ทำไมดาราชอบเป็นโรคหน้าเบี้ยว

จดหมายฉบับนี้ถูกทิ้งไว้นานจนลืมไปแล้วว่ากี่เดือน ผมไม่ได้เปิดอ่านเพราะเห็นจั่วหัวเป็นเรื่องไร้สาระ ป่านนี้เจ้าของคงเลิกติดตามไปแล้ว แต่ผมหยิบมาตอบวันนี้เพราะเห็นว่าเป็นโรคที่ยังไม่เคยได้พูดถึง

คุณหมอสันต์ครับ

ทำไมระยะนี้ได้ข่าวดาราคนนั้นคนนี้เป็นโรคปลายประสาทอักเสบและหน้าเบี้ยวหรือปากเบี้ยว โรคนี้เกิดจากอะไร เป็นแล้วต้องรักษาอย่างไร แล้วจะหายปากเบี้ยวไหม


..............................

ตอบครับ

โรคปลายประสาทเส้นที่ 7 อักเสบแล้วทำให้หน้าเบี้ยวหรือปากเบี้ยว ทางแพทย์เรียกว่า Bell palsy หรืออีกชื่อคือ idiopathic facial paralysis (IFP) แปลว่าโรคหน้าเป็นอัมพาตโดยไม่ทราบเหตุ โรคปลายประสาทอักเสบนี้เป็นเรื่องของเส้นประสาทท่อนล่าง กล่าวคือเส้นประสาททุกเส้นในร่างกายของเราจะต่อกันเป็นสองท่อน คือท่อนบนซึ่งมักจะอยู่ในสมองหรือแกนประสาทสันหลัง กับท่อนล่างซึ่งมักจะอยู่ในเส้นประสาทที่กระจายกันรับและส่งไฟฟ้าไปทั่วร่างกาย ก่อนจะวินิจฉัยจึงต้องแยกให้ออกก่อนว่ากล้ามเนื้อหน้าเป็นอัมพาตไปเพราะเส้นประสาทท่อนไหน ด้วยวิธีการตรวจทางประสาทวิทยาซึ่งส่วนใหญ่ใช้วิธีดูคลำและเคาะ ถ้ายังไม่หายข้องใจก็ต้องตรวจดูภาพของสมองด้วยการเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) หรือตรวจคลื่นแม่เหล็ก (MRI) ให้แน่ใจว่าไม่มีเนื้องอกซึ่งบ่งบอกว่าเป็นโรคของเส้นประสาทท่อนบนอยู่ในสมอง ต่อเมื่อหาสาเหตุจากท่อนบนไม่พบแล้ว จึงจะวินิจฉัยได้ว่า เนี่ยแหละ เป็น Bell palsy ซึ่งเกิดจากการอักเสบของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 ท่อนล่าง ของแท้

ส่วนใหญ่ 80-90% โรคหน้าเบี้ยวนี้หาสาเหตุไม่ได้ ได้แต่เดากันไปต่างๆนาๆ ว่าอาจจะมีไวรัสเช่นเริมที่ซุ่มอยู่ที่ปมประสาทพอเครียดทีมันก็ออกมากำเริบทีหนึ่งก็ได้ อาจเป็นเรื่องภูมิคุ้มกันทำลายตนเองก็ได้ อาจเป็นเรื่องการที่เส้นประสาทบวมคับรูก็ได้ (เส้นประสาทคู่ที่ 7 จะวิ่งผ่านรูกระดูกรูเล็กที่ใกล้ๆกกหู) อาจเกิดจากกรรมพันธุ์แบบหน้าเบี้ยวกันทั้งบ้านก็ได้ อาจเป็นเพราะเบาหวานก็ได้ เพราะเบาหวานทำให้ประสาทส่วนปลายอักเสบได้ทุกเส้น รวมทั้งเส้นที่ 7 นี้ด้วย

อาการสำคัญของโรคนี้ก็คืออยู่ๆก็หน้าเบี้ยวขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เห็นชัดเวลายิงฟันแก้มจะเบ้ไปข้างเดียว และเวลาหลับตาก็จะหลับตาลงได้ข้างเดียว ซึ่งส่องกระจกดูแล้วมักทำให้เจ้าตัวขวัญหนีดีฝ่อเลยทีเดียวว่าเฮ้ย.. นี้ตัวเราเหรอเนี่ย พอตกใจรีบโทรไปหาเพื่อนๆก็วินิจฉัยมาให้เสร็จว่าก็เป็นเพราะเธอฉีดโบทอกซ์เกินขนาดละสิ ซึ่งจริงๆแล้วไม่เกี่ยวกันเลย อาจมีอาการอื่นแถมเช่นปวดหู ปวดตา ตาแห้ง ตามัว เหงื่อแตกข้างเดียว การรับรสเปลี่ยนไป เป็นต้น

วิธีรักษาก็คืออยู่เฉยๆ หมออาจจะใช้มาตรการต่างๆป้องกันไม่ให้แก้วตาแห้งและเป็นแผล แล้วรอให้โรคมันหายเอง ดังที่บอกแล้วว่าโรคนี้เป็นเองหายเอง การใช้ยาสะเตียรอยด์ก็อาจจะช่วยได้บ้าง หมอบางท่านชอบใช้ แต่บางท่านก็ไม่ชอบ การใช้ยาต้านไวรัสครั้งหนึ่งเคยเป็นวิธียอดนิยมมาแต่ในอดีตนั้น หลักฐานใหม่ๆบ่งชี้ไปทางว่ามันไม่ค่อยได้ผล

โรคนี้ถ้าเป็นคนที่อายุยังไม่มากก็มีโอกาสหายเองจนดีดังเดิมถึง 85-90% ที่เหลือคือหายแต่ไม่ดีดังเดิม ยังมี “เบี้ยวเสน่ห์” เหลือให้เป็นเอกลักษณ์ให้เพื่อนฝูงล้อเลียนมากบ้างน้อยบ้าง แต่ถ้าเป็นในคนอายุมากเกิน 60 ปีขึ้นไปโอกาสจะเบี้ยวถาวรมีมากถึง 40% ในกรณีที่เป็นแล้วหายแล้ว ก็ยังมีโอกาสกลับเป็นใหม่ซ้ำได้อีกถึง 14% ดังนั้นโรคเบลหน้าเบี้ยวนี้ให้ดาราเขาเป็นกันไปเถอะ อย่าเจอกับตัวเองเป็นดีที่สุดครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

แจ้งข่าวด่วน หมอสันต์ตัวปลอมกำลังระบาดหนัก

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว

เลิกเสียทีได้ไหม ชีวิตที่ต้องมีอะไรมาจ่อคิวต่อรอให้ทำอยู่ตลอดเวลา

ไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นที่สูงแล้วกลับมาป่วยยาว (โรค HAPE)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren