ชายมียีนแฝงทาลาสซีเมียเบต้า หญิงมียีนแฝงอัลฟ่า จะแต่งงานกันได้ไหม


กราบเรียนคุณหมอสันต์

สองคนไปตรวจคัดกรองทาลาสซีเมียมาแต่ได้ผลมาแล้วแปลผลไม่ถูก ตรวจมาทั้ง hemoglobin typing และตรวจ Alpha gene PCR หมอก็บอกแต่เพียงว่าหญิงเป็นพาหะอัลฟ่า ชายเป็นพาหะเบต้า บอกแค่นั้น จะแต่งงานกันได้ไม่ได้ก็ไม่บอก หนูส่งผลตรวจมาให้คุณหมอช่วยแนะนำด้วย อยากให้คุณหมอสอนเรื่องโรคทาลาสซีเมียและการอ่านผลตรวจ และอยากถามว่าหนูกับแฟนจะแต่งงานกันได้ไหมคะ

............................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าคนหนึ่งมียีนแฝงอัลฟ่า อีกคนมียีนแฝงเบต้า จะแต่งงานกันได้ไหม ตอบว่าการแต่งงานกันนั้นยังไงก็แต่งได้อยู่แล้ว พังเพยมีว่าพระจะสึก หรือผู้ชายจะมีเมีย ใครจะขวางได้

     2. ถามว่าคนหนึ่งมียีนแฝงอัลฟ่า อีกคนมียีนแฝงเบต้า แต่งงานกันแล้วจะได้ลูกเป็นโรคโลหิตจางแบบทาลาสซีเมียชนิดรุนแรงไหม ตอบว่าไม่เลยครับ ไม่มีโอกาสได้ลูกเป็นโรคทาลาสซีเมียเลย อย่างเลวที่สุดก็ได้ลูกเป็นพาหะเหมือนพ่อหรือเหมือนแม่หรือเหมือนทั้งสองคน แต่ฟลุ้คๆอาจได้ลูกที่มียีนดีกว่าพ่อและดีกว่าแม่

     เพื่อให้คุณและท่านผู้อ่านที่สนใจเรื่องนี้ได้เข้าใจกระจ่าง ผมขออธิบายเพิ่มหน่อยนะ ว่าในเม็ดเลือดของคนเรามีโมเลกุลที่ทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจนเรียกว่า “ฮีโมโกลบิน” ซึ่งแต่ละตัวมีโมเลกุลย่อยสองแบบมาจับกัน คือโมเลกุล "ฮีม (heme)" เป็นลูกกลมสีแดงอยู่ตรงกลาง และโมเลกุล “โกลบิน (globin)” เป็นเส้นสายยั้วเยี้ยเหมือนขาปูอยู่สองคู่หรือสี่สาย สายยั้วเยี้ยนี้มีอยู่สี่แบบ คือ อัลฟ่า เบต้า แกมม่า เดลต้า การสร้างสายโกลบินนี้ควบคุมด้วยยีน ยีนนี้คนเราได้มาจากพ่อครึ่งหนึ่ง แม่ครึ่งหนึ่ง มาบวกกันเป็นยีนของตัวเอง เขียนคั่นกลางของพ่อกับของแม่ด้วยเครื่องหมาย “ / ” แต่ละข้างที่รับมา ถ้าเป็นยีนสมบูรณ์จะเขียนด้วยอักษรสองตัว เช่นถ้าเป็นยีนสายอัลฟ่าของคนปกติก็เขียนว่า αα/αα หมายความว่ายีนที่คุมการผลิตโกลบินสายอัลฟ่าปกติครบสี่ตัวไม่แหว่งหายไปไหนเลย กล่าวคือปกติการควบคุมการผลิตโกลบินสายอัลฟ่านั้นต้องใช้ยีนคุมถึงสี่ตัวซึ่งอยู่ในโครโมโซมคู่ที่ 16 ส่วนการควบคุมการผลิตสายเบต้านั้นใช้ยีนคุมการผลิตแค่สองตัวซึ่งอยู่ในโครโมโซมคู่ที่ 11 ถ้าโครโมโซมเหล่านี้ถูกอะไรกัดแหว่งไป (deletion) หรือกลายพันธ์ไปแบบกะทันหันแต่เซลยังแบ่งตัวออกลูกต่อได้ (mutation) การผลิตสายโกลบินของเซลลูกก็จะผิดปกติไป กลายเป็นโรคที่เรียกว่าทาลาสซีเมีย ซึ่งมีระดับความรุนแรงได้หลายระดับ ขึ้นอยู่กับว่ายีนจะถูกกัดแหว่งไปมากหรือน้อย คือเป็นได้ตั้งแต่เป็นพาหะ (heterozygous) โดยไม่มีอาการอะไร ไปจนถึงเป็นโรครุนแรง (homozygous) ชนิดที่เกิดมาปุ๊บตายปั๊บหรือเกิดมาแล้วไม่ตายแต่เลี้ยงไม่โตก็มี

     วิธีที่จะเข้าใจเรื่องนี้ได้เร็วขึ้นก็คือให้คุณหัดแปลผลการตรวจวิเคราะห์ฮีโมโกลบิน (hemoglobin typing) ที่คุณได้รับมานั่นแหละ ซึ่งผมจะให้คำแนะนำในการแปลผลสั้นๆดังนี้

     HbA อ่านว่า ฮีโมโกลบิน เอ. เขียนเป็นสัญลักษณ์บอกสถานะยีนว่า αα/αα มีความหมายว่าเป็นฮีโมโกลบินที่สมบูรณ์แบบที่เกิดจากร่างกายได้รับยีนสร้างสายอัลฟาแบบสมบูรณ์มาจากทั้งข้างพ่อ 2 สายและข้างแม่ 2 สาย ถือว่าเป็นฮีโมโกลบินแบบปกติ ทุกคนต้องมีฮีโมโกลบินแบบนี้อย่างน้อย 95% ขึ้นไป

     HbA2 อ่านว่าฮีโมโกลบิน เอ.2 เขียนเป็นสัญลักษณ์ว่า αα/δδ มีความหมายว่าถ้าร่างกายมีโกลบินสายเบต้าจำนวนไม่เพียงพอต่อการใช้งาน โกลบินสายอัลฟาที่เหลือใช้จะต้องไปจับคู่กับโกลบินชนิดเดลต้า เกิดเป็นฮีโมโกลบินเอ.2 ซึ่งเป็นสิ่งผิดปกติ คนทั่วไปไม่ควรมีฮีโมโกลบินชนิดนี้เกิน 3.5% อย่างของแฟนคุณนี้มีเกินแสดงว่าเกิดความผิดปกติของยีนที่คุมการสร้างโกลบินสายเบต้า หมายความว่ายีนที่รับมาจากพ่อหรือแม่มีส่วนแหว่งไป เช่น -β/ββ ซึ่งมีชื่อเรียกว่าเป็นพาหะเบต้า (beta thalassemia trait)

    HbE อ่านว่าฮีโมโกลบินอี. หมายความว่าพันธุกรรมของคนคนนี้ผลิตโกลบินสายเบต้าที่ผิดปกติแบบพิเศษแบบหนึ่งขึ้นมา ซึ่งเมื่อนำสายเบต้านั้นมาสร้างเป็นฮีโมโกลบินแล้วมันจะกลายเป็นฮีโมโกลบินที่ผิดปกติแบบเป็นกรณีพิเศษไม่เหมือนของชาวบ้านเขา เรียกว่าฮีโมโกลบินอี. (HbE) คนปกติเขาจะไม่มีฮีโมโกลบินแบบนี้ คนมีฮีโมโกลบินอีจะมีสองระดับความรุนแรง คือ ระดับเป็นยีนแฝง เรียกชนิดของโรคทาลาสซีเมียที่เกิดขึ้นว่า EA ซึ่งเกิดจากยีนแฝงหรือยีนพันธุ์ทาง (βE/β) มักไม่มีอาการอะไรเหมือนอย่างแฟนคุณนี่แหละ กับอีกระดับหนึ่งเป็นระดับรุนแรง เรียกว่าฮีโมโกลบินชนิด EE ซึ่งเกิดจากยีนผิดปกติแบบพันธุ์แท้ (βE/βE) ในคนพันธุ์แท้นี้มักมีฮีโมโกลบินอี.มากระดับเกิน 85% ขึ้นไปเลยทีเดียว

     Osmotic fragility เป็นการตรวจความเปราะของเม็ดเลือด โดยหย่อนเม็ดเลือดลงไปในน้ำเกลือเจือจาง ถ้าเม็ดเลือดแดงแตกเร็วก็เรียกว่าได้ผลตรวจเป็นบวกหมายความว่าเม็ดเลือดแดงเปราะ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากเป็นโรคทาลาสซีเมียหรือสาเหตุอื่นใดก็ได้

     3. ถ้าอ่านแค่เท่าที่ผลแล็บของคุณและแฟนที่ให้มา ผมวินิจฉัยว่า

     3.1. ฝ่ายชายเป็นโรคทาลาสซีเมียแบบมีความผิดปกติในสายเบต้า ชนิดมียีนแฝงฮีโมโกลบินอี.

     3.2. ฝ่ายหญิงดูจากผลการตรวจยีนด้วยวิธี PCR แล้วเป็นพาหะทาลาสซีเมียสายอัลฟาชนิดไม่รุนแรง (alpha-2) คือยีนคุมการสร้างสายอัลฟ่ามันมียีนที่หากแหว่งแล้วจะผิดปกติรุนแรงก็ได้ไม่รุนแรงก็ได้ แต่อย่างของคุณนี้แม้จะแหว่งก็เป็นชนิดไม่รุนแรง 

     3.3. คุณสองคนสามารถแต่งงานกันได้ ไม่มีโอกาสที่จะได้ลูกผิดปกติแบบรุนแรง 3 ชนิดต่อไปนี้แน่นอน

     3.3.1 โอกาสได้ลูกผิดปกติทางสายอัลฟ่าแบบรุนแรงชนิดยีนคุมการผลิตสายอังฟ่าชำรุดเกลี้ยงครบสี่ยีน  (thalassemia major) ซึ่งทำให้ตายได้ โอกาสอย่างนั้นไม่มี เพราะฝ่ายชายมียีนสายอัลฟ่าปกติ ฝ่ายหญิงก็แค่แหว่งนิดหน่อยในระดับเป็นพาหะ อย่างแย่ที่สุดก็จะได้ลูกเป็นพาหะแบบแม่ หรือเหมือนทั้งพ่อและแม่ 

      3.3.2 โอกาสที่จะได้ลูกผิดปกติทางสายอัลฟาชนิดฮีโมโกลบินเอ็ช.  (HbH) ซึ่งบางครั้งก็รุนแรงเอาเรื่อง ก็ไม่มีโอกาสเลย เพราะฝ่ายชายมียีนอัลฟ่าปกติหมด การจะเกิด HbH ได้จะต้องมีความบกพร่องในยีนอัลฟ่าของทั้งฝ่ายชายและหญิง และข้างหนึ่งมีความผิดปกติแบบรุนแรง (alpha-1) 

     คือการจะเกิด HbH ได้จะต้องเป็นดังนี้ (ยกตัวอย่างเฉยๆ ไม่เกี่ยวกับกรณีของคุณนะ) คือฝ่ายหนึ่งมียีนแฝงทาลาสซีเมียชนิดอัลฟ่า-2 (alpha thal-2) ซึ่งเป็นความชำรุดระดับเล็กน้อย คือทำให้ยีนคุมการสร้างฮีโมโกลบินสายอัลฟ่าสี่ยีนชำรุดไปยีนเดียว แต่อีกฝ่ายหนึ่งมียีนแฝงชนิดอัลฟ่า-1 อันเป็นยีนแฝงแบบชำรุดมากพอควร คือยีนคุมสี่ยีนใช้การได้แค่สองยีน ลูกที่ออกมาจึงมีโอกาสหนึ่งในสี่ที่จะมียีนแบบทำให้ยีนสายอัลฟ่าชำรุดมากถึง 3 ยีนจากที่มีทั้งหมด 4 ยีน เป็นความชำรุดระดับมาก ผลที่ได้ก็คือโรค hemoglobin H 

     3.3.3 โอกาสจะได้ลูกเป็นโรคเบต้าทาลาสซีเมียชนิดจ๊ะกับฮีโมโกลบินอี. (beta thalassemia hemoglobin E disease) ซึ่งเป็นโรครุนแรงอีกแบบหนึ่งก็ไม่มี เพราะแม้ยีนเบต้าของฝ่ายชายจะมียีนแฝงฮีโมโกลบินอี. แต่ยีนเบต้าของภรรยาปกติหมด

     สรุปว่าคุณสองคนแต่งงานกันได้ มีลูกได้ รับประกันว่าไม่มีโอกาสได้ลูกเป็นทาลาสซีเมียแบบรุนแรง อย่างเลวที่สุดก็จะได้ลูกเป็นพาหะเหมือนพ่อหรือเหมือนแม่ (double heterozygous) แต่ฟลุ้คๆอาจได้ลูกที่มียีนดีกว่าของพ่อของแม่ 

     4. ก่อนจบขอย้ำสำหรับท่านผู้อ่านทั่วไปไว้หน่อยว่า การตรวจคัดกรองทาลาสซีเมียก่อนแต่งงาน ไม่ใช่ตรวจแค่ Hemoglobin typing ซึ่งบอกได้แต่ความผิดปกติของยีนสายเบต้าเท่านั้น แต่ควรตรวจยีนสายอัลฟ่าด้วยวิธี PCR ด้วย จึงจะได้ผลตรวจที่ครบถ้วนว่ายีนทั้งข้างเบต้าและอัลฟ่าของแต่ละฝ่ายเป็นอย่างไร

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว