จะจุดไฟเผาตัวเองเพื่อจบปัญหา

คุณหมอครับ
เรื่องที่ได้เปรยกับอาจารย์บ่ายนี้ เรื่องน้องที่มีความคิดว่าจะจุดไฟเผาตัวเองเพื่อยุติปัญหาที่รุมเร้า ปัญหาเหล่านี้มาถึงจุดถล่มเมื่อเขาโดนฟางเส้นสุดท้ายคือการที่บริษัทต้องเข้าปรับโครงสร้างหนี้และลดเงินเดือนพนักงาน รบกวนคุณหมอสันต์แนะนำด่วนได้ไหมครับ

..................................................................

ตอบครับ

     สรุปว่าปัญหาคือการมีความคิดจะฆ่าตัวตาย เพราะชีวิตต้องเผชิญศึกหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเผชิญปัญหาด้านหลักคือเศรษฐกิจการเงินที่ปกติก็ต้องหาเงินเลี้ยงครอบครัวแบบแค่ผ่านแต่ละวันไปได้อย่างหวุดหวิด แต่นี่ทั้งหมดนั้นมามีอันต้องล่มสลายไปเสียแล้ว เพราะถูกเลิกจ้าง หรือถูกลดค่าจ้าง หนี้สิ้นที่ค้างคาก็หมดปัญญาที่จะสะสาง มองทางออกไม่เห็น มีคนหนุ่มสาวและคนวัยกลางคนที่อยู่ในระหว่างตั้งเนื้ัอตั้งตัวจำนวนมากที่ประสบปัญหาเดียวกัน ผมขอรวบตอบแบบนั่งคุยไปพร้อมกันเลยนะครับ

     1. ความคิดฆ่าตัวตาย เป็นความคิด ไม่ใช่เรา

     ชีวิตประกอบด้วยสามส่วนใหญ่ๆคือ (1) ร่างกาย (2) ความคิด (3) ความรู้ตัว

     คำว่าชีวิตหรือเราที่แท้จริงนี้ไม่ใช่ร่างกายนี้นะ เพราะร่างกายนี้เปลี่ยนแปลงมาตลอด แต่ก่อนเราเป็นเด็กตัวเล็กนิดเดียว เดี๋ยวนี้เป็นผู้ใหญ่ตัวโต เป็นคนละร่างกายแล้ว แต่เราหรือชีวิตอันเดิมนี้ยังเป็นเราอยู่อย่างไม่เคยเปลี่ยน

     ความคิดก็ไม่ใช่เรานะ ความคิดแค่ผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านออกไป การที่เรามีความจำและการที่เราสร้างคอนเซ็พท์เรื่องเวลาในอดีตในอนาคตขึ้นทำให้เกิดความหลอนว่าความคิดเป็นสิ่งที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงถึงกันจากอดีตไปถึงอนาคต ทั้งหมดนี้เป็นความหลอนเท่านั้น อดีตและอนาคตแท้จริงแล้วไม่มี มีแต่เดี๋ยวนี้เท่านั้น ความหลอนเรื่องอดีตอนาคตก็เป็นความคิดหนึ่งที่เกิดที่เดี๋ยวนี้ ซึ่งก็เหมือนความคิดทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว แล้วก็จะดับไป เราเป็นความรู้ตัวที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องไม่เคยดับหายไปไหน เพียงแต่ว่าความสนใจของเราจะสังเกตเห็นหรือเปล่าเท่านั้น

     แต่ความหลอนว่าความคิดเป็นของต่อเนื่องทำให้เกิดความหลอนอันเป็นแม่ของความหลอนทั้งหลายขึ้นมา คือความหลอนที่ว่าความเป็นบุคคล หรือ identity ของเรานี้เป็นของจริงทั้งๆที่แท้จริงแล้วมันเป็นแค่ความคิด ความหลอนนี้แยกเราออกจากสิ่งอื่นทั้งหลายในจักรวาลนี้ ว่านี่คือเรา นั่นไม่ใช่เรา หากชีวิตนี้เป็นการชกมวยบนเวทีมวย ก็เท่ากับว่ากำลังมีคู่ชกยืนอยู่บนเวทีคู่เดียว คือเรา กับจักรวาล เท่ากับว่าเราต้องชกกับจักรวาลนี้ทั้งจักรวาลเพื่อปกป้อง identity ของเรา นี่มันเป็นความดับเบิ้ลหลอนเลยนะ คือความหลอนที่ว่าเรานี้มีภาระกิจอันยิ่งใหญ่ที่จะต้องปกป้อง identity นี้ไว้สุดชีวิต หรือด้วยชีวิต ทั้งๆที่ในความเป็นจริง identity นี้มันเป็นแค่ความคิดเท่านั้น แล้วการต้องชกกับจักรวาลทั้งจักรวาล..โห เราจะชนะไหมเนี่ย

     2. จริงหรือเปล่าที่ว่าเราเป็น identity ที่แยกออกมาจากจักรวาลนี้

     ไม่จริงหรอก แม้ว่าความคิดมันอยากให้เราเชื่ออย่างนั้น แต่ความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น ลองเอามือปิดปากปิดจมูกไว้สักห้านาทีสิ แค่ไม่ได้หายใจสักห้านาทีเราก็จะตายแล้ว ไม่ได้ดื่มน้ำวันเดียวเราก็ตายแล้ว เราไม่ได้เป็นบุคคลที่แยกออกมาอย่างเป็นอิสระจากจักรวาลนี้ เราเป็นชีวิตที่เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนี้และได้รับการสนับสนุนจากจักรวาลนี้ตลอดเวลาทุกวินาที อย่าไปบ้าหลงเชื่อความคิดที่ว่าเราเป็นบุคคลที่แยกตัวตนออกมาจากจักรวาลนี้และต้องต่อสู่ปกป้องความเป็นบุคคลนี้ไว้ เหลวไหลทั้งเพ เราไม่ต้องไปต่อสู้ปกป้องความเป็นบุคคลนี้ดอก แค่ยอมรับว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนี้และรับเอาทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาแบบโอนอ่อนผ่อนตาม ชีวิตก็ดำเนินไปได้แล้วโดยไม่ต้องไปสนใจที่จะปกป้อง identity ใดๆเลย ลองนั่งลงบนสนามหญ้านี้ซิ ยืดตัวตรงขึ้น เงยหน้าขึ้นสูดอากาศเข้าปอดลึกๆ รับเอาพลังจักรวาลและความบริสุทธิ์ของอากาศเข้ามา ผ่อนลมหายใจออกยาวๆพร้อมกับผ่อนคลายร่างกาย ทำซ้ำสักสามครั้ง สบายขึ้น มีพลังมากขึ้นใช่ไหม คุณได้พลังมาจากไหนละ ไม่ใช่จากความคิดแน่นอน เพราะความคิดมันเจาะเข้ามาไม่ได้เมื่อคุณสนใจสิ่งอื่นเช่นลมหายใจอยู่ คุณได้พลังงานมาจากจักรวาลนี้ เพราะคุณเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนี้ ดำรงอยู่ได้เพราะการหนุนช่วยจากจักรวาลนี้ตลอดเวลา แล้วถ้าคุณไว้วางใจจักรวาลนี้ มันจะมีความลงตัวของมันเสมอ ไม่ว่าจะมีอะไรผ่านเข้ามาในชีวิต แค่คุณไว้วางใจจักรวาลนี้ เดี๋ยวมันก็จะมีความลงตัวของมันเอง ขอเพียงแค่คุณอย่าเผลอกะต๊ากหรือบ้าไปกับความคิดเท่านั้น

     3. ชีวิตคือการขับเกวียนเทียมโคสองตัวผ่านปากเหว

     สมัยผมเป็นเด็กอยู่บ้านนอก พาหนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือเกวียนเทียมโคสองตัว รูปแบบของเกวียนทั่วไปคือโคตัวหนึ่งมักเป็นโคหนุ่มคึกคนองสอนยากดื้อรั้นซึ่งเพิ่งเอาเข้ามาฝึกเทียมเกวียน อีกตัวหนึ่งมักเป็นโคแก่ที่มีความนิ่งและมั่นคงเดินตรงแหนวสู่เป้าหมายได้อย่างไม่วอกแวก โคหนุ่มเทียบได้กับความคิด โคแก่เทียบได้กับความรู้ตัว ตัวเกวียนเทียบได้กับร่างกาย คนขับเทียบได้กับความสนใจของเรา ทั้งหมดนี้รวมกันก็คือชีวิต บางครั้งโคหนุ่มซึ่งมีกำลังมากเกิดสติแตกดึงดันก็สามารถดึงให้เกวียนตกเหวพังยับเยินได้ เช่นเดียวกับชีวิต แม้ความคิดจะมีศักดิฐานะที่แท้จริงเป็นแค่คนรับใช้ แต่หากมันหลอกล่อให้คนขับเผลอไปอวยกับมันมากไปมันก็จะพาชีวิตไปสู่ความพินาศแตกดับได้เช่นกัน

     4. แล้วจะทำอย่างไรกับชีวิตขณะวิกฤติ

     ในยามที่เราถูกความคิดดึงดันไปเหมือนตอนเกวียนที่ไต่ปากเหวถูกโคหนุ่มพยศลากจูงไปผิดทาง โมเมนต์นั้นเราควรจะทำอย่างไร เราก็ต้องทิ้งความคิด หันมาอยู่กับความรู้ตัว ความคิดมักปฏิบัติการอยู่ในอดีตหรือในอนาคตเสมอ เราก็ทิ้งอดีตอนาคตเสีย หันมาอยู่กับเดี๋ยวนี้แบบนิ่งๆ ความฉุกเฉินในชีวิตเป็นแค่ฉากที่ความคิดสร้างขึ้นเท่านั้น ชีวิตจริงไม่มีฉุกเฉิน แค่เราหยุดคิด อยู่กับเดี๋ยวนี้ ยอมรับทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา ไม่กระโตกกระตากว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นหรืออดีตที่ผ่านมาเคยเกิดอะไรมาก่อน แค่ยอมรับ และอยู่กับทุกอย่างที่เดี๋ยวนี้ไปทีละช็อต ทีละช็อต ทางเลือกมากมายมันจะค่อยๆโผล่ขึ้นมาให้เราเห็นและให้เราบรรจงเลือกได้ ตอนที่เราสติแตกตื่นตูมตามความคิดไปนั้นมันเหมือนกับว่าชีวิตนี้หมดทางเลือกแล้ว แต่เมื่อเรารู้ตัวอยู่กับเดี๋ยวนี้แบบเย็นๆเนิบๆ ทางเลือกที่เราไม่เคยมองเห็นมาก่อนมันจะค่อยๆโผล่ขึ้นมาอย่างอะเมซซิ่ง ที่หลายคนประสบกับโอกาสอันดีในช่วงที่ชีวิตกำลังมีวิกฤติ กลไกมันก็เป็นแบบนี้

     5. อย่าหนีความกลัวไปอยู่กับความหวัง

     เพราะทั้งความหวังและความกลัวต่างก็เลวทั้งคู่ มันจะพาเราหนีจากการยอมรับทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ณ ปัจจุบันไปอยู่ในอนาคตซึ่งไม่มีอยู่จริง ความหวังคือความจำเรื่องที่เราเคยชอบ บวกกับจินตนาการ บวกกับความเชื่อในคอนเซ็พท์เรื่องเวลา ความกลัวคือความจำเรื่องที่เราไม่ชอบ บวกกับจินตนาการ บวกกับความเชื่อในคอนเซ็พท์เรื่องเวลา ทั้งคู่ต่างก็เป็นความคิด ซึ่งแสบพอๆกัน

     ความกลัวนั้นมันเป็นตัวร้ายแน่นอน มันสร้างจินตนาการในอนาคตขึ้นมาว่าเราจะเป็นทุกข์จนรับไม่ได้ ต้องรีบฆ่าตัวตายหนีทุกข์นั้นซะ แต่ว่าอนาคตที่ว่านั้นมันไม่ได้มีอยู่จริง เมื่อมันมาถึงมันจะมาถึงที่เดี๋ยวนี้ และเก้าในสิบมันไม่ได้เป็นอย่างที่เราจิตนาการไว้ หมายความว่าเราทุกข์ฟรี ถ้าเราฆ่าตัวตาย เราก็ตายฟรีเพราะไปเชื่อเจ้าความกลัวตัวแสบนี้เข้า

     ความหวังก็ใช่ย่อย มันสร้างจินตนาการขึ้นในอนาคต แล้วลากเอาเราไปจากปัจจุบันที่สงบเย็นดีอยู่ไปอยู่ในความกระวนกระวายหรือความลุ้นว่าอนาคตจะเป็นอย่างที่หวังไว้หรือไม่ แค่มันลากเราออกจากความสงบเย็นของการยอมรับปัจจุบันมานั่งกระวนกระวายนี้ก็แย่พอแล้ว บางครั้งสิ่งที่หวังไม่ได้เป็นอย่างที่หวังเราก็ทุกข์อีก เรียกว่าความหวังก็ทำเราทุกข์ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง

     ดังนั้นในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามวิกฤติ อย่าเผลอหนีไปกับความคิดใดๆ รวมทั้งความคิดฆ่าตัวตายเพื่อหนีความกลัวที่จินตนาถึงอนาคตที่ไม่มีอยู่จริงด้วย ให้ปักหลักอยู่ที่ตรงนี้ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ยอมรับทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา ช็อตต่อช็อต มีทางเลือกอะไรโผล่ขึ้นมาก็ค่อยวินิจฉัยและตัดสินใจเลือกไปทีละช็อต ทีละช็อต

      6. วินาทีนี้ คุณมีปัญหาอะไรไหม 

     อย่าพูดถึงชั่วโมงหน้าหรือวันพรุ่งนี้นะ เอาแค่วินาทีนี้ คุณมีปัญหาอะไรไหม คุณหายใจไม่ออก มีอะไรมาบีบคอคุณอยู่หรือเปล่า ถ้าคุณยังหายใจออกดีอยู่คุณก็อยู่ในวินาทีนี้ได้สิ ใช่ไหม นี่แหละ การอยู่กับปัจจุบัน ที่นี่ เดี๋ยวนี้ รู้ตัวอยู่ ไม่มีความคิด ความรู้ตัวเป็นความสงบเย็นโดยธรรมชาติ แล้วทางเลือกทั้งหลายจะค่อยๆโผล่ขึ้นมาเอง หากยังไม่มีอะไรโผล่ออกมา ก็ไม่เห็นเป็นไร เพราะวินาทีนี้คุณไม่มีปัญหาอะไรไม่ใช่หรือ ถ้าคุณไม่มีปัญหาอะไร คุณก็สงบเย็น โอเค. ชีวิตคุณมีความสุขสงบแล้ว เมื่อตัวเองสงบเย็นแล้วคราวนี้คุณจึงจะเริ่มออกไปใช้ชีวิตได้ ถ้าคุณยังไม่สงบเย็นอย่าเพิ่งออกไปใช้ชีวิต เพราะการใช้ชีวิตเพื่อเสาะหาความสงบเย็นคุณจะหาไม่พบ คุณต้องถอยออกมาจากความคิดมาอยู่กับความรู้ตัวคุณจึงจะพบกับความสงบเย็น เมื่อคุณสงบเย็นแล้วคุณค่อยออกไปใช้ชีวิต

     ซึ่งเมื่อคุณสงบเย็นดีแล้วคุณก็ไม่ต้องมุ่งออกไปฟูมฟักปกป้องอัตตาของคุณซึ่งเป็นแค่ความคิดตัวแสบอีกแล้วเพราะนั่นไม่ใช่ทางสู่ความสงบเย็น การออกไปใช้ชีวิตของคุณคราวนี้จึงมีวาระเดียว คือการไปทำอะไรเพื่อโลก หรือเพื่อชีวิตอื่น อย่าบอกผมนะว่าคุณจะไปทำประโยชน์ให้โลกให้คนอื่นได้อย่างไร ตัวคุณยังตกงานอยู่เลย ในความเป็นจริงแล้วคุณใช้ชีวิตเพื่อโลกเพื่อชีวิตอื่นได้เสมอทุกวินาที คุณปลูกต้นไม้ต้นหนึ่ง คุณก็ทำเพื่อโลกได้แล้ว คุณยิ้มให้คนใกล้เคียงหนึ่งครั้ง คุณก็ทำเพื่อชีวิตอื่นแล้ว นี่แหละคือการใช้ชีวิตที่คุ้มค่ากับการได้เกิดมา เป็นการเกิดมาแบบไม่เสียชาติเกิด ขณะที่การฆ่าตัวตายเป็นการปิดโอกาสที่จะได้ใช้ชีวิตเสียตั้งแต่ยังไม่ทันได้ใช้ชีวิต

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว