ปัจจัยที่ห้าสำหรับคุณ..

เรียนคุณหมอสันต์ที่เคารพ
ผมเป็นแฟนเงียบมาตั้งแต่ทำบอลลูนหลอดเลือดหัวใจเมื่อปีพ.ศ. 2556 หลังทำบอลลูนได้ปฏิบัติตัวทุกอย่างตามที่คุณหมอแนะนำไว้ซึ่งเพื่อนเขาส่งมาให้ที่จั่วหัวว่า ในโอกาสมีคนอ่านสี่ล้านครั้ง คือผมเลิกบุหรี่แล้วตั้งแต่ก่อนทำบอลลูน หลังได้อ่านของคุณหมอส้ันต์ก็เลิกดื่มกาแฟใส่ครีมเทียมและน้ำตาล เปลี่ยนมาดื่มกาแฟดำ เลิกดื่มเครืื่องดื่มใส่น้ำตาลทุกชนิด รวมทั้งโค้กเป๊บซี่ ปั่นผลไม้ด้วยเครื่องปั่นความเร็วสูงแบบไม่ทิ้งกากกินทุกวัน ให้แม่บ้านลดการผัดทอดอาหารลง และลดการกินอาหารเนื้อสัตว์ลงไปมาก จนแทบจะเหลือแต่ปลาและนานๆก็มีไก่สักครั้ง ทำตัวอย่างนี้มาหลายปี น้ำหนักลดลงไป 11 กก. เหลือ 60 กก. (สูง 165 ซม.) ไขมันในเลือดผมดีขึ้นมากจนโคเลสเตอรอลรวมเหลือ 154 ในแง่การออกกำลังกายก็ปั่นจักรยานอยู่กับที่สลับกับเดินสายพานจนหอบทุกวันและฝึกกล้ามเนื้อด้วยดัมเบลและสายยืดแบบที่คุณหมอแสดงให้ดูในคลิปด้วยเกือบทุกวัน ตอนนี้ผมไม่มีอาการเจ็บหน้าอกแล้ว ยาความดันก็หยุดไปได้แล้ว ยาที่ยังกินอยู่มี apolet กับ aspirin เท่านั้น ผมจะเกษียณปีนี้ มีเงินเก็บอยู่บ้าง ภาระดูแลลูกเต้าก็หมดแล้ว อยากจะมีโอกาสได้ใช้เงินใช้ทองอย่างสบายๆในวัยเกษียณสักหลายๆปีหน่อย ไม่อยากจะป่วยเข้าๆออกโรงพยาบาลให้เป็นภาระของภรรยาซึ่งเธอก็อายุมากแล้วเช่นกัน จึงอยากถามคุณหมอสันต์ว่ามีอะไรที่ผมในฐานะคนเป็นโรคหัวใจทำบอลลูนใส่ขดลวดแล้วพึงทำแต่ยังไม่ได้ทำอีกบ้าง ในแง่ที่จะทำให้สุขภาพแข็งแรงไม่ป่วยเรื้อรังในวัยเกษียณ

..........................................................

ตอบครับ

     ถามว่าสำหรับคนเป็นโรคหัวใจขาดเลือดที่มีเงินมากและยังไม่อยากตายเร็ว หากทำตัวดีหมดทุกอย่างตามที่หมอสันต์แนะนำดังที่คุณจะระไนมาข้างต้นแล้ว ยังมีอะไรที่ควรทำแต่ยังไม่ได้ทำอีกไหม ตอบว่ามีอยู่อีกอย่างหนึ่งครับ นั่นคือการภาวนาหรือการทำสมาธิวิปัสสนา (meditation)

     คำตอบของผมมีพื้นฐานอยู่บนผลการทบทวนงานวิจัยของคณะทำงานวิทยาศาสตร์ของสมาคมหัวใจอเมริกัน (AHA) ครั้งล่าสุดที่ตีพิมพ์ไว้ในวารสารสมาคมหัวใจอเมริกัน (J of Am Heart Assoc) เมื่อปลายเดือนที่แล้ว การทบทวนงานวิจัยครั้งใหญ่นี้ได้ทำการศึกษาเฉพาะงานวิจัยระด้ับสูง โดยคัดแยกเอางานวิจัยเกี่ยวกับสมาธิวิปัสสนาในรูปแบบที่มีการออกกำลังกายควบไปด้วยเช่นโยคะ และไทชิ (รำมวยจีน) ออกทิ้งไปหมดเพื่อตัดปัจจัยกวนที่อาจเกิดจากการออกกำลังกายซึ่งทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีผลดีต่อโรคหัวใจ จึงเหลือแต่งานวิจัยการทำสมาธิวิปัสสนาแบบนั่งทำหรือนอนทำเท่านั้น ซึ่งก็เหลือการภาวนาไม่กี่แบบ ได้แก่การนั่งสมาธิ (Concentration meditation) การทำวิปัสสนา (Insight meditation) การฝึกสติ  (Mindful meditation) การภาวนาแบบเซ็น (Zen meditation หรือ Zazen การฝึกจิตแบบราชาโยคะ (Raja Yoga) การแผ่เมตตา (Loving-Kindness - Metta) การฝึกสมาธิแบบทีเอ็ม Transcendental Meditation) และการฝึกสนองตอบแบบผ่อนคลาย (Relaxation Response)

    ผลการวิจัยพบว่าการทำสมาธิภาวนามีความสัมพันธ์กับ (1) การลดระดับของความเครีียด ซึมเศร้า กังวล (2) การเพิ่มคุณภาพการนอนหลับ (3) การเพิ่มความรู้สึกดีๆในชีวิตประจำวัน (4) การลดความดันเลือด (5) การช่วยให้หยุดบุหรี่ง่ายขึ้น (6) การลดอุบัติการณ์ของการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหรือหัวใจวาย (heart attack) โดยที่ทั้งหมดนี้ยังอธิบายไม่ได้ว่าสมาธิวิปัสสนามันมีกลไกการออกฤทธิ์หรือความเป็นเหตุเป็นผลต่อโรคเหล่านี้อย่างไร

     พูดถึงการทำสมาธิภาวนาหรืือ meditation นี้ มีผลวิจัยตีพิมพ์ไว้ค่อนข้างมากแล้วว่ามันมีผลต่อการเติบโตของสมองไปในทางทีี่ดี โดยวงการแพทย์สามารถแสดงหลักฐานการเปลี่ยนแปลงการทำงานของสมองที่ตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือขณะทำสมาธิวิปัสสนาได้ชัดเจน ประเด็นสำคัญคือมีหลักฐานว่าการปฏิบัติสมาธิิวิปัสสนาทำให้มีการสร้างเนื้อสมองใหม่ (neuroplasticity) ซึ่งเป็นทิศทางที่ตรงกันข้ามกับการเป็นโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ที่เนื้อสมองหดหายหรือถูกทำลายลงทุกวัน ผมจะยกตัวอย่างงานวิจัยเด่นๆที่ทำดีมากมาให้ดูห้างานวิจัย

     (1) งานวิจัยหนึ่งใช้คลื่นแม่เหล็ก MRI ตรวจเปรียบเทียบเนื้อสมองของคนที่นั่งสมาธิวิิปัสสนามากเปรียบเทียบกับคนไม่นั่ง พบว่าคนที่นั่งสมาธิวิปัสสนามากมีเนื้อสมองส่วนเกี่ยวกับความคิดวินิจฉัยและการทำงานระดับซับซ้อน (cortex) ใหญ่กว่าของคนทีี่ไม่นั่งสมาธิวิปัสสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อสมองส่วนที่เกี่ยวของกับการจัดจ่อสนใจและการรับรู้สิ่งเร้า

     (2) อีกงานวิจัยหนึ่งพบว่าการทำสมาธิวิปัสสนามีความสัมพันธ์กับการที่เนื้อสมองเทา (gray matter) ที่ก้านสมอง (brain stem) ซึ่งเป็นส่วนควบคุมระบบการหายใจและระบบหัวใจหลอดเลือดมีขนาดใหญ่ขึ้นเทียบกับคนที่ไม่ได้ทำ

     (3) อีกงานวิจัยหนึ่งพบว่าเนื้อสมองเทาส่วนที่เรียกว่า right orbito-frontal cortex and hippocampus ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมอารมณ์มีขนาดใหญ่กว่าคนที่ไม่ทำสมาธิวิปัสสนา

     (4) อีกงานหนึ่งทำวิจัยติดตามดูก่อนและหลังการเรียนทำสมาธิวิปัสสนา พบว่าการฝึกสติลดความเครียด (MBSR) นาน 8 สัปดาห์ หลังฝึกขนาดของเนื้อสมองเทาส่วนฮิปโปแคมปัสข้างซ้ายซึ่งเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้จดจำมีขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนการฝึก
ตรวจการเชื่อมต่อในสมองด้วยเทคนิค DTI

     (5) อีกงานวิจัยหนึ่งใช้วิธีสร้างภาพสมองแบบ Diffusion Tensor Imaging (DTI) เปรียบเทียบเนื้อสมองก่อนและหลังฝึกนั่งสมาธิวิปัสสนานานเพียง 4 สัปดาห์ พบว่ามีการสร้างการเชื่อมต่อใหม่ๆระหว่างพื้นที่ในสมองโดยเฉพาะในส่วน anterior cingulate cortex ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมตนเอง เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ทำการฝึกการสนองตอบแบบผ่อนคลายนาน 4 สัปดาห์เช่นกันพบว่ากลุ่มควบคุมไม่มีการเชื่อมต่อใหม่ๆในสมองดังกล่าวเกิดขึ้น

     การสำรวจของสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐพบว่าทุกวันนี้คนอเมริกัน 8% ทำสมาธิภาวนาไม่แบบใดก็แบบหนึ่งอยู่ แต่ว่างานวิจัยผลของสมาธิวิปัสสนาต่อโรคหัวใจขาดเลือดที่สรุปผลได้แบบตรงๆและโต้งๆยังไม่มีให้เห็นช้ดเจน การทบทวนงานวิจัยครั้งนี้จัดว่าเป็นรวมหลักฐานที่เป็นรูปธรรมครั้งแรกที่สรุปให้เห็นชัดๆได้ว่าสมาธิวิปัสสนามีผลดีต่อโรคหัวใจในระยะยาว แม้ว่าจะยังไม่ทราบกลไกการออกฤทธิ์ที่แท้จริงก็ตาม

     เนื่องจากการทำสมาธิวิปัสสนามันทำง่าย มีความเสี่ยงน้อย ดังนั้นผมแนะว่าคุณควรทำไปเลย ไม่ต้องไปรอให้วงการแพทย์พิสูจน์กลไกการออกฤทธิ์ในการลดอุบัติการณ์ของหัวใจวายดอก

     นี่ผมจะเล่าความลับของตัวผมเองให้ฟังนะ ผมก็เป็นโรคเดียวกับคุณ เพียงแต่ผมไม่ยอมสวนหัวใจทำบอลลูนเท่านั้น สมัยที่ผมเริ่มรักษาตัวเองใหม่ๆ ผมก็ทุ่มให้กับเรื่องอาหารและการออกกำลังกาย หกเดือนผ่านไปผมก็ดีขึ้นเห็นหน้าเห็นหลัง ผลเลือดดี ไขมันลง ความดันลง พุงยุบ น้ำหนักลด ออกกำลังกายได้จนหอบโดยไม่เจ็บหน้าอก โดยที่ผมไม่เคยยุ่งกับเรื่องการจัดการความเครียดหรือการทำสมาธิวิปัสสนาในรูปแบบใดๆเลยอยู่นานหลายปี มาปีหลังๆผมสังเกตตัวเองว่าแม้ไขมันในเลือดจะดีแล้ว ความดันจะปกติแล้ว เลิกยาได้หมดแล้ว ออกกำลังกายมากๆจนหอบแฮ่กๆได้โดยไม่เจ็บหน้าอกแล้ว แต่เวลาหงุดหงิดกับคนใกล้ชิดผมรับรู้ได้ถึงอาการแน่นๆในหน้าอกที่อธิบายไม่ถูกเหมือนคนเก็บกดอะไรแล้วไม่มีทางออก อาการนี้เกิดขึ้นขณะที่ไม่ได้ออกแรงอะไร ตรงกันข้าม เวลาไปออกกำลังกายผมจิตใจปลอดโปร่งและปร๋อได้ไม่มีปัญหา บังเอิญช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมเริ่มสอนให้ผู้ป่วยของผมรับมือกับอาการปวดเรื้อรังของตัวเอง วิธีที่งานวิจัยบอกว่าได้ผลดีที่สุดก็คือวิธีฝึกสติลดความเครียด  (MBSR) ผมก็ไปเรียนตามแบบของมหาวิทยาลัยแมสซาจูเซ็ทแล้วเอามาสอนคนไข้ สอนเขาไปด้วย ตัวเองก็เรียนไปด้วย ความอยากช่วยคนไข้จูงใจให้ศึกษาทดลองวิธีปฏิบัติที่แตกต่างหลากหลายมากขึ้น จนรู้มากขึ้นและมีทักษะปฏิบัติในเรื่องสมาธิวิปัสสนามากขึ้น แล้วอาการแน่นๆหน้าอกที่ชอบมาเยือนเวลาหงุดหงิดนั้นก็หายไปเป็นปลิดทิิ้ง ความจริงผมว่ามันหายเพราะผมเลิกหงุดหงิดกับคนรอบตัวมากกว่า คนรอบตัวผมก็เป็นคนเดิมๆนะ แต่เป็นผมที่เลิกหงุดหงิดเอง พอความหงุดหงิดมันหายไป อาการแน่นหน้าอกก็หายไปด้วย   

     สรุปว่าสำหรับคนเป็นโรคหัวใจขาดเลือด นอกจากการจัดการปัจจัยเสี่ยงหลักอันเป็นมาตรฐานด้วยการเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ที่เป็นเสมือนปัจจัยสี่ของโรคนี้อันได้แก่ (1) การเลิกบุหรี่ (2) การลดไขมันในเลือดด้วยการเปลี่ยนอาหารและใช้ยาถ้าจำเป็น (3) การควบคุมความดันเลือด และ (4) การออกกำลังกายแล้ว หลักฐานทางการแพทย์นับถึง ณ วันนี้บ่งชี้ว่า สิ่งที่ควรทำเพิ่มอีกอย่างหนึ่งเป็นปัจจัยที่ห้า คือ..การทำสมาธิวิปัสสนา

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Richard A. Lange, , C. Noel Bairey-Merz, et al. on behalf of the American Heart Association Council on Clinical Cardiology, Council on Cardiovascular and Stroke Nursing, and Council on Hypertension. Meditation-might-be-useful-addition-to-heart-healthy-lifestyle-and-medical-treatment. Accessed on October 7, 2017 at https://newsroom.heart.org/news/meditation-might-be-useful-addition-to-heart-healthy-lifestyle-and-medical-treatment.
2. Lazar, S. W., Kerr, C. E., Wasserman, R. H., Gray, J. R., Greve, D. N., Treadway, M. T., … & Fischl, B. (2005). Meditation experience is associated with increased cortical thickness. Neuroreport, 16(17), 1893-1897. doi: 10.1097/01.wnr.0000186598.66243.19
3. Vestergaard-Poulsen, P., van Beek, M., Skewes, J., Bjarkam, C. R., Stubberup, M., Bertelsen, J., & Roepstorff, A. (2009). Long-term meditation is associated with increased gray matter density in the brain stem. Neuroreport, 20(2), 170-174. doi: 10.1097/WNR.0b013e328320012a
4. Luders, E., Toga, A. W., Lepore, N., & Gaser, C. (2009). The underlying anatomical correlates of long-term meditation: larger hippocampal and frontal volumes of gray matter. Neuroimage, 45(3), 672-678. doi: 10.1016/j.neuroimage.2008.12.061
5. Hölzel, B. K., Carmody, J., Vangel, M., Congleton, C., Yerramsetti, S. M., Gard, T., & Lazar, S. W. (2011). Mindfulness practice leads to increases in regional brain gray matter density. Psychiatry Research: Neuroimaging, 191(1), 36-43. doi: 10.1016/j.pscychresns.2010.08.006
6. Tang, Y. Y., Lu, Q., Fan, M., Yang, Y., & Posner, M. I. (2012). Mechanisms of white matter changes induced by meditation. Proceedings of the National Academy of Sciences, 109(26), 10570-10574. doi: 10.1073/pnas.1207817109

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว