ทันตแพทย์ที่ไม่ชอบชีวิตข้าราชการ

สวัสดีครับอาจารย์ วันที่ผมเขียนอีเมล์ฉบับนี้ถึงอาจารย์คือวันที่ผมกำลังจะยื่นใบลาออกจากราชการครับ ตัวผมเองอยู่ในราชการมาห้าปีแล้ว ใช้ทุนรัฐครบหมดทุกบาททุกสตางค์ ย้ายรพ.มาสองที่แล้ว พบว่าไม่ว่าจะที่ไหนๆก็มีปัญหาทั้งหมด ประกอบกับที่ใหม่ภาระงานหนักมาก ตอนนี้เลยเริ่มเบื่อหน่ายกับชีวิตราชการ พอดีมีโอกาสไปรับจ็อปตามคลินิกและรพ.เอกชนต่างๆ พบว่าชีวิตการทำงานมีความสุขกว่ากันเยอะ ประกอบกับจับพลัดจับผลูลองเปิดคลินิกตัวเองช่วงที่ยังรับราชการอยู่ด้วย คลินิกก็พอไปได้ครับ แต่รู้สึกว่าไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง สุขภาพกายสุขภาพใจย่ำแย่ลงทุกวัน work life balance เสียหมด เลยตัดสินใจว่าจะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองจึงคิดลาออกจากราชการแต่พอจะลาออกแล้วกลับมีความรู้สึกเคว้งคว้าง กลัวความไม่แน่นอนในอนาคต ประกอบกับเสียดายสิทธิเบิกจ่ายค่ารักษาที่ครอบครัวจะได้รับ ตอนนี้ก็เลยสับสนมากๆ จึงอยากขอคำแนะนำจากอาจารย์ครับ

...................................................

ตอบครับ

     สิ่งที่เกิดขึ้นในใจของคุณหมอคือความขัดแย้งระหว่างสองขั้ว (conflict of the opposite) ทำราชการช่างเหนื่อยยากรับผิดชอบมากเหลือเกิน อยากจะลาออกไปให้พ้น แต่ก็กลัวความไม่มั่นคงในชีวิตอิสระนอกวงราชการและกลัวเสียสิทธิสวัสดิการสำหรับครอบครัว ความขัดแย้งทำนองนี้ในบางคนมีสาระลึกซึ้งและสาหัสกว่านี้อีก เช่นมีสุภาพสตรีท่านหนึ่งเขียนมาแต่ผมยังไม่ได้ตอบ (ถือโอกาสตอบไปด้วยกันตรงนี้เสียเลย) เธอเล่าว่าเกลียดสามีที่ปฏิบัติต่อเธอไม่ดี แต่จะไปจากเขาก็ไม่ได้เพราะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนทนความเหงาไม่ได้ ต้องมีใครสักคนให้พึ่งพา พูดง่ายๆว่าติด ผ. นี่เป็นตัวอย่างคลาสสิกของ conflict of the opposite  

       1. ประเด็นความมั่นคงในชีวิต (security) คำว่าความมั่นคงนี้หมายถึงความสถาพร (permanence) คุณหมอเรียนหนังสือจบและโตมาจนป่านนี้แล้วผมถามคุณหมอหน่อยสิ ว่าแล้วในชีวิตของคนเรานี้มันมีอะไรที่สถาพรหรือครับ คำว่าความมั่นคงมันจีงเป็นการยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไม่ได้มีอยู่จริงนะ ภาษาบ้านๆเรียกว่าอุปาทาน หากฝากชีวิตไว้กับสิ่งนี้อนาคตของคุณหมอก็คงเดาได้ใช่ไหมครับว่าจะสุขหรือทุกข์

     2. คุณหมอกำลังรับมือกับความกลัว (fear) ความกลัวหากเราวิเคราะห์โคตรเหง้าศักราชของมันแล้วมันมีองค์ประกอบสามส่วนนะ คือ (1) ความจำจากอดีตของเราเอง หมายถึงประสบการณ์เลวๆในอดีต กับ (2) คอนเซ็พท์เรื่องเวลา (psychological time) และ (3) จังหวะที่ความสนใจ (attention) กำลังเผลอไม่ได้อยู่ที่นี่ กล่าวคือ เมื่อใดก็ตามที่เราเผลอคาดการณ์หรือ project ความจำเลวๆของเราในอดีตไปยังเวลาในอนาคตในใจเรา (ซึ่งไม่ได้มีอยู่จริงดอกนะ) เมื่อนั้นความกลัวก็เกิดขึ้น การจะดับความกลัว ต้องดับเหตุทั้งสามนี้ก่อน

     3. การตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพของคุณหมอเป็นเพียงปฏิกริยาที่ถูกสร้างขึ้นจากความจำในอดีตและสิ่งล่อใจในอนาคต การตัดสินใจที่มี motive อย่างนี้เราไม่เรียกว่าเป็น action ที่แท้จริง เรียกว่าเป็น reaction ละก็พอได้ การตัดสินใจแบบ reaction จะไม่เปลี่ยนชีวิตของคุณหมอให้สูงขึ้นหรือต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะชีวิตก็ยังคงถูกบงการด้วยความจำจากอดีตและความหลงเชื่อในคอนเซ็พท์เรื่องเวลาอนาคตอยู่เหมือนเดิม เป็นชีวิตที่ยังคงเป็นไปตาม conditioned reflex หรือยะถากรรม ชีวิตอย่างนี้ไม่มีวันจะหลุดพ้นจากวงจรการเกิดดับของความกลัวไปไหนได้หรอกครับ

     การกระทำหรือ action ที่แท้จริงนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคุณหมอเป็นอิสระจากความจำในอดีต และจากคอนเซ็พท์เรื่องเวลาในอนาคตแล้วอย่างสิ้นเชิง หมายความว่าเป็นการตัดสินใจทำอะไรก็ได้ที่คุณหมออยากทำที่เดี๋ยวนี้แบบโมเมนต์ต่อโมเม้นท์ จดจ่ออยู่ที่การกระทำที่เดี๋ยวนี้โดยไม่ต้องไปคาดเดาผลลัพท์ในอนาคต ดำเนินชีวิตโดยไม่ต้องไปพะวงถึงวันพรุ่งนี้ใดๆทั้งสิ้น การกระทำหรือ action อย่างนี้จะไม่มีความคิดอื่นนอกจากงานที่จดจ่อ แต่จะบ่มเพาะปัญญาญาณ (intuition) ให้เกิดขึ้น แล้วปัญญาญาณนั้นจะชี้ให้เห็นสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตทั้งข้างในและข้างนอกตัวตามที่มันเป็น และจะนำทางชีวิตของคุณหมอไปเองว่าไปทางไหนจึงจะดี หากคุณหมอไม่บ่มเพาะปัญญาญาณมานำชีวิต ชีวิตก็จะถูกนำโดยความจำเก่าๆจากอดีตและความเข้าใจผิดเรื่องเวลาในอนาคตอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ต่อไปอีกไม่รู้จบรู้สิ้น

     4. ข้อสุดท้ายนี้ผมขออนุญาตตอบสุภาพสตรีท่านนั้นนะ ในการมาใช้ชีวิตร่วมกันฉันท์สามีภรรยานี้ เราต่างสร้างภาพของกันและกันขึ้นมาในใจของเราแล้วยึดติดภาพนั้น แต่ว่าภาพนั้นมันเป็นเพียงความคิด คู่สมรสอของเราเป็นไปตามภาพนั้นอย่างไม่บิดพริ้วได้อย่างไร เรื่องเพี้ยนๆมันก็เริ่มเกิดจากตรงนี้ไม่ว่าจะเป็นความกลัว อิจฉา โกรธ เกลียด ชิงดีชิงเด่น โกหกหลอกลวง ซึ่งล้วนเป็นภาวะแทรกซ้อนของการยึดติดภาพที่สร้างขึ้น  แล้วคุณก็ตกเข้าไปในความขัดแย้งระหว่างสองขั้ว conflict of opposite จะไปจากเขาคุณก็กลัวเหงากลัวไม่มีเพื่อนที่พึ่งทางใจ จะบังคับตัวเองให้หายเหงาก็ทำไม่ได้ จะไม่ไปจากเขาคุณก็บังคับตัวเองให้ยอมรับที่เขาปฏิบัติต่อคุณไม่ได้ จุดจบของเรื่องแบบนี้ก็คือความบ้า

     แต่อันที่จริงมันก็มีทางออกอยู่นะ ทางออกก็คือให้คุณหัดสังเกตสิ่งที่เป็นอยู่ (what is) อย่างยอมรับยอมแพ้อย่างลึกซึ้ง เช่นคุณสังเกตความเหงาอย่างจริงจัง ตัวคุณนั่นแหละเป็นความเหงา ยอมรับมัน ไม่ต้องหนีไปไหน อยู่กับมัน ดูมันจนรู้จักมันอย่างลึกซึ้ง แน่นอนมันจะเบ่งบานเมื่อคุณเริ่มสังเกตมัน แต่ในที่สุดมันก็จะเหี่ยวแห้งเฉาตายไป แล้วคุณจะพบจากการสังเกตนี้ว่าเมื่อดูอย่างลึกซึ้งแล้ว ไม่ว่าความเหงาก็ดี ความยึดถือว่าจะต้องพึ่งพาสามีก็ดี แท้จริงแล้วไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความรักหรือเมตตาธรรมอยู่ในนั้นเลย ซักกะนิดเดียว มีแต่ผลประโยชน์ที่จะสนองต่ออีโก้ของเราเท่านั้น เห็นอย่างนี้แล้วความยึดถือนั้นก็จะเฉาไปเอง โดยคุณไม่ต้องไปพยายามแกะความยึดถือออก เท่ากับว่าแค่เข้าใจสิ่งที่เป็นอยู่อย่างลึกซึ้ง คุณก็หลุดจากความขัดแย้งระหว่างสองขั้วได้โดยอัตโนมัติ 

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว