ข้อมูลใหม่ ประโยชน์และความเสี่ยงของการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในเด็ก

เมื่อ 20 กค. 65 วารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์เจอร์นาล ได้ตีพิมพ์ผลการวิจัยการใช้วัคซีนโควิด-19 ในเด็กอายุ 5-11 ขวบ ที่ประเทศสิงคโปร์ ข้อมูลที่ตีพิมพ์เป็นข้อมูลใหม่ที่ให้ภาพในเรื่องนี้ชัดเจนกว่าที่ผ่านมา ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์กับคุณพ่อคุณแม่ ครูอาจารย์ และผู้กำหนดนโยบายของรัฐในแง่ที่จะชั่งน้ำหนักความเสี่ยงและประโยชน์ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะฉีดวัคซีนให้เด็กหรือไม่ จึงได้สรุปมาให้อ่าน ในงานวิจัยจริงเขาสรุปท้ายงานวิจัยโดยไฮไลท์ที่อัตราการการติดเชื้อและอัตราต้องถูกรับเข้ารักษาในโรงพยาบาลว่าเป็นตัวชี้วัดสำคัญ แต่ในการสรุปของผมนี้ผมโฟกัสเอาการติดเชื้อรุนแรงถึงให้ออกซิเจนหรือเข้าไอซียู. (severe infection rate )เป็นตัวชี้วัดสำคัญแทนการติดเชื้อและแทนอัตราการรับไว้รักษาในโรงพยาบาล เพราะทุกวันนี้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าเราฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อรุนแรงซึ่งเป็นปากทางไปสู่อัตราตาย

ในภาพใหญ่งานวิจัยนี้เป็นการติดตามเด็กสิงคโปร์ จับช่วงเวลาตั้งแต่ 21 มค. 65 ถึง 8 เมย.65 ซึ่งเป็นยุคโอไมครอน 100% ครอบคลุมเด็กจำนวน 255,936 คน ในจำนวนนี้ได้รับวัคซีนครบสองเข็มแล้ว 66.7% (173,268 คน) ได้แต่ไม่ครบ 12%(30,712 คน) ไม่ได้วัคซีนเลย 20.3% (51,995 คน)

ในแง่ของการรักษาโรค มีการติดเชื้อโควิด-19 เกิดขึ้น 53,429 ครั้ง ต้องเข้าโรงพยาบาล 288 ครั้ง เด็กที่ไม่ฉีดวัคซีนมีอัตราการติดเชื้อและอัตราเข้ารพ.มากกว่าเด็กฉีดวัคซีน แต่ประเด็นสำคัญคือในจำนวนทั้งหมดที่ต้องเข้ารพ.นี้เป็นการป่วยหนักถึงต้องให้ออกซิเจนหรือเข้าไอซียู 5 คน ในจำนวน 5 คนที่ป่วยหนักนี้ เป็นคนไม่ได้วัคซีนมาก่อนเลย 1 คน ได้วัคซีนแล้ว 4 คน (ได้ครบ 2 คน ได้ไม่ครบ 2 คน)

ในแง่ของประสิทธิผลของวัคซีนถ้าได้ครบสองเข็มในการป้องกันการติดเชื้อเมื่อเทียบกับผู้ไม่ได้วัคซีนพบว่าในหมู่ผู้ได้วัคซีนให้ประสิทธิผลในการป้องกันสูงสุด 48.9% หลังฉีดเข็มสองได้ 7-14 วัน แล้วลดเหลือ 37.6% หลังเข็มสองได้ 15-19 วัน แล้วลดเหลือ 28.5% หลังฉีดเข็มสองได้ 30-59 วัน แล้วลดเหลือ 25.6% หลังฉีดเข็มสองได้ 60 วัน

ในแง่ของผลข้างเคียงของวัคซีน มีการเกิดผลเสียของวัคซีนระดับรุนแรง (severe adverse reaction) ตามนิยามทางการแพทย์ขึ้น 22 ราย คิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากจำนวนโด้สที่ฉีด 0.005%

ข้อสรุปของหมอสันต์

เพื่อให้ท่านที่ไม่คุ้นกับการอ่านผลวิจัย ผมสกัดออกมาให้ดังนี้

1.. งานวิจัยนี้ทำในยุคโอไมครอน จึงใช้กับเหตุการณ์วันนี้ได้มากกว่างานวิจัยอื่นๆก่อนหน้านี้ที่ทำในยุคเดลต้า

2.. ความเชื่อแต่เดิมที่เชื่อกันว่าการฉีดวัคซีนให้เด็กจะป้องกันการป่วยรุนแรงได้นั้นอาจไม่เป็นความจริงในงานวิจัยนี้ เพราะอัตราการป่วยรุนแรงไม่แตกต่างกันระหว่างผู้ได้กับไม่ได้วัคซีน

3.. ความเชื่อแต่เดิมที่เชื่อกันว่าผลเสียระดับรุนแรงของวัคซีนมีน้อยกว่าประโยชน์ที่จะได้จากการป้องกันการป่วยรุนแรงเพราะโรคนั้นอาจไม่เป็นความจริง เพราะอัตราเกิดผลเสียระดับรุนแรงของวัคซีนสูงกว่าอัตราป่วยรุนแรงถึงขั้นให้ออกซิเจนหรือเข้าไอซียู.จากโรค (ผลเสียรุนแรงของวัคซีนเกิด 0.005% ขณะที่การป่วยรุนแรงจากโรคเมื่อไม่ได้วัคซีนเกิด 0.002% ประมาณว่าฉีดวัคซีนมีความเสี่ยงโหลงโจ้งมากกว่าไม่ฉีด)

4.. ถ้าจะถือตามเกณฑ์สมมุติบัญญัติของวงการแพทย์ที่ว่าวัคซีนที่จะนำมาใช้ควรป้องกันโรคได้ 50% ขึ้นไปวัคซีนโควิดในเด็กก็สอบตก เพราะป้องกันโรคสูงสุดได้ไม่ถึง 50% ในช่วงพีคคือสองสัปดาห์แรก และผ่านไปแค่สองเดือนก็ป้องกันได้แค่ 25%

สรุปของสรุป จากงานวิจัยนี้คือประโยชน์ที่พึงได้จากวัคซีนในแง่ป้องกันการป่วยรุนแรงในเด็กไม่ต่างจากการไม่ฉีด ความเสี่ยงระดับรุนแรงจากตัววัคซีนมีมากกว่าการความเสี่ยงจากการติดโรค (ทั้งหมดนี้เป็นข้อสรุปจากการสกัดตัวเลขจากงานวิจัยนี้เพียงงานเดียวนะครับ ท่านผู้อ่านต้องใช้ดุลพินิจในการนำไปใช้ประโยชน์)

คำสรุปเพิ่มเติม (24 กค. 65)

ยังมีอีกสองประเด็นที่ผมไม่ได้กล่าวไว้ในข้อสรุปก่อนหน้านี้ แต่ควรเพิ่มไว้ตรงนี้

  1. คณะผู้วิจัยเองสรุปว่าอัตราการติดเชื้อและอัตราเข้ารพ.ของผู้ได้วัคซีนต่ำกว่าผู้ไม่ได้วัคซีน
  2. ในงานวิจัยนี้มีผู้ป่วยที่มีอาการ MIS-C (การอักเสบทั่วร่างกายในเด็ก) เกิดขึ้น 6 ราย เป็นผู้ได้วัคซีน 2 ราย ไม่ได้วัคซีน 4 ราย อาการ MIS-C พูดแบบบ้านๆก็คือ long covid ในเด็ก ซึ่งในงานวิจัยนี้ผู้ไม่ได้วัคซีนจะเกิดมากกว่า

คำขอบคุณ

หมอสันต์ขอขอบคุณทีมงานแพทย์ของสิงคโปร์ที่ได้สร้างสรรค์งานวิจัยระดับดีเยี่ยมชิ้นนี้ขึ้นมาซึ่งทำให้คนไทยและคนชาติอื่นๆทั่วโลกได้ใช้ประโยชน์ เมื่อครั้งที่เคยทำงานด้วยกันมาและได้ชี้หน้าด่าปรามาสกันอย่างหยาบๆคายๆลั่นวอร์ดในอดีตนั้นหมอสันต์กราบขออภัย ขอเปลี่ยนเป็นคำชื่นชมว่าพวกท่านเป็นหมออาชีพที่ได้ใช้วิชาชีพรังสรรค์โลกนี้ให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

……………………………………………………………

ตอบจดหมายท่านผู้อ่านหลายท่านแบบเหมารวม(24 กค. 65)

บทความข้างต้นนี้ทำให้มีแพทย์หลายท่านเขียนทักท้วงเข้ามา ผมจับประเด็นรวมและตอบรวมเลยนะครับว่า

ขอบพระคุณอาจารย์ทุกท่านที่เขียนมานะครับ

(1) หมอสันต์ไม่เล่าข้อสรุปของผู้วิจัย ซึ่งผิดมารยาทของการอ้างงานวิจัย ตอบว่าเป็นความจริงครับ ผมมุ่งจะเอาแต่ข้อสรุปของตัวเองได้ไม่เล่าสักคำว่าคณะผู้วิจัยเขาสรุปของเขาว่าอย่างไร อันนี้ผมยอมรับว่าผมเสียมารยาท ผมต้องขออำไพด้วย และเพื่อแก้ไขผมได้เพิ่มเติมใน addendum ท้ายบทความแล้ว

(2) หมอสันต์สรุปว่าอัตราการป่วยรุนแรงอาจไม่ต่างกันระหว่างผู้ได้กับไม่ได้วัคซีนเอาจากข้อมูลเปรียบเทียบในหมู่คนป่วยมากเพียง 5 คนซึ่งไม่มีรายละเอียดเลยว่ากลุ่มไหมมีความเสี่ยงมากเสี่ยงน้อยอยู่ก่อนหน้านั้นกลุ่มละกี่คน ตอบว่านี่เป็นคำทักท้วงที่มีน้ำหนักมากครับ ผมเห็นด้วยทุกประการว่าตรงนี้ไม่ใช่เป้าหมายอย่างเป็นทางการของการวิจัย แต่ในการอ่านงานวิจัย นิสัยของผมชอบแคะอ่านเอา “ระหว่างบรรทัด” ว่ามีอะไรที่อาจแคะเอามาใช้ประโยชน์ได้ด้วย อย่างไรก็ตามผมได้แสดงข้อมูลดิบที่มีทั้งหมดประกอบด้วยแล้ว ตรงนี้จึงต้องทิ้งไว้ให้เป็นดุลพินิจของท่านผู้อ่านว่าคำสรุปของผมใช้การได้หรือใช้การไม่ได้ครับ

(3) ทำไมหมอสันต์ไม่พูดถึง MIS-C ซึ่งในงานวิจัยนี้เกิดในเด็กไม่ฉีดวัคซีนมากกว่า ตอบว่าตรงนี้ต้องสารภาพว่า miss ไป จึงได้เอามาเพิ่มใน addendum ท้ายบทความครับ

(4) ทำไมต้อง highlight ว่าประสิทธิภาพของวัคซีนต่ำว่ากว่า 50% ทั้งๆมันก็ต่ำไปนิดเดียว อีกอย่างเราก็ทราบกันอยู่แล้วว่าวัคซีนนี้ไม่ได้ผลิตมาสำหรับ Omicron ซึ่งเป็นประเด็นที่ยอมรับกันอยู่แล้ว ตอบว่าก็ไม่ถึงกับไฮไลท์นะครับ แค่เล่าสู่กันฟัง

(5) การเปรียบเทียบความเสี่ยงและประโยชน์ของวัคซีนโดยเอาอัตราการป่วยรุนแรงไปเทียบกับอัตราการเกิด severe adverse vaccine reaction ซึ่งไม่มีรายละเอียดให้เลยนั้น ไม่น่าจะเปรียบเทียบกันได้ จะทำให้เข้าใจผิดเปล่าๆ ตอบว่า การเปรียบเทียบความเสี่ยงและประโยชน์ของวัคซีนโควิดทุกวันนี้เป็นสิ่งที่เราอยากรู้แต่เรายังไม่เคยมีงานจัยระดับ RCT สักงานเดียวนะครับ มันจึงหลีกเลี่ยงยากที่ต้องอาศัยตะแบงเปรียบเทียบหมากับไก่ไปพลางๆก่อน จนกว่าเราจะมีผลวิจัยเปรียบเทียบอัตราตายและอัตราเกิดทุพลภาพแบบตรงๆครับ

ขอขอบคุณแพทย์ทุกท่านที่เขียนมาหานะครับ ซึ่งผู้อ่านได้ประโยชน์เต็มๆทั้งจากเนื้อหาการทั้งท้วงและจากการที่ผมปรับเพิ่ม addendum ของบทความให้ครบถ้วนขึ้น ผมเองก็ได้ประโยชน์ตรงที่ได้เรียนรู้มากขึ้น ผมเอาข้อมูลทั้งหมดขึ้นเปิดเผยในบล็อกยกเว้นชื่อคน ที่เหลือคงต้องปล่อยให้เป็นดุลพินิจของท่านผู้อ่านเลือกหยิบเอาไปใช้ประโยชน์เองแล้วละครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

ตอบครับ

จดหมายจากท่านผู้อ่าน2 (23 กค. 65)

  1. “ในภาพใหญ่งานวิจัยนี้เป็นการติดตามเด็กสิงคโปร์ จับช่วงเวลาตั้งแต่ 21 มค. 65 ถึง 8 เมย.65 ซึ่งเป็นยุคโอไมครอน 100% ครอบคลุมเด็กจำนวน 255,936 คน ในจำนวนนี้ได้รับวัคซีนครบสองเข็มแล้ว 66.7% (173,268 คน) ได้แต่ไม่ครบ 12%(30,712 คน) ไม่ได้วัคซีนเลย 20.3% (51,995 คน)”

จะเห็นว่า คนไข้ในจำนวนที่ฉีดวัคซีนครบ มีจำนวนมากกว่า 3 เท่า ของคนไม่ได้ฉีด ดังนั้น การจะสรุปว่า

“ประเด็นสำคัญคือในจำนวนทั้งหมดที่ต้องเข้ารพ.นี้เป็นการป่วยหนักถึงต้องให้ออกซิเจนหรือเข้าไอซียู 5 คน ในจำนวน 5 คนที่ป่วยหนักนี้ เป็นคนไม่ได้วัคซีนมาก่อนเลย 1 คน ได้วัคซีนแล้ว 4 คน (ได้ครบ 2 คน ได้ไม่ครบ 2 คน)”

จึงไม่สมเหตุสมผล อีกทั้งงานวิจัยยังบอกด้วยว่า เด็กทั้งหมดไม่มีใครเสียชีวิต และไม่มีรายละเอียดในรายงานว่า ในส่วนที่อาการหนักนั้นเพราะเด็กมีโรคประจำตัวที่มีความเสี่ยงต่อการต้องเข้า ICU ไหม เพราะโดยมากกลุ่มเด็กที่ได้รับวัคซีนครบนั้น น่าจะเป็นเด็กที่อยูในกลุ่มเสี่ยง มากกว่าเด็กทั่วๆไป เพราะแพทย์เองต้องกระตุ้นให้กลุ่มเสี่ยงไปรับวัคซีนให้ครบ ข้อนี้จึงไม่ควรไปสรุปนอกงานวิจัย (คิดไปเอง) โดยที่ไม่ได้ดูข้อเท็จจริง

แต่ในส่วนของงานวิจัยที่บอกว่า การเกิด MIS-C (ที่เรากลัวกันมากกว่าการเป็นโควิด) ทั้งหมด 6 ราย เป็นกลุ่ม ไม่ได้ฉีดวัคซีน 4 ราย , จากกลุ่ม partial vaccine 1 ราย และ กลุ่รับวัคซีนครบ 1 ราย กลับไม่ยกเอามาพูดถึง

2. “ในแง่ของประสิทธิผลของวัคซีนถ้าได้ครบสองเข็มในการป้องกันการติดเชื้อเมื่อเทียบกับผู้ไม่ได้วัคซีนพบว่าในหมู่ผู้ได้วัคซีนให้ประสิทธิผลในการป้องกันสูงสุด 48.9% หลังฉีดเข็มสองได้ 7-14 วัน แล้วลดเหลือ 37.6% หลังเข็มสองได้ 15-19 วัน แล้วลดเหลือ 28.5% หลังฉีดเข็มสองได้ 30-59 วัน แล้วลดเหลือ 25.6% หลังฉีดเข็มสองได้ 60 วัน”

จุดนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าวัคซีนโควิดนี้ ไม่ได้ผลิตมาสำหรับ Omicron จึงเป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจว่าทำไมไม่ถึง 50% แต่ก็ใกล้เคียงมาก และใกล้เคียงกับงานวิจัยอื่นๆที่ออกมา ผมไม่อยากเอาไปเปรียบเทียบกับวันซีนเชื้อตาย ซึงแทบจะไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน Omicron. ได้เลย

3. ผลข้างเคียงรุนแรงจากการฉีด 0.005 = 5 : 100,000 แต่ไม่มีการเสียชีวิต น่าจะเป็นจำนวนปกติจากการรายงานของการรับวัคซีนนี้ที่เราทราบกันไหมครับ แต่ทั้งนี้ การวิจัยนี้บอกว่ามีข้อจำกัดเรื่องอาการและความรุนแรงที่ว่า เลยไม่สามารถบอกได้เต็มปากไหมครับ

4. ข้อสรุปเดียวทางสถิติที่งานวิจัยนี้สรุปออกมามีข้อหลักเดียวคือ ” ระยะเวลาในช่วงที่เชื้อ Omicron ระบาด นี้ วัคซีน BNT162b2 ( Pfizer) ช่วยลด Risk ในการติดเชื้อ Covid -19 และการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้ ในกลุ่มเด็กอายุ 5-11 ปี “ อันนี้ต้องอย่าลืมสรุป ให้เกียรติคนทำวิจัยด้วยครับ ขอบคุณครับ

……………………………………….

จดหมายจากท่านผู้อ่าน1.(23 กค. 65)

ขอท้วงติงนิดหนึ่งว่าทำไมหมอสันต์อ้างงานวิจัยแล้วสรุปผลวิจัยไม่เหมือนที่คณะผู้วิจัยได้สรุปไว้ มีเจตนาอะไรหืรอเปล่า

ตอบครับ

ขอบพระคุณอาจารย์ที่กรุณาเขียนมาท้วงติง ผมอนุญาตคุยกับอาจารย์แบบแพทย์คุยกับแพทย์นะครับ ผมเชื่อว่าอาจารย์ได้อ่านนิพนธ์ต้นฉบับของงานวิจัยนี้แล้ว ดังนั้นผมคงไม่ต้องฉายตัวเลขในนิพนธ์ต้นฉบับซ้ำอีก แต่หากอาจารย์ได้อ่านเฉพาะ abstract ถ้าผมอ้างถึงตัวเลขไหนแล้วอาจารย์อ่าน abstract แล้วไม่เห็นเจอผมรบกวนอาจารย์ช่วยกลับไปอ่านใน original article เอาเองอีกรอบนะครับ จะได้ไม่ต้องสื่อสารกันไปมาหลายเที่ยว เพราะตัวเลขบางตัวหากอ่านเผินๆจะไม่เห็น ยกตัวอย่างเช่นอัตราการเกิด severe adverse reaction ของการฉีดวัคซีนในงานวิจัยนี้ ไม่ได้แสดงไว้ในหัวข้อ Result แต่ไปแสดงไว้ในหัวข้อ Discussion เป็นต้น

วิธีที่ผมประเมิน (appraisal) งานวิจัยนี้และการนำผลวิจัยไปใช้ประโยชน์เป็นคนละประเด็นการการที่คณะผู้วิจัยสรุปไว้ท้ายงานวิจัยนะครับ เพราะผู้วิจัยก็สรุปในประเด็นที่เขาสนใจ แต่ผมประเมินค่าในประเด็นที่ผมสนใจ ยกตัวอย่างเช่น

ประเด็นที่คณะผู้วิจัยสรุป การวิจัยนี้เขาสรุปมาในประเด็นเดียว คือ

(1) เด็กที่ได้กับไม่ได้วัคซีนพวกไหนเกิดการติดเชื้อและเข้าโรงพยาบาลมากกว่ากัน ซึ่งผลวิจัยสรุปได้ว่าเด็กที่ได้วัคซีนติดเชื้อน้อยกว่า เข้าโรงพยาบาลน้อยกว่า แต่ผมไม่ได้สนใจในประเด็นนี้

ประเด็นที่ผมสนใจในเรื่องการฉีดวัคซีนให้เด็กคือ

(1) เด็กที่ได้กับไม่ได้วัคซีน พวกไหนจบด้วยการติดเชื้อระดับรุนแรงมากกว่ากัน เพราะทุกวันนี้เราพร่ำพูดกันตลอดเวลาว่าเราฉีดวัคซีนเพื่อลดการป่วยระดับรุนแรงลง

(2) การชั่งน้ำหนักประโยชน์และความเสี่ยง ฉีดวัคซีนในเด็กมันได้ประโยชน์ในการป้องกันการติดเชื้อรุนแรงคุ้มกับความเสี่ยงของตัววัคซีนหรือเปล่า ทั้งนี้ไม่นับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจนะครับเพราะผมถือว่าในช่วงเวลาอย่างนี้เราเอาแค่ประโยชน์และความเสี่ยงทางการแพทย์อย่างเดียวก็พอ

(3) วัคซีนมีประสิทธิผลในการป้องกันโรคแค่ไหน โดยอิงเกณฑ์หยาบๆที่ใช้กันทั่วไปว่าหากประสิทธิผลของวัคซีนนั้นต่ำกว่า 50% ก็ถือกันว่าเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิผลในการป้องกันต่ำ

ผมจึงอ่านเอาข้อมูลเหล่านั้นมาสรุปในสามประเด็นที่ผมสนใจนี้ และโชคดีที่งานวิจัยนี้มีการเก็บข้อมูลที่ครบถ้วน รอบด้าน จนผมสรุปทั้งสามประเด็นนี้ได้หมดโดยใช้ตัวเลขจากงานวิจัยนี้ทั้งสิ้น

ประเด็นเจตนา ของผม

ผมมีเจตนาเพียงต้องการให้ข้อมูลความจริงแก่ผู้ป่วยให้ครบถ้วนที่สุดเท่าที่ผมทราบ เมื่อมีงานวิจัยออกมาชิ้นหนึ่ง คนสองคนอ่านย่อมได้ข้อมูลและการเอาไปใช้ประโยชน์ที่ต่างกัน เราซึ่งเป็นแพทย์เราย่อมสนใจมากไปกว่าบทสรุปที่คณะผู้วิจัยสรุปไว้เสมอ เพราะเรารู้ดีที่บ่อยมากทำวิจัยเรื่องหนึ่งไปสรุปอีกเรื่องหนึ่ง แต่งานวิจัยนี้ผมสนใจว่านอกจากบทสรุปท้ายงานวิจัยยังมีอะไรที่ซุกซ่อนอยู่ซึ่งเราเก็บเอาไปใช้ประโยชน์ได้บ้าง แล้วเอามาคลี่ให้ผู้ป่วยเห็น ส่วนการตัดสินใจเอาไปใช้ประโยชน์นั้นเป็นเรื่องของผู้ป่วยเอง เพราะนี่เป็นเพียงข้อมูลจากงานวิจัยที่ดีงานหนึ่ง ในจำนวนงานวิจัยทีดีหลายๆงาน ผู้ป่วยเป็นผู้ให้น้ำหนักและนำไปใช้ประโยชน์เอง

อนึ่ง ผมไม่มีเจตนาจะต่อต้านวัคซีน ไม่มีเจตนาต่อต้านนโยบายของชาติ หรือต่อต้านคณะแพทย์หรือคณะผู้เชี่ยวชาญคณะใดๆทั้งสิ้น เพราะผมไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆกับเรื่องวัคซีน หรือเรื่องยา ผลประโยชน์ของผมมีเรื่องเดียว คือหากได้ให้ข้อมูลกับผู้ป่วยในแง่มุมที่ผู้ป่วยควรรู้และจะนำไปใช้ประโยชน์ได้แล้ว ผมก็มีความสุข

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

  1. Tan SHX, Cook AR, Heng D, Ong B. Lye DC, Tan KB. Effectiveness of BNT162b2 Vaccine against Omicron in Children 5 to 11 Years of Age. New Eng J of Med. July 20, 2022 DOI: 10.1056/NEJMoa2203209

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว