เป็นอัมพาต รีบไปโรงพยาบาลแต่หมอก็ยังว่าฉีดยาไม่ทัน

คุณหมอคะ
คุณแม่มีอาการแขนอ่อนแรงหลังทานอาหารเย็น มีอาการตอน 19.10 น. ดิฉันรีบพาไปโรงพยาบาลไปถึงรพ.เอาตอนประมาณ 21.23 น. มีการปรึกษาหมอมาดูหลายคน จนคุณหมอคนสุดท้ายมาบอกว่าคุณแม่เป็นอัมพาต แต่ว่ามาถึงช้าเกินไป ไม่สามารถฉีดยาละลายลิ่มเลือดได้ คุณแม่นอนรพ.อยู่ เกือบเดือน ตอนนี้แขนก็ยังไม่มีแรงดีนัก อยากถามคุณหมอว่าการฉีดยาละลายลิ่มเลือดรักษาอัมพาตนี้ต้องฉีดภายในเวลาเท่าใด จึงจะไม่เรียกว่าช้าเกินไป เพราะขนาดดิฉันไปรพ.เร็วมาก หมอยังบอกว่าช้า แล้วจะมีใครไปรพ.ทันหรือ

ตอบ

นี่จะถามเอาคำตอบ หรือจะตีวัวกระทบคราดไปยังโรงพยาบาลโน้นกันแน่ครับ
ผมเดาว่าคุณจะถามเอาคำตอบก็แล้วกันนะ
ก่อนอื่นผมขอเท้าความมาจะกล่าวบทไปก่อน ว่าอัมพาตนั้นมีสองแบบ
แบบที่ 1. หลอดเลือดในสมองแตกดังโพล้ะแล้วเลือดออกและคั่งในสมอง ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเอาเลือดที่คั่งออก
แบบที่ 2. แบบหลอดเลือดในสมองตีบ แล้วมีลิ่มเลือดไปอุดตรงที่ตีบดัง “ป๊อก” (พูดเล่นนะครับ เวลาอุดจริงมันไม่ดังขนาดได้ยินดอก) วิธีรักษาก็คือถ้ามาเร็วก็ฉีดยาละลายลิ่มเลือด ถ้ามาช้าก็รอลุ้นให้ร่างกายฟื้นตัวเองอย่างเดียว

นาทีทองของการรักษาอัมพาตนั้น หมายถึงอัมพาตแบบที่สอง สมัยก่อนก็ถือกันว่า 3 ชั่วโมง โดยประมาณ สามชั่วโมงนี้หมายความว่านับจากเริ่มมีอาการที่บ้าน เดินทาง มาถึงห้องฉุกเฉิน พบแพทย์เวร แพทย์โทรศัพท์คุยกันไปคุยกันมา ส่งไปตรวจคอมพิวเตอร์สมอง ปรึกษาแพทย์อายุรกรรมประสาทมาวินิจฉัย แพทย์วินิจฉัยได้แล้วแต่ก็ต้องปรึกษาญาติถึงประโยชน์และความเสี่ยง พูดง่ายๆก็คือตกลงกันว่า “จะเอาไม่เอา?” พูดกันสามรอบ อธิบายชักแม่น้ำสามสาย บางทีญาติคนนี้เอา คนโน้นไม่เอา ต้องโทรศัพท์ไปถามอีกคนที่อเมริกา แล้วก็ยังตัดสินไม่ได้ก็มี ถ้าทั้งหมดนี้ใช้เวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง ก็ถือว่ายังอยู่ในนาทีทอง หากไม่มีข้อห้ามอื่นใด (เช่นความดันเลือดสูง เพิ่งผ่าตัดใหญ่มา) ก็จะได้ประโยชน์จากการฉีดยาละลายลิ่มเลือด ดังนั้นจะเห็นว่าอัมพาตเป็นเรื่องฉุกเฉินไม่ต่างจากหัวใจวาย ถ้ามาเร็ว รักษาทัน ก็กลับฟื้นได้ ความเชื่อแบบสมัยก่อนที่ว่าเป็นอัมพาตเหรอ ยังไงก็ต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มไปจนตาย ไม่จริงเสียแล้ว

กลับมาพูดถึงนาทีทอง แต่เดิมก็ถือกันว่า 3 ชั่วโมง แต่ไม่นานมานี้พวกหมอทางยุโรปได้ทำการวิจัย [1] เรียกว่า ECASS III โดยจับเอาผู้ป่วยอัมพาตฉุกเฉินที่มาถึงโรงพยาบาลช้าและฉีดยาไม่ทัน 3 ชั่วโมง (แต่ไม่เกิน 4 ชั่วโมงครึ่ง)จำนวน 823 คน เอามาจับฉลากแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งฉีดยาละลายลิ่มเลือด (alteplase) อีกกลุ่มหนึ่งฉีดน้ำเปล่าแล้วหลอกว่าเป็นยา (งานวิจัยก็โหดงี้แหละครับ) แล้วตามไปดูผลหลังจากนั้นหนึ่งเดือนและสามเดือนว่ากลุ่มไหนจะรอดตายหรือฟื้นตัวจากอัมพาตดีกว่ากัน พบว่ากลุ่มที่ฉีดยาจริงฟื้นตัวดีกว่ากลุ่มที่ฉีดยาหลอก ไม่ว่าจะเป็นอัมพาตรุนแรงหรือไม่รุนแรง เป็นคนแก่หรือคนหนุ่ม โดยที่อัตราเลือดออกในสมองซึ่งแต่ก่อนเคยกลัวกันว่าถ้ามาถึงช้าไปฉีดยาเข้าเลือดจะออกในสมองมากนั้นก็ไม่ได้ออกมากอย่างที่กลัว คือออกพอๆกันทั้งสองกลุ่ม ผลวิจัยนี้ทำให้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ไปเสียแล้วว่านาทีทองสำหรับการรักษาอัมพาตนั้นจะถูกขยายออกไปจากเดิม 3 ชั่วโมงเป็น 4 ชั่วโมงครึ่ง ดังนั้นคราวหน้าลองอีกทีนะครับ คราวนี้น่าจะทัน (ขอโทษ..พูดเล่น)

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม
1. Bluhmki E; Chamorro A; Dvalos A; Machnig T; Sauce C; Wahlgren N; Wardlaw J; Hacke W.
Stroke treatment with alteplase given 3.0-4.5 h after onset of acute ischaemic stroke (ECASS III): additional outcomes and subgroup analysis of a randomised controlled trial. Lancet Neurol. 2009; 8(12):1095-102 (ISSN: 1474-4465)

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว