22 ธันวาคม 2552

หนูเป็นไฮโปไทรอยด์ น้ำหนัก 100 กก.เครียดมาก

ตอนนี้หนูเป็น ไฮโปไทรอยด์ อยู่ เป็นมา 5 ปี แล้วคะ จากน้ำหนักไม่ถึง 60 ตอนนี้ 100 นิดแล้วคะ เครียดมาก

- หนูจะกินยาลดความอ้วนได้ไหมคะ(สมุนไพรนะคะ) แล้วมันจะลดหรือเปล่า

- มีทางไหนที่จะช่วยลดได้บ้างคะ ไม่ไหวแล้ว เครียดมาก บางทีไม่อยากจะอยู่เลยคะ
ช่วยตอบด้วยนะตะ ขอบคุณคะ
มูตู้

ตอบ

ก่อนจะไปถึงว่าจะทำยังไงกับคุณดี ผมต้องได้คำตอบจากคุณในสี่ประเด็นต่อไปนี้ก่อน ถ้าคุณซีเรียสให้เขียนมาบอกผมอีกครั้ง ทางอีเมลก็ได้

1. โรคไฮโปไทรอยด์ของคุณเป็นชนิดใด เป็นเพราะเกิดจากตัวต่อม (primary) หรือเป็นเพราะสาเหตุจากสมอง (secondary) ตัวช่วยบอกก็คือฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์ (TSH) ถ้าสูงก็แสดงว่าสาเหตุเกิดจากตัวต่อม ถ้าต่ำก็แสดงว่ามีเหตุจากสมอง ต้องตามไปสืบค้นในสมองเช่นตรวจ CT หรือ MRI ดูภาพสมองว่ามีเนื้องอกอะไรที่ต่อมใต้สมองหรือเปล่า เป็นต้น
2. โรคไฮโปไทรอยด์ของคุณได้รับการรักษาพอเพียงหรือยัง ที่สำคัญคือระดับฮอร์โมนกระตุ้น (TSH) กลับมาเป็นปกติหรือยัง ต้องเอาตรงนี้ให้รู้เรื่องก่อน ก่อนจะไปรักษาโรคอ้วน เพราะถ้าไฮโปไทรอยด์ยังอยู่ โรคอ้วนก็จะไม่ไปไหน
3. สมมุติว่าไฮโปไทรอยด์คุมได้แล้ว ผมก็ยังต้องการทราบอีกว่ามีภาวะโลหิตจางอยู่ด้วยหรือไม่ ผลตรวจเลือดครั้งสุดท้ายเป็นอย่างไร เพราะถ้ายังมีโลหิตจาง แสดงว่าฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด (erythropoietin) ยังต่ำอยู่ ก็แสดงว่าการเผาผลาญอาหารของร่างกายยังต่ำ ร่างกายจึงไม่ต้องการออกซิเจนมาก จึงไม่สร้างเม็ดเลือดมาก ต้องไปค้นหาสาเหตุก่อนว่าทำไมเมตาโบลิสม์จึงต่ำอยู่ มิฉะนั้นก็แก้โรคอ้วนไม่ได้
4. ผมต้องการทราบด้วยว่าคุณกินยาอะไรอยู่บ้าง เพราะยาบางตัวเช่น amiodarone และยาทางจิตเวชไปต่อต้านไทรอยด์โดยตรง ต้องขจัดเหตุพวกนี้เสียก่อนจึงจะรักษาโรคอ้วนได้ผล

เอาละ..ทีนี้สมมุติว่าปัญหาทั้งสี่ข้อแก้ไขหมดแล้ว ตรวจสมองแล้วไม่มีอะไร ไฮโปไทรอยด์ก็รักษาจนฮอร์โมน TSH กลับมาปกติแล้ว และไม่มีโลหิตจาง ไม่ได้กินยาอะไรที่ไปต่อต้านไทรอยด์ คราวนี้เราจึงค่อยมาว่าเรื่องการลดความอ้วนกัน.. ดังต่อไปนี้

ประการแรก เรื่องจะกินสมุนไพรลดความอ้วนนั้น นับถึงวันนี้ ยังไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์ใดๆสนับสนุนว่าสมุนไพรตัวใดลดความอ้วนได้เป็นเนื้อเป็นหนัง ดังนั้นผมตอบคุณได้เลยว่าเลิกคิดเรื่องที่จะกินยาสมุนไพรเสีย เพราะมันไม่ช่วย

ประการที่สอง การลดความอ้วนมันเป็นเรื่องใหญ่นะคุณ สุดปัญญาที่ผมจะบอกวิธีให้ได้ครบถ้วนแบบม้วนเดียวจบ เอาแต่หัวข้อก็แล้วกันนะ มันมีหลักอยู่สามอย่าง คือ
1. การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มการเผาผลาญแคลอรี่
2. โภชนาการเพื่อลดแคลอรี่
3. ขั้นตอนของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

แต่ละหัวข้อก็เรื่องมาก.ก..ก รายละเอียดเรื่องการออกกำลังกายและโภชนาการวันหลังผมจะค่อยๆทะยอยเขียนให้อ่านในเว็บไซท์นี้ก็แล้วกัน วันนี้ขอพูดถึงแต่หัวข้อสุดท้ายที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก คือการออกกำลังกายก็ดี การปรับโภชนาการก็ดี มันเป็นการปรับวิถีชีวิตครั้งใหญ่ ทางการแพทย์มีทฤษฎีเรียกว่าขั้นตอนการเปลี่ยนแปลง (Stage of Change Model) ซึ่งแบ่งระยะของการเปลี่ยนตัวเองออกเป็นหกขั้นคือ

(1) ขั้นยังไม่สนใจ (Precontemplate) มองยังไงก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะเอาจริง อย่างน้อยก็ยังไม่เอาจริงใน 6 เดือนข้างหน้านี้ คนมักจะติดอยู่ที่ขั้นนี้นาน ส่วนใหญ่เป็นเพราะได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วนถ่องแท้อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะเคยลองมาแล้วไม่สำเร็จเลยไม่เชื่อว่าตนเองจะทำได้ เรียกว่ามีวิกฤติความเชื่อถือตนเอง จึงใช้วิธีหันหลังให้ ไม่สนใจ ไม่ทำ

(2) ขั้นสนใจแต่รอฤกษ์ (Contemplate) สนใจที่จะทำแล้ว แต่ยังรั้งรออยู่บ้าง ประมาณว่าในหกเดือนข้างหน้านี้คงจะได้ลงมือทำแน่

(3) ขั้นตัดสินใจทำ (Preparation) ตั้งใจเอาจริงแน่นอน วางแผนเป็นตุเป็นตะแล้ว ประมาณว่าไม่เกินหนึ่งเดือนข้างหน้าที่คงได้ลงมือทำจริง

(4) ขั้นลงมือทำ (Action) คือลงมือทำไปแล้ว แต่ยังต่อเนื่องมาได้ไม่เกินหกเดือน

(5) ขั้นทำได้ยืด (Maintenance) ทำได้แล้ว ต่อเนื่องเกิน 6 เดือน แต่ยังไม่เกิน 5 ปี ยังพยายามทำอยู่ มีความเสี่ยงจะกลับไปใช้นิสัยเดิมอยู่เหมือนกัน แต่ก็พยายามที่จะไม่กลับไป

(6) ขั้นสำเร็จแน่แล้ว (Termination) เปลี่ยนพฤติกรรมได้แน่นอนแล้ว ไม่กลับไปทำแบบเก่าอีกเด็ดขาด

เวลาจะลดความอ้วน คุณต้องไปทีละขั้น อย่าข้ามขั้น ในแต่ละขั้นตอนก็ต้องมีกระบวนการช่วยการเปลี่ยนแปลง (Process of Change) เช่น ในระยะที่ยังไม่สนใจที่จะเปลี่ยนแปลง วิธีที่ช่วยได้คือการปลูกจิตสำนึก ให้ข้อมูล ชักจูงให้เกิดอารมณ์อยากทำด้วยวิธีต่างๆ ในระยะที่สนใจแต่ยังไม่ตัดสินใจ วิธีที่ช่วยได้คือการใคร่ครวญผลต่อตนเองและต่อสังคม พอมาอยู่ในขั้นตัดสินใจทำ สิ่งที่ช่วยได้คือการมีทางเลือกให้ตัวเองหลายๆแบบจะได้เลือกทำซะสักแบบ มีแผนที่ดีชัดเจน วางเป้าหมายที่วัดได้ เช่น จะลดน้ำหนักลงจาก 100 กก. เหลือ 90 กก. ภายในวันที่ 31 ธค. 52 เป็นต้น พอมาอยู่ในขั้นลงมือทำ สิ่งที่ช่วยได้คือการกระตุ้น การบังคับ และการมีกัลยาณมิตร

บนเส้นทางนี้คุณต้องประคองตัวเองระหว่างความยืนหยัดกับสิ่งเย้ายวน ต้องมั่นคงในทิศทางที่ตั้งใจไว้แม้ในสถานะการณ์ที่สั่นคลอน ต้องต่อสู้กับสิ่งเย้ายวน ซึ่งหมายถึงความแรงของสิ่งที่มาชักจูงให้ใจอ่อนหันเหกลับไปสู่วิถีเดิมๆก่อนการเปลี่ยนแปลง การจะเปลี่ยนแปลงให้สำเร็จต้องคอยเสริมสร้างความยืนหยัดให้หนักแน่นขึ้นทุกวัน และลดทอนสิ่งเย้ายวนให้เหลือน้อยที่สุด

ระหว่างทำ แม้มีความคืบหน้าเล็กน้อย ก็อย่าลืมให้รางวัลตัวเองเสียหน่อย เช่นออกกำลังกายได้ทุกวันครบหนึ่งสัปดาห์แล้ว อย่างนี้ก็ควรได้รางวัล ประเมินและถามตัวเองเป็นระยะว่า “สำเร็จไหม?” ถ้าไม่สำเร็จ ก็ประเมินสาเหตุว่าทำไม เป้านั้นมันสูงเกินไปหรือเปล่า หรือมีอะไรมาขัดให้คุณเสียจังหวะ ประเมินแล้วก็วางแผนแก้ แล้วทำใหม่อีกหนๆๆ จนปรับวิถีชีวิตได้สำเร็จ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
................................
บรรณานุกรม
1. Prochaska JO, Velicer WF. The transtheoretical model of health behavior change. Am J Health Promot 1997 Sep-Oct;12(1):38-48.