จะไปเจาะเลือดตรวจอัลไซเมอร์ สามีบอกว่าไม่ต้องตรวจก็รู้แล้ว

(ภาพวันนี้: เวอร์บิน่า ที่หน้าบ้าน ออกดอกมาเดือนกว่าแล้ว)

เรียนคุณหมอสันต์

ดิฉันจะไปร่วมงานมหกรรมตรวจเลือดดูโรคอัลไซเมอร์ของคุณหมอ … ที่ … แต่สามีซึ่งเป็นแพทย์แต่ไม่ใช่หมอรักษาสมองทักท้วงว่าไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไร ไม่ต้องตรวจก็รู้อยู่แล้ว..ทำนองนั้น ดิฉันอยากเรียนถามคุณหมอสันต์ว่าการตรวจเลือดหาอัลไซเมอร์นี้เชื่อถือได้จริงไหม หากตรวจแล้วจะวินิจฉัยได้เลยไหม และสำหรับผู้สูงอายุทั่วไปอย่างดิฉันนี้ (78 ปี) การตรวจเลือดหาอัลไซเมอร์จะมีประโยชน์ไหม

ขอบพระคุณค่ะ

……………………………………………………………..

ตอบครับ

1.. ถามว่าการวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์ด้วยการเจาะเลือดทำได้ไหม ตอบว่าสมัยก่อนทำไม่ได้ เพิ่งมาทำได้เมื่อไม่นานมานี้เองครับ

โรคอัลไซเมอร์นี้แรกเริ่มเดิมทีจะวินิจฉัยได้ต้องรอให้ผู้ป่วยม่องเท่งไปก่อนแล้วค่อยเอาสมองมาตรวจหาโปรตีนผิดปกติชื่อเทา (tau) และหาแป้งผิดปกติชื่ออะไมลอยด์ (amyloid) ถ้าพบสองอย่างนี้ก็วินิจฉัยว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์

ต่อมาการวินิจฉัยก่อนตายเริ่มเป็นที่ยอมรับกันว่าหากเจาะเอาน้ำไขสันหลังมาตรวจแล้วพบทั้งสองตัวนั้นควบกับการตรวจภาพของสมองเช่น PET scan ได้ผลบวกก็วินิจฉัยว่าเป็นอัลไซเมอร์ได้

มาถึงปัจจุบันนี้ผมเพิ่งเห็นมีงานวิจัยจากทางยุโรปตีพิมพ์ไว้ในวารสาร Brain เมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้เอง ว่าคณะผู้วิจัยพบวิธีเจาะเลือดตรวจดูโปรตีนเทาที่ออกมาจากสมองได้แม่นยำพอๆกับการเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง วิธีที่เขาวิจัยคือสร้างตัวแอนตี้บอดี้ที่เจาะจงจับกับโปรตีนเทาจากสมองโดยเฉพาะเพื่อไม่ให้ไปจับกับโปรตีนเทาจากอวัยวะอื่นเปะปะ แล้วพัฒนามาเป็นการเจาะเลือดตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์เพื่อใช้ในการวิจัยทางคลินิก ซึ่งที่คุณจะไปร่วมงานเขาครั้งนี้ผมเดาเอาว่าก็คงเป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยเช่นกัน ไม่ใช่การบริการที่คลินิกตามปกติ

2.. ถามว่าการไปเจาะเลือดตรวจคัดกรองอัลไซเมอร์มีประโยชน์ไหม ตอบว่าก็มีประโยชน์ตรงที่จะได้ไปเที่ยวงานมหกรรมไงครับ เป็นสีสันในชีวิตอย่างหนึ่งของผู้สูงวัย ซึ่งปูนนี้แล้วจะไปเที่ยวผับเที่ยวบาร์แบบเด็กๆเขาก็คงไม่ให้เข้าแล้ว

แต่ที่สามีของคุณพี่ตั้งข้อสังเกตมันก็มีประเด็นนะ ว่าก็ในเมื่อไม่ต้องตรวจก็รู้ว่าตัวเองขี้หลงขี้ลืมอยู่แล้ว ทำไมไม่วินิจฉัยว่าตัวเองเป็นโรคสมองเสื่อมเรียบร้อยแล้วและลงมือจัดการโรคนี้ด้วยตัวเองไปเลย ไม่ต้องเที่ยววิ่งตรวจโน่น นี่ นั่น ก่อนหรอก เพราะโรคเรื้อรังทั้งหลาย ปัญหามันไม่ใช่อยู่ที่การวินิจฉัย แต่อยู่ที่การลงมือจัดการโรค อย่าเอาแต่รำมวยตรวจนั่นตรวจนี่แต่ไม่ลงมือทำอะไรในแง่ของการจัดการโรคสักที เนื่องจากโรคเรื้อรังทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นโรคอัลไซเมอร์ โรคหัวใจ เบาหวาน ความดัน ไขมันสูง ทั้งหมดนี้ยังไม่มียารักษาให้หายได้ ตรวจวินิจฉัยยืนยันได้แน่นอนก็ใช่ว่าหมอเขาจะเสกให้หายได้ แต่มีหลักฐานวิจัยว่าการเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตคือเปลี่ยนการกินการอยู่จะทำให้โรคดีขึ้นหรือถึงกับหายได้ ซึ่งการเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตนี้ไม่ใช่ว่าหมอเขาจะมาเปลี่ยนให้เรานะครับ เรานี่แหละต้องเปลี่ยนของเราเอง ดังนั้นแค่มีเบาะแสให้สงสัยว่าเราจะเป็นโรคเรื้อรังโรคใดโรคหนึ่งข้างต้นให้วินิจฉัยตัวเองไปเลยว่าเป็นโรคนั้นไปเรียบร้อยแล้วจะได้ไม่ต้องวิ่งตรวจแต่ลงมือเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตเลยทันทีตั้งแต่เดี๋ยวนี้เป็นต้นไป ไม่ต้องรอให้หมอเขาวินิจฉัยยืนยันก่อนจึงค่อยเปลี่ยนตัวเองหรอก วิธีนั้นมันเป็นการหลอกตัวเองแบบหาเรื่องชกลมไปเพื่อจะได้ไม่ต้องทำอะไรจริงจัง

3.. ข้อนี้สำหรับท่านผู้อ่านทุกท่านด้วยนะครับ งานวิจัยชิ้นหนึ่งทำโดย Chicago Health and Aging Project และ Rush Memory and Aging Projects ได้ใช้ตัวชี้วัดวิธีใช้ชีวิตออกมาเป็นคะแนนในหกประเด็นคือ การกินอาหารดีต่อสมอง (MIND diet ซึ่งผมเคยเขียนถึงบ่อย) การออกกำลังกาย การเลิกบุหรี่ การนอนหลับ การผ่อนคลายความเครียด และการทำกิจกรรมกระตุ้นสมอง งานวิจัยพบว่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามปัจจัยด้านวิถีชีวิตเหล่านี้ ผู้ที่ปฏิบัติตามปัจจัยด้านเหล่านี้ได้ถึงสองหรือสามอย่าง มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์ ลดลง 37% ขณะที่ผู้ที่ปฏิบัติตามได้สี่หรือห้าอย่าง ปัจจัยเหล่านี้ลดความเสี่ยงลงได้ถึง 60% ซึ่งเหลือเชื่อ เป็นครั้งแรกที่ผลวิจัยสรุปว่าผู้ที่ใช้ชีวิตแบบเอื้อต่อการมีสุขภาพดี ลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมลงได้ถึง 60% ย้ำ สมองเสื่อมป้องกันได้ 60% โดยการเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดีในหกประเด็นหลัก คือ

(1) อาหารแบบ MIND diet ซึ่งไฮไลท์สิบอย่างคือ ผักใบเขียว, ผักทั่วไป, นัท, เบอรี่, ถั่วต่างๆ, ธัญพืชไม่ขัดสี, อาหารทะเล, เป็ดไก่, น้ำมันมะกอก, เหล้าไวน์

ในภาพรวมอาหารที่ดีต่อสมองควรเป็นอาหารพืชเป็นหลักในรูปแบบใกล้เคียงธรรมชาติและมีความหลากหลาย ทั้งยังควรต้องเป็นอาหารที่เพิ่มความหลากหลายของจุลินทรีย์ในลำไส้ด้วย (pre/pro biotic)

(2) การออกกำลังกาย ซึ่งต้องทำให้ถึงระดับหนักพอควร ต้องเล่นกล้ามด้วย ต้องฝึกการทรงตัวด้วย

(3) การนอนหลับ ซึ่งต้องนอนให้ได้วันละ 7 ชั่วโมงขึ้นไป

(4) การจัดการความเครียด ซึ่งรวมศูนย์อยู่ที่การฝึกสติ ฝึกวางความคิด ฝึกผ่อนคลายร่างกาย ใช้ชีวิตกลางแจ้งกับธรรมชาติ ได้แดด ได้ลม

(5) การฝึกกระตุ้นสมอง ซึ่งต้องฝึกอย่างหลากหลาย เพราะสมองทำงานถึงหกด้าน คือ สติ ความจำ การคิดวินิจฉัย ภาษา การสังคม และการเคลื่อนไหว-ทรงตัว นอกจากความครอบคลุมทั้งหกด้านแล้วการกระตุ้นสมองยังควรต้องเลือกวิธีที่มีเป้าหมายชัดเจน มีความท้าทาย และมีความซับซ้อนด้วยสิ่งเดิมๆที่ทำในชีวิตประจำวันด้วย

(6) การเลิกบุหรี่

4.. ในแง่ของการใช้ชีวิต อย่าลืมว่าในเชิงอาการวิทยา โรคสมองเสื่อม (ซึ่งรวมทั้งอัลไซเมอร์) แตกต่างจากโรคขี้หลงขี้ลืมเล็กๆน้อยๆ (MCI) ตรงที่ผู้ป่วยไม่สามารถทำกิจสำคัญในชีวิตประจำวันอย่างใดอย่างหนึ่งในเจ็ดอย่าง (IADL) ต่อไปนี้ได้ คือ

(1) ไปไหนมาไหนเองไม่ได้ เช่น ขับรถก็ไม่ได้ เดินไปขึ้นรถเมลก็ไม่ได้ เป็นต้น

(2) ดูแลเงินทองบัญน้ำบัญชีของตัวเองไม่ได้

(3) ดูแลจัดการหยูกยาของตัวเองไม่ได้

(4) ทำความสะอาดห้องหับที่หลับที่นอนตัวเองไม่ได้

(5) ซื้อของจ่ายตลาดเองไม่ได้

(6) ทำอาหารหรือหาอาหารกินเองไม่ได้

(7) อยู่คนเดียวไม่ได้ จะโทรศัพท์หาใครก็โทรไม่เป็นหรือหาเบอร์ไม่ถูก เป็นต้น

ดังนั้นการชลอโรคสมองเสื่อมที่ทำได้ทันทีคือการพยายามทำกิจทั้งเจ็ดอย่างนี้ด้วยตนเองไปให้ได้นานที่สุด

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1.. Gonzalez-Ortiz F, Turton M et al. Brain-derived tau: a novel blood-based biomarker for Alzheimer’s disease-type neurodegeneration, Brain, 2022;, awac407, https://doi.org/10.1093/brain/awac407

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว