แม่มียีน ApoE4 ตัวเองเลยปอดแหกกลัวเป็นอัลไซเมอร์ไปด้วย

(ภาพวันนี้: แก้วเจ้าจอม)

กราบเรียนคุณหมอสันต์

คุณแม่อายุ 72 มีอาการขี้หลงขี้ลืมเล็กน้อย ตรวจความจำได้คะแนนไม่ดี หมอให้ตรวจยีนพบเป็น ApoE4 หมอบอกว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์ให้ทำใจ คุณแม่กลับมามีอาการใจเสียซึมเศร้ามาหลายเดือน หนูเองก็ใจเสียเพราะกลัวตัวเองเป็นสมองเสื่อมตามคุณแม่ อยากถามคุณหมอว่าอาการขี้หลงขี้ลืมนี้คือโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ใช่หรือไม่ คนเราเมื่ออายุมากต้องสมองเสื่อมทุกคนใช่ไหม เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นอัลไซเมอร์แล้วก็คือช่วยไม่ได้แล้วใช่ไหม เพราะหมอบอกว่ายาที่ใช้มันไม่ได้ผลหรอก คนมีพันธุกรรมอัลไซเมอร์เป็นอัลไซเมอร์กี่เปอร์เซ็นต์คะ และการที่คุณแม่ตรวจพบ ApoE4 ร่วมกับมีอาการขี้ลืมเป็นอัลไซเมอร์แน่นอนแล้วใช่ไหม

ขอบพระคุณมากค่ะ

………………………………………………………………..

ตอบครับ

1.. ถามว่าอาการขี้หลงขี้ลืมคือโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ใช่หรือไม่ ขอแยกตอบเป็นสามประเด็นนะ

ประเด็นที่1. สมองเสื่อม (dementia) กับอัลไซเมอร์ไม่ได้เป็นคำเดียวกัน คำว่าสมองเสื่อมเป็นกลุ่มโรค ขณะที่โรคอัลไซเมอร์เป็นชื่อโรคหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มนี้ แต่ความที่เป็นโรคใหญ่ที่สุดของกลุ่ม คือประมาณ 60-70% ของสมองเสื่อมเกิดจากโรคอัลไซเมอร์ คนจึงใช้คำว่าสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์เสมือนเป็นคำเดียวกัน

ประเด็นที่ 2. อาการขี้หลงขี้ลืมเล็กน้อยยังไม่ถูกนับเป็นโรคสมองเสื่อม มันถูกนับเป็นอีกโรคหนึ่งเรียกว่า MCI ย่อมาจาก mild cognitive imparement แปลว่าขี้หลงขี้ลืมเล็กน้อยนั่นแหละ มันเป็นโรคนำร่อง ส่วนสมองเสื่อมของแท้นับเมื่อผู้ป่วยไม่สามารถทำกิจสำคัญในชีวิตประจำวันอย่างใดอย่างหนึ่งในเจ็ดอย่างได้ คือ (1) ไปไหนมาไหนเองไม่ได้ (2) ดูแลเงินทองของตัวเองไม่ได้ (3) จัดการหยูกยาของตัวเองไม่ได้ (4) ทำความสะอาดห้องหับที่หลับที่นอนตัวเองไม่ได้ (5) ซื้อของจ่ายตลาดเองไม่ได้ (6) หาอาหารกินเองไม่ได้ (7) อยู่คนเดียวไม่ได้

ประเด็นที่ 3. อาการขี้หลงขี้ลืมเล็กน้อยเป็นไฟแดงหรือเส้นแดงแรกที่บอกว่าภาวะสมองเสื่อมได้ดำเนินมาถึงจุดที่ต้องกระต๊ากทำอะไรสักอย่างได้แล้ว มิฉะนั้นท้ายที่สุดก็จะจบลงด้วยสมองเสื่อมระดับคลาสสิก ทั้งนี้ต้องเข้าใจนะว่าโรคอัลไซเมอร์และสมองเสื่อมจากโรคอื่นๆเกือบทั้งหมดมันก็เหมือนโรคหัวใจขาดเลือด คือมันเริ่มเกิดขึ้นและดำเนินเรื่อยมาตั้งแต่อายุน้อยๆระดับยี่สิบปีแต่ยังไม่มีอาการอะไร อาการขี้หลงขี้ลืมเล็กน้อยเป็นไฟแดงแยกแรกที่เตือนว่าวิธีใช้ชีวิตของท่านได้ลากเอาโรคนี้ดำเนินมาถึงจุดที่เริ่มมีนัยสำคัญแล้ว

 2.. ถามว่าความชราทำให้สมองเสื่อมทุกคนใช่ไหม ตอบว่าไม่ใช่ครับ ชราก็ชรา สมองเสื่อมก็สมองเสื่อม ไม่เกี่ยวกัน สมองเสื่อมมากกว่า 95% เกิดจากปัจจัยแวดล้อมในการใช้ชีวิตที่ทำให้สมองบาดเจ็บบอบช้ำ ขาดเลือด อักเสบ หรือกลายเป็นขี้เท่อที่เรียกว่าอะไมลอยด์ โดยไม่เกี่ยวกับความชรา แต่คนยิ่งชราหากใช้ชีวิตแบบไม่เอื้อต่อการมีสุขภาพดีก็จะยิ่งสะสมเหตุปัจจัยทำให้สมองเสื่อมไว้ได้มาก

3.. ถามว่าสมองเสื่อมเป็นโรคที่ช่วยอะไรไม่ได้แล้วใช่ไหม เพราะยาก็ไม่มี ตอบว่าไม่ใช่ครับ หลักฐานวิทยาศาสตร์ตอนนี้ชัดแล้วที่จะตอบคำถามนี้ได้ งานวิจัยชิ้นหนึ่งทำโดย Chicago Health and Aging Project และ Rush Memory and Aging Projects ได้ใช้ตัวชี้วัดวิธีใช้ชีวิตออกมาเป็นคะแนนในประเด็นการกินอาหารดีต่อสมอง (MIND diet ซึ่งผมเคยเขียนถึงบ่อย) การออกกำลังกาย การเลิกบุหรี่ การนอนหลับ การผ่อนคลายความเครียด และการทำกิจกรรมกระตุ้นสมอง งานวิจัยพบว่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามปัจจัยด้านวิถีชีวิตเหล่านี้ ผู้ที่ปฏิบัติตามปัจจัยด้านเหล่านี้ได้ถึงสองหรือสามอย่าง มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์ ลดลง 37% ขณะที่ผู้ที่ปฏิบัติตามได้สี่หรือห้าอย่าง ปัจจัยเหล่านี้ลดความเสี่ยงลงได้ถึง 60% ซึ่งเหลือเชื่อ เป็นครั้งแรกที่ผลวิจัยสรุปว่าผู้ที่ใช้ชีวิตแบบเอื้อต่อการมีสุขภาพดี ลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมลงได้ถึง 60% ย้ำ สมองเสื่อมป้องกันได้ 60% โดยการเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดีในห้าประเด็นหลัก คือ (1) อาหาร (2) การออกกำลังกาย (3) การนอนหลับ (4) การจัดการความเครียด (5) การฝึกกระตุ้นสมอง

4.. ถามว่าคนมีพันธุกรรมอัลไซเมอร์เป็นอัลไซเมอร์กี่เปอร์เซ็นต์ ตอบว่าการทำงานของยีนมันซับซ้อนเกินกว่าจะตอบคำถามนี้ของคุณง่ายๆตรงๆเป็นตัวเลขได้ งานวิจัย GWAS หรือ Genome-Wide Analysis ซึ่งวิจัยว่ายีนใดที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์แค่ไหน พบว่าโรคนี้มีเพียง 3% เท่านั้นที่ถูกขับเคลื่อนโดยยีนที่ควบคุมแบบเต็มร้อย หมายความว่า ถ้าคุณมียีนชนิดนั้น ไม่ว่าคุณจะทำอะไร คุณก็จะเป็นโรคนี้ ที่เหลืออีก 97% เป็นปัจจัยวิธีใช้ชีวิตและสิ่งแวดล้อม

แม้ใน 3% ที่ว่ายีนคุมได้หมดจริงๆแล้วก็ไม่หมด มียีนอยู่สามตัวที่ว่าเป็นตัวกลั่นที่สุดใครมีมักเป็นโรคแหงๆ คือยีน Presenilin-1, ยีน APP และยีน Presenilin-2 แต่งานวิจัยกับยีน APP พบว่าคนมียีนนี้ที่ดูแลอาหารและการใช้ชีวิตตัวเองดีก็สามารถยืดเวลาเป็นสมองเสื่อมออกไปได้นานกว่าคนมียีนแต่ไม่สนใจปรับวิธีใช้ชีวิต

อีกงานวิจัยหนึ่งบ่งชี้ว่าผู้ที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมต่อภาวะสมองเสื่อมมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคนี้ถึง 60% อย่างไรก็ตาม หากมียีนเสี่ยงด้วยแล้วมีวิถีชีวิตที่ไม่เอื้อต่อการมีสุขภาพดีด้วย ความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองเสื่อมจะเพิ่มขึ้น 360% คือหากมียีนไม่ดียิ่งทำตัวไม่ดียิ่งเป็นโรคมาก ในขณะที่อีกงานวิจัยหนึ่งให้ข้อมูลว่าหากเปรียบเทียบจากตัวชี้วัดปัจจัยเสี่ยงในการใช้ชีวิต ผู้มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมที่มีตัวชี้วัดปัจจัยเสี่ยงในการใช้ชีวิตดี จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมแค่ราวหนึ่งในสามของประชากรทั่วไป หมายความว่าแม้ยีนจะไม่ดี แต่หากใช้ชีวิตดีโอกาสเป็นโรคยังน้อยกว่าคนทั่วไปโดยเฉลี่ยเสียอีก ทั้งหมดนี้ให้เห็นถึงความสำคัญของวิธีใช้ชีวิต

5.. ถามว่าแม่ไปตรวจพบยีน ApoE4 แปลว่าเป็นอัลไซเมอร์แน่นอนใช่ไหม ตอบว่าไม่ใช่ครับ ผมขอโอกาสนี้พูดถึงยีน ApoE หน่อยนะ มันเป็นกลุ่มของยีน ซึ่งมีหน้าตาได้หลายแบบเช่นแบบ ApoE2, ApoE3, ApoE4 และอื่นๆอีก หน้าที่ของพวกยีน ApoE คือควบคุมการผลิตโปรตีนเพื่อไปใช้ในการขนส่งไขมันบ้าง ในการเผาผลาญไขมันบ้าง และในปฏิกริยาการอักเสบบ้าง คนมียีนแบบ ApoE2 ก็โชคดีเพราะมันเป็นยีนที่ขยันทำหน้าที่ ทำให้คนมียีน ApoE2 เป็นสมองเสื่อมยาก แต่ใครมีชนิด ApoE4 ก็ถือว่าโชคไม่ดีเพราะมันเป็นยีนที่ทำหน้าที่ได้ห่วยแตก สมมุติว่าในหน้าที่ที่จะต้องขนส่งไขมัน ธรรมดามันก็ขนส่งไขมันแทบจะไม่ทันอยู่แล้ว แต่หากมีเหตุอื่นที่เพิ่มภาระการขนส่งไขมันขึ้นมา เช่นสมมุติว่าขยันกินอาหารไขมันสูงเข้าไป ไขมันเลยท่วมเลยคราวนี้ นี่เป็นตัวอย่างว่าปัจจัยการใช้ชีวิตมันเกี่ยวกับการทำงานของยีนอย่างไร ในโรคอัลไซเมอร์นี้ วิธีใช้ชีวิตเป็นอย่างไรและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไรส่งผลต่อการทำหน้าที่ของยีนด้วย

งานวิจัยพบว่าผู้ที่มียีน ApoE4 หนึ่งยีนจากข้างพ่อหรือข้างแม่เพียงข้างเดียว (หนึ่งอัลลีล) มีความเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์เพิ่มมากกว่าคนทั่วไปสี่เท่า ในขณะที่คนที่มียีนมาจากทั้งสองข้างหรือสองอัลลีลมีความเสี่ยงถึง 12 เท่า หมายความว่าผู้ที่มียีนทั้งสองข้างจะต้องเป็นโรคนี้แน่นอนอย่างนั้นหรือ ตอบว่าไม่ใช่เลย งานวิจัยติดตามดูพบว่า 50% ของคนมียีนนี้ทั้งสองข้างไม่มีใครเป็นโรคอัลไซเมอร์เลยสักคน ส่วนอีก 50% ที่เหลือซึ่งเป็นโรคอัลไซเมอร์ส่วนใหญ่ก็เกิดจากวิธีใช้ชีวิตของเขาเอง

6. ถามว่าอะไรที่เป็นปัจจัยผลักดันให้เป็นสมองเสื่อม ตอบว่าหลักฐานตอนนี้ผมสรุปได้ว่ามี 4 ปัจจัยใหญ่ คือ (1) การอักเสบ (2)การเกิดออกซิเดชั่น (3) ความผิดปกติในการควบคุมกลูโค้ส (4) ความผิดปกติในการควบคุมไขมัน ซึ่งทั้งสี่ปัจจัยนี้สามารถดูแลแก้ไขได้ผ่านการใช้ชีวิตแบบเอื้อต่อการมีสุขภาพดี ที่ผมแบ่งสี่อย่างนี้เป็นการแบ่งตามผลวิจัย คุณอาจจะเอาไปใช้ประโยชน์ยาก ผมเองก็ไม่มีเวลาอธิบายมาก ให้คุณเอาคำตอบของคำถามที่ 3. ไปใช้ประโยขน์แบบตรงๆเลยจะง่ายกว่า

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

                                               

                                               

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

แจ้งข่าวด่วน หมอสันต์ตัวปลอมกำลังระบาดหนัก

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว

เลิกเสียทีได้ไหม ชีวิตที่ต้องมีอะไรมาจ่อคิวต่อรอให้ทำอยู่ตลอดเวลา

ไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นที่สูงแล้วกลับมาป่วยยาว (โรค HAPE)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren