ลูกอายุ 9 ขวบ สมาธิสั้น ก้าวร้าว คุ้มดีคุ้มราย และขี้ลืม

(ภาพวันนี้: หยาดฝนบนกลีบกุหลาบ)

กราบเรียนคุณหมอสันต์

หนูเป็นครู กำลังมีความทุกข์กับลูกชายอายุ9 ขวบ ประมาณหนึ่งปีมานี้เขามีนิสัยก้าวร้าวมากผิดเป็นคนละคน เอาดินสอแทงเพื่อนร่วมชั้นเรียนจนได้รับบาดเจ็บ มีเรื่องกับทุกๆคนเป็นประจำ เคยต่อยกับครูผู้ชายทั้งๆที่ตัวเองตัวเล็กกว่าครูตั้งแยะ เคยเป็นเด็กที่ตัดสินใจแก้ปัญหาต่างๆได้ด้วยตนเองก็กลับกลายเป็นตัดสินใจอะไรไม่ได้เลย เรียนไม่รู้เรื่อง มีเรื่องประจำ จนหนูไม่อยากเปิดจดหมายที่ครูส่งมาให้แต่ละครั้ง ไม่ยอมจดจำอะไรเลย ของหายทุกวัน ลืมของทุกวันทั้งๆที่ตอนอายุ 5-6 ขวบเป็นเด็กความจำดีมาก ตอนนี้นัดหมายอะไรไม่ได้เลย แล้วอารมณ์เหวี่ยงเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายเดาทางไม่ได้ ตอนนี้รักษาอยู่กับจิตแพทย์ เปลี่ยนจิตแพทย์แล้ว 2 คน หมอให้ยารักษาสมาธิสั้นกับซึมเศร้า ไม่ดีขึ้นเลย หมอท่านหนึ่งบอกว่าเด็กที่พ่อแม่แยกกันก็มักเป็นอย่างนี้แหละ (หนูกับสามีแยกกันตอนลูกอายุ 6 ขวบ) หนูหมดทางไปจริงๆ ตอนหนูพิมพ์นี้หนูต้องคอยปาดน้ำตาตัวเองไปด้วย

(ชื่อ) … (เบอร์โทร์) ….

…………………………………………………..

ตอบครับ

ก่อนตอบคำถามนี้ขอย้ำให้ท่านผู้อ่านทราบอีกครั้ง ป้องกันการลืม ว่าหมอสันต์ทุกวันนี้ประกอบวิชาชีพเป็นแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว (family physician) แปลว่าแพทย์ผู้ทำหน้าที่ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้ทุกคนในครอบครัวนับตั้งแต่พ่อแม่ปู่ย่าตายายลูกหลานเหลน หมอสันต์ไม่ได้เป็นจิตแพทย์นะ..อย่าลืม ดังนั้นคำตอบของผมจะเป็นคำตอบระดับ “บ้านๆ” คือระดับชั้นการคัดกรองโรคแล้วแนะนำให้ไปพบแพทย์เฉพาะทางถ้าจำเป็น ไม่ใช่ระดับที่จะวินิจฉัยหรือรักษาโรคลึกๆยากๆได้

ก่อนตอบคำถามอีกหงะ ขอพูดเพ้อเจ้อเรื่อยเจื้อยก่อน สมัยที่ผมเรียนแพทย์นั้นมันเป็นสมัยโบราณ คือเกือบห้าสิบปีมาแล้ว วงการแพทย์สมัยยังไม่มีเครื่องมือช่วยตรวจวินิจฉัยที่จ๊าบอย่างปัจจุบัน ตอนนั้นเพิ่งมีการค้นพบวิธีเอ็กเรย์ด้วยคอมพิวเตอร์ (CT) แต่เมืองไทยยังไม่มีใช้ การวินิจฉัยโรคในสมัยนั้นต้องอาศัยความแม่นยำในหลักวิชา “อาการวิทยา (symptomatology)” คือต้องจดจำให้แม่นว่าอาการไหนคนไข้มักใช้คำพูดในภาษาไทยว่าอย่างไร และมันเชื่อมโยงกับโรคอะไรได้บ้าง ด้วยหลักวิชานี้ก็พอวินิจฉัยโรคได้จากการซักประวัติถามโน่นถามนี่อย่างเดียว โดยทุกคำถามที่ยิงออกไป หมอต้องมีในใจก่อนว่าคำตอบที่ได้มาถ้าไม่นำมาแยกเอาโรคหนึ่งทิ้งไป ก็ต้องสามารถรวมเอาอีกโรคหนึ่งเข้ามาในถาดของความเป็นไปได้ ไม่งั้นจะถามไปทำพรือ คำถามทุกคำถามต้องท่องจำให้ได้หมด ท่องไม่ได้ก็ทำตัวย่อไว้ท่องเอง บางครั้งย่อไว้แยะก็จำได้แต่ตัวย่อ แต่จำไม่ได้ว่ามันย่อมาจากอะไร หิ หิ

ประมาณสิบปีมาแล้ว สมัยที่โทรทัศน์ยังเฟื่องฟู ผมไปทำรายการโทรทัศน์ที่ช่อง 9 กับคุณดู๋ (สัญญา คุณากร) ชื่อรายการ “เกมหมอยอดนักสืบ” ซึ่งเอานักศึกษาแพทย์จัดทีมมาแข่งกันวินิจฉัยโรค เมื่อผมสอนวิธีใช้วิชาอาการวิทยาเพื่อวินิจฉัยโรคให้พวกเขาดูเป็นตัวอย่าง พวกเขาอ้าปากค้างเพราะยุคของพวกเขาไม่ต้องใช้วิธีโบราณแบบนี้ เนื่องจากแล็บและการตรวจพิเศษต่างในปัจจุบันนี้มีความแม่นยำมากกว่าแยะ

กลับมาเรื่องลูกชายของคุณ อาการต่างๆที่คุณเล่ามา ทำให้ผมนึกถึงโรคหนึ่งซึ่งเรียกว่าโรคจิตจากเนื้อสมองเสียหาย (organic brain syndrome) ซึ่งสมัยผมเป็นแพทย์ฝึกหัดไปทำงานที่รพ.หลังคาแดง (สมเด็จเจ้าพระยา) ได้จดคำย่ออาการของโรคนี้ไว้ในสมุดโน้ตซึ่งผมยังจำได้จนทุกวันนี้ว่า JIMLO โดย

J – judgement สูญเสียดุลพินิจในการไตร่ตรองตัดสิน

I – insight สูญเสียความตระหนักว่าตัวเองป่วย (เป็นบ้า)

M – memory สูญเสียความจำ

L – Labile mood อารมณ์เปลี่ยนเร็วขึ้นๆลงๆ

O – Orientation สูญเสียการจำแนกสถานที่ เวลา บุคคล

ดังนั้นฟังตามเรื่องที่เล่า ผมวินิจฉัยแบบ “เดาแอ็ก” เอาไว้ก่อนว่าลูกชายของคุณเป็น organic brain syndrome มีความเสียหายของเนื้อสมอง ซึ่งมันอาจจะเกิดจากอะไรก็ได้ ซึ่งในฐานะนักเรียนแพทย์ก็ต้องไล่กลุ่มสาเหตุของโรคซึ่งจำได้เพราะท่องจำไว้เสมองว่ามี 9 สาเหตุ ได้แก่ (1) ติดเชื้อ, (2) อักเสบ, (3) บาดเจ็บ, (4) เนื้องอก, (5) เป็นแต่กำเนิด, (6) เกิดจากการเผาผลาญ, (7) ภูมิต้านทาน, (8) ฮอร์โมน, และ (9) โรคหมอทำ (หมายความว่ายาที่หมอให้ทำให้เกิดโรค) 

ซึ่งการจะวินิจฉัยโรคได้ว่าเป็นเพราะสาเหตุไหนก็ต้องทำการสืบค้นให้ลึกลงไปอีกด้วยการตรวจร่างกายตรวจแล็บและตรวจพิเศษต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาถึงพ.ศ.นี้แล้วอย่างน้อยก็ต้องตรวจภาพของสมอง (brain imaging) ซึ่งมีให้เลือกหลายวิธีเช่น

(1) ตรวจภาพสมองธรรมดาด้วย CT หรือ MRI ถ้าเป็น MRI ก็เป็นการเอาสนามแม่เหล็กไปเปลี่ยนทิศทางการหมุนรอบตัวเองของอะตอมไฮโดรเจนในเนื้อเยื่อต่างๆ พอหยุดคลื่นแม่เหล็ก อะตอมเหล่านั้นหันกลับมาหมุนในทิศทางเดิมพร้อมกับปล่อยพลังงานออกมา คอมพิวเตอร์จะจับพลังงานเหล่านี้มาสร้างเป็นภาพของสมอง ทำให้เห็นว่าตรงไหนเป็นเนื้องอก ตรงไหนเป็นถุงน้ำ เป็นต้น  

(1) ตรวจการทำงานสมองด้วยการใส่คลื่นแม่เหล็กเข้าไป (Functional MRI หรือ fMRI) ตรวจการทำงานนะ ไม่ใช่ตรวจภาพ แต่ใช้หลักการจับภาพตัวพาออกซิเจนในเม็ดเลือด (hemoglobin) โดยจับมาเป็นสองแบบ แบบกำลังขนออกซิเจนอยู่ กับแบบปล่อยออกซิเจนไปแล้ว แล้วให้คอมพิวเตอร์สร้างภาพขึ้นมาว่าเนื้อสมองส่วนไหนมีการขนออกซิเจนไปปล่อยมาก ก็แสดงว่าเนื้อสมองส่วนนั้นกำลังทำงานมาก เพราะเมื่อทำงานเซลต้องใช้ออกซิเจนในการเผาผลาญเอาพลังงาน

(2) ตรวจคลื่นแม่เหล็กที่เซลสมองก่อขึ้น (Magnetoencephalography – MEG) คล้ายๆกับการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) แต่ MEG เจาะจงตรวจคลื่นแม่เหล็กที่เกิดจากกิจกรรมไฟฟ้าของเซลสมองอีกทีหนึ่ง ซึ่งหลบการบดบังของกระโหลกศรีษะและเนื้อเยื่อข้างเคียงได้ดีกว่า แต่ผลบั้นปลายก็คือข้อมูลที่ว่าเนื้อสมองตรงไหนมีกิจกรรมไฟฟ้ามาก (ก็น่าจะทำงานมาก)

(3) ตรวจการทำงานเนื้อเยื่อโดยฉีดโมเลกุลติดสารเปล่งรังสี (Positron emission tomography – PET scan) วิธีการคือเอาโมเลกุลที่เซลใช้เป็นวัตถุดิบเวลาทำงานอยู่เป็นประจำ เช่นกลูกโคส มาแปะสารเปล่งรังสีเข้าไปกับตัวโมเลกุล แล้วฉีดเข้าไปในร่างกาย แล้วตามไปวัดดูว่าสารเปล่งรังสีเหล่านี้ไปออกันอยู่ที่ตรงไหนมาก ก็แสดงว่าเนื้อเยือตรงนั้นมีการทำงานใช้กลูโคสมาก

(4.) ตรวจการทำงานของเนื้อเยื่อโดยฉีดสารเปล่งรีงสีแกมม่า (Single photon emission computed tomography – SPECT) อันนี้คือฉีดสารเปล่งรังสีแกมม่าเขาไปในกระแสเลือด แล้วตามวัดรังสีแกมม่าว่าสารที่ฉีดเข้าไปออกันอยู่ที่ตรงไหนมาก ซึ่งก็แสดงว่ามีเลือดไปเลี้ยงตรงนั้นมาก แสดงว่าเซลกำลังทำงานมาก

การตรวจภาพสมองด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธีข้างต้น ควบกับการตรวจแล็บที่จำเป็นเช่นการวัดระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวข้อง การตรวจหาสารบ่งชี้การอักเสบ การตรวจหาภูมิคุ้มกันทำลายเนื้อสมองตัวเอง ฯลฯ จะช่วยวินิจฉัยแยกโรค organic brain syndrome ได้เด็ดขาด ซึ่งจำนวนหนึ่งเป็นโรคที่รักษาให้หายได้

ดังนั้นผมแนะนำให้คุณไปปรึกษาหมอประสาทวิทยา (neurologist) ขอท่านตรวจสมองให้ละเอียด รวมทั้งการตรวจภาพของสมองด้วย ถ้าท่านไม่ยอมสั่งตรวจก็ไปหาหมอคนที่ 2 ที่ 3 จนเขายอมสั่งตรวจ เพราะหลักวิชาแพทย์ระดับบ้านๆมีอยู่ว่าผู้ป่วยที่มีอาการโรคบ้า (จิตเวช) ที่มีอาการชวนสงสัย organic brain syndrome จะต้องวินิจฉัยแยกโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเนื้อสมองหรือความผิดปกติในการทำงานของเนื้อสมองให้หมดเกลี้ยงเสียก่อน ก่อนที่จะสรุปว่าเป็นโรคบ้าขนานแท้โดยไม่เกี่ยวกับเนื้อสมอง(psychiatric disorders) ดังนั้นผมมั่นใจว่าคุณเสาะหาหมอประสาทวิทยาไปเถอะ ผมรับประกันว่าจะต้องพบท่านที่จะทำการสืบค้นโรค organic brain syndrome ให้คุณ

ส่วนการจะรักษาลูกอย่างไรต่อไป ผมว่ารอฟังผลการสืบค้นของแพทย์ด้านประสาทวิทยาก่อนดีกว่าครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว