการติดต่อด้วยครับ

ขอแสดงความนับถือ
วาริน
------------------------------------
ดร.วาริน รัชนานุสรณ์
Warin Ratchananusorn, D.Sc. (Tech)
Vice President & Director of Digital Startup Institute
Digital Economy Promotion Agency (depa)
Tel. +66 87 0757687

23 มีนาคม 2563

ตัวเปลี่ยนเกม (Game Changer) ให้คนไทยกู้ชาดิจาก COVID-19

     สวัสดีครับ ผมสันต์ ใจยอดศิลป์ นะครับ เผื่อท่านจะจำหน้าผมไม่ได้เพราะไม่ได้เจอกันนาน..น มากแล้ว และเพราะหน้าดำจากการทำไร่ทำสวน ที่หายไปนานเนี่ยไม่ใช่ว่าไม่อยากเจอใครนะครับ แต่เป็นเพราะทำเรื่องคลิปเรื่องป๊อดเรื่องป็อดทั้งหลายเนี่ยไม่เป็น คลิปสุดท้ายที่เจอกันคือผมพูดกับท่านเรื่องเปลี่ยนชีวิตตัวเองใน 9 ประเด็น ซึ่งนานเกือบปีมาแล้ว ตอนนั้นทำได้เพราะอาจารย์กุ้ง (รัฐการ) ซึ่งสอนเทคโนสื่อสารมวลชนมาเยี่ยมที่บ้าน คราวนี้ก็เหมือนกัน อาจารย์กุ้งแวะมาเยี่ยม จึงได้ทำคลิปนี้กันอีกหนึ่งคลิป

     แล้วทุกวันนี้จะคุยกันเรื่องอะไรคนก็ไม่เอาทั้งนั้น จะเอาเรื่องเดียวคือเรื่อง COVID-19 ไปทางไหนก็มีแต่คนถามว่าแล้วมันจะยังไงต่อไป แล้วมันจะจบยังไง แล้วมันจะเป็นอย่างที่อาจารย์คนโน้นคนนี้ว่าจริงหรือเปล่า ผมก็ได้แต่ร้องเพลงของคุณกิ๊กให้ฟัง คือคุณกิ๊กเป็นเพื่อนผมซึ่งเป็นนักแต่งเพลงอาชีพ เพลงหนึ่งของเขาตอนจบร้องว่า

     "ต่อไปจะเป็นฉันใด...ไม่..รู้.."

     ฮะ ฮะ ฮ่า แต่จะไม่ให้ผมทำนายอะไรเลยท่านก็จะจบประเด็นนี้ในใจไม่ลง โอเค. ผมทำนายหน่อยก็ได้ ในการเล่นเกมการแข่งขันต่างๆมันสนุกตรงที่เกมมันไม่ได้ไปตามแนวโน้มคงที่ดุ่ยๆๆตั้งแต่ต้นจนจบดอก แต่มันสนุกตรงที่มันมีตัวสกัดหรือตัวเร่ง ซึ่งภาษาเกมเขาเรียกว่ามันมีตัวเปลี่ยนเกม หรือ Game Changer โรคโควิด19 นี้ก็เหมือนกัน มันมีเกมเช้นเจอร์อยู่สามตัวจ่อคิวอยู่ คือ

     1. อุณหภูมิที่สูงขึ้นและชื้นขึ้นของเดือนพฤษภา
     2. การฟลุ้คๆค้นพบว่ายาเก่าที่เอามาใช้ใหม่ได้ผล
     3. การผลิตวัคซีนโรคนี้ได้สำเร็จ

     ตัวเปลี่ยนเกมตัวที่ 1. อุณหภูมิกับความชื้น

     คือไวรัสก่อโรคโควิด19 นี้ชื่อจริงของมันคือซาร์โควี2 (SARS COV 2) นะ เพราะโคตรเหง้าศักราชมันเป็นพวกเดียวกับเชื้ัอโรคซาร์ส ซึ่งเกิดจากไวรัสชื่อซาร์สโควี1 เมื่อประมาณสิบปีที่แล้วงานวิจัยกับเชื้อไวรัสซาร์สโควี1 พบว่ามันทนมีชีวิตอยู่บนพื้นผิวแห้งนอกร่างกายคนได้นานถึงมากกว่า 5 วันหากอุณหภูมิต่ำอยู่ระหว่าง 22-25 องศาและอากาศแห้งระดับความชื้น 40-50% ซึ่งก็คือบรรยากาศในห้องแอร์นี่แหละ (ดังนั้น..ระวังห้องแอร์ที่มีคนแยะ) แต่หากอุณหภูมิสูงขึ้นถึง 38 องศาซี.และความชื้นสูงถึง 95% ขึ้นไปมันจะตายเกือบเกลี้ยง และความที่ซาร์สโควี2 เป็นดองกับซาร์สโควี1 มันน่าจะกระหม่อมบางไม่ทนร้อนไม่ทนชื้นเหมือนกัน ดังนั้นตัวเปลี่ยนเกมตัวแรกให้รอปลายเดือนพฤษภาคมนี้ เมื่อความร้อนพีคสูงสุดแล้วฝนตก นั่นแหละ แถ่น แทน แท้น แถมด้วย..เพี้ยง คือต้องเสกสำทับ โรคโควิด19 อาจจะหายเกลี้ยงเลยก็ได้ ตรงนี้มีลุ้น และไม่ต้องรอลุ้นกันนานด้วย อีกสองเดือนรู้เรื่อง

     ตัวเปลี่ยนเกมตัวที่ 2. ยาเก่า 

     ตอนนี้อย่าไปพูดถึงการค้นพบยาใหม่เลยนะครับพี่น้อง เพราะวงการแพทย์เรานี้ขนาดยาฆ่าเชื้อบักเตรีซึ่งเป็นเรื่องหมูกว่าไวรัส ในยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมานี้เรายังไม่ค้นพบยาปฏิชีวนะใหม่สักตัวเดียว ดังนั้นตัวเปลี่ยนเกมในเรื่องยานี้ไม่ใช่ยาใหม่ แต่ความหวังอยู่ที่ยาเก่า คืองานวิจัยทดลองเอายาเก่าๆจากกรุมารักษาโควิด19 อาจฟลุ้คๆเจอยาเก่าเจ๋งๆบางตัวว่าได้ผล งานวิจัยที่จีนใช้คนไข้ 300 คน พบว่ายาเก่าชื่อ Avigan (favipiravir) สามารถร่นระยะทำลายเชื้อให้เกลี้ยงจาก 11 วันลงเหลือ 4 วัน ซึ่งยานี้ก็คือยาที่จีนให้มาช่วยไทยสองแสนเม็ดนั่นแหละ วารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ได้รายงานผลการใช้ยารักษาอีโบล่าชื่อยา Remdesivir ในการรักษาคนป่วยเป็นโควิด19 อาการร่อแร่แล้วพบว่าทำให้คนไข้ดีขึ้นในชั่วข้ามวัน ยาอีกตัวที่อาจจะฟลุ้คเป็นตัวเปลี่ยนเกมคือยารักษามาเลเรียชื่อ Chloroquine ซึ่งให้ผลการรักษาเบื้องต้นที่จีนน่าประทับใจ แต่ว่าผมยังไม่เห็นหมอจีนรายงานไว้ในวารสารการแพทย์ใดๆ นอกจากสามตัวเด่นนี้แล้วยังมีอีกหลายตัวที่ WHO เป็นเจ้าภาพเร่งทำวิจัยเพื่อนำออกมาใช้ ยิ่งมีคนป่วยหนักมาก ยิ่งเลือกยาตัวเจ๋งๆออกมาได้เร็ว ดังนั้นคนที่ถนอมตัวไว้ให้นานๆไปป่วยหลังคนอื่นเขาก็จะมีโอกาสได้ใช้ยาที่ตรงกับโรคมากกว่า

     ตัวเปลี่ยนเกมตัวที่ 3. วัคซีน 

     วัคซีนหากได้ผลจริง จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมที่ชัวร์ป้าดแน่นอนที่สุด ยุทธการ lockdown หรือปิดประตูตีแมวจะจบได้ก็ต่อเมื่อมีวัคซีน เมื่อไหร่จะมีวัคซีนใช้ไม่มีใครบอกได้ ทางยุโรปคาดว่าใน 16-18 เดือนนี้มีลุ้น ทางอเมริกาบอกว่าเริ่มเอาลองในคนแล้ว แต่ผมต้องขออนุญาตให้ข้อมูลอีกด้านหนึ่งไว้ด้วยนะครับ ว่าการนำวัคซีนทดลองในคนบางครั้งก็พบว่าตัววัคซีนเองทำให้คนตายมากขึ้น บางครั้งก็พบว่าลองแล้วลองอีกไม่เจออันที่เวอร์คสักที อย่างเช่นวัคซีนไข้เลือดออกและวัคซีนเอดส์เป็นต้น หลายสิบปีผ่านไปก็ยังผลิตวัคซีนไม่สำเร็จ ดังนั้นวัคซีนแม้จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมที่ชัวร์ป้าดแต่จะมาเมื่อไหร่ไม่รู้ ต้องร้องเพลงรอ

       "เฝ้ารอ รอ แล้วรอ แล้วรอ ไม่สิ้น
      รอจนใกล้ดับถมทับแผ่นดิน แผ่นฟ้า.."

     ฮะ ฮะ อาจารย์กุ้งทำหน้าถามว่ามีแต่ตัวเปลี่ยนเกมที่ต้องรอ แล้วตัวเปลี่ยนเกมที่คนไทยจะลงมือทำเองได้เลยไม่มีบ้างเลยเหรอ

      มี..มี ผมจะลองรวบรวมให้นะ นับต่อกันไปเลยนะ

     ตัวเปลี่ยนเกมตัวที่ 4. แอ๊พกู้ชาติ 

     แอ๊พนี่ไม่ได้หมายถึงห่อหมกในภาษาเหนือนะ แต่ผมหมายถึง application ที่ใช้กับโทรศัพท์มือถือ ผมจะเล่าที่มาให้ฟังนะ คือหลานสาวผมแต่งงานกับคนต่างชาติแล้วไปตั้งรกรากทำธุรกิจอยู่ที่จีน พอเขา lockdown เมืองจีนเธอก็เลยติดแหง็กอยู่ในบ้านสองเดือน เธอไลน์มาเล่าให้หมอสมวงศ์ฟังว่าทุกวันเธอต้องเข้าแอ๊พของรัฐบาลเพื่อใส่ข้อมูลสามข้อคือ (1) วันนี้อุณภูมิร่างกายวัดได้กี่องศา (2) วันนี้มีอาการไอ น้ำมูกไหล หายใจเหนื่อย หรือเปล่า (3) วันนี้ไปทำอะไรที่ไหนกับใครมาบ้าง เธอบอกว่าต้องทำทุกวัน ใหม่ๆก็น่าเบื่อ แต่นานไปก็ชิน ผมฟังเรื่องราวแล้วตบเข่าฉาดเลย เฮ้ย..นี่จีนทำได้ถึงขนาดนี้เลยหรือนี่ นี่มันเป็นสุดยอดของการใช้วิชาระบาดวิทยาเลยนะ คือเฝ้าระวังสอบสวนกักกันโรคโดยเข้าถึงประชาชนทุกคนได้ทุกวัน มิน่า จีนถึงเอาอู่ฮั่นอยู่

     คืออย่างนี้นะท่านผู้ชม ยุทธการ lockdown ที่ผมเขียนบอกลุงตู่ไปในบล็อกวันก่อน ก็คือปฏิบัติการปิดประตูตีแมวนั่นเอง แต่ถ้าท่านปิดประตูแล้วหาแมวไม่เจอมันก็ไม่เวอร์คถูกไหม แต่การมีแอ๊พที่ให้ประชาชนทุกคนกรอกข้อมูลทุกว้นแบบนี้ทำให้ศูนย์ควบคุมโรคได้ข้อมูล "แมว" ทันทีแบบวันต่อวันว่าต้องไปตีแมวที่ไหนบ้าง ทุกวันนี้เมืองไทยทำวิชาระบาดวิทยาด้วยการใช้ "พลนำสาร" เดินต๊อกๆ ไปค้นหาแมว หิ หิ ช่างน่าสงสารซะ เกมจะเปลี่ยนทันทีถ้านักคอมพิวเตอร์ของไทยช่วยกันคิดแอ๊พกู้ชาตินี้ให้ได้ในเวลารวดเร็ว คราวนี้จะเคอร์ฟิวจะปิดประตูตีแมวทั่วประเทศพร้อมกันก็เอาเลย สามสัปดาห์รู้เรื่องแน่นอน ตรงนี้คือตัวเปลี่ยนเกมตัวที่ 4 ที่คนไทยซึ่งถนัดทางไอที.หรือซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์จะลงมือกู้ชาติได้ทันที

     ตัวเปลี่ยนเกมตัวที่ 5. เปลี่ยนสุราเป็นแอลกอฮอล 

     เมื่อไม่มียา ไม่มีวัคซีน เราก็ได้แต่อาศัยมาตรการไม่ใช้ยา (NPI) อันได้แก่การเฝ้าระวังสอบสวนกักกันโรคและการใช้อุปกรณ์ป้องก้นส่วนบุคคล (PPI) เช่นหน้ากาก และเจลฆ่าเชื้อโรค จนกว่าโรคจะสงบไปเอง แต่หน้ากากก็หายาก เจลก็ไม่พอขาย ขวดใส่เจลก็ไม่มี

     คุยกันมาถึงตรงนี้ผมขอนอกเรื่องหน่อยนะ พอโรคโควิด19 มา ผมก็เรียกประชุมลูกน้องว่าเราต้องหยุดการทำแค้มป์สอนผู้ป่วยที่เขาจองล่วงหน้ามาตลอดปีแล้วทั้งหมดซึ่งมีผลให้ทุกคนมีเวลาว่างขึ้นมาทันที ผมจึงให้คนนั้นไปทำนี่ คนนี้ไปทำโน่นเพื่อไม่ให้นั่งเฉย คนหนึ่งเป็นพยาบาลแต่มีจักรเย็บผ้า ผมซื้อผ้าให้เธอเย็บผ้าปิดจมูกให้ได้หมื่นชิ้นในสองเดือนข้างหน้า ลูกน้องอีกคนหนึ่งเป็นนักวิจัยจบปริญญาโทจากเมืองนอกมาช่วยผมทำวิจัยการรักษาโรคด้วยการเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิต แต่ตอนนี้คนไข้มาเข้าแค้มป์ไม่ได้ก็ไม่มีงานวิจัยให้ทำ ผมใช้ให้เธอไปวิจัยหาวิธีทำเจลและน้ำยาล้างพื้นจากสารเคมีที่หาง่ายในท้องถิ่น รวมทั้งเหล้าเถื่อนด้วย เธอกระมิดกระเมี้ยนคัดค้านว่ามันผิดกฎหมายนะคะ ผมบอกว่าไม่ได้ให้ผลิต แต่ให้ทำวิจัยดูความเป็นไปได้เฉยๆ ลงมือทำไปก่อน มีปัญหาค่อยมาว่ากันทีหลัง เธอรับคำแล้วถอยออกไป ผมแอบเห็นเธอไปเจ๊าะแจ๊ะกับคนสวนทั้งๆที่คนระดับเธอไม่เคยคุยกับคนสวน แสดงว่าเธอเริ่มเสาะหาคอนเน็คชั่นไปหาคนขายเหล้าเถื่อน ผมนึกรำพึงในใจอยู่คนเดียวว่าพวกเราตัวเล็กแค่นี้จะทำความดีสักนิดหนึ่งก็ต้องคอยหลบกฎหมาย แต่คนที่เขาตั้งโรงต้มเหล้าขายอย่างถูกต้องตามกฎหมายวันหนึ่งไม่รู้กี่พันกี่หมื่นขวด หากหยุดทำเหล้าแค่ 20% แล้วเอาแอลกอฮอลมาทำเจลและน้ำยาฆ่าเชื้อโควิด19 ก็จะช่วยเปลี่ยนเกมได้อีกโข แต่ว่าเราไม่ใช่เขา และเขาก็ไม่ใช่เรา ถ้าเขาไม่มีใจจะช่วย เราก็ได้แต่รอ รอ รอ

     นอกจากเจลจะไม่มีขายแล้ว ขวดใส่เจลก็ไม่มีขายด้วย มีคนถามผมว่าจะหาขวดใส่เจลได้จากไหน ผมตอบว่าไปขอจากบริษัทขายเหล้า เพราะว่าลูกน้องเก่าของผมคนหนึ่งเป็นพยาบาลทำงานให้บริษัททำยาขาย ต่อมาบริษัทขายเหล้ามาเทคโอเวอร์ ผมถามเธอว่าทำไมบริษัทขายเหล้าขายเบียร์ถึงมาสนใจเทคโอเวอร์บริษัททำยาของเธอ เธอตอบว่าเขาจะมาเอาขวด เพราะบริษัททำยามีแผนกผลิตขวดใหญ่มาก โรงเหล้าเขาซื้อบริษัทเพื่อจะเอาขวด สรุปว่าในประเทศไทยนี้โรงเหล้าเป็นเจ้าของทั้งแอลกอฮอลและทั้งขวด ดังนั้นใครรู้จักเจ้าของโรงต้มเหล้าฝากบอกท่านหน่อยนะครับ ว่าผมคิดถึง

     พูดมาถึงตรงนี้ทำให้คิดถึงโดนัลด์ทรัมป์ ใครจะว่าแกไม่ดียังไงก็ช่างเถอะ แต่พออเมริกาติดโรคโควิด19 แกประกาศภาวะฉุกเฉินและใช้อำนาจตามกฎหมายยุทโธปกรณ์บังคับให้โรงงานอุตสาหกรรมที่ทำมาหากินด้วยเรื่องใดก็ตามให้หันมาผลิตแอลกอฮอล์ เจล หน้ากาก เครื่องช่วยหายใจ และอุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็น เออ..ผมชอบเขาหงะ

     ตัวเปลี่ยนเกมตัวที่ 6. VCDC ศูนย์ควบคุมโรคของหมู่บ้าน 

     ตัวเปลี่ยนเกมนี้ผมได้ไอเดียมาจากจดหมายของเด็กสาวคนหนึ่ง เธอเล่าทางเฟซบุ้คว่า

     "เมื่อกี้แฟนโทรไปที่บ้าน จ.สกลนคร เนื่องจากกังวลมีคนจาก กทม กลับบ้านกันเยอะ คาดว่าในหมู่บ้านเยอะเช่นกัน แม่เลยเล่าให้ฟังว่า ทุกคนในหมู่บ้านช่วยกันมาก ใครกลับจาก กทม ตำรวจ อสม เข้าหา ดักกันตั้งแต่ทางเข้าหมู่บ้านเลย และให้ไปอยู่ในกระท่อมปลายนา แยกจากคนในหมู่บ้านกันเลย (มีคนไปส่งข้าวส่งน้ำน๊า มีไฟฟ้าใช้ ไม่ได้ลำบากจ้า) คนในหมู่บ้านทุกคนก็ช่วยกันดูแล ลูกหลานใครจะกลับมา ก็แจ้ง จนท ไว้ก่อนเลย ทุกคนช่วยกัน จะได้ปลอดโรคนะจ๊ะ ดีใจที่คนไทยตระหนักและช่วยกันดูแล แม่บอกไม่ต้องกลับบ้านนะ ไม่งั้นจะได้ไปอยู่ปลายนา 5555 พิกัด ให้เครดิตคนในหมู่บ้าน พลังชุมชน : บ้านบัว ต.สว่าง อ.พรรณานิคม.."

     สิ่งที่เธอเล่านั้นผมเรียกว่า Village Center of Disease Control - VCDC ศูนย์ควบคุมโรคของหมู่บ้าน ซึ่งจะเป็นหัวใจของความสำเร็จของการควบคุมโรคทั้งประเทศ วิธีการทำอย่างไร เธอเล่าไว้ข้างต้นหมดแล้ว ผมไม่ต้องเล่าซ้ำ แต่ขอเชียร์ให้ทุกหมู่บ้านทำแบบบ้านบัว ต. สว่าง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

     ตัวเปลี่ยนเกมตัวที่ 7. ส่งอาหารถึงทุกบ้านโดยไม่ผ่านตลาดนัด

     ในหมวกอีกใบหนึ่ง ผมเองก็มีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของโรงพยาบาลท้องถิ่นที่ผมอยู่ด้วย เวลาผอ.รพ.มีอะไรก็มักจะโทรศัพท์มาถามความเห็น เช้านี้เธอหารือว่า

     "ดูท่าโรคใกล้จะมาถึงบ้านเราแล้ว ในการควบคุมโรค อาจารย์ว่ามันจำเป็นถึงขั้นต้องปิดตลาดนัดเลยหรือเปล่า"

     ผมตอบว่า

     "ตามหลักวิชา มันจำเป็น เพราะ distancing ก็คือการยกเลิกการสื่อสารปฏิสัมพันธ์หน้าต่อหน้าทุกชนิด แต่ว่าเราต้องสร้างกลไกส่งอาหารถึงทุกบ้านให้ได้ก่อน"

     บ้านนอกคอกนาที่ผมอยู่นี้ ตลาดนัดเป็นรูหายใจของผู้คน คนงานอาศัยตลาดนัดซื้ออาหารราคาถูก ชาวไร่อาศัยตลาดนัดเป็นที่ปล่อยสินค้าที่ตกสะเป๊คส่งตลาดใหญ่ไม่ได้ หากจะปิดตลาดนัดบ้านนอก ทำอย่างไรจะบริหารให้อาหารซึ่งผลิตในไร่นาของอำเภอนี้เองไปถึงทุกบ้านได้ รู้อยู่แล้วว่ามีทรัพยากรพอที่จะทำ ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไซค์ ปิคอัพ สองแถว สถานที่จุดนัดรับอาหาร และโทรศัพท์มือถือ แต่จะจัดระบบบริหารอย่างไรให้อาหารจากไร่นาผู้ผลิตไปถึงทุกบ้านที่ต้องการอาหารได้โดยไม่ผ่านตลาดนัดได้ทุกวัน นี่เป็นตัวเปลี่ยนเกมอีกตัวหนึ่ง เพราะหากปิดตลาดนัดไม่ได้ ก็ปิดประตูตีแมวได้ยาก

     ตัวเปลี่ยนเกมทั้งเจ็ดตัวนี้ สามตัวแรกเราอาจจะได้แต่รอ แต่สี่ตัวหลังคนไทยเราทำเองได้ บางคนมีศักยภาพทำได้มาก บางคนทำได้ในระดับให้ความร่วมมือ ถ้าเราคนไทยไม่ว่าเศรษฐีหรือคนธรรมดาหาเช้ากินค่ำต่างช่วยกันคนละไม้คนละมือตามกำล้งของตน ก็จะกำจัดโควิด19 ได้สำเร็จแน่นอนครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์   

จดหมายจากท่านผู้อ่าน1
24 มีค. 63
สวัสดีค่ะคุณหมอ เป็นคนโลว์เทคค่ะ มีline ที่เพื่อนรายงานตามที่คุณหมอแนะนำในข้อ๔ค่ะ
@sabaideebot

ตอบครับ
ขอบคุณครับ
@sabaideebot เป็นตัวอย่างของแอ๊พบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลที่เจ๋งครับแต่ขาดการเชื่อมต่อกับศูนย์ควบคุมโรค ต้องมีการพัฒนาต่อให้มีการเชื่อมโยงศูนย์ควบคุมโรคทั้งในระด้บหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และประเทศ โดยใช้เลขบัตรประชาชนเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลพื้นฐานของมหาดไทย และให้ติดต่อกันสองทางระหว่างศูนย์ควบคุมโรคกับประชาชนได้แบบ on line ไม่ต้องมาเจอหน้ากัน ความเชื่อมต่อที่ขาดหายไปนี่แหละที่ยังไม่มีใครมีปัญญาทำขึ้นได้ครับ ถ้ามีคนทำขึ้นได้ ปัญหาการควบคุมโรคจะง่ายขึ้นราวพลิกฝ่ามือ
สันต์

.........................................................

(สำเนา) จดหมายจากหมอสันต์ถึงรมต.ว่าการกระทรวงดิจิทอลฯ

                                                                                 เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี 18180
                                         24 มีค. 63

เรียน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทอลฯ

     ผมขอเรียนเสนอให้ท่านเสนอต่อศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 เพื่ออนุมัติให้กระทรวงดิจิทอลฯเป็นเจ้าภาพในการระดมทรัพยากรจากทุกภาคส่วนมาพัฒนาแอ็พพลิเคชันเพื่อช่วยในการเฝ้าระวังสอบสวนกักกันโรคโควิด-19  แอ็พพลิเคชันในลักษณะเดียวกันนี้ซึ่งใช้ได้ผลดีมากที่ประเทศจีนมีอยู่สองส่วน คือ (1) ส่วนที่ประชาชนทุกคนจะต้องเข้าไปกรอกข้อมูลทุกวันโดยบังคับของคำสั่งภายใต้พรก.ฉุกเฉิน (2) ส่วนฐานข้อมูลซึ่งเปิดให้ศูนย์ควบคุมโรคทั้งระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และประเทศ สามารถเข้าไปใช้ข้อมูลบริหารจัดการเพื่อเฝ้าระวังสอบสวนกักกันโรคในความรับผิดชอบของตน ในการพัฒนาแอ็พพลิเคชันดังกล่าวจำเป็นต้องมีการบูรณาการกับหลายภาคส่วนรวมทั้งต้องเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลบัตรประชาชนของกระทรวงมหาดไทยด้วย ซึ่งจะทำได้ก็ด้วยการอาศัยอำนาจของศูนย์บริหารสถานะการณ์โควิด-19 เท่านั้น

     จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณานำเรื่องนี้เสนอต่อที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 เป็นการด่วนด้วยจะเป็นพระคุณ

                                                                                  ขอแสดงความนับถือ


                                                                                  (นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์)

.....................................................

จดหมายจากท่านผู้อ่าน2
25 มีค. 63
เรียน นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

ตามที่ท่านได้นำเสนอแนวทางเฝ้าระวังสอบสวนกักกันโรคโควิด-19 ในบล็อก https://visitdrsant.blogspot.com/2020/03/blog-post_42.html?m=1  นั้น ขอเรียนแจ้งให้ทราบว่าท่านรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ได้รับทราบรายละเอียดที่ท่านนำเสนอ จึงขอรับแนวทางและยินดีให้ความร่วมมือในการดำเนินงานตามแนวทางดังกล่าว

ในการนี้จึงขอเรียนเชิญท่านพบปะหารือเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว โดยผมขอเป็นผู้ประสานงานในการนัดหมาย จึงใคร่ขอทราบเบอร์โทรศัพท์ที่สะดวกในการติดต่อด้วยครับ

ขอแสดงความนับถือ
วาริน
------------------------------------
ดร.วาริน รัชนานุสรณ์
Warin Ratchananusorn, D.Sc. (Tech)
Vice President & Director of Digital Startup Institute
Digital Economy Promotion Agency (depa)
Tel. +66 87 0757687

ลูกอายุ 3 เดือน แค่มีคนเป็นวัณโรคมาใกล้ หมอจะให้กินยาวัณโรคไปนานเก้าเดือน

สวัสดีค่ะอาจารย์หมอ
     หนูได้มีโอกาสอ่านบทความของอาจารย์หมอเรื่องการตรวจ  gold​ in​ tube​ test​ อยากทราบว่า​จะใช้ตรวจกับเด็​ก​ 3​ เดือนได้ไหมคะ​  ตอนนี้ผล​ X-RAY​ ปอดปกติ​ น้องแข็งแรงร่าเริงกินนมเก่งปกติมาก​ ในฐานะแม่หนูอยากตรวจให้แน่ใจว่าลูกเป็นหรือ​ มีวัณโรคแฝงอยู่จริงก่อนกินยาป้องกันค่ะ​ เพราะจากการหาข้อมูลยามีผลข้างเคียงและต้องกินยาวถึง​9​เดือน​ กลุ้มใจมากนอนไม่หลับทุกวันเลยค่ะ​นั่งมองถุงยาได้มา แล้วยังไม่กล้าให้ลูกกินค่ะเพราะกินแล้วคงต้องต่อเนื่องไม่งั้นคงดื้อยา
     คุณหมอแจ้งว่า​ ลูกอยู่ในห้องผู้ป่วยเด็กประมาน​ 8วัน​ มีโอกาสได้รับเชื้อสูง​ แต่หนูอยากตรวจให้แน่ใจว่ามีเชื้อแฝงจริงๆ​ จึงให้ลูกรับยา​ หมอท่านแรกแจ้งว่าไม่สามารถตรวจได้ไม่มีวิธี​ หนูลองโทรปรึกษาหมออีกสองท่านก็ตอบในทางเดียวกัน​ หนูลองหาข้อมูล​แนวทางการรักษาวัณโรคเด็กปี​ 62​ ​มีแนวทางการตรวจเลือด​ Igra​ กับน้ำในกระเพาะ​ไปเพาะเชื้อ​ แต่ไม่แน่ใจว่าจะฟันธงได้สำหรับเคสเด็กขนาดนี้ไหม​ค่ะ
เรื่องการรับเชื้อ​ หนูเองก็ลงไปให้นมลูกที่ห้องผู้ป่วยเด็กตั้งแต่วันแรกที่​หมออนุญาติให้ลงจึงพบแม่ๆที่เข้ามาให้นมห้องเดียวกันตลอดเท่าที่หนูเห็นไม่มีใครไอหนัก​ การพูดคุยเล่นเสียงดังหัวเราะแทบไม่มีเพราะ​ พยาบาลเข้มงวดมาก​หนูจึงคิดว่าโอกาสรับเชื้อมีน้อย​มากก​  และมีห้องเด็กซอยสามห้องห้องมีประตูเปิดหากัน​ ลูกอยู่ห้องเลข​ 2​ จำนวน3​ วัน​  และห้อง​เลข​ 3​  จำนวน​ 5​วัน  คุณหมอแจ้งว่าโอกาสได้รับเชื้อมีน้อยมากจริงๆ​ หมอ ... เรียกเด็กและทุกคนเกี่ยวข้องมา​ x  ray   ปอด​ หมดไม่มีใคร​ เป็น​ Active​ tb​ ถึงตอนนี้หมอไม่ตอบว่าแม่คนนั้นอยู่ห้องเดียวกับลูกหนูไหม​ หมอยืนยัน​พยายามโน้มน้าวว่าต้องกินเพราะลูกเด็กมากหากเป็น​ จะอันตรายมากและกินยาอันตรายอีกมากกว่านี้​อีกค่ะ​
     ข้อมูลเพิ่มเติมลูก​ อยู่ห้องเด็ก​ ตั้งแต่​ 18-25​ ธค​ 63วันไป​ x  ray​ ปอดล่าสุด​ที่หมอเรียกไปพบ​ วันที่​ 3​ มีนาคม​ 63
     ห้องที่ลูกไปอยู่คือหอผู้ป่วยเด็ก​ ... ที่ต้องไปอยู่เพราะตอนเกิดลูกมีภาวะเลือดขาวสูง​ น้องไม่มีไข้ไม่มีอาการบ่งชี้ว่าติดเชื้อแต่หมอจำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ​ 7​ วัน​ หมอขอตรวจน้ำไขสันหลังเพาะเชื้อไม่มีโรค​ ลูกกินนมเก่งมาก​ ทุกอย่างปกติแต่หมอยืนยันให้อยู่ห้องผู้ป่วยจนฉีดยาครบโดส​ ทุกวันนี้ยังไม่ทราบว่าลูกเป็นอะไรค่ะตอนนั้นหนูซึมเศร้ามากช่วงลูกต้องอยู่ห้องผู้ป่วยเด็กแรกเกิด​ลูกคนอื่นได้อยู่กับแม่​หลังเกิด​ แต่ลูกต้องไปอยู่ห้องผู้ป้วย แต่มันก็ผ่านมาได้
     ตอนนี้คุณยายโทษหนูว่าหนูดื้อดึงจะไปคลอด ... ลูกชายคนแรก​ คลอดเอกชนแต่คนนี้คลอดที่ ... เพราะกลัวว่าแม่อายุมากแล้ว​ ที่ตัดสินใจไป ... เพราะคิดว่าทุกอย่างพร้อมกว่า​ หนูรู้สึกผิดมากโทษตัวเองว่าตัดสินใจผิดลูกจึงต้องมาเจอเชื้อโรคร้าย​ ยายว่า ... ร้อยพ่อพันแม่โรคมากกว่า​ รพ​ ธรรมดา​ หนูดื้อจึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้
     ตอนนี้หนูนัด​ หมอ ... หมอเชี่ยวชาญด้านการติดเชื้อเด็ก ... ไว้พุธหน้าค่ะ​ เพื่อปรึกษาอีกครั้ง​ในการตรวจเชื้อ​ กลัวมากว่าหมอจะให้กินยาอีก​โดยไม่ยอมให้ตรวจต่อ หนูเขียนยาวมาก​ ขอบคุณที่คุณหมอกรุณาอ่าน​แต่หนูทุกข์มากจริงๆ โดยสรุปอีกครั้ง
     คำถาม
     1.เด็กสามเดือนมีการตรวจวัณโรคแฝงแบบ​ 100%  แบบผู้ใหญ่ไหมคะ​ Gold​ in​ tube​ test​ ใช้ได้ไหมคะ
     2.​ถ้่าพบว่า​ tb​ แฝง​ ลูกต้องทานยากันอย่างเดียวใช่ไหมคะ​ ไม่มีทางอื่นแล้ว
     3.คุณหมอ​ มี​ แพทย์​ หรือ​รพ​ ไหนที่พอจะยอมให้ตรวจคัดกรองแบบลึกได้หรือยืดหยุ่นในการรักษามากว่านี้สำหรับเด็กไหมคะ​
     ตัวหนูเองไม่ได้เป็นวัณโรคนะคะ แต่หมอเขากลัวจะติดจากแม่ของเด็กอื่นที่เข้าไปให้นมลูก ซึ่งแม่คนนั้นเป็นวัณโรค
     ขอบคุณคุณหมอเป็นอย่างสูงหนูอ่านบทความจากหลายที่พบว่า​ protocol​ สำหรับเด็กคือกินยาอย่างเดียว​ ได้พบบทความคุณหมอเมื่อคืนเหมือนมีความหวังเพิ่มขึ้นค่ะหนูรอคำตอบอยู่นะคะ

...........................................................

ตอบครับ

     ก่อนจะตอบคำถาม ขอสรุปเรื่องเพื่อวินิจฉัยก่อนนะ คุณไปคลอดลูก แล้วลูกมีเม็ดเลือดขาวสูง หมอให้เข้าอยู่ห้องติดเชื้อทารก มีสามห้องย่อย มีเด็กในนั้น 8 คน แม่ๆพากันเข้าไปให้นม มีแม่คนหนึ่งเป็นวัณโรค หมอเอ็กซเรย์ปอด เจาะน้ำไขสันหลังลูกคุณแล้วไม่พบอะไรที่ผิดปกติ แต่หมอยืนยันแนะนำให้ลูกคุณกินยารักษาวัณโรคเพื่อการป้องกัน เรื่องราวมีประมาณนี้นะ

     เอาละ คราวนี้มาตอบคำถาม

     1. เด็กอายุต่ำกว่าหนึ่งปี จะตรวจหาวัณโรคแฝงด้วยวิธี Gold​ in​ tube​ test​ แบบผู้ใหญ่ได้ไหม ตอบว่าได้ครับ มีงานวิจัยหลายงานที่ยืนยันว่าการตรวจ Gold in tube test ในทารกอายุต่ำกว่า 1 ปีให้ผลแม่นยำเหมือนในผู้ใหญ่

     สำหรับท่านผู้อ่านทั่วไป ผมขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมประกอบความเข้าใจเรื่องนิดหนึ่ง ว่าวัณโรคที่ติดเชื้อแล้วมีอาการไอ ไข้ และมีเชื้ออยู่ในตัว เราเรียกว่าเป็นวัณโรคแบบคึกคัก (active TB) ส่วนชนิดที่มีเชื้ออยู่ในร่างกายแต่ไม่มีอาการอะไร เราเรียกว่าเป็นวัณโรงแฝง (latent TB) การตรวจวินิจฉัยวัณโรคต้องตรวจพบเชื้อตัวเป็นๆในร่างกายจึงจะวินิจฉัยได้ การตรวจทางอ้อมคือตรวจผิวหนังด้วยวิธี tuberculin test (TT) ซึ่งจะใช้ไม่ได้หากเคยได้รับวัคซีนบีซีจี.ป้องกันวัณโรคมาก่อน เพราะทั้งวัคซีนบีซีจึ.ก็ทำจากเชื้อวัณโรคของวัว และ TT ก็ตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อวัณโรคของวัว

     ต่อมามีการตรวจหาภูมิคุ้มกันเชื้อวัณโรคของคนโดยตรงชื่อวิธี QuantiFERON -TB Gold In-Tube test (QFT-GIT) โดยตรวจหาโมเลกุลภูมิคุ้มกันชื่อ interferon gamma (IFN-gamma) อันเป็นโมเลกุลที่ปล่อยออกมาจากเม็ดเลือดขาวขณะถูกกระตุ้นโดยเชื้อวัณโรค วิธีตรวจชนิดนี้เขาทำในห้องแล็บจึงทำซ้ำๆได้ ไม่เหมือนตรวจทุเบอร์คุลินที่ทำในร่างกายคนและทำได้เพียงครั้งเดียว การตรวจ Gold In Tube test นี้มีความไวและความจำเพาะดีกว่าการตรวจด้วยวิธีทูเบอร์คูลินเทสท์ อีกทั้งการเคยฉีดหรือไม่เคยฉีดวัคซีนบีซีจี.มาก่อนก็ไม่มีผลต่อการตรวจชนิดนี้ เพราะโมเลกุลที่ Gold In Tube ตรวจหานี้ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อสนองตอบต่อเชื้อวัณโรคของคน โมเลกุลภูมิต้านทานมันจึงแตกต่างกัน ผลการตรวจ Gold In Tube test นี้จึงชัดแจ้งกว่า คือถ้าได้ผลลบก็แสดงว่าไม่มีเชื้อวัณโรคอยู่ในตัวแน่ ไม่ต้องกินยา แต่ถ้าได้ผลบวกก็ต้องถูกวินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคแฝง

     ต่อมามีการทำวิจัยใช้การตรวจ Gold in tube test นี้กับเด็ก รวมทั้งเด็กทารกอายุไม่ถึงปีด้วย ซึ่งก็ได้ผลสอดคล้องกันว่าการตรวจชนิดนี้ในเด็กและทารกมีความแม่นยำเหมือนในผู้ใหญ่

     2. ถามว่าถ้าพบว่าเป็นวัณโรคแฝง ต้องกินยารักษาวัณโรคอย่างเดียวเลยใช่ไหม ตอบว่าถ้าเป็นฝรั่งก็จะให้กินยารักษาวัณโรคทันที เพราะเมืองฝรั่งเชื้อวัณโรคมีน้อย หากพบเขาต้องกำจัด แต่ถ้าเป็นเมืองไทย หมอไทยก็ยังเถียงกันไม่ตกฟากว่าแค่เป็นวัณโรคแฝงควรจะกินยารักษาวัณโรคหรือเปล่า เพราะคนไทยนี้เป็นวัณโรคแฝงกันมาก เชื้อวัณโรคมีอยู่ในอากาศแทบทุกแห่งรวมทั้งในศูนย์การค้า หมอไทยส่วนหนึ่งรวมทั้งหมอสันต์ด้วยเชื่อว่าคนไทยผู้ใหญ่ทุกคนเคยได้รับเชื้อวัณโรคมาแล้ว บ้างกำจัดเชื้อจากร่างกายได้สิ้นทราก แต่บ้างอมเชื้อไว้ในตัวเป็นวัณโรคแฝงโดยไม่มีอาการและไม่ปล่อยเชื้อให้ใครเดือดร้อนเพราะเชื้อฝังตัวอยู่ในเซลเม็ดเลือดขาว มีส่วนน้อยที่ภูมิคุ้มกันตกต่ำลงแล้วมีอาการป่วยเป็นวัณโรคแบบคึกคักมีเชื้อออกมาในเสมหะ ถ้าจะให้คนเป็นวัณโรคแฝงกินยาหมด ผมไม่แน่ใจว่าจะมีประโยชน์อะไรหรือเปล่า และจะมียาพอให้กินหรือเปล่า ดังนั้นการจัดการวัณโรคในเมืองไทยทุกวันนี้จึงไม่สนใจวัณโรคแฝง ยกเว้นกรณีจะเริ่มการใช้ยากดภูมิคุ้มกันเพื่อรักษาโรคอื่นเช่นใช้ยาสะเตียรอยด์ หรือยาเคมีบำบัด จึงจะสนใจรักษาวัณโรคแฝง

     แต่ในกรณีที่เป็นเด็กทารก ไม่มีการถกเถียงกันเท่าไหร่ เพราะเด็กทารกอยู่ในมือของหมอเด็ก พวกหมอผู้ใหญ่ไม่มีใครชอบไปยุ่งกับหมอเด็ก การรักษามาตรฐานคือเมื่อเด็กเป็นวัณโรคแฝง ควรได้ยากำจัดเชื้อจนครบทันที นี่ถือว่าเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานคือยึดถือตามฝรั่ง ส่วนที่ว่าการทำอย่างนี้จะมีประโยชน์อะไรกับเด็กคนนั้นในระยะยาวหรือไม่ ยังไม่มีใครทราบ เพราะยังไม่มีงานวิจัยเปรียบเทียบเด็กทารกที่เป็นวัณโรคแฝงที่ได้รับการรักษาสองแบบคือให้ยากับไม่ให้ยา

     ทั้งหมดที่ว่ามานั้นเป็นเรื่องของกรณีวินิจฉัยได้แล้วว่าเด็กเป็นวัณโรคแฝงชัวร์ๆแล้วนะ คือมีหลักฐานเชิงประจักษ์แล้วว่ามีเชื้อวัณโรคของคนอยู่ในตัวหรือตรวจพบภูมิคุ้มกันต่อเชื้อวัณโรคของคน (IFN-gamma) อยู่ในตัว ดังนั้นผลการตรวจทิวเบอร์คูลินเทสต์ (TT) จึงไม่ใช่หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ว่านี้เพราะเด็กไทยทุกคนจะได้รับการฉีดวัคซีนบีซีจี.ตั้งแต่วันแรกที่เกิดมา หากวัคซีนทำงานดี การตรวจ TT ก็จะได้ผลบวกแน่นอน เพราะอย่าลืมว่าบีซีจี.ทำจากเชื้อวัณโรควัว และ TT ก็ตรวจหาภูมิคุ้มกันเชื้อวัณโรควัว การมีแม่ของทารกอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นวัณโรคคนมาให้นมลูกของเธอที่คริบข้างๆก็ไม่ใช่หลักฐานเชิงประจักษ์ว่าลูกคุณจะได้เชื้อวัณโรคกลายเป็นเป็นวัณโรคแฝงขึ้นมาทันทีทันใด การตัดสินใจรักษาวัณโรคแฝงโดยไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าเป็นวัณโรคแฝงจริงเป็นวิธีที่ผมเห็นว่า..ได้ไม่คุ้มเสียนะครับ

     3. ถามว่าหมอสันต์จะแนะนำแพทย์​หรือ​รพ.​ไหนที่ยืดหยุ่นในการรักษาเด็กมากกว่านี้ไหม ตอบว่าคนที่จะเป็นหมอให้ลูกคุณได้ดีที่สุดก็คือตัวคุณนั่นแหละ คุณเป็นคนตัดสินใจเลือกวิธีรักษาลูกของคุณด้วยตัวคุณเองโดยมีหมอเด็กเป็นที่ปรึกษา ถ้าที่ปรึกษาให้คำปรึกษาที่คุณไม่เห็นด้วย คุณก็เปลี่ยนที่ปรึกษาเสียสิครับ เขาเรียกอย่างเป็นทางการว่า seek second opinion ใครๆเขาก็ทำอย่างนี้กันทั้งนั้น เพราะคนมีอำนาจตัดสินใจคือคุณ ไม่ใช่ที่ปรึกษา อย่าลืมว่าหมอนั้นตัดสินใจจากบริบทหนึ่ง รวมทั้งการป้องกันตัวหมอเองจากการถูกฟ้องด้วย (เช่นในอนาคตแม่ของเด็กในห้องนั้นคนใดคนหนึ่งมาฟ้องหมอเมื่อลูกเขาเป็นวัณโรค) ซึ่งเป็นธรรมชาติของระบบการแพทย์ปัจจุบันที่บางคนขนานนามว่าเป็น "การแพทย์เพื่อป้องกันการถูกฟ้อง (defensive medicine) แต่คุณตัดสินใจจากอีกบริบทหนึ่งคือบริบทความเสี่ยงและประโยชน์ของลูกคุณเท่านั้นซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องหมอจะถูกฟ้องไม่ถูกฟ้อง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Petrucci R, Lombardi G, Corsini I, Bacchi Reggiani ML, Visciotti F, Bernardi F, Landini MP, Cazzato S, Dal Monte P. Quantiferon-TB Gold In-Tube Improves Tuberculosis Diagnosis in Children. Pediatr Infect Dis J. 2017 Jan;36(1):44-49.

22 มีนาคม 2563

(เรื่องไร้สาระ-6) นึกว่าทุเรียน กลับเป็นคางคก

     ผมเป็นคนชอบกินมะพร้าวอ่อน เพราะตอนเด็กแม่ตั้งร้านข้างถนนขายมะพร้าวอ่อน ผมจึงมีทักษะในการปอกมะพร้าวอ่อนให้ลูกค้า และเมื่อลูกค้าไม่มีก็ปอกกินเสียเอง ที่มวกเหล็กไม่เหมือนที่พะเยา เพราะที่มวกเหล็กเป็นเมืองภูเขาหินเขาดินลูกรัง มะพร้าวไม่ชอบขึ้น สมัยก่อนจึงไม่มีมะพร้าวอ่อนขาย ต่อมาเมืองมวกเหล็กโตขึ้นเพราะมีคนเข้ามาทำงานก่อสร้างทางรถไฟทางคู่บ้าง โรงเรียนนายทหารอากาศบ้าง จึงมีการจัดตลาดนัดบ่อยๆ ลุงดอนคนเฝ้าบ้านของผมบอกว่าสัปดาห์หนึ่งมีเจ็ดวันแต่มวกเหล็กมีตลาดนัดแปดครั้ง มีนัก "เปิดท้ายขายของ" จากต่างเมืองแวะเข้ามาขายของมากมาย เพื่อนซึ่งเป็นวิศวกรคนหนึ่งชอบไปเดินดูของที่เขาวางขายที่ตลาดนัดมวกเหล็ก เขาพูดชักชวนให้ผมไปดูว่า

     "ของนอกอิมพอร์ตก็เยอะนะ" ผมถามว่า

     "มวกเหล็กไม่ใช่เมืองชายแดน จะอิมพอร์ตของมาจากไหนหรือ" เขาตอบว่า

     "มาจากอีลัก กับอีหยิบ" 

     (ฮะ ฮ่า ฮ่า ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น)

     กลับมาพูดถึงมะพร้าวอ่อน ในบรรดาคนมาเปิดท้ายขายของก็มีคนขายมะพร้าวอ่อนด้วย ทำให้ผมมีโอกาสได้กลับมากินมะพร้าวอ่อนใหม่ เข้าตลาดซื้อกันทีไม่ต่ำกว่าเจ็ดแปดลูก เพื่อนที่มาคบหากันพอรู้ว่าผมชอบกินมะพร้าวอ่อนเมื่อมาหาก็แวะซื้อมะพร้าวอ่อนมาฝาก ทำให้ขยะจากลูกมะพร้าวในแต่ละสัปดาห์กองพะเนินเทินทึกจนผมรู้สึกเกรงใจคนเก็บขยะของเทศบาลมวกเหล็ก

     ประกอบกับผมเริ่มสอนให้พนักงานที่เวลเนสวีแคร์ลงมือแยกขยะเพื่อเอาขยะย่อยสลายได้ไปทำปุ๋ย เมื่อสอนเขาแล้วบ้านของตัวเองก็ควรแยกขยะด้วย ผมจึงลองระบบแยกขยะที่บ้านบนเขา ลองไปหลายแบบ มาลงตัวที่แบบภูมิปัญญาไทยดั้งเดิม คือระบบส้วมหลุม แปลว่าเอาขยะไปฝังดินดื้อๆ เพราะผมมีหลุมที่ขุดไว้ตั้งใจจะทำสวนปลูกกาแฟ ขุดหลุมขนมครกไว้เต็มไปหมดแต่ปลูกกาแฟได้สิบกว่าต้นก็หยุดปลูก เพราะพอผลิตผลกาแฟออกมาแล้วผมถูก ม. ใช้ให้ล้างและบี้เม็ดกาแฟเพื่อให้เธอเอาไปคั่ว โห..กาแฟหอมอร่อยก็จริง แต่งานบี้เม็ดกาแฟเนี่ยมันหนักและน่าเบื่อซะ ผมจึงระงับโครงการปลูกกาแฟไว้แค่นั้น เหลือแต่หลุมขนมครกกระจายอยู่ทั่วพื้นสวนอีกหลายหลุม ใช้เป็นหลุมฝังขยะได้สบายๆ หลุมนี้เต็มก็ไปหลุมหน้า พอหลุมเก่ายุบไปก็กลับมาใส่ใหม่ ด้วยวิธีนี้ระบบกำจัดขยะย่อยสลายได้ของผมจะสบายบื๋อไปอีกหลายสิบปี

     วันหนึ่ง ผมเอาขยะไปฝัง ตั้งใจว่าจะควักหลุมเก่าที่ยุบไปแล้วเพื่อเอาขยะใหม่ลงเพิ่ม พอเอาจอบขูดเอาใบไม้แห้งหน้าหลุมออกก็สะดุดเปลือกทุเรียน ผมสงสัยว่านี่คนสวนของผมอู้ฟู่ขนาดซื้อทุเรียนมากินได้เลยหรือนี่ เพราะเจ้านายยังไม่มีปัญญาเลย ขูดไปขูดมาทุเรียนนั้นเกิดเด้งได้ อ้าว..กลายเป็นคางคกยักษ์ ตัวโตยังกะเต่า ไม่หนีจอบของผมด้วย แค่เงยหน้าขึ้นมามองผมอย่างรำคาญ ตัวมันอ้วนใหญ่ผิดคางคกที่เคยเห็นทั่วไป ถ้าไม่ใช่มันเป็นคางคกกลายพันธุ์เพราะโดนรังสีเอ็กซ์ก็คงเป็นเพราะมันอยู่ในบ่ออาหารที่สมบูรณ์เกินขนาด ผมจึงตัดสินใจสำรวจขุดค้นลงไปยังก้นหลุมขยะ จึงพบว่ามีสัตว์ใต้ดินอยู่ในหลุมนั้นเพียบ ทั้งสาระพัดแมลง ปลวก มด รวมทั้งจิ้งหรีด กิ้งกือ ด้วง ไส้เดือน ตัวลูกก๋งพระอินทร์ ไฮไลท์อยู่ที่ตอนที่จอบพลิกเอากะลามะพร้าวที่ยังไม่ย่อยสลายให้หงายขึ้นมา โอ้..โฮ มีกิ้งกือไส้เดือนพากันไปอาศัยอยู่ในโพรงของกะลามะพร้าวใต้ดินนั้นลูกละร่วมสิบตัวยั้วเยี้ยราวกับเป็นเมืองพิภพใต้บาดาล บรื๊อว..ว ทำให้ผมเกินปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า

     "ได้การละ ขยะลูกมะพร้าวนี่ไง ที่จะมาเป็นโพรงให้สัตว์ที่มีหน้าที่ช่วยให้ดินร่วนซุยได้ซุกซ่อนอาศัย"

     คิดได้แล้วแต่มัวยุ่งๆกับงานทำแค้มป์สอนคนไข้จนลืมไป จนวันหนึ่งหลังจากที่โรคโควิด19 ออกอาละวาด ลูกน้องไปซื้อไข่ที่ตลาดมวกเหล็กแล้วกลับมารายงานว่า..ไข่หมดตลาด

     "หา อะไรนะ มวกเหล็กเนี่ยนะ ไข่หมดตลาด!" 

     มวกเหล็กและกลางดงเนี่ยเป็นตำบลอภิมหาเกษตรกรรมเลยนะทำการเกษตรทุกชนิดแต่เป็นไปได้ไงไข่หมดตลาด ลูกน้องแก้ต่างให้ว่าคงเป็นเพราะผู้ว่ากทม.ให้ข่าวว่าจะปิดช้อปปิ้งมอลกรุงเทพ ชาวมวกเหล็กคงกลัวต่อไปตลาดมวกเหล็กจะถูกผู้ว่าสั่งปิดด้วย จึงรีบมาซื้อของตุนไว้ ซึ่งเป็นคำอธิบายที่ฟังขึ้น เพราะผมเห็นว่าหลายปีหลังมานี้คนมวกเหล็กชอบทำอะไรตามแบบคนกรุงเทพไปซะแทบทุกเรื่อง

     แต่ไม่เป็นไร ที่บ้านบนเขาผมก็ปลูกอะไรไว้บ้างเหมือนกัน หมดท่าก็คงพอมีอะไรให้เก็บกินอยู่บ้างหรอก ตกเย็นพอต้องการมะนาวผมก็เดินลงไปจะเก็บมะนาวเลมอนที่ปลูกไว้มากิน เห็นครั้งสุดท้ายว่ามันออกลูกใกล้สุก แต่พอลงไปถึง

     มะนาวแห้งตายไปแล้ว..จบข่าว

     หิ หิ ก็สามเดือนไม่ได้ลงมาดูเลย มัวแต่ยุ่งเรื่องนั่นเรื่องนี่ โธ่ ทำสวนอย่างนี้แล้วจะได้กินไหมเนี่ยคุณพี่  แล้วนี่ถ้าพืชอาหารที่ตลาดมวกเหล็กหมดผมก็อดตายสิ ทั้งๆที่ตัวเองก็มีที่ดินที่อยู่เป็นไร่ อายเขาไหมละ คิดขึ้นมาถึงตรงนี้จึงร่างโปรเจ็คใหม่ทันที

     แถ่น..แทน..แท้น "Food Forest" หรือ "ป่าอาหาร" คือชื่อของโปรเจ็คไร้สาระอันใหม่นี้ เกิดขึ้นมาเพราะความบันดาลใจจากโรคโควิด19 ที่ทำให้ตลาดมวกเหล็กไม่มีไข่ขายและโควิดนี้อีกนั่นแหละที่ทำให้หมอสันต์ต้องงดทำแค้มป์ที่เวลเนสวีแคร์จนกลายเป็นคนว่างงาน โครงการนี้จะเป็นการบูรณาการการเอาขยะกะลามะพร้าวมาทำบ้านใต้ดินให้ไส้เดือนและกิ้งกือบวกเข้าไปกับการทำสวนป่าเพื่อผลิตอาหาร ใช้ที่ดินทำโครงการ 50 ตารางเมตร หรือราว 12.5 ตารางวา คิดได้แล้วก็เรียกประชุมคณะทำงาน ซึ่งมีกันสองคนคือผมกับลุงดอน และระดมทรัพยากร คือจอบคนละอัน แล้วก็เริ่มต้นโครงการด้วยการขุด ขุด ขุด ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2563 อันเป็นปีที่ 2 ในรัชกาลปัจจุบัน

     แผนก็คือจะขุดเป็นหลุมกลมขนาดผ่าศูนย์กลางราว 8 เมตร ลึกครึ่งเมตร เพื่อทำการ "ปรุงดิน" ก่อน แต่ว่าเมื่อลงมือขุดแล้วก็พบว่า โห.. ดินมันช่างแข็งซะ มือไม้แตกหมด คืบหน้าช้าเหลือเกิน สองคนกับลุงดอนแม้จะทำงานแบบโอที.ด้วย กว่าจะขุดได้ถึงเป้าหมายน่าจะต้องใช้เวลาเป็นเดือน จึงคิดถึงคำพูดฝรั่งขึ้นมา

     "Why work hard?" 

     "จะเลือกวิธีทำงานหนักไปทำไมละเจ้าพี่"
ขั้นตอนปรุงดินจบแล้ว พร้อมที่จะปลูกป่าอาหาร

     จริงครับ จริงครับ อย่ากระนั้นเลย พอดีเพื่อนบ้านเขาจ้างรถแบ็คโฮเข้ามาขุดฐานรากสร้างบ้านใหม่ ผมจึงจ้างต่อให้มาขุดสวนให้ผมด้วย รถขุดกึง กึง กึง สองสามแป๊บก็เสร็จ จากนั้นก็เอาเศษไม้ใบไม้ลง เอาขี้วัวซึ่งเป็นปุ๋ยประจำชาติ เอ๊ย..ปุ๋ยประจำเมืองมวกเหล็กลงใส่ เอาแกลบดิบลงเพื่อให้ดินมีความร่วนซุยพอที่รากพืชจะหยั่งลงได้ เอาขยะลูกมะพร้าวและกะลามะพร้าวลง แล้วใช้ทั้งจอบทั้งคราดคลุกๆๆ ในที่สุดขั้นตอนการปรุงดินก็เสร็จสรรพ จึงถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน

     จากนี้ไปก็จะเป็นการทะยอยปลูกพืชอาหารในรูปแบบ Miyawaki Forest คือป่าอาหารแบบผสมผสานให้พืชได้ใช้ประโยชน์จากแสงแดดตั้งแต่ระดับสูง กลาง ต่ำลงไปจนถึงระดับระผิวดิน ผลที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการนี้ตามที่หมอสันต์รายงานให้หน่วยเหนือทราบประกอบการขออนุมัติงบประมาณก็คือผืนดิน 50 ตรม.นี้จะสามารถผลิตอาหารให้คนกินได้ประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรในหมู่บ้านมวกเหล็กวาลเลย์...ผ่าง ผ่าง ผ่าง ข้อเท็จจริงจะเป็นประการใด ขอให้ท่านผู้อ่านติดตามดูเมื่อเริ่มผลิตอาหารมาชั่งตวงวัดได้จริงๆแล้ว

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

21 มีนาคม 2563

หันมากินแต่พืช (plant-based diet) แล้ว แต่อยากซดซุปกระดูกหมูกระดูกไก่

คุณหมอค่ะ
ปัจจุบันหนูหันมาทาน plant based ค่ะ แต่ในใจก็กลัวสารอาหารไม่ครบ เพราะทาน plantbase ของหนูอาจไม่สมบูรณ์แบบ ไม่ได้สัดส่วน อาจทานถั่วน้อยไป ผักน้อยไป บางครั้งก็ไม่ได้ทานข้าวกล้องผสมงาใส่ถั่วให้ครบเพื่อให้กรดอะมิโนครบ เราควรมีหลักปฏิบัติอย่างไรดีค่ะ
คุณหมอค่ะวัย 45 ปี ควรทานแคลเซียมเสริมไหมค่ะ ประจำเดือนหนูหมดตั้งแต่อายุ 44 ค่ะ
ถ้าเราทาน plant base เราทานพวกซุปกระดูกหมู กระดูกไก่ ตามร้านก๊วยเตี๋ยว มันมีประโยชน์ไหมค่ะ หนูคิดเอง ไม่ทานเนื้อสัตว์  ทานplantbaseก็ทานไม่ได้สัดส่วน ควรเสริม
Sent from my iPhone

.................................................

ตอบครับ

     1. ถามว่ากินอาหารแบบกินพืชเป็นหลัก (plant-based diet) แต่กลัวได้กรดอามิโนไม่ครบ ทำไงดี ตอบว่าการกินอาหารพืชที่หลายหลายอย่างไรเสียก็ได้กรดอามิโน (โปรตีน) ครบ แม้ว่าบางตัวจะได้มื้อนี้ อีกตัวไปได้มื้อหน้า ร่างกายก็มีวิธีเลือกดูดซึมแต่ตัวที่ขาดไปใช้ได้เอง งานวิจัยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ยืนยันว่าการกินแต่พืชที่หลากหลายเป็นอาหาร ไม่กินเนื้อสัตว์เลย ไม่ขาดโปรตีนแน่นอน

     แต่ตัวหนึ่งที่จะขาดหรือไม่ขาดก็ไม่รู้ แต่เจาะเลือดดูแล้วพบว่าคนกินมังสะวิรัติจะมีระดับต่ำกว่าคนกินอาหารเนื้อสัตว์ คือวิตามินบี.12 ดังนั้นสมาคมแพทย์ผู้กินอาหารมังสวิรัติอเมริกันจึงแนะนำเพื่อเป็นการป้องกัน ว่าคนกินอาหารมังสะวิรัติควรกินวิตามินบี.12 เสริมในขนาดประมาณวันละ 50 ไมโครกรัม หรือสัปดาห์ละ 500 - 1000 ไมโครกรัม

      2. ถามว่าอายุ 45 ปี ปจด.หมดแล้ว ควรกินแคลเซียมเสริมไหม ตอบว่าจะกินก็ได้ไม่กินก็ได้แล้วแต่ใจคุณชอบครับ เพราะแพทย์เองก็ยังแนะนำไม่เหมือนกันเลย ตัวผมเองนั้นถือเอาตามคณะทำงานป้องกันโรครัฐบาลสหรัฐ (USPSTF) ซึ่งแนะนำว่า "หญิงหมดประจำเดือนไม่ควรกินยาเม็ดแคลเซียมเสริมเพื่อป้องกันกระดูกหัก เพราะยาเม็ดแคลเซียมเสริมลดอุบัติการเกิดกระดูกหักในวัยชราไม่ได้จริงดอก"

      3. ถามว่าถ้ากินอาหารแบบ plant-based แล้วขอซดซุปกระดูกหมู กระดูกไก่ ตามร้านก๊วยเตี๋ยวด้วยจะได้ไหม ตอบว่าทำไมจะไม่ได้ละครับ ตำรวจที่ไหนจะไปจับคุณในข้อหากินอาหาร plant-based แล้วแอบมานั่งซดน้ำกระดูกหมูได้ไง หิ หิ คือคนที่ไม่ได้เป็นโรคเรื้อรังอะไรอย่างคุณ ในการกินอาหารเพื่อให้มีสุขภาพดีนั้น ขอให้คุณหันมากินพืชให้มากขึ้น กินเนื้อสัตว์ให้น้อยลงแค่นี้คุณก็มีสุขภาพดีขึ้นแล้ว

     คนที่จำเป็นต้องเข้มงวดถึงขั้นกินแต่พืชไม่ควรกินเนื้อสัตว์เลยนั้นคือพวกที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังเช่นโรคเบาหวานโรคหัวใจระดับเป็นมากแล้ว คนพวกนั้นงานวิจัยที่จะทำให้โรคหายด้วยอาหารเขาใช้อาหารที่มีแต่พืชเท่านั้น ไม่มีเนื้อสัตว์เลย คนพวกนั้นหากจะใช้อาหารรักษาโรคก็ต้องทำตามงานวิจัยต้นแบบที่ทำแล้วได้ผลแน่นอนคือกินแต่พืชไม่กินเนื้อสัตว์เลย ซึ่งไม่ใช่กรณีของคุณ ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องเคร่งขนาดนั้น อยากทำแบบไหนก็ทำเลย

     "ทำไหร่ทำเถิ้ด อย่าเปิ้ดผ้า
     ทำไร้ไม่ว่า ผ้าอย่าเปิ้ด"

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

20 มีนาคม 2563

ยุทธการปิดประเทศไทย (Lockdown Thailand) นี่เป็นโอกาสสุดท้ายถ้าจะทำ

กราบเรียนลุงตู่ที่เคารพ

     ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะเขียนจดหมายฉบับนี้ แต่อยู่ๆความคิดก็ผุดขึ้นมาในใจว่ายามนี้หากผมไม่ได้แชร์ข้อมูลความรู้ในวิชาชีพที่ผมมีอยู่ให้คนอื่นรู้ให้หมด ไปภายหน้าหากเกิดเรื่องที่โศกเศร้าเสียใจขึ้น ผมก็จะมานั่งเสียดายสิ่งที่ผ่านไปว่าตอนนั้นผมน่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ ผมจึงตัดสินใจเขียนจดหมายนี้ถึงลุง

     ก่อนอื่นผมขอให้ลุงดูลักษณะข้อมูลการป่วยเป็นโรคโควิด19 ของประเทศอิตาลีที่ติดตามโดยโรงพยาบาลจอห์น ฮอพคินส์ ก่อนนะครับ


     โปรดสังเกตว่านับตั้งแต่มีการพบคนป่วยคนแรกเมื่อ 15 กพ. 63 อัตราการเพิ่มของผู้ป่วยเป็นไปอย่างอ้อยอิ่งเชื่องช้ามาก ภาษาระบาดวิทยาเรียกว่ามันเป็น initialization phase แล้วเมื่อย่างเข้ากลางเดือนมีค. 63 จำนวนผู้ป่วยก็เพิ่มอย่างรวดเร็ว ทำให้ความชันของกราฟกระดกขึ้นแทบจะตั้งฉาก นี่เรียกว่าโรคมันเริ่มเข้าสู่ระยะเร่ง (acceleration phase) เรื่องราวอย่างอื่นในอิตาลีเป็นอย่างไรผมขอไม่พูดถึง เพราะคุณลุงก็ทราบดีอยู่แล้ว

     คราวนี้มาดูกราฟของประเทศไทยเราบ้าง ผมสร้างกราฟนี้ขึ้นมาจากข้อมูลวันต่อวันของกรมควบคุมโรค

   
     เราตรวจพบคนไข้คนแรกเมื่อ 22 มค. 63 คือก่อนอิตาลีตั้งนาน ความแตกต่างกันอยู่ที่ความสามารถของเราที่จะยื้อให้ระยะ initialization ยาวนานกว่าของอิตาลี แต่ตอนปลายของกราฟไม่แตกต่างกัน คือโรคได้เข้าสู่ระยะ acceleration แล้ว อนาคตของชาติไทย

     "ต่อไปจะเป็นฉันใด ...ไม่..รู้......."

     รู้แต่ว่าหากเปรียบเทียบฉากลิเกที่เลวร้ายที่สุด อนาคตของชาติไทยมันจะมีได้สองฉาก

    ฉากที่ 1. หากลุงตัดสินใจเดินหน้าไปกับยุทธการบรรเทาโรค (mitigation strategy) ซึ่งผมขอตั้งชื่อเรียกเป็นภาษาบ้านๆว่า "ยุทธการวิ่งตามโรค" อย่างทุกว้นนี้ มันจะเป็นดังนี้ คือ การวิ่งตามโรคถึงจุดหนึ่งก็จะวิ่งตามไม่ทัน ก็จะเปลี่ยนเป็นยุทธการ "ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น" นั่นก็คือโรคจะกระจายไปพ้นการควบคุม ผู้คนจะตายมากกว่าปกติ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่เพราะเมืองไทยเราเมื่อเอาจำนวนคนที่คาดว่าจะตายตั้งหารด้วยจำนวนเมรุเผาศพที่มีแล้ว เราก็ยังเผาได้ทันแบบวันต่อวัน แต่ที่จะเป็นปัญหาคือในช่วงที่คนกำลังป่วยและล้มตายนั้น โรงพยาบาล สถานที่ อุปกรณ์ ยา พยาบาล หมอ จะไม่พอในการดูแลคนไข้ หมอและพยาบาลเรียนยังไม่ทันจบก็ต้องเกณฑ์ออกมาทำงานแล้ว สภาพการณ์จะทุเรศทุรังประมาณไหนผมไม่ทราบ เพราะผมเองก็ไม่เคยเห็น เวลาที่เกิดเรื่องอย่างนี้คงจะนานประมาณหนึ่งปี ถึงตอนนั้นผมหรือลุงก็อาจจะไม่ได้อยู่ดูแล้วก็ได้

    ฉากที่ 2. หากลุงตัดสินใจใช้ ยุทธการปิดประเทศไทย (Lockdown Thailand) อย่างเอาเป็นเอาตายตั้งแต่วันนี้ เอาเป็นเอาตายหมายความว่าปิดประเทศห้ามคนเข้าออกถ้าไม่จำเป็น ปิดบ้าน ออกเคอร์ฟิวห้ามออกนอกบ้านทั้งกลางวันกลางคืนยกเว้นกรณีจำเป็น หยุดพาหนะขนผู้คนไปมาทุกชนิดยกเว้นการส่งอาหารหรือยุทโธปกรณ์ที่จำเป็น วางแผน "ยุทธบริการ" ให้ดี ตั้งแต่กระบวนการผลิตอาหาร รวบรวมอาหาร และจัดส่งอาหารให้ถึงทุกคนทุกวัน เรียนรู้จากจีนว่าให้เปิดแอ๊พมือถือที่บังคับให้ประชาชนทุกคนใช้ ให้ประชาชนทุกคนมีหน้าที่ลงแอ๊พทุกวันว่าวันนี้ตัวเองมีอาการผิดปกติอะไรบ้างมีไข้กี่องศาและวันนี้ไปทำอะไรที่ไหนมา อีกอย่างหนึ่งยุทธการปิดประเทศนี้จะไม่เวอร์คหากไม่มีกลไกค้นหาตัวผู้ป่วย ให้เรียนรู้จากเกาหลีว่าการจะเคลียร์โรคได้ต้องค้นหาโรคให้พบ ใช้ยุทธการตรวจหาโรคแบบปูพรมทุกรูปแบบ ในเวลาที่ปิดประเทศไม่กี่วัน เกาหลีตรวจหาโรคไปถึง 270,000 คน จากประชากรทั้งหมด 51 ล้านคน หากลุงทำอย่างนี้ ผมมั่นใจจากการประเมินฝีมือและผลงานการควบคุมโรคของไทยเราที่ผ่านมาว่าเราจะสามารถเคลียร์โรคจน "เอาอยู่" ได้ในเวลาไม่กี่สัปดาห์

     เมื่อ "เอาอยู่" แล้ว โรคหมดแล้ว เราก็เลิกควบคุมภายใน เปิดให้คนไทยเดินทางไปมาทำมาค้าขายกันภายในประเทศได้เหมือนอย่างจีนทำที่อู่ฮั่น แต่ยังปิดประเทศอยู่ต่อไปไม่มีกำหนด จนกว่าจะมีวัคซีนใช้ ซึ่งผมประมาณว่าไม่น่าจะนานกว่า 18 เดือน ถึงนานกว่านั้นก็ยอมรับได้ เพราะไหนๆก็ไหนๆแล้ว 

     ผมรู้ว่าคนรอบข้างลุงจะร้องกระต๊ากปานประหนึ่งปากจะฉีกถึงใบหูว่าทำอย่างนี้ไม่ได้ เศรษฐกิจจะฉิบหาย บ้านเมืองจะวุ่นวาย เครื่องบินต้องจอดขึ้นสนิม ครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจซึ่งต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวและการคมนาคมต้องพังพินาศ ธนาคารจะล้ม ผู้คนจะแห่กันไปถอนเงิน ตลาดหุ้นล่ม จะมีการล้มละลายกันทั่วประเทศ คนงานไม่มีเงินจ่ายค่าผ่อนรถผ่อนบ้าน บริษัทรถบริษัทบ้านจะเจ๊ง ต้องปรับโครงสร้างหนี้กันจ้าละหวั่น ต้องเอา IMF เข้ามา (ถึงตอนนั้นผมไม่แน่ใจว่าจะยังมี IMF อยู่หรือเปล่า) จะมีการตุนสินค้าจำเป็น เกิดภาวะเงินเฟ้อ คนตกงานครึ่งประเทศ โจรผู้ร้ายจะชุกชุม ขื่อ แป กบิลเมืองจะเสียไป ผมไม่ได้เถียงว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่ไม่เคยเกิดนะ มันเคยเกิดมาแล้วในเมืองไทยเรานี้ และเราก็ผ่านมันมาได้

    มองในอีกด้านหนึ่ง นี่อาจจะเป็นโอกาสเดียวนะที่เราจะได้บริหารชาติไปตามทิศทางที่ในหลวงร.9 ทรงสอนไว้..เศรษฐกิจพอเพียง

     "การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ แต่สำคัญที่เราพออยู่พอกิน"

     ชาติไทยนี้ผมมั่นใจว่าไม่ต้องพึ่งคนต่างชาติให้เข้ามาเที่ยวแม้จะนานถึงปีสองปีเราก็ยังอยู่กันได้หากเราบริหารสังคมด้วยวิธีใหม่ ด้วยปรัชญาของในหลวงร.9 เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งพระองค์ทรงสอนว่า

     "เศรษฐกิจพอเพียงในขั้นที่ 3 เป็นการจัดตั้งเอาชุมชนสหกรณ์ผู้ผลิตทั้งหลายมาผสานกันเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ และร่วมมือกับแหล่งพลังงาน แหล่งเงินทุน และนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมเข้ามาช่วยการผลิต การแปรรูป และการตลาดต่างๆอย่างซับซ้อน" 

     แล้วในบรรยากาศของโลกยามนี้ เราปิดประเทศแต่เราไม่ได้ปิดการส่งออกนำเข้า เราเป็นผู้ผลิตอาหารซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นยามข้าวยากหมากแพง การปิดประเทศเราได้เปรียบในเวทีโลก ไม่มีใครมากดดันให้เราเปิดประเทศดอก เพราะยามนี้ทุกประเทศก็หนีตายปิดประเทศเอาตัวรอดกันหมด     

     ผมมีอย่างหนึ่งที่อยากจะแชร์กับลุงนะครับ แม้ว่าสะเกลของผมจะเล็กจิ๊บจ๊อยกว่าสะเกลของลุงมาก คือตัวผมเองเป็นหมอผ่าต้ดหัวใจโดยอาชีพ วันหนึ่งจับพลัดจับผลูผมต้องร้บสองจ๊อบคือต้องเป็นผู้อำนวยการใหญ่ทำงานบริหารธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนด้วย ในหมวกของการเป็นผู้บริหารธุรกิจ ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย ต้องอาศัยที่ปรึกษาซึ่งเรียนเอ็มบีเอ.มาจากฮาร์วาร์ดบ้างจากวาร์ตันบ้าง คนนั้นว่าอย่างนั้นคนนี้ว่าอย่างนี้ ผมไม่รู้เรื่อง ผมต้องฟัง ใหม่ๆผมก็ฟังแบบเผลอให้พวกเขาครอบแม้ว่าลึกๆผมจะไม่ค่อยเห็นด้วยเพราะถือว่าเขารู้ดีกว่าผม ทำแบบนี้ทำไปทำมาธุรกิจของบริษัทแย่ลง ในที่สุดผมบอกทุกคนว่าคุณมีความคิดดีเลิศประเสริฐศรีอะไรบอกผมมาให้หมด แล้วผมจะใช้ความรู้สึกจากลำไส้ของผมตัดสินใจเลือกเอง เลือกผิดเลือกถูกไม่ใช่เรื่องของคุณ เป็นเรื่องของผม ซึ่งในความเป็นจริงผมก็เลือกผิดบ้างถูกบ้าง แต่ถูกก็มากกว่าผิด และที่สำคัญคือในสถานะการณ์วิกฤต ผมไม่เคยเลือกผิดเลย คือผมจะบอกว่าลุงอย่าลืมว่าลุงเป็นทหารใหญ่นะครับ เคยบังคับบัญชากองทัพกำลังพลเป็นแสนๆ เคยรบทัพจับศึกมาแล้ว แล้วลุงจะกลัวอะไรกับการทิ้งความเห็นของที่ปรึกษาในเรื่องที่เขารู้ดีกว่าลุงมาเชื่อความรู้สึกจากลำไส้ของลุงเอง

    กล่าวโดยสรุป ลุงกำลังถูกบีบให้เลือกสองอย่างว่าจะเอาอะไรไว้ก่อน ระหว่างชีวิตของคน กับเศรษฐกิจของชาติ แน่นอนผมเป็นหมอผมสนับสนุนให้ลุงเลือกชีวิตของคน ลุงไม่ใช่หมออาจจะคิดไม่เหมือนผมก็ไม่เป็นไร แต่ผมทิ้งคำถามไว้ให้ลุงหน่อยว่า ถ้าไม่มีชีวิต แล้วจะมีเศรษฐกิจไว้ทำพรือละครับ

(รักลุง ตั้งแต่ครั้งเสื้อเหลืองเสื้อแดง)

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

19 มีนาคม 2563

COVID-19 บีบให้ผมต้องเลื่อนแค้มป์สุขภาพทุกแค้มป์ที่ WWC ออกไปไม่มีกำหนด

กราฟทำจากสถิติจำนวนผู้ป่วย COVID-19 ของกระทรวง สธ.

     กราฟนี้ผมทำขึ้นมาจากข้อมูลดิบของกรมควบคุมโรค กระทรวง สธ. เพื่อประกอบการตัดสินใจเรื่องงานของศูนย์เวลเนสวีแคร์ (WWC) ที่ผมดูแลอยู่ เพื่อให้ท่านเข้าใจตารางนี้ ผมขอเล่าหลักวิชาระบาดวิทยาซึ่งมีอยู่ว่าโรคระบาดระดับโลก (pandemic) จะดำเนินไปตามขั้นตอนหรือ phase ดังนี้

     ขั้นที่ 1. Investigation phase ระยะสอบสวนโรค

     ขั้นที่ 2.  Recognition ระยะวินิจฉัยโรค

     ขั้นที่ 3. Initiation ระยะเริ่มการระบาด

     ขั้นที่ 4. Acceleration phases ระยะเร่งการระบาด

     ขั้นที่ 5. Deceleration phase ระยะลดการระบาด

     ในประเทศไทย เราเริ่มทำการสอบสวนโรค COVID-19 นี้ตั้งแต่ต้นเดือนมค. 63 แล้วมาวินิจฉัยโรคเอาเมื่อราววันที่ 22 มค. 63 จากนั้นโรคก็บ่มอยู่ในระยะเริ่มการระบาดอยู่นานเกือบสองเดือน จนมาราวกลางเดือนมีค.นี้เองที่ข้อมูลเริ่มชี้ชัด และผมประเมินของผมเองว่าโรคได้เข้าสู่ระยะเร่งการระบาดแล้ว มันจะอยู่ในระยะนี้ไปอีกนานอย่างน้อยหลายเดือนจนไปพีคสุดๆคือ 40-60% ของคนไทยป่วยเป็นโรคนี้ แล้วมันจึงจะเข้าระยะลด

    ในระยะเร่งการระบาดนี้ มันไม่เหมาะที่จะให้คนเดินทางมาเข้าแค้มป์กินนอนเรียนและทำกิจกรรมอยู่ด้วยกันซึ่งเป็นกิจกรรมหลักที่ผมทำอยู่ที่ศูนย์สุขภาพเวลเนสวีแคร์ (WWC) ดังนั้นผมจึงจำใจต้องขอประกาศเลื่อนคอร์สสุขภาพทุกคอร์สทุกแค้มป์ที่ WWC ที่จัดสำหรับคนทั่วไปที่มีแผนจะจัดตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปออกไปอย่างไม่มีกำหนดยกเว้นเฉพาะแค้มป์ที่จะจัดให้กับองค์กรซึ่งเป็นกิจกรรมร่วมกันของกลุ่มคนซึ่งปกติต้องมาทำงานด้วยกันอยู่แล้วเท่านั้น ผมต้องขอโทษด้วยที่ต้องทำอย่างนี้ทั้งๆที่รู้ว่าหลายท่านมีความจำเป็นต้องมา หลายท่านตั้งตารอที่จะมา บางท่านก็ต้องจองแค้มป์ล่วงหน้ามานานกว่าจะได้เข้า ผมก็ได้แต่โทษโควิด19 แหละครับ ไม่โทษตัวเองหรอก หิ..หิ การจะเปิดแค้มป์ได้อีกเมื่อไหร่ผมจะแจ้งให้ทุกทราบล่วงหน้า ในกรณีที่ท่านประสงค์จะเลิกสิทธิ์ที่จองไว้ให้รู้แล้วรู้รอดก็สามารถทำได้โดยแจ้งกับเจ้าหน้าที่ เงินที่เก็บของท่านมาแล้วนั้นผมไม่คืนให้..อุ๊บ ขอโทษ พูดผิด พูดใหม่ เงินที่เก็บของท่านมาแล้วนั้นผมคืนให้ทุกบาท ทั้งๆที่รู้ว่าภาษี VAT ที่รัฐเอาไปจากผม 7% แล้วนั้นท่านจะไม่คืนให้ผมสักบาท (บ่นเล่นไปงั้นแหละ อย่าถือสาคนแก่เลย)

     ในระหว่างนี้ ครัวปราณาของ WWC ยังเปิดให้บริการอาหารสุขภาพตามปกติโดยกระจายกันไปนั่งตามใต้ต้นหมากรากไม้ และการบริการสั่งและส่งอาหารทางไลน์ก็ยังทำกันอยู่ตามปกติ ตัวห้องพักของ WWC เองจะเปลี่ยนไปเป็นที่ลี้ภัยโควิด19 สำหรับท่านที่ประสงค์จะลี้ภัยจากที่แออัดและมีความเสี่ยงสูงมาอยู่ที่นี่เพื่อกินอาหารสุขภาพ ออกกำลังกาย และอาศัยสภาพแวดล้อมธรรมชาติช่วยฟูมฟักภูมิคุ้มกันโรคของท่านไม่ให้ติดโรคง่าย ก็มาพักที่ WWC ได้แบบขังเดี่ยว เอ๊ย..ไม่ใช่ แบบพักเดี่ยว แต่ท่านที่ป่วยเหน่งๆแล้วไม่ต้องมา เพราะจะมีการคัดกรองก่อนเข้าพักเพื่อไม่ให้ WWC กลายเป็นที่แพร่โรคไปซะอีกแห่ง สำหรับท่านที่อยากจะลี้ภัยแบบปลีกวิเวก 100% ก็มาพักที่ในฟาร์มของเราได้ มีกระท่อมที่พักเล็กติดแอร์แบบแยกต่างหากจากคนอื่นอยู่สี่หลัง แต่ต้องวิเวกได้นะ เพราะไม่มีวิทยุ โทรทัศน์ ไม่มีอะไรทั้งสิ้นนอกจากที่พักและอาหารมังสวิรัติแถมฟรีวันละสามมื้อ

     จบข่าว..

     แต่ไหนๆก็พาดพิงถึงโควิด19 ว่าเข้าระยะเร่งการระบาดแล้ว มาคุยกันแถมท้ายซะหน่อยก็ดีนะ ว่าชีวิตในระยะต่อไปนี้ควรจะดำเนินไปอย่างไรดี การจะป้องกันตัวเองไม่ให้ติดเชื้อนั้นผมขอไม่พูดถึง เพราะรู้ว่าแฟนๆบล็อกทุกท่านถูกกรอกหูโดยสื่อมาซะจนหูชาแล้ว แต่ผมจะขอพูดถึงประเด็นที่ว่านี่น่าจะเป็นโอกาสอันดีแล้วที่จะหันมามองและยอมรับชีวิตตามธรรมชาติที่แท้จริงของมัน ว่าหากมองออกไปจากสำนึกว่าเป็นบุคคล สิ่งเดียวที่แน่นอนในชีวิตคือความไม่แน่นอนของสรรพสิ่ง สิ่งที่เราอยากให้มันนิ่ง มันไม่เคยนิ่ง แต่สิ่งที่เราอยากจะให้ไปให้พ้นๆมันกลับไม่ไป ผมหมายถึงความตาย เราอยากให้มันไปไกลๆ แต่มันไม่ไปไหนหรอก เพราะเราทุกคนเมื่อเกิดมา ล้วนมี expire date หรือวันหมดอายุปั๊มติดข้างกล่องมาตั้งแต่เกิดแล้ว เมื่อถึงเวลาตาย เราก็ต้องตาย ไม่มีแปรผันเป็นอื่นไปได้

     ทั้งหมดนั้นเป็นมุมมองออกไปจากสำนึกว่าเป็นบุคคลนะ แต่อย่าลืมว่าสำนึกว่าเป็นบุคคลไม่ใช่ตัวชีวิตที่แท้จริง สำนึกว่าเป็นบุคคลเป็นเพียงความคิด ชีวิตมีองค์ประกอบหากแยกให้ละเอียดก็มีถึงห้าส่วน คือ
(1) ร่างกาย (body)
(2) พลังงานชีวิต (life energy)
(3) ความจำ (memory)
(4) ความคิด (thought)
(5) ความรู้ตัว (awareness)

     สี่อย่างแรกเป็นของชั่วคราว แต่ความรู้ตัวเป็นชีวิตที่แท้จริงและเป็นของถาวร ถ้าท่านมองชีวิตออกไปจากมุมของความรู้ตัวซึ่งก็คือ "เดี๋ยวนี้" ชีวิตนี้ไม่มีอะไรให้ต้องทุกข์ยากเดือดร้อนใจเลย เพราะความรู้ตัวนี้เป็นเสมือนความว่างอันกว้างใหญ่ที่ทั้งร่างกาย พลังงานของชีวิต ความจำ ความคิด ล้วนเกิดขึ้นและแผ่วหายไปในความว่างอันกว้างใหญ่ของความรู้ตัวนี้ โดยที่ความรู้ตัวไม่ได้ไปมีเอี่ยวหรือทุกข์ร้อนแปดเปื้อนอะไรด้วยกับสิ่งเหล่านั้นเลย เหมือนแสงอาทิตย์ที่ไม่ไปทุกร้อนแปดเปื้อนทุกสรรพสิ่งที่มันสาดส่องลูบไล้

     นี่เป็นโอกาสอันดีแล้ว ที่ท่านจะวางสำนึกว่าเป็นบุคคลลงแล้วหันกลับเข้าสู่ข้างในไปเป็น "ความรู้ตัว" อันเป็นชีวิตที่แท้จริงที่มีธรรมชาติสงบเย็นและเบิกบาน ไปเป็น "เดี๋ยวนี้" ที่มองเหตการณ์ในชีวิตที่ผ่านเข้ามาที่ละขณะ ทีละขณะ เหมือนท้องฟ้าที่มองก้อนเมฆก้อนแล้วก้อนเล่าที่ก่อตัวขึ้นมา เปลี่ยนแปลง แล้วก็ฝ่อหายหรือกลายไปเป็นน้ำฝน โดยที่ท้องฟ้าไม่ได้มีเอี่ยวอะไรด้วย

     การมีชีวิตอยู่กับความรู้ตัวที่เดี๋ยวนี้ เป็นวิธีเดียวที่หมอสันต์แนะนำให้ท่านใช้รับมือกับ COVID-19

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ 

18 มีนาคม 2563

ไส้ในของสามยุทธศาสตร์ชาติ ในการรับมือกับ COVID-19

     เมื่อผมเขียนเกี่ยวกับ COVID-19 ครั้งแรกตอนที่ตอบจดหมายคุณหมอหนุ่มท่านหนึ่ง ผมได้พูดถึงว่าในการรับมือกับโรคติดเชื้อที่ระบาด เรามีเครื่องมืออยู่ 3 อย่างเท่านั้น คือยา วัคซีน และมาตรการที่ไม่ใช้ยา (non-pharmaceutical interventions - NPI) ตอนนี้เรายังไม่มียา ยังไม่มีวัคซีน เราจึงมีแต่ NPI อันได้แก่การเฝ้าระวังสอบสวนกักกันโรค และอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPI) เช่นหน้ากาก เจลล้างมือ การอยู่ห่างคนอื่น อย่างที่เรากำลังใช้กันทุกวันนี้เท่านั้น คำถามคือว่าการใช้เครื่องมือเพียงเท่าที่มีอยู่นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการใช้วิธีกักกันโรค เราควรจะทำแค่ไหน และควรทำนานเท่าใด

     ประเด็นที่ 1. ทำแค่ไหน

     ในวิชาระบาดวิทยา เรารู้อยู่แล้วว่ามีอยู่สามวิธี คือ

     1. Unmitigated - ยุทธศาสตร์เฉยไว้ คือไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้โรคดำเนินไป ที่ตายก็ตายไป ที่รอดก็จะเป็นตัวกั้นโรค (herd immunity) ไม่ให้ไปถึงคนที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันได้ง่าย โหลงโจ้งแล้ว 6 เดือนโรคก็น่าจะวิ่งจากระยะเร่ง (acceleration) ไปสู่ระยะผ่อน (deceleration) อย่างเป็นธรรมชาติ หลังจากนั้นก็ไม่ต้องเดือดร้อนอินังขังขอบกับอะไรอีกว่าใครจะไปใครจะมา ใครจะเข้าใครจะออก

     2. Mitigation - ยุทธศาสตร์หน่วงโรค คือทำทุกอย่างให้โรคกระจายตัวช้าลง เช่น เฝ้าระวัง สอบสวน กักกันโรคอย่างขันแข็ง ใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล กักกันตนเอง อยู่ให้ห่างคนอื่น (social distancing) ที่ชุมนุมคนแยะๆโดยไม่จำเป็นเช่นมหรสพต่างๆก็งดเสีย เพื่อให้โรคขยายตัวช้าที่สุด หวังว่าจะไม่ให้ท่วมกำลังของแพทย์พยาบาลและอุปกรณ์การรักษาที่มีอยู่ ค่อยๆสู้กันอย่างยืดเยื้อเรื้อรังไปจนโรคได้ระบาดไปสุดระยะเร่งของมันซึ่งน่าจะใช้เวลานานประมาณหนึ่งปี จากนั้นโรคก็จะเข้าสู่ระยะผ่อนโดยตัวของโรคเองโดยไม่ต้องไปพะวงกักกันหลังจากนั้นอีก ซึ่งตอนนี้เมืองไทยและสหรัฐอเมริกากำลังใช้ยุทธศาสตร์นี้อยู่

     3. Suppression - ยุทธการปิดเมือง หรือ Lockdown ซึ่งมีเป้าหมายขจัดโรคให้เกลี้ยงในบัดดล หรือให้เหลือน้อยที่สุด คือปิดประเทศ ไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายคนเข้าออก ควบคู่ไปกับการเฝ้าระวังสอบสวนกักกันอย่างเข้มงวด หวู่ฮั่น เกาหลี ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน เป็นตัวอย่างของความสำเร็จในการใช้วิธีนี้

     ประเด็นที่ 2. ทำนานแค่ไหน

     ถ้ามองย้อนไปในประวัติของการระบาดครั้งใหญ่ระดับนี้ ที่พอจะเทียบกันได้ก็คือการระบาดของไข้หวัดใหญ่สเปญในปีค.ศ. 1918 ซึ่งมีคนตายไปราว 50 ล้านคน งานวิจัยการระบาดครั้งนั้น [1] พบว่าการใช้ยุทธการปิดเมืองได้ผลในการยุติโรคไว้ได้จริงตราบใดที่ยังปิดเมืองอยู่ แต่พอเปิดเมืองโรคก็เด้งขึ้นมาใหม่อีก เพราะการระบาดของไข้หวัดใหญ่นี้มันมีธรรมชาติมาคราวละสองละรอก คล้ายๆแผ่นดินไหว ที่มีของจริงแล้วต้องมีลูกตาม แบบที่จิ๊กโก๋เรียกว่า "แผ่นดินไหวตบ...ูด" อีกระลอกหนึ่ง ดังนั้นหากจะใช้ยุทธการปิดเมือง ก็ต้องปิดกันจนมีวัคซีนใช้
ยอดผู้เสียชีวิตเมื่อใช้ยุทธศาสตร์ไม่ทำอะไรเลย
(Source: [2])

     เพื่อจะช่วยตอบคำถามว่าจะเลือกยุทธศาสตร์ไหนดีและต้องใช้อยู่นานแค่ไหน วิทยาลัยอิมพีเรียลที่ลอนดอนได้ทำวิจัยสร้างโมเดลทางระบาดวิทยาขึ้นมา [2] โดยเอาประเทศอังกฤษและสหรัฐเป็นตุ๊กตาในสมมุติฐานที่แย่ที่สุด (worst case scenario) ซึ่งผมขออนุญาตเล่าเป็นกราฟดังนี้

กรณี 1. ถ้าไม่ทำอะไรเลยจะตายมากแค่ไหน

     โมเดล A คือเมื่อใช้ยุทธศาตร์ไม่ทำอะไรเลย เส้นสีดำคืออังกฤษ เส้นสีฟ้าคือสหรัฐ การระบาดหนักจะเกิดปลายเดือนเมษายน ปี 2020 เป็นต้นไป แล้วไปสงบปลายเดือนสิงหาคม ปี 2020 คือทั้งหมดจะจบใน 4 เดือน คนอังกฤษจะตายไป 510,000 คน คนอเมริกันจะตายไป 2,200,000 คน

กรณี 2. ถ้าใช้ยุทธศาสตร์หน่วงโรค จะผ่อนแรงกดดัน ICU ได้แค่ไหน
ผลกระทบแต่ละยุทธศาสตร์ต่อกำลังรับของเตียง ICU
(Source: [2])

     ในแง่ของขีดความสามารถของระบบโรงพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเตียงไอซียู. ที่จะรับผู้ป่วยได้นั้น ไม่ว่าจะใช้วิธีใด ผู้ป่วยก็จะเกินจำนวนเตียงไอซียู.ที่จะรับได้ไปมากอยู่ดี งานวิจัยนี้ได้หาสมมุติฐานว่าหากใช้ยุทธศาสตร์หน่วงโรคด้วยมาตรการเสริมต่างๆ จะลดความหนาแน่นของการใช้เตียงไอซียู.ลงได้แค่ไหน ผลเป็นดังกราฟนี้ คือ

     เส้นสีแดง คือขีดความสามารถของเตียงไอซียู.ที่อังกฤษมีปัจจุบันนี้
     เส้นสีดำ คือความต้องการเตียงเมื่อปล่อยให้โรคระบาดโดยไม่ทำอะไรเลย
     เส้นสีเขียว คือความต้องการเตียงเมื่อปิดโรงเรียนปิดมหาวิทยาลัย
     เส้นสีน้ำตาล คือความต้องการเตียงเมื่อใช้มาตรการกักกันโรค (กักกันตัวผู้ป่วย)
     เส้นสีเหลือง คือความต้องการเตียงเมื่อกักกันตัวผู้ป่วยและคนในครอบครัว
     เส้นสีฟ้า คือความต้องการเตียงเมื่อทำทุกอย่างและเอาคนแก่อายุเกิน 70 ปีแยกห่างจากคนอื่นด้วย

     จะเห็นว่าแม้จะใช้ยุทธศาสตร์หน่วงโรค อัตราตายและจำนวนผู้ป่วยที่ต้องใช้เตียงไอซียู.พร้อมกันลดลงไปเกือบครึ่ง แต่ก็ยังล้นเตียงไอซียู.ที่มีอยู่ไปมากมายอยู่ดี

กรณี 3. ผลระยะยาวของการใช้ยุทธศาสตร์หน่วงโรคหรือปิดเมือง


เปรียบเทียบผลของสามยุทธศาสตร์ในระยะเวลา 1 ปี (Source [2])

     ในกราฟที่สามข้างบนนี้คือความต้องการใช้เตียงไอซียูเมื่อใช้สามยุทธศาสตร์เปรียบเทียบกัน คือ

สีดำ คือความต้องการเตียงไอซียู.เมื่อใช้ยุทธศาสตร์ไม่ทำอะไรเลย

สีเขียว คือความต้องการเตียงไอซียู.เมื่อปิดโรงเรียนและมหาวิทยาลัยนาน 5 เดือน

สีเหลือง คือความต้องการเตียงไอซียู.เมื่อใช้ยุทธศาสตร์หน่วงโรคทุกชนิดรวมกันนาน 5 เดือน

     จะเห็นว่าในกราฟนี้หากใช้มาตรการหน่วงโรคทุกชนิด ซึ่งก็ใกล้เคียงกับการใช้ยุทธการปิดเมืองมาก จะเห็นว่าขณะหน่วงโรคหรือปิดเมืองอยู่ 5 เดือน อัตราตายจะลดลง อัตราการใช้เตียงในไอซียู.จะไม่มีปัญหา แต่ทันทีที่หยุดมาตรการปิดเมือง ก็จะตามมาด้วยพีคของการใช้เตียงไอซียู.ที่เกินกำลังจะรับได้อย่างมากในฤดูหนาวพอดี ซึ่งปกติก็เป็นฤดูที่ต้องใช้เตียงไอซียู.มากอยู่แล้ว

สรุปผลวิจัยของอิมพีเรียลคอลเล็จ

      โมเดลทางระบาดวิทยาของอิมพีเรียลคอลเลจบ่งชี้ไปทางว่าการหน่วงโรคให้เข้มงวดถึงขั้นปิดเมืองจะลดอัตราตายและความต้องการใช้เตียง ICU ลงได้มากถึง 50% ในช่วงปิดเมือง แต่หากจะปิดเมืองหรือหน่วงโรคนานแค่ 5 เดือนนั้นไม่พอและจะมีผลเสียตามหลัง เพราะแทนที่ระบบไอซียู.และโรงพยาบาลจะล้นแค่ 4 เดือน กลับจะล้นไปทั้งปี

     ความกังวลเรื่องเตียง ICU จะล้นในหน้าหนาวที่คาดการณ์ไว้ในงานวิจัยนี้น่าจะเป็นเหตุผลที่รัฐบาลอังกฤษไม่กระตือรือล้นที่จะใช้มาตรการหน่วงโรคจริงจังในช่วงแรก จนถูกวิจารณ์หนักถึงได้เริ่มมีการขยับขึงขังให้เห็นบ้าง

ถ้าใช้ยุทธการปิดเมือง? 

     ถามว่าแล้วทำไมจีนใช้ยุทธการปิดเมือง ผมเดาเอาว่าจีนมีความมั่นใจว่าเขาจะปิดเมืองไว้ได้นาน...น....น เท่าไหร่ก็ได้เท่าที่เขาอยากปิด นานจนกว่าจะได้วัคซีนมา ซึ่งแน่นอนว่าวิธีนั้นเป็นวิธีที่ทำให้คนตายน้อยที่สุด

     สำหรับเมืองไทยเรา ทุกวันนี้คนไทยเราไม่ชอบการยืดเยื้อเรื้อรังแบบนี้ ต่างก็ร้องโอ๊กว่าจะให้เล่นเอาเถิดเจ้าล่อกันอย่างนี้ไปนานไม่ไหว จึงพากันดิ้นรนอยากจะให้ปิดเมืองหรือ Lockdown เมืองไทยไม่ให้คนต่างชาติเข้า

     ถ้าใช้ยุทธการปิดเมืองไทย ผมมั่นใจว่าระบบควบคุมโรคของไทยเราจะทำให้โรคสงบได้ในเวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่เราจะต้องตอบคำถามว่าพวกเราพร้อมที่จะปิดประเทศไทยไปนานแค่ไหนจึงจะเปิดรับชาวต่างชาติซึ่งอาจนำเชื้อมาให้เราได้อีกครั้ง เพราะโควิด19 เป็นโรคระบาดระดับโลก กว่ามันจะสงบก็อีกนาน การคาดการณ์ครั้งสุดท้ายของทีมผลิตวัคซีนในยุโรป [3] ตั้งสมมุติฐานว่าหากรวมพลังทั้งยุโรปลงขันกัน วัคซีนจะออกมาได้ในเวลา 16-18 เดือน ระบบเศรษฐกิจของเราเอื้อให้เราปิดประเทศไทยไปได้นานขนาด 16-18 เดือนเลยหรือเปล่าละครับ ถ้าปิดประเทศได้นานขนาดนั้นก็โอเค้. อาจเป็นโอกาสที่จะสร้างรัฐไทยใหม่ที่ปลดแอกจากการหลงพึ่งต่างชาติได้ 100% ผมเอาด้วยและสนับสนุนให้ปิด แต่ถ้าจะปิดๆเปิดๆเพราะกลัวว่าปิดนานไม่ได้ ผมว่าเปิดอ้าซ้าไว้งี้ก็ดีแล้วนะครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

ปล.
     ถ้าสดับน้ำเสียงของพวกหมอที่เป็นกุนซืออยู่เบื้องหลังรัฐบาลอังกฤษผ่านทางสื่อให้ดี จะเห็นว่าพวกเขาศรัทธาในคอนเซ็พท์แปลกๆ สองเรื่อง คือ

     (1) Herd immunity แปลว่าภูมิคุ้มกันจากการที่สมาชิกของฝูงจำนวนหนึ่งที่เคยติดเชื้อมีภูมิแล้วช่วยบังไม่ให้โรคมาถึงตัวคนที่ยังไม่มีภูมิ ผลอันนี้มีอยู่จริง และเป็นเหตุผลที่วงการแพทย์มุ่งฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุดแต่ยอมปล่อยคนไม่เอาวัคซีนไว้โดยไม่บังคับฉีด เพราะเมื่อคนที่ไม่มีภูมิถูกแวดล้อมด้วยคนที่มีภูมิ โอกาสที่เขาจะติดโรคก็แทบไม่มี แต่การจะเอาคอนเซ็พท์นี้มาใช้ในกรณี COVID-19 ก็เท่ากับว่าเราเอาโรคมาทำหน้าที่แทนวัคซีน คือยอมให้คนตายไปส่วนหนึ่งเพื่อการนี้ ตรงนี้จะเข้าท่าหรือไม่เข้าท่า ผม no comment ท่านผู้อ่านวินิจฉัยเอาเองนะครับ

     (2) Behavioral fatigue แปลว่าอาการล้าเและดื้อด้านจากการทำพฤติกรรมใหม่ ซึ่งจะเกิดเมื่อถูกจ้ำจี้จ้ำไชซ้ำซากมากและนานเกินไป หมายความว่าหากรัฐบาลเอามาตรการหน่วงโรคออกมาใช้เร็วเกินไปและเป็นเวลานานเกินไป ประชาชนจะเกิดล้าและดื้อด้าน พอถึงเวลาที่จำเป็นต้องใช้มาตรการเหล่านั้นเข้มงวดจริงจัง มันก็จะไม่เวอร์ค

     ผมเองไม่ใช่จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา แต่ผมก็ไม่เคยเห็นงานวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์ระดับเชื่อถือได้ตีพิมพ์ไว้แม้แต่ชิ้นเดียวว่าความล้าและดื้อด้านเชิงพฤติกรรมนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงหรือไม่ หากจิตแพทย์หรือนักจิตท่านใดพบเห็นหลักฐานวิจัยว่ามันมีอยู่จริงก็ช่วยบอกหมอสันต์เอาบุญด้วย แต่ด้วยหลักฐานเท่าที่มีอยู่ตอนนี้ ผมฟันธงโดยไม่ลังเลเลยว่าเรื่องอาการล้าดื้อด้านเชิงพฤติกรรมนี้เป็นเรื่องไร้สาระ

บรรณานุกรม
1. Bootsma MCJ, Ferguson NM. The effect of public health measures on the 1918 influenza
pandemic in U.S. cities. Proc Natl Acad Sci U S A 2007;104(18):7588–93.
2. Imperial College COVID-19 Response Team. Impact of non-pharmaceutical interventions (NPIs) to reduce COVID19 mortality and healthcare demand. Accessed on March 18, 2020 at https://www.imperial.ac.uk/media/imperial-college/medicine/sph/ide/gida-fellowships/Imperial-College-COVID19-NPI-modelling-16-03-2020.pdf DOI: https://doi.org/10.25561/77482
3. The Coalition for Epidemic Preparedness Innovations. CEPI welcomes UK Government’s
funding and highlights need for $2 billion to develop a vaccine against COVID-19 [Internet].
2020;Available from: https://cepi.net/news_cepi/2-billion-required-to-develop-a-vaccineagainst-the-covid-19-virus/

คุยกันเรื่องสมาธิในระดับลึกซึ้ง

     วันนี้พอจะมีเวลามากพอ ผมอยากจะนั่งจับเข่าคุยกันเรื่องการฝึกสมาธิในระดับลึกซึ้ง แม้การใช้ภาษาพูดถึงการฝึกสมาธิซึ่งเป็นเรื่องของคลื่นที่ภาษาไปไม่ถึงย่อมจะต้องมีความผิดพลาดและก่อความเข้าใจผิดได้ง่าย แต่การอาศัยภาษาก็มีประโยชน์ในการแชร์ประสบการณ์ เพราะผมเองไม่มีความสามารถจะแชร์ประสบการกับท่านด้วยวิธีอื่นที่ไม่ต้องใช้ภาษา

ขอนิยามองค์ประกอบของชีวิตให้ละเอียดขึ้นหน่อย

     ก่อนจะคุยกัน ผมจะขอนิยามองค์ประกอบของชีวิตให้ละเอียดกว่าเดิมสักหน่อย คือเดิมผมมักพูดซ้ำซากว่าชีวิตประกอบด้วยสามส่วน คือ (1) ร่างกาย (2) ความคิด และ (3) ความรู้ตัว

     แต่ในการจะคุยกันเรื่องสมาธิให้ลึกซึ้ง ผมจำเป็นต้องขอนิยามองค์ประกอบของชีวิตเสียใหม่ให้ละเอียดขึ้นเป็นห้าส่วน คือ

     (1) ร่างกาย (body)

     (2) พลังงานของชีวิต (life energy) ภาษาแขกเรียกว่า "ปราณา" ภาษาจีนเรียกว่า "ชี่" เราสามารถรับรู้พลังงานชีวิตผ่านการรับรู้อารมณ์ความรู้สึก (feeling) เช่นความรู้สึกเบิกบาน มีชีวิตชีวา รวมทั้งความรู้สึกบนผิวกายเช่นวูบๆซู่ๆซ่าๆเป็นต้น

     (3) ความจำ (memory) ซึ่งก็คือการฟื้นสำเนาประสบการณ์ต่อสิ่งเร้าเมื่อครั้งเก่าๆขึ้นมาใหม่

     (4) ความคิด (thought)

     (5) ความรู้ตัว (awareness)

การวางความคิดคือเป้าหมายการฝึกสมาธิ

     ร่างกายและพลังงานของชีวิตนั้นมาด้วยกันและค้ำจุนกันและกัน เมื่อส่วนหนึ่งหมดอีกส่วนก็หมดตามไปด้วย ส่วนความจำก็คือวัตถุดิบในการปรุงความคิด ดังนั้นความจำกับความคิดก็มาด้วยกันและค้ำจุนกันและกัน เมื่อ "แกะ" หรือ "วาง" ส่วนที่เป็นร่างกายและส่วนที่เป็นความคิดออกไป สิ่งที่เหลืออยู่ของชีวิตก็คือ "ความรู้ตัว" ซึ่งความรู้ตัวนี้จะเป็นหนึ่งเดียวแบบแยกไม่ออกจากทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเราในจักรวาลนี้ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตอื่นๆหรือสิ่งไร้ชีวิต เนื่องจากตอนที่ยังมีความคิด ความคิดเป็นผู้ออกโฉนด ตีตราสร้างความยึดถือว่าร่างกายนี้เป็นขอบเขตของตัวเราและเป็นผู้ตั้งคอนเซ็พท์ว่าตัวเรานี้มีอัตลักษณ์เป็นอย่างไรขึ้นมาเป็นตุเป็นตะ หากวางความคิดลงไปเสียได้ ชีวิตที่เหลืออยู่ก็จะเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาลนี้ได้โดยอัตโนมัติเพราะเส้นแบ่งระหว่างเรากับไม่ใช่เราไม่มีแล้ว นั่นก็คือความหลุดพ้น เพราะฉะนั้นการจะหลุดพ้นเราทำแค่อย่างเดียวคือ แทนที่จะไปสำคัญมั่นหมายว่าความคิดเป็นเรา เราแค่ "วาง" ความคิดลงไปเสีย เราก็หลุดพ้นแล้ว

     ความคิดนี้มีธรรมชาติโผล่ขึ้นมาจากความว่างเปล่าอันกว้างใหญ่ของความรู้ตัว มันมาจากสถานะเดิมที่ไร้รูปไร้ร่องรอย เหมือนเสียงที่โผล่ขึ้นมาจากความกว้างใหญ่ของความเงียบ การจะ "วาง" ความคิด ต้องฝึกปฏิบัติให้ทุกความคิดที่โผล่ขึ้นมาตกอยู่ภายใต้การสังเกตของ "ความสนใจ" (attention) ให้ได้ 100% สังเกตโดยไม่เข้าไปคลุกผสมโรงคิดต่อยอดจนมันหดกลับไปเป็นความว่างอีกครั้ง เพราะความสนใจคือแขนอันทรงพลังของความรู้ตัว เมื่อใดที่มันเผลอเข้าไปผสมโรงคิดต่อยอดความคิด เมื่อนั้นความคิดซึ่งมีธรรมชาติเป็นเพียงเศษขยะชั่วคราวก็จะกลายเป็นสิ่งทรงพลังที่ดูราวกับจะเป็นอมตะขึ้นมาทันที การฝึกนี้ต้องทำอย่างซ้ำซากยาวนานจึงจะเกิดพื้นฐานที่มั่นคงให้วางความคิดได้สำเร็จอย่างสนิท ซึ่งต้องผ่านขั้นกลางคือการเอาความสนใจไปจดจ่อที่อะไรสักอย่างที่ไม่ใช่ความคิดจนทิ้งความคิดได้ชั่วคราวก่อน ซึ่งขั้นกลางที่ว่านั้นก็คือการฝึกสมาธิ

ขั้นตอนของการฝึกสมาธิจากระดับตื้นไปลึก

     หากจะให้ลำดับจากง่ายไปยาก ตื้นไปลึก ในการฝึกสมาธิ ผมพอจะแชร์ได้ว่ามันน่าจะแบ่งเป็นขั้นตอนดังนี้

     ขั้นที่ 1. จดจ่อความสนใจ (attention) อยู่ที่อะไรสักอย่างที่ไม่ใช่ความคิด เช่น จดจ่อที่ลมหายใจ หรือจดจ่อที่พลังงานของชีวิตเช่นผ่านความรู้สึกบนผิวกาย หรือจดจ่อที่ความว่างที่ตรงหน้า เป็นต้น

     ขั้นที่ 2. เกาะติดความสนใจอยู่ที่สิ่งที่จดจ่ออย่างละเอียด จมความสนใจให้ลึกละเอียดลงไป ลึกละเอียดลงไปในสิ่งที่จดจ่อนั้น

     ขั้นที่ 3. จะมีความผ่อนคลายและเบิกบานโผล่ขึ้นมาเอง ซึ่งมันเป็นธรรมชาติของความรู้ตัว เมื่อหมดความคิด ความรู้ตัวก็จะฉายแสงออกมาได้

     ขั้นที่ 4. มีผู้สังเกตรับรู้อยู่ ซึ่งก็คือความรู้ตัวนั่นเอง

          และถ้าสังเกตให้ดี ในขั้นนี้ "เป้า" ของการสังเกตนั้นเป็นส่วนผสมของสามอย่าง คือ (1) คลื่นความสั่นสะเทือนหรือเสียง (2) ภาษาหรือชื่อที่ใช้เรียกเสียงนั้น (3) ความหมายของชื่อนั้นในใจซึ่งถูกนำเสนอต่อเราโดยความจำ ทั้งสามอย่างนี้ผสมกลมกล่อมกันไป เป็นการเล่นระหว่างตัวละครสองตัว คือ "ผู้สังเกต" และ "เป้า"

        ณ จุดนี้ ใจจะสงบนิ่งลง ใสเหมือนผลึกแก้ว ที่รู้ทั้งสิ่งที่ถูกรู้ (ความคิด) ทั้งอาการที่เข้าไปรู้ (ความสนใจ) และทั้งตัวผู้รู้เอง (ความรู้ตัว)

     ขั้นที่ 5. ถ้าฝึกต่อไปด้วยการปล่อยให้ความคิดหดกลับหายไปในความว่างที่มันโผล่ออกมา จนความคิดหมดเกลี้ยง ลมหายใจจะแผ่วลงจนถึงหยุดนิ่งเป็นช่วงๆ เมื่อลมหายใจหยุดนิ่ง ก็จะเหลือแต่ความสนใจจอดนิ่งเงียบอยู่โดยไม่เหลือเป้าอะไรให้จดจ่อรับรู้ แต่ถ้าสังเกตให้ดี ในขั้นนี้แม้จะไม่มีความคิดแล้ว แต่ความจำซึ่งเป็นสำเนาประสบการณ์ต่อสิ่งเร้าเมื่อครั้งเก่าๆนั้นก็ยังซ่อนตัวรอการนำเสนอตัวเองอยู่ที่นั่น ยังไม่ได้หายไปไหน

     ในขั้นนี้ เมื่อจิตมีสมาธิ ปลอดความคิดแล้ว อาจจะเกิดปัญญาญาณหยั่งรู้ขึ้นในรูปของความคิดที่เสนอตัวขึ้นมาโดยเราไม่ได้คิดเองและไม่เกี่ยวกับความจำ มามากบ้างน้อยบ้าง มักมีเนื้อหาสาระแทงตลอดไปถึงสิ่งที่เหตุผลหรือคำแนะนำที่อาศัยภาษาไม่เคยแทงทะลุไปถึงได้ ปัญญาญาณหยั่งรู้ก่อให้เกิดความเข้าใจแบบรับรู้ตรงๆตามที่มันเป็น ซึ่งจะลดความคิดอย่างอื่นที่เป็นการรู้มาผ่านภาษาและตรรกะลงไป เหมือนไฟกองใหญ่จะดับไฟกองเล็กกองน้อยทั้งหลายโดยปริยาย แต่เราจะต้องรู้จักเลือกหยิบเอาส่วนที่ใช้ประโยชน์ได้มาใช้ โดยระวังไม่ไปยึดติดในสิ่งที่ปัญญาญาณนำเสนอ เพราะแม้ตัวปัญญาญาณหยั่งรู้เหล่านี้เองก็มีกำพืดที่แท้จริงเป็นเพียงอีกรูปแบบหนึ่งของความคิด มันจะต้องดับตามความคิดอื่นๆไปจนไม่เหลืออะไรเลย การฝึกสมาธิขั้นต่อไปจึงจะทำได้

      ขั้นที่ 6. เมื่อไม่มีอะไรเหลือให้สังเกตแล้ว ก็ฝึก "วาง" ผู้สังเกตลงไปด้วย ไม่ต้องมีผู้สังเกตแล้ว หมายความว่าวางความรู้ตัวว่าเป็น "ความรู้ตัวของเรา" ลงไปด้วย เหลือแต่ความรู้ตัวที่ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฎขึ้นในความว่างอันกว้างใหญ่ของความรู้ตัวนี้ โดยไม่มีสำนึกว่าเป็นบุคคลเราหรือเขาเข้ามาเกี่ยวข้อง เปรียบเหมือนแสงแดดเป็นหนึ่งเดียวกับทุกอย่างที่มันลูบไล้โดยไม่ไปแปดเปื้อนหรือทุกข์ร้อนกับสิ่งที่มันลูบไล้เหล่านั้น ซึ่งหากฝึกไปมากพอ การ "วาง" แบบสนิทนี้สามารถเกิดขึ้นได้แม้ในขณะลืมตาดำเนินชีวิตประจำวันอยู่

     ในขั้นนี้ เมื่อมีคลื่นความสั่นสะเทือน (เสียง) เกิดขึ้น มีภาษาตามมา แต่ความหมายของชื่อนั้นในความจำจะถูกกรองไม่ให้เอามาตีความชื่อนั้น ความคิดก็ไม่มีที่จะอยู่ เหลือแต่คลื่นความสั่นสะเทือนเป็นเป้าอยู่ในการรับรู้โดยไม่มีความหมายเชิงภาษา นี่แหละที่เรียกว่ารับรู้ตามที่มันเป็น ทำอย่างนี้บ่อยๆเนืองๆ ความรู้ตัวจะค่อยๆยืนหยัดมั่นคง

     ตัวช่วยในการฝึกสมาธิ

     ในทั้งหกขั้นตอนของการฝึกสมาธิจากตื้นไปลึกนี้ ผมพบว่าตัวช่วยที่มีประโยชน์มาก คือ

     1. ความเอาจริงเอาจังมุ่งมั่นฝึกฝนไม่หยุดหย่อนทุกเวลานาทีที่ว่างจากภาระกิจการงานประจำ ใช้เวลานอกเวลาทำงานทั้งหมด รวมทั้งใช้เวลาทำกิจวัตรเช่นอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ขับรถ ออกกำลังกาย กิน ในการฝึกนี้ด้วย

     2. ดำเนินชีวิตในสังคมแบบสร้างมิตรไมตรี มีเมตตา ดีใจสุขใจด้วยกับคนที่มีความสุข นิ่งยอมรับสภาพกับคนที่เขามีความทุกข์ ดำเนินชีวิตอย่างผู้คิดจะให้อะไรคืนแก่โลก ไม่คิดเอาอะไรจากโลกอีกแล้ว

     3. ใช้เทคนิคลดทอนความคิดด้วยการผ่อนคลายร่างกาย (relaxation) ร่วมด้วย เพราะความคิด โดยเฉพาะความคิดลบ มีธรรมชาติสองหน้า หน้าหนึ่งเป็นเนื้อหาสาระในภาษาสมมุติ อีกหน้าหนึ่งแสดงออกเป็นพลังงานในรูปของการหดเกร็งกล้ามเนื้อร่างกาย เมื่อผ่อนคลายร่างกาย ความคิดก็จะแผ่วลงไป

     4. ใช้เทคนิคตามรู้พลังงานของชีวิตร่วมด้วย ด้วยการลาดตระเวณความสนใจไปบนร่างกาย (body scan) หรือไม่ก็ตามรู้พลังงานของชีวิตขณะเคลื่อนไหวร่างกาย เช่นการรำมวยจีน - ไทชิ หรือการทำท่าออกกำลังกายแบบโยคะอาสนะที่เน้นการมีความสนใจความรู้สึกบนร่างกาย (โยคะภาวนา)

     5. ใช้เทคนิคการหายใจเพื่อก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของพลังงานของชีวิตในลักษณะที่จะทำให้จดจ่ออยู่ในสมาธิระดับลึกได้ง่ายขึ้น (ปราณายามา) ซึ่งเป็นเทคนิคที่พวกโยคีเขาทำกัน มีหลายเทคนิคปลีกย่อยซึ่งผมเองก็รู้จักและใช้อยู่เฉพาะบางเทคนิคในบางครั้งเท่านั้น เช่นการหายใจเข้าออกเร็วๆจนเกิดการหยุดหายใจ (CO2 wash-out apnea) แล้วอาศัยช่วงเวลาที่ลมหายใจหยุดนิ่งนั้นจดจ่ออยู่ในสมาธิขั้นละเอียด ซึ่งมีประโยชน์ในการฝึกขั้นตอนที่ต้องทิ้งทั้งผู้สังเกตและสิ่งที่ถูกสังเกต เพราะขณะหยุดหายใจจะไม่เหลืออะไรให้เป็นเป้าของการสังเกต เป็นการเปิดโอกาสให้เรียนรู้ภาวะที่มีแต่ความรู้ตัว ไม่มีอย่างอื่นเลย

     6. ใช้เทคนิคอาศัยการสั่นสะเทือนของเสียงหรือ "มันตรา" ของพวกโยคี เช่นการสร้างการสั่นสะเทือนจากการเปล่งเสียงสวด หรือเสียง "โอม" ก็เป็นวิธีช่วยให้วางความคิดโดยตามพลังงานการสั่นสะเทือนของเสียงเข้าไปถึงความรู้ตัวได้โดยง่าย

    7. กรณีความคิดเดิมซ้ำซากเกิดขึ้น ใช้เทคนิคสอบสวนและลงทะเบียนความคิดลบ (เดิมๆเก่าๆ) สอบสวนเพียงหนึ่งครั้งต่อหนึ่งความคิด (self inquiry) เมื่อความคิดที่สอบสวนแล้วนี้โผล่มาอีกในครั้งหน้าก็ดีดทิ้งได้เลย เป็นเทคนิคของโยคีชื่อ รามานา มหารชี ก็เป็นทางลัดที่ดีมากที่ช่วยไม่ให้หลวมตัวไปกับความคิดเดิมๆซ้ำๆซากๆ

     8. ใช้เทคนิคฟูมฟักสร้างเสริมพลังงานของชีวิต ด้วยการคิดแต่ทางบวก มองทุกอย่างไปทางบวก ยอมรับทุกอย่างที่เดี๋ยวนี้ มองโลกมองชีวิตให้ขบขันบันเทิง กระโดดโลดเต้น ปีนป่าย สำรวจธรรมชาติ ผ่อนคลาย ยิ้มเป็นอาจิณ หัวเราะให้บ่อยๆ กระตือรือล้น สร้างสรรค์ เฉลิมฉลอง ขยันทำอะไรใหม่ๆในชีวิตให้แตกต่างไปจากเมื่อวานนี้ แหกคอก แหกประเพณี บ้าบิ่น เพราะทุกอย่างที่เหมือนเมื่อวานนี้คือวงจรย้ำคิดย้ำทำซ้ำซากซึ่งเป็นรูปแบบของการคิดที่เราติดกับอยู่ แต่กิจสร้างสรรค์ใหม่ๆคือการเปิดให้พลังงานของชีวิตได้เติบโต

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์