การลดยาความดันเลือดในผู้อายุเกิน 80 ปีเป็นสิ่งที่ทำได้และควรทำ

คุณพ่ออายุ 82 เป็นความดันสูงได้ยา Concor, Amlodipine และ Norvasc ตอนนี้อยู่ๆพ่อ (เคยเป็นผู้พิพากษา) ก็บอกว่ายาของพ่อมากเกินไป ขอให้ลดลง หนูก็คุยกับคุณหมอ ... แต่คุณหมอห้ามเด็ดขาดว่าการลดยามีอันตราย ความดันของท่านวัดได้ประมาณ 130/80 ขณะที่ได้ยาเต็มที่ คุณพ่อให้เปลี่ยนหมอ หนูกลัวว่าหมอคนใหม่พูดเหมือนเดิมแล้วหนูจะไปหาใครต่อ อยากปรึกษาคุณหมอสันต์ว่าจะทำอย่างไรดี

.................................................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าผู้ป่วยความดันสูงอายุเกิน 80 ปี กินยาลดความดันเลือดหลายตัวและคุมความดันอยู่ได้ในระดับความดันค่อนไปทางสูง คือ 130 มม. จะทดลองลดยาลดความดันลงได้ไหม ตอบว่าได้ครับ

     มีงานวิจัยหนึ่งทำอย่างที่คุณว่านี้เป๊ะเลย ชื่องานวิจัย OPTIMISE งานวิจัยนี้เอาผู้มีอายุเกิน 80 ปีที่เป็นความดันสูงและกินยาอยู่สองตัวขึ้นไปมา 569 คน สุ่มตัวอย่างแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้กินยาตามหมอสั่งตามปกติ อีกกลุ่มหนึ่งหลับหูหลับตางดยาไปหนึ่งตัวเป็นเวลานาน 12 สัปดาห์ โดยเอาตัวชี้วัดเป้าหมายว่าคือกลุ่มไหนจะมี % ผู้ป่วยที่ความดันต่ำกว่า 150 มม. มากกว่ากัน ผลปรากฎว่าแปะเอี้ย คือพอๆกัน คือพวกที่หลับหูหลับตางดยาไปหนึ่งตัวคุมความดันไว้ต่ำกว่า 150 มม.ได้ 87.7% ส่วนกลุ่มกินยาตามหมอสั่งเคร่งครัดคุมความดันได้ 86.4% แปลไทยให้เป็นไทยว่าสำหรับคนอายุมากกว่า 80% การหลับหูหลับตาลดยาความดันลงไปหนึ่งตัวจากที่กินอยู่อย่างน้อยสองตัวขึ้นไปสามารถทำได้โดยไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความดันเลือดอย่างมีนัยยะสำคัญ

    2. ผมมีข้อเสนอที่ดีกว่าการหลับหูหลับตาลดยาแบบงานวิจัย OPTIMISE คือแทนที่จะลดยาอย่างเดียวให้คุณมีข้อแลกเปลี่ยนกับคุณพ่อด้วยว่าหากท่านอยากจะลดยาท่านจะต้องลดน้ำหนักถ้าน้ำหนักมากอยู่ ต้องปรับอาหารไปหาอาหารลดความดัน (DASH diet) ซึ่งต้องกินพืชอันได้แก่ผักผลไม้ถั่วนัทเป็นหลัก ถ้าเคี้ยวไม่ไหวก็ปั่นให้กิน ควบคู่ไปกับการลดเกลือในอาหารและออกกำลังกายด้วย หากท่านยอมนอกจากคุณจะลดยาเม็ดแรกได้แล้ว ยังอาจจะลดเม็ดที่สองและเม็ดที่สามอีกต่างหาก

    3. อย่าลืมว่าแพทย์กลัวภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการลดยาความดันเหนือสิ่งอื่นใดเพราะในศาลมันเป็นความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของแพทย์อย่างไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้ แพทย์จึงจะไม่ทำอย่างนั้นเด็ดขาดหากไม่มีเหตุผลหรือไม่มีหลักฐานอันควร เพราะหากคนไข้เป็นอะไรไปแล้วเรื่องไปถึงศาล แพทย์ก็จ่ายลูกเดียว แต่ความเข้าขากันระหว่างแพทย์กับคนไข้เป็นเรื่องสำคัญมากในการรักษาโรคเรื้อรัง คุณอย่าเดินหนีแพทย์ดื้อๆอย่างนั้น คุณควรมีเหตุผลให้คุณหมอเขาสบายใจที่จะลดยาลง เช่นหากคุณพ่อมีอาการแทรกซ้อนจากยาลดความดัน เช่น ลุกแล้วหน้ามืด หรือเดินแล้วเซๆ หรือวัดความดันได้บางครั้งต่ำเกินไป หรือบวมที่เท้า เป็นต้น คุณก็นำเสนอเรื่องนี้เป็นเชิงหารือกับคุณหมอว่าถ้าจะลองลดยาลงเผื่อมันจะดีขึ้นดีไหม เป็นต้น แล้วรับปากแข็งขันกับหมอว่าคนไข้จะทำตัวเพื่อลดความดันเลือด ได้แก่จะกินพืชผักผลไม้มากขึ้น จะออกกำลังกาย จะลดเกลือในอาหารเค็ม เป็นต้น ถ้าคุณหมอยังยืนยันไม่ลดยาคุณก็บอกคนไข้ให้เริ่มต้นทำตัวดีก่อน ถ้าความดันมันลดลงมาแล้วคุณก็กลับไปหาคุณหมอเล่าวีรกรรมของคนไข้ให้ฟังแล้วขอหมอให้ช่วยดูเรื่องการลดยาให้หน่อยนะคะ ถ้าคุณทำทุกอย่างที่ผมบอกแล้วคุณหมอยังไม่ยอมลูกเดียว ถึงตอนนั้นคุณจะเปลี่ยนหมอหรือลงมือดูแลคนไข้แทนหมอซะเองผมก็จะไม่แนะนำอะไรเพิ่มเติมแล้วครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Sheppard JP, Burt J, et al. Effect of Antihypertensive Medication Reduction vs Usual Care on Short-term Blood Pressure Control in Patients With Hypertension Aged 80 Years and Older : The OPTIMISE Randomized Clinical Trial. JAMA. 2020;323(20):2039-2051. doi:10.1001/jama.2020.4871

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว