เจตสิก คือจิต ใช่หรือไม่ ทำไมต้องมีคำว่าเจตสิกทั้งๆที่มีคำว่าจิตใช้อยู่แล้ว

ท่าเรือหน้าโคโค่เคป รีสอร์ท เกาะหมาก จันทบุรี
สีอะคริลิกบนผ้าใบ 30x40 ซม.

กราบเรียนคุณหมอสันต์

อ่านเรื่องบทสวดในงานศพแล้วหนูสงสัยคำว่าเจตสิก ว่ามันคืออะไร มันเหมือนจิตไหม ทำไมต้องมีคำว่าเจตสิกด้วย ทั้งๆที่มีคำว่าจิตใช้อยู่แล้ว

ขอบพระคุณค่ะ

.................................................

ตอบครับ

    แม่เฮย แค่ขยันไปงานศพสองสามวันหมอสันต์ก็ถูกลากเข้าซุ้มปริยัติธรรมซะแล้ว แต่ถามมาก็ต้องตอบไป

    1. ถามว่า เจตสิก เหมือนกับ จิต ไหม ตอบว่าหากตอบตามความหมายที่เขาใช้กันในพระอภิธรรมปิฎกก็ต้องตอบว่าไม่เหมือนกันครับ เพราะเจตสิกคือส่วนของประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในใจที่ไม่ใช่ส่วนของจิต หมายความว่าในหนึ่งประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในใจนั้นมีส่วนย่อยสองส่วนปนกันอยู่ 

    ประสบการณ์ในใจ = จิต + เจตสิก

    จิต (consciousness) คือความรู้ตัว หรือ "ฉัน" ที่กำลังรับรู้ประสบการณ์นี้อยู่ ส่วนเจตสิก (mental factors) นั้นเป็นเนื้อหาสาระเรื่องราวของประสบการณ์ที่จิตรับรู้ ยกตัวอย่างเช่นสมมุติว่าเรากำลังโกรธคนคนหนึ่ง ความโกรธ ความรู้สึกไม่ชอบ ความคิดตำหนิกล่าวโทษคนคนนั้น คือเจตสิก ขณะที่ผู้ที่ "รู้" ว่าตัวเองกำลังโกรธกำลังคิดกล่าวโทษคนอื่นอยู่นั้นคือจิต

    ทั้งสองอย่างนี้เกิดขึ้นพร้อมกันและเป็นเนื้อเดียวกันอุปมาเหมือนไฟเกิดขึ้นพร้อมกับความร้อน จนเป็นการยากที่จะแยกไฟออกจากความร้อนได้

    2. ถามว่าทำไมต้องมีคำว่าเจตสิกด้วย ใช้คำว่าจิตคำเดียวไม่ได้หรือ ตอบว่า มันก็เป็นแค่ความพยายามของคนรุ่นหลังที่พยายามจะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยอาศัยตรรกะของภาษาและเหตุผล กล่าวคือเมื่อจิตออกไปรับรู้สิ่งเร้าที่ผ่านเข้ามาทางตาหูจมูกลิ้นกายใจแบบที่เรียกกันว่า "ส่งจิตออกนอก" อยู่นั้น จิตก็จะรับรู้เนื้อหาสาระเรื่องราวเข้ามาตรงๆอยู่แล้ว เช่น นี่คือโกรธ นี่คือความรู้สึกไม่ชอบ นี่คือความคิดปรุงแต่งว่ายังงั้นยังงี้ หากคุณจะให้เหมาเรียกทั้งหมดนี้ว่า จิต คำเดียวก็อาจจะพอได้อยู่

    ถ้าจะให้ผมเดาใจผู้เขียนพระอภิธรรมปิฎก ผมเดาว่าเขาคงกลัวว่าเมื่อมาถึงขั้นตอนที่จะต้องอธิบายวิธีวางความคิดปรุงแต่ง หากมีคำว่าจิตคำเดียวเขากลัวจะอธิบายยาก เพราะจิตก็คือ "ฉัน" แล้วฉันจะวางตัวฉันเองลงไปได้อย่างไร แต่พอเอาคำว่า เจตสิกเข้ามาช่วย มันอธิบายได้ง่ายขึ้นว่าในหนึ่งประสบการณ์มันมีสองอย่างคลุกปนกันอยู่นะ คือส่วนที่จะต้องวางหรือต้องทิ้งไปนั้นคือเจตสิก คือความคิดปรุงแต่ง ไม่ใช่จิตที่เป็น "ฉัน" แม้มันจะคลุกเคล้ากันอยู่แยกจากกันยาก แต่หากตั้งสติที่จะ "รู้" ประสบการณ์นั้นอย่างแยบยลก็สามารถแยกได้ และวางได้ พูดแบบนี้จะทำให้เข้าใจได้ง่ายๆเห็นได้ง่ายๆ ว่าความโกรธก็คือความโกรธ ฉันก็คือฉัน ที่คิดว่าฉันเป็นความโกรธหรือฉันกำลังโกรธนั้นจริงๆแล้วไม่ใช่ ความโกรธไม่ใช่ฉัน ความโกรธถูกปัจจัยต่างๆชงขึ้นมาต่างหาก ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฉันเลย ส่วนฉันนั้นเป็นแค่ผู้สังเกตเห็นความโกรธ ฉันเป็นผู้สังเกต (the observer) ความโกรธเป็นสิ่งที่ถูกฉันสังเกต (the observed)

    แต่ถ้าคุณคิดว่าโฮ้ย..ย เรื่องมาก แค่บอกมาว่าให้วางความคิดยึดมั่นถือมั่นแค่นี้ก็พอแล้วที่เหลือฉันทำเอง ไม่ต้องมาตั้งชื่อใจของฉันแบบแยกออกเป็นจิตเป็นเจตสิกหรอก ถ้าคุณคิดอย่างนั้นก็..โอเค ไม่มีใครว่าอะไรคุณหรอกครับ และผมเองก็เห็นคนที่ใช้ธรรมะแก้ปัญหาให้ชีวิตของเขาได้อย่างดีก็มีหลายคนที่เขาไม่ต้องรู้จักคำว่าเจตสิกเลย 

นพ.สันต์ ใจยอดศิลปื

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

แจ้งข่าวด่วน หมอสันต์ตัวปลอมกำลังระบาดหนัก

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ทะเลาะกันเรื่องฝุ่น PM 2.5 บ้าจี้ เพ้อเจ้อ หรือว่าไม่รับผิดชอบ

เจ็ดใครหนอ

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

เลิกเสียทีได้ไหม ชีวิตที่ต้องมีอะไรมาจ่อคิวต่อรอให้ทำอยู่ตลอดเวลา

ไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นที่สูงแล้วกลับมาป่วยยาว (โรค HAPE)

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)