ถ้า..ถ้า...ถ้า เรื่อง COVID-19 ประเด็นการใช้สิทธิ UCEP

กราบเรียนคุณหมอสันต์
ถ้าตอนแรกนึกว่าป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ไปรพ.เอกชน แล้วพบว่าติดเชื้อ COVID-19 ถึงขั้นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ในรพ.เอกชน แล้วเงินหมด อยากจะย้ายไปรพ.ของรัฐแต่ก็ย้ายไม่ได้เพราะเตียงเต็มหมด กรณีหากไม่ต้องการหมดตัวเพราะค่าใช้จ่าย จะต้องทำอย่างไร

......................................................

ตอบครับ

     มาอีกละ พวกหนีปัจจุบันไปอยู่กับ "ถ้า" เพราะตอนนี้คนสติแตกกันไปหมดแล้ว ทุกคนไปอยู่กับความกลัวในอนาคต ตื่นมาสิ่งแรกคือต้องเปิดหน้าจอเช็คยอดโควิดโดยลืมเรื่องการล้างหน้าแปรงฟันไปเลย  โปรดสังเกตว่าผมตอบจดหมายเรื่อง COVID-19 น้อยมาก ครั้งสุดท้ายรู้สึกผมจะติงคุณหมอหนุ่มท่านหนึ่งว่าอย่าไปสติแตกกับโมเดลทางระบาดวิทยามากเกินไป ตั้งแต่นั้นก็ไม่ได้เขียนอีกเลย เพราะมีแต่จดหมายถาม ถ้า..ถ้า...ถ้า.... ซึ่งผมทิ้งลงตะกร้าหมดเพราะมันเป็นแค่ความกลัวอนาคตที่ไม่มีอยู่จริง ถ้าผมตอบจดหมายก็เท่ากับว่าผมหลวมตัวหนีไปอยู่กับความกลัวในอนาคตของท่านผู้อ่านด้วย แต่ครั้งนี้ผมตอบจดหมายของคุณเพราะเห็นว่าท่านผู้อ่านทั่วไปยังไม่รู้จักระบบบริการสุขภาพถ้วนหน้าของไทยดีพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบจ่ายเงินรักษาฉุกเฉินจากสามกองทุน (UCEP) การตอบจดหมาย "ถ้า" ของคุณ จึงน่าจะเป็นโอกาสดีที่จะอธิบายถึง UCEP อีกสักครั้ง

      คือระบบการดูแลสุขภาพของเมืองไทยเรานี้ ซึ่งมีมาก่อนโรคโควิด19 เรียกว่าระบบดูแลแบบครอบคลุมถ้วนหน้า (universal coverage - UC) แปลไทยให้เป็นไทยว่าระบบสามสิบบาท แต่ในความเป็นจริงมันมีกองทุนของรัฐร่วมรับผิดชอบอยู่สามกองทุน คือคือ (1) กองทุนสามสิบบาท (2) ประกันสังคม (3) สวัสดิการข้าราชการ ทั้งสามกองทุนนี้ครอบคลุมคนไทยทุกคนแบบครอบจักรวาลไม่มียกเว้น เพราะคนไทยทุกคนจะต้องเป็นลูกสังกัดของไม่กองทุนใดก็กองทุนหนึ่งในสามกองทุนนี้

     ภายในระบบดูแลสุขภาพถ้วนหน้าครอบจักรวาลนี้ ยังมีระบบจ่ายเงินดูแลฉุกเฉินเป็นระบบย่อยเรียกว่า Universal Coverage for Emergency Patients มีชื่อย่อว่า ยูเซ็พ (UCEP) ซึ่งเป็นระบบที่ทำขึ้นมาเพื่อจ่ายเงินให้ผู้ป่วยฉุกเฉินรุนแรงที่เข้ารับการรักษาทั้งในรพ.ของรัฐและเอกชน โดยนิยามผู้ป่วยที่อยู่ในข่ายที่จะได้สิทธิภายใต้ระบบย่อยนี้ (สิทธิป้ายแดง) ว่าต้องมีอย่างใดอย่างหนึ่งได้แก่ "..หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ  หายใจเร็ว หอบเหนื่อยรุนแรง หายใจติดขัดมีเสียงดัง   ซึมลง เหงื่อแตก ตัวเย็น หรือมีอาการชักร่วม  เจ็บหน้าอกเฉียบพลัน รุนแรง แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด แบบปัจจุบันทันด่วน หรือชักต่อเนื่องไม่หยุด หรือมีอาการอื่นร่วม ที่มีผลต่อการหายใจระบบการไหลเวียนโลหิตและระบบสมองที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต.."

