บทสวดในงานศพ ประเด็นที่จะเอาไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริง
![]() |
| หาดทรายที่เกาะหมาก จันทบุรี สีอะคริลิก บนผ้าใบ 30 x 40 ซม. |
(ช่วงนี้ผมต้องไปงานศพทุกคืน แต่ละคืนนั่งฟังพระสวดไปก็คิดตามบาลีไป เกิดความแตกฉานในสาระสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม จำได้ว่าหลายปีมาแล้วผมเคยตอบคำถามแฟนบล็อกท่านหนึ่งที่ถามมาถึงคำแปลบทสวดในงานศพ พอมาถึงวันนี้ผมรู้สึกว่าคำแปลในครั้งนั้นยังไม่เข้าถึงไคลแม็กซ์ จึงตัดสินใจเอาคำตอบครั้งนั้นมาแก้ใหม่ ถือว่าเป็นการแก้ไขคำตอบเมื่อความเข้าใจบทสวดของผมทะลุปรุโปร่งมากกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่จะเอาไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงได้)
(last updated 25 Jan 2026)
.........................................
คุณหมอครับ
ผมไปงานศพ พยายามฟังพระสวด เปิดเน็ทดูคำแปล แต่ไม่เข้าใจเลยเพราะแปลแล้วเหมือนไม่ได้แปล คำแปลแต่ละเพจก็แปลไม่เหมือนกัน ต่างกันแบบคนละเรื่องเลย และทุกคำแปลอ่านแล้วไม่รู้เรื่อง ทั้งๆที่วางต้นฉบับซึ่งเหมือนกันไว้คู่คำแปล แต่แปลไม่เหมือนกัน ผมรู้สึกว่าบทสวดนี้มันจะต้องมีความหมายดี ไม่งั้นจะเอามาให้สวดกันทุกงานศพทำไม คืนหนึ่งผมตัดสินใจเดินจี้ตามหลวงพ่อที่นำสวดแล้วเดินไปยิงคำถามท่านไป ท่านตอบว่าเรื่องมันยาวให้ผมเข้ามาเรียนปริยัติธรรม (ที่วัดนี้มีโรงเรียนปริยัติธรรม) ผมต้องเรียนหนังสือคงไปเข้าไม่ได้ แต่ผมอยากรู้จริงๆว่าในงานศพบทที่พระสวดซ้ำๆซากๆทุกงานนั้นมันมีเนื้อหาสอนเรื่องอะไร ผมค้นในเน็ทแล้วชื่อของคุณหมอขึ้นมาเป็นผู้สอน Spiritual Retreat ผมจึงตามอ่านการตอบจดหมายของคุณหมอ อ่านแล้วผมเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่คุณหมอพูดถึงเนื้อหาของธรรมจักรกัปวัตตนสูตร และอัตตลักขณสูตร ผมอ่านแล้วเข้าใจแบบปิ๊งได้ทันที
ผมขอรบกวนขอให้คุณหมอช่วยตอบคำถามของผมด้วยนะครับ
………………………………
ตอบครับ
จดหมายของคุณท่าจะมาผิดที่เสียแล้วกระมัง แต่ถามมาผมก็จะตอบให้
บทสวดในงานศพมีสองส่วนนะ
ส่วนที่ 1. ที่พระสวดตอนที่หยิบเอาผ้านุ่งห่มออกมาจากศพ ที่เรียกแบบบ้านๆว่าชักผ้าบังสุกุล เป็นบทสวดสั้นๆ ผมฟังบ่อยเสียจนจำภาษาบาลีได้จึงลงให้ดูด้วยและใส่คำแปลฉบับหมอสันต์เองไว้ในวงเล็บต่อท้ายบทสวดบาลีแบบคำต่อคำ
“อนิจฺจา วต สังฺขารา (ความคิดนี้เป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้แน่นอน)
อุปฺปา ทวย ธมฺมิโน (เกิดขึ้นแล้วก็เปลี่ยนไปเป็นธรรมดา)
อุปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ (เกิดแล้วก็ดับ)
เตสํ วู ปสมโม สุโข (หมดความคิด ก็เป็นสุข)”
แล้วก็ต่อด้วยอีกท่อนหนึ่งขณะชักผ้าบังสุกุลนี้แหละ ว่า
"...อะจิรัง วะตะยังกาโย (ร่างกายนี้ก็ไม่จีรังยังยืน)
ปะฐะวิง อธิเสสะติ (ไม่ช้าก็นอนถมทับแผ่นดิน)
ฉุฑโฑ อะเปตะ วิญญาโณ (เมื่อถูกวิญญาณทิ้งไป)
นิรัตถังวะ กะลิงคะรัง (ก็เหมือนท่อนไม้ไร้ประโยชน์)
ส่วนที่ 2. เป็นบทสวดเป็นชุด ที่พระสงฆ์นั่งสวดเป็นแถวพร้อมกันสี่รูปหน้าศพตอนกลางคืนให้ญาติโยมที่ไปอยู่เป็นเพื่อนศพฟัง ส่วนใหญ่จะสวดกันคืนละสี่รอบ เนื้อหาแต่ละรอบเหมือนเดิม คำสวดแต่ละรอบมี 7 ตอน แต่ละตอนเป็นการย่อเอาหน้าแรกหรือบางส่วนของหนังสือ “อภิธรรม” มาสวด จะว่าย่อก็ไม่เชิง เพราะบทสวดบางบทเหมือนฉีกเอามาอ่านให้ฟังแค่ครึ่งหน้า ดังนั้นจะหวังให้ฟังบทสวดแล้วเข้าใจหนังสือทั้งเล่มคงไม่ได้
อีกอย่างหนึ่งอภิธรรมนี้เป็นหนังสือที่เขียนขึ้นโดยคนรุ่นหลัง แต่ถูกยกให้เป็นหนึ่งก้อนในสามก้อนของพระไตรปิฎกโดยที่อีกสองก้อนที่เหลือเป็นคำสอนตรงของพระพุทธเจ้า
หนังสือประวัติศาสตร์ศาสนาบางเล่มเล่าว่าก่อนที่กองทัพเผ่าเตอร์กจะรุกเข้าไปในอินเดีย ศาสนาพุทธแตกออกเป็นถึง 18 นิกาย แต่ละนิกายก็มี “อภิธรรม” ของตัวเองซึ่งไม่เหมือนกัน เรียงหัวข้อก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้น ก่อนจะคุยกันถึงบทสวด ผมขอจับเอาใจความใหญ่มาเล่าก่อนว่าอภิธรรมนี้เขาเจาะจงพูดถึงแต่สิ่งที่เป็นของจริง (ปรมัตถ์) ตัดสิ่งสมมุติทั้งหลายทิ้งไปหมด โดยแบ่งเนื้อหาเป็นหมวดหมู่สี่หมวดใหญ่ คือ
(1) จิต คือความรู้ตัว ของปัจเจกบุคคล (individual consciousness) ที่เกิดขึ้นในลักษณะเป็นส่วนหนึ่งของใจ (mind) ซึ่งพัวพันกับสำนึกว่าเป็นบุคคล หมวดนี้จัดอยู่ในฐานะผู้สังเกต (the observer) ซึ่งสมัยนี้บางคนก็เรียกว่า "จิตนอก"
(2) เจตสิก คือ ส่วนประกอบอื่นๆของใจ (mind) ที่เกิดขึ้นพร้อมกับความรู้ตัว และเกิดในที่เดียวกับความรู้ตัวนั่นแหละ เช่น ความรู้สึก (feeling) ความจำ (memory) ความคิด (though) หมวดนี้จัดอยู่ในฐานะของสิ่งที่ถูกสังเกต (the observed)
(3) รูป คือสิ่งที่จับต้องได้ยิน ลูบคสำ มองเห็น บอกเรือนร่างรูปทรงได้ เป็นเป้าของการสังเกตได้ หมวดนี้ก็จัดอยู่ในฐานะของสิ่งที่ถูกสังเกต (the observed) เช่นกัน
(4) นิพพาน คือความรู้ตัวที่ปลอดส่วนประกอบอื่นๆของใจ (universal consciousness) หมายถึงความรู้ตัว หรือธาตุรู้ ที่ไม่มีความคิดไม่มีความรู้สึกใดๆของปัจเจกบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้อง สมัยนี้บางคนก็เรียกว่า "จิตใน" หรือ "จิตเดิมแท้" หมวดนี้จัดอยู่ในฐานะของผู้สังเกต (the observer) ที่เป็นอิสระจากสำนึกว่าเป็นบุคคล
สี่อย่างนี้คือ scope หรือกรอบเนื้อหาของหนังสืออภิธรรม
เอาละทีนี้มาฟังที่พระสวดในงานศพ เวลาคุณฟังพระสวด ท่านจะสวดไปทีละบทๆ รวม 7 บท ซึ่งแต่ละบทตัดมาจากหน้าแรกของคัมภีร์อภิธรรมทั้ง 7 คัมภีร์ ดังนี้
บทที่ 1. พระสังคิณี
เนื้อหาผมแปลแบบของผมว่า “ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในใจมีหลายแบบ แบบเกิดแล้วทำให้ใจเป็นสุขก็มี เกิดแล้วทำให้จิตใจทุกข์ก็มี เกิดแล้วทำให้ใจไม่ทุกข์ไม่สุขก็มี
กรณีประสบการณ์ที่เกิดแล้วทำให้ใจเป็นสุขนั้นเป็นอย่างไร คือในแต่ละขณะให้รู้ทันสิ่งเร้าที่ความรู้ตัวเข้าไปรับรู้มัน (กามาวจรกุศลจิต = consciousness of the sense) ไม่ว่าจะเป็น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือความคิดที่เกิดขึ้น ในขณะนั้นอย่าฟุ้งสร้านไปตามสิ่งเร้า แค่เห็นมันเป็นกระแสของสิ่งหนึ่งก่อให้เกิดอีกสิ่งหนึ่งต่อๆกันไปตามธรรมชาติ อย่างนี้จึงจะเรียกว่าประสบการณ์แบบเกิดแล้วทำให้ใจเป็นสุข”
บทที่ 2. พระวิภังค์
ซึ่งตั้งต้นคำสวดว่า.. “ปัญจะขันธา รูปักขันโธ เวทนากขันโธ… ฯลฯ”
เนื้อหาผมแปลว่า ชีวิตนี้ประกอบขึ้นมาจากองค์ประกอบ 5 อย่าง คือ (1) รูป (สิ่งเร้าที่จับต้องมองเห็นได้) (2) เวทนา (ความรู้สึก) (3) สัญญา (ความจำ) (4) สังขาร (ความคิด) และ วิญญาณ (ความรู้ตัว หรือ consciousness) และยกตัวอย่างพูดละเอียดหนึ่งตัวอย่างว่า
รูป คือถึงสิ่งจับต้องมองเห็นได้ ทั้งในอดีตปัจจุบันอนาคต ทั้งในกาย นอกกาย ทั้งหยาบ ทั้งละเอียด ทั้งที่ทราม ทั้งที่ปราณีต ทั้งไกล ทั้งใกล้ ทั้งหมดนี้จัดเป็นรูปที่จับต้องมองเห็นได้
บทที่ 3. พระธาตุกถา
ซึ่งตั้งต้นคำสวดว่า… “สังคะโห อสังคะโห สังคะหิเต อสังคะหิตัง… ฯลฯ”
เนื้อหาผมแปลว่า สิ่งที่ปรากฏขึ้นในใจเรานี้
บ้างจัดเข้าเป็นหมวดเดียวกันได้
บ้างจัดเข้าเป็นหมวดเดียวกันไม่ได้เลย
บ้างเข้ากับอย่างหนึ่งได้แต่เข้ากับอีกอย่างไม่ได้
บ้างเข้ากับอย่างหนึ่งได้แล้วยังเข้ากับอย่างอื่นได้อีกด้วย
บ้างเข้ากับอย่างหนึ่งไม่ได้แถมยังเข้ากับอย่างอื่นไม่ได้เลยด้วย
บ้างประกอบกันได้ (เกิดดับเหมือนกัน) บ้างประกอบกันไม่ได้
บ้างประกอบสิ่งที่เกิดดับเหมือนกันเข้ากับสิ่งที่เกิดดับไม่เหมือนกันได้
บ้างประกอบสิ่งที่เกิดดับไม่เหมือนกันเข้ากับสิ่งที่เกิดดับเหมือนกันได้
ทั้งนี้ไม่ควรเอาสิ่งที่เข้าหมวดหมู่เดียวกันไม่ได้มาจัดเข้าหมวดหมู่เดียวกัน
(หมายเหตุ บทสวดนี้เป็นแค่การตัดเอาบทเกริ่นนำของเนื้อหาหนังสือซึ่งจะสอนวิธีจัดหมวดหมู่หัวข้อธรรมต่างๆ โดยเพิ่งเริ่มต้นพูดถึงแค่หลักการจัดหมวดหมู่หัวข้อธรรม ยังไม่ได้ลงไปจัดหมวดหมู่จริงๆเลย จึงอย่าแปลกใจที่ฟังแล้วไม่รู้เรื่อง)
บทที่ 4. พระปุคคะละปัญญัติ
ซึ่งตั้งต้นคำสวดว่า “ฉะ ปัญญัตติโย ขันธะปัญญัตติ อายะตะนะ ปัญญัตติ… ฯลฯ”
ส่วนนี้เป็นความพยายามของผู้หวังดีรุ่นหลังที่เขียนขึ้นเพื่ออธิบายเสริมบทที่ 3 (พระธาตุกถา) ซึ่งผมแปลแบบจับความว่าให้จำแนกหมวดหมู่ของสิ่งต่างๆออกเป็น 6 หมวด คือ
หมวดที่ 1. ขันธ์ ส่วนประกอบของชีวิตห้าอย่าง
หมวดที่ 2. อายตนะ (อวัยวะที่เป็นตัวกลางในการสื่อการรับรู้ เช่นตา หู จมูก )
หมวดที่ 3. ธาตุ (สิ่งที่ดำรงอยู่ของมันเอง แต่สามารถรับรู้ได้ด้วยใจ)
หมวดที่ 4. สัจจะ (สิ่งที่มีอยู่จริง โดยแยกเป็นสองส่วน คือส่วนที่ 1. เป็นสิ่งที่คนรวมหัวกันสมมุติตั้งขึ้นเช่น ดี ชั่ว ถูก ผิด เรียกว่า “สมมุติสัจจะ” ส่วนที่ 2. มันมีของมันอยู่ก่อนแล้วโดยคนไม่ได้แต่งตั้งมันขึ้น เช่น “ความรู้ตัว” เรียกว่าปรมัตสัจจะ)
หมวดที่ 5. อินทรีย์ (คืออำนาจครอบงำ เช่นศรัทธามีอำนาจครอบงำความไร้ศรัทธา ความขยันมีอำนาจครอบงำความขี้เกียจ เป็นต้น)
หมวดที่ 6. บุคคล (เช่นอย่างนี้เรียก “ปุถุชน” อย่างนี้เรียกว่า “อริยบุคคล” เป็นต้น)
บทที่ 5. พระกถาวัตถุ
ซึ่งตั้งต้นคำสวดว่า “ปุคคโลอุปะลัพภะติ สัจฉิกัตถะปะนะมัตเถนาติ … ฯลฯ”
มีเนื้อหาเป็นเหมือนคำวินิจฉัยความเข้าใจผิด (ของนิกายย่อยต่างๆ) อันไหนที่ถูกอันไหนที่ผิดเพี้ยนไปจากคำสอนหลัก (เถรวาท) ซึ่งมีประเด็นวินิจฉัยเป็นร้อยๆประเด็น
แต่ที่ตัดมาสวดในงานศพนั้นเขาตัดมาแค่ประเด็นเดียว เป็นประเด็นการวินิจฉัยว่าการเข้าใจว่าความเป็นบุคคลเป็นความจริงที่ถาวร (ปรมัตถ์) นั้นเป็นความเข้าใจที่ถูกหรือผิด โดยสวดเป็นบทถามตอบกัน ดังนี้
“ปุคคะโล อุปะลัพภะติ สัจฉิกัตปะระมัดเถนาติ"
แปล = (ถามว่า) ความเป็นบุคคล (ซึ่งประกอบจากร่างกายและความคิด) นี้เป็นของจริงแท้ถาวร(ปรมัตถ์) จริงหรือ
"อามันตา"
แปล = (ตอบว่า) จรืง ถูกต้องแล้ว
"โย สัจฉิกัตโถ ปะระมัตโถ ตะโต โส ปุคคะโล อุปะลัพภะติ สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนาติฯ"
แปล = (ถามว่า) ถ้าอย่างนั้นเราก็สามารถค้นหาสิ่งที่จริงแท้ถาวร (ปรมัตถ์) ได้จากสิ่งที่เรียกว่าบุคคลคนหนึ่งสิ
"นะ เหวัง วัตตัพเพฯ"
แปล = (ตอบว่า) ท่านพูดยังงั้นมันก็ไม่ถูก
"อาชานาหิ นิคคะหัง หัญจิ ปุคคะโล อุปะลัพภะติ, สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนะ เตนะ วะตะ เร วัตตัพเพ, โย สัจฉิกัตโถ ปะระมัตโถ ต ะโต โส ปุคคะโล อุปะลัพภะติ สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนาติ มิจฉา"
แปล = (คนถามพูดว่า) อ้าว งั้นท่านผิดแล้วล่ะ เพราะท่านยอมรับแต่หลักการแห่งตรรกะในข้อแรก แต่ไม่ยอมรับหลักการแห่งตรรกะในข้อหลัง ทั้งๆที่มันเป็นหลักการเดียวกัน คำกล่าวของท่านทั้งหมดจึงใช้ไม่ได้..”
บทที่ 6. พระยะมะกะ
ซึ่งตั้งต้นคำสวดว่า “เย เกจิ กุสะลา ธัมมา กุสะละมูลา… ฯลฯ”
มีเนื้อหาเป็นการสอนโดยใช้ตรรกะถามย้อนแย้งเพื่อยั่วให้คิดวิเคราะห์ในแต่ละเรื่องแบบเป็นคู่ๆ แบบถามจากหน้าไปหลังทีหนึ่ง ถามกลับจากหลังมาหน้าอีกทีหนึ่ง ซึ่งในหนังสืออภิธรรมจริงๆมีประเด็นคำถามอยู่ 10 เรื่องหรือ 10 คู่ แต่ที่ตัดมาสวดในงานศพมีคู่เดียว คือ
ถามว่ากุศลธรรม (ความสบายใจ) เป็นกุศลมูล (เหตุให้ทำดี เช่น ปัญญา เมตตา ไม่โลภ เป็นต้น) หรือว่าในทางกลับกัน กุศลมูล เป็นเหตุให้เกิดกุศลธรรม
บทที่ 7. (พระมหาปัฏฐาน) ซึ่งตั้งต้นคำสวดว่า “เห-ตุปัจจะโย อารัมะณะปัจจะโย… ฯลฯ”
มีเนื้อหาเล่าถึงกลไกธรรมชาติที่เมื่อมีสภาวะที่เป็นเหตุเกิดขึ้นก็จะนำไปสู่ผล โดยยกตัวอย่างว่าผลที่เกิดขึ้นในใจมันเกิดขึ้นจากเหตุต่างๆอะไรได้บ้างรวม 24 เรื่อง แต่ผมขอตัดมาบางเรื่องเท่านั้น เช่น
เหตุปัจจะโย แปลว่าเหตุหรือรากเหง้าเป็นปัจจัยให้เกิด เช่น ความโลภเป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์
อารัมมะณะปัจจะโย แปลว่ามี "เป้า" มาเป็นปัจจัยล่อให้เกิด เช่นมีรูปสวยๆมาล่อ จิตก็เกิดความยินดี
อะนันตะระปัจจะโย แปลว่าการเกิดต่อๆกันมาแบบโดมิโนเป็นปัจจัยให้เกิด เช่นจิตดวงแรกดับปุ๊บดวงที่สองเกิดปั๊บ
สะหะชาตะปัจจะโย, แปลว่าการเกิดขึ้นพร้อมกันเป็นปัจจัยให้เกิด เช่นไฟเกิดพร้อมกับแสงสว่าง
อุปะนิสสะยะปัจจะโย, แปลว่านิสัยความเคยชินเป็นปัจจัยหรือเป็นแรงส่งให้เกิด เช่น การฝึกฝนสร้างร่องใหม่ให้จิตด้วยการทำซ้ำๆทำให้เกิดนิสัยเช่นนั้นอีกได้ง่าย การจำความรู้สึกดีๆเมื่อวางความคิดได้ทำให้วางความคิดได้ง่ายขึ้น
สรุป
เมื่อฟังพระสวดอภิธรรม 7 บทในงานศพ ให้คิดตามไปด้วยว่ากำลังเปิดหน้าแรกของแต่ละเล่ม ของคัมภีร์อภิธรรม แล้วคิดถึงเนื้อหาสาระของบทนั้นตามไป ว่า
บท 1. พระสังคิณี มีเนื้อหาว่าประสบการณ์ในใจนี้มีสามแบบ ซึ่งถ้ารู้เท่าทันก็ไม่ทุกข์
บท 2. พระวิภังค์ มีเนื้อหาว่าประสบการณ์ในใจนี้ประกอบขึ้นมาจาก (ขันธ์) 5 อย่าง
บท 3. พระธาตุกถา มีเนื้อหาสอนวิธีจัดหมวดหมู่หัวข้อธรรม
บท 4. พระปุคคะละปัญญัติ มีเนื้อหาเสริมบทที่ 3 ว่าควรจำแนกหมวดหมู่หัวข้อธรรมออกเป็น 6 หมวด แยกตาม ขันธ์ อายตนะ ธาตุ สัจจะ อินทรีย์ บุคคล
บท 5. พระกถาวัตถุ มีเนื้อหาสอนให้แก้ไขความเข้าใจผิดๆ โดยมีประเด็นความเป็นปรมัตถ์ของสำนึกว่าเป็นบุคคลเป็นตัวอย่างประกอบ จากของจริงเป็นร้อยๆประเด็น
บท 6. พระยะมะกะ มีเนื้อหาสอนให้คิดแบบย้อนแย้ง ด้วยการถามจากหลังไปหน้า แล้วถามกลับจากหน้าไปหลัง
บท 7. พระมหาปัฏฐาน มีเนื้อหาเล่าว่ากลไกอะไรทำให้เกิดอะไร 24 กรณี
ฟังไปคิดตามไปอย่างนี้จะได้ไม่เบื่อเวลาฟังพระสวดงานศพ แถมได้ทบทวนสาระของ "อภิธรรมปิฎก" ซึ่งเป็นหนึ่งในสามกองของพระไตรปิฎกไปด้วย
นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
ปล. เกือบลืมไปว่าสาเหตุที่ผมเอาบทความนี้มาแก้ใหม่ เพราะผมอยากอธิบายเพิ่มในส่วนพระมหาปัฏฐาน เรื่อง อุปะนิสสะยะปัจจะโย, คือบทนี้สอนว่านิสัยความเคยชินเป็นแรงส่งให้เกิดการบรรลุสิ่งใหม่ๆ ยกตัวอย่างเช่นถ้าเราขยันสร้างสติแบบ..คิดแล้วรู้ว่าคิด คิดแล้วรู้ว่าคิด คิดแล้วรู้ว่าคิด ให้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน วันละเป็นร้อยๆครั้ง ในที่สุดถึงจุดหนึ่งมันจะกลายเป็นแรงส่งให้เกิดสติรู้ตัวหรือย้ายจากความคิดกลับไปเป็นธาตุรู้ได้ทันทีแบบง่ายๆ โดยไม่ต้องออกแรงพยายามอะไรมากเลย จึงอยากให้แฟนบล็อกทุกท่านเอาคอนเซ็พท์ อุปะนิสสะยะปัจจะโย นี้ไปสร้างการบรรลุสิ่งใหม่ๆในชีวิตจริงดู
.................................
