ทำไมการใช้เครื่องมือของการเป็นโค้ช "ฟัง - ถาม - สะท้อน - ชี้" จึงชี้ผิดที่



(หมอสันต์พูดกับโค้ชฝึกหัดที่มาเข้าแค้มป์โค้ชวิถีชีวิต  - CLC2)

เครื่องมือของการเป็นโค้ชมีสี่อย่างคือการ..

ฟัง-ถาม-สะท้อน-ชี้
 
หรือถ้าจะพูดเป็นภาษาอังกฤษก็คือ
  • Listening (ฟัง)
  • Open Questioning (ถามปลายเปิด)
  • Reflection (สะท้อนคำพูดของศิษย์ออกมาเป็นคำพูดของโค้ชให้ได้ความหมายเดียวกัน)
  • Evocation (ชี้ให้ศิษย์เห็นความบันดาลใจที่ข้างในใจศิษย์)
    เช้าวันนี้เราได้ฝึก buddy coaching ซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้ผู้จะเป็นโค้ชรู้และสามารถดำเนินการโค้ชด้วยตนเองได้อย่างเป็นไปตามหลักวิชาตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งเราประสบความสำเร็จด้วยดีในวัตถุประสงค์นั้น เรายังได้เรียนรู้เพิ่มเติมเป็นของแถมด้วยว่าการใช้สี่ทักษะหลัก คือ ฟัง ถาม สะท้อน ชี้ ซึ่งเราได้ฝึกไปอย่างช่ำชองแล้วจากการทำเวอร์คช็อพเมื่อวันก่อนนั้น มันออกอาการเป๋ขึ้นมา กล่าวคือ การชี้ (evocation) นี้เรามุ่งชี้ให้เห็นความบันดาลใจที่อยู่ข้างใน (internal motivation) แต่ผลที่ออกมาให้เห็นคือแทนที่โค้ชจะ "ชี้ความบันดาลใจ" โค้ชกลับไป "ชี้แนะ (advise)" เสียมากว่า ทั้งๆที่ทุกคนก็รู้อยู่แก่ใจแล้วว่าการชี้แนะหรือการแนะนำไม่ใช่หลักวิชาโค้ช ไม่ใช่วิธีที่โค้ชพึงทำ 

    เราลองมาวิเคราะห์กันดูหน่อยซิว่ามันเริ่มเป๋ไปตั้งแต่ขั้นตอนไหน ทำไม evocation ของเราจึงกลายเป็น advise ไปเสียได้

    บนเส้นทางของการโค้ช เราเริ่มด้วยการฟัง เมื่อได้ฟังแล้วขั้นต่อไปเราจึงจะตัดสินใจเลือกว่าจะสะท้อนคำพูดดี หรือจะถามดี ทั้งนี้ไม่ว่าการจะสท้อนคำพูดก็ดี การจะถามก็ดีล้วนแล้วแต่เพื่อนำไปสู่การ "ชี้" ซึ่งเราตั้งใจจะชี้ให้เห็นความบันดาลในที่อยู่ในใจของศิษย์ (internal motivation) คำว่า evocation ในวิชาเวชศาสตร์การเปลี่ยนนิสัยเมื่อแปลตรงๆก็คือการชี้ให้เห็นความบันดาลใจที่อยู่ข้างในใจศิษย์ แต่ทำไมเราเผลอ "ชี้แนะ" ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราพึงทำในการเป็นโค้ชไปเสียได้ คำชี้แนะมันเกิดขึ้นในใจเราตั้งแต่ตอนไหนกันนะ 

    หากวิเคราะห์แบบมองย้อนกลับไป การเผลอชี้แนะมันเกิดขึ้นในขั้นตอนสะท้อนคำพูดและขั้นตอนตั้งคำถาม ซึ่งทั้งสองนี้เป็นขั้นตอนที่สืบเนื่องมาจากการได้ฟังเรียบร้อยแล้ว ประเด็นคือแล้วไฉนการฟังของเราซึ่งควรจะได้มาแต่เนื้อๆความในใจของศิษย์ล้วนๆจึงกลายเป็นการบ่มเพาะคำชี้แนะไปโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจเสียได้ แสดงว่าคำชี้แนะมันมีมาในหัวของเราตั้งแต่ก่อนที่เราจะเริ่มฟังศิษย์แล้ว

    หากวิเคราะห์ย้อนขึ้นไปอึกให้ถึงขั้นตอนก่อนหน้าที่เราจะเริ่มฟัง คือขั้นตอนที่เราตั้งท่าจะฟัง การตั้งท่าจะฟังนี้มันมีสองแบบนะ คือ

    (1) ตั้งท่าฟังเพื่อที่จะเข้าใจว่าศิษย์พูดอะไร

    (2) ตั้งท่าฟังเพื่อที่จะพูดกับศิษย์ว่าอย่างไร

    ย้ำอีกที การตั้งท่าจะฟังมีสองแบบนะ ฟังเพื่อที่จะเข้าใจ กับฟังเพื่อจะพูด 

    เมื่อเราไปตั้งท่าฟังเพื่อที่จะพูด คำชี้แนะมันก็เข้ามาอยู่ในหัวของเราตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ไม่ว่าศิษย์จะพูดอะไรออกมาข้อความจากปากของศิษย์ก็เข้าไปในหัวของเราได้นิดเดียว เพราะเรากำลังเตรียมคำชี้แนะของเราอยู่ เราจึงรับรู้สิ่งที่ศิษย์พูดออกมาได้ไม่มากนัก พอถึงขั้นตอนที่เราพูด เราจึงปล่อยแต่คำชี้แนะของเราออกไปโดยอาจจะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความบันดาลใจในใจของศิษย์เลย

    เพื่อเปลี่ยนการชี้แนะมาเป็นการชี้ความบันดาลใจ เราจะต้องเปลี่ยนวิธีฟังของเราเสียใหม่ เราจะต้องฟังเพื่อที่จะเข้าใจ ไม่ใช่ฟังเพื่อที่จะพูด

    ไม่ต้องกลัวว่าเราจะพูดได้ไม่ดี เพราะอย่าลืมว่าการพูดได้ดีหมายถึงเราชี้ความบันดาลใจของศิษย์ให้ศิษย์เห็นได้ หากเราฟังศิษย์จนเข้าใจศิษย์ดี เราก็จะชี้ความบันดาลใจของศิษย์ได้ แต่หากเราฟังศิษย์โดยไม่ทันได้เข้าใจเขาเพราะเรามัวแต่เตรียมตัวพูด เราก็จะพูดได้แค่คำชี้แนะซึ่งออกไปจากหัวของเราเอง ซึ่งมันไม่เกี่ยวอะไรกับความบันดาลใจที่ข้างในของตัวศิษย์ การโค้ชของเราก็จะไม่มีผลผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนนิสัยของศิษย์เลย

    เพื่อจะซ่อมแซม (remedy) ตรงนี้ ผมจะขอเวลานอกหนึ่งชั่วโมง เพื่อให้ทุกคนฝึกซ้อมทักษะการฟังและการสะท้อนคำพูดร่วมกันใหม่อีกครั้ง โดยผมจะจัดผู้เล่นบทบาทศิษย์ให้ 

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์          

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

แจ้งข่าวด่วน หมอสันต์ตัวปลอมกำลังระบาดหนัก

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว

เลิกเสียทีได้ไหม ชีวิตที่ต้องมีอะไรมาจ่อคิวต่อรอให้ทำอยู่ตลอดเวลา

ไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นที่สูงแล้วกลับมาป่วยยาว (โรค HAPE)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren