วิธีคำนวณความเสี่ยงตายจากโรคหลอดเลือดหัวใจ (Pooled Cohort Equation - PCE)

(ภาพวันนี้; ผกากรอง)

เรียนคุณหมอสันต์

อยากทราบว่าที่มาของคะแนนความเสี่ยงคิดเป็น% ได้มาอย่างไรคะ

ขอบคุณค่ะ

…………………………………………………….

ตอบครับ

ผมไม่เคยพูดถึงการคำนวณความเสี่ยงตายจากโรคหลอดเลือดหัวใจในบล็อกนี้เลยตลอดราวยี่สิบปีที่เขียนบล็อกมา ด้วยเหตุผล 3 อย่างคือ (1)แม้แต่แพทย์ที่เข้าร่วมประชุมกำหนดหลักเกณฑ์คำนวณความเสี่ยงนี้ยังเถียงกันคอเป็นเอ็นไม่ตกฟาก จนจบลงด้วยการโหวตที่คะแนนชนะกันเฉียดฉิว (2) ผมเป็นหมอหัวใจพันธ์ที่ไม่ชอบคณิตศาสตร์ เพราะผมเป็นเด็กสอบเทียบ ไม่เคยเรียนคณิต ข. (ไม่รู้สมัยนี้ยังมีอยู่ป่าว) จึงไม่ชอบคณิตศาสตร์ (3) ผมไม่อยากทำอะไรเข้าทางปืนของบริษัทขายยาลดไขมัน

แต่ว่าเมื่อแฟนๆถามมา ชอบไม่ชอบ หมอสันต์ก็ต้องตอบ เพราะผมมีม็อตโต้ว่าตอบทุกเรื่องที่ไม่เคยมีใครถามมาก่อน

ก่อนจะตอบคำถาม ท่านผู้อ่านต้องเข้าใจก่อนนะว่าวิธีคำนวนเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงตายของโรคหลอดเลือดหัวใจในสิบปี (ACCVD risk) นี้ ได้มาจากการ “นั่งเทียน” ของคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ ซึ่งทำงานให้กับสมาคมหัวใจอเมริกัน (AHA) และวิทยาลัยแพทย์โรคหัวใจอเมริกัน (ACC) มันไม่เคยมีงานวิจัยดอกว่าครบสิบปีแล้วคนได้คะแนนเท่านี้เปอร์เซ็นต์จะตายไปเท่านี้เปอร์เซ็นต์จริงๆ พูดง่ายๆว่ามันไม่ใช่ evidence based

อีกแง่มุมหนึ่ง ผมอยากให้ท่านเข้าใจให้ลึกซึ้งขึ้นอีกหน่อยว่า Guidelines คืออะไร

อย่างเป็นทางการ ผมนิยามว่ามันคือคำแนะนำเวชปฏิบัติที่แพทย์ซึ่งเป็นสมาชิกพึงนำไปเป็นแนวทางชี้นำในการรักษาคนไข้ ภายใต้คำนิยามนี้มันมีผลในเชิงกฎหมายด้วย คือหมอคนไหนรักษาคนไข้แล้วเกิดเรื่องศาลมักจะดูก่อนว่าเธอรักษาไปตามที่แนะนำไว้ใน guidelines หรือเปล่า

อย่างไม่เป็นทางการ ความที่เคยร่วมทำงานออก guideline ของ AHA มาก่อน ผมนิยามว่า guideline คือ “ความรอมชอมอย่างลงตัวระหว่างแพทย์ที่ไม่อยากใช้ยาหรือเครื่องมือ กับแพทย์ที่รับจ๊อบมาขายยาหรือเครื่องมือ โดยมีหลักฐานวิจัย (ซึ่งส่วนใหญ่สปอนเซอร์โดยผู้ขายยาหรือเครื่องมือ) เป็นข้ออ้างร่วมกัน” ผมพูดให้สุดๆจะๆอย่างนี้เพื่อคุณจะได้เข้าใจว่าทำไมนะคำแนะนำของแพทย์ต้องมีการใช้คำกำๆกวมๆและคำเชื่อมประโยคแบบว่า..เท่ๆแบบนักกฎหมายเขาด้วย

เอาละ รำมวยนานแล้ว คราวนี้มาตอบคำถามซะที

กฎเกณฑ์การคำนวนความเสี่ยงมีชื่อว่า pooled cohort risk คิดขึ้นมาโดย AHA จากข้อมูลการตายของผู้ป่วยเก่า โดยเอาปัจจัยเสี่ยงต่อโรค 7 รายการ คือ (1) เพศ (2) อายุ (3) ชาติพันธ์ (4) ความดันตัวบน (5) ความดันตัวล่าง (6) กินยาความดันหรือไม่ (7) การเป็นเบาหวาน (8) การสูบบุหรี่ แต่ละปัจจัยมาแบบตัวเลข ตัวเลขทั้งหมดเอามาเข้าสูตรคำนวณ สูตรการคำนวณเขียนเป็นขั้นตอน (algorithm) ที่ซับซ้อนแต่ไม่ใช่ความลับเพราะแจกเป็น source code บนอินเตอร์เน็ทให้คนทั่วไปเอาไปเขียนโปรแกรมคำนวณเองได้ ผมขออนุญาตไม่ลงสูตรในที่นี้เพราะผมดูสูตรแล้วมันซับซ้อนจนคิดว่านี่ตัวผมเองเป็นคน “โง่ ด.ด.” ไปเสียแล้วหรือไร (มันเป็นภาษา Java Script) สำหรับคนที่สนใจที่จะประเมินความเสี่ยงของตัวเองก็แค่จิ้มใส่ตัวเลขให้คอมคำนวณให้ได้ทันทีที่ https://www.cvriskcalculator.com/

วิธีใช้ประโยชน์จากคะแนนความเสี่ยงตายด้วยโรคหลอดเลือดใน 10 ปีข้างหน้าที่ผมเอาจะสรุปให้ฟังต่อไปนี้ เป็นส่วนหนึ่งของ คำแนะนำเวชปฏิบัติปี 2019 เรื่องการป้องกันปฐมภูมิสำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจ (2019 ACC/AHA Guideline on the Primary Prevention of Cardiovascular Disease) ซึ่งมีข้อสรุปว่า

  1. สำหรับผู้ป่วยอายุ 40-75 ปี แพทย์พึงประเมินความเสี่ยงตายจากโรคหัวใจหลอดเลือดในสิบปีข้างหน้าเป็นรูทีน (หมายความว่าเจอหน้ากันเมื่อไหร่ประเมินเมื่อนั้น) และควรคำนวณคะแนนความเสี่ยงตายในสิบปีด้วยสมการ pooled cohort equations (PCE)
  2. สำหรับผู้ป่วยอายุ 20 – 39 ปี มันมีเหตุผลที่ควรจะประเมินความเสี่ยงตายจากโรคหลอดเลือดหัวใจอย่างน้อยทุก 4 – ุ6 ปี
  3. ผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่มีคะแนนความเสี่ยงตายในสิบปีก้ำๆกึ่งๆ (5% to <7.5% ) หรือมีความเสี่ยงปานกลาง (≥7.5% to <20%) มันมีเหตุผลที่จะเพิ่มมาตรการลดความเสี่ยง (เช่นด้วยการให้ยาสะแตติน) นอกเหนือจากมาตรการจัดการปัจจัยเสี่ยงทั่วไปตามปกติ
  4. ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงปานกลาง (≥7.5% -<20%) หรือคนไข้เฉพาะบางคนที่มีความเสี่ยงก้ำๆกึ่งๆ (5% – <7.5%) ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรจะให้ยาสะแตตินหรือไม่ยังไม่ได้ มันมีเหตุผลที่จะตรวจคะแนนแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจ (CAC)เพื่อเอาผลมาประกอบการหารือการตัดสินใจใช้ยาสะแตตินร่วมกันระหว่างหมอกับคนไข้

จบข่าว..เรื่องการคำนวณและการใช้คะแนนความเสี่ยงตายจากโรคหัวใจขาดเลือด

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว