ยาลดไขมันทำให้เป็นเบาหวานได้ไหม


เรียน คุณหมอสันต์
ยาลดไขมัน (Crestor) นี้มันทำให้เป็นเบาหวานได้หรือเปล่าครับ ตัวผมเองอายุ 55 ปี ไม่เคยมีน้ำตาลในเลือดสูงมาก่อน ครอบครัวของผมทั้งคุณพ่อคุณแม่ปู่ย่าตายายก็ไม่มีใครเป็นเบาหวาน ผมเป็นไขมันในเลือดสูง หมอที่รพ...... ได้ให้ยาลดไขมันซึ่งเปลี่ยนมาหลายครั้ง สุดท้ายตอนนี้ใช้ยา Crestor อยู่ เป็นยาตัวเดียวที่ผมกินอยู่ ตลอดสามปีที่ผ่านมาน้ำตาลในเลือดของผมสูงขึ้นๆจากเดิมไม่ถึง 100 ปีกลายเป็น 114 มาปีนี้เป็น 127 ซึ่งหมอบอกว่าผมเป็นเบาหวานและต้องกินยารักษาเบาหวาน คำถามของผมคือ (1) ยาลดไขมันเป็นต้นเหตุให้ผมเป็นเบาหวานได้ไหม (2) ถ้าเป็นได้ ยาลดไขมันตัวไหนทำให้เป็นเบาหวานมากที่สุดและตัวไหนน้อยที่สุด (3) ถ้ายาลดไขมันทำให้เป็นเบาหวานได้ คนซึ่งเป็นทั้งไขมันสูงและกลัวจะเป็นเบาหวานด้วย ควรทำอย่างไร

.......................................

ตอบครับ

     1.. ถามว่ายาลดไขมัน (ยาในกลุ่ม statin รวมทั้ง rosuvastatin ที่มีชื่อการค้าว่า Crestor ด้วย) เป็นต้นเหตุให้เกิดเบาหวานได้ไหม ตอบว่า “ได้ครับ” อันนี้ไม่ใช่ความลับอะไร การเกิดเบาหวานเป็นผลข้างเคียงอย่างหนึ่งของการกินยาลดไขมัน ถ้าอ่านฉลากให้ละเอียดเขาก็เขียนไว้เพียงแต่เขียนตัวเล็กคุณต้องใช้แว่นขยายส่องจึงจะเห็น (ขอโทษ ปากเสีย ชอบถากถาง) สำหรับยา rosuvastatin นั้นมีงานวิจัยหนึ่งชื่องานวิจัยจูปิเตอร์ (JUPITER trial) เปรียบเทียบคนกินยานี้กับยาหลอก พบว่าคนกินยา rosuvastatin เป็นเบาหวานมากกว่าคนกินยาหลอก 27%

    2.. ถามว่ายา statin ตัวไหนทำให้เป็นเบาหวานมากหรือน้อยต่างกัน ตอบว่ายังไม่มีข้อมูลจากการวิจัยเปรียบเทียบครับ มีแต่ข้อมูลเทียบกับยาหลอกแบบของใครของมัน ซึ่งภาพรวมก็ไม่แตกต่างกันครับ คือทำให้เป็นเบาหวานได้ทุกตัว

     3..ถามว่าแล้วคนที่ไขมันในเลือดสูงด้วย กลัวเป็นเบาหวานด้วย จะทำอย่างไรดี ตอบว่า ชีวิตคนเรานี้ ได้อย่างมันก็ต้องเสียอย่างแหละครับ อย่าเป็นคนคิดจะเอาแต่ได้เลย มันไม่ดีนะ แหะ..แหะ พูดเล่น คือในทางการแพทย์ทุกอย่างมีทั้งประโยชน์และความเสี่ยง ต้องตัดสินใจโดยเปรียบเทียบความเสี่ยงและประโยชน์ แล้วเลือกใช้ยาถ้าประโยชน์มันมากกว่าความเสี่ยง ในประเด็นนี้สำหรับยา rosuvastatin ก็มีคนทำวิจัยไว้นะ เป็นการศึกษาในคนถึงกว่า 17,000 คนโดยให้กินยาจริงเทียบกับยาหลอกแล้วตามไปดู แล้วก็พบว่าคนกินยาจริงรอดจากการเกิดเรื่องร้ายจากโรคหัวใจหลอดเลือด 134 ราย ขณะที่แจ๊คพอตได้เบาหวานเกิดขึ้นใหม่เป็นโรคแถม 54 ราย หักลบกันแบบคณิตศาตร์ชั้นประถมก็สรุปได้ว่าการใช้ยานี้ได้ประโยชน์จากการป้องกันโรคหัวใจมากกว่าโทษจากการเกิดเบาหวาน นี่เป็นข้อสรุปของวงการแพทย์และวงการยานะครับ คนไข้ในฐานะผู้บริโภคก็มีสิทธิ์ใช้ดุลพินิจของตัวเองได้ จะมองว่าเข้าท่าหรือไม่เข้าท่าก็โปรดตรองดูเอง 

     ตัวผมขอแนะนำเพิ่มเติมว่าให้หันกลับไปดูตัวเองก่อนว่าได้ทำอะไรที่เป็นการดูแลตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง เช่น การออกกำลังกาย การโภชนาการ ซึ่งมีรายละเอียดมาก หากสนใจคุณก็หาอ่านเอาตามคำตอบเก่าๆที่ผมเคยเขียนไว้ก็แล้วกันนะครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

แจ้งข่าวด่วน หมอสันต์ตัวปลอมกำลังระบาดหนัก

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว

เลิกเสียทีได้ไหม ชีวิตที่ต้องมีอะไรมาจ่อคิวต่อรอให้ทำอยู่ตลอดเวลา

ไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นที่สูงแล้วกลับมาป่วยยาว (โรค HAPE)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren