เจ็บหน้าอกรุนแรง GERD หรือ หัวใจขาดเลือด

เรียนคุณหมอสันต์
ขอเรียนถามคุณหมอโดยเล่าอาการดังนี้นะครับ
ช่วงปลายปีผมรู้สึกแปร๊บๆ ที่หน้าอกและก็เรอบ่อยครับ จนหลังปีใหม่ได้แค่ไม่กี่วันผมมีอาการแน่นหน้าอกหายใจไม่เข้าขณะกำลังจะนอนดูทีวีตอนเย็นครับ ตกใจมากเพราะไม่เคยเป็น แถวหัวใจก็เต้นแรงและเร็วมาก ก็ได้พยายามรวบรวมแรงไปเรียกเพื่อนบ้านให้ไปส่งโรงพยาบาลเอกชนใกล้บ้านครับ ระหว่างทางก็แน่นหน้าอกสลับกับไม่มีอาการครับ เข้า ER ก็ตรวจคลื่นหัวใจ และ O2 ปลายนิ้ว ก็ไม่พบอะไรผิดปกติครับ แค่หัวใจเต้นเร็ว คุณหมอบอกว่าเครียด ฉีดยาหนึ่งเข็มและนัดมาตรวจอาการวันถัดไปอีกวันมาเจาะเลือดครับ ผลออกมาว่าไม่มีอาการไทรอยด์เป็นพิษ คอลเลสเตอร์รอล 145 ไตรกลีเซอร์ไรด์ 106 ครับ (อายุ 31 สูง 181 หนักตอนนั้นประมาณ 85 ครับ)
หมอก็พุ่งเป้าไปที่ความเครียดครับ เหมือนจะดีขึ้นได้ 2-3 วัน แต่ก็มีอาการอีก รู้สึกไม่รุนแรงเท่าครั้งแรก แต่คราวนี้เป็นตอนเช้าเลยรบกวนเพื่อนบ้าน แต่คราวนี้เปลี่ยนไปเป็นโรงพยาบาลรัฐครับ เข้า ER แล้วก็ตรวจคลื่นหัวใจอีกแต่ก็ไม่พบอะไร คราวนี้เลยขอให้คุณหมอตรวจเลือดอย่างอื่นเพิ่ม ก็ไม่มีค่าอะไรสูงเกิดผิดปกติ แล้วนัดมาตรวจต่อวันจันทร์ครับ ก็มาตามนัดก็ไม่พบอะไร ได้ x-ray ช่วงอกเพิ่มก็ไม่พบอะไร คุญหมอว่าน่าจะเกิดจากกรดไหลย้อนครับ แต่เพื่อความมั่นใจผมเลยไปติดต่อศูนย์หัวใจของธรรมศาสตร์ ตรวจอยู่เกือบอาทิตย์ทั้ง คลื่นหัวใจ Echo cardiogram ติด Holter ไปหนึ่งวัน เดินสายพาน ก็ไม่เจออะไรผิดปกติ อาการก็เหมือนจะดีขึ้นครับ แต่ก็ไม่หายสักที สุดท้ายพยาบาลแนะนำให้ไปตรวจกับอาจารย์แพทย์เกี่ยวกับกรดไหลย้อน คุณหมอก็คิดว่าอาการน่าจะใช่และเริ่มให้ยารักษากรดไหลย้อนมาทานโดยนัดต่ออีก 5 อาทิตย์
ทานยาได้ 4 อาทิตย์ก็รู้สึกดีขึ้น จนอาทิตย์ที่ 5 กลับมาจุกแน่นหน้าอกอีก เหมือนหายใจไม่เข้ามีอะไรมารัดคออยู่ พยายามไม่ตกใจครับ แต่ก็ไปหาหมอโรคหัวใจอีกครั้ง เพราะว่ากลัวว่าจะเป็นเหมือนเดิมอีก คุณหมอฟังอาการก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นอาการเดิมของกรดไหลย้อน และแนะนำให้กิน Gaviscon เพิ่มครับ เหมือนจะดีขึ้นแต่ก็ไม่ดีขึ้น สุดท้ายเลยตัดสินใจไปส่องกล้องที่โรงพยาบาลพญาไทกับคุณหมอสุรพล ผลก็คือหูรูดหลอดอาหารไม่ดี คุณหมอแนะนำให้ทานยาต่ออีกสักพักครับ ทานต่อมาได้อีก 4 อาทิตย์ก็มีแต่ทรงกับทรุดครับ ใช้ธรรมชาติบำบัดเสริมด้วยการฝังเข็มก็ยังไม่รู้สึกหายดีครับ
อาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์รู้สึกเจ็บแน่นหน้าอกตลอดเลยครับ บางครั้งเป็นทั้งวัน บางวันเป็นมากขึ้นก่อนอาหารเย็น แต่ไม่มีอาการสัมพันธ์กับกิจกรรมอะไรเป็นพิเศษครับ ผมไปเดินสายพานอีกรอบที่โรงพยาบาลแต่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติครับ ยกเว้น unifocal PVC คุณหมอหัวใจอธิบายว่าน่าจะเกิดจากการหดตัวของหลอดอาหาร และให้ยาคลายกล้ามเนื้อมาทานครับ
3 เดือนที่ผ่านมา ควบคุมอาหารได้ครับ น้ำหนักก็ลดมาเหลือ 73 ทานยาลดกรดอย่างต่อเนื่อง ความดันเลือดก็ลดลงมาจากตอนแรกๆ ที่เป็น ออกกำลังกายโดยการปั่นจักรยานวันละประมาณ 30 นาที ตอนนี้ก็ยังมีอาการแน่นเจ็บหน้าอกอยู่ครับและเรอบ่อย ยอมรับครับว่าเครียด จึงขอเรียนถามความเห็นของคุณหมอในการปฏิบัติตัวครับ

ขอบคุณมากครับ

..................................................

ตอบครับ

ประเด็นที่ 1. ในแง่ของการวินิจฉัย ผมเห็นด้วยกับการวินิจฉัยของหมอทุกคนที่รักษาคุณมา ว่าอาการเจ็บแน่นหน้าอกของคุณน่าจะเกิดจากโรคกรดไหลย้อน (GERD) มากที่สุด แม้ว่าการส่องตรวจหลอดอาหารจะไม่พบภาวะการอักเสบของเยื่อบุหลอดอาหารซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของโรคนี้ก็ตาม เพราะว่าคนเป็น GERD ที่ไม่มีหลอดอาหารอักเสบก็มีตั้ง 50% ของทั้งหมด และแม้ว่าคุณจะยังไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยขั้นสุดท้ายของ GERD คือการตรวจติดตามวัดความเป็นกรดด่างไว้ที่หลอดอาหารส่วนล่างต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง (ambulatory pH monitoring) ซึ่งเป็นมาตรฐานการวินิจฉัยโรคนี้ ผมก็ยังเห็นด้วยว่าคุณน่าจะเป็น GERD มากที่สุดอยู่ดี เพราะข้อมูลปัจจัยเสี่ยงทางหัวใจไม่สนับสนุนว่าคุณน่าจะเป็นโรคหัวใจขาดเลือดเลย และการที่คุณผ่านการตรวจวิ่งสายพาน (EST) ถึงสองครั้งและปั่นจักรยานได้วันละ 30 นาทีทุกวัน เป็นสิ่งยืนยันว่าคุณไม่น่าจะมีภาวะหัวใจขาดเลือดที่มีนัยสำคัญอยู่เลย เพราะถ้ามีคุณจะออกแรงไม่ได้ถึงขนาดนั้น

ประเด็นที่ 2. คุณควรจะทำอย่างไรต่อไป ตรงนี้คุณตั้งใจอ่านให้ดีนะครับ เพราะความเห็นของผมอาจไม่เหมือนของหมอคนอื่น ผมแนะนำว่าให้คุณทำเป็นขั้นตอนดังนี้

ขั้นที่ 1. ให้คุณย้อนกลับไปรักษาโรคกรดไหลย้อนให้เข้มข้นและครบถ้วนก่อน ซึ่งผมไล่เลียงให้ทีละข้อดังนี้

1.1 ลดน้ำหนัก ซึ่งคุณทำไปแล้ว และทำได้ดีมาก ผมขอชม

1.2 ถ้าคุณดื่มแอลกอฮอล์อยู่ ต้องเลิก และให้เลิกทานชอกโกแลต น้ำส้ม น้ำมะเขือเทศ กาแฟ ไปด้วย

1.3 เปลี่ยนวิธีทานอาหารเป็นมื้อเล็กๆหลายๆมื้อ อาจจะวันละ 8 มื้อถ้าจำเป็น

1.4 หลังอาหารมื้อเย็น 3 ชั่วโมง ห้ามนอน

1.5 ยกหัวเตียงให้สูงขึ้น 8 นิ้ว ด้วยการเสริมขาเตียงด้านศีรษะทั้งสองขา ตรงนี้สำคัญ ต้องทำ

1.6 ทานยารักษา GERD ซึ่งคุณได้ทานมาแล้วต่อไป ยาเหล่านี้อย่างน้อยต้องมี (1) ยาลดกรดเช่นยา Gaviscon (2) ยาลดการหลั่งกรดเช่นยา Ranitidine (Zantac) (3) ยากั้นโปรตอนปั๊ม เช่นยา Lansoprazole (Prevacid) หรือ Esomeprazole (Nexium) เป็นต้น

ทำขั้นที่ 1 นี้ให้เต็มที่ไปสักสองสัปดาห์ ถ้าไม่ดีขึ้นให้ไปทำขั้นที่ 2

ขั้นที่ 2. คือผมแนะนำให้คุณเข้ารับการตรวจสวนหัวใจ (cardiac catheterization) เพื่อวินิจฉัยแยกโรคหัวใจขาดเลือดให้เด็ดขาด ซึ่งแม้จะมีโอกาสเป็นน้อยแต่ก็ยังมีโอกาสเป็นอยู่ การวินิจฉัยแยกโรคหัวใจขาดเลือดให้เด็ดขาดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนที่เป็น GERD รุนแรงเช่นคุณ เพราะถึงจุดหนึ่งคุณอาจจะต้องผ่าตัด GERD แต่คุณจะผ่าตัด GERD ทั้งๆที่ยังไม่มีหลักฐานแจ้งชัดว่าคุณเป็นโรคอะไรแน่นั้นไม่ได้เลย หากสวนหัวใจแล้วพบว่าหลอดเลือดหัวใจปกติ (ซึ่งผมเชื่อว่ามันน่าจะเป็นเช่นนั้น.. น่าจะนะครับ) ให้ไปทำขั้นที่ 3.

ขั้นที่ 3. ผมแนะนำให้คุณทำการตรวจติดตามวัดความเป็นกรดด่างไว้ที่หลอดอาหารส่วนล่างต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง (ambulatory pH monitoring) เพื่อวินิจฉัยให้เด็ดขาดว่าคุณเป็น GERD จริงหรือไม่ เมื่อได้ผลว่าเป็น GERD จริง แล้วให้ไปทำขั้นที่ 4.

ขั้นที่ 4. ผมแนะนำให้คุณเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งเขาเรียกการผ่าตัดชนิดนี้ว่า Nissen Fundoplication เลือกวิธีทำผ่านกล้องน่าจะดีกว่าทำผ่าตัดแผลเปิด เหตุผลที่ผมแนะนำให้คุณรับการผ่าตัดเพราะว่าคุณมีอาการมากจนรบกวนคุณภาพชีวิตและซึ่งยาเอาไม่อยู่ คนไข้แบบคุณนี้มีหลักฐานว่าจะได้ประโยชน์มากกว่าด้วยการผ่าตัด

คุณจะทำตามหรือไม่ทำตามก็ได้ แต่หากได้ทำตามแล้วได้ผลเป็นอย่างไร เขียนกลับมาเล่าให้ฟังบ้างนะครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Grant AM, Wileman SM, Ramsay CR, et al. Minimal access surgery compared with medical management for chronic gastro-oesophageal reflux disease: UK collaborative randomised trial. BMJ. Dec 15 2008;337:a2664.

..........................

เรียนคุณหมอสันต์

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำที่เป็นองค์รวมครับ จะลองปฏิบัติตามและนำมาเล่าให้ฟังครับ

มีคำถามเพิ่มเติมถึงความน่าเชื่อถือของการตรวจ 256 slice ct scan ว่าเทียบเท่ากับการสวนหัวใจไหมครับ

ขอแสดงความนับถือ

........................

ตอบครับ

coronary CTA (256 slice) เทียบกับการสวนหัวใจไม่ได้ เพราะความชัดเจนไม่เท่ากัน กรณีที่มีความคลุมเครือ ต้องจบลงด้วยการตรวจสวนหัวใจอีกครั้งเสมอ แต่ CTA ก็เป็นทางเลือกสำหรับการตรวจวินิจฉัยในกรณีที่ไม่ได้คิดว่าเป็นโรคหัวใจจริงจัง แต่เป็นการตรวจเพื่อคัดทิ้งเท่านั้น (differential diagnosis) เช่นในกรณีของคุณนี้ หากจะทำ CTA ก็ทำได้ แต่ก็ต้องทำใจที่จะต้องจบลงด้วยการตรวจสวนหัวใจอีก หาก CTA พบว่ามีความผิดปกติ เพราะลำพังข้อมูลจาก CTA เอาไปรักษาต่อเช่นทำบอลลูนไม่ได้

สันต์

...........................

เรียนคุณหมอสันต์

ได้ผลการตรวจหลอดเลือดหัวใจด้วยเครื่อง CT scan (256-Slice cardiac scan) ได้ค่าปรกติ ดังนี้ครับ
(05-05-11)

1. CAC = 0
2. LVEF = 75%
3. Noregional wall motion abnormality
4. No siginificant stenosis of all coronary arteries suggested
5. TSH = 1.09
6.C-Reaction = 2.65
7. Creatinine = 1.05
8. Glucose = 93
9. Cholesterol = 132
Triglyceride = 69
HDL = 41
LDL = 75

ยังมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกอยู่บ้างครับ ลองพยายามลด Pariet มาได้ประมาณ 2 สัปดาห์อาจจะลองกลับไปทานเพิ่มครับ วันนี้หลังทานอาหารเย็นรู้สึกจุกแน่นมากจนสังเกตุเห็นว่าท้องป่องออกมาทั้งๆ ที่ทานไม่เยอะเลยครับ (แน่นจนอาเจียนออกมาเป็นอาหารที่ทานเมื่อตอนกลางวัน) ผมได้ลองศึกษาอาการของกรดไหลย้อนจากเวบของหมอชาวบ้าน ซึ่งก็อธิบายไว้ค่อนข้างละเอียดดังที่คุณหมอได้แนะนำไว้ครับ

ขอบคุณอีกครั้งสำหรับข้อชี้แนะ ได้ผลเพิ่มเติมอย่างไรจะนำมาแบ่งบันอีกครับ


..........................

17 กค. 54

คุณหมอสันต์

(แอบ) ดีใจที่คุณหมอกลับมาตอบคำถามสักที หลังจากที่ทำให้ผม (แอบ) สงสัยว่าคุณหมอหายไปไหนตั้งนานกว่าสองเดือน (ที่ต้องแอบเพราะเราไม่รู้จักกัน) แต่แปลกเวลาอ่านบทความที่คุณหมอตอบแล้วมันก็ทำให้สบายใจขึ้นและได้ความรู้ดีครับ ไม่มีไรทำก็อ่านไปเรื่อยๆ

เพิ่มเติมจากคราวที่แล้วครับ หลังจากที่ได้เขียนมาเพิ่มเติมผลตรวจ CT หัวใจของผม ซึ่งคุณหมอหัวใจ (ฟังดูเหมือนพวกอกหัก) ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในซอยศูนย์วิจัย ได้อธิบายว่าน่าจะเกิดจากอาการของกรดไหลย้อนมากกว่าอาการของโรคหัวใจ และได้ให้ยากรดไหลย้อนต่อเนื่อง เเต่ได้ให้ Concor 2.5mg เสริมเนื่องจากสังเกตเห็นการเต้นหัวใจของผมที่บางครั้งเกือบร้อย หรือร้อยกว่าๆ

ทานยาต่อเนื่องได้ประมาณ 1 เดือน อาการก็เหมือนว่าจะดีขึ้นครับ อาการเจ็บหน้าอกที่เคยเกิดขึ้นเริ่มลดน้อยลง หรือเป็นน้อยกว่าเดิม ผมออกกำลังโดยการปั่นจักรยานวันละประมาณ 20-30 นาที่ (8 กม.) ต่อวัน โดยที่ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ครับ น้ำหนักผมตอนนี้เหลือ 67 จาก 85 กก. (ภูมิใจสุดๆ) เรียกว่าต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าทั้งตู้เลย และในที่สุดก็เริ่มเชื่อว่าเออ.....หมอหัวใจรักษากรดไหลย้อนเก่งดีเน่อะ...

แต่ช้าก่อน.....มันคงจะผ่านไปด้วยดี ถ้าไม่เกิดอาการใจสั่นรัวขึ้นมาอีกเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาครับ (วันเกิดแท้ๆ อ่ะ) ไม่ได้ฉลองอะไร ที่ไหน กะใครเหลือทั้งสิ้น ใส่บาตรตอนเช้าแล้วก็ไปอบรมใบประกอบวิชาชีพมาทั้งวัน เข้านอนตามปกติ อยู่ๆ ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก จำได้ว่าก่อนตื่นฝันอะไรเรื่องงาน เกี่ยวกับคนร่วมงานที่ทำให้รู้สึกไม่พอใจอยู่มาก ก็ได้เรื่องเลยครับ ตื่นมาหัวใจเต้นรัวและแรงมาก แต่ไม่มีอาการแน่นหน้าอกเหมือนครั้งแรกที่เคยเป็นเมื่อเดือนมกราฯ ตกใจสุดๆ ไม่รู้จะทำงัย ได้แต่ทุรนทุรายไปเรียกเพื่อนบ้าน (ผมโสดและอยู่บ้านคนเดียว = ผลผลิตจาก idustrialisation, perhaps) ให้พาไปส่งที่ ER ที่โรงพยาบาลรัฐใกล้บ้าน เกือบตี 2 แล้วครับ เกรงใจก็เกรงใจแต่ผมมันกลัวขึ้นสมองนี่ครับ

ถูกจับ EKG แต่ดูหมอก็ไม่ได้ตกใจกับผมสักเท่าไหร่ (เพราะมาเป็นรอบที่ 4 แล้วมั้ง) ผลก็คือหัวใจก็เป็นจังหวะดี แต่ดันเต้นเร็วไปถึง 110-120 คุณหมอให้นอนดูอาการสักพัก ฉีดยาลดกรดในกระเพาะแล้วก็ไล่ผมกลับบ้าน

ถึงเมื่อวาน (12-07-11) ผมก็กลับไปหาคุณหมอหัวใจ/กรดไหลย้อน (คนเดิม) ของผมตามนัดปกติ ตอนแรกว่าจะไม่เล่าให้ฟังว่าไปใจสั่นมา แต่สุดท้ายก็ (เอาวะ) ยังงัยก็ควรบอก....หมอฟังแล้วก็ยิ้ม และอธิบายว่าอาการทั้งหมดทั้งปวง น่าจะเกี่ยวกับสารสื่อประสาท เลยให้ลองทาน Lexopro และ Lorozane เพิ่มก่อนนอน.....พระเจ้าช่วยกล้วยทอด ผมเลยลองค้นดูว่านั่นมันฟังดูคล้ายๆ อาการโรคแพนิกเลยนิ.......อาการก็ใช่ ยาที่ให้ก็คล้าย....

เคยอ่านใน blog ของคุณหมอก็เคยเขียนไว้บ้าง ยอมรับนะครับว่าเครียดก็ไอ้อาการป่วยที่มันไม่หายสะที เครียดกับงานบ้างไหม? ผมว่าคนไทยทำงานกันไม่เป็นนะครับ ผมทำงานอยู่เมืองนอกมา 8 ปี ฝรั่งทำงานจริงๆ จังๆ ทะเราะกันกันจะบ้าตาย แต่พอถึงเวลาเลิกงานก็เลิกได้จริง คนไทยนี่ดรามาไม่รู้จะถึงไหน กลับมาได้ 2 ปี ผมว่าความเครียดผมเพิ่มขึ้น 10 เท่าเห็นจะได้ ไหนจะเรื่องอาการป่วยของคุณพ่ออีก เพิ่งทำ by pass มาได้สองปี แถมไปฟอกไตอาทิตย์ละ 3 วัน ยังทานกระยาสารทเฉยเหมือนไม่ได้ป่วยเป็นอะไร......สุดท้ายก็ดูว่าจะเครียดจริงไรจริง

บ่นพอแล้วครับ เดี๋ยวคุณหมอจะหลับไปก่อน เอาไว้ถ้ามีอาการประหลาดอะไรอีกจะมาเล่าอีกครับ......(วันนี้ก็ยังทรงๆ อึนๆ อยู่คับ) ถ้าคุณหมอว่างและพอมีเวลาก็หวังว่าจะให้คำแนะนำอีกได้บ้างนะฮ้าฟ

.......................

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว