หมอสันต์เริ่มยอมรับเวชศาสตร์ชลอวัย (Anti-aging)

หมอสันต์เริ่มยอมรับ “เวชศาสตร์ชลอวัย” ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นมองเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องมีสาระในทางวิทยาศาสตร์น้อยมาก เพราะผมมองการดำเนินของโรคสมองเสื่อมว่าโรคนี้เป็นตัวชี้วัดว่า “เวชศาสตร์ชลอวัย” เป็นเรื่องจริงหรือเป็นแค่เรื่องวิทยาศาสตร์เทียมเพื่อหาทางขายวิตามินและอาหารเสริมในราคาแพงๆให้ชาวบ้าน เพราะสำหรับผมตราบใดที่วงการแพทย์ยังไม่มีปัญญาชลอหรือรักษาโรคสมองเสื่อมได้ ตราบนั้นก็อย่ามาพูดให้ยากเลยว่าความชราของคนเรานี้มันจะชลอได้

เมื่อประมาณห้าปีก่อน ผมได้เห็นรายงานทางการแพทย์ชิ้นเล็กชิ้นหนึ่งเสนอโดยหมอด้านประสาทวิทยาที่มหาลัยยูซีแอลเอ. แคลิฟอร์เนีย ชื่อดร.เบรเดเซน (D E Bredesen) เนื้อหาสาระมีอยู่ว่าเขารายงานผลการรักษาคนไข้สมองเสื่อมของเขาสิบคนว่าได้ผลดีมาก ตอนนั้นผมไม่ได้สนใจ เพราะแค่นี้มันเป็นหลักฐานระดับ “เรื่องเล่า” ซึ่งมีโผล่มาให้เห็นแทบทุกวันแล้วก็ดับหายไป เป็นอย่างนี้มาหลายสิบปีแล้ว โดยที่โรคสมองเสื่อมยังค่อยๆขยับลำดับการเป็นสาเหตุของการตายขึ้นมาทีละนิดๆจนปัจจุบันนี้กลายมาเป็นสาเหตุการตายอันดับสามตามหลังโรคหัวใจและโรคมะเร็งแล้ว

พอไม่นานมานี้มีเพื่อนแพทย์ท่านหนึ่งซึ่งคุ้นเคยกันดีได้เปรยให้ผมฟังถึงงานของดร.เบรเดเซนอีก โดยเธอได้นำห้ผลวิจัยของเขาซึ่งตีพิมพ์ไว้ในวารสารโรคอัลไซเมอร์มาให้อ่านด้วย คราวนี้เขารายงานผลการรักษาโรคอัลไซเมอร์ 100 รายว่าประสบความสำเร็จด้วยดีเป็นเวลาติดต่อกันนานหลายปี รูปแบบของการรายงานก็ยังเป็นเรื่องเล่าอยู่ คือไม่ใช่หลักฐานวิจัยระดับสูงที่มีการสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบ แต่จำนวนคนไข้ที่มากเป็นร้อยทำให้ผมยอมนั่งอ่านรายงานของเขาอย่างจริงจัง พบว่าในคนไข้ร้อยคนที่โรคอัลไซเมอร์ดีขึ้นนี้เขาใช้วิธีหลายอย่างผสมผเสกันเปะปะ จนไม่รู้ว่าคนไข้ดีขึ้นจากอะไร ผมสรุปให้ว่าแต่ละคนเขาใช้สักยี่สิบวิธีปนกันไปดังนี้

  1. กินอาหารที่มีพืชผักผลไม้ถั่วและนัทมาก มีเนื้อสัตว์น้อย
  2. ลดน้ำตาลและแป้งขัดขาวลงเหลือน้อยที่สุด
  3. อดอาหารแบบ IF12/12 คืองดกินวันละ 12 ชั่วโมง
  4. ทำให้สุขภาพลำไส้ดีจนการขับถ่ายปกติ โดยใช้ prebiotic, probiotic
  5. ออกกำลังกาย
  6. ลดความเครียด ด้วยโยคะบ้าง สมาธิบ้าง ดนตรีบ้าง
  7. แก้ไขการนอนหลับให้ได้ 8 ชั่วโมง ถ้ามีโรคนอนกรนก็แก้เสีย ถ้าจำเป็นก็ใช้เมลาโทนิน 0.5 มก.ก่อนนอน หากยังตื่นกลางดึกก็ให้กิน Tryptophan 500 มก. นานสามสัปดาห์
  8. ทำกิจกรรมกระตุ้นสมอง
  9. ตรวจดู Homocystein หากสูงกว่า 7 ก็ทำการรักษาโดยใช้วิตามินบี.12 บี.6 โฟเลท และ Trimethylglycine
  10. รักษาระดับวิตามินบี.12 ในเลือดให้สูงกว่า 500
  11. วัดและแก้ไขการอักเสบในร่างกายโดยเจาะเลือดดู CRP ถ้าสูงก็ใช้ขมิ้นชันและ DHA/EPA ช่วย
  12. รักษาระดับน้ำตาลสะสมให้ต่ำกว่า 5.5% และให้อินสุลินหลังอดอาหารต่ำกว่า 7.0
  13. รักษาระดับฮอร์โมนไทรอยด์ เอสโตรเจน คอร์ติซอล ให้ปกติ
  14. รักษาระดับวิตามินดีให้อยู่ระหว่าง 50-100 ng/ml โดยเสริม D3+K2 ถ้าจำเป็น
  15. ตรวจระดับโลหะหนัก ปรอท ดีบุก แคดเมียม ตะกั่ว ถ้ามีพิษก็หาทางแก้พิษ
  16. ลด Amyloid beta โดยใช้ขมิ้นชันและโสมอินเดีย (Ashwagandha)
  17. ให้กินสมุนไพรอินเดีย Bacopa monnieri (สกุลเทียนเกล็ดหอย) และแมกนีเซียม รักษาความจำ
  18. ให้กิน MCT ในรูปของน้ำมันมะพร้าว
  19. ให้กินสารต้านอนุมูลอิสระและสารช่วยไมโตคอนเดรียเพียบ ทั้ง vitE, vitC, NAC, alphalipoic acid, Se, blueberry, CoQ10, thiamine, resveratrol, PQQ, ALCAR, Se, Zn เป็นต้น

ผมดูวิธีรักษาโรคอัลไซเมอร์ของดร.เบรเดเซนแล้วให้คิดถึงที่แพทย์จำนวนหนึ่งที่ทำเวชปฏิบัติในสาขาที่เขาเรียกตัวเองว่า “เวชศาสตร์ชลอวัย” หรือ Antiaging ว่าช่างเป็นวิธีที่ละม้ายคล้ายคลึงกันเสียจริง แม้ว่าแพทย์พวกนี้จะยังไม่ได้รับการยอมรับให้เป็นสาขาความชำนาญอย่างเป็นทางการของอเมริกา แต่ก็มีการตั้งวิทยาลัยขึ้นและออกวุฒิบัตรของตัวเองเรียกว่า ABAARM ซึ่งย่อมาจาก American Board of Antiaging and Regenerative Medicine แพทย์ในสายหลักก็เหล่แพทย์เวชศาสตร์ชลอวัยว่าเป็นพวกแหกคอกออกไปหากินด้วยการขายวิตามินและอาหารเสริมในราคาแพงๆให้คนไข้ ส่วนตัวแพทย์ที่ทำงานด้านนี้เองผมเข้าใจว่าคงจะมีสองพวก พวกหนึ่งอาจจะเป็นอย่างที่แพทย์ในกระแสหลักเขาว่า แต่อีกพวกหนึ่งผมมั่นใจว่าเป็นพวกที่มีความเชื่อในศักยภาพของแนวทางเวชศาสตร์ชลอวัยว่าจะทำได้ในสิ่งที่การแพทย์กระแสหลักยังทำไม่ได้ พวกหลังนี้เป็นหน่วยกล้าตายในการเสาะหาสิ่งใหม่ เวลาเท่านั้นที่จะบอกได้ว่าพวกเขาไปถูกทางหรือไปผิดทาง

งานวิจัยของเบรเดเซนกระตุกให้ผมหันมามองเวชศาสตร์ชลอวัยอย่างจริงจัง การรักษาโรคอัลไซเมอร์ซึ่งมาพร้อมกับความชราเป็นสมรภูมิใหม่ของวิชาแพทย์ หากไม่สนับสนุนคนที่แหกคอกออกไปเสาะหาวิธีใหม่ แล้ววงการแพทย์จะก้าวหน้าไปได้อย่างไร คิดอย่างนี้ใจผมจึงยอมรับเวชศาสตร์ชลอวัยมากขึ้น และตั้งใจว่าหากมีโอกาสจะช่วยสนับสนุนการบุกเบิกแนวรบด้านนี้ให้ก้าวหน้าไป อาจจะโดยให้เงิน เวลา สถานที่ หรือชวนหรือดึงน้องๆแพทย์รุ่นหลังที่จบบอร์ด ABAARM และทำงานด้านนี้มานานพอแล้วมาทำอะไรด้วยกันในลักษณะการวิจัยตามดูกลุ่มคน (cohort) เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่อาจเป็นการกรุยทางให้การแพทย์กระแสหลักเดินตามได้ในที่สุด หิ หิ คิดนะ ตอนนี้ได้แต่คิด ยังไม่ได้พูดอะไรกับใคร และแน่นอนว่ายังไม่ได้ลงมือทำ คิดอยู่ว่าวันหนึ่งถ้าไม่ตายเสียก่อนคงจะได้ลงมือทำ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

  1. Bredesen DE, Sharlin K, Jenkins D, Okuno M, Youngberg W, et al. (2018) Reversal of Cognitive Decline: 100 Patients. J Alzheimers Dis Parkinsonism 8: 450. DOI: 10.4172/2161-0460.1000450

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว