31 ตุลาคม 2561

โง่นั่นแหละดี

อาจารย์สันต์ครับ
ผมก็เป็นนศพ.ปีสี่ครับ ผมได้อ่านที่อาจารย์ตอบคำถามเรื่องความกลัวของพี่ปี 6 คนหนึ่งเรื่องจะเอาความกลัวนี้ออกไปจากใจได้อย่างไร ในนั้นมีตอนหนึ่งอาจารย์บอกว่าความสงสัยเป็นความคิดที่ชั่วร้าย ทำนองนี้ ผมอยากถามอาจารย์ว่าแล้วหากเราไม่รู้จักตั้งคำถามหรือไม่สงสัยแล้วค้นหาคำตอบ ปัญญาของเราจะพัฒนาขึ้นไปได้อย่างไรละครับ

...................................................

ตอบครับ

     ผมต้องขอโทษท่านผู้อ่านทั่วไปที่วนเวียนตอบคำถามนักเรียนแพทย์ซ้ำซาก แต่เนื่องจากผมให้ความสำคัญกับจดหมายของแพทย์รุ่นหนุ่มสาวและนักศึกษาแพทย์มากเป็นพิเศษ พวกเขาถามอะไรมาผมจะพยายามตอบหมดหากถามไม่ซ้ำกัน มีสาระบ้าง ไร้สาระบ้างก็จะพยายามตอบ เพราะว่าสมัยผมเป็นนักศึกษาแพทย์ ผมเองก็เคยมีปัญหาชีวิตแทบเอาตัวไม่รอดแล้วก็ไม่รู้จะหันหน้าไปหาใคร

     ผมจำไม่ได้ว่าผมเคยบอกท่านผู้อ่านแฟนบล็อกไปแล้วหรือเปล่า จำได้แต่ว่าเคยพูดกับสมาชิก Spiritual Retreat ว่าตัวผมนี้ได้เลิกอ่านหนังสือไปหมดแล้ว แต่ว่าก่อนหน้าที่จะเลิกนั้นก็ได้อ่านหนังสือมาแล้วบ้างพอสมควรจนสรุปแก่ตัวเองได้แน่ชัดว่าเลิกอ่านเสียดีกว่าที่จะทู่ซี้อ่านต่อไป ไม่ใช่หนังสืออย่างเดียวที่เลิก ทั้งทีวี ภาพยนตร์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ ผมก็เลิกหมด ได้แต่อาศัย ม. สรุปข่าวให้ฟังที่โต๊ะกินข้าว ในบรรดาหนังสือที่เคยอ่านไปไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเล่ม ส่วนใหญ่ลืมเนื้อหาไปหมดแล้ว มีเหลือไม่กี่เล่มที่ยังอยู่ในความทรงจำ และหนังสือ The Brothers Karamazov ของ Dostoyevsky ก็เป็นหนึ่งในนั้น หนังสือเล่มนี้ผมจำได้มีอยู่ตอนหนึ่งพูดถึงว่า "โง่นั่นแหละดี"

     “The more stupid one is, the closer one is to reality. The more stupid one is, the clearer one is. Stupidity is brief and artless, while intelligence squirms and hides itself. Intelligence is unprincipled, but stupidity is honest and straightforward.”

     "คนยิ่งโง่ยิ่งใกล้การบรรลุธรรม ยิ่งโง่ยิ่งมีสายตาโปร่งใส ความโง่เป็นอะไรที่รวบรัดไร้ศิลปะ ขณะที่ความฉลาดปราดเปรื่องนั้นบิดเบือนและซุกซ่อนแม้แต่ต่อตนเอง ความฉลาดคือความทุศีล ขณะที่ความโง่คือความสัตย์ซื่อตรงไปตรงมา"

     ก่อนอื่นเราขีดวงเรื่องที่เราคุยกันว่าเราโฟกัสที่ "โลกุตระ" คือการหลุดพ้นจากกรงความคิดของตัวเองนะ ไม่เกี่ยวกับเรื่อง "โลกิยะ" อย่างเช่นการทำมาหากิน หรือเรื่องการสอบวิชาแพทย์ให้ได้คะแนนดีๆ

     ปัญญาที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้นจากกรงความคิดของคุณเองนั้น ไม่ใช่ปัญญาที่เกิดจากการคิดใคร่ครวญไตร่ตรองเอา ไม่ใช่ intellect แต่เป็นปัญญาญาณ (intuition) หรือการอยู่ๆก็ปิ๊งขึ้นมาเห็นตามที่มันเป็น ซึ่งเกิดสืบเนื่องจากการที่จิตได้อยู่ในภาวะปลอดความคิดแล้วพักหนึ่งก่อน ถ้าคุณมัวแต่ตั้งคำถามแล้วพยายามตอบคำถาม คุณตั้งและตอบให้ตายคุณก็จะยังไม่ไปไหนเว้นเสียแต่ว่าคุณจะรู้จักวิธีตั้งคำถามแบบดึงความสนใจของคุณให้ทิ้งความคิดถอยเข้าอู่มาอยู่กับความรู้ตัว ซึ่งการตั้งคำถามแบบนั้นเป็นเรื่องลึกลับซับซ้อนที่เราไม่มีเวลาพูดถึงกันในวันนี้ วันนี้เราเอากันแต่เรื่องตื้นๆว่าการตั้งคำถามแล้วตอบหมายถึงคำถามทั่วไปคำตอบทั่วไป การมีนิสัยขี้สงสัยถามโน่นถามนี่แล้วคิดหาคำตอบมันเป็นนิสัยธรรมดาของปัญญาชน ตัวผมเองก็เคยตกอยู่วังวนแบบนั้น อ่านหนังสือไปแล้วหลายตู้ จนหนังสือล้นตู้ต้องแอบ ม. เอาไปทิ้งเพราะ ม. ของผมเป็นคนมีนิสัยประหยัดไม่ชอบเห็นใครทิ้งอะไรก็ตามที่ซื้อเข้าบ้านมาแล้ว นอกจากขยันอ่านแล้วผมยังขยันนั่งทำวิปัสนาตามแนวคิดคนทั่วไปในสมัยโน้นด้วย เพราะเชื่อคำสอนของใครต่อใครว่าวิปัสนาคือการนั่งคิดไตร่ตรองใคร่ครวญเอา ผลที่ได้คือมีแต่การบ่มเพาะให้ความคิดนั้นวกวนและขยายตัวขึ้นในหน่วยความจำของตัวเองโดยไม่ยอมหายไปไหน คิดแล้วก็จำไว้ แล้วความจำนั้นก็จะกลับโผล่ขึ้นมาเป็นคำถามให้คิดใหม่ มีแต่คิด คิด คิด ไม่มีทีท่าว่าปัญญาของผมจะพัฒนาเติบโตพาผมไปสู่ความหลุดพ้นจากอะไรใดๆได้เลย มีแต่คอนเซ็พท์ ภาษา ขี้ปาก บ้าๆบอๆสาระพัดรกหัวเต็มไปหมด ไม่มีคำถามไหนจะนำไปสู่คำตอบ มีแต่จะก่อคำถามใหม่ เพราะคำถามเหล่านั้นล้วนถูกชงขึ้นมาโดย "ใจ" ซึ่งจมลึกอยู่ในความเป็นบุคคล มันชงคำถามขึ้นมาเพียงเพื่อจะหลอกล่อให้เราวนเวียนอยู่กับความคิดที่เชื่อว่าความเป็นบุคคลของเรานี้เป็นของจริงอย่างไม่จบสิ้น

     ครูของผมคนหนึ่งซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศสพูดอังกฤษไม่ค่อยชัด พูดกันรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ครูท่านนี้นอกจากจะไม่ตอบคำถามของผมแล้วยังบ้องหูคำถามของผมแต่ละคำให้ตกไปอย่างไม่ปราณีปราศัย เมื่อหมดคำถามโดยครูไม่ให้คำตอบแถมยังทุบคำถามของผมทิ้งเสียหมด ผมก็เลยไม่รู้จะสงสัยอะไรต่อ เมื่อหมดความสงสัยหมดคำถามนั่นแหละ คำตอบจริงจึงจะโผล่มา คือความเงียบนั่นไง หมายถึงว่าเหลืออยู่แต่ความรู้ตัว จึงถึงบางอ้อว่า อ้อ..ความสงสัยนี่เองที่เป็นต้นเหตุให้ผมติดอยู่ในความคิดตั้งนานหลายสิบปี มาไม่ถึงสักที

     เมื่อหมดข้อสงสัย ก็หมดความคิด ความสนใจก็ถอยกลับเข้าอู่จอดของมันซึ่งก็คือความรู้ตัว เมื่อความสนใจจมดิ่งอยู่ในความรู้ตัวซึ่งก็คือความตื่นที่เงียบและนิ่งได้นานพอ ปัญญาญาณก็เกิดขึ้น เพราะความเงียบกับปัญญาญาณนั้นเป็นคนละด้านของเหรียญเดียวกัน หมายความ..ว่ามันเป็นสิ่งเดียวกัน

     ณ ที่เงียบสงัดจากความคิดหรือเงียบจากเสียงนักพากย์ในหัวนี้ ความโง่หรือความฉลาดจะมีค่าเท่ากัน คือมีค่าเท่ากับศูนย์ หรือไม่มีค่าเลย เพราะ ณ ที่ที่ความเป็นบุคคลไม่เหลืออยู่ ที่ตรงนั้นไม่มีภาษา ไม่มีคอนเซ็พท์ ไม่มีการเปรียบเทียบตีความใดๆ โง่กับฉลาดจึงไม่ต่างกัน หมายความว่าการจะมาถึงตรงนี้ได้คุณจะต้องทิ้งการเปรียบเทียบ ทิ้งความฉลาด ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่สังคมสอนคุณมานานยี่สิบกว่าปีว่าความเป็นบุคคลของคุณนี้เป็นของจริงจังต้องปกป้องถนอมกล่อมเกลี้้ยงเสียให้หมดก่อน ตรงนี้มันเป็นโลกลึกลับ เปรียบเหมือนยอดดอยสูงที่จะมองเห็นวิวได้กว้างไกล แต่คนที่จะมาถึงได้ต้องดั้นด้นฝ่าป่าทึบของความสงสัยเคลือบแคลงและจบกิจการขยันตั้งคำถามขยันแสวงหาคำตอบให้ได้เสียก่อน

     เขียนมาถึงตรงนี้ผมนึกขึ้นได้ถึงนิทานอีสปเรื่องกบนักปรัชญากับตะขาบ เรื่องมีอยู่ว่ากบนักปรัชญาออกมาเต้นออกกำลังกายตอนเช้าเห็นตะขาบออกมาเดินเล่นตอนเช้าเช่นกันก็ทึ่งที่ตะขาบมีตั้งร้อยตีนแล้วมันจัดการได้อย่างไรโดยตีนไม่พันกัน เอาตีนไหนออกเดินก่อนเดินกลางเดินหลัง คิดสูตรคณิตศาสตร์อธิบายยังไงก็คิดไม่ออก กบจึงเข้าไปถามตะขาบว่าท่านมีตั้งร้อยตีนท่านจัดการตีนเหล่านั้นอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเข้าขากันได้อย่างไร ตะขาบคิดอยู่พักหนึ่งก็ตอบว่า เออ.. ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แล้วข้าจะหาคำตอบให้นะ วันรุ่งขึ้นกบมาเดินเล่นอีกแต่ก็ต้องประหลาดใจว่าตะขาบตัวนั้นยังอยู่ที่นั่นแบบหมดเรี่ยวหมดแรงไปไหนไม่รอดแถมขาพันกันวุ่น กบถามว่าอ้าว ทำไมยังอยู่ที่นี่อยู่หรือ ตะขาบตอบว่า

     "ก็เพราะแกนั้นแหละ เจ้านักปรัชญาปัญญาอ่อน เดิมข้าก็เดินของข้าได้อยู่ดีๆ แต่พอแกมาถามว่าข้าเดินอย่างไรในหัวข้าตอนนี้จึงมีแต่คำถามของแกและคิดหาคำตอบสาระพัดสาระเพแต่ก็ยังไม่รู้ว่าข้าเดินได้อย่างไร และข้าก็ลืมไปเสียแล้วว่าแต่เดิมข้าเดินจากบ้านมานี่ได้อย่างไร"

     ฮะ ฮะ ฮ่า ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น

     อนึ่ง ในขณะที่ผมบอกคุณว่าอย่าเที่ยวสงสัยอะไร ผมไม่ได้หมายความว่าให้คุณปักใจเชื่ออะไรสักอย่างนะ เมื่อผมบอกคุณว่าให้หัดไว้ใจจักรวาลเสียบ้าง คำว่า "ไว้ใจ (trust)" ผมหมายถึงให้คุณปลดปล่อยความกลัวออกไปจากใจ ไม่ได้หมายถึงให้คุณ "เชื่อ (belief)" ฝังหัวในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือในคอนเซ็พท์ใดคอนเซ็พท์หนึ่ง ไว้ใจกับเชื่อไม่เหมือนกันนะ..ย้ำ ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญ "ไว้ใจ" ทำให้คุณปล่อยวางความคิดหวาดระแวงหรือการมุ่งปกป้องความเป็นบุคคลของคุณ แต่ "เชื่อ" ทำให้คุณยึดถือความคิดใดความคิดหนึ่งไว้มั่น คนเรารักกันได้เพราะไว้ใจกัน แต่เกลียดกันฆ่ากันตายได้ทีละเป็นเบือเพราะความเชื่อไม่เหมือนกัน ความเชื่อฝังหัวในความคิดหรือคอนเซ็พท์ใดๆเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้คุณไม่หลุดพ้น แท้จริงแล้วความสงสัยกับความเชื่อนั้นมันก็คือสิ่งเดียวกัน ความสงสัยคือความไม่เชื่อ ความไม่เชื่อก็คือความเชื่อว่าสิ่งนั้นไม่เป็นความจริง ทั้งหมดนี้มันล้วนเป็นความคิด ที่ผมว่าความสงสัยมันเป็นความคิดชนิดอันตรายก็เพราะมันสามารถดึงคุณให้หลงอยู่ติดในป่าของความคิดได้นานมาก ยิ่งอีโก้ของคุณแรงตัวตนของคุณแยะ หมายความว่ายิ่งคุณภาคภูมิใจเหลือเกินว่าคุณเป็น "คน" ฉลาด เป็นคนเก่ง คุณยิ่งจะติดอยู่ในป่าของความคิดไปนาน..น แสนนาน

     ดังนั้นผมรับประกันว่าคุณไม่ต้องกลัวว่าจะโง่ถ้าคุณเลิกสงสัยอะไรเสีย ปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปอย่างอิสระเสรีตามธรรมชาติของมัน เรียนรู้ชีวิตจากประสบการณ์จริง อย่ายอมให้ความคิดยึดถือหรือ fixed idea ที่สังคมพร่ำสอนกรอกหูคุณมานำทางชีวิต หรือหากจะพูดอีกอย่างก็พูดแบบดอสโตแยฟสกี้ก็ได้ว่า..

     "โง่นั่นแหละดี"

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

30 ตุลาคม 2561

ผมจะรักษาเบาหวานด้วยการอดอาหารได้ไหม

คุณหมอสันต์ที่นับถือครับ

ผมเป็น fc คุณหมออย่างเงียบมานาน ผมเป็นเบาหวาน ได้อ่านบล็อกและฟังยูทูปของคุณหมอและทำตามในเรื่องการกินการออกกำลังกาย เดิมผมฉีดยาควบกินยาอีกสองตัว ตอนนี้ผมหยุดยาฉีดได้แล้ว แต่น้ำหนักผมยัง 94 กก. (ลงมาจาก 112 กก.) มีอยู่วันหนึ่งผมไม่มีอารมณ์จะทานอะไรจึงไม่ทานเลยทั้งวัน วันรุ่งขึ้นปรากฎว่าน้ำตาลในเลือดผมลงมาดีมาก อยู่ที่ 126 มันไม่เคยลงต่ำได้ขนาดนี้เลย ผมจึงมีความคิดว่าน่าจะใช้วิธีอดอาหารควบไปด้วยในการรักษาเบาหวาน ได้ปรึกษาหมอเบาหวานที่รักษาอยู่เธอบอกว่าห้ามทำเด็ดขาดจะมีอันตรายถึงชีวิตเพราะน้ำตาลในเลือดต่ำ ผมอยากถามคุณหมอสันต์ว่าถ้าผมจะลองทำเองจะได้ไหม มีอะไรต้องระวังเป็นพิเศษบ้างครับ เคยมีการทำวิจัยรักษาเบาหวานด้วยการอดอาหารมาก่อนที่ผมพอจะเอาเป็นตัวอย่างได้บ้างหรือเปล่า

......................................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าเป็นเบาหวานจะลองรักษาด้วยการอดอาหารจะได้ไหม ตอบว่าทำไมจะไม่ได้ละครับ นี่เป็นประเทศเสรีประชาธิปไตยคุณอยากลองทำอะไรที่ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนคุณก็ทำได้อยู่แล้ว

     2. ถามว่าอดอาหารแล้วจะมีอันตรายอะไรไหม ตอบว่าก็อย่างที่คุณหมอของคุณบอกนั่นแหละ คุณกินยาลดน้ำตาลในเลือดอยู่แล้วจู่ๆไปอดอาหาร มันก็อาจเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเฉียบพลัน (acute hypoglycemia) อย่างเบาะก็ใจหวิวใจสั่น อย่างหนักก็ชักน้ำลายฟูมปากตายไปเลย

     3. ถามว่าต้องระวังเป็นพิเศษอย่างไร ตอบว่าให้ทำสี่อย่าง คือ (1) หยุดยาเบาหวานทุกตัวตั้งในระหว่างอดอาหาร (2) พกอาหารที่ให้แคลอรี่สูงและเพิ่มน้ำตาลในเลือดได้เร็วเช่นขนมหวานติดตัวไว้ (3) คอยสังเกตอาการของตัวเอง เมื่อรู้สึกใจสั่นหวิวๆหน้ามืดจะเป็นลมก็รีบกิน (4) สั่งเสีย..เอ๊ยไม่ใช่ บอกคนใกล้ชิดว่าถ้าตัวเองเป็นลมต้องเข้าโรงพยาบาลให้บอกหมอเขานะว่าเป็นเบาหวานและวันนี้อดอาหารทั้งวัน

     4. ถามว่าเคยมีงานวิจัยรักษาเบาหวานด้วยการอดอาหารไหม ตอบว่างานวิจัยอย่างเป็นกิจจะลักษณะไม่เคยมี แต่เคยมีหมออังกฤษคนหนึ่งเขียนเป็นรายงานผู้ป่วยไว้ในวารสารการแพทย์อังกฤษ (BMJ) ว่าเขารักษาคนไข้เบาหวานของเขาสามคน อายุ 40-67 ปีซึ่งใช้ทั้งยากินยาฉีดและมีความดันสูงไขมันสูง  ด้วยการให้อดอาหารแบบวันเว้นวัน วันที่อดนั้นไม่ให้กินอะไรเลย 24 ชั่วโมงนอกจากน้ำที่มีแคลอรี่ต่ำมากเช่นน้ำเปล่า ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล และให้กินมื้อเย็นมื้อเดียวแบบมีแคลอรี่ต่ำมากเช่นน้ำต้มซุปผัก ทำอยู่อย่างนี้นาน 10 เดือน ผลปรากฎว่าคนไข้ทั้งสามคนน้ำตาลในเลือดลดลง น้ำหนักลดลง พุงยุบลง เลิกยาฉีดได้หมด และสองคนเลิกยากินได้หมด ซึ่งคนไข้ก็ชอบอกชอบใจและสาบานตนว่าจะกินอาหารแบบนี้ต่อไปไม่มีกำหนด ทั้งหมดนี้อย่าลืมว่าเป็นข้อมูลจากคนไข้แค่สามคนนะ ไม่ใช่ผลวิจัยเต็มรูปแบบ   
     ในวงการแพทย์ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ว่าเมื่อเทียบคนอ้วนที่เป็นเบาหวานที่รักษาด้วยยาตามปกติกับคนที่ไปผ่าตัดมัดเอากระเพาะอาหารส่วนใหญ่ทิ้ง bariatic surgery (ให้กินได้น้อยๆจะได้ผอมซะที) เมื่อตามดูห้าปีพบว่าคนอ้วนที่ผ่าตัดลดขนาดกระเพาะเลิกยาเบาหวานได้และน้ำตาลในเลือดลดลงดีกว่าคนที่ไม่ได้ผ่าตัด อันนี้อาจเป็นข้อมูลทางอ้อมที่บอกว่าการอดอาหารอาจช่วยรักษาเบาหวานได้

     ส่วนนอกวงการแพทย์แผนปัจจุบันหรือวงการแพทย์ทางเลือกนั้นมีการรักษาโรคด้วยการอดอาหารกันมานานหลายสิบปีแล้ว ย้อนหลังไปประมาณสามสี่ปี ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมรีสอร์ทสุขภาพแห่งหนึ่งชื่อ True North Health Center ที่ทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐฯ จุดประสงค์เพื่อจะไปคุยกับเพื่อนคนหนึ่งชื่อไมเคิล แคลปเปอร์ ซึ่งเป็นหมอแพทย์ระดับสว. (สูงวัย) อยู่ที่นั่น ไปถึงก็ได้เห็นโดยบังเอิญว่าที่นั่นเขารักษาคนไข้โรคไม่ติดต่อเรื้อรังสาระพัดโรครวมทั้งโรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน ภูมิแพ้ สะเก็ดเงิน ข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นต้น ด้วยวิธีการให้อดอาหารลูกเดียว อดทุกชนิดดื่มได้แต่น้ำเปล่า บางคนอดเจ็ดวัน บางคนอดสิบห้าวัน ที่อดกันนานที่สุดคือ 47 วัน มีคนไข้เดินกะย่องกะแย่งอยู่ในนั้นประมาณสิบกว่าคน เข้าใจว่าเดินเร็วไม่ได้เพราะไม่มีแรง เรื่องความปลอดภัยไม่มีปัญหาเพราะเขามีแพทย์ประจำดูแล ในแง่ผลการรักษานั้นเขาก็คุยว่าวิธีการรักษาของเขาได้ผลดีอย่างโน้นอย่างนี้แต่ไม่เคยตีพิมพ์ไว้เป็นผลวิจัยในวารสารการแพทย์

     สำหรับท่านผู้อ่านท่านอื่นที่เป็นเบาหวานรุนแรง ในการรักษาโรคเบาหวานด้วยอาหารให้ได้ผลนั้นเท่าที่มีหลักฐานวิจัยสนับสนุนคือการกินอาหารเจแบบไม่ผัดไม่ทอด (low fat vegan) โดยไม่มีการบังคับให้อดอาหารสามารถเลิกยาเบาหวานได้เกือบครึ่งหนึ่งในหกเดือน ส่วนการลดปริมาณอาหารหรืออดอาหารนั้น ผมแนะนำว่าหากท่านเป็นคนที่มีแคลอรี่เกิน หมายความว่าอ้วน หรือมีพุง หรือมีไขมันในเลือดสูงอยู่แล้ว หากจะลองลดอาหารหรืออดอาหารไม่ว่าด้วยสูตรใดก็โอเค.นะครับ แต่สำหรับท่านที่ผอมเป็นปลาเค็มอยู่แล้ว อย่าริอ่านรักษาโรคด้วยการอดอาหารเลยเอาแค่กินให้พอดีดีกว่า  

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์  

บรรณานุกรม

1. Furmli S, Elmasry R, Ramos M, Fung J. Therapeutic use of intermittent fasting for people with type 2 diabetes as an alternative to insulin. BMJ Case Reports, 2018; bcr-2017-221854 DOI: 10.1136/bcr-2017-221854
2. Schauer PR1, Bhatt DL1, Kirwan JP1, Wolski K1, Aminian A1, Brethauer SA1, Navaneethan SD1, Singh RP1, Pothier CE1, Nissen SE1, Kashyap SR1; STAMPEDE Investigators. Bariatric Surgery versus Intensive Medical Therapy for Diabetes - 5-Year Outcomes. N Engl J Med. 2017 Feb 16;376(7):641-651. doi: 10.1056/NEJMoa1600869.
3. Barnard, N.D., et al., A low-fat vegan diet improves glycemic control and cardiovascular risk factors in a randomized clinical trial in individuals with type 2 diabetes. Diabetes Care. 2006 Aug;29(8):1777-83.



29 ตุลาคม 2561

ลูกสะใภ้ในบ้านแม่ผัว จะเชื่อสมอง หรือเชื่อหัวใจ

หนูกับแฟนเพิ่งแต่งงานกัน เราไปฮันนิมูนที่ ... มีความสุขมาก หนูมีความร่าเริงในความรักและการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับแฟน พอกลับจากฮันนิมูน เข้าเรือนหอ ซึ่งเป็นบ้านของแฟน (เขาเป็นลูกชายคนเดียว ครอบครัวเขาเป็นจี๊น จีน) หนูเริ่มรู้สึกว่าชีวิตมีแต่ความอึดอัดขัดข้อง ไม่ใช่เฉพาะหนูนะคะ หนูสังเกตว่าแฟนหนูเวลาอยู่ในบ้านเขาเหมือนหุ่นยนต์ไม่เหมือนคนที่ไปฮันนิมูนกับหนู หนูคิดมาก จนบางวูบหนูคิดลบกับพ่อแม่ของแฟน สุขภาพหนูก็เริ่มแย่ หนูท้องผูกขับถ่ายไม่ออก นอนตื่นกลางดึกแล้วหลับต่อไม่ได้ หนูอยากจะย้ายออกไปอยู่กันเองข้างนอก แต่มันเป็นไปไม่ได้เพราะหนูรับปากกับแม่ของเขา ก่อนแต่งงานกันแม่ของเขาบอกหนูว่าแต่งแล้วต้องมาอยู่ที่บ้านเขานะเพราะแม่มีลูกชายคนเดียว หนูก็รับปาก แต่ถ้าใช้ชีวิตต่อไปในบ้านนี้ หนูคงตายแน่
คุณหมอคะ หนูจะทำอย่างไรดี

........................................................................

ตอบครับ

     นี่เป็นตัวอย่างที่ดีของความแตกต่างระหว่างมู้ดที่ขับเคลื่อนโดยหัวใจ คือมู้ดฮันนิมูน ซึ่งมีแต่ความรัก ความร่าเริง สดใส สร้างสรรค์ มีชีวิตชีวา กับมู้ดที่ขับเคลื่อนโดยสมอง คือมู้ดลูกสะใภ้ในบ้านแม่ผัว

     ในมู้ดที่ควบคุมโดยสมอง คุณจะเต็มไปด้วยความคิด สมองของคนเราทำงานเหมือนนักเรียนแก้โจทย์พีชคณิต ตั้งต้นโจทย์ยาวเชียว ต้องเขียนสมาการเป็นขั้นๆแล้วใช้ตรรกเชิงคณิตศาตร์ไล่ขั้นตอนลงไป จนสามารถตัดสมการที่ยาวเฟื้อยนั้นเหลือสั้นลงๆและได้คำตอบที่ถูกต้องในบรรทัดสุดท้าย แต่อย่าเผลอทำผิดในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งแม้เพียงนิดเดียวนะ เพราะผิดนิดเดียวแค่นั้นทั้งข้อผิดหมดเลย การอยู่ในมู้ดที่ขับเคลื่อนโดยสมองมันจึงเครียด

     ส่วนหัวใจ หรือ "ใจ" ทำงานอีกแบบหนึ่ง ไม่ใช่แบบแก้โจทย์พีชคณิต แต่ทำงานแบบวัดพลังงานการสั่นสะเทือน หัวใจใช้หลักง่ายๆว่าที่ไหนมีพลังงาน ที่นั่นมีชีวิต ตรงไหนไม่มีพลังงาน ตรงนั้นไม่มีชีวิต เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นในชีวิต มีคำถามว่าจะเอาไงกับเรื่องนี้ดี หัวใจจะวัดพลังงาน หมายความว่าชีวิตเรานี้มันจุ่มแช่อยู่ในสนามพลังงานอยู่แล้ว ถ้าเรื่องนั้นทำให้พลังงานเหือดแห้งไปก็เป็นคำตอบว่าอย่าไปยุ่งเลย แต่ถ้าเรื่องไหนวัดได้พลังงานกระตือรือล้นเพิ่มล้นปรี่ก็หมายความว่าเรื่องนี้ใช่แน่เลย ลุยเถอะ

     เมื่อใดคุณอยู่ในมู้ดของฮันนิมูน มันเป็นโลกของหัวใจ คุณสร้างสรรค์ เมื่อใดคุณอยู่ในมู้ดของความคิด คุณมีแนวโน้มจะเป็นผู้ทำลายอะไรก็ตามที่ขวางหน้าเพื่อบรรเทาความกลัวของคุณ บนความเชื่อว่าคุณเป็นตัวตนที่แยกออกมาเป็นคนละสิ่งคนละอันจากชีวิตอื่น คำว่า "หลอมรวม" ที่เกิดขึ้นในใจของคุณเมื่อตอนฮันนิมูนมู้ดนั้น พอมาอยู่ในอาณัติของสมองคำนั้นไม่มีแล้ว มีแต่คำว่า "แบ่งแยก" และ "ปกป้องตัวเอง"

     ผมไม่แปลกใจที่คุณบ่นว่าสุขภาพของคุณแย่ เพราะทุกเซลของร่างกายรับคำสั่งมาจากภายนอกเซล สัญญาณคำสั่งถึงเซลร่างกายมีส่วนน้อยมาจากใจ ส่วนใหญ่มาจากสมองซึ่งมาจากความจำอีกต่อหนึ่ง ถ้าสัญญาณบ่งบอกถึงความกลัว เซลก็ทำงานปั่นป่วนวุ่นวาย แล้วคุณก็เจ็บป่วย

          ระบบการศึกษาที่ไปผิดทางทำให้คนสมัยใหม่ที่มีการศึกษาสูงถูกโปรแกรมให้เชื่อสมองมากกว่าเชื่อหัวใจ เมื่อเชื่อสมองมาก ความกลัวก็พอกพูน ปัญหาของชุมชน "แม่ผัวลูกสะใภ้" อยู่ตรงที่มันเป็นชุมชนของคนที่ต่างก็ขี้กลัว เมื่อคนขี้กลัวมาอยู่กับคนขี้กลัว การห้ำหั่นกันภายในชุมชนก็พร้อมจะเกิดได้ทุกเมื่อ เพราะความกลัวทำให้แต่ละฝ่ายต่างมุ่งปกป้องความเป็นบุคคลหรือ "อีโก้" ของตัวเอง ไม่สนใจการหลอมรวมหรือเชื่อมโยงเข้าหากันแล้ว ความกลัวทำให้ทุกคนกระโดดลงหลุมหลบภัยของตัวเอง แล้วตายคาอยู่ในนั้นเพราะขาดการเชื่อมต่อหรือขาดพลังช่วยเหลือจากภายนอก พลังงานเก่าที่มีอยู่ก็หมดไปกับการเฝ้าระวังปกป้องอีโก้ของตัวเอง

     ผมแนะนำให้คุณเปลี่ยนความคิดของคุณเสียใหม่ เปลี่ยนหลักคิดที่ยึดกุมเสียใหม่ ทิ้งมู้ดของสะไภ้ในบ้านแม่ผัวไปเสีย มาอยู่ในมู้ดของเจ้าสาวกำลังฮันนิมูน ทิ้งสมอง มาอยู่กับหัวใจ เอ็นจอยวันนี้ วันที่ได้มาร่วมชีวิตกับผู้ชายน่ารัก ได้มีโอกาสเกิดมาอยู่ในโลกที่สวยงาม สุขกับชีวิตให้เต็มที่ สร้างสรรค์ให้เต็มที่ ฮันนิมูนกับทุกโมเมนต์ของชีวิต มันไม่ได้เกิดขึ้นได้เพราะอุบัติเหตุนะ แต่มันเกิดขึ้นได้เพราะการฝึกจนคุณสามารถเป็นเจ้าของกลไกที่จะอยู่ในฮันนี่มูนมู้ดได้ตลอดเวลา

     "แกล้งทำไป จนมันกลายเป็นคุณจริงๆ"

     "Fake it until you make it"

     คุณอาจจะต้องทำมากหน่อย เพราะสมองของคนเราถูกโปรแกรมให้ขี้กลัว ขี้สงสัย และขี้ขาดแคลน ยิ่งถ้าเป็นลูกสะไภ้สมองก็จะถูกโปรแกรมอย่างแรงให้กลัวแม่ผัว การจะพาตัวเองออกจากตรงนั้นมาอยู่ในมู้ดของฮันนิมูนซึ่งมีแต่ความรัก ความร่าเริง ความสุขที่เหลือเฟือจะเผื่อแผ่และพลังที่เหลือล้นพร้อมที่จะสร้างสรรค์ มันก็ต้องทำมากหน่อย แต่ทำซ้ำๆแล้วมันจะกลายเป็นจิตใต้สำนึก มันจะไล่ที่ความขี้กล้ว ขี้สงสัย และขี้ขาดแคลนของคุณได้ เริ่มต้นด้วยอะไรเล็กน้อยๆในบ้านของแม่ผัวที่คุณชอบหรือมีความตื่นเต้นที่จะได้ทำ ที่จะได้เป็นผู้ "ให้" ก่อน เริ่มจับที่ตรงนั้น แล้วลงมือทำโดยไม่ต้องคำนึงถึงเหตุผล ไม่คำนึงถึงผลลัพท์ ทำไปเพราะความรัก เพราะความอยากให้ การให้มันไม่ยากดอก ยิ่งให้โดยไม่หวังอะไรตอบแทนยิ่งไม่ยาก แค่ยิ้ม คุณก็เป็นผู้ให้แล้ว ทำเหมือนคนทำงานอดิเรกไม่ได้หวังอะไร คิดเสียว่าผลลัพท์มันจะเป็นศูนย์ ทำอย่างนี้แล้วในชีวิตจริงผลลัพท์ดีๆมันจะตามมาเอง

     พอคุณเปลี่ยนมู้ดหรือความเชื่อของคุณได้แล้ว ทิ้งความกลัวสาระพัดเสียได้แล้ว ความเป็นจริงนอกตัวจะเปลี่ยนไปเอง คุณอาจจะคิดว่า ไม่เห็นจะเกี่ยวกันตรงไหน ความคิดของคนคนหนึ่งมันเป็นคนละเรื่องกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัวคนคนนั้นไมใช่หรือ เพราะคุณไม่รู้ว่าคุณเป็นผู้สร้างความเป็นจริงรอบตัวขึ้นจากความกลัวของคุณเอง ไม่ว่าในระดับจิตสำนึกหรือจิตใต้สำนึก ทั้งหมดนั้นมันเกิดจากความกลัวว่ามันจะเกิด หรือความเชื่อว่ามันจะเกิดทั้งนั้นแหละ

     เรื่องการคิดอ่านแยกออกไปตั้งครอบครัวนอกเขตอิทธิพลของแม่ผัวนั้น ยังไม่ต้องไปกังวลตอนนี้ ถ้าจะทำจริง ยังไงมันก็ต้องทำได้ในที่สุด แต่ผมแนะนำว่านั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญเร่งด่วน เรื่องสำคัญเร่งด่วนคือคุณทำเรื่องเปลี่ยนจากมู้ดลูกสะใภ้ในบ้านแม่ผัวมาเป็นมู้ดฮ้นนิมูนให้ได้ก่อน เปลี่ยนการเชื่อสมองมาเชื่อหัวใจคุณให้ได้ก่อน ถ้าทำแล้วมันไม่เวอร์คค่อยถึงคิดอ่านหาทางแยกครอบครัวออกไปตั้งหลักแหล่งข้างนอกอย่างบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น ในภายหลัง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

26 ตุลาคม 2561

การตั้งครรภ์จำเป็นต้องตรวจการทำงานต่อมไทรอยด์ไหม

กราบเรียนคุณหมอสันต์
หนูแต่งงานมาสองปีแล้วแต่คุมอยู่ ตอนนี้หยุดคุมเพราะพร้อมจะมีลูกแล้ว พอประจำเดือนขาดก็ไปหาหมอสูตินรีเวชที่รพ. ... หมอบอกว่าตั้งครรภ์และก็เริ่มฝากครรภ์ แต่ตอนตรวจเลือดหนูไม่เห็นหมอสั่งตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ หนูถามหมอบอกว่าไม่จำเป็นต้องตรวจ คุณพ่อคุณแม่หนูแนะนำให้เขียนมาถามคุณหมอสันต์ค่ะ
หนูึขอรบกวนนะคะ และจะรอ

..............................................

ตอบครับ

     ผมหยิบจม.ของคุณขึ้นมาตอบเป็นฉบับแรกหลังจากกลับจากท่องเที่ยว ทั้งที่จดหมายของคุณเพิ่งเข้ามา เพราะเห็นว่าคุณจำเป็นต้องรีบเอาคำตอบไปใช้
   
     เรื่องการจะตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ (TSH, FT4) ในหญิงตั้งครรภ์ดี หรือไม่ตรวจดี เป็นประเด็นที่แม้แต่แพทย์เองก็เถียงกันไม่ตกฟาก บางประเทศ (เช่นสเปญ จีน โปแลนด์) บังคับให้ตรวจหมด บางประเทศไม่ตรวจ สัจจธรรมในเรื่องนี้ มีดังนี้

     1. ข้อที่ว่าฮอร์โมนไทรอยด์จำเป็นต่อการตั้งครรภ์และพัฒนาการของทารกนั้นเป็นของแน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์

     2. ความผิดปกติในการทำงานของต่อมไทรอยด์พบได้ในหญิงตั้งครรภ์ในระดับบ่อย (common) นั่นก็เป็นของแน่

     3. ในกรณีหญิงตั้งครรภ์เป็นโรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย (hypothyroid) ระดับจ๋าๆมีอาการแล้ว การให้ฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทนแก่แม่จะป้องกันการเกิดปัญญาอ่อนในเด็กทารกได้ นั่นก็เป็นของแน่

     4. การตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ขณะตั้งครรภ์ไม่ได้ยากเย็นแค่เจาะเลือดดูก็รู้แล้ว นั่นก็เป็นของแน่

     5. สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่มีอาการบ่งบอกว่าต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย แต่ตรวจพบว่าต่อมทำงานน้อย (subclinical hypothyroidism) ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของการตรวจคัดกรองขณะตั้งครรภ์ การทดแทนฮอร์โมนตั้งแต่ระยะแรกของการตั้งครรภ์จะลดอุบัติการเกิดโรคง่าวหรือโรคเอ๋อในเด็กทารกได้หรือไม่นั้นยังเป็นของไม่แน่ จะรู้ให้แน่ก็ต้องทำวิจัยเอาหญิงตั้งครรภ์มาจับฉลากแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้ตรวจไทรอยด์เสียตั้งแต่ก่อตั้งครรภ์ อีกกลุ่มหนึ่งไม่ตรวจ แล้วตามดูความง่าวของลูกที่จะเกิดมาว่าใครจะมีลูกง่าวมากกว่ากัน ซึ่งงานวิจัยแบบนี้มันไม่มีวันจะเกิดขึ้นได้เพราะไม่มีคนสมัครเข้าทำวิจัยเนื่องจากหากไปอยู่ในกลุ่มไม่ตรวจไทรอยด์แล้วเกิดได้ลูกง่าวแล้วก็ซวยสิคะท่านสารวัตร ดังนั้นวงการแพทย์จะต้องอยู่กับความง่าว..เอ๊ย ความไม่รู้ในประเด็นนี้ต่อไปอีกชั่วกัลปาวสาน

     เรื่องการตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ในหญิงมีครรภ์นี้อย่ามารอคำแนะนำมาตรฐาน (guidelines) เพราะมันไม่มี และจะไม่มีไปตลอดกาล ดังนั้นใครใคร่ตรวจก็จงตรวจเถิด ใครไม่ใคร่ตรวจก็ไม่ต้องตรวจ แต่ถ้าเป็นลูกสาวของหมอสันต์ตั้งครรภ์ (ตอนนี้หมอสันต์มีลูกสาวจริงๆตัวเป็นๆแล้วนะ) หมอสันต์จะให้ตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์แน่นอน เพราะหมอสันต์มีเงินพอจ่ายค่าตรวจ (หิ..หิ พูดเล่น) เหตุผลที่แท้จริงที่หมอสันต์สนับสนุนให้ตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ในหญิงก่อนตั้งครรภ์เป็นอาจิณนั้นเพราะ

     1. อุบ้ติการณ์เป็นโรคไฮโปไทรอยด์แบบชัดๆจ๋าๆเลยนั้นมีประมาณ 0.2-0.6% ซึ่งส่วนนี้ไม่มีปัญหาเพราะคนไข้มีอาการโต้งๆจึงวินิจฉัยได้ง่ายและรักษาได้เลย แต่ยังมีอีกประมาณ 2 -3% ที่เป็นไฮโปไทรอยด์ระดับไม่มีอาการ (TSH สูง FT4 ปกติ) ซึ่งถือว่าเป็นอุบัติการณ์ที่พบบ่อยพอสมควร และยังมีอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำแบบที่ภาษาแพทย์เรียกว่า hypothyoxinemia (TSH ปกติแต่ FT4 ต่ำ) ซึ่งมีอุบัติการณ์ประมาณอีก 2% สองกลุ่มนี้แหละที่ถ้าไม่ตรวจเลือดก็ไม่รู้

     2. มีหลักฐานเชิงระบาดวิทยาที่แน่ชัดว่าการที่หญิงตั้งครรภ์มีความผิดปกติในการทำงานของต่อมไทรอยด์ระดับไม่มีอาการก็ดี หรือมีภูมิคุ้มกันตัวเองต่อต้านต่อมไทรอยด์ต้วเอง (anti TPO) ก็ดี มีความสัมพันธ์กับการคลอดก่อนกำหนดสูงขึ้น งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร J Clin Endocrinol Metab. การตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์จะทำให้พบภาวะดังกล่าวนี้และรักษาเสียก่อนได้ ก็จะลดอุบัติการณ์คลอดก่อนกำหนดลงได้ นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งงานวิจัยแบบเมตาอานาไลซีสที่พบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นไฮโปไทรอยด์ระดับไม่มีอาการมีอุบัติการแท้งบุตรมากกว่าหญิงปกติ

    4.  มีหลักฐานเชิงระบาดวิทยาที่ตีพิมพ์ไว้ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ว่าเมื่อติดตามดูบุตรของหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นไฮโปไทรอยด์ระดับไม่มีอาการที่ไม่ได้รับการรักษา พบว่าเด็กเหล่านั้นโตขึ้นจะมีคะแนนความฉลาด (IQ) ต่ำกว่าเด็กที่แม่มีการทำงานของต่อมไทรอยด์ปกติเฉลี่ย 2-7 คะแนน คือพูดง่ายๆว่าลูกของหญิงที่เป็นไฮโปไทรอยด์ระดับไม่มีอาการง่าวกว่าเด็กทั่วไป

     อย่างไรก็ตาม ได้มีงานวิจัยสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบสองงานที่ทดลองให้หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นไฮโปไทรอยด์ระดับไม่มีอาการกินฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทนโดยให้เริ่มกินตั้งแต่สัปดาห์ที่ 13-16 ของการตั้งครรภ์เปรียบเทียบกันระหว่างพวกกินยาจริงกับพวกกินยาหลอก แล้วตามดูบุตรของพวกเธอพบว่าบุตรของหญิงที่ได้กินยาฮอร์โมนจริงก็ไม่ได้ฉลาดขึ้นมากกว่าหญิงที่กินยาฮอร์โมนหลอกแต่อย่างใด สองงานวิจัยนี้เป็นที่มาของมาตรฐานปัจจุบันว่าการให้หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นไฮโปไทรอยด์ระดับไม่มีอาการกินฮอร์โมนไม่มีประโยชน์ เมื่อจะไม่ให้กินยา ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจเลือด

     แต่หมอสันต์แย้งว่าในงานวิจัยทั้งสองงานนั้นมาตั้งต้นให้ยาหลังจากตั้งครรภ์มาได้เกิน 13 สัปดาห์ไปแล้ว โธ่ มันจะไปทันกินอะไรละครับ เพราะกลไกการทำงานของฮอร์โมนไทรอกซินในการเสริมสร้างระบบประสาทและสมองแก่ทารกนั้นมันทำงานในสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์ มันต้องตั้งต้นให้ยาตั้งแต่แรกแต่งงานหรือเมื่อเลิกคุมกำเนิดและคิดจะมีบุตร จึงจะเห็นผล

    กล่าวโดยสรุป มิใยว่า guidelines หรือสูตินรีแพทย์จะว่าอย่างไร แต่หากลูกสาวของหมอสันต์จะตั้งครรภ์ หมอสันต์จะให้ตรวจดูการทำงานของต่อมไทรอยด์ (TSH, FT4) แน่นอน จะให้ตรวจเสียตั้งแต่เริ่มคิดจะมีบุตรโน่นเลยยิ่งดี แต่ถ้าเผลอป่องออกมานานเกิน 13 สัปดาห์ไปแล้วก็ไม่ต้องตรวจ ตรวจไปก็ไลฟ์บอย เพราะยังไงๆก็จะได้ลูกง่าวเหมืยนเดิม

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม
1. Taylor PN, Zouras S, Min T, Nagarahaj K, Lazarus JH and Okosieme O (2018) Thyroid Screening in Early Pregnancy: Pros and Cons. Front. Endocrinol. 9:626. doi: 10.3389/fendo.2018.00626
2. Korevaar TI, Schalekamp-Timmermans S, de Rijke YB, Visser WE, Visser W, de Muinck Keizer-Schrama SM, et al. Hypothyroxinemia and TPO-antibody positivity are risk factors for premature delivery: the generation R study. J Clin Endocrinol Metab. (2013) 98:4382–90. doi: 10.1210/jc.2013-2855
3. Haddow JE, Palomaki GE, Allan WC, Williams JR, Knight GJ, Gagnon J, et al. Maternal thyroid deficiency during pregnancy and subsequent neuropsychological development of the child. N Engl J Med. (1999) 341:549–55. doi: 10.1056/NEJM199908193410801
4. Pop VJ, Brouwers EP, Vader HL, Vulsma T, van Baar AL, de Vijlder JJ. Maternal hypothyroxinaemia during early pregnancy and subsequent child development: a 3-year follow-up study. Clin Endocrinol. (2003) 59:282–8. doi: 10.1046/j.1365-2265.2003.01822.x
5. Korevaar TIM, Tiemeier H, Peeters RP. Clinical associations of maternal thyroid function with foetal brain development: Epidemiological interpretation and overview of available evidence. Clin Endocrinol. (2018)89:129-38. doi: 10.1111/cen.13724
6. Lazarus JH, Bestwick JP, Channon S, Paradice R, Maina A, Rees R, et al. Antenatal thyroid screening and childhood cognitive function. N Engl J Med. (2012) 366:493–501. doi: 10.1056/NEJMoa1106104
7. Casey BM, Thom EA, Peaceman AM, Varner MW, Sorokin Y, Hirtz DG, et al. Treatment of subclinical hypothyroidism or hypothyroxinemia in pregnancy. N Engl J Med. (2017) 376:815–25. doi: 10.1056/NEJMoa1606205

24 ตุลาคม 2561

ขับรถเที่ยวดูใบไม้เปลี่ยนสีที่เวอร์มอนต์

     เที่ยวนี้เรามากันห้าคน นัดหมายมานับยอดกันให้พร้อมหน้าที่สนามบินสุวรรณภูมิ ต้องตรวจสอบกันหลายรอบหน่อยเพราะหากไม่นับหมอพอซึ่งถูกเรียกตัวให้มาทำหน้านักบินนำร่องเสียคนหนึ่งแล้ว คนอื่นก็ล้วนเป็นสว.ขี้หลงขี้ลืมกันทั้งนั้น

     "ทุกคนแยกพาสปอร์ตเตรียมพร้อมแล้วนะ เช็คว่ามีเศษเงินแคนาดาพร้อมจับจ่ายใช้สอยทันทีด้วย อย่าทำตัวเป็นหลวงแบงค์ร้อย เพราะฝรั่งเขาไม่รับแบงค์ร้อยกันหรอก" มีสมาชิกสงสัยถามว่า

     "หลวงแบงค์ร้อยคืออะไรหรือ" ผมตอบว่า

     "ผมเคยอ่านเจอในหนังสือชาวกรุง เขาเล่าเรื่องสมัยที่กรุงเทพยังอยู่ในยุคสะตูมีรัง" 

     "อะไรคือสะตูมีรัง"

     "ก็สะตังค์มีรูไง หมายความว่ายังใช้เหรียญหนึ่งสะตางค์ซึ่งมีรูอยู่ตรงกลาง สมัยนั้นยังมีรถรางใช้  มีคุณหลวงอยู่คนหนึ่งแกชอบออกฟอร์มเพื่อขึ้นรถรางฟรีโดยใช้วิธีเอาแบงค์ร้อยจ่ายค่าโดยสาร กระเป๋าซึ่งไม่มีเงินทอนก็จำยอมให้แกขึ้นฟรีเรื่อยมา ชาวบ้านจึงเรียกแกว่าหลวงแบงค์ร้อย จนวันหนึ่งกระเป๋าวางแผนแก้เผ็ดโดยเตรียมตังค์ทอนไว้ให้แกครบ พอแกจ่ายแบงค์ร้อยมากระเป๋าก็เอาเงินทอนที่เตรียมให้ซึ่งเป็นเหรียญหนึ่งสตางค์ทั้งหมดใส่ถุงยื่นให้แกเป็นถุงหนักอึ้ง ปกติหลวงแบงค์ร้อยขึ้นต้นสายที่บางคอแหลมจะไปทำงานที่เจริญกรุง วันนั้นแกนั่งนับเงินทอนจนรถรางไปสุดสายที่ถนนตกยังนับไม่เสร็จเลย"

     ฮะ ฮะ ฮ่า ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น
บรรยากาศหมู่บ้านยุคบุกเบิก Black Creek Pioneer Village

1 ตค. 61

     เราออกเดินทางรอนแรมมา นั่งแกร่วอยู่ในเรือบินชั้นคนจนนานจนนับวันเวลาไม่ถูกว่านานเท่าไหร่ ในที่สุดก็มาถึงสนามบินวายวายแซ่ด (ํYYZ) ที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา เอาตอนเก้าโมงเช้า แล้วจึงยาตราทัพไปเอารถเช่าของบริษัทอะลาโม ต้องเป็นบริษัทนี้เท่านั้นจึงจะมีรถใหญ่พอที่จะขนสมบัติพระศุลีได้ให้เช่า รถที่เราเช่าไว้เป็นรถด็อดจ์แวน ฝรั่งคนเฝ้าที่จอดรถเอากุณแจรถยื่นให้ แต่พอเห็นคนตัวเล็กมากันแค่ห้าคนก็เกิดไม่แน่ใจว่านี่เป็นผู้ที่เช่ารถด็อดจ์แวนไว้หรือไม่

     "พวกคุณมากันกี่คน?" ผมตอบว่า

     "มีคนตัวเล็กๆห้าคน กับกระเป๋าสำหรับคนตัวใหญ่ๆอีกเจ็ดคน" เขาหัวเราะและเอ่ยปากอนุมัติว่า

     "โอเค ไม่ผิดคันแน่"
แม่บ้านยุคบุกเบิกแสดงวิธีถักผ้ากระสอบให้ดู


     พอตั้งต้นจะขับไปโรงแรมเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้านอนหลับให้หายอยาก ก็ได้รับคำทักท้วงจากสมาชิกว่ายังเข้าโรงแรมไม่ได้ เพราะกฎของโรงแรมแห่งนี้ซึ่งเป็นโรงแรมจิ๊งหรีดมีอยู่ว่าห้ามเช็คอินเร็วกว่าบ่ายสี่โมงเย็น เราจึงตัดสินใจขับรถไปเที่ยวหมู่บ้านยุคบุกเบิกแบล็คครีก (Black Creek Pioneer Village) ขับไปครึ่งชั่วโมงก็ถึง พอลงจากรถ นอกจากฝนพรำๆแล้วถึงได้รู้ว่าลมหนาวพัดแรงมาก เย็นจนหูแทบหลุด สมาชิกคนหนึ่งวิจารณ์เจ้าภาพว่า

     "นี่วันแรกก็ต้อนรับกันอย่างเย็นชาขนาดนี้แล้วหรือนี่"

เปียโนเก่า เพลงเก่า คนแต่งตัวแบบสมัยเก่าๆ ในบ้านเก่าๆ
     หมู่บ้านแห่งนี้เป็นการรวบรวมเอาบ้านจริงในยุคบุกเบิกจำนวนประมาณสี่สิบหลังมาไว้ด้วยกัน มีทั้งตลาด ร้านค้า โรงโม่กังหันน้ำ โบสถ์ บ้านคนรวย บ้านคนจน บ้านหมอซึ่งจัดว่าไม่รวยแต่ก็ไม่จน มีคณะนักเรียนมาเรียนรู้อดีตของประเทศตัวเองที่นี่เป็นประจำ วันนี้ก็มีอยู่ก๊วนสองก๊วน ที่น่าประทับใจก็คือในบ้านแต่ละหลังไม่ใช่ว่าจะมีแต่บ้าน แต่มีคนจริงๆกำลังใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนั้นจริงๆ แต่งตัวแบบคนสมัยนั้น นั่งทำงานอยู่ในบ้านในบรรยากาศเตาผิงสมัยนั้น เช่นที่โรงพิมพ์ก็จะมีคนทำงานอยู่ในโรงพิมพ์ด้วยวิธีพิมพ์สมัยเก่าให้ดู จะมียกเว้นก็แต่บ้านหมอเท่านั้นที่ไม่มีหมอนั่งอยู่ ผมเห็นจำนวนที่นั่งรอของคนไข้แล้วก็เดาได้ว่าอาชีพหมอสมัยนั้นก็ทำมาค้าขึ้นไม่เบา ไปถึงบ้านหลังหนึ่งซึ่งเป็นบ้านคนรวยมีเปียโนหรูขาสลักเสลาลวดลายลิเกแบบเก๋ากึ๊กชนิดที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ความที่เป็นคนชอบลูบๆคลำๆเปียโนมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆเพราะสมัยนั้นใจอยากได้เปียโนแต่ไม่มีเงินซื้อ จึงชอบลูบๆคลำๆเปียโน แม่บ้านในชุดประจำยุคเห็นเข้าจึงถามว่าฉันจะเล่นให้ฟังเอาไหม ผมพยักหน้า เธอจึงเล่นเพลงของโชแปงท่อนสั้นๆให้ฟังท่อนหนึ่ง เป็นเพลงเก่า ที่เล่นในบ้านเก่า ด้วยเปียโนเก่า โดยผู้เล่นแต่งตัวแบบเก่าๆ ได้บรรยากาศดี

2 ตค. 61

 
อยากกินขนมรังผึ้งก็ปิ้งเอาเอง
   ตื่นเช้า โรงแรมนี้ชื่อ Admiral Inn ถึงจะเป็นโรงแรม แต่ก็มีอาหารเช้าแบบง่ายๆให้ด้วย มีเครื่องปิ้งขนมรังผึ้ง (waffle) ทิ้งไว้ให้ ใครอยากกินก็ปิ้งเอง เขาเขียนวิธีปิ้งไว้ข้างๆ แบบว่า เปิดฝาออก เทน้ำแป้งลงไป หนึ่งถ้วยเล็กที่เตรียมไว้ก็พอดีได้หนึ่งแผ่น แล้วปิดฝา รวบยกด้ามเตาปิ้งขึ้นนิดหนึ่งแล้วหมุนไป 180 องศาจนดังแก๊กและไฟแดงขึ้น แสดงว่าเครื่องเริ่มปิ้งให้แล้ว รอจนมีเสียงดังกิ๊งและไฟเขียวขึ้น แสดงว่าสุกแล้ว จึงค่อยพลิกหมุนเตากลับมาในท่าเดิม เปิดฝาออก ก็จะได้ขนมรังผึ้งสุขหอมกรุ่นสีทองปนน้ำตาลนิดๆ แคะลงใส่จาน แล้วเอาเมเปิ้ลไซรัพราดลงไปนิดหน่อย กินตอนร้อนๆ..อร่อย

เรือใหญ่สามลำกำลังยุรยาตรผ่านล็อค 4, 5, 6 
     อิ่มแล้ว ฝนยังตกไม่หยุด เราเปลี่ยนแผนยกเลิกไม่ไปเดินเล่นที่เมืองเกลฟ์(Guelph) เพราะฝนตกอย่างนี้ใครไปเดินเล่นก็บ้า จึงขับไปซื้อของที่เอ้าท์เล็ทใกล้คลองเวลแลนด์แทน ช็อพกันอยู่จนบ่าย ผมกะว่าของที่ซื้อได้น่าจะใกล้เต็มรถบรรทุกที่เช่าเขามาแล้วจึงชวนให้หยุด เป็นเวลาที่ฝนซา จึงขับรถไปดูเรือใหญ่วิ่งผ่านคลองเวลแลนด์ (Welland Canal) ไฮไลท์อยู่ที่คลองนี้ต้นคลองกับปลายคลองมีระดับสูงต่ำต่างกันถึง 100 เมตร การจะให้เรือใหญ่ขนาดตึกสี่ห้าชั้นวิ่งผ่านจึงต้องมีล็อคไว้กักน้ำสูบเข้าปล่อยออกถึงเจ็ดชั้น ชั้นแรกเรียกว่าล้อค1 เราไปดูที่ล็อค3 ซึ่งเป็จุดที่ที่นักท่องเที่ยวแวะกันมากที่สุดและมีมิวเซียมเล่าเรื่องราวด้วย แต่ดูแล้วผมยังไม่สะใจ จึงขับรถขึ้นไปดูที่ล็อค 7 เพราะเป็นจุดสูงสุด อยากจะเห็นเวลาเรือมันค่อยๆถูกน้ำยกขึ้น ไปถึงก็พบว่าฝนตกมองอะไรไม่เห็น จึงขับย้อนลงมาที่ล็อค 4, 5, 6 ซึ่งอยู่ติดกัน
ถนนทั้งสายถูกยกขึ้นไปสูงให้เรือลอด
สามารถมองเห็นเรือถูกยกเป็นชั้นๆได้ถนัดบะเริ่มเทิ่มเต็มตา แต่ถ่ายรูปไม่ได้เพราะภาพใหญ่เกินไปยัดลงจอไม่หมด แถมต้องรีบลกๆเพราะไม่มีที่จอดรถให้นักท่องเที่ยวต้องไปอาศัยที่จอดรถพนักงานซึ่งมีอยู่แค่จอดได้สองคัน แต่เพื่อให้ท่านผู้อ่านเจ้าใจเรื่องล็อค ผมจึงเอารูปของล็อค 4, 5, 6 จากที่อื่นซึ่งเขาถ่ายจากมุมสูงมาให้ท่านผู้อ่านดูแทน

     กำลังจะออกจากคลองอยู่แล้ว ขณะที่เรือกำลังวิ่งไปตามคลองก็เหลือบไปเห็นว่าสพานที่รถวิ่งข้ามคลอดถูกปิดแล้วตัวสะพานถูกยกขึ้น ไม่ใช่ยกแบบเปิดอ้าสองข้างออกนะ แต่ยกแบบยกเอาถนนทั้งสายลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าสูงร่วมสามสิบเมตรเพื่อให้เรือใหญ่แล่นลอดไปได้ ผมเห็นเป็นของแปลก จึงถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน

     บ่ายคล้อยแล้ว เราแวะเดินเล่นที่หมู่บ้านจอร์แดน (Jordan Village) ซึ่งเป็นหมู่บ้านออกแนวสวยงามมีของขายไว้รองรับนักท่องเที่ยว แล้วขับต่อเพื่อไปเดินไพรดูน้ำตกติว (Tew Falls) แต่พอไปถึงฝนก็ยังไม่หยุด เวลาหรือก็ค่ำแล้ว สมาชิกหรือก็ใช่ว่าจะนิยมเดินไพรจนยอมเปียกน้ำลุยฝนอย่างหมอสันต์ไม่ จึงพากันขับรถเข้าที่พัก

ซีรีนิตี้แรนช์ บ้านไร่ของสองชายสุดเนี้ยบ
      ที่พักวันนี้เป็นบ้านกลางทุ่งข้าวโพด ตอนแรกสมาชิกอ่านชื่อว่า ซีเนียริตี้แรนช์ แล้วก็มีเสียงทักท้วงว่าเฮ่ย จะพากันเข้าบ้านพักคนชราเลยหรือ ไม่ใช่มั่ง เมื่อตรวจสอบแล้วจึงได้ความว่าของจริงเขาชื่อซีรีนิตี้แร้นช์ (Serenity Ranch) แปลว่าไร่สันติสุข ประมาณนั้น

     บ้านหลังนี้ตกแต่งแบบคันทรี่แต่รสนิยมเนี้ยบมากโดยเจ้าของบ้านหนุ่มกับเพื่อนชายของเขา เจ้าของผมเดาเอาว่าคงจะเป็น "ผู้ฉิง" แนะนำเราเกี่ยวกับการใช้บ้านของเขาอย่างละเอียด จนสมาชิกท่านหนึ่งซึ่งเคยเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาลมาก่อนเอ่ยปากว่า

     "โอ้โฮ..โอเร็นกันยิ่งกว่าพยาบาลจะผลัดเวรอีกวุ้ย"

 3 ตค. 61   

Tew Fall จุ๋มจิ๋ม แต่พิศดาร
     วันนี้แม้จะไม่มีแดด แต่ก็ไม่มีฝน ได้การละ เราไปเดินไพรดูน้ำตกติวกัน ต้องบอกว่าจะใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง ไม่งั้นสมาชิกจะงอแงไม่ยอมไปเพราะกลัวต้องเดินครึ่งค่อนวัน ทุกคนสาละวนแต่งตัวกันหนาวเต็มยศ เพราะอุณหภูมิหกองศา แม้แต่ฝรั่งเขายังหนาวเลย เสื้อกันฝนต้องพร้อมนะ เพราะฝนที่นี่ตกได้ทุกวินาที ไม้สกีโพลสำหรับค้ำยันก็อย่าลืม แก่แล้วอย่าประมาท พลาดท่าเสียที่มากระดูกสะโพกหักทึ่ต่างแดนมันสนุกที่ไหนละ

     เราเอารถเข้าที่จอด แล้วออกเดินป่าอย่างขมีขมัน สองนาทีต่อมาก็มาถึง จนสมาชิกประท้วงว่า

     "อะไรกัน ถึงแล้วหรือ ฉันแต่งตัวแทบตาย"

     ตัวน้ำตกติวเป็นน้ำตกเล็กจุ๋มจิ๋มแต่พิศดาร คือตกไหลรินตรงดิ่งลงไปหน้าตัดของชั้นหินต่างๆในทางธรณีวิทยาที่ถูกธรรมชาติคว้านไว้เป็นบ่อครึ่งวงกลมขนาดใหญ่ ตกลงไปสามสิบเมตรไปกระแทกหินที่ก้นบ่อดังซ่าเบาๆข้างล่าง หน้าหนาวมันกลายเป็นน้ำแข็งย้อย หน้าใบไม่ร่วงมันกลายเป็นสายน้ำกลางไพรสีเหลืองสีแดง แต่ปีนี้อากาศวิปริตต้อนรับการมาของพวกเรา เหล่าใบไม้จึงยังเขียวปี๋อยู่เป็นส่วนใหญ่

     เพื่อไม่ให้เสียเที่ยว เราเดินไฮกิ้งขึ้นไปตามเส้นทางเดินไพรจนไปถึงยอดเขาดันดาส (Dundas Peak) จากตรงนั้นมองเห็นหุบเขาดันดาสอันกว้างใหญ่และต้นไม้ใบไม้หลากสีสัน แล้วก็เดินกลับ ใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมง เหนื่อยพอสมควร จนสมาชิกคนหนึ่งเริ่มออกอาการประสาทหลอน

     "ฉันว่าใบไม้มันเปลี่ยนเป็นสีเหลืองมากกว่าตอนเราเข้ามานะ"

     เราหาทางจะเดินไปน้ำตกเว็บส์เตอร์ (Webster Falls) ซึ่งอยู่ในป่านี้แต่คนละด้าน แต่ก็พบว่าทางมันลื่นเกินไปจนเขาปิดไม่ให้เดิน จึงต้องขึ้นรถขับอ้อมไปจอดอีกด้านของเขาแล้วเดินไปดูน้ำตกเว็บส์เตอร์ ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดกลางมีน้ำมากแต่ไม่มีความเท่ใดๆเป็นพิเศษ ขณะเดินกลับออกจากป่า สมาชิกคนหนึ่งมองเห็นคนแก่ฝรั่งผู้หญิงพากันเดินไฮกิ้งฉับๆๆก็ตั้งข้อสังเกตว่า

   "ดูคนแก่ฝรั่งพวกนี้สิ เขาแก่กว่าเราอีกนะ 
แต่ทำไมเขาเคลื่อนไหวกันช่างทะมัดทะแมงเสียจริง"

Living Water โบสถ์เล็กที่สุดในโลก
     นั่นเป็นคำถามที่ไม่มีคนแก่ไทยในคณะคนไหนยอมตอบแม้แต่คนเดียว บ่ายคล้อยแล้ว เราขับต่อไป เห็นป้ายโบสถ์ที่เล็กที่สุดในโลก ชื่อ Living Water Church เราจอดรถลงถ่ายรูป ข้างโบสถ์มีโต๊ะปิคนิค เราเอาอาหารง่ายๆออกมานั่งปิคนิกกัน ที่ข้างๆเป็นร้านขายผลไม้โดยเน้นฟักทอง เราแวะซื้อผลไม้ตุนไว้ แล้วขับต่อไปจนมาถึงเมืองไนแอการา ออน เดอะ เลค (Niagara On The Lake) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่สวยที่สุดในประเทศแคนาดา ผู้คนเดินกันขวักไขว่คับคั่ง ถนนหนทางปลูกต้นไม้ดอกไม่ไปเสียหมดทุกตารางนิ้ว ตึกรามบ้านช่องเป็นสถาปัตยกรรมแบบวิคตอเรียสมัยเดียวล้วนๆ เพราะตอนสงครามปลดแอกเมืองนี้ได้ถูกทหารอเมริกันเผาเสียเรียบจึงต้องสร้างใหม่ทั้งเมือง เราขับรถหาซื้ออาหารก่อนเข้าที่พัก ที่ต้องขับหาเพราะกลัวเจอของแพง ขอแค่ไก่ย่างสักตัวหนึ่ง และผักสลัดอีกหนึ่งถาดก็พอแล้ว ไก่ย่างหนอ อยู่ที่ไหน ไก่ย่าง ขับไปแวะไปตั้งหลายแห่งก็ยังหาซื้อไก่ย่างไม่ได้ เมืองเล็กๆที่หรูเริ่ดสะแมนแตนอย่างนี้ไก่ย่างดูช่างเป็นของหายากเสียจริง ทุกคนช่วยกันสอดส่ายสายตา
ไนแอการา ออน เดอะเลค เมืองสวยที่สุดในแคนาดา

     "ตรงนั้นมีอยู่ร้านหนึ่ง นั่นไง แวลูมาร์ท แต่ว่าดูไฮโซจัง" อีกคนแย้งว่า

     "คำว่าแวลูแปลว่าสำหรับคนจนนะ" 

     แค่ได้ยินคำว่าสำหรับคนจน คนขับก็เลี้ยวเข้าจอดแชว้ป แล้วก็ไม่ผิดหวัง นั่นไงรูปไก่ย่างบะเริ่มเลย สมาชิกต่างกรูกันเข้าไปหาไก่ย่าง ผมตะโกนไล่หลังว่า

     "ดูให้ดีนะ เผลอๆอาจมีแจ่วขายด้วย"

     ได้ไก่ย่างแล้ว ขั้นต่อไปเราขับหาบ้านพัก เป็นบ้านในถิ่นคนจนของเมืองนี้ เราปักหลักหุงต้มทำอาหาร เก็บมะเขือเทศทรงแปลกๆที่สวนหลังบ้านมาทำไข่เจียว แล้วคนทำครัวก็ถามว่าไข่ที่ซื้อมาอยู่ที่ไหน คนขนไข่บอกว่าก็วางไว้ให้ที่บนหลังคารถแล้วไง คนทำครัวถามว่าวางไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ คนขนไข่ตอบว่าก็วางไว้ให้ตอนที่อยู่หน้าร้านแวลูมาร์ทไงเล่า แล้วคนรอกินไข่เจียวทุกคนก็ร้อง "หา.." ขึ้นมาพร้อมกัน นี่เราขับรถเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวามาตั้งหลายกิโล ป่านฉะนี้ไข่ไม่ไปเละอยู่กลางถนนที่ไหนแล้วหรือนี่ สมาชิกคนหนึ่งรีบเปิดประตูบ้านออกไปชะโงกดูที่บนหลังคารถแล้วร้องว่า ฮ้า..ไข่ยังอยู่ทั้งแพ็คดีๆเจี๋ยมเจี้ยมอยู่บนหลังคารถอยู่เลย น่าอัศจรรรย์จริงๆ หรือว่านี่เป็นเพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเมืองนี้ช่วยไว้ แต่สมาชิกผู้สันทัดกรณีรีบอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ว่า

     "มันหนาวมาก ไข่มันเลยหดนิ่ง"

     ฮะ ฮะ ฮ่า ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น

 4 ตค. 61

น้ำตกไนแอการา ฝั่งอเมริกา
     วันนี้เราวางแผนให้เวลาทั้งวันสำหรับการชมน้ำตกไนแอการา เพราะแดดเป็นของไม่แน่ ต้องให้เวลารอ ถ้าไม่มีแดดก็จบข่าว เราเริ่มต้นด้วยการไปซื้อทัวร์ลงเรือดูน้ำตก เราเสียรู้ไปซื้อทัวร์ที่ตัองลงเรือฝั่งอเมริกา ข้อเสียของทัวร์คือลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนแก่มากระดับต๊ะตุ้มตุ้ยงกๆเงิ่นๆ ฟังพวกเขาคุยกันแล้วต้องมีลุ้น แบบว่า

     "คุณ โอเค.ไหม"

      " เยส ฉันต้องโอเค." 

     ส่วนที่แย่ที่สุดของทัวร์คือต้องไปนั่งแกร่วอยู่ในรถทัวร์รอด่านตม.ซึ่งทำงานช้ามาก บัดเดี๋ยวเอาหมาตำรวจมาดม บัดเดี๋ยวเอารถเอ็กซเรย์มาเอ็กซ์ แต่การรอก็มีข้อดีที่เรารอนานจนแดดออก จึงได้มีโอกาสถ่ายรูปน้ำตกไนแอการาฝั่งอเมริกาที่เห็นชัดหน่อย เราลงเรือไปเอาบรรยากาศน้ำตก ต้องใส่เสื้อกันฝนที่เขาแจกให้เพราะลงเรือไปแล้วเปียกแน่นอนเนื่องจากตรงหน้าน้ำตกที่เรือพาไปนั้นมีฝอยละอองน้ำกระเซ็นทุกทิศทุกทางตลอดเวลา ขึ้นจากเรือแล้วทัวร์ก็พาเรากลับมาทางฝั่งแคนาดา

พาไปขึ้นหอคอยสูงมองลงมาข้างล่าง ซึ่งเป็นวิธีที่ดี เพราะน้ำตกรูปเกือกม้าที่อยู่ทางฝั่งแคนาดานี้มันใหญ่โตมากเกินกว่าที่จะมองคราวเดียวให้เห็นน้ำตกทั้งอันได้ ผมถ่ายรูปน้ำตกรูปเกือกม้าจากที่สูงในขณะที่เรือกำลังเข้าไปไกล้ น้ำตกมาให้ดูด้วย สังเกตให้ดีจะเห็นว่าทางด้านขวาของภาพนั้นเป็นถนน ที่ตามฟุตบาทริมถนนผู้คนตัวเท่ามดเดินชมน้ำตกกันขวักไขว่ ทั้งน้ำตกนี้ผมถ่ายมาแค่สองรูปพอแล้ว ที่เหลือท่านไปหาดูเอาเองในปฏิทินก็แล้วกัน ลงจากหอคอยเรากลับลงไปเดินเล่นบนพื้นดินของเราเองต่อ ขับรถไปจอดไว้ในที่จอดรถที่ใกล้น้ำตกที่สุด แล้วเดินถ่ายรูป ตอนบ่ายแดดดีๆอย่างนี้มีรุ้งกินน้ำให้เห็นด้วยแทบจะตลอดเวลา
นาฬิกาดอกไม้ ไม่มีอะไร จึงไม่เก็บเงิน

เนื่องจากตั๋วขึ้นหอคอยสามารถใช้กลับมาดูเขาใส่แสงสีเล่นไฟน้ำตกตอนกลางคืนได้ฟรี เราจึงฆ่าเวลารอความมืดด้วยการขับรถไปเที่ยวชมนาฬิกาดอกไม้ แล้วก็พบว่าไม่มีอะไรเลยนอกจากดอกไม้และเข็มนาฬิกา มิน่าเขาจึงให้เข้าชมฟรี ทึ่ข้างๆนั้นมีสวนพฤกษศาสตร์ซึ่งเป็นที่สอนวิทยาลัยพืชสวนที่มีชื่อ ในสวนอาจไม่มีอะไรสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ผมเข้าไปเดินดูเห็นว่าสำหรับคนที่ชอบต้นไม้การมาชมสวนแห่งนี้คุ้มเวลาแน่นอน ผมชอบวิธีการปลูกต้นไม้หลายแบบหลายมุมในสวนแห่งนี้ ชอบเป็นพิเศษที่สวนดอกไม้สมุนไพร และถ่ายรูปเขาปลูกตะไคร้ไทยแลนด์เคียงคู่กับลาเวนเดอร์มาให้ดูด้วย
ตะไคร้ไทยแลนด์คู่กับลาเวนดอร์

     แล้วความมืดก็โรยเข้ามา เราขับรถกลับไปที่หอคอยเพื่อกลับขึ้นไปชมการเล่นแสงสีกับน้ำตกไนแอการา อากาศหนาวมาก แต่การเล่นไฟก็สวยงามใช้ได้สำหรับคนที่ชอบอะไรเป็นสีๆหลอกๆเทียมๆ มองจากที่สูงอย่างนี้เห็นเขาฉายไฟสปอร์ดไลท์ที่แรงมากสามตัวออกไปจากบ้านหลังหนึ่งที่บนฝั่งแคนาดา แล้วก็เปลี่ยนสีเล่นไฟไปเรื่อย ทำให้น้ำตกบัดเดี๋ยวเปลี่ยนเป็นสีม่วง บัดเดียวชมพู บัดเดี๋ยวน้ำเงิน ผมไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดูเพราะเห็นว่าการเปลี่ยนสีน้ำตกเป็นเรื่องไร้สาระ

5 ตค. 61

      ยังมีที่เที่ยวรอบๆบริเวณไนแอการาอีกแยะที่ไม่ได้ไป แถมยังมีเอ้าท์เล็ทอเมริกันที่ขาช็อปซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ตั้งตารอจะไปอีก แต่ผมตัดสินใจทำตามคำแนะนำของเลขาเก่าคนหนึ่ง ซึ่งเธอเคยอยู่แถบนี้และบอกว่าก่อนตายอย่างไรเสียผมควรจะได้ไปเดินไพรที่ เลทช์เวิร์ธ ปารค์ (Letchworth Park) สักครั้งหนึ่งในชีวิต ผมจึงตัดโปรแกรมปกติของวันนี้ออกหมดเพื่อจะไปเดินไพรที่นั่น
Letchworth ได้รับการโหวตให้เป็น State Park ที่ดีที่สุดของประเทศสหรัฐอเมริกา

      พูดถึงเลขาเก่าของผมคนนี้ขอถือโอกาสนินจาหน่อย เธอทำงานให้ผมเมื่อราวยี่สิบกว่าปีมาแล้ว ตอนนั้นเธอจบอักษรจุฬาฯมาใหม่ๆ เป็นคนที่ฉลาดมีความกระตือรือล้นและแสวงหาสิ่งใหม่ให้ชีวิตตลอดเวลา เธอชอบไปค้างแรมนั่งสมาธิวิปัสนาที่สิงห์บุรี แล้ววันหนึ่งก็มาหารือผมว่าเธอจะอุทิศชีวิตนี้ไปบวชเป็นชีเพื่อมุ่งบรรลุความหลุดพ้นดีไหม ผมถามเธอกลับว่า

     "คุณเคยเห็นใครบรรลุอรหันต์ตัวเป็นๆให้เห็นเป็นตัวอย่างสักคนหนึ่งไหมละ?"

     แล้วไม่นานต่อมาเธอก็มาหาอีก ว่าจะขอไปเรียนปริญญาโทบริหาร ถามว่าค่าเรียนเท่าไหร เธอบอกว่าสองแสน ผมบอกว่าอย่าไปเรียนเลย ยิ่งเรียนยิ่งโง่ ถ้าอยากเรียนสิ่งใหม่ๆให้ไปอเมริกา อย่างน้อยก็จะได้เรียนวิชาปากกัดตีนถีบซึ่งเอามาใช้ในชีวิตจริงได้ เธอบอกว่าเป็นไปไม่ได้ พ่อไม่ยอมหรอก ผมพยักหน้าเข้าใจเพราะคนเป็นพ่อย่อมกลัวลูกสาวหน้าตาสวยๆเลี้ยงมายังกับไข่ในหินไปได้ ผ. ฝรั่งแล้วจะไม่มีความสุขในชีวิตเนื่องจากวัฒนธรรมต่างกัน แต่ผมแนะนำเธอว่า

     "ก็หนีไปสิ run away from home นะ เคยได้ยินใช่ไหมละ"
เส้นทางเดินไพรช่วงที่เดินผ่านลานปิคนิก ข้างหน้าคือไอน้ำตก

     เธอคงเอาคำแนะนำของผมไปเล่าให้แม่เธอฟัง เพราะแม่ของเธอซึ่งผมรู้จักดีเล่าให้ฟังว่าวันหนึ่งเธอนอนไม่หลับกระสับกระส่ายเพราะคิดคำพูดจะขอให้สามียอมให้ลูกสาวไปเมืองนอกยังไงดี นอนพลิกตัวไปมา จนในที่สุดสามีถามว่าเป็นอะไรหรือ เธอจึงสบช่องเอ่ยปาก และในอารมณ์งัวเงียง่วงนอนนั้น สามีก็อนุมัติ เลขาของผมก็ได้ไปเรียนเมืองนอกจริงๆ แล้วก็ไปมี ผ. ฝรั่งจริงๆ ได้กรีนคาร์ดเป็นคนอเมริกันตั้งแต่ก่อนจะแต่งงาน และตั้งรกรากอยู่ทางนี้ถาวรไม่กลับบ้านแล้ว ถามว่าหมอสันต์สำนึกผิดเสียใจไหมเนี่ยไปยุให้ลูกสาวชาวบ้านหนีออกจากบ้าน ตอบว่า หิ..หิ โลกนี้มันใบเล็กนิดเดียว คนทุกคนล้วนเป็นพลเมืองของโลก เธออยู่ที่ไหนก็เหมียนกัลล์นั่นแหละขอเธอให้มีความสุขในชีวิตก็พอแล้ว คุณพ่ออย่าคิดมากเลย

     กลับมาเที่ยวกันต่อดีกว่า เราขับรถออกจากไนแอการา ข้ามด่านซึ่งจำชื่อไม่ได้แต่มีคนน้อย ตำรวจที่ด่านเลิกคิ้วที่เห็นกะเหรี่ยงมาข้ามด่านทางนี้ ความที่เขาคงไม่ค่อยจะมีงานทำมาก พอรู้ว่าผมจะไปเดินไพรที่ เลทช์เวิร์ธ ปารค์ เขาก็ร้องฮ้อด้วยความเห็นด้วยว่าเป็นช้อยส์ที่ดีที่สุดในวันแดดดีอย่างนี้ แถมยังชวนผมคุยต่อว่า
เดินมาถึงกลางทาง มองย้อนขึ้นไปน้ำตกบน

     "คุณทำมาหากินอะไรหรือ ที่บ้านของคุณ" ผมเห็นว่าจะต้องรีบเดินทางจึงตอบไปว่า

     "ผมเป็นหมอผ่าตัดหัวใจ คุณคงไม่อยากใช้บริการของผม ..ใช่ไหม" เขาหัวเราะหึ หึ พูดว่าโน โน โน แล้วโบกมือให้ผ่าน

     เราขับเข้าทางทิศใต้ของเลทเวอร์ธ พาร์ค สวนสาธารณะแห่งนี้ได้รับการโหวตให้เป็น state park ที่ดีที่สุดของประเทศสหรัฐอเมริกา มีกำเนิดมาจากผู้ชายที่ชื่อตามสวนนั่นแหละ เป็นคนรักธรรมชาติ ปลูกป่าไม้ส่วนตัว แล้วยกให้หลวง จนถูกขยายกลายเป็นสวนสาธารณะที่กว้างใหญ่ชนิดที่หากจะขับรถจากใต้ทะลุเหลือก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองชั่วโมง ไฮไลท์ของสวนแห่งนี้คือการเดินไพรเชื่อมน้ำตกสามแห่ง คือน้ำตกบน (upper fall) น้ำตกกลาง (middle fall) และน้ำตกล่าง (lower fall) เส้นทางเดินไพรเป็นเส้นทางที่สวยงามที่สุดเท่าที่ผมเคยเดินมา เราใช้เวลาอยู่ในสวนนี้หลายชั่วโมง ประมาณหนึ่งชั่วโมงหมดไปกับการรอคิวซื้อแซนด์วิชปิคนิก ไม่ใช่ว่าลูกค้าจะแน่นมากมายดอก แต่ทั้งร้านซึ่งเปิดอยู่แห่งเดียวในปาร์คอันกว้างใหญ่นี้บริหารโดยหญิงเจ้าเนื้อผิวเข้มหนึ่งน้องนางเดียว บัดเดี๋ยวเธอไปตักไอติม บัดเดี๋ยวมาทอดเฟรนซ์ไฟร์ส บัดเดียวมาพลิกไส้กรอกทอด ผมสังเกตว่าเธอจะชอบขายไอติมมากกว่าพลิกไส้กรอก คนรอไส้กรอกไม่ไหวก็หันไปสั่งไอติม ทำให้พวกเราได้กินไส้กรอกไหม้เหมือนกันทุกคน

คฤหาสน์ขาวกลางทุ่ง สร้างสมัยโทมัส เจฟเฟอร์สัน
     เดินไพรเหนื่อยได้ที่แล้วก็ขึ้นรถ ขับตามถนนในปาร์คขึ้นเหนือ แวะดูจุดชมวิวต่างๆในปาร์ค แล้วมาทะลุขึ้นทางหลวง ผ่านเมืองซีราคิวส์ มาถึงตำบลคาซีโนเวีย( Cazenovia) ตำบลที่ได้รับยกย่องว่าสวยที่สุดของรัฐนิวยอร์ค และสวยเป็นอันดับ 23 ของประเทศ ผมขับผ่านแล้วไม่ให้สักอันดับเลย เราเข้าพักค้างคืนที่คฤหาสน์ขาวกลางทุ่ง ตอนแรกผมจองไว้โดยสงสัยจะเป็นบ้านร้างรอขายทอดตลาด แต่มาถึงแล้วจึงได้ทราบว่าเจ้าของบ้านก็อยู่ในนี้ บ้านนี้สร้างตั้งแต่ปี 1700 โดยผู้ร่วมก่อการตั้งประเทศกับโทมัส เจฟเฟอร์สันนั่นเชียว ผมดูสถาปัตยกรรมแล้วสิ่งที่บ่งบอกว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างยุคบุกเบิกเหลืออยู่อย่างเดียว คือซุ้มประตูเข้าบ้าน เจ้าของบ้านภรรยาชื่อเจนเป็นหมอทหารนาวิกโยธิน สามีชื่อแอนดี้เป็นนักบิน วัย 72 ทั้งคู่ ทั้งบ้านติดภาพเหรียญตราและความภาคภูมิใจในอาชีพทหารของเจ้าของบ้าน ผมคุยกับแอนดี้อยู่นาน พอคุยกันจบสมาชิกคณะเราท่านหนึ่งมากระซิบว่า

     "กลัวพุงของเขาจะระเบิดใส่จัง"

     ผมหัวเราะและเห็นด้วย นี่ขนาดเขาเป็นทหารนาวิกโยธินนะ แสดงว่าพุงของเขาเพิ่งมาออกเมื่อหลังเกษียณนี่เอง ทำไมเขาสร้างพุงได้เร็วขนาดนี้ มันใหญ่โตกลมเกลี้ยงจนปริ..บรื๊อว์

6 ตค. 61

     เราขับออกจากคฤหาสน์ขาวแต่เช้าเพราะต้องเดินทางไกล แวะชมน้ำตกชิตเตนนางกู (Chittenango) ซึ่งเป็นน้ำตกที่ตกผ่านหินแต่ละชั้นที่บ่งบอกยุคแต่ละยุคทางธรณีวิทยา จากนั้นแวะที่ฟาร์มชื่อ North Star Orchard เพื่อซื้อผลไม้ในสวนแบบเข้าไปเก็บเอง การเก็บผลไม้ที่นี่เขามีกฎว่าต้องรูดซิบปิดปากถุงที่เขาให้มาได้ แต่เรางกเก็บกันจนปิดปากถุงไม่ลง ซึ่งเป็นบาปให้ต้องมาพยายามกินให้หมดในวันหลัง เก็บจนเหนื่อยแล้วมานั่งพักฟังดนตรีลูกทุ่งซึ่งฟาร์มเขาจ้างมาเล่นให้ลูกค้าฟังในวันหยุด เก็บได้แอปเปิลมาสิบกิโล แล้วขับต่อไปเพื่อขึ้นไปดูวิวและใบไม้เปลี่ยนสีบนยอดเขาโพรสเพ็ค (Prospect Mountain) ตั้งใจว่าจะได้นั่งปิคนิกชมวิวที่กว้างไกลไพศาลและหลากสีสัน แต่เมื่อขึ้นมาถึงพบว่าหมอกลงจัดจนยื่นมือออกไปยังมองนิ้วตัวเองแทบไม่เห็น จะถ่ายรูปป้ายไว้เป็นหลักฐานก็มองไม่เห็น แถมหนาวเสียจนฟันกระทบกัน จึงต้องถอยทัพกลับลงจากเขาแล้วเดินทางต่อไปยังเมืองแมนเชสเตอร์

มีภัตตาคารเป็นสิบ ทุกแห่งน่านั่ง แต่เต็มหมด
     เมื่อมาถึงจึงได้รู้ว่าเมืองแมนเชสเตอร์นี้เป็นเมืองที่สวยงามผิดคาด เพราะเป็นเมืองที่ถือว่าใหญ่ที่สุดที่อยู่ในป่าสงวนแห่งชาติกรีนเมาเทนของรัฐเวอร์มอนต์ เราจึงหมายมั่นปั้นมือว่าวันนี้จะได้กินอาหารเหลาฝรั่งแบบเต็มยศเสียทีหลังจากอดๆอยากๆกินแต่ไก่ย่างกับผักสดมาหลายวัน เมืองนี้มีภัตตาคารมากกว่าสิบแห่ง ทุกแห่งตกแต่งน่ารักน่านั่งทั้งนั้น เราตระเวณหาไปห้าแห่งก็พบว่าเต็มหมด คิวเร็วที่สุดที่จะได้นั่งคือสองชั่วโมง ร้านอาหารไทยก็มี แต่ก็เต็มก่อนร้านอื่น นี่เป็นวันหยุดยาวในเทศกาลโคลัมบัสเดย์ซึ่งคนทั้งประเทศเฮโลมาดูใบไม้เปลี่ยนสีที่เวอร์มอนต์ ที่น่าเป็นห่วงคือสมาชิกของเราบางท่านเป็นโรคลำไส้สั้น หรือที่ภาษาไทยเรียกว่าโรคก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ คือเมื่อถึงเวลาแล้วต้องได้กิน ไม่งั้นตาย ไม่ใครก็ใครต้องได้ตายกันไปข้างหนึ่ง เราประชุมสรุปกันว่าต้องเลิกแผนเล่นของสูงกินของแพง มีผู้เสนอว่าให้ไปต่อคิวซื้อทาโค (tacos) หรือเบอริโต (burritos) ที่ร้านที่เพิ่งเดินผ่านมา เห็นมีคนรอคิวอยู่ราวยี่สิบคน แต่ว่าอาหารแบบแมกซิกันนี้มันเป็นอาหารฟาสต์ฟู้ด คิวมันไปเร็ว น่าจะรอไม่ถึงชั่วโมง ทุกคนหมดทางเลือกแล้วจึงยอมรับ

     เมื่อเปิดประตูเข้าไปในร้านซึ่งคับแคบและแน่นขนัด ทั้งภาพ เสียง และกลิ่นของมวลชนก็กลายเป็นบรรยากาศเด่นขึ้นมาทันที สมาชิกท่านหนึ่งโอดครวญเสียงละห้อยราวจะสิ้นลมว่า

     "ฉันเหม็นขี้เต่า"


กระท่อมที่ปากทางเดินไพรกราฟตัน เทรล
     ทาโคกับบาริตโตเป็นอาหารแมกซิกันคล้ายขนมปากหม้อใช้มือจับกินได้โดยไม่อาศัยจานหรือช้อน แต่ว่าเป็นอาหารคาวมีถั่วเป็นองค์ประกอบหลัก ต่างกันที่ทาโคมีขนาดเล็ก เบอริตโตมีขนาดใหญ่ การสั่งต้องมีสี่ขั้นตอน คือ (1) จะเอาเนื้ออะไร หมู วัว หรือไก่ (2) เอาซาลซาหรือซอสแบบไหน (3) เอาชีสแบบไหน (4) จะให้ใส่อะไรพิเศษเพิ่มเติมบ้าง

เส้นทางเดินไพร Grafton Trail

     อิ่มแล้วเราเข้าที่พักที่โรงแรม Hampton Inn and Suites ซึ่งเป็นโรงแรมหรูในเครือของฮิลตัน แล้วนอนหลับเป็นตายเพราะเหนื่อยจากการเดินหาที่กินข้าวเย็น

7 ตค. 61

     เราออกจากแมนเชสเตอร์แต่เช้าเพื่อไปเดินไพรที่ตำบลกราฟตันตามทางเดินยอดนิยม Grafton Trail ไปถึงฝนหยุดพอดี ที่ปากทางมีที่จอดรถให้ เข้าไปที่กระท่อมเพื่อจะจ่ายเงินพนักงานที่เฝ้ากระท่อมอยู่บอกว่าหน้านี้เดินฟรี ไม่ต้องจ่ายเงิน ถ้าเป็นหน้าสกีถึงจะต้องจ่ายเงิน เดินไพรพอหอมปากหอมคอแล้วก็ขับกลับจะมาดูเมืองกราฟตัน ขับผ่านสะพานไม้โบราณแบบมีหลังคาคลุมจึงจอดแวะดู สะพานนี้ชื่อ Grafton Bridge ซึ่งเป็นของเก่า สะพานแบบนี้มีกระจายอยู่ทั่วไปในเวอร์มอนต์ เก่าบ้าง ใหม่บ้าง ที่มีหลังคาคลุมผมเข้าใจว่าไม่ได้มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษ แต่กลัวไม้ผุแค่นั้นเอง

     กำลังสนุกกับการถ่ายรูปสะพานอยู่นั้น ฝ่ายตรวจสอบก็รายงานทะลุกลางปล้องขึ้นมาว่า

    "ที่พักจากวันนี้ไปสามวันจองไว้ผิดวันนะ" ผมถามว่าหมายความว่าไง ก็ได้คำตอบว่า
Grafton Bridge สะพานโบราณมีหลังคาคลุม


     "ที่พักเราจองไว้วันที่ 7/10/2018" ผมถามต่อว่า

     "เออ..แล้วไงล่ะ" ก็ได้รับคำชี้แจงว่า

     " 7/10/2018 ตามปฏิทินแบบอเมริกันหมายถึงวันที่สิบเดือนกรกฎาคมปีสองพันสิบแปด" ทุกคนอ้าปากค้าง ผมเผลอตัวอุทานว่า

     "ชิพหา..ไม่เจอแล้วสิ"

     เมื่อเกิดภาวะวิกฤติขึ้น โรคสองบุคลิคของหมอสันต์ก็กำเริบทันที

     สันต์1 "แย่แล้ว"

     สันต์2 "ใจเย็น Please stand by, Please stand by"

     สันต์1 "เย็นได้ไงละ ทำผิดพลาดแล้ว"

     สันต์2 "ในพจนานุกรมของหมอสันต์ไม่มีคำว่าผิดพลาด มีแต่เรื่องที่คาดไม่ถึง ซึ่งนั่นก็เป็นโอกาสที่จะได้ผจญภัยและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ"

     สันต์1 "อย่าเอาแต่ตีโวหารอยู่เลย แล้วสามคืนนี้จะไปนอนที่ไหน นี่มันวันหยุดยาวกลางแหล่งท่องเที่ยวนะ ต้องแย่งกันกิน แย่งกันอยู่"

     สันต์2 "ใจเย็น Please stand by, Please stand by หัดไว้ใจจักรวาลเสียบ้าง เดี๋ยวทุกอย่างมันก็ดีเองแหละ"

     กลางป่าที่ตำบลกราฟตันนี้ อินเตอร์เน็ทติดๆดับ การติดต่อกับ booking.com ยุ่งยาก ใช้เวลาเป็นชั่วโมง แถมยังมีเรื่องแยะ แบบว่าบ้านหลังนี้บริษัทนี้เคยบริหารตอนเดือนกรกฎา แต่ก็เลิกบริหารไปแล้ว พอพักเที่ยงพนักงานคนหนึ่งลงไปกินข้าว อีกคนมาแทนต้องมาตั้งเรื่องกันใหม่ อะไรอย่างนี้เป็นต้น ผมให้หาบ้านใหม่ สั่งว่าโรงแรมจิ้งหรีดไม่เอา ต้องเป็นบ้านอย่างน้อยสองห้องน้ำและมีที่ซักผ้าอบผ้า เพราะทุกคนกำลัง “เน่า” ได้ที่แล้ว ในที่สุดด้วยความเจนจัดในการใช้อินเตอร์เน็ทของคนรุ่น GenY อย่างหมอพอ เราก็ได้ที่พักใหม่ของ AirBnB ที่ตำบลโดเวอร์ เฮ้..แก้ปัญหาได้แล้ว เที่ยวกันต่อได้
ข้างถนน 100 เส้นทางที่สวยงามสำหรับการขับขี่ชมใบไม้

"..เที่ยวไปตามตะวัน 
บากบั่นไปตามลม
สนุกสุขสม หัวใจหงายคว่ำ
ชีพที่ยาวนาน หรือสั้นแต่เพียงคำ
เอาตู..ด แช่น้ำ แล้วเดินต่อไป.."

     เราจำเป็นต้องตัดการไปเที่ยวงานเทศกาลที่เมืองนิวเฟนออกไปเพราะการเสียเวลาไปกับเรื่องจองโรงแรมผิดวัน จึงขับรถบ่ายหน้าลงถนน 100 เพื่อมุ่งขึ้นเขาเม้าท์สโนว์ไปร่วมงาน Octoberfest ถนน 100 นี้เป็นถนนดังที่ใครๆก็ชอบมาขับรถดูใบไม้เปลี่ยนสี วันที่เรามาถึงเป็นวันที่ใบไม้เป็นสีเหลือส้มสุกปลั่งได้ที่พอดี แดดออกดี วิวสองข้างและภูเขาข้างหน้าล้วนเหลืองส้มแดง ทุกอย่างดูเจิดจรัสไปหมดเหมือนภาพเขียนเซอเรียลลิสม์ ผมยกให้ถนน 100 เป็นถนนในความทรงจำของการขับขี่ครั้งนี้

นักทรอมโบนที่เก๋าแต่ฉมัง กำลังวาดลวดลายโชว์หมอสมวงศ์
     ในที่สุดเราก็บากบั่นมาถึงยอดเขาเม้าท์สโนว์ เขากำลังเป่าแตรยาวเริ่มงานกันพอดี แล้วดนตรีอุมบ้าซึ่งนักดนตรีล้วนอายุ 70 อัพจากเมืองมิวนิคก็เริ่มบรรเลง บรรยากาศสนุกสนาน นักดนตรีแต่ละคนแม้จะเก๋าแต่ก็ฉมังและวาดลวดลายกันเต็มที่ แล้วก็ถึงคราวเต้นอุมบ้า คนนำเต้นเป็นชายแก่ชาวเยอร์มันอายุน่าจะแปดสิบได้ เขามาลากผมออกไปเต้นด้วย ผมชวนหมอสมวงศ์ซึ่งเธอส่ายหัวเดียะ จึงชวนป้าของหมอพอออกไปเต้นคู่กัน จับกันเป็นคู่ๆราวสิบกว่าคู่ แล้วเต้นไปตามจังหวะที่เขาสอน แขนซ้ายคนหนึ่งคล้องแขนขวาของอีกคนหมุนตัวเต้นกระโดดไปทางซ้ายที เปลี่ยนข้างเป็นแขนขวาคล้องแขนซ้ายแล้วหมุนเต้นกระโดดไปขวาอีกที แล้วก็แถแบบเซแซ่ดๆๆไปตามจังหวะเพลงออกซ้ายที ออกข้างขวาที เต้นกันไปจนจบเพลงเป็นที่สนุกสนาน แล้วยุให้ป้าไปแข่งชูเหยือกแก้วที่ใส่เบียร์ไว้เต็ม (stein holding) ผมหลอกเธอว่าพวกผู้หญิงฝรั่งแขนของพวกเธอหนักไขมัน สู้เราไม่ได้หรอก เธอไปยืนชูเหยือกเบียร์หน้าเขียวหน้าเหลืองแข่งกับฝรั่งได้ราวสิบนาทีก็ยอมแพ้เขากลับมา แล้วเราก็ไปจับคู่แข่งโยนไส้กรอก (Schnitzel Toss) โยนและรับแข่งกันเป็นรอบๆ ผ่านรอบแรกก็ก้าวถอยให้ห่างกันมากขึ้นเพื่อแข่งรอบที่สองต่อ ตอนซ้อมก็ทำได้ดี พอแข่งจริงโยนได้สองรอบป้าก็ทำตกแถมมาโทษคนโยนว่าโยนไม่ดีอีกต่างหาก แข่งมาสองงานแล้วยังไม่ได้สักรางวัล แล้วงานสุดท้ายผมเข้าแข่งหอน (yodeling) ซึ่งก็คือการร้องเพลงแบบโห่เสียงสูงๆ มีตัวผู้..เอ๊ยไม่ใช่ มีผู้ชายเข้าแข่งประมาณสิบกว่าคน ผลปรากฎว่าผมชนะได้ที่สาม ได้รางวัลเป็นตั๋วขึ้นเล่นสกีฤดูหนาว 2018-19 มาหนึ่งใบ เล่นสนุกอยู่ในงานเทศกาลจนค่ำแล้วจึงขับรถเข้าที่พักใหม่ที่เพิ่งได้มาโดยไม่ได้คาดฝัน เป็นบ้านพักสกีที่สุขสบายดีมาก เราอยู่ที่นี่กันสามคืน
หน้าบ้านพักสกี ที่พักฉุกเฉินสามวัน

     อิ่มมื้อเย็นแล้วนอนเล่นเอกเขนกหน้าเตาผิงรำพึงรำพันถึงชีวิตที่ผ่านมาในวันนี้ มีปัญหาแต่ก็ยังสนุกได้เพราะความตระหนักว่าการมาเที่ยวเป็นการมาชั่วคราว มีทุกข์ต้องรีบทิ้งเพื่อมุ่งหาความสุขอย่างเดียว

     อันที่จริงการเกิดมามีชีวิตก็เหมือนการมาเที่ยวเมืองนอกเหมือนกัน คือเกิดมาชั่วคราวเพื่อมาเสาะหาความสุขกับการใช้ชีวิต มีเวลาสั้นๆไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก ถ้ามีเหตุที่จะทำให้เราทุกข์เราก็ควรรีบทิ้งมันไปจากใจเสียเหมือนที่เรามาเที่ยวเมืองนอก ชีวิตจริงก็จะมีความสุขง่ายขึ้น

8 ตค. 61

     เราขับรถลงจากเขาเพื่อไปยังเมืองเบนนิงตัน ไปดูมิวเซียม ความจริงต้องเรียกว่าไปดูผลงานของแกรนม่าโมเซ (Grandma Mose) มากกว่าเพราะพิภัณฑ์นี้มีศูนย์ตั้งแสดงผลงานของเธออย่างเป็นเรื่องเป็นราว เนื่องจากเธอใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่นี่ หมอสมวงศ์เป็นคนชอบเขียนรูป จึงชื่นชอบแกรนม่าโมเซเป็นพิเศษในแง่ที่ว่าเธอมาเริ่มเขียนรูปเอาตอนอายุ 70 กว่าและดังระเบิดระดับโลกเมื่ออายุ 95 ปี ชื่อจริงของเธอคือ Anna Roberson ในมิวเซียมได้เปิดวิดิโอ.เก่าที่โทรทัศน์สัมภาษณ์คุณย่าไว้ มีอยู่ตอนหนึ่งพิธีกรถามถึงความกลัวตาย เธอตอบว่า
วิลเลียมส์ทาวน์ เมืองที่ไม่มีใครยอมเกษียณ

     "ไม่กลัว มันก็เหมือนตอนคุณนอนหลับ คุณเคยสังเกตไหม เมื่อความคิดสุดท้ายของคุณสิ้นสุดลง เมื่อนั้นแหละ คุณก็หลับ คุณรู้จักตรงนี้ คุณก็จะไม่กลัว"

     ออกจากมิวเซียมเราไปขับรถเที่ยวเส้นทางดังที่ชื่อโมฮอว์ค เทรล ซึ่งอยู่ในเขตรัฐแมสซาจูเส็ท ไปตั้งต้นที่เมืองวิลเลียมส์ทาวน์ (Williamstown) เมืองที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดของรัฐแมสซาจูเซ็ท และเขาว่ากันว่ามันเป็นเมืองที่คนไม่ยอมเกษียณ ไม่ว่าจะเป็นหมอ เป็นทนายความ แก่งักแค่ไหนก็ยังตะบันทำงานกันอยู่ มาถึงแล้วเราถ่ายรูปโบสถ์ขาวหน้าวิทยาลัย เดินเที่ยวรอบเมืองหนึ่งรอบ แล้วขับต่อไป ผ่านเมืองเล็กเมืองน้อยอีกหลายเมือง ขึ้นเขาไปถึงโค้งหักศอกบนหน้าผาที่มีร้านอาหารตรานกอินทรีย์ เราจอดชมวิว เห็นแต่หมอก แล้วก็ขับฝ่าหมอกต่อไป มาได้พักใหญ่สมาชิกคนหนึ่งก็ร้องขึ้น
อนุสาวรีย์อินเดียนแดงโมฮอว์ค

     "เฮ้ย..กวาง"

     ผมเบรครถ เขม้นมอง กวางตัวใหญ่เขาใหญ่สวยงามยืนเด่นเป็นสง่านิ่งๆอยู่ในสายหมอกหนาทึบสีขาวขุ่น ปั๊ดโธ่ นั่นมันรูปปั้นนะคุณ ใครกันนะทะลึ่งปั้นกวางไว้ริมถนน หมอกจัดๆอย่างนี้นึกว่ากวางจริง

     ขับฝ่าหมอกต่อไปอีก หมอกเริ่มจางลงเพราะเราลงมาสู่ร่องเขา เห็นรถจอดอยู่หลายคันเราจึงจอดบ้าง คราวนี้เป็นอนุสาวรีย์อินเดียนแดงชื่อโมฮอว์ค นัยว่าสถานที่นี่เป็นที่ประชุมผนึกกำลังชนเผ่าต่างซึ่งทุกเผ่าต่างก็ส่งเทียบมาแปะไว้เป็นหลักฐาน มีอนุสาวรีย์อินเดียนแดงโมฮอว์คชูมือรับแสงอรุณอยู่อย่างเท่เลย

     แล้วก็ขับต่อไปอีก ผ่านสพานมีหลังคาคลุม แต่ตั้งใจจะไม่จอดแล้วเพราะทุกคนต่างก็เบื่อสะพานมีหลังคาคลุมแล้ว อีกอย่างที่ทุกคนเบื่อก็คือโบสถ์ในเวอร์มอนต์นี้ เบื่อตรงที่ว่าพวกบาทหลวงแถบนี้ช่างไม่มีความคิดสร้างสรรค์เอาเสียเลย ทำโบสถ์แต่ละหลังออกมาเหมือนก๊อปกันมาไม่มีผิด แต่ทันไดนั้น

     "เฮ้ย กวาง"

กวางมูส ตัวจริง ไม่ส่งเสียง
     คราวนี้เป็นเสียงผมเอง กวางจริงๆ สมาชิกพากันส่ายสายตาดู ไหนงะ ไหนงะ นั่นไง ที่ใต้สะพานนั่นไง เราจอดรถเฮโลลงไปถ่ายรูปกวาง เป็นกวางมูสตัวใหญ่ มันเอาขาแช่น้ำยืนนิ่งอยู่ สงสัยจะโดนความเย็นของน้ำทำเอาขาเป็นอัมพาตไปเสียแล้ว ผมค่อยๆลงไปถ่ายรูปใกล้ๆมันก็ได้แค่จ้องผมตาแป๋ว ไม่ส่งเสียง ไม่คิดหนีคิดเผ่น อยากจะลองไล่ตะเพิดมันดูแต่ก็เกรงใจคนอื่นที่วิ่งตามลงมาถ่ายรูปด้วย ฝรั่งคนหนึ่งทำท่าทางตื่นเต้นมาก บอกผมว่าฉันอยู่ที่นี่ตั้งนาน ไม่เห็นมันมาหลายปีแล้ว

     ฝนตกอีกแล้ว เรานั่งอยู่ในรถ ขับผ่านศูนย์วิปัสนาแห่งหนึ่ง จึงจอดรถลงไปดู เดินเข้าไปในอาคาร เป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมตามแนวโกเอนก้า เห็นแต่รองเท้าคนเต็มไปหมดแต่ไม่มีคนสักคน เข้าใจว่าคงนั่งสมาธิกันอยู่ในห้อง จึงไม่ได้ไปรบกวน ขับกันต่อไปอีกคราวนี้เราขึ้นไปวิ่งบนเส้นทางขับรถดังอีกเส้นหนึ่งที่ขึ้นชื่อในความสวยงามชื่อมอลลี่ฮอค เทรล แต่จะมีประโยชน์อะไรละ เพราะฝนตกและหมอกจัด มองอะไรแทบไม่เห็นเลย ขับไปจนสุดทางแล้วก็กลับเข้าที่พัก

     พอมาถึงที่พัก สมาชิกก็ร้องลั่นว่าเฮ้ย ขยะถูกคุ้ยเละหน้าบ้าน ก็ใครใช้ให้เอาขยะวางไว้นอกบ้านละ คนหนึ่งว่าฉันเผลอวางไว้บนกองฟืนตอนเปิดบ้านแล้วลืมเก็บลงถัง อีกคนหนึ่งว่าต้องเป็นหมีแน่เลย อีกคนว่าหมีไม่คุ้ยขยะเล็กเอียดอย่างนี้หรอก คงเป็นตัวแรคคูนมากกว่าเพราะขับรถมาก็เห็นหลายตัว แต่ไม่ว่าจะเป็นตัวอะไรคุ้ย ผู้เก็บกวาดก็ต้องเป็นตัวคนทั้งห้าเนี่ยแหละ

9 ตค. 61

บ้านของครอบครัวลินคอล์น 
     เราหารือกันว่าค่อนข้างเต็มอิ่มกับการนั่งรถชมวิวไปตามถนนแล้ว ฝนตกๆอย่างนี้ วันนี้เราเปลี่ยนแผนไปดูบ้านของครอบครัวลินคอล์นที่ตำบลลินเดนกันดีกว่า จึงขับรถตรงไปยังบ้านครอบครัวลินคอล์น บ้านหลังนี้ถูกทิ้งร้างอยู่พักหนึ่ง ต่อมาชุมชนได้จัดตั้งองค์กรจิตอาสาขึ้นมาฟื้นฟูบูรณะจนกลายเป็นที่ท่องเที่ยวหลักของย่านนี้ เจ้าของผู้สร้างบ้านนี้คือ โรเบิร์ต ลินคอล์น ลูกชายของประธานาธิบดีลินคอล์น เป็นคฤหาสหลังใหญ่มากพอดู ที่สนามหญ้าหน้าทางเข้าคฤหาสน์เขาตีพื้นที่สี่เหลี่ยมเล็กๆขนาดราว 30 ตารางเมตรไว้ให้ดู แล้วไกด์บรรยายว่านี่คือขนาดกระท่อมที่ลินคอล์นผู้พ่ออยู่อาศัยและเติบโตมา เป็นข้อเปรียบเทียบกับบ้านของลินคอล์นผู้ลูกที่เรากำลังจะเข้าไปดูว่ามันผิดขนาดกันเพียงใด

เวย์โปรตีน หยดแหมะๆ
     ในบ้านหลังนี้มีอยู่ห้องหนึ่งที่ตั้งแสดงหมวกและของใช้วันที่ประธานาธิบดีลินคอล์นถูกยิงตาย และมีข้อความเล่าเรื่องราวหลักชีวิตของประธานาธิบดีลินคอล์นซึ่งถือว่าเป็นขวัญใจชาวอเมริกัน พูดถึงตรงนี้ทำให้คิดถึงโจ๊กเกี่ยวกับลินคอล์นเรื่องหนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่าพ่อพยายามสอนลูกให้ขยันหมั่นเพียรโดยเอาลินคอล์นเป็นตัวอย่างว่า

     "สมัยที่ลินคอล์นอายุเท่าแก เขาต้องเดินไปโรงเรียนเป็นระยะไกลถึงสี่ไมล์ทุกวันนะ" ข้างลูกก็ย้อนกลับคุณพ่อทันทีว่า

     "สมัยที่ลินคอล์นอายุเท่าพ่อ เขาเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐนะครับ"

     ฮะ ฮะ ฮ่า ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น

     นอกอาคารเป็นฟาร์มและพื้นที่ป่าอันกว้างใหญ่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบ้านหลังนี้ มีมุมตั้งแสดงรถไฟแบบเช่าเหมาตู้สำหรับคนรวย (Pullman's Car) มีฟาร์มซึ่งยังเลี้ยงแพะแกะและไก่จริงๆอยู่ เรานั่งรถแทรกเตอร์ไปดูฟาร์มแพะซึ่งเขารีดนมแพะทำชีส การรีดนมนั้นใช้เครื่องรีด ถึงเวลาพวกแม่แพะจะมาเข้าคิวรอเข้ารีดนมเอง

     คนเลี้ยงเล่าตลกๆว่าตัวเขาทำอะไรลูกค้าก็ชอบมารอคิวรับ สมัยหนุ่มเขาทำงานในโรงเลี้ยงคนแก่ (nursing home) มาก่อน เขาเล่าว่าก่อนถึงเวลาอาหารราวสองชั่วโมงพวกคนแก่จะพากันมาเข้าคิวรอกินอาหาร ไม่รู้ว่าทำไมต้องมารอกันแต่เนิ่นขนาดนั้น พอเขามาเลี้ยงแพะก็เหมือนกันอีก พวกแพะทั้งๆที่รู้ว่าอีกตั้งนานกว่าจะถึงเวลารีดนมเพราะจะมีเสียงกระดิ่งเรียก แต่พวกมันก็ยังมายืนเข้าคิวรอรีดนมอย่างจดจ่อล่วงหน้าหลายชั่วโมง

     ผมคิดเล่นๆต่อยอดเอาเองว่ามันคงเป็นอิทธิพลของความคิดกระมัง ความคิดเป็นตัวพาเราไปอยู่ในอนาคต เพราะความคิดกังวลว่าอนาคตจะไม่เป็นไปตามที่ตัวเองคาดหวังอยากให้เป็นนั้นมีอยู่ในใจคนเราตลอดเวลา การไปเข้าคิวจดจ่อรออนาคตมันทำให้ความกังวลนี้เบาลงไปได้ แต่ว่าก็ต้องแลกกับการเสียโอกาสที่จะได้ใช้ชีวิตในปัจจุบันไป ผมหมายความว่าเมื่อใดที่เราเฝ้ารออะไร เมื่อนั้นเราทิ้งปัจจุบันไปอยู่ในอนาคต นี่เป็นคำอธิบายพฤติกรรมของคนนะ แต่ของแพะนั้นผมไม่ทราบจริงๆ ว่าแพะมันรีบมาเข้าคิวเพราะกังวลถึงอนาคตอย่างคนหรือเปล่า
เดินป่าที่ Lye Brook Falls ก่อนจะรู้ว่าคนหาย
     เมื่อรีดนมได้แล้วก็เอาไปทำชีส วิธีทำชีสคือเอานมตั้งทิ้งไว้จนมันจับกันเป็นก้อน (curd) แล้วเอาก้อนพวกนี้ไปใส่กระบอกพลาสติกเจาะรูที่ก้น ให้น้ำใสๆที่เรียกว่าเวย์ (whey) ไหลออกจากก้อนนมหยดแหมะๆลงไปที่กระแป๋งข้างล่าง เอาน้ำใสนี้ไปเลี้ยงสัตว์บ้าง เอาไปทำเวย์โปรตีนขายบ้าง ส่วนก้อนนมที่หมาดน้ำได้ที่แล้วก็เอาไปบ่มทำชีส

Equinox Nursery ช็อปฟักทองไปทำผีวันฮาโลวีน
     ออกจากบ้านครอบครัวลินคอล์นฝนหยุดแล้ว เราไปเดินป่าเพื่อไปดูน้ำตกสองร้อยชั้น (Lye Brook Falls) กัน มีสองเส้นทางคือทางสองไมล์กับทางเจ็ดไมล์ เอาสองไมล์ก็แล้วกัน แล้วก็ออกเดิน เดินไปชมลำธารไป ถ่ายรูปไปได้สักสิบนาที ฝ่ายนับยอดสมาชิกก็รายงานว่าองค์ประชุมไม่ครบ หายไปหนึ่งคน เอาเข้าแล้วสิ กลางป่าอย่างนี้ติดต่อกันไม่ได้เสียด้วย ตอนออกเดิน เดินไปกันคนละทางหรือเปล่า หรือว่ายังรอกันอยู่ที่รถ จึงพาคณะถอยกลับมาดูที่รถ ก็ไม่พบ ในที่สุดผมต้องให้คนอื่นปักหลักอยู่ที่รถรอแล้วตัวผมออกตามหา เพราะถ้าไปตามหากันหลายคนในป่าอย่างนี้เดี๋ยวก็ได้หากันไปหากันมาไม่รู้จบ ผมเดาเอาว่าน่าจะเดินล่วงหน้าไปแล้วในเส้นทางสองไมล์นี้แหละ ตามไปถามฝรั่งไปในที่สุดก็หากันเจอ หมดเวลาแล้ว ขึ้นรถเดินทางต่อไปได้
อนุสาวรีย์สงครามปลดแอก เห็นเป็นแท่งอยู่หลังร้านวอลมาร์ท

     ขับมาตามถนน 7A แล้วแวะที่ฟาร์ม Equinox Valley Nursery เพื่อชมสินค้าฟักทองสำหรับไปตกแต่งทำผีวันฮาโลวีน ที่ฟาร์มนี้ในวันหยุดจะมีการแข่งขันแกะฟักทองทำผีฮาโลวีนด้วย ทั่วทั้งฟาร์มตั้งหุ่นฟางทั้งหุ่นน่ารักและน่ากลัวเต็มไปหมด ออกจากฟาร์มแล้วเราขับกลับทางเมืองเบนนิงตัน แวะซื้อไก่ย่างและผักที่ร้านวอลมาร์ทขวัญใจคนจน ทึ่เมืองเบนนิงตันนี้คนอเมริกันเขาชอบมาดูอนุสาวรีย์สงคราม (war monument) ซึ่งสร้างเพื่อรำลึกถึงสงครามเบ็นนิงตันอันเป็นสนามเล็กๆที่พลิกสถานะการณ์ให้ฝ่ายอเมริกันปลดแอกจากอังกฤษได้สำเร็จ มองเห็นอนุสาวรีย์เป็นแท่งสูงเสียดฟ้าอยู่หลังร้านวอลมาร์ท
คันนี้ก็เท่จนอดถ่ายรูปไม่ได้
รถจี๊บ จอดใต้ใบไม้สีจ๊าบ




















10 ตค. 61
วูดสต็อค เมืองน่ารักอีกเมืองหนึ่งของเวอร์มอนต์

เราอำลาบ้านพักฉุกเฉิน ขับขึ้นเหนือไปตามถนน 100 ผ่านกลางทางมีร้านเวอร์มอนต์ วิลเลจ มาร์เก็ต เหล่าสมาชิกขอแวะช็อป ผมใช้เวลาเดินสำรวจถ่ายรูป สิ่งที่ประทับใจบ้านนอกคอกนาในเวอร์มอนต์นี้คือภาพรถยนเก่าๆ จอดซุกไว้ตามใต้ต้นเมเปิลหรือต้นโอ๊กที่มีใบหลากสีสัน คนบ้านนอกแถบนี้ใช้รถเก่าอย่างคุ้มค่า หลายคันผมเห็นว่าขอบประตูผุไม่เหลือขอบแล้วแต่เขาก็ยังวิ่งกันอยู่ ผมถ่ายรูปรถเท่มาให้ดูสองรูป คันหนึ่งเป็นรถจี๊ป อีกคันหนึ่งเป็นโอลส์โมบิล

     เราเดินทางแบบเร่งรุดแต่ไม่ค่อยคืบหน้ามาจนถึงเมืองวู้ดสต๊อค (Woodstock) ซึ่งเป็นเมืองสวยน่ารักอีกเมืองหนึ่งของเวอร์มอนต์


การเก็บน้ำจากต้นเมเปิล
ที่เมืองนี้มีฟาร์มบรรยากาศดีใครๆก็มานั่งกินปิคนิกได้ชื่อ Billing Farm และมีโรงนาหีบน้ำตาลเมเปิลไซรัพชื่ออะไรจำไม่ได้แล้ว ซึ่งมียุ้งฉางแสดงวิธีหีบน้ำตาลเมเปิลไซรัพให้ดู และมีบริการให้ชิมชีสและน้ำตาลเมเปิลไซรัพแบบต่างๆฟรี ชิมของเขาจนอิ่มแล้วก็ต้องช่วยซื้อเพราะความอายที่กินฟรีไปแยะ การทำน้ำตาลเมเปิ้ลไซรัพนี้ผมก็เพิ่งรู้ว่าเขาใช้วิธีเจาะรูเข้าไปที่ต้นเมเปิลดื้อๆ เจาะตอนปลายหน้าหนาว เจาะลึกประมาณถึงท่อน้ำเลี้ยงแต่ไม่ถึงแก่นไม้ แล้วเอาท่อเสียบไว้ ต่อท่อนี้เข้ากับสายท่อพลาสติกเพื่อให้น้ำแซพ (sap) ที่ไหลออกมาไหลไปตามท่อพลาสติกไปรวมกันในกระแป๋ง เพื่อให้ชาวไร่หิ้วไปเคี่ยวให้หนืดข้นจนกลายเป็นเมเปิลไซรัพต่อในโรงนา คนทำเล่าว่าการเจาะรูนี้ทำได้ทุกปีตลอดชีวิตของต้นเมเปิล โดยไม่ได้ทำให้ต้นเมเปิลป่วยหรือตายแต่อย่างใด
ควินชี่กอร์จ โปรดสังเกตลูกกระรอกลาย

     ใกล้กับเมืองวู้ดสต็อคมีกอร์จหรือผาร่องน้ำที่สวยงามอยู่เรียกว่า Quincy Gorge ซึ่งจัดเป็นที่ท่องเที่ยวเดินไพรที่มีชื่ออีกแห่งหนึ่ง เราลงไปเดินไพรไปตามกอร์จนี้ทั้งเดินตามน้ำเพื่อลงไปยืนอยู่กลางน้ำแล้วถ่ายรูปสะพาน และเดินทวนน้ำขึ้นไปจนถึงฝายน้ำล้น ผมถ่ายรูปสะพานจากกลางน้ำมาให้ดู ขณะจะถ่ายรูปมีลูกกระรอกลายตัวหนึ่งวิ่งหลงทางอยู่บนหินด้วย จึงตั้งใจถ่ายรูปให้ติดลูกกระรอกนี้มาด้วย สังเกตให้ดีมันมีสีน้ำตาลลายตัวเล็กๆอยู่บนก้อนหินทางด้านล่างขวาของภาพ

     กว่าจะออกจากวู้ดสต็อคได้ก็บ่ายคล้อย เราต้องตาลีตาเหลือกรีบไปเพราะอยากจะไปดูวิธีทำไอติมยี่ห้อเบ็นแอนด์เจอรี่ที่เมืองวอเตอร์เบอรี่บนถนน 100 นี้ เขาจะปิดรอบสุดท้ายหกโมงเย็น เราขับมาหลงทางบ้าง รถติดบ้าง ไปถึงเขาปิดรอบพอดี แขวนป้ายไว้เรียบร้อยว่าทัวร์รอบต่อไปคือเก้าโมงเช้าวันรุ่งขึ้น ผมต้องบอกพนักงานซึ่งเป็นชายสูงอายุว่าผมเดินทางมาตั้งห้าพันไมล์นะกว่าจะมาถึงที่นี่ แล้วพอมาถึงคุณก็ปิดเสียแล้ว เขามองดูเฉย ไม่พูดไม่จา แล้วก็ยอมออกตั๋วให้พวกเราแต่โดยดี

โรงแรมผีสิง The 1860 House
     จบการดูงานทำไอติมและชิมไอติมแล้ว แต่ห้ามซื้อ เพราะถ้าซื้อต้องไปต่อคิวซื้อ ซึ่งจะกินเวลาอีกหลายสิบนาที จึงได้แต่ถ่ายรูปหน้ารถไอติมรูปเดียวแล้วกวาดต้อนลูกทัวร์ขึ้นรถเพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองสโตว์ (Stowe) แล้วเข้าพักโรงแรมผีสิงชื่อ The 1860 House

     โรงแรมนี้เป็นโรงแรมโบราณเล็กๆมีแค่ห้าห้อง เจ้าของชื่อโรสแมรีเป็นคนอัธยาศัยดีอธิบายแนะนำโน่นนี่นั่นดีมาก แต่ไม่บอกผมสักคำว่าโรงแรมของเธอผีดุ พอนอนไปถึงตีสองก็ได้ยินผัวเมียห้องข้างๆทะเลาะกันเสียงดังลั่น จับความได้ว่าเมียโวยวายว่าฉันอยู่ไม่ได้แล้วที่นี่ มีแต่วิญญาณคนตายเต็มไปหมด ข้างผัวก็ได้แต่ปรามเมียว่านี่มันตีสองนะ เธอจะส่งเสียงร้องรบกวนห้องข้างๆเขาได้อย่างไร เสียงดังตึงตังๆกันอยู่พักหนึ่งก็เงียบกันไป พวกเราหลายคนได้ยินผัวเมียทะเลาะกันชัด ผมตั้งใจว่ารุ่งเช้าจะต้องสัมภาษณ์ผู้หญิงคนเห็นผีเสียหน่อย แต่ถึงเวลาผมก็ตื่นสายต้องรีบทำเรื่องของตัวเองจนลืมเรื่องผีไป
โบสถ์ Community Church หน้าโรงแรมผีดุ

     เมืองสโตว์นี้เป็นเมืองที่สวยงามน่ารัก ข้างหน้าโรงแรมมีโบสถ์ยอดแหลมสีขาวๆธรรมดาๆชื่อ Community Church แต่หากเลือกฉากหลังที่เป็นใบไม้สีเหลืองส้มให้ดีก็จะกลายเป็นโบสถ์ที่เก๋ไก๋ซึ่งท่านอาจจะร้องอ๋อเพราะเคยเห็นอยู่ตามปฏิทินบ่อยๆ

     ไฮไลท์ของเมืองสโตว์อยู่ที่เส้นทางเดินพักผ่อนที่ชื่อ Recreation Path ซึ่งเราตั้งใจจะมาเดินแต่เดินไม่ได้เพราะฝนตก เห็นฝรั่งส่วนหนึ่งกางร่มเดินกัน แต่ไทยเราไม่มีความอุตสาหะในการเดินเท้าถึงขนาดนั้น ขนาดแห้งๆยังต้องเชิญกันแล้วเชิญกันอีก เราจึงเลือกไปดูไฮไลท์อันที่สองของเมือง คือการไปเยี่ยมชมลอดจ์ของกัปตันวอนแทร็ป คนที่เป็นพระเอกหนังเรื่อง The Sound Of Music นั่นแหละ ตัวจริงเขาพาลูกเมียหนียิวมาจากออสเตรียมาตั้งรกรากอยู่ที่เมืองสโตว์นี้

     เราขับรถขึ้นเขาไป อาณาบริเวณบ้านของกัปตันวอนแทร็ปนี้กว้างใหญ่ไพศาลมาก แล้วเราก็ขับหลงทางไปเข้าข้างหลังแทนที่จะเข้าข้างหน้า จึงได้เห็นป่าไม้ซึ่งเป็นส่วนบริเวณหลังบ้านที่สวยงาม ผมถ่ายรูปมาให้ดูด้วย
ป่าไม้ซึ่งอยู่บริเวณหลังบ้านของกัปตันวอนแทร็ป พระเอก The Sound of Music

     กัปตันวอนแทร็ปและมาเรียตัวจริงนี้มีลูกเก้าคน ทั้งครอบครัวเดินทางร้องเพลงไปทั่วโลกจนร่ำรวย เขาได้สร้างลอดจ์แห่งนี้ขึ้นไว้ต้อนรับแขกเหรื่อที่เขารู้จักคุ้นเคยช่วงเดินทางไปแสดงทั่วโลก ทุกวันนี้ลูกหลานของเขาเปิดเป็นโรงแรมที่ใครมีเงินก็มาพักได้ ที่ห้องโถงของโรงแรมซึ่งใครๆก็สามารถเดินเข้าไปได้ มีตั้งแสดงภาพและเรื่องราวชีวิตจริงของครอบครัวนี้ซึ่งน่าสนใจมาก และมีร้านของฝากราคาแพงระยับอยู่ที่ข้างๆห้องโถงด้วย ถึงไม่ได้มาพักที่นี่ ผมก็ยืนยันแนะนำว่าใครที่มาเมืองสโตว์ควรหาโอกาสมาเยี่ยมล็อดจ์แห่งนี้ โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ร่วง เพราะแค่มาดูทัศนียภาพรอบๆก็กินขาดแล้ว


ลอดจ์ของครอบครัววอนแทร็ป
กระจกสีแหวกประเพณีนิยมที่โบสถ์ไม้
ช่วงที่อยู่ที่บ้านกับตันวอนแทร็ปนี้มีหมอกหนาและมีฝน จนสมาชิกบางคนไม่ยอมออกจากรถ บอกว่าออกไปก็ถ่ายรูปไม่ได้ ผมบอกว่าคุณอย่าไปกังวลถึงรูปถ่าย รูปถ่ายเป็นอนาคตซึ่งคุณจะมีโอกาสได้ดูมันหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย แต่ของจริงข้างหน้านี่เรากำลังเห็นมันอยู่นี่นะ ทั้งสีสัน บรรยากาศ และเรื่องราว นี่แหละที่เขาว่าอยู่กับปัจจุบัน ออกมาดูมาสัมผัสของจริงสดๆกันดีกว่า

     ออกจากลอดจ์ของครอบครัววอนแทร็ป เราแวะไปดูโบสถ์ไม้ชื่อ Blessed Sacrement Catholic Church ซึ่งสร้างเพื่อระลึกถึงบาทหลวงชื่อดัทตันที่ได้อุทิศชีวิตทั้งชีวิตให้กับงานดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเรื้อน สิ่งแปลกที่น่าสนใจสำหรับโบสถ์นี้นอกจากทั้งหลังจะเป็นไม้แล้วก็คือกระจกสีประดับโบสถ์นั้นแหวกแนวดี ผมจึงถ่ายรูปมาให้ดู

     บ่ายคล้อยเราตั้งใจว่าจะไปขับรถขึ้นทางวิบากไปยอดเขาที่เขาเล่นสกีกันเพื่อดูวิวใบไม้เปลี่ยนสี แต่ไปถึงแล้วก็ต้องผิดหวังเนื่องจากฝนตกและหมอกจัดจนมองไม่เห็นอะไรเลย ประสบการณ์เมื่อขึ้นยอดเขาโพรสเพ็คสอนเราว่า..ถอยดีกว่า จึงขับรถมุ่งหน้าต่อไปตามถนน 108 เข้าที่พักที่ในป่า นอกเมืองแคมบริดจ์ ก่อฟืนจุดเตาผิงแก้หนาวสบายใจ

11 ตค. 61

     วันนี้ตามที่ตั้งใจไว้เดิมเราต้องลงเขาเพื่อขับรถตี
เส้นทางขับรถถนน 108 ตรงปุ่มนักขนของเถื่อน 
ยาวไปเคปวินเซนท์ (Cape Vincent) ซึ่งอยู่ไกลออกไปจนจรดริมทะเลสาป แต่ด้วยยังติดใจอยากจะขับรถขึ้นเขาเมืองสะโตว์ให้ได้ ประกอบกับพยากรณ์อากาศบอกว่าวันนี้จะมีแดด ผมจึงตัดสินใจขับรถย้อนกลับไปตามถนน 108 เพื่อไปขึ้นเขาเมืองสะโตว์อีกครั้ง แม้จะไม่มีแดด แต่เช้านี้ก็ไม่มีฝน เราขับมาช้าๆ ทำให้ได้เห็นว่าเส้นทางที่ขับผ่านมาเมื่อค่ำวานนี้นั้น ยามปลอดฝนมันสวยงามอย่างยิ่ง มีน้ำตกริมทางเป็นระยะๆ บางจุดใกล้เสียจนเมื่อเปิดหน้าต่างแล้วฝอยน้ำตกกระเซ็นเข้ามาในรถ บางช่วงถนนแคบลดเลี้ยวไปตามหน้าผาและก้อนหิน จนยามที่ผ่านก้อนหินสองข้างทางต้องคอยเยื้องย่างสับหลีกกันไปทีละข้าง มิน่าคนถึงเรียกที่นี่ว่าเป็นปุ่มนักขนของเถื่อน (Smuggler's notch) เพราะทำเลมันเหมาะแก่การซุกซ่อนนี่เอง เราหยุดถ่ายรูปเป็นพักๆ แล้วขับไปจนถึงเขตเมืองสโตว์ พอขับไปถึงจุดที่จะขึ้นเขาเมืองสะโตว์ก็..โฝโตะจัํกๆๆๆ แป่ว..ว

บ้านพักริมทะเลสาปที่เคปวินเซนท์
     โอเค.ขึ้นไม่ได้ก็ขึ้นไม่ได้

     "ไอ้เสือ.ถอย" 

     ไม่มีคำว่าผิดหวัง มีแต่เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงที่เราจะได้เรียนรู้ ครั้งนี้ก็ได้เรียนรู้ว่าพยากรณ์อากาศของฝรั่งที่ว่าแน่ๆนั้น บางเวลาก็ผิดแบบหน้ามือเป็นหลังมือได้เหมือนกัน เราออกจากแคมบริดจ์ ขับตียาวห้าชั่วโมงรวดมุ่งหน้าตะวันออก ตรงไปยังเคปวินเซนท์ ไม่มีการพักที่ไหนเลย ยกเว้นเมื่อผู้โดยสารร้องเรียนว่าถ้าไม่จอดจะปล่อยของเสียในรถเท่านั้น แต่ก็เสียเวลาจนได้เมื่อแวะเข้าห้องน้ำและถ่ายรูปท่าน้ำริมทะเลสาปแล้วฝาปิดหน้ากล้องหล่นต๋อมลงในน้ำใสแจ๋วแต่เย็นเจี๊ยบลึกราวหนึ่งเมตร ต้องระดมไม้สกีโพลสามอันมาช่วยกันกู้ สองอันเป็นตัวเขี่ย อันที่สามเสียบแก้วพลาสติกที่เขาใส่ผลไม้หั่นขายเพื่อใช้เป็นตัวตัก กู้กันอยู่พักใหญ่จึงสำเร็จแล้วเดินทางต่อ ในที่สุดก่อนตะวันตกดินเราก็มาถึงบ้านพักริมทะเลสาปที่จองไว้ การเดินทางช่างยาวนาน กว่าเราจะเดินทัพมาถึงที่นี่ อากาศก็ล่วงเข้าสู่กลางฤดูใบไม้ร่วงไปแล้วเรียบร้อย ต้นไม้ส่วนหนึ่งทิ้งใบโกร๋น อุณหภูมิลดต่ำใกล้ศูนย์องศา ลมแรง ผู้คนมุดเข้าบ้านจุดเตาผิงกันควันโขมง อย่าว่าแต่จะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากเรือพายเรือคะนูที่เขามีไว้ให้เลย แค่จะเอาจักรยานออกไปขี่ก็สู้ลมหนาวไม่ไหวแล้ว ผมจึงถือโอกาสออกไปนั่งทอดอารมณ์ดูดวงอาทิตย์ตกน้ำที่นอกหน้าต่างหลังบ้าน
หนาวจนทำอะไรไม่ได้ ได้แต่นั่งทอดอารมณ์ดูอาทิตย์ตกน้ำ

12 ตค. 61

     วันนี้ทั้งวันเราจะสำรวจแหล่งท่องเที่ยวที่เรียกกันว่าทาวซันด์ไอส์แลนด์ (Thousand Island) เราขับรถไปลงเรือใหญ่ชื่อ Uncle Sam Boat ที่เมืองเซนต์แอนเดรียเบย์ เรือนี้พาเราล่องไปดูเกาะเล็กเกาะน้อยซึ่งไกด์บอกว่ายังสรุปไม่ได้ว่ามีกี่เกาะกันแน่ รัฐบาลสองประเทศได้ตั้งคณะสำรวจขึ้นมาสามคณะ ก็ได้มาสามตัวเลข ตัวเลขกลางๆคือมีประมาณ 1,800 เกาะ ผมไม่สงสัยว่าทำไมนับได้ไม่เท่ากัน เพราะมันมีเกาะหลายขนาด บางเกาะผมเห็นเล็กจนอยู่ได้แต่นกและเป็ดเท่านั้น ไม่รู้เขานับด้วยหรือเปล่า
Heart Island หัวใจของการท่องเที่ยวที่นี่ จะไม่ถ่ายรูปก็ต้องถ่าย

     หัวใจของการทัวร์ทาวซันด์ไอส์แลนด์อยู่ที่เกาะชื่อ Heart Island ซึ่งมีปราสาทชื่อ Boldt Castle ตั้งอยู่ ปราสาทหลังนี้เข้าใจว่าจะเจ๋งที่สุดในอเมริกาแล้ว แต่หากเอาไปเทียบกับในยุโรปก็คงเทียบได้กับชาโตว์ขนาดกลางๆระดับมอๆซอๆที่ไหนสักแห่งหนึ่งเท่านั้น ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะไม่ถ่ายรูป แต่ก็ต้องถ่ายมาหนึ่งรูป เพราะมาทาวซันด์ไอส์แลนด์หากไม่ถ่ายรูปปราสาทนี้แล้วก็ไม่รู้จะถ่ายรูปอะไรมาให้ท่านดู ความเป็นมาของปราสาทนี้มีอยู่ว่าเศรษฐีชื่อจอร์จ ชี. โบลท์ จะสร้างให้เมีย ใช้ช่างสามร้อยคน ตัวปราสาทมี 120 ห้อง สร้างไดัสี่ปียังไม่ทันเสร็จเมียเผอิญมาตายเสียก่อน เศรษฐีหมดมู้ดจึงสั่งหยุดก่อสร้างกลางคันและไม่เคยมาดูอีกเลยจนตัวเองหัวใจวายตาย 12 ปีต่อมา นิทานเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจ สว. ทั้งหลายว่าเวลาคิดจะทำอะไรให้เมียอย่าทำเรื่องใหญ่เกินไป เมียตายนะไม่เป็นไรเพราะไม่มีใครเดือดร้อน แต่ถ้าตัวเองตายสิ่งที่ทำค้างคาไว้นั่นแหละจะทำให้เมียของตัวเองเดือดร้อน ปราสาทนี้ถูกทิ้งร้างอยู่นานหลายสิบปี จนขโมยเข้าไปเลาะเอาของดีๆออกไปขายหมด ต่อมาปราสาทนี้ได้ตกมาเป็นสมบัติของอบต. ( Thousand Island Bridge Authority) ชุมชนจึงได้หาเงินฟื้นฟูให้เป็นที่ท่องเที่ยวจนกลายมาเป็นหัวใจของการท่องเที่ยวย่านนี้จนทุกวันนี้
เกาะที่นกอยู่ ยังน่าสนใจมากกว่าเกาะที่คนอยู่เลย

     เราล่องเรือดูเกาะต่างๆอยู่นานถึงสองชั่วโมงกว่าทั้งๆที่ไม่มีอะไรให้ดูมากขนาดนั้น สำหรับผมแล้วเกาะที่มีนกอยู่ยังน่าสนใจมากว่าเกาะที่มีคนอยู่เลย หมู่เกาะทาวซันด์ไอส์แลนด์นี้ดังขึ้นมาได้เพราะพวกเศรษฐีชักชวนกันมาอยู่ เมื่อมีเงินจึงสร้างสรรค์อะไรดีๆได้ ทั้งในเรื่องความสะอาดและสิ่งแวดล้อม ที่ผมทึ่งก็คือการเดินไฟฟ้าแรงสูงลอดใต้น้ำไปจ่ายให้เกาะแก่งต่างๆ ซึ่งถ้าไม่ใช่ที่อยู่ของคนรวยแล้วคงไม่มีทางทำได้

     จบทัวร์ทางเรือแล้วลูกทัวร์บ่นว่ามาตั้งนานแล้วยังหาซื้อแผ่นรองรองเท้าไม่ได้ จึงต้องไปส่งที่ร้านขายยา เพราะฝรั่งแนะนำว่าแผ่นที่ว่ามีขายในร้านขายยา ส่งผู้โดยสารเข้าร้าน ตัวผมนั่งหลบหนาวรออยู่ในรถ นั่งไปได้พักใหญ่ก็มีผู้ชายฝรั่งมาเคาะกระจกรถจะพูดด้วย ผมเปิดกระจกไปฟังว่าเขาพูดว่าอะไร เขาว่า

     "คุณขับรถมาตั้งไกลเพื่อมาซื้อแอสไพรินขวดเดียวเนี่ยนะ" ผมฟังแล้วไม่เก็ท เขาเห็นผมทำหน้างงจึงพูดต่อว่า

     "ผมเห็นป้ายทะเบียนของคุณ จึงสงสัยว่าคุณมาตั้งไกลเพื่อมาซื้อแอสไพรินขวดเดียวเนี่ยหรือ" คราวนี้ผมเก็ทมุขของเขาละ จึงหัวเราะและตอบว่า

     "ฮะ ฮะ ฮ่า ใช่แล้ว แอสไพรินขวดนึง กับดูสีใบไม้อีกสองสามสี" แล้วเราคุยกันเล่นตามประสาชายแก่อีกสองสามคำเขาก็ผละจากไป ผมนึกในใจว่าเออ เขาลงทุนมาเคาะกระจกเพื่อจะออกมุขให้ผมได้หัวเราะแค่นี้อะนะ เออ ช่างเป็นชายแก่ที่น่ารักจริงๆ

ประภาคารที่ปลายสุดของแหลมวินเซนท์
     ได้สินค้ากันจนพอใจแล้ว เราขับต่อไปที่ตำบลริมน้ำอีกตำบลหนึ่งชื่อเคลย์ตัน เพื่อไปดูพิพิธภัณฑ์เรือโบราณที่นั่น เพราะที่นั่นเป็นศูนย์กลางของการเล่นเรือของทะเลสาปนี้ วิธีการไปดูพิพิธภัณฑ์ต้องเอาฝ่ายหญิงซึ่งเป็นโรคแพ้พิพิธภัณฑ์ไปปล่อยที่ซูเปอร์มาร์เก็ตก่อน แล้วผมกับหมอพอไปดูพิพิธภัณฑ์กันสองคน ดูด้วยความเพลิดเพลินจนได้เวลาเขาปิดจึงกลับมารับลูกทัวร์ ซึ่งก็ร้องเรียนทันทีว่าผมเอามาปล่อยร้านเล็กเกินไปและนานเกินไป ทีหลังให้ปล่อยไว้ที่ร้านใหญ่กว่านี้

     ก่อนค่ำเราขับรถไปที่ปลายสุดของแหลมเพื่อดูประภาคาร มองเห็นทะเลสาปซึ่งกว้างไกลจนแยกไม่ออกว่านี่เป็นทะเลสาปไม่ใช่ทะเลจริง ชมวิวอยู่ครู่เดียวก็ทนหนาวไม่ไหวต้องกลับขึ้นรถ

มองไปทางเกาะวูลฟเห็นแต่กังหันลมเต็มไปหมด
13 ตค. 61

     วันนี้เราต้องกลับไปทางฝั่งโตรอนโตแล้ว เจ้าของบ้านที่นี่บอกผมว่าคุณจะเอาเรือข้ามแพขนานยนต์จากที่นี่ไปเกาะวูลฟ์ที่ข้างหน้านี่ก็ได้นะ แล้วไปต่อแพยนต์อีกคันหนึ่งไปขึ้นฝั่งที่เมืองคิงสตัน ผมซื้อไอเดียทันที เพราะขับรถทางบกมามากแล้ว เปลี่ยนมาเอารถลงน้ำบ้างก็ดี ขาเข้าเกาะวูลฟ์ไม่มีปัญหา การเดินทางเป็นไปด้วยความสนุกสนาน มองไปทางเกาะวูลฟ์เห็นแต่กังหันลมเต็มไปหมด เข้าใจว่าในเกาะนี้ไม่ได้เดินไฟฟ้าไปจากแผ่นดินใหญ่ พอมาถึงเกาะวูลฟ์แล้วจะออกจากเกาะโดยไปขึ้นแพยนต์อีกข้างหนึ่งจึงพบว่าจำนวนรถมีมากเกิน รถเราไปช้าขึ้นไม่ได้ เขารับได้ทีละห้าสิบคัน ต้องรอแพเที่ยวต่อไปอีกชั่วโมงครึ่ง สมาชิกคนหนึ่งให้ความเห็นว่าของฟรีก็งี้แหละ เพราะแพนี้เป็นของรัฐบาลจัดให้บริการฟรี เมื่อมีเวลาตั้งชั่วโมงครึ่งผมจึงตัดสินใจทิ้งรถไว้ให้คนอื่นผลัดกันเฝ้า ตัวเองออกไปเดินเสาะหาความท้าทายหรือความบันดาลใจใหม่บนเกาะวูลฟ์ แต่หาไม่พบ เพราะผู้คนที่เกาะวูลฟ์นี้คงใกล้บรรลุเต๋ากันหมดแล้ว จึงปล่อยทุกอย่างไว้ตามสภาพ บ้านเมืองทรุดโทรม แม้รถที่จอดไว้หน้าบ้านก็ถึงขนาดมีหญ้าแห้วหมูขึ้น สิ่งที่บ่งบอกถึงความมีชีวิตชีวามีอย่างเดียว คือพวกเด็กวัยรุ่นหนุ่มสาวที่ยกพวกมาจากแผ่นดินใหญ่เพื่อเอาจักรยานมาขี่กันที่นี่ เข้าใจว่าบนเกาะอันกว้างใหญ่นี้มีรถน้อย จึงขี่จักรยานกันสบาย

     ออกจากเกาะวูลฟ์มาขึ้นฝั่งเมืองคิงสตันได้ เราขับต่อไปดูเมืองกานาโนเคว่ (gananoque) ซึ่งมีชื่อเสียงทางการขายของเก่าและในความเป็นเมืองน่ารัก เราเปิดแผนที่มุ่งไปที่ Antique Flee Market ด้วยความเข้าใจว่าเขาจะมีตลาดนัดกัน เราจะได้ไปซื้อของในตลาดนัดขายของเก่ากันให้มันส์ไปเลย แต่เมื่อไปถึงพบว่ามันเป็นร้านขายของเก่าเล็กๆโทรมๆที่มีชื่อร้านว่า Antique Flee Market เพียงหนึ่งร้าน โถ พุทธัง ธัมมัง สังคัง อะไรมันจะคัน เอ๊ย ไม่ใช่ อะไรมันจะเจ็บแสบเพราะการถูกหลอกด้วยการใช้คำง่ายๆอย่างนี้ แต่เชื่อหรือไม่ แม้ว่าจะหลงมา ถูกหลอกมา สมาชิกของเราก็ขอลงไปช็อป แล้วก็ได้ของเก่าขี้กะโล้ติดมือมาคนละชิ้นสองชิ้นจนได้
ปลาที่ทวนกระแสขึ้นมาออกไข่ที่ต้นน้ำกันคับคั่ง

     เราขับรถตระเวณดูเมือง เห็นว่าไม่ได้มีอะไรเด่นเป็นพิเศษกว่าเมืองอื่นนอกจากความเป็นปากทางไปเที่ยวทาวซันด์ไอส์แลนด์ทางฝั่งแคนาดา จึงบอกลาเมืองกานาโนเคว่และเดินหน้าต่อไปยังเมืองพอร์ตโฮปซึ่งเป็นเมืองที่เราจะไปค้างคืน เรามุ่งตรงไปที่เขาดูปลากระโดดกันก่อน ชื่อ Port Hope Conservation Area อยู่ที่แม่น้ำ Ganaraska River ที่นี่ปลาซาลมอนจะว่ายทวนน้ำขึ้นมาออกันอยู่ที่หน้าเขื่อนเป็นจำนวนมาก ที่มีแรงก็กระโดดขึ้นบันไดปลาโจนเพื่อไปวางไข่เหนือน้ำได้สำเร็จ ที่หมดแรงก็พักเอาแรงที่หน้าเขื่อนเต็มไปหมด แต่เกิดเป็นปลาก็ไม่ใช่ว่าชีวิตจะง่าย ข้างล่างก็ต้องผจญกับกระแสน้ำเย็นจนหลายตัวต้องเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่เสียตั้งแต่ก่อนจะได้วางไข่ ข้างบนนั้นหรือก็มีแต่พวกนกนางนวลที่คอยหาโอกาสซ้ำเติมจิกหลังแม่ปลาที่อ่อนล้า

พวกนกนางนวลที่มาคอยซ้ำเติมแม่ปลาที่อ่อนล้า

ไม่ใช่ว่าแม่ปลาทุกตัวจะทำได้สำเร็จ














The Doctor ดูสีหน้าหมอแล้ว เด็กตายแหงๆ
   ตกค่ำเราเข้าที่พักเป็นบ้านโบราณชื่อ Summerhill Manor มีห้องนอนแขกสามห้อง ห้องที่ผมพักเป็นห้องสวีทชื่อ The Doctor ในห้องมีรีพริ้นท์ภาพเขียนชื่อเดียวกันกับชื่อห้องโดยศิลปินอังกฤษชื่อ Luke Fildes ผมเขม้นมองดูภาพ ดูสีหน้าอันกังวลและสิ้นหวังของหมอในภาพแล้วก็เผลอรำลึกถึงชีวิตแต่หนหลังของตัวเองที่เกินครึ่งชีวิตหมดไปกับความหมกมุ่นกังวลในความเป็นความตายของคนไข้ กว่าจะรู้วิธีหลุดพ้นออกจากความคิดลบๆอย่างนั้นได้ก็เป็นวัยที่แก่จวนเจียนหมดอายุการใช้งานเสียแล้ว มองภาพนี้แล้วอยากบอกหมอรุ่นหลังที่ทุ่มเทชีวิตให้กับความเป็นหมออาชีพ ว่าอาชีพของพวกเรานี้มันก็เป็นละคอนเรื่องหนึ่งเท่านั้น จริงจังกับมันได้พอให้ละคอนมีความสนุก แต่อย่าจริงจังมากเกินไป เพราะทั้งหมดนั้นมันเป็นเพียงความคิด หาใช่เราที่แท้จริงใม่ ถ้าหมอรุ่นเยาว์คนไหนตีนัยยะของความข้อนี้แตก ก็จะได้เป็นทั้งหมออาชีพที่ดีและเป็นทั้งคนที่มีความสุขในชีวิตในคราวเดียวกัน บทเรียนจากชีวิตที่ผ่านมาของหมอสันต์นั้นหนักไปทางการเป็นหมอแต่ไม่ค่อยได้เป็นคน  ที่พระราชบิดาสอนว่า "ฉันไม่ได้ต้องการให้เธอเป็นแค่หมอ แต่ต้องการให้เธอเป็นคนด้วย" อาจหมายความรวมประเด็นนี้ด้วย

     เช็คอินแล้วเราออกไปเดินหาร้านอาหารดีในเมืองกินตามคำแนะนำของเจ้าของโรงแรม เป็นร้านอาหารอิตาลีชื่ออะไรจำไม่ได้แล้ว อาหารอร่อยมาก และเป็นมื้อแรกของทริปนี้ที่ได้กินเหลาสมใจ

     14 ตค. 61

     ออกจากพอร์ตโฮปแต่เช้า ขับมาโต้สายฝนและความหนาวเย็นมาโตรอนโต้ คืนรถ แล้วขึ้นเครื่องไปเกาหลี มาถึงเกาหลีเอาตอนเช้าของอีกวัน ที่สนามบินเกาหลีนี้ช่วงเครื่องจากอเมริกาเหนือมาลงมีคณะมาเล่นดนตรีป๊อบให้ฟังด้วย แต่ที่น่าสนใจกว่าคือมีหุ่นยนต์ผู้หญิงใส่กระโปรง ตัวสูงเท่าหญิงเอเซียทั่วไป เดินแบบไหลไปไหลมา พร้อมกับส่งเสียงพูดเป็นภาษาอังกฤษว่า

     “ฉันชื่อ AirStar" 

     ผมเรียกชื่อเธอ เธอไม่หยุด ต้องเอานิ้วจิ้มจอที่สีข้างเธอจึงหยุดกึกแล้วหันหน้ามากระพริบตากลมโตถามผมว่า

     "เธอจะถ่ายรูปฉันหรือ" ผมตอบว่า

     "ใช่อะสิ"

     ถ่ายรูปเสร็จผมบอกขอบคุณแล้วเดินจากมา แต่เธอยังยืนนิ่งเป็นอัมพาตอยู่ที่เดิม ผมจึงเดินกลับไปเอานิ้วจิ้มสีข้างเธออีกทีเธอจึงไหลต่อไปได้

     การที่เกาหลีมีหุ่นยนต์เพ่นพ่านตามสนามบินก่อนประเทศอื่นนี้ผมไม่แปลกใจ เพราะเมื่อสิบกว่าปีก่อนผมไปเล็คเชอร์เรื่องโรคหัวใจให้สมาคมแพทย์ที่ญี่ปุ่น ได้พบเล็คเชอเรอร์คนหนึ่งจากเกาหลีชื่อหมอซอง เขาเล่าว่าที่โรงพยาบาลของเขาไม่ให้คนหยิบขวดยา เปิดปิดขวด นับเม็ดยา จัดยาลงซอง จ่าหน้าซองยาเลย ใช้หุ่นยนต์ทำหมด นั่นขนาดนานตั้งสิบกว่าปีมาแล้วนะ

     แล้วเราก็ออกเดินทางต่อจากเกาหลีมาถึงกรุงเทพฯเอาตอนสามทุ่ม เป็นอันจบการเดินทางขับรถเที่ยวดูใบไม้เปลี่ยนสีที่เวอร์มอนต์ครั้งนี้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์