รู้สึกเบื่อ เหนื่อย พอแล้ว ขอแยกตัวกลับ

กราบเรียนคุณหมอสันต์ที่เคารพและนับถือสุดๆค่ะ
ขอรบกวนปรึกษาคุณหมอในเรื่องขี้หมามากๆหน่อยค่ะ
คุณหมอคะดิฉันเลือกทางไหนดีระหว่างหน้าที่ภรรยาที่คอยดูแลสามีที่แสนวิเศษกับชีวิตเงียบสงบท่ามกลางสายลมแสงแดดที่ตนรักแต่ต้องแลกกับการทิ้งความรับผิดชอบต่อสามี
ดิฉันอายุ 53 สามี 55  ลูกโตรับผิดชอบตัวเองไปหมดแล้ว ทรัพย์สมบัติก็มีพอเกษียณได้แล้วจากฝีมือสามีคนเดียว สามีมีบุคลิกจริงจัง เครียดง่าย เครียดนาน ไม่สนใจเรื่องสุขภาพ ชีวิตให้ความหมายกับคำว่าหัวหน้าครอบครัวเท่านั้น จะกินอยู่หลับนอนยังไงก็ได้ขอให้ได้หาเงิน และปกป้องดูแลคนในครอบครัว เวลาเครียดมากๆ ก็ขอดื่มแอลกอฮอล์คลายเครียด  สามีจึงมีปัญหาสุขภาพมาเป็นสายๆเช่นหมอนรองกระดูกเคลื่อนจนนั่งแทบไม่ได้ ความดันโลหิตสูง คอเรสรอลเริ่มสูง ส่วนดิฉันเองเป็นสายสุขภาพอย่างแรง ติดตามยึดแนวทางของหมอสันต์มานานแสนนาน ปลูกผักกินเอง กินอาหารพืชผักเป็นหลัก เราก็เลยง้างกันเรื่องนี้เป็นระยะๆ มาถึงตอนนี้ดิฉันรู้สึกเบื่อ เหนื่อย พอแล้ว ขอแยกตัวกลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัดใช้ชีวิตกับสายลมแสงแดดกับการดูแลสุขภาพตัวเองเพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อลูกหลานในอนาคต แต่กลับกลายเป็นว่าเป็นการสร้างภาระให้สามี ต้องเวียนขับรถไปๆมาๆเพื่อมาเฝ้ามาดูแลเมียที่อยู่คนเดียวนี่อีก ทั้งๆที่ตัวเองก็ทำงานหนักและต้องเจ็บทรมานกับอาการเจ็บหลังที่ต้องขับรถนานๆ ตอนนี้เลยไม่มีใครมีความสุข
ขอบพระคุณค่ะ

...............................................

ตอบครับ

อามิตตาภะ พุทธะ

นี่เป็นตัวอย่างของการใช้ความยึดถือเกี่ยวพันไปในทางทำลายมากกว่าสร้างสรรค์

     สมัยผมทำงานอยู่เมืองนอก มีเพื่อนคนหนึ่งเป็นหมอดมยาฝรั่ง มีปัญหากับลูกชายที่เขารักมากแต่ลูกก็ไม่เอาไหน ไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ นั่นก็ไม่เอานี่ก็ไม่เอา เขาปรับทุกข์เรื่องลูกกับผมบ่อยมาก ในที่สุดลูกขอเงินพ่อหยุดเรียนกลางคันเพื่อเดินทางรอบโลกแสวงหาตัวตนของตัวเองแบบบักหำน้อยพเนจร พ่อก็อนุญาต ในวันที่เขาจะไปส่งลูกที่สนามบิน บังเอิญเช้าวันนั้นเราออกเวรที่รพ.เอกชนด้วยกัน ผมจึงเสนอตัวว่าจะขับรถแวะไปส่งเขาที่สนามบินและรอรับเขากลับไปทำงานกันต่อที่รพ.รัฐบาล (เราทำงานสองโรงพยาบาล) ที่ผมเล่านี่ก็เพื่อจะไฮไลท์ตอนสำคัญที่พ่อเขาสั่งลาลูกบังเกิดเกล้าก่อนจากว่า

     "Don't write to me. For me, no news is good news"

     "ไม่ต้องจดหมายมาหาพ่อ  พ่อจะถือว่าการไม่มีข่าว คือข่าวดี"

      คือสมัยโน้นไม่มีอีเมล การติดต่อกันต้องจดหมายเท่านั้น ผมฟังแล้วน้ำตาซึม พ่อที่รักลูกอย่างกับดวงใจตามติดชีวิตความเป็นอยู่ลูกแทบจะทุกฝีก้าว ตัดใจบอกลูกว่าไม่ต้องส่งข่าวคราวมาหาพ่อดอก เพื่อจะให้ลูกได้เป็นอิสระจากความห่วงใยของพ่อ เพื่อให้ลูกได้เที่ยวเสาะหาประสบการณ์ชีวิตของเขาให้สนุก

     กลับมาตอบคำถามของคุณดีกว่า ถามว่าจะทำอย่างไรดี ตอบว่าคุณมี 2 ทางเลือก

     ทางเลือกที่ 1. แก่แล้ว ตัวใครตัวมัน 

     นี่เป็นทางเลือกที่หมอสันต์สรรเสริญมากที่สุด ตอนหนุ่มๆผมตำหนิคนที่คิดอย่างนี้มาก แต่พอตัวเองยิ่งแก่ก็ยิ่งเข้าใจทางเลือกนี้ว่ามันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดจริงๆ เพราะเมื่อกำลังจะตายอยู่แล้ว แต่ละคนต้องขวานขวายไปทำมิชชั่นที่ตัวเองเกิดมาอยากทำให้เสร็จเสียก่อนตาย จะมามัวห่วงเตี้ยอุ้มค่อมอยู่ทำไม ฉันจะเอาของฉันยังงี้ คุณจะเอาของคุณยังไงก็เรื่องของคุณ หากเลือกทางนี้แล้วก็อย่าไปจมอยู่กับความรู้สึกผิดเพราะมันเป็นแค่คอนเซ็พท์หรือเป็นแค่สมมุติ ผมหมายถึงการเป็นภรรยาของผู้ชายซื่อบื้อที่แสนดีคนหนึ่งมันเป็นแค่เรื่องสมมุติ เป็นแค่ละครที่เล่นกันมาหลายปี หากเบื่อเล่นแล้วจังหวะเหมาะๆเช่นลูกพ้นอกไปแล้วก็เลิกเล่นได้ ลองไปเล่นบทอื่นที่อาจจะใช่ชีวิตที่เสาะหามานานมากกว่าจะเป็นไรไป หากจะให้มันนุ่มนวลยิ่งขึ้นหน่อยก็ตั้งโต๊ะคุยกับคุณสามีดีๆ สุนทรียสนทนา ให้เขาเข้าใจ แต่ไม่ใช่ให้เขาอนุมัติ ว่า

    "..วาระสุดท้ายของชีวิตนี้ฉันได้ตัดสินใจแล้วว่าจะออกธุดงค์จากอาคาริยวิสัยไปแสวงหาโมกขธรรม...จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ"

     แจ้งแล้วเขาจะเสียใจหรือจะดีใจ นั่นเรื่องของเขา คุณอย่าไปอาเวคอาวรณ์

     เขียนมาถึงตอนนี้ขอนอกเรื่องหน่อย เรื่องนี้เกิดขึ้นในเมืองไทยนี้แหละ ประมาณสิบกว่าปีมาแล้ว ผมไปผ่าตัดที่รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง เสร็จแล้วก็นั่งคุยกันเล่นในหมู่พวกหมอใหญ่ด้วยกันที่ห้องพักแพทย์ แล้วก็มีนักศึกษาทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโทคนหนึ่งนัดมาขอสัมภาษณ์หมอใหญ่ท่านหนึ่ง สัมภาษณ์กันใกล้ๆนั่นแหละ ซึ่งผมก็ได้ยินด้วย หัวข้อวิทยานิพนธ์ก็คือหากอีกสามเดือนจะตายท่านอยากจะทำอะไร หมอใหญ่ท่านนั้นตอบว่า

     "เก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋า เดินออกจากบ้าน" นักศึกษาสาวผู้สัมภาษณ์ถามว่า

     "ไม่อยากอยู่กับภรรยาที่รักในช่วงสุดท้ายของชีวิตหรือคะ" คุณหมอใหญ่ตอบว่า

     "อยู่กันมาสี่สิบปี พอแล้ว"

     ฮ่า ฮ่า ฮ่า ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น

     ทางเลือกที่ 2. แบ่งให้กันและกันคนละครึ่ง 

     คุณยอมเสียเวลาครึ่งหนึ่งให้สามี สามียอมเสียเวลาครึ่งหนึ่งให้คุณ สามียอมเหนื่อยปวดหลังปวดเอวขับรถมาเยี่ยมคุณบ้าง คุณยอมเหนื่อยไปเยี่ยมสามีบ้าง คุณยอมฟังสามีพล่ามเรื่องไร้สาระของเขาบ้าง เขายอมมาดูคุณทำเรื่องไร้สาระของคุณที่บ้านนอกบ้าง ไม่ใข่วิธีที่ดีที่สุด เพราะมันเหนื่อยเอาการอยู่ แต่มันเป็นความลงตัวในแง่ของเมตตาธรรมและความห่วงใยที่คู่ชีวิตมีต่อกัน นานไปมันอาจพัฒนาไปในทางที่ว่ากิจกรรมของคนที่มีประโยชน์ต่อชีวิตจะดึงอีกคนหนึ่งที่มัวแต่จมอยู่กับเรื่องไร้สาระให้เข้ามาหามากขึ้นๆจนเกิดการแต่งงานใหม่ คือทั้งคู่มาใช้ชีวิตแนวทางเดียวกัน 100% ด้วยความเต็มใจของทั้งสองฝ่ายในที่สุดก็เป็นไปได้

     ทั้งสองทางเลือกนี้คุณเลือกทางไหนก็ได้ เอาแบบที่ชอบที่ชอบ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

แจ้งข่าวด่วน หมอสันต์ตัวปลอมกำลังระบาดหนัก

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว

เลิกเสียทีได้ไหม ชีวิตที่ต้องมีอะไรมาจ่อคิวต่อรอให้ทำอยู่ตลอดเวลา

ไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นที่สูงแล้วกลับมาป่วยยาว (โรค HAPE)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren