จะต้องสอนหลาน แต่ไม่รู้จะสอนอะไร เพราะสอนอะไรไป AI ก็รู้ดีกว่าหมด

(ภาพวันนี้ / ภาพวาดภูเขามวกเหล็กอ้อยสร้อย ได้ขึ้นติดแทนภาพวาดเก่าของฝรั่งแล้ว)

(กรณีอ่านจากเฟซบุ้ค กรุณาคลิกภาพข้างล่าง)

เรียนคุณหมอสันต์

ผมเกษียณแล้วอายุ 70 ปี ตอนนี้ลูกชายซึ่งเป็นหมอเอาหลานสาวอายุ 8 ขวบมาแหมะให้อยู่ด้วยช่วงปิดเทอม ผมอยากจะสอนอะไรเธอบ้าง แต่ไม่รู้จะสอนอะไร ผมเป็นวิศวกร ผมรู้สึกว่าเธอรู้ทุกอย่างเองจากมือถือหมดแล้ว แต่ผมก็ยังกังวลว่าคนรุ่นเธอเมื่อ AI ทำได้หมดแล้วคนรุ่นเธอจะไปทำอะไรถึงจะยังรู้สึกว่าตัวเองมีค่าอยู่

……………………………………………………………

ตอบครับ

1.. ถามว่าอะไรที่เด็กจะเติบโตขึ้นไปเจอที่เขาไม่ได้เตรียมตัวมาเจอในอนาคต ตอบว่าผมเองก็ยังไม่รู้ รู้แต่ว่าไม่ใช่ AI แน่นอน เพราะทุกวันนี้เขาอยู่กับหุ่นยนต์เรียบร้อยแล้วเกินครึ่งของเวลาที่เขาตื่นอยู่ ดังนั้น AI ไม่ใช่ศัตรูของเขา แต่ศัตรูของเขา ผมว่าจะเป็นความคิดของเขาเอง เพราะ

1.1 เขาถูกสอนมาให้ยึดมั่นกับคอนเซ็พท์ดีชั่ว ถูกผิด ขยันขี้เกียจ ชนะแพ้ จนเขานึกว่ามันเป็นความจริงที่คนยอมรับนับถือกันทั่วไป แต่ความเป็นจริงคือความเปลี่ยนแปลง (Change) ต่างหากที่เป็นความจริงเพียงหนึ่งเดียว คอนเซ็พท์ที่เขาเรียนมามันแทบจะใช้การไม่ได้เลยทันทีที่ออกจากห้องเรียน ดังนั้นถ้าเขาไม่มีความสามารถปรับตัว (adaptability) กับความเปลี่ยนแปลงในชีวิต ถ้าเขาไม่มีความยืดหด ล้มได้ ลุกได้ (resilience) เขาก็จะต้องใช้เวลาทั้งชีวิตกว่าจะเรียนรู้ว่าคอนเซ็พท์ที่โรงเรียนสอนแท้จริงแล้วพาเขามาผิดทาง

1.2 ความสุขแท้จริงในชีวิตของคนรุ่นใหม่ต่อไปจะเหลืออย่างเดียว คือการได้เรียนรู้เติบโต learning and growth) อย่างไม่สิ้นสุด แต่ปัญหาคือจะให้เขาเรียนรู้อะไรที่ AI ไม่รู้หรือที่ประสบการณ์จริงเขายังไม่พบ เพราะสมัยนี้แค่เรียนมาถึงชั้นม.2 เขาก็เจนจบหมดแล้วเรื่องที่คนรุ่นก่อนใช้เวลาค่อนชีวิตเล่นเอาเถิดเจ้าล่อกับมันกว่าจะได้รู้แจ้ง เช่นความสนุกและความเซ็งอันเกิดจากการมีเซ็กซ์ เป็นต้น การมีชีวิตที่เหลืออีกยาวนานจากม.2 เป็นต้นไปจึงเป็นความน่าเบื่อหน่ายอย่างยิ่งในเมื่อสิ่งรอบตัวเขารู้จักเจนจบหมดแล้ว ไม่มีอะไรให้ท้าทายเรียนรู้อีกต่อไปแล้ว วิถีชีวิตของคนรุ่นพ่อแม่ที่ใช้ชีวิตไปตาม default คือเรียนหนังสือให้เก่งกว่าเพื่อน จะได้เข้าโรงเรียนดีๆกว่าเพื่อน จบมามีงานดีๆกว่าเพื่อนทำ ซื้อบ้านซื้อรถและร่ำรวยกว่าเพื่อน เด็กมันก็เห็นตำตาอยู่แล้วว่าทำอย่างนั้นแล้วไม่เห็นพ่อแม่จะมีความสุขเลย ดังนั้นหมอสันต์คาดเดาว่าสินค้าที่จะขายดีที่สุดในอนาคตคือ “ยา” หมายถึงยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทกลางไม่ว่าจะเป็นยานอนหลับ ยาต้านซึมเศร้า ยาแก้ปวด ยากระตุ้นประสาทหลอน รวมทั้งสารเสพย์ติดทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นกัญชา แอลกอฮอล์ และอนุพันธ์ของฝิ่น จะขายดี ลูกค้าหลักคือคนรุ่นใหม่ เพราะพวกหนึ่งเขาจนแต้มอยู่ในกรงความคิดของตัวเองหาทางออกไม่ได้ อีกพวกหนึ่งพยายามจะเรียนรู้เติบโตต่อไปให้ได้ว่าชีวิตนอกจากเรื่องเซ็งๆหมอนๆรอบตัวเขาที่เขาเองก็เจนจบหมดแล้วนี้ มันยังมีอะไรเหลือให้เรียนให้รู้อีกบ้าง ยาจึงเป็นการทดลองของเขา จะให้เขาไปท่องจำข้อมูลเพื่อสอบป.ตรีโทเอกนั้นเขาไม่เอาด้วยแน่นอนแล้ว..ว เพราะเขารู้ว่าถามอากู๋หรือถาม AI แป๊บเดียวเขาได้คำตอบเหล่านั้นหมดแล้ว หมอสันต์เดาว่าในยุคนั้นมหาวิทยาลัยจะเจ๊งไปหมด สวรรค์นรกก็จะเลิกกิจการไปด้วย อย่าว่าแต่ถึงยุคโน้นเลย เอาวันนี้เลยก็ได้ คุณลองไปถามเด็กดูซิว่าเขาอยากไปสวรรค์ไหม คำถามแรกที่เขาถามกลับมาคือ

“ที่นั่นมี wifi หรือเปล่า”

หิ หิ แล้วยังงี้จะไม่ให้สวรรค์เจ๊งได้ไงละครับ

2.. ถามว่าลูกชายเอาหลานมาแหมะให้สอน จะสอนอะไรเขาดี ตอบว่าก็สอนสิ่งซึ่งเขาจำเป็นต้องได้ใช้เมื่อเขาโตขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

2.1 สอนทิศทางของการเรียนรู้เติบโต ที่จะไม่มีวันพบกับทางตันและที่ AI ไม่มีวันไปถึง นั่นคือการเรียนรู้เรื่องที่พ้นไปจากความคิดหรือภาษามนุษย์ออกไป ผมหมายถึงการสอนเรื่องความรู้ตัวหรือ consciousness ผ่านกิจกรรมการฝึกวางความคิดเข้าไปอยู่ในความรู้ตัว แล้วให้เด็กไปเรียนรู้ต่อเอาเองจากตรงนั้น ตรงนี้ไม่มีใครคิดอ่านเอามาเป็นหลักสูตรสอนเด็กเพราะคนจะสอนก็ยังไม่รู้จักแล้วจะเอามันมาสอนได้อย่างไร แต่หมอสันต์อาศัยประสบการณ์ตัวเองตั้งโจทย์ที่ท้าทายให้คุณว่า

“เมื่อฝ่าข้ามความคิดของตัวเองไปให้หมด จนเข้าไปถึงความรู้ตัว (consciousness) ที่เงียบและนิ่ง ตรงนั้นมันมีลักษณะ (1) สงบเย็น (peaceful) (2) เมตตา (compassion) (3) เบิกบาน (joyful) (4) ยอมรับทุกอย่างได้ (acceptance) (5) มีปัญญาสร้างสรรค์ทะยอยโผล่ขึ้นมาเอง (wisdom)”

ผมท้าทายให้คุณในฐานะผู้ที่ต้องเป็นครูเพราะต้องสอนหลาน ใช้เวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตของคุณเอง พิสูจน์สิ่งที่ผมพูดไว้ว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่ ถ้าคุณออกเดินหน้าไปแล้วคุณพบ คุณก็จะสอนหลานของคุณได้ ถ้าคุณไม่พบคุณก็ไม่เสียอะไรมาก แค่หลวมตัวถูกหมอสันต์หลอกให้เสียเวลาแค่นั้นเอง แต่ผมยืนยันว่ามันเป็นการเสียเวลาที่คุ้มค่า เพราะนอกจากเรื่องนี้แล้ว เรื่องอื่นใดที่คุณจะเอาไปสอนหลานเกือบทั้งหมดล้วนไร้สาระไร้ประโยชน์ทั้งสิ้น

การสอนให้เด็กฝึกวางความคิดยังจะได้ประโยชน์ในแง่ที่ให้เด็กมองเห็นความคิด อารมณ์ และความรู้สึกของตัวเองด้วย ทำให้เขาเติบโตไปเป็นผู้มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในคนรุ่นใหม่

2.2 สอนเรื่องเมตตาธรรม (compassion) ด้วยการพาเด็กออกไปมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ผู้อื่น ใครก็ได้ แม่ค้าในตลาด พนักงานร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งคนจรจัดข้างถนน เพราะสัมพันธภาพกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้ชีวิตคนมีความสุข และเป็นสิ่งที่ AI ทำไม่ได้ มีเพื่อนผมคนหนึ่งอายุ 70 แล้วก็ยังไม่เลิกเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนแพงๆทำงานอยู่ในบริษัทคอมพิวเตอร์ ผมถามเขาว่าปูนนี้แล้วเขาจ้างคุณไปทำอะไร เขาตอบว่าจ้างไปช่วยทำให้คนพูดกันให้รู้เรื่อง เพราะคนรุ่นใหม่เขาพูดกันไม่รู้เรื่อง

2.3 สอนเรื่องการสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and Innovation) เริ่มด้วนการชวนให้เด็กสนใจธรรมชาติรอบตัว ชวนให้มองธรรมชาติให้เห็นความมหัศจรรย์ของมัน ไม่ว่าจะในแง่ของสีสัน แสงและเงา และในแง่การใช้งานการแก้ปัญหา ชวนให้จินตนการสร้างสรรค์ประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่างๆจากไอเดียของการมองธรรมชาติ รวมไปถึงการสอนการสร้างสรรค์ในกิจกรรมเช่นการวาดรูป ระบายสี ปั้นดิน เป็นต้น จินตนาการจะเป็นท่อเชื่อมโยงกับปัญญาญาณที่จะเกิดขึ้นจากการฝึกวางความคิดเข้าถึงความรู้ตัวได้ดีขึ้น

2.4 สอนเรื่องการปรับตัวและยืดหด (Adaptability and Resilience) ซึ่งเป็นการขยายประเด็นของการสร้างสรรค์และจินตนาการ สอนจากชีวิตจริงและธรรมชาติรอบตัว เพราะในชีวิตจริงข้างหน้า ความเปลี่ยนแปลงเป็นสัจจธรรมเพียงหนึ่งเดียวที่เที่ยงแท้ คุณสมบัติข้อนี้เป็นข้อที่คนรุ่นใหม่จะขาดไม่ได้

2.5 สองเรื่องการคิดวินิจฉัยแก้ปัญหา (Critical thinking and Problems solving) ถ้าหลานของคุณเรียนโรงเรียนทางเลือกที่อยู่นอกระบบโรงเรียนปกติเรื่องนี้ก็คงไม่ใช่ประเด็นเพราะเขาสอนกันอยู่แล้ว แต่ถ้าหลานของคุณเรียนในโรงเรียนตามระบบปกติคุณก็ต้องสอนเรื่องนี้ด้วยเพราะโรงเรียนของเขานอกจากจะไม่สอนแล้วยังทำลายหรือห้ามการใช้ความคิดวินิจฉัยด้วย

3.. เหนือสิ่งอื่นเครื่องมือสอนที่มีอัตราสำเร็จสูงสุดคือการทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง (Role model) ดังนั้นเมื่อคุณมีเจตนาดีจะสอนหลานใน 5 เรื่องข้างต้น คุณต้องเอาทั้ง 5 เรื่องนี้มาสอนตัวคุณเองให้ตัวเองทำตามให้เป็นก่อน ให้ถือโอกาสที่ลูกเอาหลานมาแหมะให้ เป็นโอกาสที่คุณจะๆได้เรียนรู้และเติบโตของตัวเองไปด้วย เพราะมุมมอง learning and growth ก็เป็นมุมมองที่จำเป็นต่อชีวิตผู้สูงอายุด้วย เรียกว่าเป็นการสอนเพื่อเรียน (teach to learn) เพราะไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นหลานหรือคนรุ่นคุณซึ่งเกษียณแล้ว เครื่องมือทั้งห้านี้ก็ล้วนต้องใช้เหมือนกัน

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

แจ้งข่าวด่วน หมอสันต์ตัวปลอมกำลังระบาดหนัก

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว

เลิกเสียทีได้ไหม ชีวิตที่ต้องมีอะไรมาจ่อคิวต่อรอให้ทำอยู่ตลอดเวลา

ไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นที่สูงแล้วกลับมาป่วยยาว (โรค HAPE)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren