อีโอซิโนฟิลสูง (eosinophilia) ช้าๆได้พร้าเล่มงาม

คุณหมอสันต์ครับ
ขอปรึกษาเรื่อง eosinophil สูง เป็นมาปีกว่า เริ่มสูงเมื่อเจาะเลือด 3/4/61 Eosinophil = 11.2 ตอนนั้นมีตับอักเสบ SGPT 123 กินยาลูกกลอนอยู่ พอหมอให้หยุดยาลูกกลอน 13/11/61  Eosinophil = 18.3 1/5/62 ผล SGPT = 53, Eosiniphil = 15.1 และตรวจ HBsAg-ve, antiHBS+ve เดิมSGPT=123, 23/3/62,Eosiniphil14.2, 28/3/62​  Eosinophil=14.2 คำถามคือ ​Eosiniphil สูงเพราะอะไรครับ ควรทำอย่างไรต่อไป
ขอบคุณครับ
...............................................

ตอบครับ

     อีโอซิโนฟิลสูงมีสองแบบ แบบเกิดขึ้นโดยหาสาเหตุไม่ได้เรียกว่า primary eosinophilia แบบนี้ไม่ต้องรักษา แค่ดูเชิงไปก่อน เว้นเสียแต่หากมีความเสียหายที่อวัยวะใดร่วมด้วยก็แก้ปัญหาปลายเหตุเอาที่อวัยวะนั้น อีกแบบหนึ่งเกิดขึ้นโดยมีสาเหตุภายนอก เรียกว่า secondary eosinophilia แบบนี้การรักษามุ่งไปที่แก้ไขสาเหตุ แล้วอีโอซิโนฟิลจะกลับมาเป็นปกติเอง 
     สาเหตุภายนอกที่ทำให้อีโอซิโนฟิลสูงนี้ ผมจะเล่าให้ฟังเท่าที่ผมจำได้จากการท่องคำย่อสมัยเป็นนักเรียนแพทย์เท่านั้นนะผมใช้คำท่องว่า CHINA อันได้แก่
     C = Connective tissue disease โรคของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เช่นโรค SLE, โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคหนังแข็ง เป็นต้น
     H = Helminthic infection คือการติดเชื้อพยาธิโดยเฉพาะอย่างยิ่งพยาธิตัวแบนและพยาธิหอยโข่ง
     I = Idiopathic hypereosinophilic syndrome [HES] หมายถึงอีโอซิโนฟิลสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งไม่ต้องรักษา ยกเว้นทำให้อวัยวะเสียหายก็ค่อยรักษาไปตามอาการ
     N = Neoplasia ก็คือเนื้องอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้องอกของระบบเลือดและน้ำเหลือง
     A = Allergies คือการแพ้ต่างๆไม่ว่าจะแพ้ยา แพ้อาหาร แพ้อากาศ
     ในแง่ของการสืบค้นเพื่อวินิจฉัยโรค ผมดูผลเลือดที่คุณส่งมาให้แล้วเห็นว่าอีโอซิโนฟิลสูงเกิดขึ้นในเวลาไล่ๆกับการเกิดตับอักเสบซึ่งเกิดในเวลาไล่ๆกับการกินสมุนยาไพร เมื่อตามดูผลเลือดสามครั้งในหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมาทั้งภาวะตับอักเสบและอีโอซิโนฟิลที่สูงมีแนวโน้มลดลงหลังหยุดยาสมุนไพร แม้ว่าอีโอซิโนฟิลลดลงไม่ทันอกทันใจเท่าไหร่ในการเจาะเลือดครั้งสุดท้าย แต่ก็ถือได้ว่านี่เป็นธรรมดาของอีโอซิโนฟิลที่สูงเพราะแพ้ยาที่งานวิจัยหลายชิ้นล้วนบ่งชี้ว่ามักจะลดลงช้าแม้จะหยุดยาไปนานแล้ว ดังนั้นผมแนะนำว่าเนื่องจากคุณไม่มีอาการผิดปกติของอวัยวะอะไรให้เห็น ควรจะใช้นโยบายช้าๆได้พร้าเล่มงามคือตามดูมันไปอย่างใจเย็นๆก่อน ไม่ต้องรีบไปสืบค้นเพิ่มเติม
     ในกรณีที่ตามดูไปอีกหกเดือนหรือหนึ่งปีแล้วหากอีโอซิโนฟิลมีแนวโน้มกลับมาสูงขึ้นหรือมีอาการผิดปกติของอวัยวะใดให้เห็น ก็ค่อยคิดอ่านสืบค้นหาสาเหตุจริงจัง วิธีสืบค้นก็ต้องทำเป็นขั้นตอนดังนี้
     1. วินิจฉัยแยกภาวะแพ้ยาและอาหารก่อน ซึ่งคุณก็ได้ทำไปแล้ว
     2. วินิจฉัยแยกการติดเชื้อพยาธิ อย่างน้อยๆต้องแน่ใจว่าไม่มีภาวะติดเชื้อพยาธิสำคัญสองตัวคือพยาธิตัวตืด (Taenia) และพยาธิหอยโข่ง (Angiostrongylus cantonensis) การตรวจอุจจาระดูไข่พยาธิไม่ค่อยมีประโยชน์นักเพราะพยาธิหอยโข่งไม่ไข่ออกมาในอุจจาระ ส่วนพยาธิตัวตืดนั้นถึงจะไข่ออกมาในอุจจาระแต่ก็ไม่ได้ไข่ทุกวันทำให้ความไวของการตรวจไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ หมายความว่าตรวจได้ผลลบก็ยังมีพยาธิได้ การตรวจวินิจฉัยที่ดีจึงต้องตรวจอุจจาระด้วยและตรวจเลือดด้วยวิธีที่เรียกว่า immunodiagnosis สำหรับพยาธิแต่ละชนิดด้วย ซึ่งวิธีตรวจแบบนี้โรงพยาบาลทั่วไปทำไม่ได้ ถ้าจะเอาให้ชัวร์ๆก็ต้องไปตรวจที่รพ.เวชศาสตร์เขตร้อนโน่น
     ในกรณีที่มีอาการปัสสาวะเป็นเลือดด้วยและเคยไปอาฟริกามาภายในสองปีนี้ ก็ต้องตรวจปัสสาวะหาไข่พยาธิ Schistosoma hematobium ด้วยอีกตัวหนึ่ง
     3. ตรวจเลือดวินิจฉัยแยกโรคของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันทั้งหลาย รวมทั้งโรค SLE และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
     4. ถ้าตรวจสามอย่างข้างต้นแล้วยังหาสาเหตุไม่เจอ ผมแนะนำว่าไหนๆก็ไหนๆแล้วให้ทำ Total body CT คือเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ทั้งตัว หมอคนอื่นอาจจะไม่เห็นด้วยและว่าหมอสันต์บ้าทำเกินกว่าเหตุ แต่ที่ผมแนะนำอย่างนี้เพราะมีหลายโรคที่อีโอซิโนฟิลสูงจะเกิดรอยโรค (defect) บนอวัยวะหลากหลาย เช่น ปอด ท้อง สมอง กระดูกเชิงกราน ดังนั้นการตรวจซีที.ทั้งตัวจึงเวอร์คสุด เช่น
(1) การติดเชื้อพยาธิที่ตับเช่น Fasciola hepatica จะเห็นภาพรอยโรคที่ตับ
(2) การติดเชื้อราเช่น Coccidioidomycosis จะเห็นภาพรอยโรคที่ปอด
(3) มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมักมีรอยโรคให้เห็นเป็นก้อนในช่องท้อง
(4) พยาธิบางชนิดไปฝังตัวอ่อนไว้ในที่เร้นลับ เช่นในสมอง ในกล้ามเนื้อไกลๆเช่นที่กล้ามเนื้อน่องโน้น ถ้าไม่ตรวจดูภาพซีที.ทั้งตัวก็ไม่เห็น 
     5. ถ้าทำทั้งหมดนี้แล้วยังไม่พบอะไรผิดปกติก็กลับบ้านนอน ปิดเคส จบข่าว ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะไม่มีอะไรในก่อไผ่ยืดเยื้อต่อไปในภายหน้าดอก แต่มีส่วนน้อยส่วนหนึ่งอาจจะมีปัญหาขึ้นที่อวัยวะบางอวัยวะ ถึงตอนนั้นก็ค่อยมาแก้ไขปัญหาเอาแบบเฉพาะหน้า คือรักษาไปตามอาการ
นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

แจ้งข่าวด่วน หมอสันต์ตัวปลอมกำลังระบาดหนัก

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว

เลิกเสียทีได้ไหม ชีวิตที่ต้องมีอะไรมาจ่อคิวต่อรอให้ทำอยู่ตลอดเวลา

ไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นที่สูงแล้วกลับมาป่วยยาว (โรค HAPE)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren