ยาถอนพิษยากันเลือดแข็ง Dabigatran (Pradaxa)

เรียนคุณหมอสันต์ที่เคารพ
ดิฉันอายุ 57 ปี เป็นหัวใจห้องบนเต้นรัวแบบ AF ต้องกินยากันเลือดแข็งตลอดชีวิต ดิฉันต้องการเปลี่ยนยาจากยา Warfarin ไปเป็นยา Pradaxa เพราะไม่อยากเจาะเลือดบ่อยๆ แต่คุณหมอที่ดูแลมีความเห็นต่อต้านมาก โดยขู่ว่ายานี้มันไม่มียาถอนพิษ ถ้าเลือดออกแล้วคุณตายลูกเดียวนะ ต่างจากยาวาร์ฟารินถ้าเลือดออกมากก็ฉีดวิตามินเค.ถอนพิษได้ อยากถามความเห็นของหมอสันต์เป็น second opinion

........................................................

ตอบครับ

     นั่นแน่ พูดคำเท่เสียด้วย second opinion คำนี้อย่าพูดบ่อยนะคุณ เพราะมันแปลเป็นภาษาไทยว่า "การยุให้หมอตีกัน" (หิ หิ พูดเล่น)

     ปัญหาการที่แพทย์ไม่ยอมเปลี่ยนยากันเลือดแข็งที่ชื่อวาร์ฟาริน (Warfarin) ซึ่งใช้มาจนคุ้นมือแล้วแต่ว่าคนไข้ต้องลำบากลำบนคอยเจาะเลือดบ่อยๆ ไปเป็นยาดาบิกาทราน (dabigatran หรือชื่อการค้าว่า Pradaxa) ซึ่งเป็นยาใหม่ที่ไม่ต้องเสียเวลาติดตามเจาะเลือด แถมยังมีผลข้างเคียงในแง่เลือดออกผิดปกติน้อยกว่ายาวาร์ฟารินนั้น ไม่ใช่ปัญหาเชิงวิทยาศาสตร์ แต่เป็นปัญหาเชิงจิตวิทยาเกี่ยวกับความกังวลของตัวแพทย์เอง ซึ่งผมสรุปเอาเองว่าแพทย์มีความกังวลอยู่สี่อย่างคือ

(1) กังวลว่ายาดาบิกาทรานจะมีอุบัติการณ์เลือดออกในสมองมากกว่ายาวาร์ฟาริน

(2) กังวลว่าเวลาเลือดออกฉุกเฉินแล้วไม่มียาต้าน

(3) กังวลว่าขนาดที่วิจัยในฝรั่งจะมากเกินสำหรับคนไทย จะลดขนาดเอาเองก็กลัวไม่มีหลักฐานรองรับ

(4) กังวลว่าผู้ป่วยจะเสียเงินมากขึ้น

     กรณีที่ 1. ความกังวงว่ายาดาบิกาทรานจะมีอุบัติการณ์เลือดออกในสมองมากกว่ายาวาร์ฟารินนั้น เป็นความกังวลตามกระแสข่าว เพราะในอินเตอร์เน็ทมีข้อมูลเยอะแยะว่ามีคนฟ้องร้องยาดาบิกาทรานมาก ถึงขั้นมีทนายหัวใสเปิดเว็บไซท์รับฟ้องให้ก่อนยังไม่ต้องจ่ายเงิน ถ้าชนะแล้วค่อยเอาเงินมาแบ่งกัน (กับทนาย) แม้แต่ FDA ก็ออกหนังสือเตือนว่ากำลังทบทวนรายงานหลังการขาย (post marketing report) ของยานี้อยู่ว่าทำให้เลือดออกมากกว่าผลวิจัยที่ทำไว้ก่อนการขายหรือไม่ แม้หน่วยงานของรัฐบางประเทศเช่น ออสซี่ ญี่ปุ่น ต่างก็ออกหนังสือเตือนเหมือนกันว่าใช้ยานี้ระวังเรื่องเลือดออกนะ

     แต่ข่าวก็เป็นแค่ข่าว ภาษาแพทย์เรียกว่าเป็น anecdote คือเป็นแค่เรื่องเล่า ไม่ใช่หลักฐานวิทยาศาสตร์ มาถึงวันนี้ยังไม่มีหลักฐานแม้แต่ชิ้นเดียวที่จะยืนยันได้ว่ายาดาบิกาทรานมีอุบัติการเลือดออกในสมองมากกว่ายาวาร์ฟาริน มีแต่หลักฐานว่าเลือดออกน้อยกว่า ข้อมูลจากงานวิจัย RE-LY ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ใหญ่ที่สุดในเรื่องนี้ก็ยืนยันว่าดาบิกาทรานมีอุบัติการณ์เลือดออกโดยรวมต่ำกว่าวาร์ฟาริน คำแนะนำเวชปฏิบัติต่างๆรวมทั้งของสมาคมหัวใจยุโรป (ESC) ได้ออกคำแนะนำเวชปฏิบัติหรือ guidelines เรื่องการป้องกันอัมพาตในคนไข้ AF ว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อบ่งชี้ให้ใช้ยากันเลือดแข็ง แนะนำให้พิจารณาใช้ยาต้านทรอมบิน (เช่น dabigatran) มากกว่าใช้ยาวาร์ฟารินมาตั้งแต่ปีค.ศ. 2012 ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกว่าข่าวนั้นไปทางหนึ่ง แต่หลักฐานวิทยาศาสตร์นั้นไปอีกทางหนึ่ง

     กรณีที่ 2 ความกังวลว่าเวลาเลือดออกฉุกเฉินแล้วจะไม่มียาต้าน มาถึงวันนี้ความกังวลนั้นก็น่าจะหมดไปได้แล้ว เพราะตอนนี้ยาถอนพิษของ Dabigatran ที่มีฤทธิระดับเชื่อถือได้มีใช้แล้วชื่อยา Idarucizumab งานวิจัยการใช้ยาตัวนี้ถอนพิษของ Dabigatran ได้ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ (N Engl J Med) ในงานวิจัยนี้ซึ่งเป็นงานวิจัยแบบตามดูกลุ่มคน (cohort) เขาเอาผู้ป่วยที่ใช้ยา Dabigatran แล้วมีเลือดออกมากมา 503 คน เป็นผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มที่มีเลือดออกมากคุมอยู่ไม่จริงๆ 301 คน เป็นผู้ป่วยในกลุ่มที่จะต้องระงับฤทธิ์ยากันเลือดแข็งก่อนจะเข้าผ่าตัด 202 คน เอามาฉีดยาถอนพิษ Idarucizumab ขนาด 5 กรัมเข้าหลอดเลือดดำ แล้ววัดดูการแข็งตัวของเลือดหลังจากนั้น 4 ชั่วโมง พบว่ายานี้สามารถถอนฤทธิ์ของ Dabigatran ได้ 100% โดยถอนพิษเฉลี่ยได้ใน 2.5 ชั่วโมงในกลุ่มเลือดไหลไม่หยุด และ 1.6 ชั่วโมงในกลุ่มเตรียมตัวผ่าตัด จึงสรุปผลได้ว่าในภาวะฉุกเฉิน การฉีดยา idarucizumab เข้าเส้นสามารถหยุดฤทธิิ์ยา Dabigatran ได้ค่อนข้างจะทันที 100%

     กรณีที่ 3. ความกังวลว่าขนาดที่วิจัยในฝรั่งจะมากเกินสำหรับคนไทย จะลดขนาดเอาเองก็กลัวไม่มีหลักฐานรองรับ ความจริงแม้จะไม่มีงานวิจัยในคนไทย แต่ก็มีงานวิจัยในคนญี่ปุ่นซึ่งน่าจะเทียบเคียงอนุมาณใช้กับคนไทยได้ งานวิจัยนี้เปรียบเทียบขนาดในคนญี่ปุ่นครั้งละ 150 มก. กับขนาด 110 มก. แล้วพบว่าขนาดที่ให้ระดับในเลือดพอป้องกันอัมพาตได้ดีในคนญี่ปุ่นคือครั้งละ 150 มก.เท่ากับฝรั่ง ส่วนขนาด 110 มก.นั้นให้ระดับต่ำเกินไปสำหรับคนญี่ปุ่น

     กรณีที่ 4. กลัวว่าผู้ป่วยจะเสียเงินมากขึ้น อันนี้เป็นความกลัวที่มีเหตุผล แต่คนที่จะตัดสินใจน่าจะต้องเป็นตัวผู้ป่วยซึ่งเป็นคนจ่ายเงิน

     กล่าวโดยสรุป มาถึงวันนี้หลักฐานบ่งชี้ชัดว่าในการป้องกันการแข็งตัวของเลือด ยาดาบิกาทรานมีประสิทธิผลเท่าหรือดีกว่า และมีความปลอดภัยเท่าหรือมากกว่ายาวาร์ฟาริน ความกลัวเรื่องการไม่มียาต้านพิษก็หมดไปแล้วเพราะตอนนี้มียาต้านพิษใช้แล้ว ข้อมูลเหล่านี้อาจจะช่วยให้แพทย์เปิดให้ดาบิกาทรานเป็นทางให้ผู้ป่วยเลือกนอกเหนือไปจากวาร์ฟารินโดยที่ตัวแพทย์เองไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวอีกต่อไป
 
นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

ปล.
คำประกาศเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน หมอสันต์ไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวดองใดๆทั้งกับยาวาร์ฟารินและยาดาบิกาทราน และไม่มีญาติโกโหติกาทำมาค้าขายยาสองตัวนี้แต่อย่างใด 

บรรณานุกรม
1.      US Food and Drug Administration. Pradaxa (dabigatran etexilate mesylate): Drug Safety Communication - Safety Review of Post-Market Reports of Serious Bleeding Events. (August 12, 2012). Accessed on September 13, 2012 at http://www.fda.gov/safety/medwatch/safetyinformation/safetyalertsforhumanmedicalproducts/ucm282820.htm
2.      Australian Govrenment Department of Health and Aging, Therapeutic Goods Administration. Dabigatren (Pradaxa) risk of bleeding relating to use; Safety advisory, 3 November 2011. Accessed on September 13, 2012 at http://www.tga.gov.au/safety/alerts-medicine-dabigatran-111005.htm
3.      The Japanese Ministry of Health, Labor, and Welfare. Safety advisory of the potential for adverse events with dabigatran, November 3, 2011. Accessed on September 13, 2012 at http://www.theheart.org/article/1264365.do
4.      Connolly SJ, Ezekowitz MD, Yusuf S, Eikelboom J, Oldgren J, Parekh A, Pogue J et.al. Dabigatran versus Warfarin in Patients with Atrial Fibrillation. N Engl J Med 2009; 361:1139-1151
 5. European Society of Cardiology. 2012 Update of the  ESC Guidelines on the management of atrial fibrillation. European Heart Journal 2012. DOI:10.1093/Eurheartj.ehs25
6. Tomimori H, Yamamura N, Adachi T, Fukui K. Pharmacokinetics, safety and pharmacodynamics after multiple oral doses of dabigatran etexilate capsule (110 mg and 150 mg b.i.d., 7 days) in healthy Japanese and Caucasian male subjects: An open label study. Study no. 1160.61. Report no. U06-3420. Boehringer Ingelheim Internal Report, 2006.
7. Pollack CV-Jr., Reilly PA et al. Idarucizumab for Dabigatran Reversal — Full Cohort Analysis.
N Engl J Med 2017; 377:431-441August 3, 2017DOI: 10.1056/NEJMoa1707278

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว