"ความคิด" คือผู้เปิดปิดสวิสต์ยีนก่อโรค หรือยีนรักษาโรคเรื้อรังทุกโรค

ภาพวันนี้: กลางคืน จอดรถแล้วเงยหน้าดูดอกไม้ป่าสีขาวไม่รู้ชื่อ ออกดอกสะพรั่งตัดกับสีดำของท้องฟ้ามืดมิด

(หมอสันต์พูดกับสมาชิกที่มาเข้าแค้มป์ Spiritual Retreat)

ปกติในแค้มป์นี้เราจะไม่พูดไม่อธิบายเหตุผลกลไกอะไรกันมากนัก จะมุ่งหน้าฝึกใช้เครื่องมือวางความคิดกันเป็นหลัก เพราะผู้มาแค้มป์นี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ “อิน” กับแนวทางนี้ดีแล้ว หรือพูดอีกอย่างว่าส่วนใหญ่เป็นสาย “ศรัทธา” หรือสาย “มู” ไม่ต้องพูดอะไรก็เอาด้วยแล้ว

แต่วันนี้ผมขอพูดหน่อย เพราะแค้มป์นี้เป็นแค้มป์พิเศษถึงสองอย่าง อย่างแรกคือเป็นแค้มป์ของคนทำงานออฟฟิศที่มากันเป็นหมู่คณะไม่เหมือนแค้มป์อื่นที่สมาชิกล้วนเป็นผู้แสวงหาอย่างโดดเดี่ยวลำพังมาโชกโชนแล้ว อย่างที่สองก็คือมีสมาชิกที่เป็นผู้ชายมาก ขึ้นชื่อว่าผู้ชายก็มักจะเกี่ยงหาเหตุผลว่าทำไมต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าเหตุผลไม่เข้าท่า..ข้าก็จะไม่ทำ

สิ่งที่ผมจะพูดก็คือกลไกการป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ว่าตัวกำหนดว่าใครจะป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ใครจะหายจากโรคเรื้อรังวิทยาศาสตร์เรารู้ชัดแล้วว่าคือ “ยีน (gene)” หรือรหัสพันธุกรรมของเราเอง รู้ว่ายีนเป็นผู้บงการให้เซลสร้างโมเลกุลโปรตีนและฮอร์โมนแบบต่างๆขึ้นซึ่งหากสร้างผิดเพี้ยนหรือไม่ได้ดุลโรคก็จะเกิดตามมา ความรู้วิทยาศาสตร์ปัจจุบันเรารู้จักทุกท่อนทุกชิ้นของยีนมนุษย์ซึ่งมีทั้งหมดราว 25,000 ยีน เรารู้หมดแล้วว่าแต่ละท่อนมันเอาโมเลกุลอะไรมาต่อกับโมเลกุลอะไร ตอนที่เราได้ความรู้นี้มาเราก็ได้ปลื้มว่าต่อไปนี้การจัดการโรคจะอยู่ในอวยของเราแล้วเพราะเรารู้จักยีนหมดแล้ว แต่ความเป็นจริงก็คือเหนือฟ้ายังมีฟ้า เราเพิ่งมารู้เอาตอนหลังนี้ด้วยแขนงวิชาใหม่ชื่อ epigenetics ว่ายีนแต่ละตัวมันต้องรอจังหวะที่จะออกฤทธิ์ (expression) โดยต้องมีผู้มาเปิดสวิสต์ (up regulation) ให้มันออกฤทธิ์ หรือปิดสวิสต์ไม่ให้มันออกฤทธิ์ (down regulation) ซึ่งเรารู้ด้วยว่าผู้มาปิดเปิดสวิสต์นั้นคือปัจจัยสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็คือสารเคมีที่เรารู้จักแล้วราว 2600 ตัวในร่างกายเรานี่เอง หากตัวนั้นเพิ่มขึ้นหรือตัวนี้ลดก็จะมีผลเปิดหรือปิดสวิสต์ยีนทันที แน่นอนว่าอาหารและการออกกำลังกายมีผลต่อการเปิดปิดสวิสต์ยีน แต่ที่มีผลต่อโรคเรื้อรังโดยเฉพาะโรคมะเร็งมากกว่าอาหารและการออกกำลังกายก็คือดุลยภาพของระบบประสาทอัตโนมัติ เพราะมันเชื่อมโยงแนบแน่นกับระบบต่อมไร้ท่อซึ่งผลิตฮอร์โมนทุกตัว ตัวระบบประสาทอัตโนมัตินี้หน้าที่มันคือจับสัญญาณ “คุกคาม” ต่อการดำรงอยู่ของชีวิตหรือร่างกายเรา เมื่อมันได้สัญญาณคุกคามมันก็จะเอียงไปข้าง “เร่ง” ซึ่งในระยะสั้นจะช่วยให้เราเอาตัวรอดจากสิ่งคุกคามได้ แต่หากเป็นการ “เร่ง” แบบเรื้อรังก็จะกลายเป็นการเปิดสวิสต์ยีนก่อโรคเรื้อรังต่างๆได้แทบจะทุกโรครวมทั้งโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคติดเชื้อโควิด เป็นต้น

สิ่งคุกคามเจ้าประจำในชีวิตของเราทุกวันนี้คือ “ความคิด” ของเราเอง ความคิดที่คุกคามเรามีสองรูปแบบ คือ “ความจำ” ของเราในรูปของความเสียดายเสียใจรู้สึกผิดกับสิ่งแที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต กับ “จินตนาการ” ของเราในรูปของความกลัวความวิตกกังวลถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดว่ามันจะเกิดขึ้นในอนาคต

ข้อเสียของระบบประสาทอัตโนมัติก็คือมันจำแนกไม่ออกดอกว่าสิ่งคุกคามไหนเป็นแค่การรีไซเคิ้ลความจำหรือเป็นแค่จินตนาการ สิ่งคุกคามไหนเป็นภยันตรายที่เกิดขึ้นแล้วจริงๆต่อหน้าจะๆ เพราะมันเป็นระบบที่คิดไม่เป็น มันทำงานแบบวงจรสนองตอบอัตโนมัติเหมือนหุ่นยนต์เป็ดสมัยยุคก่อนมีคอมพิวเตอร์ กล่าวคือสมัยก่อนเกิดคอมพิวเตอร์ในยุโรปมีคนทำตุ๊กตาเป็ดชื่อ automatron ซึ่งก็คือหุ่นยนต์นั่นเอง การจะเล่นต้องไขลานที่ก้นมัน แล้วปล่อยมันเดินเตาะแตะไป เตาะแตะ เตาะแตะ เลี้ยวซ้าย แคว้ก แค้วก เตาะแตะ เตาะแตะ เลี้ยวขวา แคว้ก แค้วก ประมาณนั้น มีเฟืองกำกับอยู่ในท้องมันเพียงไม่กี่ตัวมีวงจรทำงานแบบง่ายๆ ระบบประสาทอัตโนมัติของร่างกายเราก็มีวิธีการทำงานประมาณเดียวกันนี้

มันจึงสนองตอบแบบไม่ว่าจะเป็นแค่การฟื้นความจำหรือจินตนาการก็เป็นสิ่งคุกคามเหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหมด ดังนั้นอารมณ์ร่าเริง หรือโศกเศร้า กลัว กังวล ของเรานี่แหละที่เป็นตัวเปลี่ยนฮอร์โมนและสารเคมีในร่างกายเรา รวมทั้ง oxytocin, dopamine, cortisol เป็นต้น และเป็นผู้เปิดปิดสวิสต์ยีนก่อโรคหรือยีนรักษาโรคเรื้อรังต่างๆให้ทำงานหรือให้หยุดทำงาน

นั่นเป็นเหตุผลว่าหมอสันต์เป็นหมออยู่ดีไม่ว่าดี ทำไมถึงมาเปิดโปรแกรม spiritual retreat ขึ้นหลังจากเปิดแค้มป์ “สุขภาพดีด้วยตนเอง” และ “พลิกผันโรคด้วยตนเอง” มาแล้วได้สองปีกว่า เพราะเมื่อผ่านไปแล้วสองปีจึงได้เรียนรู้ว่าถึงตั้งใจแก้ไขเรื่องอาหารและการออกกำลังกายดีอย่างไรก็ตามแต่หากความคิดและอารมณ์ของเรายังเป็นลบ โรคเรื้อรังมันไม่หายไปไหนดอก หรือหายไปแล้วมันก็จะกลับมาใหม่ เนื่องจากยีนอันเป็นผู้บงการโรคยังออกฤทธิ์ได้อยู่เพราะมีความคิดลบเป็นหัวเชื้อคอยเปิดสวิสต์ให้

สี่วันที่เราจะอยู่ด้วยกันนี้ เราจะโฟกัสไปที่การฝึกปฏิบัติใช้เครื่องมือในการวางความคิด เมื่อเราวางความคิดเป็น กลไกการเปิดปิดยีนก่อโรคหรือยีนรักษาโรคก็จะเปลี่ยนไป การจัดการโรคเรื้อรังให้หายจึงจะเป็นไปได้ นั่นเป็นเหตุผลที่เราต้องมาอยู่ด้วยกันที่นี่สี่วัน

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

แจ้งข่าวด่วน หมอสันต์ตัวปลอมกำลังระบาดหนัก

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว

เลิกเสียทีได้ไหม ชีวิตที่ต้องมีอะไรมาจ่อคิวต่อรอให้ทำอยู่ตลอดเวลา

ไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นที่สูงแล้วกลับมาป่วยยาว (โรค HAPE)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren