ต่อมหมวกไตล้า และ..ปกติก็คือปกติ

สวัสดีค่ะคุณสันต์ 

ดิฉันมีเรื่องจะสอบถามคุณหมอเกี่ยวกับต่อมหมวกไตล้าค่ะ ดิฉันอายุ 43 ปีค่ะพอดีเมื่อสามเดือนก่อนเริ่มมีอาการเหนื่อยและอ่อนเพลีย นอนตื่นมาไม่เคยสดชื่น ต้องนอนกลางวันทุกวัน แต่นอนเท่าไหร่ก็ไม่หายเพลียค่ะ พอเดือนที่ 2 ก็มีอาการเพลียอีกแต่เบากว่าเดือนแรกค่ะเพลียแค่ช่วงก่อนประจำเดือนมาไม่กี่วันพอประจำเดือนมาก็หายเพลีย พอเดือนที่3 ก็ยังคงเพลียอยู่แต่เพลียน้อยว่าเดือนแรกเยอะเลยค่ะพอดีต้องไปตรวจร่างกายเลยไปตรวจเลือดหาค่าระดับฮอร์โมนต่อมหมวกไต (DHEAs) ผลออกมาค่าอยู่ที่ 98.9 ซึ่งหมอที่ไปฟังผลบอกว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะค่าต้องอยู่ในเกณฑ์ระหว่าง 74.8 - 410.2 ค่ะ แต่พอไปปรึกษาหมอAnti-aging คุณหมอAnti-agingบอกว่า การตรวจฮอร์โมนต่อมหมวกไตถ้าจะให้ผลที่แม่นยำต้องตรวจก่อนประจำเดือนมา 7 วัน แต่วันที่ดิฉันไปตรวจเป็นวันที่ 12 ล่วงหน้าก่อนประจำเดือนมาค่ะ ซึ่งผลจะคลาดเคลื่อนแต่สามารถดูได้คร่าวๆว่ามันต่ำมากค่ะเพราะอายุเท่าดิฉันค่าต่อมหมวกไตขั้นต่ำควรอยู่ที่ 120 (ตามแนวของหมอAnti-agingกับหมอทั่วไปจะไม่เหมือนกัน) 

คำถามคือ ดิฉันควรต้องต้องไปตรวจฮอร์โมนต่อมหมวกไตใหม่มั้ยคะเพื่อจะได้ผลที่แม่นยำคือตรวจก่อนประจำเดือนมา7วันเพื่อจะได้ทำการรักษาต่อไป และดิฉันควรยึดเกณฑ์ของหมอAnti-agingหรือเปล่าคะทำไมเกณฑ์ต่างจากหมอทั่วไปมากเลยค่ะ

ขอบคุณค่ะ

...............................................

ตอบครับ 

     มาอีกละ แบบว่าหมอคนโน้นว่ายังโง้น หมอคนนี้ว่ายังงี้ แล้วหมอสันต์จะว่ายังไง หิ หิ นี่มันเป็นคำถามที่เสี้ยมให้หมอตีกันเสียแล้วไหมละคุณขา

     ประเด็นที่ 1. สาขาต้านความชรา (antiaging) ต่างจากแพทย์สาขาอื่นไหม

     เรื่องสาขาความชำนาญของแพทย์นี้มันเริ่มที่อเมริกา ซึ่งมีคณะกรรมการกลางบอร์ดเฉพาะสาขาทางการแพทย์ (American Board of Medical Specialties - ABMS) ซึ่งเป็นองค์กรกลางไม่แสวงกำไรและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายเป็นผู้ควบคุมมาตรฐานของแพทย์เฉพาะทางสาขาต่างๆซึ่งมีทั้งหมด 25 สาขา แต่ไม่มีสาขาชลอวัยหรือ antiaging นะ เช่นเดียวกันในประเทศไทย แพทยสภาซึ่งเป็นองค์กรที่มีกฎหมายรองรับให้ปกครองดูแลแพทย์เป็นผู้ควบคุมมาตรฐานของแพทย์ผู้ชำนาญเฉพาะทางโดยการออกวุฒิบัตรและอนุมัติบัตรแสดงความชำนาญเฉพาะทางด้านต่างๆ ซึ่งแพทย์สภารับรองความชำนาญทั้งหมด 16 สาขาซึ่งแต่ละสาขาก็แยกย่อยไปเป็นอีกหลายอนุสาขาแต่ไม่มีสาขาชลอวัยหรือ antiaging นะ แม้ในสาขาอายุรศาสตร์จะมีอนุสาขา (อย๓๐๔) ชื่ออนุสาขาอายุรศาสตร์ผู้สูงอายุ แต่นั่นหมายถึงสาขาชราวิทยา หรือ geriatric ไม่ใช่ antiaging เอ้อ.. ถามว่าทำไมวงการแพทย์จึงไม่มีสาขาชลอวัยละ ตอบว่าก็เพราะว่าองค์ความรู้ทางด้านนี้มันยังไม่มีอะไรมากไปกว่าที่วิชาแพทย์ 25 สาขาเขามีกันอยู่แล้ว 

     อย่างไรก็ตาม มีแพทย์จำนวนหนึ่งสนใจทางด้านการชลอความชราเป็นพิเศษและพยายามตั้งสาขาความชำนาญที่เรียกว่า antiaging นี้ขึ้นมานอกวงการ ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายอะไรเพราะความก้าวหน้าครั้งสำคัญๆทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ก็เกิดจากพวกที่ออกไปเล่นนอกวงแบบนี้บ่อยๆ ผมจึงไม่ต่อต้านแพทย์ที่ทำเวชปฏิบัติเพื่อชลอวัย ยิ่งไปกว่านั้นการจะชลอวัยให้ได้ผลก็ต้องสอนให้ผู้ป่วยดูแลตัวเองด้วยอาหาร การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด เท่ากับว่าเรามีคนสอนผู้ป่วยให้ดูแลตัวเองเป็นเพิ่มขึ้น ส่วนการจะแนะนำวิตามินฮอร์โมนอาหารเสริมขายแถมเข้าไปบ้างนั้นผมมองว่าเป็นสีสันของการทำเวชปฏิบัติซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องซีเรียสอะไร เป็นแค่การซื้อขายของกันธรรมดา แน่นอนว่าของซื้อของขายผู้ซื้อก็ต้องตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่ ที่หมอส่วนหนึ่งกังวลว่าการตั้งสาขานอกวงเป็นการหลอกเอาเงินประชาชนผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่นั้นไม่เป็นไรหรอก เพราะว่าสมัยนี้ต้องปล่อยให้ประชาชนใช้ดุลพินิจของตัวเอง และใครจะหลอกเอาเงินใครมันก็ไม่ใช่จะทำได้ง่ายๆแล้วนะ 

    ประเด็นที่ 2. ทำไมแพทย์ตีค่าผลตรวจแล็บที่ปกติไม่เหมือนกัน 

     ตอบว่า ค่าแล็บที่ทำโดยเครื่องต่างกัน ค่าปกติก็ไม่เท่ากันเพราะความหยาบหรือความละเอียดของเครื่อง ทุกแล็บถึงต้องวงเล็บค่าปกติไว้ข้างหลังค่าที่ตรวจได้ ยิ่งไปกว่านั้นแพทย์แต่ละท่านก็ตีความผลแล็บไม่เหมือนกันเสียอีก ขึ้นอยู่กับความรู้ ความเชื่อ และดุลพินิจของแพทย์ท่านนั้น ตรงนี้คุณอย่าไปถามถึงสาเหตุเลย

    มาพูดถึงประเด็นสำคัญดีกว่า ถ้าค่าแล็บมันอยู่ในเกณฑ์ปกติ หากถือตามหลักวิชาสถิติแล้ว ปกติก็คือปกติ เพราะค่าปกตินั้นตัดเอาพิสัย (range) ที่คนปกติส่วนใหญ่ (เช่น 95%) มีค่าผลการตรวจอยู่ในนั้น ภายในพิสัยค่าที่ได้จะแกว่งไปทางสูงหรือทางต่ำแต่มันก็มีความหมายว่าปกตินั่นแหละ นี่ว่ากันตามวิชาสถิติซึ่งเป็นรากฐานของคำว่าค่าปกติในทางการแพทย์นะ อย่างไรก็ดี ค่าปกตินี้เป็นเพียงสมมุติบัญญัติ แพทย์แต่ละท่านมีดุลพินิจและความลำเอียงในใจของตัวเองที่จะตีความมันไปนอกขอบเขตที่วิชาสถิติว่าไว้ ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องหรือเป็นสไตล์ของแพทย์แต่ละคน แต่ถ้าตัวแพทย์ไปทำข้อสอบวิชาแพทย์ ผมมั่นใจว่าแพทย์ทุกคนจะตีความค่าแล็บที่ปกติว่าปกติ คงไม่มีใครตีความค่าปกติว่าผิดปกติเพราะจะถูกอาจารย์จับตกแหงๆ

     ประเด็นที่ 3. ค่าปกติฮอร์โมนต่อมหมวกไต

     สำหรับผู้ใหญ่และคนชรา ค่าปกติที่ยอมรับกันทั่วไปของฮอร์โมนคอร์ติซอลในเลือดคือ 0.121-1.065 mcg/dL ถ้าเจาะตอนแปดโมงเช้า หรือ 83-359 nmol/L ถ้าเจาะตอนสี่โมงเย็น หน่วย nmol/L นี้บางครั้งเรียกว่า SI units ขอให้เข้าใจว่าเป็นหน่วยเดียวกัน

     ประเด็นความผันแปรของค่าคอร์ติซอลตามประจำเดือนว่าสูงในระยะก่อนตกไข่ (follicular) ต่ำในระยะหลังตกไข่ (luteal phase) ยังเป็นประเด็นที่วงการแพทย์ตกลงกันไม่ได้ เพราะหลักฐานยังขัดแย้งกันอยู่ งานวิจัยล่าสุดทำที่กัวเตมาลา [1] ซึ่งพยายามพิสูจน์ว่ามันไม่เท่ากันในแต่ละรอบเดือนก็พบว่าหากรอบเดือนไม่เกิน 28 วันค่าคอร์ติซอลไม่ได้ผันแปรตามรอบเดือนอย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยเมตาอานาไลซีส [2]ที่รวมข้อมูลย้อนหลังถึงปี 2020 นี้ก็ไม่พบความแตกต่างดังกล่าว ดังนั้นวงการแพทย์จึงยังคงถือค่าปกติค่าเดียวรูดมหาราชไม่ว่าอยู่วันไหนของรอบเดือน 

     ส่วน DHEA นั้้นเป็นสารตัวกลางที่ต่อมาหมวกไตผลิตขึ้นเพื่อนำไปผลิตต่อเป็นฮอร์โมนอื่นๆ วงการแพทย์ไม่ได้ใช้ค่านี้ในการวินิจฉัยและรักษาโรคของต่อมหมวกไตทำงานไม่เพียงพอ แต่มีหมอจำนวนหนึ่งใช้ค่า DHEA เพื่อหาข้อบ่งชี้การให้ DHEA ทั้งรูปแบบกิน อม หรือแปะผิวหนัง เพื่อชลอความแก่ ซึ่งน่าเสียดายที่ยังไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์ระดับเชื่อถือได้บ่งชี้ว่า DHEA ชลอความแก่ได้จริงแต่อย่างใด ดังนั้นการใช้ DHEA เพื่อรักษาอาการเพลียเปลี้ยสะงอกสะแงกของคุณหากจะใช้มันยังไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่ามันจะได้ผลหรือไม่นะครับ ผมเองมองไม่เห็นประโยชน์ของการพยายามไปพิสูจน์ค่า DHEA แทนการใช้ค่าระดับคอร์ติซอลในการวินิจฉัยโรคต่อมหมวกไตล้าหรือทำงานไม่พอซึ่งถือเป็นมาตรฐานการวินิจฉัยโรคในปัจจุบันนี้ ในแง่ของการใช้ DHEA รักษาโรคนั้นข้อมูลยังมีไม่มากพอ มีข้อมูลจำนวนหนึ่งที่บ่งชี้ว่าหากเป็นโรคต่อมหมวกไตทำงานไม่พอจริง (พิสูจน์จากการที่ระดับคอร์ติซอลต่ำกว่าปกติ) การใช้ DHEA ร่วมรักษาอาจมีประโยชน์แต่ก็เป็นแค่ข้อมูลขั้นต้นที่ยังต้องรอให้มีหลักฐานหนักแน่นมากกว่านี้มารองรับ

     ประเด็นที่ 4. โรคต่อมหมวกไตล้าคืออะไร

     คำว่าต่อมหมวกไตล้าจริงๆแล้วผมก็เพิ่งได้ยินจากคุณเนี่ยแหละ ผมเข้าใจว่าเป็นคำเรียกโรคต่อมหมวกไตผลิตฮอร์โมนไม่พอ (adrenal insufficiency) การจะเข้าใจเรื่องนี้จำเป็นต้องเข้าใจสรีระวิทยาของต่อมหมวกไตก่อน ซึ่งผมเล่าให้ฟังง่ายๆว่าต่อมหมวกไต (adrenal gland) นี้ผลิตสินค้าหลักสองตัวคือฮอร์โมนสะเตียรอยด์ (cortisol) กับฮอร์โมนอัลโดสเตอโรน (aldosterone) กระบวนการผลิตของต่อมนี้ออกแนวราชการเล็กน้อย โดยต้องเริ่มที่ท่านอธิบดีกรมคือสมองส่วนที่เรียกว่าไฮโปทาลามัส ท่านต้องเขียนคำสั่งในรูปของฮอร์โมนชื่อซีอาร์เอฟ. (CRF - corticotrophin releasing hormone) แจ้งไปยังท่านรองอธิบดีซึ่งก็คือต่อมใต้สมอง (pituitary gland) ท่านรองฯเมื่อได้รับคำสั่งแล้วก็ออกคำสั่งในรูปของฮอร์โมนชื่อเอซีทีเอ็ช. (ACTH – adrenocorticotrophic hormone) ส่งไปให้โรงงานซึ่งก็คือต่อมหมวกไตผลิตสินค้าออกมาแล้วให้รสพ.ซึ่งก็คือระบบไหลเวียนเลือดนำส่งไปให้ผู้รับบริการ อันได้แก่อวัยวะทั้งหลายของร่างกาย กรณีที่สินค้าสองตัวนี้ขาดตลาด เรียกว่าภาวะต่อมหมวกไตทำงานไม่พอ (adrenal insufficiency) หากขาดแบบเกลี้ยงหน่องเลยก็จะกลายเป็นภาวะฉุกเฉินของต่อมหมวกไต (adrenal crisis) ซึ่งถ้าวินิจฉัยได้ช้าก็อาจถึงขั้นเสร็จมะก้องด้อง คือตายได้เหมือนกัน เพราะสะเตียรอยด์นั้นร่างกายใช้กระตุ้นการเผาผลาญอาหารให้กลายเป็นพลังงาน กระตุ้นหัวใจให้ทำงาน และใช้ต่อต้านการอักเสบ ส่วนอัลโดสเตอโรนนั้นร่างกายใช้คุมการขนส่งสารเกลือแร่เช่นโซเดียม โปตัสเซียม ที่ไตและที่ลำไส้ ถ้าขาดฮอร์โมนสองตัวนี้จะทำให้ มีอาการเปลี้ยล้า ผิวเปลี่ยนเป็นสีเข้ม น้ำหนักลด ปวดท้อง กินไม่ลง ท้องเสียหรือท้องผูก ขมปากอยากกินอะไรเค็มๆ มึนๆงงๆ ที่หนักหนาก็ถึงเป็นลมหมดสติ กลายเป็นภาวะฉุกเฉินทางต่อมหมวกไต (adrenal crisis) ถ้ารักษาไม่ทันก็ซี้แหงแก๋

     เนื่องจากกระบวนการผลิตสะเตียรอยด์เป็นแบบระบบราชการมีหลายชั้นหลายขั้นหลายตอน เหตุที่ฮอร์โมนสองตัวนี้จะขาดตลาดจึงเกิดได้หลายระดับ ถ้าเกิดเพราะโรงงานผลิตคือต่อมหมวกไตเดี้ยงทำการผลิตไม่ได้ เรียกว่าเป็นภาวะต่อมหมวกไตเสียการทำงานแบบปฐมภูมิ (primary adrenal insufficiency) แต่ถ้ามีเหตุอื่นเช่นกินยาลูกกลอนที่ทำจากสะเตียรอยด์เข้าไปมากจนร่างกายรายงานไปสมองว่าสะเตียรอยด์มีแยะแล้วครับท่าน สมองก็จะสั่งลดการผลิตลงจนร่างกายขาดสะเตียรอยด์ได้ทั้งๆที่โรงงานก็ยังดีๆอยู่ กรณีนี้เรียกว่าภาวะต่อมหมวกไตเสียการทำงานแบบทุติยภูมิ (secondary adrenal insufficiency) ภาวะขาดฮอร์โมนแบบทุติยภูมินี้บางครั้งอาจไม่ได้เกิดจากได้สะเตียรอยด์จากภายนอกเท่านั้น อาจจะเกิดจากจากตัวท่านรองอธิบดีหรือต่อมใต้สมองเกิดเพี้ยนเสียเอง (panhypopituitarism) จึงสั่งหน่วยขึ้นตรงทุกหน่วยงดผลิตฮอร์โมนเกลี้ยง 

     เอาละ เมื่อเข้าใจสรีรวิทยาของต่อมหมวกไต คราวนี้มาทำความเข้าใจว่าการจะวินิจฉัยว่าเป็นโรคต่อมหมวกไตเสียการทำงานต้องตรวจเลือดดูอะไรบ้าง ที่ห้องฉุกเฉิน หากผลเลือดพบว่าน้ำตาลในเลือดต่ำ โซเดียมต่ำ และโปตัสเซียมสูง หมอก็จะสงสัยไว้ก่อนว่าน่าจะเกิดจากต่อมหมวกไตเสียการทำงาน เพราะการขาดสะเตียรอยด์ซึ่งเป็นตัวเร่งผลิตน้ำตาลทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำ การขาดอัลโดสะเตอโรนซึ่งมีฤทธิ์สงวนโซเดียมและขับโปตัสเซียมทำให้โซเดียมต่ำขณะที่โปตัสเซียมสูง การจะพิสูจน์ว่าเป็นโรคนี้จริงหรือไม่ต้องส่งเลือดตรวจหาระดับสะเตียรอยด์หรือคอร์ติซอล (cortisol) ซึ่งปกติไม่ได้ทำกันที่ห้องฉุกเฉิน ถ้าระดับคอร์ติซอลต่ำก็ยืนยันว่าเป็นโรคต่อมหมวกไตเสียการทำงานแน่นอน แต่ไม่รู้ว่าเป็นชนิดปฐมภูมิหรือทุติยภูมิ ต้องพิสูจน์ต่อไปด้วยการตรวจด้วยวิธีฉีดฮอร์โมนกระตุ้นต่อมหมวกไต (ACTH stimulation test) เมื่อฉีดแล้วก็เจาะเลือดออกมาหาระดับคอร์ติซอลสองครั้ง คือครึ่งชั่วโมง กับหนึ่งชั่วโมงหลังฉีด ถ้าคอร์ติซอลที่ต่ำๆอยู่พุ่งขึ้นสูงจู๊ดก็แสดงว่าเป็นชนิดโดนใบสั่งท่านรองอธิบดีหรือชนิดทุติยภูมิแน่นอน แต่หากฉีดแล้วระดับคอร์ติซอลยังต่ำเตี้ยอยู่เหมือนเดิมก็แสดงว่าเป็นชนิดต่อมเดี้ยงหรือชนิดปฐมภูมิ กรณีที่ทราบว่าเป็นชนิดทุติยภูมิแล้ว ก็ยังต้องมาหาต่อไปอีกว่าเป็นเพราะได้สะเตียรอยด์มาจากภายนอกหรือเปล่า ด้วยการซักประวัติเพิ่มเติมว่ากินยาอะไรประจำหรือเปล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาลูกกลอนยาหม้อยาเมืองส่วนใหญ่จะแอบใส่สะเตียรอยด์กันเป็นแฟชั่น โดยเฉพาะยาจีน..ขอบอก ถ้าไม่ได้กินสะเตียรอยด์จากภายนอก ก็ต้องค้นหาเนื้องอกภายในซึ่งอาจทำให้ต่อมใต้สมองทำงานเพี้ยน ด้วยการตรวจดูสมองด้วย MRI หรือ CT

 ประเด็นที่ 5. ถ้าเป็นต่อมหมวกไตล้าจริงจะรักษาอย่างไร

     สาระหลักของการรักษาโรคนี้แบ่งเป็นสองระยะ

     ระยะสั้น ต้องทำสามอย่างคือ (1) แก้ไขน้ำตาลในเลือดต่ำ (2) แก้ไขภาวะร่างกายขาดน้ำ เพราะการเสียโซเดียมจะพาเอาน้ำออกไปด้วย (3)ปรับดุลสารเกลือแร่ให้ปกติ คือเพิ่มโซเดียมให้กลับมาสูงและลดโปตัสเซียมให้กลับต่ำเป็นปกติ ถ้าแคลเซียมสูงด้วยก็แก้ด้วย

     ระยะยาว ก็ต้องทำสองอย่างคือ (1) หาสาเหตุแล้วแก้ไขสาเหตุ เช่นถ้ากินยาลูกกลอนแบบกินๆหยุดๆก็เลิกกินซะ ถ้ามีเนื้องอกที่ทำให้ต่อมทำงานเพี้ยนก็ผ่าตัดแก้ (2) การให้สะเตียรอยด์ทดแทน ถ้าเป็นชนิดโรงงานเดี้ยงหรือชนิดปฐมภูมิก็ต้องทดแทนกันตลอดชีพ แต่ถ้าเป็นชนิดทุติยภูมิก็ทดแทนเฉพาะระยะแรกที่กำลังแก้ไขสาเหตุ แล้วค่อยๆลดยาสะเตียรอยลงจนเลิกยาไปเพื่อให้ต่อมหมวกไตกลับมารับหน้าที่ผลิตสะเตียรอยด์ต่อไปตามปกติ นั่นหมายความว่าต้องติดตามการรักษากับหมอโรคต่อมไร้ท่อ (endocrinologist) ไปอย่างน้อยก็ระยะหนึ่ง คือประมาณ 1 ปี จึงจะจบเรื่องได้

ประเด็นที่ 6. คุณควรไปทำอะไรเพิ่มหรือเปล่า

     ผลตรวจของคุณปกติอยู่นะครับ จะไปทำอะไรทำไมล่ะ

     แต่สิ่งที่คุณพึงทำเพื่อแก้อาการง่อยเปลี้ยเสียขาก็คือการลุกขึ้นมาออกกำลังกายอย่างจริงจัง กินอาหารพืชที่หลากหลายอย่างพอเพียง และจัดการความเครียดของคุณให้ดีด้วยการวางความคิดลบเกี่ยวกับร่างกายนี้ไปเสีย นี่คือสิ่งที่คุณจะต้องทำอย่างแน่นอน แต่การขยันไปหาหมอนั้นให้เลิกเสียดีกว่า

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

1. Nepomnaschy PA, Altman RM, Watterson R, Co C, McConnell DS, England BG. Is cortisol excretion independent of menstrual cycle day? A longitudinal evaluation of first morning urinary specimens. PLoS One. 2011;6(3):e18242. Published 2011 Mar 31. doi:10.1371/journal.pone.0018242

2. Hamidovic A, Karapetyan K et al. Higher Circulating Cortisol in the Follicular vs. Luteal Phase of the Menstrual Cycle: A Meta-Analysis.  Front. Endocrinol., 02 June 2020 | https://doi.org/10.3389/fendo.2020.00311

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว