เมื่อการตรวจสุขภาพคือสินค้า ก็ต้องมีการสร้างความหลากหลายให้เลือก

อจ.ค่ะ
ดิฉันจะไปตรวจสุขภาพประจำปี รพ.เสนอโปรแกรมการตรวจสุขภาพมาให้ มีรายการที่เสนอให้ตรวจอยู่สองรายการซึ่งดิฉันไม่ทราบว่าตรวจอะไร ตรวจไปทำไม คือ (1) Anti-MOGและ (2) Metaneprine รบกวนสอบถามอาจารย์ว่ามันคือการตรวจอะไร จำเป็นมากน้อยเพียงใด
ขอบคุณค่ะ

............................................................

ตอบครับ

     1. ถามว่า Anti-MOG คืออะไร ตอบว่า Anti หมายถึง antibody แปลว่าภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อสิ่งต่างๆ ส่วนตัวย่อ MOG มาจากคำเต็มว่า Myelin oligodendrocyte glycoprotein ซึ่งเป็นโมเลกุลที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ปลอกประสาทของร่างกาย Anti-MOG ก็คือภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองชนิดทำลายปลอกประสาทของร่างกาย

     ตัว Anti-MOG นี้ หากไปทำลายปลอกประสาทเข้าก็จะเป็นโรคปลอกประสาทอักเสบ (demyelinating disease) ถ้าไปเกิดกับระบบประสาทกลางก็จะเกิดโรคที่พวกฝรั่งเป็นกัน เช่น โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (multiple sclerosis หรือ MS) และโรคปลอกประสาทตาอักเสบ (neuromyelitis optica หรือ NMO) ทั้งสองโรคมีอาการคล้ายกันคือหากเป็นกับประสาทตา ตาจะมัวลงอย่างเฉียบพลัน หากเป็นกับไขสันหลังก็จะมีอาการชาแขน ขา ลำตัว กล้ามเนื้อแขนหรือขาอ่อนแรง การควบคุมขับถ่ายอุจจาระปัสสาวะผิดปกติ อาจเบ่งปัสสาวะอุจจาระไม่ออกหรือถ่ายราด กลั้นไม่อยู่ หากเป็นกับเส้นประสาทในสมองก็จะมีอาการ เห็นภาพซ้อน เดินเซ แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ชาครึ่งซีก เป็นต้น
   
     2. ถามว่าควรจะตรวจ Anti-MOG เพื่อคัดกรองโรคในการตรวจสุขภาพประจำปีไหม ตอบว่าโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (MS) ก็ดี โรคปลอกประสาทตาอักเสบ (NMO) ก็ดี เป็นโรคที่สัมพันธ์กับพันธุกรรม ที่คนไทยเป็นกันน้อยมาก น้อยจนไม่มีใครบอกสถิติได้ ตัวหมอสันต์เองอยู่มาจนปูนนี้รักษาคนไข้ไปก็หลายหมื่นคน ยังไม่เคยเห็นคนไข้ทั้งสองโรคแม้แต่คนเดียว ยิ่งไปกว่านั้นโรคทั้งสองเป็นโรคที่วงการแพทย์ไม่มีวิธีรักษาให้หาย ทำได้แค่ช่วยบรรเทาอาการเมื่อมีอาการ ดังนั้นหากไม่มีอาการอะไรแม้ตรวจคัดกรองโรคพบก็ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง แล้วจะตรวจไปทำพรือละครับ

     นี่พูดถึงการตรวจคัดกรองนะ คนละประเด็นกับการตรวจเพื่อการวินิจฉัยโรคในกรณีที่คุณมีอาการของทั้งสองโรคและหมอได้วินิจฉัยแยกโรคง่ายๆอื่นๆที่ทำให้เกิดอาการคล้ายกันได้ (เช่นเบาหวาน) แล้ว และหมอส่งคุณไปให้แพทย์ทางประสาทวิทยา แพทย์ทางประสาทวิทยาสงสัยว่าคุณจะเป็น MS หรือ NMO จึงตรวจ Anti-MOG เพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรค อันนั้นเป็นการตรวจเพื่อวินิจฉัยซึ่งเป็นสิ่งที่หมอเขาทำกันเป็นปกติ คนละประเด็นกับการตรวจคัดกรอง

     3. ถามว่าเมตาเนฟริน (metaneprine) คืออะไร ตอบว่าคือโมเลกุลผลลัพท์ (metabolite) ที่ได้จากการเผาผลาญทำลายฮอร์โมนในระบบประสาทอัตโนมัติตัวหนึ่งที่ชื่ออีปิเนฟริน (epinephrine) หรืออีกชื่อหนึ่งว่าอะดรินาลิน (adrenaline) สารเมตาเนฟรินนี้มันเกิดขึ้นเป็นปกติในร่างกาย แต่ในภาวะที่มีการผลิตอะดรินาลินมากผิดปกติ สารตัวนี้ก็จะตกค้างในร่างกายมากขึ้น งานวิจัยพบว่าการตรวจหาสารตัวนี้ในร่างกายเป็นเครื่องมือที่ดีในการยืนยันการวินิจฉัยเนื้องอกของต่อมหมวกไตชนิดที่ผลิตฮอร์โมนอะดรินาลินมาก (pheochromocytoma) ซึ่งหากมีเนื้องอกชนิดนี้จะทำให้เกิดภาวะความดันเลือดสูงมากๆตั้งแต่อายุน้อยๆ เช่นอายุสิบกว่าปียี่สิบกว่าปีก็เป็นความดันเลือดสูงแล้วเป็นต้น

     4. ถามว่าในการตรวจสุขภาพประจำปี จำเป็นต้องตรวจเมตาเนฟรินไหม ตอบว่าไม่จำเป็นครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นผู้ป่วยที่มีความดันเลือดปกติไม่ควรตรวจเลย เพราะการตรวจเมตาเนฟรินเปะปะ หากได้ผลบวกเทียมซึ่งเกิดบ่อยมาก จะทำให้ผู้ป่วยต้องตรวจอะไรอีกหลายอย่างแบบเจ็บตัวและเสียเงินฟรี ผลบวกเทียมเกิดขึ้นได้ง่ายมาก เช่นเปลี่ยนท่าจากนอนเป็นนั่งหรือยืนก็ได้ผลบวกแล้ว เครียดก็ได้ผลบวกแล้ว เป็นต้น การตรวจเมตาเนฟรินจึงมีประโยชน์ในการวินิจฉัยโรคเท่านั้น กล่าวคือเมื่อผู้ป่วยมีความดันเลือดสูงตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งปัจจุบันวงการแพทย์นิยามว่าหากความดันสูงตั้งแต่อายุต่ำกว่า 35 ปีถือว่าเป็นความดันสูงตั้งแต่อายุน้อย หรือเป็นความดันสูงมากๆแบบดื้อด้านต่อการรักษา ผู้ป่วยพวกนี้นอกจากความดันเลือดสูงมากแล้วยังจะมีอาการของระบบประสาทอัตโนมัติขาเร่ง (sympathetic) เด่นขึ้นมา เช่นร้อนวูบวาบผ่าวๆตามหน้าตา ผิวหนังอุ่นหรือแดงเรื่อๆอยู่เสมอ นอนไม่หลับ กระวนกระวาย เป็นต้น ผู้ป่วยเช่นนี้แหละที่ควรจะได้รับการตรวจเมตาเนฟรินเพื่อการวินิจฉัย ซึ่งมักต้องตามมาด้วย (หรือทำคู่กับ) การตรวจภาพของต่อมหมวกไตด้วยซีที.หรือเอ็มอาร์ไอ.เสมอจึงจะได้ข้อมูลพอที่จะนำไปกำหนดแผนการรักษาต่อไปได้

     5. ข้อนี้ผมแถมให้นะ ปัจจุบันนี้การตรวจสุขภาพประจำปีเป็นสินค้าของอุตสาหกรรมการแพทย์ ไม่ว่าภาครัฐบาลหรือภาคเอกชนต่างใช้การตรวจสุขภาพประจำปีเป็นสินค้าสร้างรายได้ เมื่อขายสินค้าก็จำเป็นต้องมีการสร้างความหลากหลายให้ตัวสินค้า บางโรงพยาบาลเสนอการตรวจเป็นหลายร้อยตัวเรียกว่าถ้าห้องแล็บตรวจอะไรได้ก็พยายามเอามาขายให้หมด บางโรงพยาบาลเสนอขายไปถึงการตรวจที่วงการแพทย์ยังไม่รู้จะเอาข้อมูลไปใช้ประโยชน์อะไรก็มี เช่นการตรวจปลอกหุ้มปลายยีน (telomere) คราวละสองแสนบาท เป็นต้น การตรวจสุขภาพประจำปีด้วยเจตนาจะขายสินค้าอย่างนี้มันก็มีข้อดีไม่ใช่ไม่มี เพราะบางครั้งฟลุ้กๆเราก็ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์ขึ้นมาแบบไม่คาดฝัน แต่ความคุ้มค่าของมันในแง่ที่จะเอามาโฆษณาใช้ตรวจสุขภาพประจำปีกับมวลชนจำนวนมากหากมองว่าต้นทุนการดูแลสุขภาพทั้งหมดนี้ท้ายที่สุดแล้วคนจ่ายเงินก็คือสังคมนั่นแหละ ในแง่นี้มันคุ้มค่าหรือเปล่า ผมตอบท่านได้เลยว่ามันไม่คุ้มแน่นอนครับ

     งานวิจัยที่รวบรวมโดยสมาคมหัวใจอเมริกัน (AHA) พบว่าดัชนีสุขภาพที่มีความคุ้มค่าแน่นอนคือหากทำตัวให้ดัชนี้เหล่านี้อยู่ในเกณฑ์ปกติแล้วอัตราการเสียชีวิตก่อนเวลาอันควรจะลดลงถึง 91% นั้นมีอยู่เพียงเจ็ดตัว เรียกว่า Simple Seven คือ (1) น้ำหนัก (2) ความดัน (3) ไขมัน (4) น้ำตาล (5) จำนวนผักผลไม้ที่กินต่อวัน (6) เวลาที่ใช้ออกกำลังกายต่อสัปดาห์ (7) การสูบบุหรี่ ดังนั้นหากท่านไปตรวจสุขภาพประจำปีอย่างน้อยหากท่านได้ข้อมูลเจ็ดตัวนี้มาเพื่อวางแผนสุขภาพในปีนี้ของท่าน การไปตรวจสุขภาพประจำปีของท่านก็คุ้มค่าการตรวจแล้ว ต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้สิ่งเหล่านี้ท่านจะตรวจได้เองที่บ้านหมดทุกตัว ดังนั้นการจะมีสุขภาพดีจะมาอยู่ในมือของท่านเสีย 90% เมื่อท่านได้ข้อมูลเหล่านี้มาแล้ว ท่านก็วางแผนสุขภาพของท่านว่าท่านจะทำอะไรบ้างเพื่อให้ดัชนีตัวที่ผิดปกติกลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ประเด็นสำคัญคือ เมื่อวางแผนแล้ว ท่านได้ลงมือทำตามแผนของท่านแล้วหรือยัง ตรงนี้ต่างหาก การลงมือทำต่างหาก ที่เป็นประเด็น

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
.............................................
จดหมายจากท่านผู้อ่าน
เห็นด้วยกับอจ.อย่างยิ่งครับ ว่าการลงมือทำสำคัญสุด เห็นคนรอบข้างมีความรู้กันหมดว่าทำอย่างไรถึงสุขภาพดีแต่คนปฎิบัติได้จริงมีแค่ยิบมือ แต่ชอบไปตรวจร่างกายกันจังซึ่งเป็นผลที่มาจากการกินการอยู่ของเรา แต่ผมทำจริงจังหลังจากได้ความรู้จากอจ.(GHBY13) หลังๆไม่ค่อยตรวจร่างกายเพราะถือว่าทำที่เหตุไปแล้วครับ
...............................................

บรรณานุกรม
1. Lenders J, Pacak K, Walther M, Linehan W, Mannelli M, Friberg P, Keiser H, Goldstein D, Eisenhofer G (2002). "Biochemical diagnosis of pheochromocytoma: which test is best?". JAMA. 287 (11): 1427–34. doi:10.1001/jama.287.11.1427. PMID 11903030

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว