(ข่าว) นพ.สันต์” ชู “โค้ชวิถีชีวิต” ช่วยลด NCDs พร้อมต่อยอด สู่เศรษฐกิจสุขภาพไทยยั่งยืน

 ข่าว Hfocus

“นพ.สันต์”  ชี้เวชศาสตร์วิถีชีวิตจะไร้ความหมาย หากเปลี่ยนพฤติกรรมคนไม่ได้ ย้ำ “โค้ชวิถีชีวิต” คือหัวใจสำคัญที่มีหลักฐานวิจัยรองรับ ช่วยลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง พร้อมต่อยอดสู่เศรษฐกิจสุขภาพไทยอย่างยั่งยืน


    เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร มีการจัดประชุมวิชาการระดับชาติด้านเวชศาสตร์วิถีชีวิต ครั้งที่ 3 ภายใต้หัวข้อ “เวชศาสตร์วิถีชีวิตและการโค้ช : จังหวะชีวิตเพื่ออายุที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี” โดยมี นพ.โสภณ เอี่ยมสิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุม

    หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือปาฐกถาพิเศษของ นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพ Wellness We Care ในหัวข้อ “โค้ชวิถีชีวิต : หัวใจของเวชศาสตร์วิถีชีวิตเพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพและเศรษฐกิจสุขภาพไทย” ซึ่งได้สะท้อนทั้งมิติทางวิชาการ ประสบการณ์ภาคปฏิบัติ และภาพอนาคตของระบบสุขภาพไทยในยุคโรคเรื้อรังครองเมือง

    เวชศาสตร์วิถีชีวิต “มีหลักฐาน” แต่ไร้ความหมาย หากเปลี่ยนนิสัยคนไม่ได้

    นพ.สันต์ กล่าวว่า เวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) เป็นศาสตร์ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างเข้มแข็ง ทั้งในด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด การนอนหลับ และความสัมพันธ์ทางสังคม แต่ปัญหาสำคัญที่ระบบสุขภาพทั่วโลกเผชิญร่วมกัน คือ “ถ้าคนเปลี่ยนนิสัยไม่ได้ เวชศาสตร์วิถีชีวิตก็ไม่มีความหมาย”

    ที่ผ่านมา ระบบบริการสุขภาพคุ้นเคยกับการ “ให้ความรู้ บอก สอน เตือน” แต่เมื่อผู้ป่วยไม่ทำตาม ก็มักจบลงด้วยความรู้สึกว่า “ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว” ซึ่งสอดคล้องกับอัตราความสำเร็จของการให้ความรู้เพียงอย่างเดียว ที่มีผลในการเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ถึงร้อยละ 10

    นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงพัฒนาการของศาสตร์การเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ ตั้งแต่ทฤษฎีขั้นตอนการเปลี่ยนแปลง (Stages of Change) ซึ่งอธิบายว่าคนส่วนใหญ่อยู่ในช่วง “ลังเล–พิจารณา” เป็นเวลานาน ก่อนจะตัดสินใจลงมือเปลี่ยนแปลงจริง ต่อมา นักจิตบำบัดและนักวิจัยพบว่า ปัจจัยชี้ขาดไม่ได้อยู่ที่การให้เหตุผลหรือคำสั่ง แต่คือ “ทักษะการสื่อสารอย่างเข้าใจและจริงใจ” จนพัฒนาเป็นแนวคิด Motivational Interviewing (MI) หรือการสนทนาเพื่อเสริมแรงจูงใจจากภายใน

ปัจจุบัน มีงานวิจัยระดับสูงกว่า 1,900 งาน และการทดลองแบบสุ่มควบคุม (RCT) มากกว่า 200 งาน ยืนยันตรงกันว่า การใช้ทักษะการโค้ชตามแนว MI สามารถช่วยให้คนเปลี่ยนนิสัยได้สำเร็จถึง ร้อยละ 66–82

    “นี่คือหลักฐานชัดเจนว่า ‘สันดานขุดไม่ได้’ ไม่เป็นความจริง” โรคเรื้อรังยุคใหม่ ต้องการ “โค้ช” มากกว่ายาและการผ่าตัด

    นพ.สันต์ กล่าวอีกว่า ปัญหาสุขภาพในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ มะเร็ง และโรคอ้วน ไม่สามารถแก้ได้ด้วยยาและการผ่าตัดเพียงอย่างเดียวเวชศาสตร์วิถีชีวิตจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น “ความจำเป็น” และหัวใจของการทำให้เวชศาสตร์วิถีชีวิตเกิดผล คือ โค้ชวิถีชีวิต (Lifestyle Coach)

    ในหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา อาชีพโค้ชวิถีชีวิตเติบโตอย่างรวดเร็ว มีหลักสูตรฝึกอบรมหลายร้อยแห่ง และมีระบบรับรองระดับชาติ เช่น National Board for Health & Wellness Coaching (NBHWC)

    "แก่นของการโค้ชไม่ใช่ความรู้ทางการแพทย์ แต่คือการชี้ให้คนเห็นแรงบันดาลใจของตัวเอง โค้ชไม่จำเป็นต้องเป็นหมอหรือพยาบาล ใครก็ตามที่มีพื้นฐานการเรียนรู้ และผ่านการฝึกทักษะที่ถูกต้อง ก็สามารถเป็นโค้ชได้ แม้แต่ อสม. หรือบุคลากรชุมชน ก็สามารถพัฒนาเป็นโค้ชวิถีชีวิตได้ หากออกแบบระบบฝึกอบรมที่เหมาะสม”  นพ.สันต์ กล่าว 

    2 ทักษะสำคัญที่สังคมไทยต้องเร่งพัฒนา

    นพ.สันต์ กล่าวว่า โค้ชวิถีชีวิตต้องมีทักษะหลัก 2 ด้าน คือ 1. Empathy Skill – การฟังอย่างเข้าใจ เห็นใจ และเข้าใจตำแหน่งแห่งที่ของผู้รับบริการ 2. Reflection Skill – การสะท้อนคำพูด ความคิด และแรงบันดาลใจของผู้รับบริการ เพื่อให้เขา “เห็นใจตัวเอง” โดยพบว่าคนไทยมีจุดแข็งด้านความสัมพันธ์ แต่ยังขาดทักษะเชิงเทคนิคในการสะท้อนอย่างเป็นระบบ จำเป็นต้องออกแบบวิธีสอนที่เหมาะกับบริบทวัฒนธรรมไทย

    จากระบบสุขภาพ สู่เศรษฐกิจสุขภาพระดับโลก

    นพ.สันต์ เสนอว่า หากประเทศไทยพัฒนาระบบโค้ชวิถีชีวิตอย่างจริงจัง จะสามารถลดอัตราการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตจาก NCDs ได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมสร้างโอกาสใหม่ในระดับโลก ทั้งในรูปแบบ Wellness Center ที่ผสานการโค้ช โรงพยาบาลเชิงเวชศาสตร์วิถีชีวิตและแนวคิด Health and Wellness World State ที่ใช้ชุมชนและบ้านเรือนเป็นพื้นที่ฟื้นฟูสุขภาพ

    นอกจากนี้ ยังพบว่างานวิจัยระดับนานาชาติ อย่าง อาหารไทย หากลดเนื้อสัตว์และเน้นพืชผัก สามารถช่วยลดปัจจัยเสี่ยงโรคเรื้อรังได้จริง พร้อมสะท้อนว่า ไทยมีศักยภาพทั้งด้านอาหาร วัฒนธรรม และระบบสุขภาพ ที่เอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางเวชศาสตร์วิถีชีวิตของโลก

    "หากประเทศไทยสามารถสร้าง หลักสูตรที่เรียบง่าย เข้าถึงได้ ระบบฝึกอบรมและรับรองมาตรฐาน งานวิจัยรองรับและพื้นที่ให้โค้ชทำงานจริง “โค้ชวิถีชีวิต” จะไม่ใช่เพียงอาชีพใหม่ แต่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการยกระดับสุขภาพประชาชน ลดภาระระบบสาธารณสุข และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพไทยอย่างยั่งยืน" นพ.สันต์ กล่าวทิ้งท้าย
........................................

สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

แจ้งข่าวด่วน หมอสันต์ตัวปลอมกำลังระบาดหนัก

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ทะเลาะกันเรื่องฝุ่น PM 2.5 บ้าจี้ เพ้อเจ้อ หรือว่าไม่รับผิดชอบ

เจ็ดใครหนอ

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

เลิกเสียทีได้ไหม ชีวิตที่ต้องมีอะไรมาจ่อคิวต่อรอให้ทำอยู่ตลอดเวลา

ไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นที่สูงแล้วกลับมาป่วยยาว (โรค HAPE)

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)