อย่า..อย่าให้คนเป็นไข้เข้าไปในโรงพยาบาล

     เมื่อวานผมถามพยาบาลผู้ช่วยถึงลูกน้องอีกคนหนึ่งซึ่งผมไม่เห็นหน้ามาสองวัน ก็ได้รับรายงานว่าเธอเป็นไข้จึงไปโรงพยาบาล ผมอุทานว่า

     "..เฮ้ย ช่วงนี้เป็นไข้ไปโรงพยาบาลได้ด้วยหรือ แล้วหมอเขารับดูให้หรือ" ก็ถูกถามว่า

     "ทำไมจะไม่ดูให้ละค่ะ"

     "..อ้าว  ช่วงที่กำลังมีการระบาดของโควิด19 ปกติเขาต้องห้ามไม่ให้คนเป็นไข้เข้าโรงพยาบาล เขาต้องเก็บโรงพยาบาลไว้รักษาโรคเรื้อรังต่างๆที่ไม่เกี่ยวกับการเป็นไข้ เพราะหากให้คนเป็นไข้เข้าไปใช้โรงพยาบาลช่วงนี้ ในจำนวนนั้นบางคนก็เป็นโควิด19 โดยที่หมอและพยาบาลไม่รู้ ต่อไปทุกโรงพยาบาลก็จะเป็นที่เก็บเชื้อโควิด19 และหมอพยาบาลก็จะป่วยเป็นโควิด19 กันเป็นเบือ"

     "แล้วจะให้คนเป็นไข้ไปไหนละคะ"

     "เขาต้องมีป้อมยามหรือด่านตำรวจทหารที่คอยคัดกรองคนเป็นไข้ อย่างน้อยก็ต้องกรองตั้งแต่ป้อมยามหน้าโรงพยาบาลว่าใครเป็นไข้บ้าง ถ้าเป็นไข้ไม่ให้เข้า ต้องไปที่ด่านตรวจที่เขาตั้งไว้ที่ไหนสักแห่งนอกรพ.เพื่อตรวจคนเป็นไข้โดยเฉพาะ ด่านนี้เขาก็จะคัดกรองเอาผู้มีความเสี่ยงเข้าเกณฑ์ที่จะต้องตรวจให้ยิ่งขึ้นไปไปตรวจกับหมอซึ่งมีเครื่องแต่งตัวป้องกันโรครัดกุมคอยตรวจอยู่ตรงนั้นเลย และถ้าวินิจฉัยว่าเป็นโควิด19 จริงก็ส่งไปสถานกักกันโรคหรือวอร์ดกักกันโรคโดยตรงเลยโดยไม่ผ่านห้องฉุถเฉินหรือผ่านคลินิกอายุรกรรมอย่างคนไข้ปกติ เมืองใหญ่เมืองหนึ่งเขาจะมีโรงพยาบาลหรือวอร์ดรับรักษาโควิด19 อยู่อย่างมากก็สามสี่แห่ง ไม่ให้คนเป็นโรคโควิดไปยุ่งกับโรงพยาบาลที่เหลือ "

     "ที่หมอพูดนี่มันประเทศไทยหรือประเทศไหนคะ"

     "ทุกประเทศที่มีโรคโควิด19 เขาก็ทำแบบนี้กันหมดแหละ ไม่งั้นเดี๋ยวหมอพยาบาลทุกโรงพยาบาลติดโรคกันหมดแล้วจะเอาใครมารักษาคนไข้กันอยู่ล่ะ"

     "โธ่..คุณหมอไม่ได้ออกไปไหนเลยจึงไม่รู้เรื่องข้างนอก หนูจะบอกให้เอาบุญนะคะ ที่คุณหมอว่ามาทั้งหมดนั้นเมืองไทยไม่มีหรอก"

     "อ้าว..ว เหรอ..."

      "ทุกคนที่เป็นไข้และกลัวโรคโควิด19ก็จะไปห้องฉุกเฉินหรือคลินิกตรวจโรคธรรมดา แล้วเมื่อกี้คุณหมอพูดถึงให้ทหารคัดกรองผู้มีความเสี่ยง อย่างไรจึงจะเรียกว่าเป็นผู้มีความเสี่ยงละคะ"

     "ตรงนี้คุณจะมาอำผมว่าเมืองไทยเขาไม่บอกคุณไม่ได้นะ เพราะผมได้ยินทางคลิปกับหูตัวเอง เจ้าหน้าที่เขาอธิบายซ้ำซากปาวๆว่าเกณฑ์คัดกรองผู้ที่จะต้องไปรับการตรวจให้ยิ่งขึ้นไปมีสามข้อ คือ (1) มีไข้ (เกินกี่องศาผมจำไม่ได้แล้ว) (2) มีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งคือน้ำมูกไหล ไอ หายใจลำบาก (3) มีประวัติว่าใน 14 วันที่ผ่านมาได้ติดต่อสัมผัสกับคนเป็นโควิด19 หรือได้ไปประเทศเสี่ยงที่รัฐบาลลิสต์รายชื่อไว้

     ใครก็ตามที่มีครบสามข้อนี้เขาจะเรียกว่าเป็นผู้ป่วยอยู่ในระหว่างสืบค้น หรือ Patients Under Investigation เรียกย่อๆว่า PUI ซึ่งจะต้องถูกกักกันโรค (quarantined) หรืออย่างน้อยก็แยกตัวเองอยู่ที่บ้าน (home isolation) จนกว่าจะรู้ผลการตรวจขั้นสุดท้ายว่าเป็นหรือไม่เป็นโควิด19 ทั้งหมดนี้เป็นกลไกการเฝ้าระวังสอบสวนกักกันโรคซึ่งใช้กับโรคระบาดทุกโรค"

      "อาจารย์คะ ให้หนูระบายอะไรหน่อยได้ไหม หนูอยู่กับอาจารย์แต่อาจารย์ไม่สอนอะไรหนูเลย หนูอยากรู้อะไรต้องไปอ่านเอาจากบล็อกที่อาจารย์เขียน อย่างเรื่องแอ๊พกู้ชาติที่อาจารย์เขียน หนูไม่เข้าใจว่ามันเป็นอย่างไรและจะใช้ประโยชน์ได้อย่างไร"

     "หิ หิ เอ็ง..เอ๊ยไม่ใช่ คุณอย่าบ่นเลย ให้ ม. ของผมบ่นคนเดียวก็พอแล้ว โอเค.วันนี้ผมจะสอนคุณเรื่องแอ็พกู้ชาติ

     ชื่ออย่างเป็นทางการของมันควรจะเรียกว่า Health Code หรือเรียกเป็นภาษาเทคนิคว่า color based QR code กำเนิดของมันเกิดที่เมืองจีน ไม่ใช่โดยรัฐบาลนะ แต่โดยเอกชนสองบริษัท คือบริษัท Ant Financial ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Alibaba ของนายแจ้ค หม่า และเป็นผู้ให้บริการแอ๊พจ่ายเงินทางมือถือที่เรียกว่า AliPay กับอีกบริษัทหนึ่งชื่อ TenCent ซึ่งเป็นผู้ให้บริการแอ๊พ WeChat (คล้ายๆ Line บ้านเรา)

     ทั้งสองบริษัทนี้ได้เปิดให้ลูกค้าของตัวเองลงทะเบียนฟรีเพื่อขอรับ Health Code ได้ทุกวัน คือทุกวันลูกค้าต้องคลิกตอบคำถามสามข้อตามเกณฑ์ PUI ที่ผมบอกไปแล้วนั่นแหละ ตอบแล้วแอ๊พก็จะออก Health Code ให้เป็นสีเขียวเหลืองแดง เขียวก็แปลว่าปลอดโรคไม่ต้องแยกตัวเอง โค้ดนี้ออกใหม่ทุกเที่ยงคืน นั่นหมายความว่าลูกค้าต้องตอบคำถามทุกวัน เมื่อมีคนส่วนใหญ่มีโค้ดนี้บรรดาห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร โรงพยาบาล โรงเรียน รถไฟ รถยนต์ สนามบิน เรือบิน ก่อนจะรับลูกค้าเข้าไปเขาก็จะสะแกน Health Code ของลูกค้าก่อน ถ้าไม่มีหรือมีแต่ไม่ใช่สีเขียวเขาก็ไม่ให้เข้าไปในสถานที่ของเขา อย่างถ้าคุณอยู่เมืองจีนตอนนี้หากอยากขึ้นเครื่องบินกลับเมืองไทยเขาจะสะแกน Health Code ของคุณก่อน ถ้าคุณไม่มี Health Code คุณไม่ได้กลับเมืองไทยดอก

     เนื่องจากลูกค้าของ AliPay และ WeChat ครอบคลุมคนจีนจำนวนมาก หน่วยงานควบคุมโรคต่างๆทั้งในระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ต่างก็ขอสองบริษัทนี้เข้าไปใช้ฐานข้อมูล Health Code เพื่อทำงานเฝ้าระวังสอบสวนกักกันโรคผ่านข้อมูลโค้ดของประชาชนในความรับผิดชอบของตน เมืองใหญ่มากกว่า 200 เมืองล้วนใช้ Health Code ช่วยในการบริหารจัดการโรค และเป็นที่ยอมรับกันทั่วจีนว่าเฮลท์โค้ดเป็นตัวเปลี่ยนเกม (Game Changer) ตัวหนึ่งในการกำราบโรคโควิด19 การใช้เฮลท์โค้ดของจีนมีตัวช่วยตัวหนึ่งคือกฎหมายจีนซึ่งมีข้อหนึ่งว่าการโกหกเรื่องไข้และเรื่องการใช้ยาลดไข้มีโทษจำคุก"

    "แล้วเมืองไทยไม่มีแจ้คหม่า อาจารย์คิดว่าจะทำได้หรือคะ"

     "ทำได้แน่นอน มันไม่เกี่ยวอะไรกับแจ้คหม่งแจ้คหม่า แต่มันต้องเริ่มโดยภาครัฐไม่ใช่ภาคเอกชน เพราะฐานข้อมูลบัตรประชาชนอยู่ในความดูแลของรัฐ อำนาจที่จะออกระเบียบให้ทุกคนลงข้อมูลตามความเป็นจริงก็มีอยู่แล้วโดยอาศัยพรก.ฉุกเฉิน ผมยังมองไม่เห็นอุปสรรคใดๆที่ว่าจะทำไม่ได้ และผมมั่นใจว่าไม่กี่วันจากนี้ไปก็จะมีแอ๊พช่วยชาตินี้ออกมาใช้"

     "อาจารย์คะ หนูถามด้วยความอยากรู้จริงๆ ทำไมจีนเป็นประเทศใหญ่มีคนมากขนาดนั้นเขาจึงเอาโควิด19 อยู่"

     "เพราะเขาแก้จุดอ่อนที่ใหญ่ให้กลายเป็นจุดแข็งคือทำใหญ่ให้เล็ก หมายความว่าในการบริหารจัดการโรคโควิด19 เขาซอยหน่วยบริหารจัดการลงย่อยยุบยิบยับไม่เพียงแต่ซอยประเทศเป็นมณฑล จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน แค่นั้น แต่ยังซอยไปถึงหน่วยงานที่มีความสามารถบริหารลูกค้าของตัวเองได้ให้เป็นหน่วยบริหารโรคแบบเอกเทศด้วย เช่น สนามบิน ท่ารถ ท่าเรือ ช้อปปิ้งมอล โรงเรียน โรงพยาบาล ร้านอาหาร ทุกหน่วยบริหารจัดการอย่างอิสระภายใต้กรอบนโยบายของส่วนกลางโดยใช้ข้อมูลจาก Health Code ช่วย เมืองไทยก็มีขีดความสามารถจะทำอย่างนี้ได้ อย่างวันก่อนผมเขียนถึงหมู่บ้านอะไรสักอย่างที่สกลนคร นั่นก็เป็นตัวอย่างของการบริหารจัดการโรคโดยหน่วยย่อยที่ได้ผล"

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว