28 กุมภาพันธ์ 2563

เป็นหมอดมยาทำงานเครียดจนผมขาว

สวัสดีคะ อาจารย์
หนูเป็นหมอดมยา แต่ทำงานเครียดง่ายมากจนผมขาวเลยคะ. อยากเลิกแต่ก็ไม่รู้จะหาเงินจากไหนแทน ถ้าเป็นอาจารย์จะทำไงดีคะ ทุกวันนี้ทนๆๆทำไปมา9ปีแล้วคะ. แต่รู้ตัวว่าอายุสั้นแน่นอนคะ

......................................................

ตอบครับ

     ถามว่าถ้าเป็นหมอสันต์ทำงานเครียดจนผมขาวแล้วจะทำไง ตอบว่าก็ย้อมผมสิครับ (หิ หิ ขอโทษ พูดเล่น)

     sincerely เลยก็คือผมเข้าใจคุณนะ

      แต่ผมยังไม่รู้ว่าจริงๆแล้วคุณเครียดจากอะไร คุณต้องการลาออกจากอะไร การเป็นหมอดมยานั้นลาออกไม่ยากดอก แม้การเป็นภรรยาของผู้ชายบื้อๆสักคนก็ยังลาออกไม่ยาก แต่การเป็นอย่างอื่นบางอย่างเช่นการเป็นแม่ หรือการเป็นลูก มันลาออกยากนิดหน่อย ผมไม่รู้ว่าคุณเครียดจากอะไรกันแน่ จึงได้แต่เดาเอาว่าความเครียดของคุณเป็นผลจากการประชุมแห่งเหตุ คือทุกๆอย่าง ทุกๆบทบาท ทุกๆ personality ในชีวิตของคุณ รวมกันแล้วทำให้คุณเครียด หรือพูดอีกอย่างว่าการที่คุณแบกโลกไว้ ทำให้คุณเครียด

     คำว่า personality หรือ person ที่แปลว่าความเป็นบุคคลนี้มาจากคำภาษาละตินว่า persona ซึ่งแปลว่า "หน้ากาก" ที่ใช้แสดงละครกลางแจ้งในกรีกสมัยโบราณ มันเป็นหน้ากากแบบปากกว้างๆ เพราะต้องทำหน้าที่เป็นโทรโข่งขยายเสียงที่ตัวละครพูดออกมาด้วย เนื่องจากสมัยโน้นไม่มีเครื่องขยายเสียง หน้ากากแบบนี้คุณยังเห็นได้ในมิวเซียมบางแห่งในยุโรป ในเรื่องเดียวนักแสดงคนหนึ่งใส่หน้ากากได้สี่ห้าแบบ หยิบหน้ากากหนึ่งขึ้นมาแปะหน้าตัวเองก็ทำเสียงแบบหนึ่งเล่นบทบาทแบบหนึ่ง จบละครแล้วก็วางหน้ากากทั้งหมดกลับไปสู่ชีวิตจริงที่บ้าน

     ความเป็นบุคคลของคนเรานี้ก็เช่นกัน ไม่ว่าจะความเป็นหมอ เป็นภรรยา เป็นแม่ เป็นลูก มันไม่ใช่ของจริงนะ มันเป็นเพียงหน้ากากที่ใช้ใส่ตอนเล่นละคร จบละครแล้วก็กลับไปสู่ความเป็นตัวจริงของเรา คือ "ความรู้ตัว" หรือ awareness ที่ไม่มีผลประโยชน์ได้เสียกับหน้ากากอันไหนทั้งสิ้น

     ปัญหาชีวิตมักจะเกิดขึ้นเมื่อเราใส่หน้ากากเล่นละครแล้วเราอินกับละครมากเกินไป นึกว่ามันเป็นเรื่องได้เสียกันจริงๆ เราก็เลยเครียดจนผมหงอก นั่นเป็นเพราะเราเล่นละครไม่เป็น ผมเข้าใจคุณเพราะผมเองก็เคยเป็นแบบคุณ สมัยที่ผมยังทำผ่าตัดหัวใจอยู่ ตื่นเช้าเข้ามาในห้องผ่าตัดหากมีอะไรผิดเพื้ยนจากโผไปนิดเดียวแม้แต่เรื่องขี้ๆอย่างเช่นเห็นหมอดมยาคุยเล่นกับพยาบาลแทนที่จะงุดๆทำหน้าเคร่งๆอยู่กับชาร์ตหรือคนไข้ผมจะหงุดหงิดทันที ผมมักจะบอกตัวเองเพื่อให้เครียดๆไว้เสมอว่า

     "มันเกี่ยวกับความเป็นความตายของคนไข้" 

     ขณะที่หมอผ่าตัดรุ่นน้องอีกคนหนึ่งซึ่งผมแอบมองว่าเขาเป็นคนไม่สมบูรณ์แบบ คือ ติ๊งๆต๊องๆ ด๊อกๆแด๊กๆ ไม่ทำอะไรอย่างจริงจัง มีความผิดพลาดอะไรเกิดขึ้นก็ทำตาใสไร้เดียงสา แต่เมื่อทำงานด้วยกันนานไป ผมแอบดูสถิติอัตราตายของคนไข้ที่เขาทำผ่าดัด มันก็ไม่เห็นจะสูงกว่าสถิติของผมเลย แสดงว่าผมเครียดฟรี งานนี้ทำแบบไม่ต้องเครียดก็ได้ผลดีเท่ากัน แต่ผมทำไม่เป็น เจ้าน้องคนนั้นเขาทำเป็น

     มาตอบคำถามของคุณที่ว่าจะทำไงดีคะดีกว่า ตอบว่าผมมีทางเลือกให้คุณสามทาง

     ทางเลือกที่ 1. ทำงานใส่หน้ากากในทุกบทบาทต่อไป แต่เปลี่ยนนโยบายการทำงาน คือทิ้งระยะระหว่างตัวเราที่แท้จริง กับความเป็นบุคคลสมมุติของแต่ละบทบาทไว้นิดๆ ไม่อินมากเกินไป โฟกัสที่เดี๋ยวนี้ อย่าไปสนใจอนาคต อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด สนใจเดี๋ยวนี้ดีกว่า อีกหนึ่งวินาทีข้างหน้าอะไรจะมาไม่มีใครรู้ นี่แหละคือความมหัศจรรย์ของชีวิต อยู่กับเดี๋ยวนี้ไปอย่างตื่นเต้นมหัศจรรย์ เมื่ออะไรโผล่มา ให้ท่องคาถา acceptance เข้าไว้ คืออะไรจะโผล่มาก็รับได้หมด โอเค.หมด เพราะมันโผล่มาแล้วจะไม่โอได้ไงละถูกแมะ

     ทางเลือกที่ 2. ทิ้งงานไปเลย สองปี ทิ้งแบบทิ้งให้สะเด็ดน้ำเลยนะ ลาออก ไม่ต้องวางแผนอะไรมาก มีเงินน้อยก็ใช้น้อย ไม่มีก็ไม่ใช้ อีกสองปีค่อยกลับมาทำใหม่ สองปีข้างหน้าทิ้งไว้ให้เป็นความไม่รู้ยังงั้นแหละ คือยอมรับความเป็นไปได้ทุกแบบที่จะเกิดขึ้น ใครถามว่าจะไปทำอะไร ตอบว่าไม่รู้ อย่างที่เพลงเพราะๆเพลงหนึ่งบอกว่า

     "ต่อไปจะเป็นฉันใด...ไม่..รู้..."

     สองปีผ่านไป ถ้าอยากกลับ ก็กลับมา ผมเคยเห็นหมอผ่าตัดคนหนึ่งมีปัญหาชีวิตแล้วทำแบบนี้ ไปทำเรื่องขี้ๆไร้สาระเสียสองปี แล้วกลับมาเป็นหมอผ่าตัดใหม่ ผมเห็นว่าเขามีความสุขมากกว่าเดิม

     ทางเลือกที่ 3. ทิ้งทุกอย่างไปอย่างถาวร for good สวีวี่วี เลิกทุกบทบาทหน้าที่แม้บทบาทที่ไม่มีใครคิดว่าจะเลิกได้ก็เลิก เพราะรู้ๆอยู่ว่ามันไม่ใช่ของจริงทั้งนั้นแหละ เกิดมาทั้งที นี่เป็นโอกาสทองแล้ว ที่ผ่านมาเจนจบพบแล้วว่าไม่ใช่ ทิ้งทุกอย่างไปลองชีวิตใหม่ที่ไม่มีอะไรเหมือนเดิมเลย นี่เป็นทางเลือกที่หมอสันต์สรรเสริญที่สุด และที่คุณถามว่าถ้าหมอสันต์เป็นคุณจะทำอย่างไร ตอบว่าผมจะเลือกทางที่สามนี้ คุณกล้าหรือเปล่าละ เพราะตัวหมอสันต์เองในอดีตเคยเดินมาถึงทางสามแพร่งแบบนี้ก็ยังไม่กล้าเลย หิ หิ แต่ตอนนี้กล้าแล้วนะ เพราะตอนนี้ไม่มีทางหลายแพร่งให้เลือกอีกแล้ว จึงกล้า

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

25 กุมภาพันธ์ 2563

น้ำหนักลดมากเกินไปทำอย่างไรดี

เรียนคุณหมอที่เคารพ
ดิฉันมีปัญหาน้ำหนักลดและผอมมาก ปีกลาย 54 กก. ปีนี้ 49 กก. สูง 166 ซม.ค่ะ อายุ 62 ปี อย่างนี้น้ำหนักน้อยไปไหม น้ำหนักลดมากแค่ไหนจึงจะต้องกังวลคะ หรือว่าไม่ต้องกังวล จะให้ทนเบื่อคนทักเอาก็ได้นะหากไม่มีโทษอย่างอื่น ถ้าควรแก้ไขดิฉันควรแก้ไขเรื่องผอมนี้อย่างไร มียารักษาให้หายผอมไหม ตอนนี้ยาที่กินอยู่มี Aspirin, Cozarr, rosuvastatin, propanolol

......................................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าแค่ไหนจึงจะเรียกว่าน้ำหนักน้อยเกินไป ตอบว่าในทางการแพทย์ถือเอาดัชนีมวลกาย (BMI) ต่ำกว่า 18.5 กก./ตรม. เป็นเกณฑ์วินิจฉัยว่าผอมจนผิดปกติ ดัชนีมวลกายนี้คำนวณจากน้ำหนักเป็นกก. หารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรสองครั้ัง ยกตัวอย่างเช่นคุณน้ำหนัก 49 กก. สูง 166 ซม. ก็เอา 49 ตั้งแล้วเอา 1.66 ไปหาร หารครั้งที่หนึ่งได้ 29.5 ก็เอาค่าที่ได้ 29.5 นี้ตั้ง เอา 1.66 ไปหารเป็นครั้งที่สอง ได้17.7 นั่นแหละคือดัชนีมวลกายของคุณ

     2. ถามว่าน้ำหนักลดลงมากแค่ไหนจึงจะต้องกังวล ตอบว่าวงการแพทย์ถือว่าหากน้ำหนักลดลงมากกว่าเดิมเกิน 5% ในเวลา 1 ปีโดยไม่ได้ตั้งใจลด ถือว่าเป็น unintentional weight loss ซึ่งเป็นโรคอย่างหนึ่งที่จะต้องสืบค้นหาสาเหตุและแก้ไข หากไม่แก้ไขพบว่าอัตราตายจะเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติถึงหนึ่งเท่าตัว และทำให้คุณภาพชีวิตลดลงจากกล้ามเนื้อลีบ ภูมิคุ้มกันตก ภาวะซึมเศร้า และการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคต่างๆได้ง่าย

     อย่างของคุณนี้เดิมน้ำหนักเมื่อปีที่แล้ว54 กก. ปีนี้ลดลงเหลือ 49 กก. หายไป 4 กก. คือ 7.4% ก็ถือว่าน้ำหนักลดมากถึงระดับที่ต้องค้นหาสาเหตุและแก้ไขครับ

     อย่างไรก็ตามขอให้ท่านผู้อ่านทั่วไปที่สูงอายุแล้วเข้าใจให้ตรงกันก่อนนะว่าธรรมชาติของร่างกายมนุษย์เรานี้เมื่อแก่ตัวแล้วจะเบื่ออาหารและผอมลง (physiologic anorexia of aging) เพราะตัวฮอร์โมนก่อความอิ่ม (satiating hormone) หลายชนิดเพิ่มขึ้นในกระแสเลือด เพียงแต่การลดของน้ำหนักจะไม่เป็นไปอย่างฮวบฮาบเกิน 5% ต่อปี

     3. ถามว่าอะไรเป็นสาเหตุของน้ำหนักลดบ้าง ตอบตามสถิติว่าสาเหตุของน้ำหนักลดในผู้ใหญ่เรียงตามลำดับมากไปหาน้อย ดังนี้

(1) เป็นมะเร็งซ่อนอยู่ไหนสักแห่ง
(2) เป็นโรคซึมเศร้าหรือโรคเครียดกังวล
(3) เป็นโรคสมองเสื่อม
(4) ไม่ทราบสาเหตุ
(5) มีความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ เช่นต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ทั้งแบบไฮเปอร์และไฮโป ต่อมหมวกไตทำงานผิดปกติแบบไม่ผลิตฮอร์โมน
(6) เป็นเบาหวาน
(7) เป็นโรคของระบบทางเดินอาหาร เช่นแผลในกระเพาะ กรดไหลย้อน ลำไส้แปรปรวน การดูดซึมผิดปกติ
(8) ฟันไม่ดี
(9) เป็นเพราะยาที่กิน
(10) ติดยาเสพย์ติด รวมทั้งแอลกอฮอล์ กัญชา ฝิ่น เฮโรอีน
(11) เป็นโรคจิตชนิดกินแล้วอาเจียน (eating disorder)
(12) มีพยาธิตัวตืดในลำไส้
(13) ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจล้มเหลว โรคปอดเรื้อรัง ติดเชื้อในกระแสเลือด ภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เป็นต้น
(14) ขาดสารอาหารจากการกินอาหารได้ไม่ครบ

     4. ถามว่าจะแก้ไขน้ำหนักลดนี้ได้อย่างไร ตอบว่าก็ต้องได้รับการตรวจคัดกรองหาสาเหตุทั้ง 14 โรคข้างต้นอย่างครบถ้วนก่อน ไม่ใช่ตรวจตูมเดียวทุกอย่าง แต่ตรวจแบบพื้นฐานเช่นตรวจร่างกายตรวจเลือดและเอ็กซเรย์ก่อน ข้อมูลที่ได้จะบ่งชี้ให้ตรวจอย่างอื่นที่ซับซ้อนยิ่งๆขึ้นไป ทั้งนี้ก่อนที่จะสรุปว่าหาสาเหตุไม่ได้นอกจากจะตรวจเคมีของเลือด (blood chemistry) อย่างละเอียดแล้ว อย่างน้อยควรจะได้ตรวจหาไข่พยาธิและเลือดตกค้างในอุจจาระ (stool exam) ถ้าจำเป็นก็อาจจะต้องส่องตรวจลำไส้ใหญ่ (colonoscopy) และตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ทั้งตัว (total body CT) หากพบสาเหตุก็แก้ไขไปตามสาเหตุ หากไม่พบสาเหตุก็รักษาแบบครอบจักรวาล ได้แก่

(1) เปลี่ยนนิสัยการกิน จากเดิมที่โน่นก็กินไม่ได้ นั่นกินแล้วก็ไม่ดี ให้เปลี่ยนมาเป็นกินทุกอย่างที่ขวางหน้า ในปริมาณที่มากพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารให้แคลอรี่เช่นข้าวกล้องต้องได้ในปริมาณที่มากพอ มิฉนั้นร่างกายจะไปเอากล้ามเนื้อมาสลายเอาพลังงานซึ่งจะทำให้ผอมยิ่งขึ้ัน

(2) เริ่มต้นการออกกำลังกายควบแบบแอโรบิกทุกวัน และแบบเล่นกล้ามวันเว้นวัน แอโรบิกจะเพิ่มความอยากอาหาร การเล่นกล้ามในภาวะโภชนาการที่ดีจะทำให้มีมวลกล้ามเนื้อมากขึ้น

(3) จัดการความเครียดให้ดี แบ่งเวลาให้มีเวลาพักผ่อนไม่ใช่เอาแต่ทำงานทั้งวันทั้งคืน ควรจะมีเวลานอกเวลางานที่จะได้ "ใช้ชีวิต" มองดูดอกไม้ต้นไม้ให้จิตใจเบิกบาน ควรจัดเวลานอนหลับให้พอด้วย ถ้านอนไม่หลับก็ต้องนั่งสมาธิก่อนนอนจนความคิดหมดแล้วค่อยเข้านอน

(4) ยาที่ไม่จำเป็นให้เลิกเสียให้หมดก่อน อย่างในกรณีของคุณนี้ยา propanolol และ rosuvastatin นั้นมีความสัมพันธ์กับการเกิดน้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจในผู้ป่วยบางราย จึงควรเลิกไปเสียก่อน เมื่อแก้ปัญหาน้ำหนักลดได้แล้วค่อยมาว่ากันใหม่

     5. ถามว่ามียากินให้หายผอมไหม ตอบว่ายาที่อย.สหรัฐ (FDA) อนุมัติให้รักษาโรคผอมนั้นไม่มีดอก แต่พวกหมอก็ไม่วายอาศัยผลข้างเคียงของยารักษาโรคอื่นมารักษาโรคผอมแบบ off label ซึ่งว่าไปแล้วก็เป็นการประกอบวิชาชีพอย่างผิดวิธี เช่นให้กินยาต้านซึมเศร้าชื่อ   Mirtazapine (Remeron) ให้กินเพื่อให้อยากอาหาร เป็นต้น ฮอร์โมนเพศเทียมตัวหนึ่งชื่อ megestrol ก็เป็นที่รู้กันว่าสร้างความอยากอาหารได้ cyproheptadine เป็นยาแก้แพ้ที่มีผลข้างเคียงทำให้อยากอาหาร ในเมืองไทยนี้ยังมียาที่ฝรั่งไม่อนุญาตให้ใช้อีกตัวหนึ่งคือ pizotifen (Mosegor) ซึ่งโฆษณาว่าเป็นยากระตุ้นความอยากอาหารโดยตรงโต้งๆ ทั้งหมดนี้ไม่เคยมีหลักฐานวิจัยว่ามียาไหนทำให้อัตราตายของผู้ป่วยโรคผอมลดลงไปได้สักตัวเดียว ดังนั้นผมไม่สนับสนุนให้เพิ่มน้ำหนักด้วยการใช้ยาครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

24 กุมภาพันธ์ 2563

(เรื่องไร้สาระ 5) ปิคนิคระดับหรู

    สมัยเป็นหมออยู่ที่นิวซีแลนด์ ผมได้ติดนิสัยฟุ่มเฟือยของฝรั่งกีวี่มาอย่างหนึ่ง คือการชอบไปปิคนิค อาทิตย์ไหนไม่ได้อยู่เวรเป็นต้องขนลูกเมียและเสื่อไปปูปิคนิคในปาร์คในเมืองบ้าง นอกเมืองบ้าง พอกลับมาอยู่บ้านเรามันไม่มีปาร์คให้นั่งปิคนิคสบายๆอย่างนั้นแล้ว แต่นิสัยเดิมก็แก้ไม่หาย บางครั้งพื้นที่เป็นพงรกชัฎ แถมร้อนตับแล่บ ยุงแมลงเพียบ คนอื่นไม่มีใครเอาด้วย แต่ผมก็ปูเสื่อหรือวางเก้าอี้ปิคนิคของผมอยู่คนเดียว

    เดือนที่แล้วผมมีโอกาสได้แวะไปดูที่ดินเก่าแก่ของตัวเอง มีอยู่ประมาณ 2 ไร่อยู่ริมคลองแห้งเล็กๆที่ไม่มีน้ำ อยู่ในมวกเหล็กวาลเลย์นี้เอง กะว่าจะเปลี่ยนบรรยากาศหามุมเงียบๆปูเสื่อนั่งสมาธิอยู่คนเดียวสักพัก แต่พอไปถึงก็พบว่าไฟป่าได้เผาต้นกระถินยักษ์และหญ้าวอดดำสนิทไปหมด ผมเหลียวซ้ายแลขวาไม่เห็นมีใครก็จึงเอาเสื่อจากท้ายรถไปปูปิคนิคบนพื้นขี้เถ้าดำๆนั่นแหละ คลองนี้สมัยก่อนฝรั่งที่เป็นเจ้าของมวกเหล็กวาลเลย์ทำฝายแม้วกั้นคลองไว้เป็นช่วงๆ แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เพราะไม่มีน้ำ ผมปักหลักปูเสื่อนั่งอยู่กลางฝายแม้ว ปลีกวิเวกตากยุงยามค่ำอยู่คนเดียว ลมพัดขี้เถ้าคลุ้ง กลิ่นขี้เถ้าแห้งฉุนจมูกกึก คิดถึงว่าสมัยก่อนที่นี่คงเป็นป่าทึบเพราะมวกเหล็กวาลเลย์นี้มันเป็นส่วนหนึ่งของป่าดงพญาเย็น คิดถึงเพลงของคณะวนศาสตร์ที่ตัวเองเคยร้องสมัยเรียน ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน

     "..ป่าดง พงไหน 
บุกไปเราไม่ย่อท้อรอรา
เรารัก พนัสไพร เพราะป่าไม้เป็นของเมืองไทย
เฝ้าถนอม ทรัพย์สินของชาติไว้
ลำเค็ญเพียงไร ให้ชาติไทยเรานั้นรองเรือง
ให้ชาติไทยเรานั้นรุ่งเรือง.."

     คิดถึงคณะวนศาสตร์ ก็เลยคิดไปถึงหลักวิชาปลูกป่าไม้ที่จะต้องนำด้วยการเคลียริ่ง พล้านติ้ง วอเตอริ่ง, วี้ดดิ้ง (clearing, planting, watering, weeding) ในประเด็นที่ต้องเคลียริ่งก่อนนั้นคือการเอาต้นไม้เก่ารกๆออกแล้วเปิดหน้าดินให้ราบโล่งซึ่งเป็นวิธีที่ผมเห็นว่าไม่ค่อยเข้าท่าเพราะฝนมาทีเดียวหน้าดินก็ไปหมด แถมพอลงกล้าไม้ลงไปแล้วก็ไม่มีพืชพี่เลี้ยงให้ร่มเงาทำให้ตายมากกว่ารอด แต่ริมสองฝั่งคลองลำรางสาธารณะเบื้องหน้าผมตอนนี้เทพอัคนีได้ทำเคลียริ่งไว้ให้เรียบร้อยแล้ว มันน่าลองปลูกป่าตามหลักวิชาวนศาสตร์ดูนะ หากเอารถบัคโฮมาฝังเศษกิ่งไม้ที่เกะกะเสีย ก็พร้อมที่จะปลูกป่าได้ทันที การปลูกป่าด้วยต้นไม้พันธ์สูงใหญ่ขึ้นมาบนสองฝั่งคลองสาธารณะนี้ ถ้าปลูกยางนาก็คงได้ราว 100-200 ต้น ไปภายหน้ามันอาจจะเป็นคลองยางนาให้คนรุ่นหลังได้ใช้นั่งพักผ่อนหลบแดดและเก็บเห็ดก็ได้ คิดได้ดังนั้นแล้วก็จึง..ลงมือเลย

     การปลูกป่า แค่ปลูกต้นไม้ 200 ต้นด้วยตัวผมเองนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพราะถึงจะแก่แล้วแต่ก็ยังพอมีแรงลุยอยู่ แต่การจะดูแลรักษาด้วยวี้ดดิ้งคือดายหญ้าและวอเตอริ่งคือรดน้ำเนี่ยสิครับ มันหืดขึ้นคอเพราะ มันต้องใช้เวลาอย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นทรัพยากรหายากสำหรับผม ในเรื่องน้ำนั้นประสบการณ์ปลูกป่าที่อื่นๆมาก่อนสอนผมว่าถ้าลากสายยางหรือหิ้วกระแป๋งรดน้ำไปไม่ถึงแล้วก็อย่าไปปลูกให้เหนื่อยเลย เพราะพอหมดฝนและไฟป่ามามันก็เด๊ดสะมอเร่หมด คราวนี้ผมจึงวางแผนเรื่องการรดน้ำไว้ก่อนเป็นขั้นเป็นตอนอย่างละเอียด ตั้งถังแกรนิต เดินท่อดำ ลากสายยางเลียบฝั่งคลอง ทางด้านต้นกล้า แดดร้อนเปรี้ยงอย่างนี้ หากทิ้งกล้าไม้ไว้กลางแดดแค่ข้ามวันก็จะตายหมด ผมจึงให้ผู้ช่วยไปหาซื้อไม้ไผ่เพื่อเอามาทำโครงเรือนเพาะชำขนาดเล็กขึ้น เอาซาแลนขึ้นพาดแทนหลังคาเพื่อพรางแดด เปิดข้างโล่งไว้ ผมชอบไม้ไผ่เพราะมันโรแมนติกดี
เนอร์สเซอรี่ โน..โรแมนติก

     แต่พอลูกน้องซื้อของมาจริงกลับไปซื้อเหล็กกลมฉาบผิวมันวับมาแทนเสียฉิบ

     "เฮ้ย บอกว่าให้เอาไม้ไผ่ไง ไหงไปซื้อเหล็กมาแทนละ" เขาตอบว่า

     "ผมเช็คราคาแล้ว ไม้ไผ่กับเหล็กราคาเท่ากัน ผมเลยซื้อเหล็กเพราะมันทนกว่าครับ"

     อึ้ง..กิม กี่ ไปเลย ผมเลยแกล้งถามประชดว่า

     "เสาก็จะเอาเหล็กด้วยหรือ" เขาตอบว่า

     "ผมเตรียมไม้กระถินที่เหลือจากไฟไหม้ไว้ทำเสาแล้วครับ"

     รำพึงในใจว่าเดี๋ยวนี้ไม้ไผ่แพงเท่ากับเหล็กเลยรึนี่ ไม้ไผ่นี่มันหญ้าดีๆนี่เอง เด็กก็ปลูกได้ เพราะตอนผมอายุแปดขวบเคยช่วยคุณตาชำต้นไผ่ปลูกต้นไผ่ เออ..แล้วทำไมเราไม่ปลูกไผ่ไว้ใช้งานเองนะ แต่คิดแล้วก็ต้องรีบหยุดความคิดไว้กลางคันเพราะต้องหันมาสนใจเรื่องความโรแมนติกของเนอร์สเซอรี่ที่ตรงหน้า ซึ่งจะกลายเป็นเนอร์สเซอรี่โนโรแมนติกไปเสียแล้ว ยังดีที่มีเสาไม้กระถินยักษ์พอให้มีความรู้สึกโรแมนติกเหลืออยู่บ้าง ผมถ่ายรูปเนอร์สเซอรี่นี้มาให้ดูด้วย เลือกมุมกล้องที่คุณดูไม่ออกหรอกว่ามันใช้เหล็กกลมที่น่าเกลียดแทนไม้ไผ่
กระท่อมเขียว อย่าถามถึงคนออกแบบ

     แล้วเอากล้าไม้ป่าเข้าไปเก็บไว้ในนั้นก่อนเพื่อทะยอยปลูก ไปปลูกไม้ป่าแต่ละทีก็ปูเสื่อปิคนิคกลางดินทีหนึ่ง มีความสุขมาก..ก

     พอมีความสุขแล้วก็ แหม..อยากให้หมอสมวงศ์มาปิคนิคด้วย แต่เธอเป็นคนแพ้ชนบท โดยเฉพาะชนบทประเภทรกๆ เพราะเธอแพ้ยุงและแมลงทุกชนิด แล้วเธอก็ไม่เหมือนผมที่ปลดทุกข์ในสุมทุมพุ่มไม้ตรงไหนก็ได้ การจะชวนเธอมาผมต้องสร้างความศิวิไลซ์ขึ้นมาก่อน ฮ้า คิดได้แล้ว โรงเก็บจอบที่บ้านนกฮูก ใช่แล้ว สมัยปลูกป่าหลังบ้านนกฮูกเคยทำโรงเก็บจอบไว้หลังหนึ่ง ตอนนี้ถูกทิ้งอยู่ในพงเพราะไม่ได้ใช้ ยกมันมาไว้ที่นี่ดีกว่า เพราะงานปลูกป่าริมคลองแห้งนี้คงจะต้องติดตามรดน้ำพรวนดินดายหญ้าต่อไปอีกอย่างน้อยก็สองปี โอเค้. เอ้า เฮ้..ปฏิบัติการ

      ลากมาแล้วจอดมันไว้ตรงริมคลอง ผมตั้งชื่อมันว่ากระท่อมเขียว เพราะมันเป็นกระท่อมฝีมือออกแบบของผมเอง เป็นสังกะสีสีเขียวอึ๊ดไร้เรื่องราวใดๆ มีแต่หน้าต่างกระจกกรอบขาวแก้เลี่ยน ทาสีประตูไม้ผุๆเพื่อย้อมแมวให้ดูใหม่ขึ้นเสียหน่อย คนจะได้ไม่รู้กำพืดเดิมว่ามันเป็นแค่ที่เก็บจอบ แล้วไปบอกหมอสมวงศ์ว่าไปปิคนิคดูกระท่อมเขียวกันไหม

     ปิคนิควันนี้เนื่องในโอกาสจะมาปลูกต้นไม้ล็อตสุดท้าย เป็นปิคนิคที่เรียบๆ ง่ายๆ ตั้งม้านั่งปิคนิคแบบพับได้ แล้วตั้งโต๊ะปิคนิคตัวเล็กๆ เสียบร่มสีแดง 199 บาทจากอิเกียเมื่อปีก่อน มีกาแฟ ขนมปังซาวโดแบบฝรั่งเศษที่เพื่อนทำมาฝาก คุ้กกี้ทำจากถั่วบวกนัทฝีมือหมอสมวงศ์ และผลไม้ หากถือตามมาตรฐานของเพื่อนชาวอังกฤษ อย่างนี้ถือว่าเป็นปิคนิคที่อู้ฟู่แล้ว เพราะพวกเพื่อนผมที่เป็นคนอังกฤษเวลาเอาคุ้กกี้ออกมาปิคนิคต้องพร่ำขอโทษขอโพยในความฟุ่มเฟือยของตัวเอง คนอังกฤษรุ่นโน้นปิคนิคด้วยชาร้อนอย่างเดียวบนโต๊ะปูผ้าขาวประดับด้วยแจกันเสียบดอกหญ้า..นี่ถือว่าสุดหรูละ แม้แต่น้ำตาลก็ยังมีไม่ได้เพราะถูกจัดเป็นของฟุ่มเฟือยเกินชีวิตสามัญชน
อะไรที่วางบนโต๊ะไม่ใช่คุณค่าที่แท้จริงของปิคนิค

    การจะมีอะไรอร่อยหรูเริดแค่ไหนออกมาวางบนโต๊ะไม่ใช่คุณค่าที่แท้จริงของปิคนิค คุณค่าที่แท้จริงของปิคนิคอยู่ที่การได้มาสัมผัสธรรมชาติ การได้ฟีล (feel) ธรรมชาติรอบตัวโดยไม่ต้องคิดพิพากษาตัดสินอะไร แค่รับรู้ธรรมชาติรอบๆตัว ต้นไม้ ดอกไม้ สวยบ้าง แห้งบ้าง ดินเปลือยเปล่าหลังไฟไหม้ หญ้าธรรมชาติ สูงๆต่ำๆ สายลมแผ่วบ้าง แรงบ้าง หินในคลองแห้ง ก้อนเล็กบ้าง ก้อนใหญ่บ้าง แสงแดดอุ่นบ้าง ร้อนบ้าง เสียงนก ดังบ้าง เบาบ้าง ได้กำซาบ ซาบซึ้งบรรยากาศ เป็นส่วนหนึ่งของมัน โดยไม่ต้องคิดอะไรต่อยอด แค่นี้ปิคนิคก็สมบูรณ์แล้ว

     ป่ายางนาริมคลองนี้ อนาคตจะรุ่งหรือริ่ง นั่นเป็นเรื่องของอนาคตยังไม่ต้องไปคาดการณ์ ผมชอบปลูกป่าไม่ใช่เพราะแค่ว่าตัวเองเคยเรียนเกษตรมา แต่เป็นเพราะพออายุมากก็อยากทำหน้าที่ของคนคนหนึ่งที่ "ได้" หรือ "เอา" จากโลกมาแยะแล้ว มีอะไรที่จะคืนให้โลกได้บ้างผมก็อยากรีบๆคืนให้ ก่อนที่จะถึงเวลาคืนสมบัติสุดท้ายคือร่างกายนี้ให้เป็นปุ๋ยแก่โลกต่อไป การปลูกไม้ป่าเป็นวิธีคืนสิ่งดีให้แก่โลกที่ผมทำได้ง่ายและชัวร์ว่ามันดีต่อโลกแบบตรงไปตรงมากที่สุด ผมจึงมีความสุขทุกครั้งที่ได้ปลูกป่า

     ขอบคุณธรรมชาติที่เปิดโอกาสให้มีปิคนิคเล็กๆนี้ ซึ่งเป็นอีเว้นท์ดีดีอีกหนึ่งครั้ง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ 

20 กุมภาพันธ์ 2563

ปวดประสาท จนไม่อยากมีชีวิตอยู่

เรียนคุณหมอสันต์
ผมเป็นเบาหวานแล้วมีอาการปวดขามาก ไปตรวจตอนแรกแพทย์ว่าหลอดเลือดไปเลี้ยงปลายขาตีบ แต่เมื่อตรวจเพิ่มเติมด้วยการฉีดสีก็พบว่าไม่ได้ตีบ ท้ายที่สุดแพทย์สรุปว่าเป็นปลายประสาทอักเสบ ได้ให้ยาวิตามินบี.รวมและบี.12 ยาแก้ปวดทรามอล และยานอนหลับ จนผมติดยาแล้วแต่อาการก็ไม่เคยดีขึ้น แต่หมอก็บอกว่าทำได้แค่นี้ เพื่อเอาน้ำมันกัญชามาให้ลอง ผมหยดแล้วคลื่นไส้อาเจียนทนไม่ไหวจึงไม่ได้ใช้ต่อ ทุกวันนี้ผมอายุ 62 ปีไม่ได้ทำอะไรแล้ว เพราะมันไม่มีอารมณ์จะทำ มันปวดแบบทุกข์ทรมานมาก จนบางวันไม่อยากจะอยู่แล้วครับ มันมีอะไรที่ผมควรจำทำให้หายปวดอีกบ้างไหมครับ

........................................................

ตอบครับ

     อาการที่คุณเป็น เรียกแบบบ้านๆว่าปลายประสาทอักเสบ แต่ในความเป็นจริงมันไม่ได้มีการอักเสบแบบปวดบวมแดงร้อนให้เห็นดอก มันเป็นแค่การที่เส้นประสาททำงานเพี้ยน คือไม่มีความรู้สึกอะไรก็รายงานว่ามี บ้างก็เป็นความรู้สึกเหน็บๆ ชาๆ ตื้อๆ ซู่ๆ ซ่าๆ ยุบๆยับๆเหมือนมดไต่ และแบบที่แย่ที่สุดก็คือปวดหรือร้อนไม่เลิกจนทำเอากินไม่ได้นอนไม่หลับ คนป่วยโรคเบาหวานท้ายที่สุดจะมีประมาณกึ่งหนึ่งที่มีอาการปลายประสาทอักเสบ ทุกวันนี้วงการแพทย์ยังไม่มีวิธีรักษาอื่นนอกจากอัดยาแก้ปวด ยาสะเตียรอยด์ ยาต้านซึมเศร้า และให้ยาวิตามินบี.ซึ่งได้ผลในบางรายที่ขาดวิตามิน ยาแก้ปวดนั้นให้กันทุกรูปแบบ และในสถิติของผู้ติดยากลุ่มมอร์ฟีน ขาประจำก็คือผู้ป่วยปลายประสาทอักเสบ

     ความจริงจะว่าวงการแพทย์ไม่มีวิธีรักษาก็ไม่ถูกนะ เพราะเมื่อเกือบสามสิบปีมาแล้ว ได้มีการทำวิจัยเอาผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการปลายประสาทอักเสบแบบปวดรุนแรงอย่างคุณนี้มา 21 คน เอามาขังไว้ในโรงพยาบาลแล้วบังคับให้กินอาหารที่มีแต่พืชไม่มีเนื้อสัตว์หรือเนื้อนมไข่เลย บวกกับให้เดินออกกำลังกายทุกวันวันละครึ่งชั่วโมง ผลปรากฎว่า 17 คนอาการปวดหายไปเลย บางมีอาการตื้อๆค้างอยู่บ้าง ผลพลอยได้คือทุกคนน้ำหนักลดเฉลี่ยคนละ 4.5 กก. เลิกยากินได้หมด และลดยาฉีดลงได้เฉลี่ยครึ่งหนึ่ง ที่กินยาความดันอยู่ก็ลดยาได้ 80% ในเวลาเพียง 3 สัปดาห์ และเมื่อติดตามดูผู้ป่วยทั้ง 17 คนที่หายปวดว่าเมื่อจบงานวิจัยแล้วเขาจะกลับไปกินเนื้อสัตว์อีกหรือเปล่า พบว่า 16 คนไม่กลับไปกินเนื้อสัตว์เลย มีคนเดียวที่กลับไปกินเนื้อสัตว์ เพราะคนที่ปวดประสาทแบบถึงกึ๋นมาแล้วจะให้ทำอะไรนานแค่ไหนก็ทำได้ทั้งนั้น ขอให้หายปวดเถอะ สมัยผมหนุ่มๆไปเป็นหมอบ้านนอกอยู่อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช คนไข้คนหนึ่งบอกผมว่าถ้าใช้ให้ไปยิงใครสักคนหนึ่งแลกกับการหายปวด เขาก็จะทำ มันปวดขนาดนั้น ความปวดรุนแรงจึงเป็นแรงบันดาลใจให้การเปลี่ยนอาหารในผู้ป่วย 16 คนทำได้สำเร็จอย่างถาวร

     ทำไมการเลิกกินเนื้อสัตว์มากินแต่พืชจึงรักษาอาการปวดประสาทได้ วงการแพทย์ก็ไม่รู้เหมือนกัน ได้แต่เดาเอา เช่นเดาว่าคงเป็นเพราะไขมันทรานส์ซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติในอาหารเนื้อสัตว์ไปก่อการอักเสบในเส้นประสาท เพราะมีงานวิจัยเอาเข็บเจาะดูดชิ้นเนื้อเยื่อไขมันใต้ผิวหนังที่ก้นของคนกินเนื้อกินนมมาตรวจเปรียบเทียบกับเนื้อเยื่อไขมันของคนที่ไม่กินเนื้อไม่กินนม พบว่าเนื้อเยื่อไขมันของคนกินเนื้อกินนมมีไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบ ขณะที่คนไม่กินเนื้อไม่กินนมไม่มีไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบ

     บ้างก็เดาว่าคงเป็นเพราะกินพืชแล้วการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงเส้นประสาทดีขึ้น เพราะงานวิจัยการตัดชิ้นเนื้อปลายประสาทผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมาตรวจพบว่าหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงปลายประสาทนั้นตีบแคบหรืออุดตันเสียส่วนหนึ่ง ระดับออกซิเจนในเนื้อเยื่อบริเวณนั้นต่ำกว่าในเลือดดำเสียอีก ทำให้ปลายประสาทขาดออกซิเจนจนปวดขึ้น

     น่าประหลาดที่วงการแพทย์ไม่มีการพูดถึงงานวิจัยนี้เลย ในการสอนแพทย์ก็ได้แต่พูดกรอกหูนักศึกษาแพทย์เช้าเย็นว่าปลายประสาทอักเสบไม่มีวิธีรักษาให้หาย ตัวผมเองก็เพิ่งมาอ่านพบงานวิจัยนี้เมื่อตอนที่ผมตัดสินใจรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบของตัวเองด้วยการเปลี่ยนอาหารมากินแต่พืชเป็นหลัก ผมเข้าใจว่าที่วงการแพทย์ไม่มีการพูดถึงงานวิจัยนี้เป็นเพราะแพทย์เกือบทั้งหมดเป็นนักบริโภคเนื้อสัตว์ จึงไม่ถนัดที่จะพูดถึงสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำ

     นอกจากการทดลองเปลี่ยนมากินอาหารที่ไม่มีเนื้อนมไข่ไก่ปลาแล้ว สิ่งที่คุณพึงทำได้เลยทันทีอีกอย่างหนึ่งคือการ "เอาธรรมะเข้าขย่ม" ผมหมายถึงการยอมรับอาการปวด คือการเกิดมาเป็นคนนี้การจะต้องเจ็บปวดนั้นเป็นของแน่ การันตีได้เลยว่าทุกคนต้องเจอเสมอหน้ากันหมด แต่การจะเป็นทุกข์หรือทรมานเพราะความปวดหรือไม่นั้นเรามีสิทธิ์เลือกได้ เพราะความปวดเป็นความรู้สึก (feeling) ส่วนความทุกข์ทรมานนั้นเป็นความคิด (thought) ความคิดจะเกิดขึ้นต่อยอดบนความรู้สึกเสมอถ้าเราเผลอ แต่ถ้าเราเอาความสนใจมาจดจ่อสังเกตได้ตั้งแต่เมื่อมันเป็นความปวด ความคิดต่อยอดจะไม่เกิดขึ้น หรือหากเกิดขึ้นแล้วหากเราเฝ้าสังเกตอยู่ ความคิดนั้นก็จะฝ่อหายไปเอง นี่มันเป็นธรรมชาติของความคิด คือมันจะหลบหน้าความรู้ตัวเสมอ ลองเอาไปปฏิบัติดูนะครับ ถ้าทำเองแล้วไม่สำเร็จ ลองหาเวลามาเข้าแค้มป์ SR

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Crane MG, Sample C. Regression of diabetic neuropathy with total vegetarian (vegan) diet. J Nutr Med. 1994;4:431–439.
2. Sun Y, Lai MS, Lu CJ. Effectiveness of vitamin B12 on diabetic neuropathy: systematic review of clinical controlled trials. Acta Neurol Taiwan. 2005;14:48–54. [PubMed]

18 กุมภาพันธ์ 2563

ความเชื่อเรื่องอาหารออกซาเลทเป็นตัวก่อนิ่วในไตได้ถูกกลบด้วยงานวิจัยนี้

เรียนคุณหมอสันต์ที่นับถือ
ดิฉันติดตามอ่านบทความของคุณหมอเป็นประจำ และได้นำความรู้ไปแนะนำคุณแม่ (อายุ 70 ปี) ที่เป็นโรคเบาหวานและกระดูกพรุนให้รับประทานอาหารพืชเป็นหลัก และทานถั่วทุกชนิดรวมประมาณ
1 กำมือทุกๆวัน และยังเติมงาบดในเครื่องดื่มเช่นนมถั่วเหลืองอีกด้วย แต่เมื่อไม่นานมานี้พบว่าคุณแม่ดิฉันมีนิ่วในไตหลายเม็ด จึงรู้สึกสับสนในแนวทางการรับประทานอาหารค่ะ เนื่องจากทราบว่าในถั่วต่างๆ รวมถึงผักหลายชนิด มีออกซาเลตสูง มีผลให้เกิดนิ่วในไตเพิ่มขึ้น จึงต้องรบกวนขอคำแนะนำคุณหมอว่าคุณแม่สามารถทานถั่วในปริมาณเดิมได้หรือไม่ และควรปรับเปลี่ยนการทานอาหารอย่างไรบ้างคะ

......................................................................

ตอบครับ

     การแพทย์แผนปัจจุบันมีข้อดีมากมายก็จริง แต่ก็มีข้อเสียอย่างเอนกอนันต์อันหนึ่งก็คือการสร้างนิสัยที่ฝรั่งเรียกว่า reductionism หมายถึงมองอะไรแยกออกมาเป็นส่วนย่อยยุบยิบยับแล้วปักใจเชื่อว่าสัจจธรรมมีอยู่แค่นั้น คือไปทำให้คนเชื่อในข้อมูลที่ได้จากการศึกษาในห้องแล็บ (in vitro) แต่ในชีวิตจริงในร่างกายมนุษย์นี้มีความสัมพันธ์กับอาหารและสิ่งแวดล้อมอย่างซับซ้อน ทำให้ข้อมูลในคนจริงๆ (in vivo) เป็นคนละเรื่องกับข้อมูลในห้องแล็บ สิ่งซึ่งเคยโพนทะนาให้คนเชื่ออย่างเป็นตุเป็นตะวงการแพทย์เองต้องมาค่อยๆถอนคำพูดตามหลังเมื่องานวิจัยใหม่ๆชัดเจนขึ้น ทำให้สาธารณชนเกิดความงุนงงสงสัยว่ายังไงกันแน่ ยกตัวอย่างง่ายๆเช่นการสอนให้คนกินอาหารโดยแยกส่วนที่เรียกว่า nutrients เป็นโปรตีน คาร์โบไฮเดรท ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ สอนไปหลายสิบปีมีคนจับเอาข้อมูลไปกระเดียดขายของว่าต้องกินนั่นถึงจะดีกินนี่ถึงจะเป็นซูเปอร์ฟูด แต่สุขภาพโดยรวมของผู้คนกลับแย่ลงๆ โรคเรื้อรังเพิ่มขึ้น คนอ้วนเต็มเมือง จนวงการแพทย์เองก็เริ่มจะใส่เกียร์ถอยในเรื่องการแนะนำให้กิน nutrients อย่างเช่นคำแนะนำโภชนาการครั้งหลังสุดของสหรัฐก็เริ่มแนะนำให้กินอาหารตามแบบแผนอาหารที่ทำให้มีสุขภาพดี เช่นอาหารเมดิเตอเรเนียน อาหารมังสะวิรัติ โดยไม่ต้องไปเจาะลึกกับเรื่อง nutrients อย่างแต่ก่อนแล้ว ในเรื่องอาหารกับการเป็นนิ่วในไตนี้ก็เหมือนกัน มีประเด็นที่วงการแพทย์เองก่อความเข้าใจผิดและต้องตามแก้อีกมาก ซึ่งผมจะพูดถึงเท่าที่นึกได้ก็แล้วกันนะ

     ประเด็นที่ 1. มีข้อมูลใหม่เรื่องออกซาเลท วงการแพทย์เคยแนะนำว่าอาหารอุดมออกซาเลททำให้เป็นนิ่วในไตมากขึ้น ซึ่งเป็นการแนะนำเอาตามกลไกการเกิดนิ่วในไตชนิดผลึกแคลเซียมออกซาเลทว่าหากมีออกซาเลทออกไปอยู่ในปัสสาวะมากขึ้นก็จะเป็นวัตถุดิบให้สร้างนิ่วแคลเซียมออกซาเลท ทำให้มีนิ่วมากขึ้น แล้วออกซาเลทจะมาจากไหนเสีย เชื่อกันว่าประมาณครึ่งหนึ่งมาจากอาหาร อีกครึ่งหนึ่งมาจากการเผาผลาญของร่างกายเอง จึงเหมาเอาว่าหากลดอาหารอุดมออกซาเลทลงก็จะเป็นนิ่วน้อยลง ทั้งนี้ยังไม่เคยมีผลวิจัยอุบัติการในคนจริงๆแม้แต่ครั้งเดียวที่จะยืนยันว่าคนกินอาหารอุดมออกซาเลทมีอุบัติการเป็นนิ่วมากขึ้น

     อย่างไรก็ตาม คำแนะนำที่ว่านั้นมาบัดนี้ได้เป็นหมันไปแล้วนับตั้งแต่ได้มีการทำวิจัยแบบถึงลูกถึงคนซึ่งทำโดยรพ.บริกแฮมของฮาร์วาร์ด [1] ตีพิมพ์ไว้ในวารสารโรคไตวิทยาอเมริกัน (CJASN) งานวิจัยนี้ได้เอาผู้ป่วยที่มีนิ่วในไตมา 3,348 คน มาตรวจสอบการกินอาหารอุดมออกซาเลทและตรวจระดับของออกซาเลทในปัสสาวะเทียบกับคนที่ไม่ได้เป็นนิ่วในไตจำนวนประมาณสองแสนคน ปรากฎว่าไม่ว่าจะเป็นผู้กินอาหารอุดมออกซาเลทหรือหลีกเลี่ยงอาหารอุดมออกซาเลท ทั้งสองพวกต่างก็มีระดับออกซาเลทในปัสสาวะแป๊ะเอี้ย คือเท่าๆกัน และต่างก็เป็นนิ่วในไตพอๆกัน นี่เป็นหลักฐานเด็ดขาดมากที่ลบล้างความเชื่อที่ว่าการกินอาหารอุดมออกซาเลทจะทำให้เป็นนิ่วในไตมากขึ้น กลไกการขับออกซาเลทออกมาในปัสสาวะที่แท้จริงอาจขึ้นอยู่กับการดูดซึมออกซาเลทที่ลำไส้และการเผาผลาญออกซาเลทซึ่งแตกต่างกันไปในตัวของผู้ป่วยแต่ละคน ไม่ใช่เกิดจากการกินอาหารอุดมออกซาเลทโดยตรง

     นอกจากนั้นงานวิจัยนี้ได้เปิดให้วงการแพทย์ตาสว่างขึ้นอีกหน่อยว่าบรรดาคนที่มีออกซาเลทในปัสสาวะสูงอย่างแท้จริงนั้นได้แก่พวกที่ (1) กินวิตามินซี.แบบยาเม็ดมากกว่าวันละ 1,000 มก. (ซึ่งถูกเปลี่ยนเป็นออกซาเลทในปัสสาวะได้) (2) กินแคลเซียมจากอาหารน้อย (3) อ้วน (4) เป็นเบาหวาน (5) ดื่มเครื่องดื่มใส่น้ำตาลมาก

     ประเด็นที่ 2. อาหารอะไรบ้างอุดมออกซาเลท อาหารอุดมออกซาเลทหมายถึงอาหารในกลุ่มผลไม้ ผัก ถั่ว นัท และชากาแฟ พูดง่ายๆว่าคืออาหารพืชทั้งมวล แต่ทุกครั้งเมื่อพูดถึงอาหารอุดมออกซาเลท แพทย์ (ฝรั่ง) มักจะเอ่ยตัวอย่าง รูบาร์บ ผักขม บีท ทำให้อาหารทั้งสามอย่างนี้กลายเป็นที่น่าหวาดกลัวสำหรับคนเป็นนิ่วในไตไป ทั้งๆที่ในความเป็นจริงอาหารผักผลไม้อื่นๆก็อุดมออกซาเลทไม่ต่างกัน

     ประเด็นที่ 3. อะไรบ้างที่จะช่วยป้องกันนิ่วในไตได้จริง เท่าที่มีหลักฐานวิจัยในคนจริงๆรองรับถึงปัจจุบันนี้ สิ่งที่จะช่วยลดการเกิดนิ่วในไตได้อย่างแท้จริงได้แก่

     1. ดื่มน้ำให้มากๆ เพราะน้ำลดโอกาสการตกตะกอนของผลึกนิ่ว

     2. กินแคลเซียมจากอาหารธรรมชาติให้พอเพียง เพราะยิ่งแคลเซียมในอาหารน้อยยิ่งไม่มีอะไรไปจับกับออกซาเลทในอาหารเพื่อขับทิ้งเสียตั้งแต่ตอนอยู่ในลำไส้ ทำให้ออกซาเลทถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายมาก แคลเซียมจากอาหารมีทั้งในอาหารพืชและอาหารเนื้อสัตว์ แต่ควรหลีกเลี่ยงแคลเซียมเสริมเป็นเม็ด เพราะงานวิจัยพบว่าหากกินยาเม็ดแคลเซียมกลับพบว่าทำให้เป็นนิ่วในไตมากขึ้น [2]

      3. ลดเกลือในอาหารลง เพราะโซเดียมเป็นตัวเพิ่มการขับแคลเซียมออกไปในปัสสาวะทำให้มีโอกาสเกิดนิ่วมากขึ้น

      4. จำกัดการกินเนื้อสัตว์และนมเนย เพราะเนื้อสัตว์จะเพิ่มการขับกรดยูริกไปก่อตัวเป็นผลึกที่กรวยไต ผลึกนี้จะเป็นตัวดึงให้ตะกอนผลึกชนิดอื่นมาพอกจนกลายเป็นนิ่วแบบนิ่วลูกผสม

     5. กินพืชแยะๆ เพราะสารที่ชื่อฟอสเฟตในสัตว์ซึ่งในพืชเรียกว่าไฟเตท (phytate) มีมากในถั่วต่างๆและธัญพืชไม่ขัดสี ไฟเตทระงับการก่อนิ่วในห้องทดลองได้ และสัมพันธ์กับการเป็นนิ่วในคนจริงๆน้อยลง [2-4] งานวิจัยการกินอาหาร DASH ซึ่งเป็นอาหารที่ได้แคลอรี่จากพืชผักผลไม้ถั่วและนัทมาก พบว่ามีความสัมพันธ์กับอุบัติการของการเป็นนิ่วลดต่ำลง [5]

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Taylor EN, Curhan GC. Determinants of 24-hour urinary oxalate excretion. Clin J Am Soc Nephrol. 2008;3:1453–1460.
2. Grases F, March JG, Prieto RM, Simonet BM, Costa-Bauzá A, García-Raja A, Conte A. Urinary phytate in calcium oxalate stone formers and healthy people-dietary effects on phytate excretion. Scand J Urol Nephrol. 2000;34:162–164. [PubMed] [Google Scholar]
3. Grases F, Costa-Bauzá A. Phytate (IP6) is a powerful agent for preventing calcifications in biological fluids: usefulness in renal lithiasis treatment. Anticancer Res. 1999;19:3717–3722. [PubMed] [Google Scholar]
4. Grases F, Isern B, Sanchis P, Perello J, Torres JJ, Costa-Bauza A. Phytate acts as an inhibitor in formation of renal calculi. Front Biosci. 2007;12:2580–2587.
5. DASH-style diet associates with reduced risk for kidney stones. Taylor EN, Fung TT, Curhan GC
J Am Soc Nephrol. 2009 Oct; 20(10):2253-9.

15 กุมภาพันธ์ 2563

ความคิด กับความรู้ตัว มันสัมพันธ์กันอย่างไร

หนูสมัครมา SR14 แต่เต็มเสียแล้ว จะรอลุ้น SR15 ตอนนี้ขอถาม 1. หนูไม่เข้าใจที่คุณหมอพูดถึงความคิดและการวางความคิด 2. ความคิดกับความรู้ตัวนี้มันสัมพันธ์กันอย่างไร ถ้าเราคิดก็หมายความว่ามีความรู้ตัวอยู่ในนั้นด้วยใช่ไหม ถ้าความคิดดับแล้วความรู้ตัวไปอยู่ไหน 3. อย่างความรู้ตัวของหนู มันเป็นของหนูคนเดียวหรือเปล่า 4. การวางความคิดกับการทำสมาธิเหมือนกันไหม 5. ทำไมต้องทำสมาธิด้วย 6. อะไรเป็นปัจจัยให้ทำสมาธิได้สำเร็จ
ขอบพระคุณค่ะ

..............................................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าความคิดคืออะไร ตอบว่าความคิดที่ผมพูดถึงนี้ผมหมายเจาะจงถึงความคิดที่ทำให้เราเป็นทุกข์ ซึ่งเกิดขึ้นจากเชาวน์ปัญญาที่เรามีอยู่นี้เองมันหวังดีพยายามจะปกป้องสำนึกว่าเป็นบุคคลของเรา สำนึกว่าเป็นบุคคลนี้เกิดขึ้นจากการที่เราสำคัญมั่นหมาย (identify) ว่าเราหรือ "ฉัน" นี้เป็นใคร หรือการยึดติดว่าอะไรที่สื่อถึงความเป็นฉัน เช่น เพศของฉัน อายุของฉัน ครอบครัวของฉัน หมู่บ้านของฉัน โรงเรียนของฉัน อาชีพของฉัน ชื่อเสียงของฉัน บริษัทของฉัน ชาติของฉัน ศาสนาของฉัน ความเชื่อของฉัน การเป็นคนรักความยุติธรรมของฉัน หรือแม้กระทั่งพันธกิจในชีวิตของฉัน ฯลฯ ทั้งหมดนี้คือตัวตนที่เป็นต้นกำเนิดของความคิดอันเป็นเหตุแห่งทุกข์

     2. ถามว่าการวางความคิดคืออะไร ตอบว่าการวางความคิดก็คือการวางสำนึกว่าเป็นบุคคลหรือ identity นี้ลงเสีย พูดง่ายๆว่าการจะพ้นทุกข์ได้ ต้องเปลี่ยนตัวตนหรือต้องเกิดการ shift of identity จากการเป็นบุคคลคนนี้ไปเป็นอย่างอื่น ถ้ายกตัวอย่างให้แคบลงมาเป็นตัวบุคคลอย่างตัวผมนี้การจะพ้นทุกข์ของผมก็คือการเปลี่ยนตัวตนจากการเป็น "หมอสันต์" ไปเป็นแค่ "ความรู้ตัว" ที่ไม่มีผลประโยชน์อะไรเกี่ยวข้องกับ "หมอสันต์" เลย

    3. ถามว่าความคิดกับความรู้ตัวนี้มันสัมพันธ์กันอย่างไร ตอบว่า เปรียบเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างไฟกับต้นกำเนิดของไฟ คุณรู้จัก "ไฟ" เป็นอย่างดีแล้ว แต่ต้นกำเนิดของไฟที่เรียกกันว่า "ธาตุไฟ" นั้นคุณไม่รู้จัก มันเหมือนกับว่าธาตุไฟนี้มีอยู่ในทุกหนทุกแห่งแต่ว่าเราจับต้องมองเห็นไม่ได้ เมื่อใดที่มีเงื่อนไขพร้อมคือ (1) มีเชื้อเพลิง (2) มีความร้อน (3) มีอากาศ (4) มีความแห้ง มีครบสี่อย่างนี้ธาตุไฟซึ่งเป็นพลังงานอย่างหนึ่งของจักรวาลนี้ก็จะจุดไฟให้ลุกพรึบขึ้นทันที

     ฉันใดก็ฉันนั้น "ความคิด" เปรียบได้กับไฟ ความรู้ตัวซึ่งมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ธาตุรู้" นี้เปรียบได้กับ "ธาตุไฟ" เมื่อใดก็ตามที่มีเงื่อนไขพร้อม คือ (1) มีสิ่งเร้า (2) มีอายตนะรับรู้สิ่งเร้า (3) มีกลไกการเปลี่ยนคลื่นสิ่งเร้าเป็นภาษา ความรู้ตัวหรือธาตุรู้ซึ่งเป็นพลังงานพื้นฐานที่มีรอพร้อมอยู่แล้วก็จะจุดความคิดให้เกิดขึ้นในใจ

      3. ถามว่าเมื่อความคิดดับลง ความรู้ตัวมันไปอยู่เสียที่ไหน ตอบว่า ก็เมื่อตอนที่กองไฟดับมอดลงแล้วนั้น ธาตุไฟไปอยู่เสียที่ไหนละ

     ความรู้ตัวหรือธาตุรู้นี้ก็เหมือนกัน เมื่อหมดความคิด ความรู้ตัวก็เป็นความรู้ตัวอยู่นั่นแหละ มันอยู่ของมันที่นั่นแหละ มันมีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง มันอยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยห้องหับหรือที่ทางจัดเก็บ

     4. ถามว่าอย่างความรู้ตัวของหนูนี้ มันเป็นของหนูคนเดียวหรือเปล่า ตอบว่า ไม่เป็น เหมือนอย่างคุณจุดไฟหุงต้มในบ้านคุณคุณอาจพูดได้ว่าไฟนั้นเป็นของคุณ แต่ธาตุไฟที่จุดไฟนั้นขึ้นมาไม่ได้เป็นของคุณดอกนะ คือคุณอย่าเอาของที่อยู่คนละมิติมาสัมพันธ์กัน สิทธิความเป็นเจ้าของเป็นความคิด เป็นคอนเซ็พท์ เป็นภาษา เป็นสิ่งสมมุติขึ้น ส่วนความรู้ตัวหรือธาตุรู้นั้นอยู่พ้นไปจากความคิด ตรงความรู้ตัวที่ว่านี้มันไม่ได้เป็นความรู้ตัวของคุณหรือของใครนะเพราะคุณในที่นี้มันเป็นแค่ความคิดที่ถูกกุขึ้นมากลางอากาศ ไม่ได้มีอยู่จริงมันจึงเป็นเจ้าของอะไรจริงๆไม่ได้ ส่วนความรู้ตัวนั้นมันเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงในลักษณะไร้รูปและแทรกซึมไปทุกอนูของจักรวาลนี้ มันเป็นธาตุพื้นฐานของจักรวาลนี้ ไม่ว่าคุณหรือผมเมื่อถอยกลับไปอยู่ที่ความรู้ตัว ก็จะถอยไปอยู่ที่ความรู้ตัวหรือธาตุรู้อันเดียวกัน หมายความว่าทั้งคุณและทั้งผม เมื่อปอกเปลือกสำนึกว่าเป็นบุคคลที่เป็นเพียงความคิดที่ห่อหุ้มข้างนอกและแยกร่างกายนี้ออกไปแล้ว ส่วนของชีวิตที่เหลืออยู่ไม่ว่าของคุณหรือของผมก็คือสิ่งเดียวกัน ถ้าคุณตระหนักรู้ตรงนี้คุณก็ไม่ต้องมานั่งแผ่เมตตาให้ผมหรอก เพราะลึกๆพ้นจากความคิดและร่างกายลงไปแล้ว คุณกับผมก็คือสิ่งเดียวกัน ตรงนี้แหละที่วิชาโยคะเขาเรียกว่า "รวมเป็นหนึ่ง" คือคำว่า "โยคะ" แปลว่ารวมเป็นหนึ่ง ซึ่งก็หมายถึงว่าเป้าหมายของวิชาโยคะนั้นก็คือวางความคิดกลับไปเป็นความรู้ตัวซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นหนึ่งเดียวนั่นเอง

     5. ถามว่าการวางความคิดกับการทำสมาธิเหมือนกันไหม ตอบว่า การทำสมาธิเป็นขั้นตอนไปสู่ความรู้ตัวอย่างยั่งยืน การทำสมาธิหรือ meditation หมายความเฉพาะเจาะจงถึงการตั้งใจโฟกัสทำให้ความสนใจตั้งมั่นอยู่กับอะไรสักอย่างไม่ว่อกแว่กกลับไปหาความคิด ซึ่งต้องจดจ่อที่อะไรสักอย่างเช่นลมหายใจหรือความรู้สึกบนผิวกายแล้วเกาะติดอย่างลึกละเอียดลงไปจนในที่สุดแม้ลมหายใจเองก็หายไป เหลืออยู่แต่ความรู้ตัว

     6. ถามว่าทำไมต้องทำสมาธิด้วย ตอบว่า อ้าว..ก็เพราะต้องการถอยความสนใจออกมาจากความคิดให้ได้นานๆไง จึงต้องทำสมาธิเพื่อป้องกันไม่ให้ความสนใจถูกลากกลับไปหาความคิดอีก จากนั้นสิ่งที่ถูกจดจ่อจะค่อยๆหายไปเหลืออยู่แต่ความรู้ตัว ตัวความรู้ตัวหรือธาตุรู้นี้เป็นจิตสำนึกรับรู้บริสุทธิที่ไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับสำนึกว่าเป็นบุคคล เป็นพลังงานต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง รวมทั้งเป็นที่มาของปัญญาญาณที่ก่อให้เกิดความเข้าใจแบบรับรู้ตรงๆตามที่มันเป็นโดยไม่ต้องผ่านภาษา พูดง่ายๆว่าปัญญาระดับเจ๋งจริงมันต้องอาศัยสมาธิจึงจะมีได้ มันจึงจะต้องผ่านสะเต็พนี้ไปก่อน ความหลุดพ้นจากความยึดติดในความคิดจึงจะมีขึ้นได้

    7. ถามว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญให้ทำสมาธิได้สำเร็จ ตอบว่า การรู้จักผ่อนคลายร่างกาย และการรู้จักกระตุ้นใจให้ตื่นตัวเมื่อง่วง เป็นปัจจัยสำคัญให้ทำสมาธิได้สำเร็จ

     หมดคำถามแล้วนะ ก่อนปิดไฟเข้านอน ผมขอย้ำส่งท้ายกับคุณหน่อยว่าที่คุณถามมาทั้งหมดนั้นจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยหากคุณไม่ได้ลงมือปฏิบัติวางความคิดและทำสมาธิ ไม่ว่าคุณจะฉลาดปราดเปรื่องอย่างไรก็ตาม คุณไม่มีวันเข้าถึงสิ่งที่อยู่พ้นความคิดออกไปด้วยการพยายามคิดเอาดอก เพราะความคิดมันจำกัดคุณไว้ในกรอบของภาษา คุณจะเอาความคิดไปอนุมาณสิ่งที่พ้นกรอบของภาษาไปได้อย่างไร

    เขียนถึงตรงนี้ว่าจะจบแล้วขอต่ออีกหน่อย เพิ่งนึกถึงอุปมาขึ้นได้ ครั้งหนึ่งราวยี่สิบปีมาแล้วผมเป็นกรรมการจัดงานประชุมแพทย์ผ่าตัดหัวใจระดับนานาชาติในกรุงเทพ ต้องคอยต้อนรับพวกวิทยากรฝรั่งที่เชิญเขามาพูด สมัยโน้นหมอฝรั่งบางคนไม่เคยมาทางซีกนี้ของโลกเลยในชีวิต วันหนึ่งพวกเรานั่งใส่สูทผูกเน็คไทคุยกันอยู่ที่ห้องล็อบบี้ของโรงแรมช้้นหนึ่งในกรุงเทพที่เราใช้ประชุมกัน หมอฝรั่งคนหนึ่งเห็นอากาศปลอดโปร่งดีมากก็ขออนุญาตผมออกไปเดินเล่น ผมพยักหน้า ออกไปได้สักพักเขาก็แจ้นกลับเข้ามารายงานหน้าตาตื่นว่า

     "ข้างนอกมันร้อนมากนะ"

     ผมอมยิ้ม คือฝรั่งเผลอลืมไปว่าเราอยู่ในห้องกระจกติดแอร์ เขาเอาอุณหภูมิของห้องไปอนุมาณอุณหภูมิของสนามเขียวๆแดดดีๆที่มองเห็นข้างนอก เขาลืมไปว่าอุณหภูมิของห้องที่เขารับรู้ได้นี้มันถูกครอบด้วยกระจกจึงจะอาศัยมันอนุมาณถึงอุณหภูมิข้างนอกไม่ได้เลย ฉันใดก็ฉันนั้น คุณอย่าเอาความคิดซึ่งถูกครอบด้วยกรอบของภาษาไปอนุมาณถึงสมาธิและความรู้ตัวซึ่งเป็นสิ่งที่พ้นภาษาออกไป มันเป็นไปไม่ได้ คุณต้องลงมือปฏิบัติด้วยการวางความคิดก่อนคุณจึงจะรู้ถึงสมาธิและความรู้ตัวได้

     เออ จะจบแล้วนะ รู้สึกว่าลืมอะไรไปอีกอย่างหนึ่งที่จะบอกคุณก่อนจบ อ้อ นึกออกแล้ว ครั้งหน้าถ้าถามมาอีก ผมจะตอบแต่คำถามที่เกิดจากการพยายามลงมือปฏิบัติแล้วติดขัดเท่านั้นนะ หากถามเพราะอยากรู้โน่นนี่นั่นไม่รู้จบอีกจะไม่ตอบให้แล้ว

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

14 กุมภาพันธ์ 2563

การฝึกสมาธิจะช่วยลดความอ้วนได้อย่างไร

(หมอสันต์ตอบคำถามสมาชิกแค้มป์ลดน้ำหนัก)

สมาชิกถาม

     "การฝึกสมาธิอย่างที่อาจารย์สอนนี้ จะช่วยลดน้ำหนักได้อย่างไร"

หมอสันต์ตอบ

     1. ในระดับที่เข้าใจได้ง่าย การที่เรากลายมาเป็นคนอ้วนนี้ เป็นเพราะการใช้ชีวิตของเราในอดีตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการกินก็ดี การมีกิจกรรมประจำวันก็ดี มันล้วนเกื้อหนุนให้เราเป็นคนอ้วน กล่าวคือเรากินอาหารที่มีแคลอรี่สูง มีกากน้อย และกินในปริมาณมาก ขณะเดียวกันเราก็มีกิจกรรมการเคลื่อนไหวออกกำลังกายน้อย มัวแต่ใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งมองหน้าจอ เราเองก็รู้ทั้งรู้อยู่ว่าเราจะต้องกินอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ มีกากแยะๆ ลดปริมาณการกินลง แล้วเคลื่อนไหวออกกำลังกายให้มากขึ้น แต่รู้ทั้งรู้ เราทำไม่ได้

     เพราะชีวิตของเราทุกวันนี้ที่เราภูมิใจว่าเป็นชีวิตอิสระเสรีอยากกินอะไรก็ได้กินอยากทำอะไรก็ได้ทำนั้น แท้จริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ มันเป็นชีวิตของทาส เราเป็นทาสความย้ำคิดย้ำทำ (compulsiveness) ซึ่งผูกเป็นวงจรแน่นหนาไว้ในระบบประสาทอัตโนมัติที่ฝังอยู่ในร่างกายเรา เราเป็นทาสของประสบการณ์ในอดีตของเราเอง แต่หลงภูมิใจว่าเราเป็นเสรีชน

     เราจะเป็นเสรีชนได้อย่างไร เสรีชนจะต้องสามารถใช้สิทธิเลือกทางเลือกต่างๆที่นำเสนอต่อหน้าเรา ณ ขณะนี้ แต่เราเป็นอย่างนั้นไหมละ พอเห็นอะไรหวานๆเราวิ่งเข้าใส่เลย เราไม่ทันได้คิดวินิจฉัยเลย การตัดสินใจได้เกิดขึ้นแล้วก่อนที่เราจะทันได้คิดวินิจฉัยเสียอีก เพราะผู้ตัดสินใจไม่ใช่เรา แต่เป็นวงจรความย้ำคิดย้ำทำหรือ compulsiveness ที่ฝังอยู่ในตัวเรามันบงการเราอยู่ แล้วเราก็นึกว่ามันเป็นเรา เราจึงนึกว่าเราเป็นเสรีชน

     เรายังไม่ทันรู้ตัวเลยการเลือกทิศทางดำเนินชีวิตก็เกิดขึ้นแล้ว อย่างนี้เราจะเป็นเสรีชนได้อย่างไร การเป็นเสรีชนต้องมีความรู้ตัวว่า ณ ขณะนี้มีทางเลือกอะไรโผล่ขึ้นมาตรงหน้าบ้าง แล้วเราในฐานะความรู้ตัวหรือ consciousness เป็นผู้ตัดสินใจเลือกเองโดยไม่มีใครมายัดเยียดบีบบังคับเราทีเผลอ คือเราอยู่อย่างรู้ตัว รู้ว่ามีความคิดอะไรโผล่ขึ้นมา แล้วเลือกตัดสินใจได้เองว่าจะทำตามหรือไม่ทำตามความคิดนั้นได้ อย่างนี้จึงจะเรียกว่าเป็นเสรีชน

    แต่ในชีวิตจริงของเราโอกาสที่เราจะตั้งหลักได้ว่ามีความคิดอะไรผ่านเข้ามาให้เลือกบ้างนั้นแทบไม่มีเลย เพราะเรามีชีวิตอยู่อย่างไม่รู้ตัว เราไปอยู่ในความคิดที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติตลอดเวลา การจะยุติวงจรชั่วร้ายนี้เราจะต้องถอยความสนใจออกมาจากความคิดเพื่อมาอยู่กับความรู้ตัวให้ได้ก่อน

     การฝึกสมาธิ เป็นวิธีถอยความสนใจออกมาจากความคิด เอาความสนใจนั้นมาจ่อกับอะไรสักอย่างหนึ่ง เช่นลมหายใจ จนความคิดมันฝ่อหายไป หมดอำนาจที่จะดึงดูดความสนใจให้ไปขลุกอยู่กับมัน จากนั้นเราจึงหันความสนใจจากลมหายใจ มาจ่ออยู่กับความรู้ตัว ซึ่งก็คือเดี๋ยวนี้ อันเป็นบ้านเดิมของมัน เมื่อเราทำอย่างนี้ได้แล้ว เราจึงจะปลดแอกจาก compulsiveness อันเป็นนายทาสของเราได้ จากนั้นเราจึงจะใช้ดุลพินิจเลือกอะไรที่ดีที่สุดกับตัวเราได้เยี่ยงเสรีชนที่แท้จริง

     2. ในระดับที่เข้าใจยาก ความอ้วนเป็นอุปสรรคขวากหนามอย่างหนึ่งในชีวิต การที่คนเราจะเอาชนะอุปสรรคขวากหนามในชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปสรรคที่จี้จิกเราอย่างต่อเนื่องอย่างยืดเยื้อเรื้อรัง เราจำเป็นต้องมีพลัง พลังนั้นมาสู่เราได้สามทาง สามระดับ คือ

     2.1 ระดับความคิดบวก (positive thinking) คือเมื่อคิดบวกเราก็จะได้พลัง แต่เรามักจะเผลอคิดลบ เราจึงมักถูกดูดพลังออกไป

      2.2 ระดับพลังเพื่อนช่วยเพื่อน (synergy) คือคบเพื่อนดี พากันไปอออกกำลังกายหรือกินของดีๆต่อสุขภาพ เราก็จะหายอ้วน คบเพื่อนไม่ดีคือชอบพากันไปกินอาหารแคลอรี่สูงและทำกิจกรรมที่นั่งนิ่งๆ เราก็ไม่หายอ้วน

     2.3 ระดับพลังความรู้ตัว (awareness) หรือที่ภาษาจิ๊กโก๋เรียกว่า "พลังจักรวาล" ตรงนี้มันเป็นอะไรที่คนยังไม่รู้จักกันนักดอก แต่มันเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง ถามว่าจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่ามันมีอยู่จริง ตอบว่าวิธีพิสูจน์มีทางเดียวคือตัวคุณเองต้องฝึกวางความคิดไปเป็นความรู้ตัวให้ได้ก่อน คุณจึงจะรู้ว่าพลังความรู้ตัวมันมีอยู่จริง การจะมารอพิสูจน์มันด้วยคอนเซ็พท์หรือตรรกะความเป็นเหตุเป็นผลรวมทั้งคอนเซ็พท์วิทยาศาสตร์นั้นไม่ได้ เพราะพลังงานนี้เป็นคลื่นชนิดที่ไม่อาจรับรู้ผ่านอายตนะหรือการคิดเอาจากภาษาหรือการอนุมานเอาจากตรรกะได้ วิธีพิสูจน์จึงมีทางเดียว คือคุณ feel มันให้ได้ด้วยตัวคุณเองเท่านั้น 

     พลังชนิดนี้จะเริ่มเกิดขึ้นกับตัวคุณเมื่อคุณดึงความสนใจออกมาจากความคิดมาจ่ออยู่กับเป้าอะไรสักอย่าง (เช่นลมหายใจ) ได้สำเร็จอย่างต่อเนื่อง จนความคิดหมดไป แล้วคุณจ่อความสนใจอยู่กับเป้านั้นต่อเนื่องต่อไปอีก จ่อดูลึกละเอียดลงไป ลึกละเอียดลงไป ลึกละเอียดลงไป จนเป้านั้นมันหายไปจากการรับรู้ของคุณเลย เหลือแต่ความรู้ตัวอยู่ในความว่างตรงหน้าที่เดี๋ยวนี้ ไม่เหลืออะไรอย่างอื่นเลยนอกจากความรู้ตัวที่ตื่นอยู่ ณ จุดนี้แหละ ที่จะมีคลื่นพลังงานไหลเข้ามา มาจากไหนไม่รู้ ผมเรียกง่ายๆว่ามาแบบดาวน์โหลดก็แล้วกัน ตัวคุณเองจะรับรู้ถึงพลังงานนี้ได้ในรูปของความสงบเย็นและเบิกบาน และในรูปของ "ปัญญาญาณ (intuition)" ที่ชี้นำให้คุณเห็นและเข้าใจสิ่งต่างๆตามที่มันเป็น พลังระดับนี้มันเปลี่ยนชีวิตคุณได้แบบดลบันดาลให้คุณเป็นอีกคนหนึ่งได้เลยทีเดียว คุณคิดจะทำอะไรมันก็ช่วยเป็น "แรง" ทำให้คุณทำได้สำเร็จง่ายขึ้น รวมทั้งการจะลดน้ำหนักด้วย ดังนั้นคนที่คิดจะลดน้ำหนักจริงจัง ผมสนับสนุนสุดลิ่มให้ฝึกสมาธิทุกวัน

     ถามว่าที่พูดมานี้เป็นสิ่งเดียวกับ "ความหลุดพ้น" หรือเปล่า ตอบว่าไม่ใช่ ทั้งหมดที่พูดมานี้ไม่ใช่ความหลุดพ้น (liberation หรือ enlightenment) นะ ปัญญาญาณไม่ใช่ความหลุดพ้น คนละเรื่องกัน เปรียบความหลุดพ้นเป็นแก่นไม้ ปัญญาญาณก็เป็นแค่กะพี้ของไม้เท่านั้น มันเป็นแค่เครื่องมือชิ้นหนึ่งที่จะช่วยให้คุณวางความคิดแบบติดหนึบยากที่จะแกะได้สำเร็จ หากคุณวางความคิดแบบนั้นได้สำเร็จหมดเกลี้ยงถาวรเมื่อไหร่ นั่นแหละคือความหลุดพ้น

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

13 กุมภาพันธ์ 2563

หมอสันต์สอนเดินจงกรมแบบ Walk To New Identity

     (หมอสันต์พูดกับสมาชิกแค้มป์ลดน้ำหนัก)

     ชั่วโมงนี้ทุกคนต้องถอดรองเท้าถุงเท้านะ เราจะเดินเท้าเปล่าบนสนามหญ้า ไม่ต้องกลัวเท้าเปื้อนดิน เปื้อนแล้วจบชั่วโมงแล้วก็ไปล้างที่ก๊อกที่หน้าฮอลได้

     เราจะเรียน Walking Meditation พูดภาษาบ้านๆก็คือเดินจงกรม เดินแบบธรรมดานะ แบบที่เดินอยู่ตามบ้านในชีวิตปกตินั่นแหละ อย่าเดินช้าอย่างหอยทาก อย่างนั้นไม่เอา เพราะเราฝึกเพื่อเดินในชีวิตประจำวัน เดินอย่างหอยทากเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันไม่ได้

     เราจะเดินกันสองรอบนะ รอบที่หนึ่งนี้เรียกว่า "เดินจากคิดไปรู้" หรือ "Walk from think to feel" คือเดินเพื่อฝึกวางความคิดมาอยู่กับความรู้สึกตัว รอบที่สองเรียกว่า "เดินไปเป็นคนใหม่" หรือ "Walk to new identity"

การเดินรอบที่ 1. Walk from think to feel

     การฝึกเดินในรอบแรกนี้มันจะมีสามระดับนะ หรือสาม level

     ระดับที่ 1. รู้สึกฝ่าเท้า เมื่อเดิน ให้คุณ feel หรือรู้สึกความรู้สึกบนฝ่าเท้าทุกครั้งที่ฝ่าเท้าสัมผัสพื้น รู้สึกถึงว่าหญ้ามันทิ่ม ดินมันแฉะ กรวดมันคม วางเท้าครั้งหนึ่งก็รับรู้ความรู้สึกที่ฝ่าเท้าครั้งหนึ่ง รู้สึกเอานะ ไม่ใช่คิดเอา feel ไม่ใช่ think ถ้าขณะที่เดินหากเกิดความคิดแทรกจนคุณลืมฟีลฝ่าเท้าไป ให้คุณหยุดกึก ยืนนิ่ง เคลียร์ความคิดก่อน หมายความว่าวางความคิดลงไปก่อน ด้วยการชำเลืองดูความคิดอยู่ห่างๆ จนความคิดมันฝ่อหายไป แล้วจึงหันมาเดินต่อ โดยโฟกัสที่ทุกครั้งเท้าสัมผัสพื้นให้ฟีลฝ่าเท้า

     ระดับที่ 2. รู้สึกผิวกาย เมื่อทำระดับที่หนึ่งชำนาญแล้ว คราวนี้ขณะที่เดิน นอกจากคุณจะฟีลความรู้สึกที่ฝ่าเท้าไปด้วยแล้ว ให้รับรู้ความรู้สึกบนผิวกายหรือทำ body scan ไปด้วย หมายถึงรับรู้ความรู้สึกซู่ซ่า วูบวาบ ขนลุก ผ่าวผ่าว ทั่วตัว เดินไปด้วย รู้สึกฝ่าเท้าไปด้วย รับรู้ความรู้สึกบนผิวกายไปด้วย ไม่มีความคิดนะ ถ้ามีความคิดให้หยุดตั้งหลักก่อน

     ระดับที่ 3. รู้สึกบรรยากาศรอบตัว เมื่อรับรู้ทั้งฝ่าเท้าและผิวกายขณะเดินไปได้แล้ว คราวนี้นอกจากจะรับรู้ความรู้สึกทุกครั้งที่ฝ่าเท้ากระทบพื้น และรู้สึกความรู้สึกซู่ซ่า วูบวาบ ขนลุกทั่วร่างกายไปแล้ว ยังต้องฟีลหรือรู้สึกถึงบรรยากาศหรือความว่างรอบตัวดัวย ฟีลเอานะ ไม่ใช่คิดเอา ไม่ใช่บรรยาด้วยภาษา นะ ฟีลออกมาเป็นความรู้สึก ไม่ต้องเอาภาษาไปบรรยาย แค่ซึมซับ ซาบซึ้ง อิ่มเอิบ กับบรรยากาศรอบตัว แค่นั้นพอ อย่าบรรยายออกมาเป็นภาษา ทั้งหมดนี้นี่แหละ คือการใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันหรือเดี๋ยวนี้

     เอาละ จบรอบที่หนึ่งแล้ว คราวนี้เรามาคุยกันเรื่องการเดินรอบที่สอง

การเดินรอบที่ 2. "Walk to new identity"

     หรือเดินเพื่อเปลี่ยนตัวตน หมายความว่าเราไม่ได้เดินเปล่าๆ แต่ทุกก้าวที่ก้าวไป เราก้าวไปเพื่อเปลี่ยนจากการเป็นคนคนเดิมนี้ ไปเป็นคนใหม่อีกคนหนึ่ง

     การเป็นคนเดิม ใช้ชีวิตแบบเดิมๆ กินแบบเดิมๆ เดินเหินเคลื่อนไหวแบบเดิมๆ คิดแบบเดิมๆ ทำแบบเดิมๆ นำเรามาสู่ตรงนี้ คือป่วยเป็นโรคเรื้อรัง เพราะโรคอ้วนถือว่าเป็นโรคเรื้อรัง เราไม่สามารถออกจากตรงนี้ได้ถ้าเรายังเป็นคนเดิม กินแบบเดิม เดินเหินเคลื่อนไหวแบบเดิม คิดแบบเดิมๆ ทำแบบเดิมๆ เราจะต้องเปลี่ยนตัวเราไปเป็นคนใหม่อีกคนหนึ่ง เปลี่ยนมาดำเนินชีวิตแบบใหม่ คือกินแบบใหม่ เดินเหินเคลื่อนไหวแบบใหม่ คิดแบบใหม่ ทำแบบใหม่ นั่นคือเราต้องสร้างนิสัยใหม่

     นิสัยเกิดจากการเคยคิดพูดทำอะไรซ้ำๆซากๆ เมื่อทำบ่อยๆซ้ำๆซากๆทุกวัน ร่างกายจะสร้างวงจรย้ำคิดย้ำทำแบบอัตโนมัติขึ้นในระบบประสาทอัตโนมัติ เรียกว่าวงจร conditioned reflex แปลว่าการถูกยัดเยียดให้ย้ำคิดย้ำทำซ้ำอดีต (compulsiveness) ดังนั้นสิ่งที่เราคิดและทำในวันนี้ จะกลายเป็นอดีตให้เราทำซ้ำในวันพรุ่งนี้ โดยที่เราไม่รู้ตัวเลย เพราะมันเป็นระบบประสาทอัตโนมัติ มันไปของมันเอง เช่น ตื่นเช้า เราต้องกดนาฬิกาปลุกด้วยมือเดิม นิ้วเดิม แล้วเราก็เดินไปเปิดเช็คไลน์ เช็คเฟซ หรือเช็คเมล เท็กซ์ตอบเฟซตอบไลน์ แล้วก็ลงไปชงกาแฟกินกับคุ้กกี้ แล้วก็แปรงฟันอาบน้ำด้วยท่าเดิม แต่งตัว ทาแป้งยี่ห้อเดิม ขับรถออกจากบ้านไปทำงาน เจอเจ้านายคนเดิม ซึ่งจะกระตุ้นให้เรามีอารมณ์แบบเดิมๆ เราเคยกินของมัน ของหวานอย่างไร เราก็จะกินมันซ้ำทุกวัน วนเวียนอย่างนี้ทุกวัน ดังนั้นชีวิตเราในแต่ละวันไม่มีอะไรใหม่ มีแต่สิ่งซ้ำๆซากๆที่ถูกโปรแกรมล่วงหน้าไว้แล้วจากเมื่อวานนี้ เราไม่มีทางที่จะออกไปจากโรคเรื้อรังได้ หากเรายังใช้ชีวิตแบบนี้ เราจะต้องเปลี่ยนวันนี้ให้แตกต่างไปจากเมื่อวานนี้ เราจึงจะเปลี่ยนชีวิตของเราได้ เพราะวันนี้จะไปเป็นอดีตที่กำหนดวันพรุ่งนี้

    ผมจะให้เวลาเตรียมตัวเล่นเกมนี้ 15 นาที คอนเซ็พท์ก็คือในการสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือสร้างหุ่นยนต์เขาจะสร้างไปทีละเวอร์ชั่น ปรับปรุงแก้ไขทีก็เปลี่ยนเวอร์ชั่นไปที ในเกมนี้เราจะสมมุติว่าตัวเราหรือถ้าเป็นผมก็ "นายสันต์" คนนี้ ก็มีได้หลายบุคลิกหลายเวอร์ชั่น เวอร์ชั่นปัจจุบัน เราเรียกว่าเป็น V-original ก็แล้วกันนะ ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเราใน V-original นี้เราทำพฤติกรรมอะไรที่เป็นตัวถ่วงให้เราไปไหนไม่รอดบ้าง เรารู้ แต่เราไม่รูัจะทำยังไงกับมันดี เพราะฉนั้นการเตรียมเกมนี้

     ขั้นที่ 1. ให้ทุกคนเขียนลิสต์เป็นตัวหนังสือลงไปบนกระดาษ หรือบนหน้าจอของตัวเองว่าพฤติกรรมการคิด พูด ทำ ของเราที่เป็นตัวถ่วงเราที่เป็น V-original นี้มีอะไรบาง หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า.. นี่เป็นความลับ ไม่มีใครล่วงรู้ เราเขียนเองรู้เอง

      ขั้นที่ 2.  ให้ทุกคนจินตนาการ จินตนาการนะ อย่าเอาความคิดวินิจฉัยหรือความเชื่อไปขวางกั้น จินตนาการอย่างไม่ขีดจำกัด ว่าเรา หรือสมมุติว่า "นายสันต์" ในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด หรือ The best version of mine จะมีลักษณะอย่างไร ผมเรียกมันว่า V-best ก็แล้วกันนะ  นายสันต์ใน V-best ซึ่งเป็นมนุษย์ในโลกอนาคตนี้จะมีน้ำหนักตัวเท่าไหร่ จะคิดอย่างไร เคลื่อนไหวเดินเหินพูดจาทำโน่นทำนี่อย่างไร เขียนลงไปเป็นข้อๆ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า.. เขียนขึ้นมาโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าในชีวิตจริงคุณจะทำได้หรือไม่ได้ เพราะมันเป็นแค่จินตนาการ ให้เวลาทุกคนทำการบ้านเขียนข้อด้อยของ V-original และลักษณะสำคัญของ V-best นี้ สิบห้านาที แยกกันทำ มุมใครมุมมัน ทำการบ้านนี้ก่อนจึงจะเล่นเกมได้

     เอาละ ทุกคนส่งการบ้านแล้ว คราวนี้มาฟังกติกาของเกม ผมจะมอบหมายให้ทุกคนเป็นนักแสดงรับจ้าง ในการเดินจงกรมรอบนี้ซึ่งนาน 30 นาทีก็คือให้ทำตัวเลียนแบบให้เหมือน V-best ให้มากที่สุด เหมือนดาราใหญ่ที่ต้องซ้อมตัวเองเป็นปีกว่าจะสวมบทสำคัญได้ คุณใน V-best มีน้ำหนักตัวเท่าไหร่ เดินเหินเคลื่อนไหวอย่างไร คิดอย่างไร ทำอย่างไร ให้คุณทำอย่างนั้นทุกประการ จะเป็นคนแบบเดินไปร้องเพลงไป หรือเดินไปเต้นไปก็ได้ สุดแล้วแต่ว่าคุณเล่นบทใครอยู่ อย่าลืมว่าตอนนี้คุณรับจ๊อบเป็นนักแสดงมีหน้าที่เลียนแบบ V-best ซึ่งเป็นมนุษย์ในโลกอนาคต คุณต้องทำให้สุดฝีมือของนักแสดงชั้นดี คุณรับทำจ๊อบเดินจงกรมนี้นานครึ่งชั่วโมง..โอเค้? พร้อมแล้ว เริ่มได้

     หมอสันต์สรุปเกมเมื่อเดินจบ

     เหตุผลที่ผมให้คุณเล่นเกมนี้ เพราะการแกล้งทำอะไรซ้ำๆซากๆนี้มันเป็นการสร้างประสบการณ์ให้กับร่างกาย นั่นหมายถึงการสร้างวงจรการย้ำคิดย้ำทำวงจรใหม่ให้กับระบบประสาทอัตโนมัติ สิ่งที่เราทำวันนี้จะกลายเป็นความจำที่จะไปกำหนดวงจรย้ำคิดย้ำทำซ้ำซากสำหรับวันพรุ่งนี้ แกล้งทำไปทุกวันๆ ในที่สุดถ้านักแสดงเก่งมาก เลียนแบบ V-best ได้ทุกอย่าง แล้วใครจะบอกได้ว่ามีความแตกต่างระหว่างนักแสดงกับ V-best ที่ตรงไหน ถูกแมะ นั่นหมายความว่าการแกล้งทำในที่สุดก็จะกลายเป็นของจริงไป ฝรั่งเรียกว่า

     "Fake it until you make it"

     "แกล้งทำไปเถอะ แล้วมันกลายเป็นของจริง"

     อย่างที่ผมบอกแล้วว่าการจะออกจากการเป็นโรคเรื้อรังไม่มีวิธีอื่นนอกจากการเปลี่ยนตัวเองไปเป็นอีกคนหนึ่งที่มีวิธีใช้ชีวิตแตกต่างจากเดิมไปอย่างสิ้นเชิง วิธีรับจ๊อบแสดงเป็น V-best เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่คุณจะเปลี่ยนตัวตนของคุณได้แบบเนียนๆ โดยไม่ต้องต่อสู้กับตรรกะ ความคิดวินิจฉัย ความเชื่อดั้งเดิมของคุณ ที่พร่ำบอกคุณว่า

     "มันเป็นไปไม่ได้หรอก" 

     "คุณไม่มีน้ำยาดอก"

     "มันก็แค่ปาหี่แบบไฟไหม้ฟาง คุณทำทีไรก็ล้มเหลวทุกที"

     "คุณทนความยั่วยวนของกิเลสไม่ได้หรอก"

     คุณหลบเสียงวิจารณ์ในหัวทำนองนี้ได้เพราะคุณแค่รับจ๊อบเป็นตัวแสดง ไม่ใช่ตัวจริง ได้ไม่ได้ มีน้ำยาไม่มีน้ำยา ทำได้นานหรือไม่นาน ไม่สำคัญ ไม่ซีเรียส เพราะคุณแค่เป็นผู้เล่นละคร

     จากวันนี้เป็นต้นไปให้คุณใช้ชีวิตจริงของคุณด้วยการเล่นละครแบบนี้ไปทุกวันๆ ละครที่คุณเล่นในวันนี้ จะเป็นอดีตที่ระบบของร่างกายเอาไปสร้างเป็นวงจรสนองตอบอัตโนมัติที่กำกับพฤติกรรมของคุณในวันพรุ่งนี้ ดังนั้นแต่ละก้าวที่คุณเดินอย่างไรในวันนี้ เป็นการสร้างอนาคตของคุณในวันพรุ่งนี้ ทำอย่างนี้ไปทุกวัน แล้วท้ายที่สุดคุณก็จะเปลี่ยนตัวคุณเองไปเป็นคนใหม่ได้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

12 กุมภาพันธ์ 2563

น้ำมันพืชสำหรับคนเป็นโรคหัวใจ

สวัสดีค่ะ ก่อนอื่นต้องเกริ่นก่อนว่า คุณพ่อของดิฉันเป็นโรคหัวใจ ตีบ 3 เส้น แต่ได้บายพาสแล้วค่ะ ผ่านมาประมาณ 1 ปีแล้วปกติดีค่ะ ตอนนี้ก็มีออกกำลังกายด้วย อยากทราบว่า
 1.สามารถทานอาหารที่ใช้น้ำมันพืชปรุงได้ไหมคะ เช่น ไข่เจียว หมูทอด
 2. หรือว่ามีการจำกัดชนิดของน้ำมันพืชคะเช่น น้ำมันถั่วเหลืองได้ น้ำมันปาล์ม ไม่ได้
 3. น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม น้ำมันพืช ถ้าให้ใช้ทำอาหาร คุณหมอจะแนะนำน้ำมันไหน หรือไม่แนะนำให้ใช้น้ำมันไหนเลยคะ
 4.ห้ามทานน้ำมันพืชเลยจริงไหมคะ
อันนี้ คือจุดพีคที่ทำให้ดิฉันมาถามคุณหมอค่ะ คือ คุณแม่บอกว่าคุณพ่อดิฉันเล่าว่าได้ฟังคลิปคุณหมอสันต์บอกว่า'ห้ามทานน้ำมันพืชเลย'(เพราะฉะนั้นที่บ้านจะทำแต่ต้มๆ นึ่งๆ หรือส้มตำในบางครั้ง)พอถามคุณพ่อ พ่อบอกว่าให้ไปฟังเอง แต่หนูหาคลิปไม่เจอค่ะ บวกกับร้อนใจอยากรู้จึงมาถามอาจารย์ทางอีเมลค่ะ ส่วนตัวหนูไม่เชื่อค่ะ เพราะเคยเรียนมาว่าคนเราถ้าไม่ใช้น้ำดีเลยจะมีปัญหา เลยมาสอบถามอาจารย์
หากมีเวลา ขอความกรุณาตอบด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ
ปล.เคยพิมพ์ถามเมื่อ 2 ปีก่อนค่ะ แต่ตอนนั้นพิมพ์อีเมลล์อาจารย์ผิดไปค่ะ

.....................................................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าเป็นโรคหัวใจแล้วจะใช้น้ำมันทำอาหารไม่ได้เลยหรือ ตอบว่าในการจะแก้ปัญหาโรคหัวใจนั้นอย่ามองหาคำตอบเบ็ดเสร็จสำเร็จรูปจากจุดเล็กๆ ไข่เจียวกินได้หรือไม่ได้ น้ำมันกินได้หรือไม่ได้ หมูทอดกินได้หรือไม่ได้ แต่ให้มองภาพใหญ่ของการจัดการโรคก่อน กล่าวคือในการจัดการโรคหัวใจนั้น จะต้องเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตจากเดิมไปเพื่อให้ตัวชี้วัดสำคัญ 7 ตัวกลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติโดยไม่ต้องใช้ยา คือ (1) น้ำหนัก (2) ความดันเลือด (3) ไขมันในเลือด (4) น้ำตาลในเลือด (5) จำนวนผักผลไม้ที่กินต่อวัน (6) จำนวนการออกกำลังกายต่อสัปดาห์ และ (7) การไม่สูบบุหรี่ ทำให้ทั้งเจ็ดตัวนี้ปกติให้ได้ก่อน แล้วอัตราตายจากโรคมันจะลดลงมาเอง  

     ยกตัวอย่างเช่นในประเด็นไขมันในเลือด เป้าหมายไขมันเลวในเลือด (LDL) ของคนเป็นโรคแล้วอย่างคุณพ่อของคุณนี้คือต้องให้ LDL ต่ำกว่า 70 มก./ดล. โดยไม่ต้องใช้ยาเลยได้จะดีที่สุด ถ้าคุณเอาตรงนี้เป็นแกนกลาง คุณก็จะตอบคำถามว่าไข่เจียวกินได้ไหม หมูทอดกินได้ไหมด้วยตัวคุณเองได้ง่ายขึ้น กล่าวคือถ้า LDL ขณะไม่กินยาสูงกว่า 70 ก็ควรจะลดอาหารไขมันทุกชนิดลงไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งไขมันอิ่มตัว (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไขมันจากเนื้อสัตว์) ดังนั้นถ้า LDL ยังสูงกว่า 70 ก็ควรจะเข้มงวดกวดขันอาหารไขมันสูง ไข่เจียวก็ไม่ควรกิน หมูทอดก็ไม่ควรกิน แต่ถ้า LDL ต่ำกว่า 70 ทั้งๆที่ไม่ได้กินยาอะไร อยากจะกินไข่กินหมูก็กินได้ตามสบายเลยครับ ดังนั้นมันสำคัญที่ระดับไขมันเลวในเลือดที่จะเป็นตัวกำหนดว่าไอ้นั่นกินได้ไหม ไอ้นี่กินได้ไหม

     2. ถามว่าน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหารชนิดไหนดีชนิดไหนเลว ตอบว่ามันขึ้นอยู่เรากำลังพูดถึงประเด็นไหนของน้ำมันปรุงอาหาร ซึ่งมันมีถึง 4 ประเด็น คือ

     2.1 ประเด็นการเป็นอาหารก่อโรคหลอดเลือด วงการแพทย์ถึงวันนี้ก็ยังตกลงกันเป็นเอกฉันท์มั่นเหมาะว่าไขมันอิ่มตัว (น้ำมันหมู น้ำปาล์ม น้ำมันมะพร้าว) เป็นไขมันที่ก่อโรคมากกว่าไขมันไม่อิ่มตัว (น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง) ทั้งนี้มีงานวิจัยเปรียบเทียบด้วยว่าในระหว่างไขมันอิ่มตัวจากสัตว์ (เนยจากนมวัว) กับไขมันอิ่มตัวจากพืช (น้ำมันมะพร้าว) พบว่าน้ำมันมะพร้าวเพิ่มไขมันเลวในเลือดได้น้อยกว่าเนยจากนมวัว พูดง่ายๆว่าไขมันอิ่มตัวจากพืช ก็ยังดีกว่าไขมันอิ่มตัวจากสัตว์

     2.2 ประเด็นการทำให้อ้วน น้ำมันทำอาหารทุกชนิดให้แคลลอรี่เท่ากันคือ 9 แคลอรีต่อกรัม ดังนั้นน้ำมันทุกชนิดทำให้อ้วนได้เสมอกันหมด

     2.3 ประเด็นการกระตุ้นให้หลอดเลือดหดตัว (ผ่านกลไกระงับการทำงานของไนตริกออกไซด์ที่เยื่อบุผนังหลอดเลือด) อันจะเป็นตัวเหนี่ยวไกให้เกิดอัมพาตเฉียบพลันหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน งานวิจัยเปรียบเทียบพบว่าไม่ว่าจะเป็นไขมันชนิดอิ่มตัว (เช่นน้ำมันปาล์ม) หรือชนิดไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (เช่นน้ำมันมะกอก)  หรือชนิดไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (เช่นน้ำมันถั่วเหลือง) ล้วนทำให้หลอดเลือดหดตัวได้เท่ากันหมด คือพูดง่ายๆว่าเลวเสมอกัน

     2.4 ประเด็นการทนความร้อน ขณะทำการผัดทอดอาหาร น้ำมันอิ่มตัว (เช่นน้ำมันหมู) ย่อมทนความร้อนมากกว่าน้ำมันไม่อิ่มตัวเช่นน้ำมันพืชทั้งหลาย และในบรรดาน้ำมันไม่อิ่มตัวด้วยกัน น้ำมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (เช่นน้ำมันมะกอก) ทนความร้อนได้ดีกว่าน้ำมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (เช่นน้ำมันถั่วเหลือง)

     3. ถามว่าถ้าจะใช้น้ำมันทำอาหาร หมอสันต์แนะนำให้ใช้น้ำมันชนิดไหน ตอบว่าถ้าเป็นโรคหัวใจแล้วไขมันในเลือด (LDL) สูงเกิน 70 ไม่ควรใช้น้ำมันปรุงอาหาร แต่หากจะต้องใช้ให้ได้ ผมแนะนำว่าให้ใช้น้ำมันให้น้อยที่สุด ให้น้ำมันโดนความร้อนให้สั้นที่สุด โดยใช้น้ำมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวเช่นน้ำมันมะกอก น้ำมันแคโนลา ครับ ด้วยเหตุผลว่ามันเป็นไขมันในกลุ่มไม่อิ่มตัวซึ่งไม่ก่อโรค และมันทนความร้อนได้ดีพอควร

     4. ถามว่าห้ามทานน้ำมันพืชเลยจริงไหมคะ ตอบว่า..อ้าว ก็เพิ่งพูดไปแหม็บๆเมื่อกี้ไงว่ามันขึ้นอยู่กับว่าเป็นโรคไขมันในเลือดสูงอยู่หรือเปล่า ถ้าเป็นโรคไขมันในเลือดสูงก็ไม่ควรใช้น้ำมันทำอาหาร

     5. ถามว่าหนูไม่เชื่อหมอสันต์เพราะหนูเคยเรียนมาว่าถ้าไม่กินไขมันจะไม่ได้ใช้น้ำดีแล้วร่างกายจะมีปัญหา ตอบว่าอาหารพืชตามธรรมชาติที่เป็นอาหารสุขภาพดีก็มีไขมันอยู่ในปริมาณมากนะครับ เช่น ถั่ว งา นัท อะโวกาโด เป็นต้น ดังนั้นการกินอาหารแบบกินพืชเป็นหลักไม่ได้ขาดไขมัน มันมีไขมันอยู่ในอาหารอยู่แล้วเหลือเฟือ แต่เฉพาะคนที่ไขมันในเลือดสูงซึ่งแปลว่ามีไขมันอยู่แล้วมากล้นเกินความต้องการเท่านั้น ที่ผมแนะนำว่าให้เลิกใช้น้ำมันปรุงอาหาร แต่ไม่ได้ห้ามกินอาหารไขมันในอาหารพืชตามธรรมชาตินะครับ แล้วผมรับประกันว่าการกินอาหารพืชตามธรรมชาติให้หลากหลายโดยไม่ใช้น้ำมันผัดทอดอาหาร ไม่มีใครเป็นโรคขาดไขมันแน่นอน

     จบคำถามแล้วนะ ย้ำอีกทีว่าหัวใจของการจัดการโรคหัวใจคือการเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิต หากต้องการเรียนรู้รายละเอียดมากกว่านี้ให้ชวนคุณพ่อมาเข้าแค้มป์ RDBY

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

11 กุมภาพันธ์ 2563

ก้าวเดินไปสู่การเป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของตัวเอง (The Best Version of Mine)

     (หมอสันต์พูดกับสมาชิกแค้มป์ลดน้ำหนักกลางสนามหน้าฮอล ก่อนเริ่มออกเดินทางไกลวันที่สอง)

     เมื่อวานผมได้พูดถึงแนวทางการลดน้ำหนักของเวลเนสวีแคร์ว่าจะโฟกัสที่พฤติกรรมหลักสี่อย่างเท่าน้้น คือ

     (1) เราจะเปลี่ยน Version ตัวเอง จากคนเดิม หรือ V. original แกล้งไปเลียนแบบตัวเราในเวอร์ชั่นที่ดีสุด เป็น The best version of mine หรือ V. Best เลียนแบบหมายถึงการแกล้งทำตัวให้เหมือนมากที่สุด เมื่อวานนี้ทุกคนได้ทำการบ้านวาดภาพตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดขึ้นมาแล้ว ถ้าวันนี้เขาหรือเธอจะมาเดินกันในวันนี้แทนเรา เขาหรือเธอจะคิดอะไร จะพูดอะไร จะเดินอย่างไร จะทำอะไรอย่างไร เราจะแกล้งทำตัวแบบนั้น ทำได้เหมือนไม่เหมือน ถาวรไม่ถาวร ไม่เป็นไร เพราะเราแค่แกล้งทำ ทำเล่นๆ แต่ทำซ้ำๆให้ถี่ๆ ทำถี่ทุกวินาทีได้ยิ่งดี

    (2) เราจะกินอาหารพืชเป็นหลัก แบบไขมันต่ำและใกล้เคียงธรรมชาติ (plant-based, whole food, low fat) โดยกินให้อิ่ม

    (3) เราจะหาเรื่องเดินทั้งวัน เดินให้เป็นวิถีชีวิต

     (4)  สำหรับคนที่ทำได้ เราจะงดอาหารมื้อเย็น ถ้าทำไม่ได้ก็ให้กินอาหารแคลอรี่ต่ำเช่นผลไม้และสลัดเป็นหลักในมื้อเย็น

     ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เราจะใช้ชีวิตโฟกัสที่สี่อย่างนี้ สำหรับวันนี้ เราจะเริ่มต้นด้วยการใช้เวลาครึ่งวัน คือทั้งภาคเช้าของวันนี้เดิน เดิน เดิน เดินไปดูเมืองคาวบอย แล้วเดินต่อไปอุทยานน้ำตกมวกเหล็ก เดินวนอยู่ในอุทยานสองรอบสามรอบจนกว่าจะถึงเวลาเที่ยงแล้วจึงจะปิคนิคมื้อกลางวันที่ริมน้ำตก นี่คือการเริ่มทำให้การเดินเป็นวิถีชีวิตใหม่ของเรา

     เมื่อวานผมพูดว่าการเปลี่ยนตัวเองจากเวอร์ชั่นเดิมไปเป็นเวอร์ชั่นใหม่ ว่ามันต้องใช้พลัง ที่มาของพลังมีสามระดับ คือ

     พลังระดับ 1. พลังความคิด หรือ positive thinking (คิดบวก) ซึ่งผมมั่นใจว่าทุกคนก็พยายามคิดบวกอยู่แล้ว แต่ว่าความคิดนั้นมันมีพลังอย่างมากก็แค่ 5% ของพลังความคุ้นเคยกับสิ่งเดิมๆซ้ำซากของระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งมีพลังกดเราให้อยู่กับร่องเดิมแบบโงหัวไม่ขึ้น

     ผมขอย้ำอีกครั้งว่าวงจรที่พาเราจมซ้ำซากกับวิถีเดิมๆนั้นเป็นวงจรระบบประสาทอัตโนมัติซึ่งเป็นวงจรที่ฝังอยู่ในระดับร่างกาย ไม่เกี่ยวอะไรกับความคิดอ่านสั่งการของเราเลย วงจรนั้นออกอาการที่ร่างกายก่อน แล้วชักนำให้เกิดความคิดผลักดันให้ไปหาอะไรสนองตอบอาการของร่างกายนั้น วงจรนี้มันแรงขนาดไหน ผมจะยกตัวอย่าง สมัยก่อนผมทำงานเป็นหมอผ่าตัดหัวใจ ร่วมทีมผ่าตัดหัวใจ มีคนไข้ที่เป็นผู้รับหัวใจ (recipient) คนหนึ่งเป็นหญิงมีความรู้สูงเนี้ยบสะอาดสะอ้าน หลังเปลี่ยนหัวใจแล้วเธอก็มีชีวิตที่ดี แต่ว่าเธอเกิดอยากสูบบุหรี่ขึ้นมา จนต้องไปหาบุหรี่มาแอบสูบ เพราะหัวใจของผู้ให้ (donor) นั้นเป็นหัวใจของผู้ชายที่ติดบุหรี่ วงจรการติดบุหรี่มันเป็นวงจรในระด้บบรรดาเซลร่างกาย มันแรงขนาดนั้น มันแรงกว่าความคิดบวกหรือความคิดผิดชอบชั่วดีหลายเท่า ดังนั้น พลังที่ได้ในระดับความคิดนี้ มันช่วยเราได้เพียงแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น การเสพย์ติดอาหารก็ดี การเสพย์ติดวิถีชีวิตเดิมๆที่ร่างกายคุ้นเคยก็ดี มันแรงกว่าพลังความคิดมากนัก

     พลังระดับ 2. พลังร่วมกับคนอื่น หรือ synergy ซึ่งผมก็มั่นใจว่าพวกเราทุกคนเต็มที่ ร่วมกันสร้างพลังนี้โดยเชียร์กันและกันอยู่แล้ว

     พลังระดับ 3. พลังความรู้ตัว หรือ awareness ตรงนี้เป็นของใหม่ ที่เราจะต้องฝึกเรียนรู้ ดังนั้นก่อนออกไปเดินเรามาทำความเข้าใจให้ตรงกันในเรื่องนี้เสียหน่อย

     สมัยเราเป็นเด็กนักเรียน เมื่อครูจัด field trip ครั้งแรก บางคนอาจจะยังจำได้ เราจะตื่นเต้นมาก ตื่นนอนก่อนพ่อแม่ด้วยซ้ำเพื่อมาเตรียมตัวไปทริป เราตื่นเต้นลิงโลดยินดี เพราะรู้ว่าวันนั้นจะต้องมีอะไรใหม่ๆที่เราไม่เคยคาดถึงเกิดขึ้น เรียกว่า expect the unexpected นั่นแหละคือวิธีใช้ชีวิตที่ดี expect the unexpected เราต้องใช้ชีวิตแบบนี้ อยู่กับเดี๋ยวนี้ มีความสุขกับการลุ้นว่าวินาทีข้างหน้าอะไรจะเกิดขึ้น เปิดใจรับว่าอะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น เราต้องใช้ชีวิตอย่างนี้ เราจึงจะได้พลังงานจากความรู้ตัวซึ่งเป็นเดี๋ยวนี้มาใช้ได้ 

     การจะใช้พลังของความรู้ตัว เราต้องอาศ้ยแขนของมัน แขนของความรู้ตัวคือความสนใจ หรือ attention เราต้องเล่นกับความสนใจ เพราะหากความสนใจไปจ่ออยู่ที่ไหน พลังของความรู้ตัวก็จะเทไปที่นั่น สิ่งน้้นจะสำคัญขึ้นมาทันที ตอนนี้ความสนใจของเราไปจ่ออยู่ที่ความคิด ซึ่งเผอิญส่วนใหญ๋เป็นความคิดที่จะยึดเกาะกับวิถีชีวิตเดิมๆ เพราะขึ้นชื่อว่าความคิดร้อยทั้งร้อยย่อมชงขึ้นมาจากตัวตนเดิมๆของเราซึ่งมันชอบที่จะถูลู่ถูกังไปแบบเดิมๆ การมีชีวิตแบบเดิมๆจึงมีแรงดึงเราไว้มาก

     ดังนั้น ขั้นที่หนึ่งของการใช้พลังจากความรู้ตัว คือเราต้องถอยความสนใจออกมาจากความคิด หรือต้องวางความคิด วิธีการคือให้ผ่อนคลายร่างกายก่อน เพราะความคิดมีสองขา ขาหนึ่งเป็นการเกร็งของกล้ามเนื้อร่างกาย อีกขาหนึ่งเป็นเนื้อหาเรื่องราว ถ้าเราผ่อนคลายร่างกายได้เนื้อหาเรื่องราวของความคิดก็จะฝ่อหายไปเอง เอ้า ลงมือทดลองทำขั้นที่หนึ่งก่อน ทุกคนหลับตา สูดลมหายใจเข้าทางจมูกลึกๆ กลั้นไว้สักครู่ แล้วผ่อนลมหายใจออกทางปากยาวๆ พร้อมกับสั่งให้ร่างกายผ่อนคลาย ตั้งแต่หัวจรดเท้า  

     แล้วเราตามไปเช็คดูทั้งๆที่หลับตาเนี่ยแหละ ว่าร่างกายผ่อนคลายจริงหรือเปล่า การเช็คก็ง่ายมาก เช็คที่ใบหน้า ว่ากล้ามเนื้อใบหน้าผ่อนคลายได้ไหม ด้วยการทดลองยิ้มที่มุมปากดู หากยิ้มไม่ออก ก็แสดงว่ายังไม่ผ่อนคลาย ให้เอาใหม่ หายใจเข้าลึกๆ กลั้นไว้สักครู่ หายใจออกทางปากช้าๆ ผ่อนคลาย ยิ้ม..ม ยิ้มออกไหม ต้องเอาจนยิ้มออก

     แล้วก็เช็คที่คอ บ่า ไหล่ ว่ามันยังตึงยังเกร็งหรือเปล่า ถ้าเกร็งก็ทำซ้ำอีก หายใจเข้าลึกๆ ออกยาวๆ สั่งให้มันผ่อนคลายอีก แล้วก็เช็คต่อไปที่หน้าอก หลัง แขน ขา จนทั้งร่างกายผ่อนคลายทั้งตัว

     เมื่อร่างกายผ่อนคลายแล้ว เราก็มาฟีล (feel) ความรู้สึกบนร่างกาย วิธีทำ ให้ทำงี้นะ ผมจะให้หายใจเข้าลึกๆ แล้วกลั้นไว้ก่อน ผมจะนับหนึ่งถึงยี่สิบ รอผมนับให้จบก่อน พอผมนับจบแล้วคุณค่อยผ่อนลมหายใจออก พร้อมกับผ่อนคลายร่างกายและรับรู้ความรู้สึกซู่ซ่าบนผิวหนังทั่วตัวไปพร้อมกันเสมือนว่าเราหายใจออกทางผิวหนัง ใหม่ๆไม่เห็นมีความรู้สึกอะไรเลย ไม่เป็นไร มีแค่ไหนรับรู้แค่นั้น เป็นความรู้สึกซู่ๆซ่าๆเหน็บๆชาๆจิ๊ดๆจ๊าดๆเจ็บๆคันๆขนลุกขนชัน รับรู้ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น การที่เรารับรู้ความรู้สึกบนผิวกายได้ เท่ากับเราได้ถอยความสนใจออกมาจากความคิดมาอยู่กับพลังงานของร่างกายหรือพลังชี่ได้ อย่างน้อยก็แป๊บหนึ่ง ถ้าชำนาญแล้วให้รู้สึกถึงพลังงานที่แผ่สร้างซู่ซ่าไปทั่วผิวหนังทุกครั้งในจังหวะหายใจออก

     เมื่อฟีลหรือรู้สึกพลังงานของร่างกายได้แล้ว จากนั้นให้ทุกคนฟีลหรือรู้สึกธรรมชาติรอบตัว ที่นี่ เดี๋ยวนี้ เอ้า หลับตาลง รับรู้ตามที่มันเป็น ได้ยินเสียงนก มีลมมาปะทะขน รู้สึกถึงบรรยากาศ รับรู้ตามที่มันเป็นโดยไม่คิดอะไรต่อยอด นี่เราได้ทิ้งความคิดซึ่งเป็นตัวตนเก่าของเรา มาอยู่ก้บเดี๋ยวนี้โดยที่ไม่มีตัวตนเก่าของเราตามมาอยู่ด้วย เราอยู่ที่นี่ในฐานะความรู้ตัว ตัวตนเก่าของเราไม่ได้มาอยู่ด้วย อย่างน้อยก็ในแป๊บนี้

      คราวนี้เมื่อเราเดิน ให้สนใจก้าวเดินทีละก้าวเท่านั้น การก้าวไปหนึ่งก้าวนี้เป็นการก้าวจากเดี๋ยวนี้ซึ่งเป็นความรู้ตัวที่ไม่เกี่ยวกับตัวตนเก่า ก้าวไปเลียนแบบตัวตนใหม่ของเราซึ่งเป็นเราในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด เป็น The best version of mine หรือ V. Best หนึ่งก้าวคือการเปลี่ยนตัวตนหนึ่งครั้ง ครั้งต่อครั้ง ช็อตต่อช็อต อย่าไปคิดอะไรไกลเกินกว่าหนึ่งก้าว เอาแค่ว่าก้าวนี้ ถ้าเป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของเรามาเดินด้วยตัวเอง เขาหรือเธอจะเดินอย่างไร แล้วเราก็เดินเลียนแบบตามนั้น อย่าไปมีความคิดเปรียบเทียบหรือค่อนแคะอะไรทั้งสิ้น แค่เลียนแบบเขาหรือเธอผู้เป็น V. Best ไปทีละก้าว ทีละก้าว นอกจากท่าทางการเดินแล้ว ให้เลียนแบบการคิด การพูด การกระทำอื่นๆของ V. Best ด้วย ช็อตต่อช็อต เขาจะมีท่าทางการเดินอย่างมั่นใจอย่างไร เขาจะมีความอึดความอดทนอย่างไร เขาจะเพิกเฉยต่อคำร้องเรียนของความคิดเดิมๆอย่างไร เขาจะยิ้ม เขาจะผ่อนคลายอย่างไร ให้เลียนแบบเขาให้หมด ทุกครั้งที่คิดขึ้นได้ 

     ถ้าไม่แน่ใจว่าขณะนั้นเรากำลังถูกครอบด้วยความคิดเก่าๆอยู่หรือเปล่า ให้เช็คว่าเรายิ้มออกไหม ผ่อนคลายได้ไหม และรับรู้ความรู้สึกซู่ซ่าบนร่างกายได้ไหม หากเรายิ้มออก ผ่อนคลายได้ รับรู้ความรู้สึกซู่ซ่าบนร่างกายได้ แสดงว่าเราอยู่กับเดี๋ยวนี้ ไม่ได้อยู่กับความคิดเก่า แต่ถ้าเรายิ้มไม่ออก ผ่อนคลายไม่ได้ รับรู้ความรู้สึกบนร่างกายไม่ได้เลย แม้แต่ลมหายใจของเราเองก็ยังลืมรับรู้ แสดงว่าเรากำลังอยู่ในความคิดเก่าๆเสียแล้ว ต้องกลับไปตั้งต้นสนามหลวงเพื่อวางความคิดอีกครั้ง

     ทุกก้าวในการเดิน ให้เดินแบบนี้ จนกว่าเราจะจบการเดินภาคเช้านี้ 

     ขณะเดิน ถ้าร่างกายร้องเรียนว่าเหนื่อยมาก ไปไม่ไหวแล้ว ให้สูดหายใจลึกๆ เป่าลมออกทางปากเพื่อให้ได้ออกซิเจนมากขึ้น ผ่อนคลายร่างกาย รับรู้ความรู้สึกบนผิวกาย แล้วก้าวเดินให้เป็นจังหวะสอดคล้องกับการหายใจ อย่าไปสนใจความคิดที่ร่ำร้องหรือร้องเรียน ให้สนใจอยู่กับฟีลลิ่งบนร่างกาย ถ้ายังเหนื่อยก็ลดความเร็วของการเดินให้ช้าลงไป จนการหายใจมันพอดีกับความเหนื่อย

     โอเค. ก่อนที่จะเริ่มออกเดิน ใครมีคำถามอะไรก่อนไหมครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

07 กุมภาพันธ์ 2563

จุ่มสามล้างห้า อืม..ม ของเขาดี

ขอคำปรึกษาปัญหาครอบครัวครับ
กระผมชื่อนาย ... อายุ 34 ปี ทำงานค้าขายทั่วไป  อยู่จังหวัด ... ผมพึ่งแต่งงานมาได้ไม่กี่เดือน ภรรยา อายุ 32 ปี
ตอนนี้ทางเราต้องการหาจิตแพทย์ครับ เพราะภรรยาเค้ารู้สึกเครียด ไม่ชอบที่บ้าน เค้าอยากมีความเป็นส่วนตัว ไม่ชอบให้คนที่บ้านถามนู่น นี้ นั้น เค้าจึงเครียด ไม่มีอารมณ์ทางเพศเลย
ผมควรทำอย่างไรดีครับ
ขอบพระคุณครับ

............................................................

ตอบครับ

     ฟังดูแล้วเป็นประเด็นแม่ผัวลูกสะใภ้ หมอสันต์แนะนำว่าการแก้ปัญหาว่าควรทำตามลำดับดังนี้ คือ

     (1) วางแผนกิจกรรมให้ภรรยาไม่ต้องได้พบหน้ากับเตี่ยแม่อากงอาม่าของคุณมากนักในแต่ละวัน เช่นทำทีเป็นงานยุ่งจนต้องกินข้าวคนละเวลา

     (2) โยกย้ายห้องหับภายในให้แยกห้องนอนของคุณกับภรรยาออกมาเป็นสัดส่วนให้อยู่ห่างๆจากห้องของครอบครัวเดิมของคุณ หรือแม้กระทั่งไปปลูกกระต๊อบเล็กๆอยู่ท้ายสวนถ้าทำได้

     (3) ย้ายบ้านออกไปอยู่ข้างนอก แล้วเข้ามาทำงานกงสีแบบเช้าไปเย็นกลับ

     (4) คุณเป็นคนกลางพูดคุยกับทั้งสองฝ่าย ทีละฝ่ายนะ ว่าเอาเถอะไหนๆก็ไหนๆแล้ว เราคงต้องยอมรับว่ารากเหง้าวัฒนธรรมไม่เหมือนกัน ขอให้ต่างฝ่ายต่างปรับตัวคนละครึ่ง ข้างภรรยาก็ให้ฝึกวิชาหูทวนลม ฟังแต่เสียงในระดับปรมัตถ์ ไม่ต้องฟังเสียงในระดับสมมุติบัญญัติ คือฟังเสียงทุกเสียงของอาม่าอากงให้ได้ยินเป็นเสียงดนตรีหมด อย่าตีความเอาความหมายตามภาษา หิ หิ ข้างพ่อแม่อากงอาม่าของคุณก็ให้ลดการตั้งความคาดหวังและยุ่งเกี่ยวแทรกแซงสะใภ้ลง

     (5) เลิกกันซะ กลับบ้านใครบ้านมัน นี่เป็นทางเลือกสุดท้ายถ้าทำทุกทางแล้วก็ยังไม่มีความสุข เป็นทางเลือกสุดท้ายนะ..ย้ำ อย่าอ้างว่าหมอสันต์แนะนำว่าเป็นทางเลือกแรก บาปกรรม

     นี่เป็นตัวอย่างคลาสสิกของชีวิตการแต่งงาน ซึ่งเป็นนาฏกรรมประเภท "คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า" ว่าไปแล้วมันเหมือนกับตลกเรื่อง "จุ่มสามล้างห้า" ในงานวัด

     เรื่องมีอยู่ว่างานวัดซึ่งมีร้านต่างๆมากมาย มีอยู่ร้านหนึ่งโฆษณาขายความบันเทิงชื่อ "จุ่มสาม ล้างห้า" คนที่สนใจก็เข้าไปซื้อบริการ ผู้ซื้อต้องจ่ายเงินสามบาทก่อน จึงจะได้เอามือจุ่มลงไปสัมผัสบันเทิงในชีวิตในรูมืดซึ่งไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้น อยากรู้ก็ต้องจ่ายมาก่อนสามบาท ซึ่งก็มีลูกค้าที่เป็นหน่วยกล้าตายชอบสำรวจยอมจ่ายเงินซื้อ พอจุ่มมือลงไปก็สัมผัสได้แต่อะไรก็ไม่รู้เหมือนโคลนเย็นๆ พอถอนมือออกมาจึงว่ามือนั้นจุ่มเข้าไปในขี้ ยี้..ย ทำไงดีคราวนี้ ก็ล้างห้าไง คือถ้าจะล้างมือก็ต้องจ่ายก่อนห้าบาท ถ้าไม่อยากล้างก็ไม่เป็นไร จบเกมกันแค่นี้ แน่นอนลูกค้าก็ต้องกัดฟันจ่ายอีกห้าบาท

     พอหน่วยกล้าตายออกมา ไทยมุงที่ออกันอยู่ข้างหน้าเต้นท์ก็ถามว่า

     "เป็นไง เป็นไง จุ่มสามล้างห้า ดีไหม ดีไหม" 

     หน่วยกล้าตายเชิดหน้าขึ้นตอบด้วยเสียงต่ำๆน่าเชื่อถือว่า

     "อืม..ม ดี ดี ของเขาดี"

     (ฮะ ฮะ ฮ่า แคว่ก แคว่ก แคว่ก ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น)

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

06 กุมภาพันธ์ 2563

แผนชีวิตยามชรา..ถ้าระบบบัตรทองไม่ล่มไปเสียก่อน

เรียนปรึกษาคุณหมอเรื่องในอนาคตค่ะ
ปัจจุบันดิฉันอายุ 46 ค่ะ ไม่ได้แต่งงาน เคยทำงานประจำค่ะ ตอนนี้ออกจากงานประจำมาแล้วค่ะ ขายกาแฟ รายได้ 7,000-10,000บาทต่อเดือน กำลังตัดสินใจวางแผนยามชราค่ะ และมีความเชื่อศรัทธาในตัวคุณหมอ เพื่อมีส่วนช่วยชี้แนะการวางแผนในอนาคต จึงใคร่เรียนถามขอคำชี้แนะ ดังนี้ค่ะ
1. ดิฉันเลือกไม่ถูกค่ะ ว่าจะต่อสิทธิ์ประกันสังคมมาตรา 39 ดี เพื่อเอาสิทธิ์รักษาพยาบาลต่อไป หรือ  ไปใช้สิทธิ์บัตรทอง แต่ได้เงินบำนาญจากประกันสังคมเดือนละ 3,000 บาทต่อเดือน ตอนอายุ 60 ปีถึงตาย
2. จริงๆดิฉันมีน้องชายแท้ๆ 1 คน น้องชายลูกอาที่เลี้ยงมาอีก 1 คน มีหลานสาวตัวน้อย 2 คนค่ะ...แต่..ใจของดิฉันรับรู้อะไรบางอย่าง ทำให้ทราบสัจธรรมของชีวิต ว่า ไม่ควรฝากผีฝากไข้กับใคร ไม่ควรทำตัวเป็นภาระใครยามชรา .. นี่คงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่หวังพึ่งคำแนะนำจากคุณหมอค่ะ
3. ยามชราดิฉันควรไปอยู่บ้านพักคนชราไหมค่ะคุณหมอ จากนี้ไปดิฉันควรคิดและปฏิบัติตนอย่างไรดีค่ะ
คาดหวังเพียงยามชราไม่ลำบาก และมีความสุขค่ะคุณหมอ

..............................................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าแก่แล้วจะหยุดต่อบัตรประกันสังคมเพื่อเอาสิทธิบำนาญเดือนละ 3,000 บาท แล้วไปใช้สิทธิรักษาพยาบาลจากบัตรทองดีไหม ตอบว่าดีครับ..ถ้าทั้งสองระบบนั้นไม่ล่มไปเสียก่อน

     ในคำตอบนี้ผมแยกเป็นสี่ประเด็นนะ

     ประเด็นที่ 1. อะไรคือส่วนที่ดีที่สุดของบัตรประกันสังคม ตอบว่าบำนาญนั่นแหละครับ เป็นส่วนที่ดีที่สุดของบัตรประกันสังคม เพราะในบรรดาเงินประกันสังคมที่เก็บไปทั้งหมด ราว 90% จะไปเป็นกองทุนชราภาพ ก็คือบำนาญนั่นแหละ ดังนั้นหากคุณมีสิทธิประกันสังคม เรื่องอะไรจะทิ้งส่วนที่ดีที่สุดและเป็น 90% ของระบบนี้ไปรับแค่สิทธิรักษาพยาบาลซึ่งเป็นแค่ 10% ของระบบละครับ ว่าที่จริงแล้วการมีมาตรา 39 คือเปิดให้ผู้ชราต่อสิทธิได้ด้วยการเป็นผู้ประกันตนเองนั้น เป็นลูกเล่นที่จะชลอการจ่ายบำนาญนั่นเอง ถ้าสมาชิกขยันต่อบัตรกันมาก ก็จะได้ตายไปทั้งๆที่ยังเป็นสมาชิกซึ่งต้องจ่ายเงินสมทบทุกเดือนอยู่ซึ่งเป็นการอยู่ในฐานะเป็นผู้เลี้ยงระบบ แทนที่จะเป็นผู้ร้บบำนาญซึ่งเป็นการอยู่ในฐานะผู้เป็นภาระต่อระบบ

    ประเด็นที่ 2. การย้ายไปใช้สิทธิรักษาพยาบาลจากบัตรทอง กับการใช้สิทธิรักษาพยาบาลของประกันสังคม อะไรดีกว่ากัน ตอบว่าบัตรทองดีกว่าในแง่ของระบบเครือข่ายการดูแลสุขภาพที่ครอบคลุมกว่า คือเริ่มตั้งแต่พยาบาลเยี่ยมบ้านใกล้บ้านใกล้ใจหรือรพ.สต.ขึ้นไปจนถึงรพ.ศูนย์ที่มีขีดความสามารถรักษาโรคลึกได้ครบถ้วน ส่วนประกันสังคมนั้นดีกว่าในแง่สามารถเลือกรพ.เอกชนเป็นรพ.คู่สัญญาได้ (หากมองว่ารพ.เอกชนสวยงามและสะดวกสบายกว่าของรพ.ของรัฐ) ส่วนคุณภาพการรักษาโดยเนื้อในนั้นไม่ต่างกัน โหลงโจ้งผมมีความเห็นว่าดีพอๆกันครับ แล้วแต่คนชอบ 

     ประเด็นที่ 3. ทั้งสองระบบมั่นคงไหม ตอบว่าโลกนี้ไม่มีอะไรมั่นคง ให้คุณอยู่กับปัจจุบันและยอมรับความไม่แน่นอนของอนาคต สมัยผมเป็นหมออยู่นิวซีแลนด์ซึ่งเป็นประเทศสังคมนิยมที่จัดว่าเป็นสวรรค์ของประชาชน แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ประมาณปีค.ศ. 1989 ถ้าจำไม่ผิด รัฐบาลก็ประกาศปฏิรูประบบประกันสังคม ทำเอาเงินเฟ้อ สินค้าแพงขึ้นแบบช็อคซีเนมา ชนิดที่คุณยายต่อคิวซื้อไก่ย่าง พอคิวถึงตัวเองสอบถามรู้ราคาไก่ย่างแล้วก็ต้องเปลี่ยนใจไม่ซื้อ แล้วก็มีการเลื่อนอายุผู้รับบำนาญออกไป ผู้คนร้องแรกแหกกระเฌอกันราวกับว่าโลกจะแตก เวลาออกตรวจคนไข้ผมต้องเสียเวลาไปกับการฟังคนแก่บ่นเรื่องเงินไม่พอซื้อของกิน แต่ท้ายที่สุดก็ไม่เห็นมีใครเป็นอะไรไป ทุกคนก็ยอมรับกันได้ ที่เล่าให้ฟังนี้เพื่อให้เข้าใจว่าขนาดประเทศมีฐานะดีขนาดนั้น อะไรที่เคยมีเคยได้ มันก็เปลี่ยนเป็นไม่มีไม่ได้ได้เช่นกัน

     ประเด็นที่ 4. ในระหว่างสองระบบ ระบบบัตรทองกับประกันสังคม อย่างไหนมั่นคงกว่ากัน ตอบว่าระบบบัตรทองมั่นคงกว่า เพราะผมทำนายว่าหากไม่มีการเปลี่ยนกฎกติกา ระบบประกันสังคมไปได้อย่างเก่งก็อีกไม่เกินสามสิบปี เพราะตามข้อมูลเท่าที่เปิดเผยออกมา เราเริ่มจ่ายบำนาญในปี พ.ศ. 2557 ปีแรกก็มีคนรับบำนาญราว 1.3 แสนคน จ่ายเงินไป 4,700 ล้านบาท คำนวณแบบง่ายๆพอไปถึงปี 2587 เงินออก (20% ของค่าจ้าง 60 เดือนสุดท้าย) ก็จะเริ่มมากกว่าเงินเข้า (ฝ่ายละ 3%ของค่าจ้าง) แปลไทยให้เป็นจีนว่า "บ้อจี๊" และถ้าคุณแอบเงี่ยหูฟังเวลารมต.หรือผู้รับผิดชอบให้สัมภาษณ์ กี่คนต่อกี่คน พูดกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ก็จะพูดเหมือนกันหมดตรงที่มีความกังวลว่าเบี้ยจะไม่พอจ่าย

     ส่วนระบบบัตรทองนั้นก็ใช่ว่าจะมีเงิน ว่าไปแล้วก็ยากจนกว่าระบบประกันสังคมเสียอีก แต่ผมทำนายว่าจะมั่นคงกว่าเพราะมันเป็นระบบถูลู่ถูกัง เนื่องจากเมืองไทยนี้เป็นประเทศของนักร้อง ระบบการเมืองของเราไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลทหารหรือรัฐบาลเลือกตั้งล้วนต้องอาศัยการสนับสนุนจากประชาชนซึ่งเป็นนักร้อง ไม่มีใครกล้าแตะระบบบัตรทองเพราะกลัวนักร้อง ทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล คืออย่างน้อยก็สามรัฐบาลที่ผ่านมา ผมเขียนจดหมายถึงผู้มีอำนาจให้ออกกฎหมายจัดเก็บเงินเบี้ยสุขภาพเอาจากคนรวยและหันมาใช้เงินไปกับการส่งเสริมสุขภาพให้มากขึ้นเพื่อให้ระบบอยู่ได้ แต่ทุกรัฐบาลก็..เงียบ เพราะเขากลัวนักร้อง จึงคงต้องทนถูลู่ถูกังกันไปอย่างนี้อย่างมั่นคงชั่วกัลปาวสาน เรียกว่าเป็นความมั่นคงแบบไทยๆ

     2. ถามว่าความจริงก็พอมีหลานพอให้พึ่งได้แต่มีความคิดว่าไม่ควรไปฝากผีฝากไข้กับใคร คิดอย่างนี้ถูกต้องไหม ตอบว่าถูกต้องแล้วครับ เพราะคนรุ่นหลังตัวเขายังเอาตัวเขาเองไม่รอดเลย แล้วคุณจะไปหวังพึ่งเขาได้อย่างไร

     3. ถามว่ายามชราควรไปอยู่บ้านพักคนชราดีไหม ตอบว่าไม่ดีหรอกครับ เพราะในยุโรปและอเมริกาตอนนี้เตียงรับดูแลผู้สูงอายุล้วนว่างลงเพราะไม่มีคนเข้า คนแก่ทุกวันนี้หนีสถาบันดูแล เพราะคุณภาพชีวิตของการอยู่ในสถาบันดูแลผู้สูงอายุ สู้คุณภาพชีวิตของการใช้ชีวิตในชุมชนไม่ได้ ดังนั้นหากคุณมีที่อยู่อาศัยของตนเองอยู่ในชุมชนอยู่แล้วผมแนะนำให้คุณอยู่ในชุมชนนั่นแหละ บ้านมันใหญ่เกินกำลังตัวเองคุณก็ขายไปซื้อที่มันเล็กลงพออยู่ได้ อย่าไปห่วงว่าเวลาตายจะไม่มีใครมาดูใจ โถ จะตายอยู่แล้วยังห่วงนั่นห่วงนี่อีกหรือ โครงสร้างของชุมชนในประเทศเราเป็นระบบสนับสนุนคนแก่โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว และระบบบัตรทองเองก็ครอบคลุมตั้งแต่การดูแลที่บ้านเลยทีเดียว มีการลงทะเบียนคนแก่ในเขต รพ.สต.ใกล้บ้าน มีทีมงานเยี่ยมบ้านคนแก่เป็นระยะๆ ถ้าเป็นแผลนอนกดทับก็มีทีมทำแผลระดับมืออาชีพเอาเครื่องมือมาทำแผลให้ถึงบ้าน โดยที่คุณก็ยังได้อยู่บ้านของตัวเองที่ตัวเองรักและคุ้นเคย นี่เป็นระบบดูแลสุขภาพในวัยชราที่ดีที่สุดแล้ว

     เมื่อเดือนก่อนผมขับรถขี้นเหนือ ได้มีโอกาสไปเที่ยวชมบ้านพักคนชราของกรมประชาสงเคราะห์กับอบจ.เชียงใหม่ซึ่งสร้างไว้ที่ อ. แม่แตง สถานที่แห่งนั้นแยกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นคล้ายโรงพยาบาลผู้สูงอายุซึ่งรับเอาผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เข้ามาอยู่ที่นั่น ส่วนนี้เรียกว่าเป็น nursing home นั่นเอง ส่วนนี้ไม่มีอะไรที่ผมจะพูดถึงเป็นพิเศษ เพราะก็เหมือนกับรพ.ผู้สูงอายุทั่วไป

     อีกส่วนหนึ่งเป็นส่วนที่ชาวบ้านแถบนี้เรียกว่า "บ้านคุณนาย" คือเป็นโซนบ้านพักในรูปแบบที่เรียกกันในภาษาฝรั่งว่า "independent living" ผู้อยู่อาศัยต้องออกเงินสร้าง เมื่อตัวเองตายแล้วก็ตกเป็นของรัฐเพื่อให้คนอื่นเข้ามาอยู่ต่อ โลเคชั่นที่ตั้งของสถานที่ดีมากไม่มีที่ติ อากาศเย็นสบาย อยู่ในป่าไม้ ชุ่มฉ่ำ ใกล้ชิดธรรมชาติ บ้านแต่ละหลังก็สร้างอย่างถาวร อยู่ใกล้กันพอดีๆไม่แน่นไม่ห่าง ถนนหนทางภายใน น้ำไฟ รัฐบาลลงทุนให้อย่างดีหมด แต่.. ชุมชนมันไม่มีชีวิต นึกภาพถ้าผมเป็นคนแก่ จะให้ผมมาอยู่ในที่แบบนี้ ผมไม่เอานะ ผมขอไปอยู่ในสลัมที่ผัวเมียทะเลาะกันส่งเสียงเอะอะมีเด็กวิ่งเล่นเกะกะเจี้ยวจ๊าวดีกว่า เพราะแม้ผมจะแก่ แต่ผมก็ยังมีชีวิตอยู่ ผมจึงต้องการอยู่ในชุมชนที่มีชีวิต ผมไม่ต้องการอยู่ในชุมชนที่ไม่มีชีวิต

    4. ถามว่าในวัยชราควรดูแลตัวเองอย่างไร ตอบว่าให้คุณพึ่งตัวเองแบบวันต่อวัน เปลี่ยนไปใช้ชีวิตในลักษณะที่พึ่งตัวเองได้ 100% เสียตั้งแต่วันนี้ กินอาหารที่มีพืชเป็นหลักและไขมันต่ำ ออกกำลังกายทุกวัน จัดการความเครียดโดยหัดวางความคิดลบๆทิ้งไปเสีย นอนหลับให้ได้ดีโดยไม่ใช้ยา ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ตากแดด ขุดดิน ฟันหญ้า ปลูกต้นไม้ ใส่ใจที่จะฝึกฝนทำกิจวัตรสำคัญ  (IADL) เจ็ดอย่าง และกิจวัตรจำเป็น (ADL) ห้าอย่าง ให้ได้ด้วยตัวเองให้ได้นานจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

     กิจวัตรสำคัญเจ็ดอย่าง (IADL) ได้แก่

     (1) อยู่คนเดียวได้ หมายความว่าทนเหงาได้
     (2) ขนส่งตัวเอง เช่นถีบรถ ขับรถ หรือไปขึ้นรถเมล์ ได้
     (3) ทำอาหารกินเองได้
     (4) ช้อปปิ้งเองได้
     (5) บริหารที่อยู่ตัวเองได้ เช่นปัดกวาดเช็ดถู
     (6) บริหารยาตัวเองได้
     (7) บริหารเงินของตัวเองได้

     ส่วนกิจวัตรจำเป็นห้าอย่าง (ADL) ได้แก่

     (1) อาบน้ำแปรงฟันได้เอง
     (2) แต่งตัวสวมเสื้อผ้าได้เอง
     (3) กินเองได้
     (4) อึฉี่เองได้
     (5) เดินเหินเองได้

     กิจวัตรจำเป็นห้าอย่างนี้ หากทำไม่ได้แม้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว ก็หมายความว่าอยู่คนเดียวไม่ได้แล้ว ต้องปล่อยชีวิตให้ไหลไปตามพระพรหมลิขิต มันจะไปจบที่โรงเลี้ยงคนแก่ของ อบต.หรือเทศบาล หรือไปจบที่ศาลาวัดก็ช่างมันเถอะ เพราะจบที่ไหนท้ายที่สุดก็แป๊ะเอี้ย..คือ เด๊ดสะมอเร่เหมียนกัลล์

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

05 กุมภาพันธ์ 2563

หมอสันต์พูดกับกลุ่มผู้เรียนชาวต่างชาติเรื่องการวางความคิด (in English)

    เช้าวันนี้ผมพูดให้กลุ่มคนต่างชาติเรื่องการจัดการความเครียดด้วยการวางความคิด พูดเป็นภาษาอังกฤษและบันทึกเทปไว้ เทปสมัยนี้ถ่ายออกมาเป็นไฟล์ตัวหนังสือได้เลย เนื้อหาง่าย น่าจะมีประโยชน์สำหรับบางท่าน จึงเอามาลงไว้ให้อ่าน ต้องขอโทษที่ผมไม่มีเวลาแปลเป็นภาษาไทย ท่านใช้กูเกิ้ลแปลเอาเองก็แล้วกันนะครับ

...........................................

     We have one hour together this morning.

     I will give you a briefing how we deal with stress here at Wellness We Care Center. My briefing will be a kind of.. I give you a tool, one tool at the time, then you test that tool here immediately. One tool after another. By the time I have given you all of tho tools, you will get the rough idea how to cope with stress.

     Before testing the tool, let's talk a bit about life. In my view, life consists of roughly three components,
   
     the body,
     the thought, and
     the awareness.

     I use the word "thought" as a synonym with the word "mind"

     What is awareness? My definition is the moment that you are fully awake without thought, that is awareness. Repeat.. awareness is "awake without thought" .It possesses a peaceful and joyful nature because it is only the ability to aware things as it is. It has nothing to do with thought or ego.

     My critical view of life is that
   
     I am not the body,
     I am not the thought,
     I am the awareness.

     Please note that I use the word "awareness" as a synonym to the word "consciousness"

     Stress is created by the thought.

     The objective of stress management is to drop the thought. That's all. So all tools I will give to you today are just to help you dropping your thought successfully. Once the thought is dropped, the only thing left is awareness, which is yourself in a peaceful and joyful state.

Tool No.1: Attention

     Back in school days, you were familiar with the teacher's word "Attention, please", which immediately brought you back from thought to pay attention to what the teacher was going to say.

     Attention is the powerful arm of the awareness. Whichever your attention stays with, that thing will be important. Unfortunately, it usually stays with thought. And it makes a useless thought so powerful.

     The way to use this tool is to withdraw your attention from thought. Pull it back to where it belongs, here and now with the awareness. Let's try it.

     Now close your eyes, straighten your back up, say to yourself quietly

    "Attention Please"

     then withdraw your attention from any thought to attend the space or emptiness in front of you here and now. Stay here just a few seconds will do. Because naturally withing one or two seconds the attention will goes back to stay with thought again.

     Never mind, try it again  "Attention Please"

     and again and again.

Tool No.2: Breathing

     You will find it hard to keep attention here and now for more than a few seconds because thought will always come quickly. It will be easier to find some more interesting tangible object for attention to attend. The easiest object is our own breathing.

    This time we will try withdraw our attention from thought and attend the breathing. Let's do it. Start with closing your eye, straighten your back, take deep breath, say quietly to yourself "Attention Please" then pay attention to the breathing. I mean observe breathing. Follow your breath. The breath goes in. The breath goes out. In and out, in and out.

    You can do this breathing meditation with eye open anywhere anytime because the breath will be always here with you. By doing this you drop your thought to attend breathing instead. Of course staying with breathing is much less stressful than staying with thought.

Tool No.3: Relaxation

     Whenever thought arise, the body will be tensed up. Whenever the body is relaxed, the thought will be subside. The thought has two components, the content of thought and the contraction of the muscle. So relaxation is another tool to drop the thought.

     To relax the body you just intentionally order your muscles to be relaxed. Scan your attention toward that group of muscles and order them to be relaxed. Let's learn how to do it. Please lift up one of your hand and make a fist like this. Then you squeeze the fist. You are contracting this arm muscles. Now you order this arm and fist to be relaxed. Put your arm down on your knee and order it to be more relaxed. Relaxed. Relaxed. Now you scan your attention over that area to make sure that it really is relaxed.

     Now we will do relaxation for the whole body. Starting with your face. Order your face to be relaxed. Cheek, eyes, forehead be relaxed. You can test it whether it is really relaxed or not by try smiling. If you cannot smile, you are not relaxed yet. try more relaxation until you can comfortably smile.

    Then expand relaxation to other parts of the body, the whole head, neck, chest, tummy, back, arms and hands, legs and feet. So the whole body is now relaxed. Try smile. Relaxed.

Tool No.4: Body Scan

     When we move the torch light in darkness, we scan the darkness with light. To do body scan means we scan feeling over our body with our attention. What we are looking for is the subtle feeling such as tingling feeling all over the skin. Let make up some example to learn what feeling looks like.

     Example1: You lift your left arm up like this. The move the palm of your right hand gently over the skin of your left arm. Do not touch the skin. Just lightly touch the hairs. Then you feel the skin of the left arm. Such feeling of hairs raising is one example of body feeling.

     Example2: Bring both of your palms and put them together like this. Then separate them from each other a bit. Then repetitively move each palm toward and away from each other like this. Then close your eyes. Pay all your attention to the feeling on the palms of both hands. Relax the whole body. Feel the tingling sensation on the palms. This is another example of body feeling.

     Example3: One way to create feeling on the body is to create vibration by talking, singing, or chanting. Let's try AUM chanting this morning. When you chant AUM it is important to focus on vibration created all over the body.

     There are three components in AUM. The first one Aa.a..a you can feel vibration of the lower part of the body. The second one Oo..o...o you can feel the vibration in the middle part of your body. The third one Um.m..m you can feel the vibration in the upper part of your body. So when you chant AUM you will feel the vibration of the whole body from bottom up to the top. The vibration gets finer and finer until it becomes tingling sensation all over the body.

     What we really feel is the energy body. We have two bodies together in here. The physical body which we can see and touch, and the energy body which we can not see, can not touch, but we can feel it through body scan. As I said whichever target the attention stays with, that target will become important. Doing body scan regularly will boost or enhance our energy body. The energy body feed energy to our physical body.

    Now, how to do body scan? Let's do it together now. Close your eyes, straighten your back, take deep breath once then pay attention to your breath. We are sitting here watching our breath. The breath goes in. The breath goes out. In and out. In and out.

    Now, turn attention from the breath to pay attention to the small area of skin underneath your nostrils. Imagine you are a small ant there watching what feelings occur on the skin of that area. At least you can feel air move in and out. If you fine tune your attention, you will feel the difference between when air move in and when air move out. Fine tune your attention further, you will feel other sensation such as tingling, numbness, itchy, pain etc.

    Now we will do scanning. I mean expand the area of our attention or sweep our attention to cover more area of the body. From under the nose to cover nose and mouth, cheeks, eyes, forehead, your hair, the whole head, neck, chest, tummy, back, arms and hands, legs and feet. Until your attention cover every square inch of the body, one round after another.
 
    You will feel aliveness of every cell of your body while doing body scan. As long as your attention stays with the body feeling, the thought is automatically dropped.

Tool No.5: Alertness

     The less life energy you have, the more drowsy you are. Whenever you are drowsy or sleepy, you are not awake and not aware. You are not here and now. Alertness is a tool to wake yourself up. To do it, whenever you feel sluggish or sleepy, you take deep breath, straighten your body up, shock or poke yourself a bit the way a soldier stand up paying salute to his commander. Let try it now.

     You can alert yourself whenever you feel sleepy. Keep your self in full awake at all time.

Tool No.6: Meditation

     The objective of meditation is to focus your attention at only one thing. That thing can be your breath, your body feelings, or the space in front of you. Once the attention is really focus, all other stimuli will be faded away. Even the target of focus attention will be disappeared. Leaving there only the space of awareness. At this highly meditative stage the fine energy will emerged through this state of awareness. The energy appears in a form of wave which naturally consist of two component, the power and information. Imaging the electromagnetic wave of electricity. We can transform it in to various forms of powerful tools and help downloading various kinds of useful information. So the meditative state will bring in wisdom which help you see and accept things as they are.

     They are many ways of doing meditation. Let's try my way. Now close your eyes, straighten your back. Put your chin up a bit. This way you can feel space right in front of your forehead.

     Now start with withdrawing your attention from thought to pay attention to your breathing. The breath goes in. The breath goes out. In and out. In and out.

     Now start the body scan. Scan attention to feel the sensation on every square inch of the body.

     Now let's do the body relaxation. Start at the face. Relaxed. Smile. Expand relaxation toward the whole body. Relaxed. Smile.

     If you feel sleepy, alert yourself up. Take deep breath. Poke yourself mentally to wake yourself up.

     Now we will start focusing our attention.

    We will focus our attention to the space or emptiness in front of our forehead. Once in a while we also acknowledge the breathing and the energy body. Breathing in, aware of the space in front. Breathing out, aware of the space in front.

    Stay focus at the dark space in front of us. Let the attention sink deeper and deeper into the dark space in front of us until nothing left except the awareness. Meanwhile select any one of the six tools to use in appropriate time. Use alertness when you are sleepy. Use body scan when you feel pain or disturbed by your body. Use relaxation as much and as often as possible. Withdraw your attention from thought to pay attention to the space in front whenever though arises.

     Do meditation 30-60 minutes once or twice everyday. Then move meditation into your ordinary life.

     While you sit here, is it possible for you to see and hear things as it is without adding any comment on it. This moment is already perfect. Nothing further needed to be added. Stepping back and allowing things to be as it is. Then you will notice peace and joy in the background. That is awareness or state of presence. Let go of the need to understand anything. Just live with right now, the presence. Also, now, can you feel you body is alive. Stay with that feeling. It anchors you with this moment. You can watch you thought arising in your mind like watching the bird flying from here to there. No need to follow every thought. Just observing your thought, not thinking your thought.

     In summary, we have discussed and tested 6 tools to help dropping your thought, attention, breathing, relaxation, body scan, alertness and meditation.

     Now, since we have accomplished our one hour session. I will have to go to Bangkok this morning so let me say goodbye to you here.

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

04 กุมภาพันธ์ 2563

การจะพบกับความมหัศจรรย์ของชีวิต คุณต้องไม่ปักใจเชื่ออะไรที่คุณไม่รู้

เรียน คุณหมอสันต์ ที่เคารพ
         จากที่ได้ไปเข้าแคมป์ CR ... เมื่อเดือน ธ.ค. 62 แล้วแจ้งคุณหมอว่าถ้าผลการให้คีโมไม่ดีจะไม่รับคีโมต่อนะค่ะ (มะร็งเต้านมปี 2552 ลามไปกระดูกสันหลังปี 2559และลามไปตับปี 2561 ที่ตับเริ่มจาก 2 ซม. เป็น 10 ซม. และอีกหลายก้อนเล็กๆ รวม 10 ก้อน ให้คีโมแบบฉีด 2 คอร์ส และสุดท้ายแบบกิน เคฟไซทาบีน )
 เมื่อวันที่ 24/1/63 ไปทำ CTช่องท้องบน  แล้วพบแพทย์  27/1/63 แต่รายงานยังไม่ออก หมอเปรียบเทียบภาพสแกนกับเมื่อเดือน  09/2562 ผลไม่ดีขึ้น ก้อนที่ตับน่าจะใหญ่ขึ้น และมีก้อนเล็กๆเพิ่มขึ้นอีกหลายก้อนค่ะ
คุยกับหมอคร่าวๆ คุณหมอจะขอเปลี่ยนยา เป็นยาฉีดแทน (แต่ไม่บอกชื่อยา) เป็นยานอกบัญชีกลาง (ตอนนี้ใช้สิทธิประกันสังคมรักษา) ค่ายาเข็มละ สองหมื่นกว่า ฉีด 2 อาทิตละครั้ง รับยาได้อย่างมากไม่เกิน 6 เดือน แต่ไม่ได้เป็นการรักษานะคะ หวังผลแค่ยืดเวลาออกไปเท่านั้น หรือไม่ก็ให้ยาเดิม (เคฟไซทาบีน) อีก 2 รอบ แล้วรักษาตามอาการค่ะ
คุณหมอที่ ... นัดอีกที่วันที่ 3 ก.พ. ค่ะ เพื่อดูรายงาน CT scan ให้ละเอียดก่อนจะสรุปว่าคนไข้จะรักษาอย่างไงต่อค่ะ
จึงจะเรียนปรึกษาคุณหมอนะค่ะว่า ถ้าไม่รับคีโมแบบฉีด  แต่จะรักษาแบบการแพทย์แผนผสมผสานโดยดูแลตัวเองตามที่เข้าแคมป์มา, follow up กับแพทย์ตามนัด/รักษาตามอาการ  และไปวัดคำประมง ช่วงเดือน มี.ค. 63  นี้นะคะ แต่ช่วงที่รอ 2 เดือน นี้จะรับคีโมแบบกิน เคฟไซทาบีน เพื่อพยุงไว้ก่อนดีมั้ยค่ะ
แต่ตอนนี้สภาพร่างกายก็ยังโอเคอยู่นะค่ะ ทานได้ ออกกำลังกาย ถ่ายได้ แต่ช่วงหลังมานี้ท้องโตขึ้น น้ำหนักเพิ่มเป็น  54.5 สูง 152 ค่ะ
พร้อมกันนี้ได้แนบเอกสารผลชิ้นเนื้อกับ ct scan ของเดืมมาให้ค่ะ
ด้วยความเคารพ

............................................................

ตอบครับ

     1. ผมเห็นด้วยที่จะไม่รับยาฉีดที่ประกันสังคมไม่อนุมัติให้เบิก เพราะเหตุที่ประกันสังคมไม่อนุมัติ ก็เพราะมันยังไม่มีหลักฐานเพียงพอว่ามันได้ผล จะทำให้ร่างกายเสียศูนย์ไปเพราะผลข้างเคียงของยาเปล่าๆ

     2. ส่วนจะรับยากินที่เบิกประกันสังคมได้ดีไหมนั้น ทางเลือกคือกินหรือไม่กินก็ได้เอาที่คุณสบายใจ แล้วแต่คุณชอบ ความเห็นส่วนตัวของผมนั้นเห็นว่าควรจะหยุดยาเคมีบำบัดไปเสียทั้งหมดทุกตัว เพราะยาตัวนี้เราก็เคยกินมาแล้วและได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามันไม่ได้ผล กินอีกก็จะเหมือนเดิมอีก แต่ผลเสียของยามีแน่คือมันกดระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้เซลที่จะจับทำลายเซลมะเร็งได้ตามธรรมชาติของร่างกายต้องอ่อนกำลังลงไปเพราะยา

     3. ผมสนับสนุนให้ไปวัดคำประมง เพราะผมได้พบกับทั้งแพทย์ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงผลักดันวัดคำประมง แล้วได้พบกับทั้งคนไข้หลายคนที่ไปวัดคำประมงมาแล้ว ผมเห็นว่าวัดคำประมงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่สังคมพึงจะทำได้ในแง่ของการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งที่รักษาด้วยวิธีของแพทย์แผนปัจจุบันทั้งการผ่าตัดฉายแสงและเคมีบำบัดแล้วก็ยังไม่เวอร์ค

     4. ในระยะนี้ สิ่งที่ผมคิดว่ามีประโยชน์ที่สุดคือ

     4.1 การวางความคิดไปให้หมด ถอยออกมาปักหลักอยู่ที่ความรู้ตัว ซึ่งมันเป็นที่ที่สงบเย็นอยู่แล้ว อยู่ที่ความรู้ตัว เป็นผู้สังเกตความเป็นไปของร่างกาย รับรู้ ยอมรับทุกอย่าง ไม่คิดอะไรต่อยอด อยู่กับเดี๋ยวนี้ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด รับมือไปทีละช็อตๆ ไม่ต้องวิ่งหาอะไร ไม่ต้องเสียดายอะไร

     4.2 กินอาหารพืชเป็นหลัก ที่ไม่มีเนื้อสัตว์เลย 100%

     4.3 การอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ เหยียบดิน ขุดดิน ฟันหญ้า ปลูกต้นไม้ รดน้ำต้นไม้ ตากแดด

     4.4 การฟื้นฟูพลังชีวิต ที่เรียกว่า ชี่ หรือ ปราณา ด้วยการขยันรำมวยจีน ขยันรับรู้ความรู้สึกบนร่างกาย (body scan) เพราะมันสื่อถึงพลังชีวิต พลังชีวิตเป็นที่มาของพลังงานที่เซลร่างกายใช้ฟื้นฟูตัวมันเอง และบทที่ร่างกายมันจะฟื้น มันฟื้นได้แบบเหลือเชื่อ

    พูดถึงอะไรที่เหลือเชื่อ การพลาดโอกาสได้ใช้ความมหัศจรรย์ของชีวิตก็คือการที่ความเชื่อของเราคอยบอกตัวเราเองว่ามันเป็นไปไม่ได้ ในการจะได้สัมผัสกับความมหัศจรรย์ของชีวิต คุณต้องไม่ปักใจเชื่ออะไร อะไรที่คุณยังไม่รู้ก็คือยังไม่รู้ ให้เปิดใจรับความเป็นไปได้ทุกอย่างในสิ่งที่คุณไม่รู้ อย่าไปปักใจเชื่อว่ามันเป็นไปไม่ได้ การไปปักใจเชื่ออย่างนั้นเป็นการไม่ไว้วางใจชีวิตและไม่ไว้วางใจจักรวาลนี้ซึ่งคุณเป็นส่วนหนึ่งของมัน นั่นคือคุณปิดโอกาสที่คุณจะได้สัมผัสมหัศจรรย์ของชีวิต ให้คุณเปลี่ยนโลกทัศน์ใหม่ อะไรไม่รู้ก็คือไม่รู้ แล้วหัดไว้วางใจชีวิต ไว้วางใจจักรวาลนี้ ว่าทุกอนูของมันเป็นความมหัศจรรย์ มันจะมีความลงตัวของมันเองด้วยดีเสมอ

     คุณอย่าไปเข้าใจผิดว่าวิทยาศาสตร์เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเป็นเพียงความเชื่อที่ไม่จริง ผมจะบอกคุณว่าวิทยาศาสตร์ก็เป็นเพียงระบบความเชื่ออย่างหนึ่งเหมือนกัน เป็นระบบความเชื่อที่ให้น้ำหนักเชื่อตามโอกาสความเป็นไปได้ซึ่งสรุปออกมาเป็นสถิติจากงานวิจัยเปรียบเทียบ ตรงนี้สำคัญนะ คุณฟังให้ดี เมื่อวิทยาศาสตร์ให้น้ำหนักตามความเป็นไปได้ ทำให้วิทยาศาสตร์มีความขลัง เพราะการที่เราเชื่อถือ (trust) อะไร มันเกิดจากการที่เราเปิดใจรับว่ามันเป็นไปได้ ชีวิตมันพิศดารก็ตรงนี้ คือเมื่อใดที่เราเปิดใจรับว่ามันเป็นไปได้ มันก็จะเป็นไปได้จริงๆ

     การวิจัยทางการแพทย์กี่ครั้งต่อกี่ครั้งล้วนให้ผลแบบเดียวกันว่าเมื่อใดก็ตามที่ผู้ป่วยเปิดใจรับว่ามันเป็นไปได้ มันก็จะเป็นไปได้ ซึ่งวงการแพทย์เรียกผลอันนี้ว่า placebo effect ผมยกตัวอย่างงานวิจัยหนึ่งทำที่อังกฤษเมื่อสองปีที่แล้ว เอาคนป่วยเป็นหลอดเลือดหัวใจตีบที่มีอาการเจ็บหน้าอกแล้วมาสองร้อยกว่าคน จับฉลากแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งเข้าทำบอลลูนใส่สะเต้นท์แบบทำจริงๆ อีกกลุ่มหนึ่งเข้าทำบอลลูนใส่สะเต้นท์เหมือนกัน แต่เป็นการทำหลอกๆ ไม่ได้ทำจริง มีแต่หมอรู้แต่คนไข้ไม่รู้ แล้วตามดูว่าทั้งสองกลุ่มจะมีอัตราการเจ็บหน้าอกและความสามารถออกกำลังกายได้ต่างกันหรือเปล่า ผลวิจัยปรากฎว่าไม่ต่างกันเลย ทำไมคนที่เข้าทำบอลลูนในกลุ่มหลอกจึงหายเจ็บหน้าอกได้ทั้งๆที่หมอเขาไม่ได้ทำบอลลูนขยายหลอดเลือดใส่ขดลวดให้จริงๆสักหน่อย ที่หายเจ็บหน้าอกได้นั้นเป็นเพราะ placebo effect พูดแบบบ้านๆก็คือเป็นผลจากการถูกหลอก แต่พูดแบบการเปิดรับมหัศจรรย์ในชีวิตก็คือเป็นผลจากการที่คนไข้เปิดใจรับความเป็นไปได้ หมายความว่าเมื่อถูกเข็นเข้าห้องทำบอลลูน ใจมันเปิดรับว่ามันมีความเป็นไปได้ที่จะหายเจ็บหน้าอกแล้วเพราะใครๆที่ทำบอลลูนกันเขาก็หายเจ็บหน้าอก แค่เปิดใจรับก็หายจริงๆแม้จะไม่ได้ทำบอลลูนจริง

     ดังนั้นในกรณีของคุณนี้การรักษาด้วยเคมีบำบัดฉายแสงผ่าตัดไม่ได้ผลก็ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่มีโอกาสหาย คุณไม่รู้ดอก แม้แต่ผมเองก็ไม่รู้ ว่ากลไกการหายจากมะเร็งจริงๆแล้วมันเกิดอะไรขึ้นบ้างในระดับพลังชีวิตหรือพลังงานของร่างกายและในระดับเซลของร่างกาย แต่ผมรู้ว่ามันมีความเป็นไปได้ที่มะเร็งจะหายแม้การผ่าตัดฉายแสงเคมีบำบัดจะไม่ได้ผล เพราะผมเคยเห็นคนไข้มะเร็งมาเป็นจำนวนมาก และส่วนหนึ่งหายได้แม้ผ่าตัดฉายแสงเคมีบำบัดจะไม่ได้ผล ผมจึงย้ำนักย้ำหนาว่าอะไรที่คุณไม่รู้ คุณอย่าไปปักใจเชื่ออย่างใดอย่างหนึี่งเป็นตุเป็นตะ ไม่รู้ก็คือไม่รู้ นั่นคือการเปิดรับความเป็นไปได้ทุกแบบ ยอมรับทุกอย่างและไหลไปกับชีวิตอย่างไม่ขัดขืน ตรงนั้นแหละคือโอกาสที่จะเกิดความมหัศจรรย์ในชีวิต
   
นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

03 กุมภาพันธ์ 2563

แค้มป์โยคะในระดับลึกซึ้งกับ Yogi Lalit Ji

     หลายปีมาแล้วผมเชิญครูทางจิตวิญญาณที่ปฏิบัติตนมาทางฮินดูมาสอนที่เวลเนสวีแคร์ในประเด็นการมุ่งสู่ความหลุดพ้น ผู้สอนเป็นคนไทยคนหนึ่งและคนออสเตรเลียอีกคนหนึ่ง ครั้งนั้นตัวผมเองได้ประสบการณ์ในฐานะผู้เข้าเรียนว่าแท้จริงแล้วโยคะ เป็นเส้นทางหลักที่ตรงมากทางหนึ่งในการบรรลุความหลุดพ้น ซึ่งต้องเป็นโยคะที่ลึกซึ้งไปกว่าโยคะที่สอนและฝึกกันอยู่ทั่วโลกที่เน้นท่าปฏิบัติ (อาสนะ) และมุ่งประโยชน์ทางด้านการมีสุขภาพดีเพียงอย่างเดียว ผมจึงได้ศึกษาและทดลองปฏิบัติโยคะตามคำสอนของปตัญชลีซึ่งเป็นปรมาจารย์ดั้งเดิมของโยคะตั้งแต่นั้น ต่อมาเมื่อ Dr.Prem Joshi จากอินเดียมาเป็นแพทย์อายุรเวดะ (Ayurveda) ประจำอยู่ที่เวลเนสวีแคร์ ตัวเขาเคยเป็นครูสอนโยคะอยู่ที่มาลดิฟมาก่อนด้วย ผมจึงได้บอกเขาให้ค้นหาในแวดวงโยคีของอินเดีย เพื่อหาโยคีมาสอนโยคะที่ลึกซึ้งกว่าโยคะทั่วไป ผมหมายถึงโยคะที่ครอบคลุมหลักการทั้งแปดขั้นตอนของปตัญชลี คือให้ครอบคลุมไปถึงการบรรลุอิสระภาพหรือความหลุดพ้นเลย พยายามหาอยู่นานก็ไม่ลงตัว เพราะการเลือกตัวโยคีผู้สอนต้องคำนึงถึงพื้นฐานของผู้เข้าเรียนซึ่งส่วนใหญ่ไม่คุ้นกับโยคะด้วย แต่ในที่สุดโดยการแนะนำของหลายฝ่าย ก็มาลงตัวที่ Yogi Lalit Ji ซึ่งมาจาก ริชชิเกช (อินเดีย) ผมจึงเปิดแค้มป์พิเศษนี้ขึ้น เรียกว่า Profound Yoga Camp with Yogi Lalit Ji (from Rishikesh, India) ที่ต้องมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษก็เพราะต้องสอนกันเป็นภาษาอังกฤษ เนื่องจากครูพูดไทยไม่ได้ (แต่มีคนคอยแปลให้) ถ้าจะเรียกเป็นภาษาไทยก็คงพอเรียกได้ว่า "แค้มป์โยคะสู่การบรรลุอิสรภาพ กับโยคี ลลิต จี" โดยจะสอนกันที่เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ ในวันที่ 12-15 มีค. 63

ชื่อแค้มป์ 

     Profound Yoga Camp with Yogi Lalit Ji (from Rishikesh, India)
     To be taught in English (with Thai translation)
     แค้มป์โยคะสู่การบรรลุอิสรภาพกับโยคี ลลิต จี (สอนเป็นภาษาอังกฤษ มีคนแปลเป็นไทยให้)

วัน เวลา และสถานที่ 

     12-15 March 2020 at Wellness We Care Center
     12-15 มีค. 63 ที่เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์

ใครบ้างที่จะได้ประโยชน์จากแค้มป์นี้
Who will get benefit from this camp

     1. ผู้ปฏิบัติโยคะอาสนะอยู่บ้างแล้ว ที่ประสงค์จะเรียนโยคะให้ลึกซึ้งขึ้นไปในทิศทางการบรรลุอิสรภาพทางใจ
     1. Those who have learnt some yoga asana, who want to learn deeper into liberation of the mind through yoga.

     2. ผู้ไม่มีพื้นฐานโยคะใดๆมาก่อนเลย แต่มีพื้นฐานการปฏิบัติสมาธิภาวนาสู่ความหลุดพ้นมาบ้างแล้ว ที่ประสงค์จะเรียนรู้ว่าเส้นทางโยคะไปสู่ความหลุดพ้นจากจุดเริ่มต้นไปสู่จุดสุดท้ายเป็นอย่างไร (โดยที่ต้องยอมรับว่าการไม่มีพื้นฐานการยืดเหยียดร่างกายแบบโยคะมาก่อน จะมีความลำบากอยู่บ้างในการปฏิบัติโยคะอาสนะ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่จำเป็นต้องผ่านก่อนไปสู่การปฏิบัติโยคะภาวนา
     2. Those, who do not have experience in yoga but have practice some samata or vipassana toward enlightenment, who want to learn yoga way of meditation.

     3. ผู้ที่กำลังแสวงหาวิธีคลายหรือปลดความเครียดตัวเองอยู่ และยังไม่พบวิธีที่ได้ผล อยากจะลองวิธีนี้ดู
     3. Anyone who is seeking for way to overcome his/her stress, but do not find one yet.

รายละเอียดของแค้มป์

Profound Yoga Camp with Yogi Lalit Ji (from Rishikesh, India)
To be taught in English (with Thai translation)

Camp Time Table

Day1. Mar12, 2020

9.00 – 11.00 น.
Arrival, check in, registration,
เดินทางมาถึง เช็คอินห้องพัก ลงทะเบียนเข้าแค้มป์

11.00 - 12.00
Introductory lecture: Yoga as a way of life toward liberation
บรรยายนำ ภาพรวมของโยคะ วิถีชีวิตจากการใช้ชีวิตวันต่อวันสู่การบรรลุอิสรภาพทางใจ

12:00 - 14:00
Lunch and rest in nature
​พักรับประทานอาหารกลางวัน ผ่อนคลายอยู่กับธรรมชาติตามอัธยาศัย

14:00 - 15:00
Asana: sequencing practice
ฝึกปฏิบัติโยคะอาสนะ ตามลำดับจากพื้นฐานไปถึงระดับลึกซึ้ง

15:00 – 16:00
​Relaxation break ผ่อนคลายอยู่กับธรรมชาติตามอัธยาศัย

16:00 - 17:00​
Kriya Yoga part 1: Pranayama: Nadi shodhana (Anulom vilom),  Bhastrika Pranayama, Deep Meditation
กรียาโยคะภาค1. การควบคุมพลังชีวิตด้วยการประคับประคองการหายใจขั้นพื้นฐาน รวมทั้งการฝึกเทคนิคการหายใจแบบเหนี่ยวนำให้เกิดการหยุดการหายใจ (carbon dioxide wash-out) เพื่อเข้าสู่สมาธิระดับไม่ติดต่อเชื่อมโยงกับร่างกาย

17.00 - 18.00
Yogic food, and growing your own lively sprout
อาหารแบบโยคะ และฝึกปฏิบัติเพาะเมล็ดงอกไว้เป็นอาหารของตนเอง

18:00 - 20:00
Dinner and relaxation in nature
​รับประทานอาหารเย็น และผ่อนคลายกับธรรมชาติตามอัธยาศัย

Day2. Mar13, 2020

06:30 - 08:00 ​

Morning ritual: Sun salutation, Muntra chanting, Yahu the pose of life
กิจวัตรยามเช้า: สุริยะนมัสการ การเปล่งเสียงมันตราสร้างความสั่นสะเทือนเพื่อวางความคิด และโยคะแบบปลดปล่อยอารมณ์ความเครียดกลับสู่ความเป็นเด็ก (the post of life)

08:00 - 09:30
Breakfast and relaxation in nature
รับประทานอาหารเช้า และผ่อนคลายอยู่กับธรรมชาติตามอัธยาศัย

09:30 - 10:30 ​
Astanga Yoga and Chakra
อัสตังกะ โยคะ และจักกระ (ศูนย์รวมพลังงานชีวิตในร่างกาย)

10:30 - 11:00 ​
​Relaxation break
ผ่อนคลายอยู่กับธรรมชาติตามอัธยาศัย

11:00 – 12:00 ​
Yoga Asana Anatomy
กายวิภาคศาสตร์สำหรับโยคะ

12:00 - 14:00
Lunch and rest in nature
​พักรับประทานอาหารกลางวัน ผ่อนคลายอยู่กับธรรมชาติตามอัธยาศัย

14:00 - 15:30
Body Opening Yoga โยคะเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและการเปิดรับ

15:30 – 16:30
​Relaxation break ผ่อนคลายอยู่กับธรรมชาติตามอัธยาศัย

16.30 - 17.30
Pranayama-II: Bhramari, Ujjai, Sitali, Sitkari
การควบคุมพลังชีวิตด้วยวิธีหายใจ ภาค2. พรามห์มารี อุชชายี สิตการี

17:30 – 18:00
Meditation: From Pratyahara to Dharana and Jana
ฝึกปฏิบัติย้ายความสนใจจากสิ่งเร้าจากนอก เข้าไปสนใจภายใน ด้วยวิธีนั่งสมาธิ

18:00 - 20:00
Dinner and relaxation in nature
​รับประทานอาหารเย็น และผ่อนคลายกับธรรมชาติตามอัธยาศัย

Day3. Mar14, 2020

06:30 - 08:00 ​
Morning ritual: Sun salutation, Muntra chanting, and Kriya Yoga (Jala Neti, Trataka, kapal bhati)
กิจวัตรยามเช้า: สุริยนมัสการ การเปล่งเสียงมันตราสร้างความสั่นสะเทือนเพื่อวางความคิด และกรียาโยคะแบบต่างๆ

08:00 - 09:30
Breakfast and relaxation in nature
รับประทานอาหารเช้า และผ่อนคลายอยู่กับธรรมชาติตามอัธยาศัย

09:30 - 10:30 ​
Kriya Yoga part II: Mantra Chanting toward meditation
กรียาโยคะภาค 2: การเปล่งเสียงมันตราสู่ภาวะความเป็นหนึ่งเดียวหรือสุญญตา

10:30 - 11:00 ​
​Relaxation break
ผ่อนคลายอยู่กับธรรมชาติตามอัธยาศัย

11:00 – 12:00 ​
Traditional Hatha Yoga
ฝึกปฏิบัติหัตถโยคะในรูปแบบที่ปฏิบัติกันอยู่ทั่วไป

12:00 - 14:00
Lunch and rest in nature
​พักรับประทานอาหารกลางวัน ผ่อนคลายอยู่กับธรรมชาติตามอัธยาศัย

14:00 - 15:00
Five elements of life, Ayurveda and Yoga
ความเชื่อมโยงระหว่างธาตุทั้งห้าของชีวิต อายุรเวช (การแพทย์แผนโบราณของอินเดีย) กับโยคะ

15:00 – 15:30
​Relaxation break ผ่อนคลายอยู่กับธรรมชาติตามอัธยาศัย

15.30 - 16.30
Iyengar Vinyasa, Kundalini Yoga
วินยาสา โยคะ เชื่อมโยงลมหายใจเข้ากับโยคะอาสนะ

16.30 - 17.30
Candle Meditation
วางความคิดสู่สมาธิโดยใช้แสงเทียน

17:30 – 18:00
Walking Meditation
ฝึกปฏิบัติเชื่อมโยงการรับรู้พลังชีวิตและความรู้ตัว ณ ปัจจุบันในขณะเดิน

18:00 - 20:00
Dinner and relaxation in nature
​รับประทานอาหารเย็น และผ่อนคลายกับธรรมชาติตามอัธยาศัย

Day4. Mar15, 2020

06:30 - 08:00 ​

Morning ritual: Sun salutation, Muntra chanting, and Kriya Yoga
กิจวัตรยามเช้า: สุริยนมัสการ การเปล่งเสียงมันตราสร้างความสั่นสะเทือนเพื่อวางความคิด และกรียาโยคะแบบต่างๆ

08:00 - 09:30
Breakfast and relaxation in nature
รับประทานอาหารเช้า และผ่อนคลายอยู่กับธรรมชาติตามอัธยาศัย

09:30 - 11:00 ​
Kriya Yoga part III: Mudra and Mahamudra meditation and comprehensive Yoga practice
กรียาโยคะภาค 3: มุดราและมหามุดรา

11:00 - 11:15
Break and Relaxation in nature
หยุดพัก ผ่อนคลายกับธรรมชาติตามอัธยาศัย

11.15 – 12.00
Question and answer ตอบคำถาม

12:00 – 13:00 ​
Camp finale and lunch ปิดแค้มป์และรับประทานอาหารกลางวัน

ค่าใช้จ่ายในการมาเข้าแค้มป์ (Tuition Fee)

     คนละ 15,000 บาท ราคานี้รวมอาหารวันละสามมื้อ อาหารว่างวันละสองเบรค ค่าที่พักห้องพักเดี่ยวห้องละ 1 คน 4 วัน 3 คืน อุปกรณ์การเรียน ทั้งหมดนี้ไม่รวมค่าเดินทาง ทุกคนต้องเดินทางไปและกลับด้วยค่าใช้จ่ายของตนเอง เงินค่าลงทะเบียนเข้าแค้มป์เมื่อรับแล้วจะไม่มีการจ่ายคืน ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น

     B 15,000 per person
   

จำนวนที่รับเข้าแค้มป์ (Limitation of registrants number)

     รับไม่เกิน 15 คน (not more than 15 persons)

วิธีลงทะเบียนเข้าแค้มป์ (How to contact)

     โทรศัพท์ติดต่อคุณเฟิร์น ที่ Tel 063 639 4003 หรือ Line ไลน์ @wellnesswecare หรือ email อีเมล host@wellnesswecare.com

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์