ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026
![]() |
| "Lonely Lake Hut ที่คาฮูรังกิ ปาร์ค นิวซีแลนด์" สีอะคริลิก บนผ้าใบ 40 x 40 ซม. |
ปีใหม่ (2026) นี้ หมอสันต์หมายมั่นปั้นมือจะขึ้นชกกับโรคอ้วนให้เป็นกิจจะลักษณะดูซักที โดยเริ่มโหมโรงด้วยการเปิดแค้มป์เพื่อทำวิจัย 14 วันในช่วงหลังสงกรานต์เพื่อลดน้ำหนักแบบเอาจริงเอาจัง ใช้ทุกมาตรการที่ความรู้วิชาแพทย์ปัจจุบันนี้บ่งชี้ว่าดี รวมทั้งใช้ยาหากจำเป็นต้องใช้ ตั้งใจจะทำวิจัยแบบติดตามต่อเนื่องไป 5 ปีผลการวิจัยเป็นประการใดก็จะสรุปตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์และเผยแพร่ทางบล็อกนี้เป็นระยะๆ จึงถือโอกาสนี้เริ่มด้วยการทบทวนงานวิจัยเรื่องยาลดน้ำหนักโดยเอาจดหมายเก่าซึ่งถามเรื่องยาลดน้ำหนักเมื่อปี พ.ศ. 2552 มา update ข้อมูลใหม่ให้ทันสมัยให้ท่านอ่าน
..................................................
(Last updated 8 Jan 2026)
คุณหมอสันต์คะ
ดิฉันอายุ 36 เคยน้ำหนักสูงสุดถึง 69 กก. (สูง 160 ซม.) เมื่อสองปีก่อน เป็นคนอ้วนง่าย
เคยขาบวม ลดน้ำหนักกับหมอที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง หมอให้กินยาสามอย่าง
ไม่ได้บอกว่าเป็นยาอะไร ยาที่ให้มาก็ไม่มีชื่อยาอยู่ด้วย คงกลัวเราไปหาซื้อกินเอง
แต่หมอเขาบอกว่าเขารับรองความปลอดภัย ดิฉันเองไม่ได้ออกกำลังกาย เพราะไม่มีเวลา
ทั้งต้องทำงาน ต้องดูแลลูก น้ำหนักตอนนี้ลงมาเหลือ 58 กก.
แต่ก็ต้องคอยกินยาไว้เป็นครั้งคราว เพราะกลัว Yo yo effect ดิฉันมีปัญหาเรื่องตามองเห็นไม่ค่อยชัดเป็นบางครั้ง
บางครั้งนอนไม่หลับ แบบว่าตาค้าง
อยากให้คุณหมอช่วยแนะนำว่าในระยะยาวควรจะทำอย่างไรต่อไป
ควรจะกินยาของรพ.แห่งนั้นซึ่งจ่ายให้โดยแพทย์ต่อดีไหม และต้องทำอะไรเพิ่มอีก
จึงจะไม่กลับไปอ้วนอีก เพราะกลัวมาก
..........................................
ตอบครับ
มีด้วยหรือครับในเมืองไทยนี้ที่โรงพยาบาลจ่ายยาแล้วไม่ยอมบอกชื่อยาว่าเป็นยาอะไร
พุทธัง ธัมมัง สังคัง อะไรมันจะคัน..เอ๊ยไม่ใช่ อะไรมันจะล้าหลังขนาดนั้น
ทำอย่างนั้นมันผิดกฎหมายนะคุณ ผิดพรบ.สถานพยาบาล ผิดพรบ.ประกอบวิชาชีพเวชกรรม
เพราะอาชีพแผนปัจจุบันนี้ต้องทำอะไรตามหลักฐานวิทยาศาสตร์ที่เปิดเผยได้เท่านั้น
จะเอายาผีบอกหรือยาหม้อต้มเองมาจ่ายให้คนไข้ได้ไง
หมอหรือเภสัชกรที่จ่ายยาให้คุณก็ทำผิดจริยธรรมวิชาชีพเรื่องความปลอดภัยในการใช้ยากับผู้ป่วย
แต่ช่างเขาเถอะ..นะหัวใจ อย่านอกประเด็นเลย มาเข้าประเด็นเรื่องของคุณดีกว่า
ประเด็นที่หนึ่ง
การรักษาความอ้วนด้วยยา
หลักฐานปัจจุบันนี้ยัง “ไม่มี” ยาใดรักษาความอ้วนได้ยั่งยืนจริงจัง เพราะมีแต่งานวิจัยระยะสั้น
1 ปีโดยประมาณ ยาที่ปลอดภัยและ FDA (อย.ประเทศสหรัฐฯ) ยอมให้ใช้ในปี
2026 ตามลำดับความฮ็อท (ความนิยม) มีดังนี้
1.
Tirzepatide (Mounjaro) เป็นยาฉีดที่ให้ผลระยะสั้นดีที่สุด การจะเข้าใจกลไกการออกฤทธิ์ของยากลุ่มนี้ต้องเข้าใจสรีรวิทยาของระบบความหิวและความอิ่มของมนุษย์ก่อน
กล่าวคือเมื่ออาหารที่กินตกลงไปถึงลำไส้แล้ว ตัวลำไส้จะปล่อยฮอร์โมนตัวหนึ่งชื่อ incretin
เข้าสู่กระแสเลือดเพื่อบอกสมองว่า "ได้อาหารแยะแล้ว
พอแล้ว อิ่มแล้ว" สมองก็จะดลบันดาลให้เกิดความรู้สึกอิ่มขึ้น
เพื่อจะได้หยุดกิน ฮอร์โมนตัวนี้ในสมัยต่อมาพบว่ามันมีสองตัวย่อยจึงตั้งชื่อใหม่ให้ว่าให้ตัวหนึ่งชื่อ GLP-1 (glucagon
like peptide-1) อีกตัวหนึ่งชื่อ GIP (Glucose-dependent Insulinotropic
Polypeptide) งานวิจัยพบว่าคนผอมลำไส้ปล่อยฮอร์โมนอินเครตินได้รวดเร็วทันใจจึงกินน้อยอิ่มเร็ว
แต่คนอ้วนปล่อยฮอร์โมนอินเครตินช้าจึงกินไม่อิ่มสักที ยา terzepatide นี้ก็คือ
GLP1+GIP แบบออลอินวันนั่นเอง งานวิจัย
SURMOUNT-5 trial พบว่ามันลดน้ำหนักได้ 14.7-21%
ในเวลา 72 สปด. จึงจัดว่าเป็นยาลดน้ำหนักระยะสั้นที่ดีที่สุดที่มีอยู่ตอนนี้
2.
Semaglutide มีทั้งแบบฉีด (Ozampic)
และแบบกิน (Wegovy) ซึ่งเพิ่งออกมาใหม่
ทั้งคู่เป็นฮอร์โมน GLP-1 ตัวเดียว กินหรือฉีดแล้วก็อยากอาหารน้อยลงทำให้น้ำหนักลดได้ถึงระดับ
10-13% ในเวลาหนึ่งปี
3. ยากินควบในเม็ดเดียว Naltrexone+Bupropion (Contrave) ซึ่งมีส่วนหนึ่งเป็นยารักษาโรคซึมเศร้าด้วย จึงใช้ได้ผลพอควรในผู้ป่วยที่มีปัญหาเชิงจิตวิทยาทำให้ต้องกินมากหรือเสพย์ติดอาหารรุนแรง
4. ยากินควบในเม็ดเดียว Phentermine+Topiramate (Qsymia) เป็นการควบยากระตุ้นระบบประสาทพาราซิมเข้ากับยากันชัก ทำให้เกิดความรู้สึกอิ่มและกินน้อยลง ยานี้ใช้กันมากก่อนที่จะมียา Wegavy ออกมาแล้วกลายเป็นยายอดนิยมแทน
5. Xenical (Olistat) ออกฤทธิ์ระงับการดูดซึมไขมันจากลำไส้ เลยพลอยทำให้การดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันเสียไปด้วยเป็นผลพลอยเสีย ยานี้อาจทำให้มีไขมันเล็ดออกทางทวารหนักได้บ้างคนจึงไม่นิยม
1. Amphetamine และ methamphetamine หรือพูดง่ายๆว่ายาบ้าดีๆนี่เอง
2. Thyroid หรือ thyroid extract อันนี้เป็นฮอร์โมนไทรอยด์
คือพูดง่ายๆว่าทำให้คุณเป็นโรคไฮเปอร์ไทรอยด์ซะ จะได้ผอมซะที
ถ้าจะให้สะแด่วแห้วก็ต้องจ่ายเป็นชุดคือยาบ้าบวกไทรอยด์บวกแวเลียม(กลัวคุณนอนไม่หลับ)
จึงจะเป็นวิธีรักษาแบบเถื่อนแท้
3. Phenmetrazine ซึ่งถูกห้ามใช้เพราะมีผลต่อการทำงานของลิ้นหัวใจจนตายได้
แต่ยังมีแอบใช้กันอยู่อย่างลับบ้างแจ้งบ้าง
4. Dinitrophenol ถูกห้ามใช้เพราะทำให้เกิดต้อกระจกและประสาทเสื่อม
5. Rainbow pill ซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างยากระตุ้นหัวใจดิจิทาลิสกับยาขับปัสสาวะ
ถูกสั่งห้ามเพราะทำให้คนตายจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ
6. Aminorex ถูกห้ามใช้เพราะทำให้เกิดความดันในปอดสูง
7. Fluoxetine เป็นยาแก้ซึมเศร้า
ไม่ได้รับการรับรองให้ใช้รักษาความอ้วน แต่ก็มีผู้หวังดีประสงค์อย่างไรไม่ทราบ
เอามารักษาความอ้วน ทั้งๆที่รู้อยู่ว่าเมื่อชั่งน้ำหนักประโยชน์และความเสี่ยงแล้ว FDA
ไม่อนุญาตให้ใช้
8. Mazindol ถูกถอนออกไปแล้วเพราะทำให้เกิดอาการประสาทเช่นชัก
9. Phenylpropanolamine ถูกห้ามใช้เพราะมีความสัมพันธ์กับการเกิดอัมพาต
10. Methylphenidate ไม่ได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษาโรคอ้วน
แต่มีคนใช้
11. Ephedrine ไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้รักษาโรคอ้วน
เพราะกระตุ้นหัวใจ
12. Topiramate ยากันชัก ไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้รักษาโรคอ้วน
แต่มีคนเอามารักษา
13. Rimonabant ยาใหม่ ท่าทางจะมาแรง แต่ FDA ยังไม่ได้อนุมัติให้ใช้เพราะข้อมูลความปลอดภัยยังไม่พอ
และแน่นอนยังมียาผีบอก ยาต้ม ยาหม้อ
และหญ้าแห้งตำละเอียดเป็นผงอัดเม็ดหลอกขายที่ผมไม่รู้จักอีกมากที่เขาอาจจะเอามาจ่ายให้กับคนไข้ที่ว่านอนสอนง่ายยอมรับว่ายาไม่มีชื่อฉันก็กินได้ไม่เป็นไร
ยาเหล่านั้นจะชั่วดีถี่ห่างอย่างไรผมไม่ทราบ และผมมั่นใจว่าคนเอาให้คุณก็ไม่ทราบ
เพราะถ้าเขาทราบว่ามันลดความอ้วนได้จริงโดยปลอดภัยเขายื่นจดทะเบียนลิขสิทธิ์รวยอื้อซ่าไปแล้ว
กล่าวโดยสรุปในประเด็นนี้
ยารักษาความอ้วนที่ปลอดภัยดีล้วนมีข้อจำกัดตรงที่ใช้ได้ดีแต่ระยะสั้น
การลดความอ้วนจึงหวังพึ่งยาได้น้อย
ประเด็นที่สอง
ไม่ใช้ยาแล้วจะใช้อะไร
ตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คือ การรักษาโรคอ้วนแบบยั่งยืนต้องหวังพึ่ง
(1) การโภชนาการเพื่อลดแคลอรี่ ด้วยการ
1.1 ไม่กินดื้อๆเช่น
งดมื้อเย็น (IF)
หรือไม่กินมันทั้งวัน (OMAD) ในบางวัน
1.2
เปลี่ยนจากกินเนื้อสัตว์มากไปกินพืชเป็นหลักเพราะพืชเป็นอาหารแคลอรีต่ำ
1.3
กินจุลินทรีย์ (probiotic) เช่นโยเกิร์ต
ขนมปังซาวโด อาหารหมักต่างๆ
1.4
กินพืชผักผลไม้ให้ครบเจ็ดสี เพื่อเป็นอาหารเลี้ยงจุลินทรีย์ (prebiotic) เพราะพืชอย่างหนึ่งก็เลี้ยงจุลินทรีย์แบบหนึ่ง
(2) การขยันออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญแคลอรี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังกินอาหารใหม่ๆซึ่งเป็นช่วงที่มีน้ำตาลเหลือใช้ในกระแสเลือดมาก
(3) การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำให้อ้วน วิธีง่ายๆคือคนผอมเข้าใช้ชีวิตอย่างไรก็ใช้ตามอย่างเขา
คนอ้วนเขาใช้ชีวิตอย่างไรก็อย่าไปทำตามเขา
(4) การเปิดโอกาสให้ความบันดาลใจที่ข้างใน (internal motivation) ได้ออกมาโชว์พาวบ่อยๆ จะด้วยการโค้ชตัวเองด้วยตัวเอง หรือจ้างโค้ชอาชีพมาโค้ชตัวเองก็ได้ เพราะหัวใจการลดน้ำหนักก็คือการเปลี่ยนนิสัยการกินให้สำเร็จ คนจะเปลี่ยนนิสัยได้ก็ด้วยอาศัยความบันดาลใจที่ข้างในของตัวเองเท่านั้น
คนอื่นช่วยได้น้อยมาก และยาก็ช่วยได้แค่ระยะสั้น
(5)
การขยันใช้ชีวิตกลางแจ้งและออกแดดก็มีหลักฐานว่าทำให้การเผาผลาญระดับเซลล์ดีขึ้น
เพราะรังสี NIR จากแสงแดดเข้าไปกระตุ้นเอ็นไซม์ที่ช่วยการเผาผลาญในเซลล์ได้
นั่นเป็นแค่ภาพใหญ่นะ แต่ในชีวิตจริงโรคอ้วนเป็นปัญหาเฉพาะคน ต้องตั้งต้นด้วยการไปหาหมอด้านโภชนาการหรือหมอต่อมไร้ท่อที่ชำนาญการรักษาโรคอ้วนโดยเฉพาะให้เขาวินิจฉัยไล่เลียงว่าในกรณีของตัวคุณมันมีอะไรเป็นเหตุบ้าง
อาหารที่กินแต่ละวันคุณกินอะไรบ้าง ระดับกิจกรรมคุณทำอะไร มีภาวะซึมเศร้าหรือเปล่า
จำนวนคนอ้วนในครอบครัวมีกี่คน หรือว่าอ้วนกันทั้งตระกูล ระดับความตั้งใจที่จะลดความอ้วนมีมากแค่ไหน
มีสาเหตุด้านฮอร์โมนหรือเปล่า ไล่ตั้งแต่ฮอร์โมนไทรอยด์ พาราไทรอยด์ต่ำ
เนื้องอกของตับอ่อนที่ผลิตอินสุลิน โรคคุชชิ่งซึ่งมีฮอร์โมนสเตียรอยด์สูง
โรคขาดโกรทฮอร์โมน หรือเป็นคนมีฮอร์โมนเพศต่ำ หรือกินยาหรือกินฮอร์โมนที่ทำให้อ้วน
เช่นยาจิตเวช ยากันชัก ยาต้านซึมเศร้า ยาเบาหวาน เป็นต้น ดังนั้นเริ่มต้นด้วยการหาหมอดีๆซักคน
เอาคนที่ยอมเปิดเผยนะว่าให้ยาอะไรคุณบ้าง
นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
บรรณานุกรม
1. Flegal KM, Graubard BI, Williamson DF, et al. Excess deaths associated with
underweight, overweight, and obesity. JAMA. Apr 20 2005;293(15):1861-7.
2. Goldfield GS, Lorello C, Doucet E. Methylphenidate reduces energy intake and
dietary fat intake in adults: a mechanism of reduced reinforcing value of
food?. Am J Clin Nutr. Aug 2007;86(2):308-15. [Medline].
3. Grudell AB, Sweetser S, Camilleri M, et al. A controlled pharmacogenetic
trial of sibutramine on weight loss and body composition in obese or overweight
adults. Gastroenterology. Oct 2008;135(4):1142-54.
4. Rosenstock J, Hollander P, Gadde KM, et al. A randomized, double-blind,
placebo-controlled, multicenter study to assess the efficacy and safety of
topiramate controlled release in the treatment of obese type 2 diabetic
patients. Diabetes Care. Jun 2007;30(6):1480-6.
5. Ioannides-Demos LL, Proietto J, McNeil JJ. Pharmacotherapy for obesity.
Drugs. 2005;65(10):1391-418.
6. Maggio CA. Obesity Drug Development Summit. 21-22 July, 2005, Arlington, VA,
USA. IDrugs. Sep 2005;8(9):701-3.