     แปลไทยให้เป็นไทยว่าคนที่ป่วยเป็น COVID-19 ไม่ว่าจะเป็นระดับหอบพะงาบๆแต่ยังไม่ได้เข้าเครื่องช่วยหายใจ หรือระดับที่ไปติดแหง็กอยู่ที่รพ.เอกชน และต้องใช้เครื่องช่วยหายใจแล้ว ก็ล้วนได้สิทธิ์ UCEP นี้ในฐานะป่วยในลักษณะที่มีผลต่อการหายใจที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต จึงสามารถใช้สิทธินี้นี้ได้ โดยวิธีใช้สิทธิต้องทำเป็นขั้นตอนดังนี้

      ขั้นที่ 1. ต้องรู้ก่อนว่าตัวเองได้สิทธิ์ในกองทุนไหน ถ้าไม่รู้อิโหน่อิเหน่เลยให้เข้าเน็ทไปที่  https://www.nhso.go.th  แล้วทำไปทีละขั้นอย่างนี้นะ

     1.1 จะเห็นรูปวงกลมเรียงแถวขึ้นมาห้าวง ให้คลิกเข้าไปตรงวงที่สี่ที่มีชื่อว่า "ตรวจสอบสิทธิบัตรประกันสุขภาพ"
     1.2 จะเห็นช่องให้กรอกเลขบัตรประชาชน ก็กรอกลงไป

     1.3 จะเห็นช่องให้กรอกวันเดือนปีเกิด ก็กรอกลงไป

     1.4 จะเห็นช่องที่เขาเขียนว่า " ระบุตัวอักษรตามภาพด้านบน"  ให้มองดูช่องสี่เหลี่ยมสี่ม่วงที่บรรทัดถัดขึ้นไป ในช่องนั้นมองให้ดีจะมีอักษรภาษาอังกฤษขึ้นมา ให้คุณอ่าน แล้วพิมพ์กรอกตามไปทีละตัวๆอักษรตัวเล็กตัวใหญ่ดูให้ดี กรอกให้เหมือนเขา
    1.5 จะเห็นปุ่ม "ตรวจสอบสิทธิ" ให้คุณคลิกเข้าไปในปุ่มนั้นแล้วเขาก็จะแจ้งข้อมูลมาให้ว่าคุณมีสิทธิอยู่ในกองทุนอะไร มีรพ.อะไรเป็นต้นสังกัด ให้คุณจดข้อมูลนั้นไว้ใส่กระดาษ ต้มกิน เอ๊ย..ขอโทษ พูดเล่น จดใส่กระเป๋าเงินไว้

     ขั้นที่ 2. เมื่อจะใช้สิทธิ์ ให้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทราบทันที ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รถฉุกเฉินของ สพฉ. หรือเจ้าหน้าที่ห้องฉุกเฉินหรือไอซียู.ของรพ.ไม่ว่าจะเป็นรพ.รัฐ หรือรพ.เอกชนก็ตาม แจ้งเขาให้ทราบทันทีว่าคุณจะขอใช้สิทธิ UCEP ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นไป แต่เนื่องจากคนไทยนี้ไม่ค่อยรู้กฎหมาย แม้กฎหมาย UCEP จะออกมาหลายปีแล้วแต่ก็เป็นไปได้ที่แพทย์หรือพยาบาลบางรพ.อาจจะเด๋อด๋าไม่ทราบว่า UCEP คืออะไร ให้คุณบอกเขาว่าฉันได้แจ้งคุณแล้วนะ มีคนคนนี้ (ชี้ไปที่พวกกันเองที่ยืนอยู่ข้างๆ) เป็นพยาน แค่นี้สิทธิของคุณก็มีผลแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะปฏิเสธการจ่ายเงินรักษาคุณ เพราะกฎหมายบังคับให้เขารักษาคุณ และบังคับให้กองทุนต้นสังกัดของคุณเป็นผู้จ่ายเงินให้เขา แต่ถ้าคุณไม่แจ้งเขาอย่างนี้ สิทธินั้นก็จะไม่เกิดขึ้น

     ขั้นที่ 3. เป็นเรื่องของรพ.แล้ว คือเขาจะดำเนินการประเมินผู้ป่วยตามแนวทางที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติกำหนด (Pre-authorization) ในกรณีที่เขามีปัญหาในการคัดแยก เป็นหน้าที่ของเขาทีจะปรึกษาศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (ศคส.สพฉ.) ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.(หมายเลข 02-8721669) ซึ่งในกรณีเถียงกันไม่ตกฟาก กฎหมายกำหนดให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญฉุกเฉินซึ่งอยู่ประจำศูนย์ศคส.สพฉ.ตลอดเวลา 24 ชม.อยู่แล้วให้ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาทีเคาะการวินิจฉัยว่าคุณจะได้หรือไม่ได้สิทธิฉุกเฉิน (สิทธิป้ายแดง) คำวินิจฉัยของแพทย์คนนี้กฎหมายให้ถือเป็นที่สุด เมื่อแพทย์คนนี้เคาะแล้ว ก็จะลงทะเบียนคุณเป็นผู้มีสิทธิฉุกเฉิน ซึ่งภาษาคนทำงานเรียกว่าออก PA code แล้วแจ้งยืนยันให้รพ.ว่าผู้ป่วยคนนี้ได้โค้ดนี้แล้ว ค่าใช้จ่ายใดๆใน 72 ชั่วโมงแรกสามารถเรียกเก็บกับสำนักงาน UCEP ได้โดยตรง ทั้งนี้สำนักงาน UCEP จะประสานงานกับกองทุนต้นสังกัดของคุณให้ดำเนินการจ่ายเงินให้รพ.เอง และอาจจะประสานงานกับรพ.ต้นสังกัด แล้วรพ.ต้นสังกัดอาจเอารถมารับไปรักษาที่รพ.ต้นสังกัดก็ได้ ถ้าเขาไม่มารับ เขาก็จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้คุณเอง ถ้าเขามารับเมื่อใด คุณก็ต้องยอมไปเมื่อนั้น เขาจะพาคุณไปรักษาที่ไหนเป็นเรื่องของเขา เพราะระบบการรักษาพยาบาลของรัฐเป็นระบบเครือข่ายกว้างใหญ่ไพศาลที่สมบูรณ์แบบและมีระบบส่งต่อกันไปเป็นทอดๆ คุณอย่าไประแวงหรือเกี่ยงงอน แต่ถ้าคุณเกี่ยงงอน เช่นสมมุติว่าเขาบอกว่าจะพาคุณไปรักษาที่โรงพยาบาลเหมืองห้วยในเขา คุณบอก อ๊ะ..อ๊ะ ห่างไกลความเจริญอย่างนั้น ไม่เอาหงะ ก็เท่ากับว่าคุณสละสิทธิ UCEP คราวนี้การณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป เป็นเรื่องของคุณแล้วนะ UCEP จะไม่จ่ายเงินให้สักบาท
   
    ถ้าคุณสงสัยคุณจะโทรศัพท์ไปถามเขาก็ได้นะ ตามสายด่วนที่เขาเปิดไว้ กล่าวคือ สายด่วนสปสช. 1330 สายด่วนประกันสังคม 1506 สายด่วนสพฉ. 1669 หรือแม้จะถามว่าอย่างนี้เป็นฉุกเฉินป้ายแดงไหมก็ถามได้ที่เบอร์ 028721669 ในการใช้สายด่วนและไม่ด่วนทั้งหลาย คุณไปลุ้นเอาเองนะ เพราะว่าที่นี่ประเทศไทย ทุกอย่างต้องมีลุ้น

     กรณีที่คุณเข้ารับการรักษาแล้วจบไปแล้วแต่จ่ายเงินไปมากเหลือเกิน อยากจะขอใช้สิทธิ์เบิกค่ารักษาฉุกเฉิน "ย้อนหลัง" ก็ยังมีโอกาสลุ้นนะ โดยส่งคำร้องเรียนไปที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติทางอีเมล ucepcenter@miems.go.th หรือโทรศัพท์ 028721669 โดยวิธีเปิดดาวน์โหลดแบบฟอร์มร้องเรียนจากเว็บของสพฉ.ที่ https://www.niems.go.th/pdfviewer/index.html
แล้วกรอกแบบฟอร์มแนบหลักฐานตามนั้น ก็จะไปเข้าระบบการพิจารณาของสพฉ.ว่าจะได้เงินย้อนหลังหรือไม่ได้โดยอัตโนมัติ ส่วนผลการพิจารณาจะเป็นอย่างไรนั้นก็สุดแล้วแต่ว่ากรณีของคุณจะเข้าเกณฑ์ของเขาหรือไม่

     การใช้สิทธิ UCEP เป็นการใช้สิทธิพลเมืองตามกฎหมาย ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการขอให้รพ.เอกชนส่งตัวต่อ (refer) ไปยังรพ.ของรัฐซึ่งเป็นระบบสื่อสารประสานงานกันระหว่างโรงพยาบาล การส่งต่อหรือ refer อาจจะได้รับการปฏิเสธจากรพ.ปลายทางว่าเตียงเต็ม แต่การใช้สิทธิ UCEP ไม่มีการถูกปฏิเสธถ้าเป็นฉุกเฉินระดับหนักจริงจนมีผลต่อระบบหายใจหรือระบบไหลเวียนเลือดจริง รพ.ต้นสังกัดจะถูกบังคับให้เข้ามารับผิดชอบค่าใช้จ่ายโดยกฎหมาย ระบบ UCEP เป็นระบบที่ดีมากที่เป็นหลักประกันว่าไม่มีคนไทยคนไหนที่ป่วยเป็นโรคถึงขั้นฉุกเฉินระดับหนักหรือรุนแรง ไม่ว่าโควิดหรือไม่โควิดจะต้องหมดเนื้อหมดตัวหากไปเริ่มต้นรักษาที่รพ.เอกชน เพียงแต่ว่าจะต้องรู้วิธีใช้สิทธิ UCEP นี้

     อีกประการหนึ่ง ท่านผู้อ่านบล็อกของหมอสันต์อย่าไปสติแตกไปกับข่าวว่าประเทศนั้นประเทศนี้เจอโรคโควิด19 หมอต้องใช้หลักศัลยกรรมสงครามคือจะเอาคนไหนให้รอดจะปล่อยคนไหนให้ตายเพราะทรัพยากรทั้งบุคคลและอุปกรณ์ที่จะให้การรักษามีไม่พอ แล้วก็มีจินตนาการต่อไปว่าถ้าตัวเองป่วยเป็นโควิด19 แล้วภาครัฐบาลไทยหมอหมด พยาบาลหมด จะไปโรงพยาบาลเอกชนก็กลัวหมดตัว จะไปรพ.รัฐบาลก็กลัวเขาไม่รับ โถ พุทธัง ธัมมัง สังคัง อะไรมันจะคัน..เอ๊ยไม่ใช่ อะไรมันจะน่าขันอย่างนั้น เรื่องอย่างนั้นไม่มีวันจะเกิดขึ้นในเมืองไทยหรอก คุณเป็นคนไทยอยู่เมืองไทยมาตั้งนานยังไม่รู้อีกหรือว่าเมืองไทยนี้มีระบบการสาธารณสุขที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แม้จะเป็นระบบถูลู่ถูกังในเชิงงบประมาณ แต่ก็มีความยืดหยุ่นและครอบคลุมอย่างทั่วถึงไม่ว่ายากดีมีจนและเป็นระบบที่หน้าตักไม่มีหมด เพราะสามารถผ่องถ่ายคนไข้ไปมาหากันได้อย่างไม่ติดขัด เครือข่ายการรักษาพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขไทยนั้นเป็นเครือข่ายใหญ่มหึมา ในโลกนี้ผมว่าจะเป็นรองก็แค่ระบบ NHS ของอังกฤษเท่านั้น แต่พูดก็พูดเถอะ ผมว่าความรวดเร็วของระบบไทยเราเจ๋งกว่า NHS ของอังกฤษ อย่างอังกฤษถ้าคุณเป็นไส้เลื่อนหรือหลอดเลือดหัวใจตีบชนิดไม่ด่วน กว่าจะได้ผ่าตัดคุณรอสี่ปีอย่างต่ำ แต่เมืองไทยถ้าคุณเป็นไส้เลื่อนไม่เกินสามเดือนหมอจับคุณเจี๋ยนได้เรียบร้อย หรือถ้าคุณเป็นหลอดเลือดหัวใจตีบชนิดไม่ด่วน แทบจะไม่ทันข้ามสองสามคืนหมอจับคุณทำบอลลูนแล้วเรียบร้อย หมอใหญ่ไม่ทำหมอน้อยก็จะทำให้คุณเอง ฟรีเหมือนกัน แต่เร็วกว่า แล้วเร็วเนี่ยไม่ได้เร็วแบบห่วยๆนะ เร็วและดีด้วย ที่ผมเล่ามาเนี่ยไม่ใช่ผมเข้าข้างกระทรวงสาธารณสุขนะครับเพราะผมเป็นคนนอกไม่มีได้เสียอะไรกับเขา แต่ผมมองจากมุมมองของการแพทย์การสาธารณสุขของทุกประเทศทั่วโลก ผมมีเพื่อนเป็นหมอหลายชาติทั้งฝรั่ง แขก และเอเซีย จึงรู้น้ำยาว่าประเทศไหนมีน้ำยาเท่าใด คนไข้ต่างประเทศเขาก็รู้ว่าของไทยดีและฟรีหรืออย่างน้อยถึงไม่ฟรีก็ราคาถูกจึงแอบแห่กันมาสิงสู่รักษาในระบบของเราโดยฝ่ายเราจะรู้ตัวหรือเปล่าผมไม่ทราบ แม้ในแวดวงงานวิจัยระดับนานาชาติก็รู้ขีดความสามารถของระบบไทยดี อย่างเช่นงานวิจัยของมหาลัยจอห์นฮอพคินส์ที่เสนอที่บรัสเซลเมื่อปีกลายก็ให้ไทยติดอันดับที่ 1 ของเอเซียและ ที่ 6 ของโลกจาก 195 ประเทศ ในแง่ของการมีระบบสาธารณสุขที่เข้าถึงได้ง่ายและพึ่งพาได้ในแง่ของการควบคุมโรค

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว