05 มิถุนายน 2563

เรื่องไมโครเวฟ เมื่อไหร่จะเลิกนิสัย "ตื่นตูมแล้วกระต๊าก"

เรียน คุณหมอสันต์ ที่เคารพ
          หนูมีเรื่องข้องใจเกี่ยวกับไมโครเวฟมาก ว่าใช้แล้วเป็นอันตรายต่อร่างกายจริงเหมือนที่เขาแชร์กันไหม และญี่ปุ่น อเมริกา ก็ห้ามใช้อีกต่อไป
รัฐบาลญี่ปุ่นได้ตัดสินใจที่จะทิ้งเตาอบไมโครเวฟทั้งหมดในประเทศภายในสิ้นปีนี้และประชาชนและองค์กรที่ไม่สามารถตอบสนองต่อคำขอทั้งหมดจะถูกปรับและถูกจำคุก  ญี่ปุ่นสั่งห้ามใช้เตาไมโครเวฟเนื่องจากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮิโรชิมาพวกเขาพบว่าคลื่นวิทยุทำให้เกิดความเสียหายต่อสุขภาพของประชาชนในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาการใช้เตาไมโครเวฟเป็นอันตรายยิ่งกว่าสหรัฐอเมริกาในฮิโรชิมาและกันยายน 1945  ระเบิดปรมาณูหล่นจากนางาซากิ  ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องแสดงให้เห็นว่าอาหารที่อุ่นในเตาไมโครเวฟนั้นมีรังสีที่ไม่ดีต่อสุขภาพ  ดังนั้นโรงงานไมโครเวฟขนาดใหญ่ทั้งหมดที่ผลิตผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในญี่ปุ่นกำลังจะปิด
 เกาหลีใต้ออกแถลงการณ์: ในปี 2021 การผลิตเตาอบไมโครเวฟกำลังจะหยุดลง  จีนยังวางแผนที่จะห้ามเทคโนโลยีนี้ในปี 2566
     ถ้าหากว่าจริงชีวิตคงลำบากแน่ 555 เพราะใช้อุ่นอาหารทุกวัน เชื่อว่าหลายครอบครัวก็อยากรู้ข้อเท็จจริง  กราบขอบพระคุณคุณหมอล่วงหน้านะคะ
ขอแสดงความนับถือ
  ...
.....................................................

ตอบครับ

     จดหมายของคุณเป็นจดหมายไร้สาระมาก แต่ผมหยิบมาตอบเพื่อเข้าเรื่องที่จั่วไว้ ว่าเมื่อไหร่คนไทยจะพ้นไปจากการมีนิสัย "ตื่นตูม แล้วกระต๊าก" เสียที

     ตื่นตูมเป็นนิสัยของกระต่าย ซึ่งท่านผู้อ่านทุกท่านคงรู้จักดีแล้วจากนิทานอีสป เรื่องมีอยู่ว่าลูกตาลหล่นลงมาตูม กระต่ายตกใจนึกว่าฟ้าถล่ม เลยวิ่งไปแจ้งข่าวแก่สัตว์ทั้งหลายว่าฟ้าถล่มแล้วจนสัตว์ทั้งหลายหนีป่วนกันไปหมด

     กระต๊ากเป็นนิสัยของแม่ไก่ โดยเฉพาะแม่ไก่สาวที่ออกไข่ครั้งแรกในชีวิต เธอจะตื่นเต้นจนเก็บความรู้สึกอยากส่งข่าวไว้ไม่อยู่เธอจึงร้องกระต๊ากๆๆๆเสียงดังแทบเล้าไก่แตก สมัยผมเป็นเด็กเคยหลอกแม่ไก่สาวที่เบ่งไข่เท่าไหร่ก็ไม่ออกสักทีโดยการเอาก้อนหินรูปร่างเหมือนไข่ไปวางไว้ในรังของเธอ พอเธอเห็นเข้าเท่านั้นแหละก็ร้องกระต๊ากๆๆส่งข่าวให้ชาวบ้านรู้ด้วยความตื่นเต้น ผมเดาเอาว่าเมื่อเธอมารู้ความจริงภายหลังว่ามันเป็นแค่ไข่ปลอมเธอคงจะด่าผมว่า..."ไอ้เด็กเวร!"

     กลับมาเรื่องไมโครเวฟ เนื่องจากมนุษย์พันธ์ตื่นตูมและกระต๊ากที่เป็นแฟนอินเตอร์เน็ทมีมาก และวิธีหากินทางอินเตอร์เน็ทวิธีหนึ่งของคนทั่วโลกก็คือเขียนหรือลงอะไรก็ได้ที่มีคนอ่านแยะ แล้วเอายอดคนอ่านไปขายโฆษณา จึงมีเว็บจำนวนมากทำขึ้นมาเพื่อลงอะไรที่ให้คนตื่นตูมและกระต๊ากเพื่อตัวเองจะได้ขายโฆษณาได้ แต่เพื่อไม่ให้ผิดกฎหมายประเทศของตนก็มักจะทำหนังสือตัวเล็กๆไว้ใต้เว็บว่า

     "Satirical edition: All texts on this web resource are grotesque parodies of reality and are not real news"

     แปลเป็นไทยได้ว่า "เรื่องในเว็บนี้เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ ไม่ใช่ข่าวจริง"

    เรื่องที่คุณกระต๊ากมาว่ารัฐบาลญี่ปุ่นหรือไต้หวันสั่งทิ้งเตาอบไมโครเวฟก็มาจากเว็บพันธ์นี้แหละเป็นเว็บกุข่าวปลอมของรัสเซียชื่อ Paronama.pub แล้วคนอ่านอินเตอร์เน็ทพันธ์ตื่นตูมและกระต๊ากทั้งหลายอ่านลวกๆแล้วนึกว่าเป็นเรื่องจริงที่น่าตื่นตูมก็เอามาใส่สีตีไข่เสริมแล้วส่งต่อกันไปเป็นทอดๆๆๆโดยไม่มีการใช้ดุลพินิจแยกแยะหรือสืบค้นก่อนการส่งต่อใดๆทั้งสิ้น  ผลก็คือมีคนคลิกเข้าไปอ่านเว็บโกหกทั้งเพมาก และเว็บโกหกทั้งเพก็ได้ค่าโฆษณา มันจะเป็นเช่นนี้ไปอีกนาน ตราบใดที่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ทยังมียีนตื่นตูมและกระต๊ากอยู่ในดีเอ็นเอ อามิตตาภะ... พุทธะ

     ไหนๆคุณก็หยิบประเด็นไมโครเวฟขึ้นมาแล้ว ผมขอใช้โอกาสนี้ให้ข้อมูลวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับไมโครเวฟเพื่อท่านผู้อ่านเลือกหยิบไปใช้ประโยชนได้บ้างนะ

     คลื่นไมโครเวฟเป็นคลื่นวิทยุซึ่งไม่ทำให้เป็นมะเร็ง
   
      คลื่นไมโครเวฟเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หมายความว่ามันก่อสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กขึ้นในพื้นที่ที่มันวิ่งไปโดยที่ตาคนเรามองเห็นคลื่นนี้ส่วนหนึ่งและวิทยุสามารถรับคลื่นนี้ได้อีกส่วนหนึ่ง บางทีจึงเรียกว่าเป็นคลื่นวิทยุ (rediofrequency RF) คลื่นแบบนี้เป็นคลื่นชนิดไม่ทำให้เป้าแตกตัวเป็นอิออน (non-ionizing radiation) จึงไม่มีพลังงานมากพอที่จะไปกระแทกอีเล็คตรอนให้หลุดจากอะตอมของอาหารเหมือนอย่างรังสีเอ็กซ์ซึ่งรู้กันดีแล้วว่าทำให้เซลเป้าหมายกลายเป็นมะเร็งได้ แต่คลื่นวิทยุไม่มีพิษสงอย่างนั้น และการใช้งานมาตั้งแต่ปี 1971 ซึ่งก็ห้าสิบปีมาแล้วก็ไม่เคยมีหลักฐานแม้แต่ชิ้นเดียวว่าคลื่นไมโครเวฟจะทำให้อาหารกลายเป็นสารก่อมะเร็งขึ้นมาได้

     การทำอาหารด้วยไมโครเวฟดีกว่าการต้ม

     คลื่นไมโครเวฟทำให้อีเล็กตรอนในโมเลกุลน้ำในอาหารเกิดสั่นสะเทือนกลายเป็นความร้อนขึ้นทำให้อาหารสุกแบบสุกในเนื้อของอาหารส่วนที่มีโมเลกุลของน้ำอยู่ โดยเนื้ออาหารส่วนที่อยู่ใกล้ผิวนอกจะได้รับคลื่นมากกว่าและสุกเร็วกว่าเนื้ออาหารส่วนที่อยู่ข้างในลึกเข้าไป อาหารที่ยิ่งมีน้ำมากก็ยิ่งสุกง่าย อาหารที่สุกแล้วด้วยความร้อนก็แค่สุกเหมือนถูกต้มหรืออบ จะไม่มีกัมมันตรังสีหรือสารใดๆตกค้างอยู่บนอาหาร และไม่มีการเปลี่ยนคุณค่าทางอาหาร ในทางกลับกันการปรุงสุกด้วยไมโครเวฟจะสงวนคุณค่าทางอาหารได้ดีกว่าการต้มเพราะไม่เสียวิตามินชนิดละลายน้ำได้ไปกับน้ำและอาหารถูกความร้อนเป็นระยะเวลาที่สั้นกว่า

     ระวังการบาดเจ็บจากไมโครเวฟ

     อันตรายของไมโครเวฟคือความร้อน การบาดเจ็บจากถูกน้ำร้อนหรืออาหารร้อนกระเด็นไหม้มือและใบหน้าเกิดขึ้นได้บ่อยขณะใช้ไมโครเวฟ เพราะน้ำที่เดือดจากไมโครเวฟมีความร้อนสูงและเดือดปุดๆมากกว่าการใช้วิธีต้ม นอกจากนั้นการไม่ระวังหรือเผลอใส่โลหะเข้าไปในเตาไมโครเวฟก็จะทำให้เกิดความร้อนจากการที่คลื่นสะท้อนไปมาเพราะโลหะนั้นมากขึ้น

     อวัยวะที่อ่อนไหวต่อไมโครเวฟมากที่สุดคือลูกตาและลูกอัณฑะ ช่าย..แล้ว ลูกอัณฑะสำหรับผู้ชายตัวสูงที่ชอบเดินแกว่งๆอยู่หน้าไมโครเวฟ (หิ หิ พูดเล่น) เพราะสองอวัยวะนี้คือเลนส์ตากับลูกอัณฑะมีเส้นเลือดไปเลี้ยงน้อยเมื่อโดนความร้อนแล้วจะระบายความร้อนออกได้ช้า ผลก็คือถ้าเป็นตาก็กลายเป็นต้อกระจก ถ้าเป็นอัณฑะก็เป็นหมัน
   
     ส่วนการรั่วของคลื่นไมโครเวฟออกมานอกเตานั้นไม่เป็นประเด็นนัก เพราะมาตรฐานอุตสาหกรรมได้จำกัดปริมาณการรั่วไว้ไม่ให้ถึงระดับจะก่อความร้อนที่นอกเตาระยะไม่เกิน 2 นิ้วได้ ยิ่งห่างเตาความร้อนจะยิ่งลดลงจนหมดนัยสำคัญ 

     ไมโครเวฟรุ่นเก่ากับเครื่องกระตุ้นหัวใจรุ่นเก่า

เครื่องกระตุ้นหัวใจ (pace maker) รุ่นเก่าอาจจับสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากไมโครเวฟ และอุปกรณ์อื่นๆเช่นเครื่องโกนหนวดไฟฟ้า และเครื่องไฟฟ้าอื่นๆแล้วทำงานเพี้ยนได้ ผู้ที่ใส่เครื่องกระตุ้นรุ่นเก่าจึงควรระวังไม่ใช้เครื่องไมโครเวฟโดยปิดฝาไม่สนิทหรือใช้ทั้งๆที่เปิดฝา เครื่องไมโครเวฟรุ่นใหม่จะไม่ทำงานถ้าฝาปิดไม่สนิท และเครื่องกระตุ้นหัวใจรุ่นใหม่จะมีเปลือกครอบกันสัญญาณจากภายนอกจึงไม่มีปัญหานี้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์