วาทะกรรมเรื่องไข่ๆ ยังต้องฟังกันไปอีกหลายสิบปี

อาจารย์คะ
มีคนไข้ถามเรื่องงานวิจัยเรื่องไข่นี้เข้ามาก หนูอ่านดูงานวิจัยเองหนูก็ไม่เข้าใจ รบกวนอาจารย์ช่วยตอบและอธิบายด้วยค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ

.........................................................

     เรื่องไข่นี้มันเริ่มจากเมื่อสี่สิบปีมาแล้ว สมัยนั้นวงการแพทย์รู้ว่ายิ่งคนมีโคเลสเตอรอลและไขมันเลว (LDL) ในเลือดสูง ก็ยิ่งจะเป็นโรคหัวใจขาดเลือดมากขึ้น จึงมีความพยายามจะลดโคเลสเตอรอลที่มาจากอาหารลง โดยทึกทักตั้งเป้าขึ้นมาว่าปริมาณแนะนำต่อวัน (RDA) สำหรับโคเลสเตอรอลคือไม่ควรกินเข้าไปเกิน 300 มก.ต่อวัน เมื่อเอาอาหารที่คนชอบกินมาเรียงลำดับดูก็พบว่าไข่แดงมีโคเลสเตอรอลสูงโดดเด่นมากคือฟองหนึ่งมี 212 มก. ถ้าจะกินไข่วันละฟองทุกวันก็จะได้โคเลสเตอรอลเกินครึ่งของโควต้าเข้าไปแล้ว จะไม่เหลือที่ให้โคเลสเตอรอลจากอาหารอื่น สมาคมหัวใจอเมริกัน (AHA) สมัยนั้นจึงแนะนำว่าควรกินไข่แดงไม่เกิน 3 ฟองต่อสัปดาห์ก็จะทำให้โคเลสเตอรอลจากไข่เป็นประมาณ 30% ของโคเลสเตอรอลจากอาหารทั้งหมด ซึ่งคนสมันนั้น “เดา” เอาว่าน่าจะกำลังดี

     ตั้งแต่นั้นมา คำแนะนำนี้แทบจะกลายเป็นกฎหมายสำหรับคนทั่วโลก หลายปีมาแล้วมีหมอคนหนึ่งที่โรงพยาบาลต่างจังหวัดแห่งหนึ่งเป็นหัวใจวายตาย คลื่นความกลัวโรคหัวใจได้แผ่ไปทั่วโรงพยาบาล ซึ่งรวมไปถึงความกลัวไข่ด้วย เพื่อนผมซึ่งชอบกินไข่พะโล้เล่าให้ฟังว่าลูกสาวอายุแปดขวบของเขาจะคอยนับว่าสัปดาห์นี้พ่อกินไข่ไปได้กี่ฟองแล้ว ถ้าขยับจะกินฟองที่สี่ ลูกสาวจะตกใจชี้และร้องห้ามเสียงหลงเลยว่า

     “พ่อ..อย่ากิน ตายนะ”

     ต่อมาเมื่อปีค.ศ. 1999 ฮาร์วาร์ดได้สรุปงานวิจัย[1] ที่ทำต่อเนื่องยาวนานถึง 8 ปี โดยติดตามดูคนถึงแปดหมื่นกว่าคน แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งมีนิสัยกินไข่มาก คือสัปดาห์ละ 7 ฟองขึ้นไป อีกกลุ่มหนึ่งมีนิสัยกินไข่น้อย คือน้อยกว่าสัปดาห์ละ 7 ฟอง ตามดูไป 8 ปี ก็พบว่าคนทั้งสองกลุ่มนี้มีอัตราการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดไม่ต่างกัน

     ในเวลาไล่ๆกันต่อมาในปี 2013 ก็มีการตีพิมพ์งานวิจัย [2] แบบยำรวมข้อมูล (เมตาอานาไลซีส) จากงานวิจัยแบบติดตามดูกลุ่มคนไปข้างหน้าจำนวน 17 งานวิจัย ซึ่งมีฐานข้อมูลคนกินไข่ที่ใหญ่ระดับ 3,081, 269 คน-ปี โดยเอาการเกิดจุดจบที่เลวร้ายด้านหัวใจและอัมพาตเป็นเกณฑ์ ก็ได้ผลสรุปว่าการกินไข่ถึงสัปดาห์ละ 7 ฟองไม่ได้มีผลต่อจุดจบที่เลวร้ายทางด้านหัวใจและอัมพาตแต่อย่างใด ยกเว้นก็แต่คนเป็นโรคเบาหวานหรือมีพันธ์กรรมบางอย่างเท่านั้นซึ่งเป็นเพียงคนส่วนน้อยคือไม่ถึง 10% ขณะที่คนส่วนใหญ่ 90% กินไข่มากถึงสัปดาห์ละเจ็ดฟองก็สบายดีไม่เห็นเป็นไร

     ทั้งสองงานวิจัยนี้ทำให้ความกลัวไข่ที่มีมาแต่เดิมค่อยๆแผ่วลง

     อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาดังกล่าวก็ได้มีการตีพิมพ์งานวิจัยสุขภาพแพทย์ (Physician Health Study) ซึ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการกินไข่กับการเกิดหัวใจล้มเหลวในหมู่แพทย์และมีข้อสรุปว่าการกินไข่มากกว่าวันละ 1 ฟองสัมพันธ์กับการเป็นหัวใจล้มเหลวมากขึ้น

     ตั้งแต่นั้นมาประเด็นที่ว่าไข่ดีหรือไม่ดีต่อโรคหัวใจก็เป็นวาทะกรรม (controversy) ที่แพทย์โรคหัวใจใช้ทะเลาะกันเล่นเรื่อยมาโดยไม่มีข้างไหนชนะเด็ดขาด
ไข่เหลืออยู่เสี้ยวเดียว ในท่ามกลางเต้าหู้ ถั่ว งา นัท

     พอมาถึงปี 2016 ฮาร์วาร์ดได้ตีพิมพ์งานวิจัยติดตามกลุ่มคนชุดใหญ่ [4] แสนกว่าคนตามดูนาน 22 ปีในประเด็นแหล่งของโปรตีนจากทางสัตว์และจากทางพืชว่าอย่างไหนจะดีกว่ากัน แล้วได้ข้อสรุปว่าคนที่กินโปรตีนจากสัตว์ตายจากโรคหัวใจหลอดเลือดมากขึ้น ขณะที่คนกินโปรตีนจากพืชตายจากทุกสาเหตุรวมทั้งโรคหัวใจหลอดเลือดน้อยลง และว่าการทดแทนโปรตีนจากสัตว์โดยใช้โปรตีนจากพืชเข้าไปแทนจะทำให้ตายจากโรคหัวใจหลอดเลือดลดลง งานวิจัยนี้ทำให้ไข่ซึ่งอยู่ข้างโปรตีนจากสัตว์เสียรังวัดให้กับเต้าหู้ ถั่ว งา นัท ซึ่งอยู่ข้างโปรตีนจากพืชไปมากพอควร และงานวิจัยนี้ทำให้ภาพจานอาหารสุขภาพในคำแนะนำรัฐบาลแคนาดา (Canada Food Guide 2019) มีไข่ต้มอยู่แค่เสี้ยวเดียว เสี้ยวเดียวนะ ไม่ใช่ซีกเดียว เคียงคู่กับปลาชิ้นเดียวชิ้นเล็กเท่าหัวแม่มือ ในท่ามกลางเต้าหู้ ถั่ว งา นัท ซึ่งครอบครองเนื้อที่ของอาหารโปรตีนในจานไปเกือบหมด เป็นลางให้เห็นว่า "ไข่" ที่เป็นขวัญใจของเราทั้งหลายทำท่าจะเพลี่ยงพล้ำซะแล้ว

     แก๊ง..ง ระฆังยกใหม่เริ่มอีก ปีกลาย 2018 นี้เอง ได้มีการตีพิมพ์งานวิจัยขนาดใหญ่ที่จีนซึ่งสำรวจติดตามความสัมพันธ์ระหว่างคนสี่แสนหกหมื่นกว่าคน ระหว่างพวกหนึ่งที่กินไข่น้อย (เฉลี่ย 0.29 ฟองต่อวัน) กับอีกพวกหนึ่งที่กินไข่พอควร (เฉลี่ย 0.76 ฟองต่อวัน) นาน 5 ปีพบว่าพวกที่กินไข่พอควรเกิดจุดจบที่เลวร้ายทางด้านโรคหัวใจหลอดเลือดน้อยกว่าพวกกินไข่น้อย 18% และเป็นอัมพาตน้อยกว่า 26% เฮ้.. ยกนี้คนชอบกินไข่ได้เฮ เพราะไข่ทำท่าจะได้น้ำขึ้นมาอีกแล้ว แต่ยัง.. ยังชกกันไม่ครบ 15 ยก

     แก๊ง..ง ระฆังยกใหม่เริ่มอีกแล้ว ปี 2019 ในเดือนมีนาคมนี้เอง ได้มีการตีพิมพ์งานวิจัยที่สหรัฐ [6] ซึ่งยำรวมงานวิจัย 6 รายการ รวมคนได้ 29,615 คน มีเวลาตามดูนาน 17.5 ปี ในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างโคเลสเตอรอลในอาหารและไข่กับการเป็นโรคหัวใจหลอดเลือด ผลวิจัยพบว่าคนที่กินโคเลสเตอรอลในอาหารมากกว่าวันละ 300 กรัมต่อวันจะมีจุดจบที่เลวร้ายทางด้านโรคหัวใจหลอดเลือดมากกว่าคนที่กินโคเลสเตอรอลน้อยกว่านั้น ในแง่ของนัยสำคัญของไข่ หากไปตั้งต้นกับคนที่โคเลสเตอรอลในอาหารเกิน 300 มก.ต่อวันแล้ว ทุกๆครึ่งฟองของไข่ที่เพิ่มเข้ามา ความเสี่ยงต่อโรคจะเพิ่มอีก 6% พูดง่ายๆว่าไข่ไม่ดี อ้าว คราวนี้ไข่อันเป็นที่รักของเราชักจะเสียรูปมวยอีกแล้วสิครับ หิ หิ แต่ยังก่อน ยังอย่าเพิ่งรีบสรุป ยังอีกหลายยก

     หลักฐานที่วงการแพทย์มีทั้งหมดที่ผมเล่ามานั้นเป็นเพียงหลักฐานในระดับตามดูกลุ่มคน (cohort study) ซึ่งอย่างดีก็ทำได้แค่เกริ่นให้ระวังความสัมพันธ์ระหว่างของสองสิ่ง ("ไข่" กับ "การเป็นโรคหัวใจ") โดยที่ไม่มีทางทราบได้อย่างแท้จริงว่าไข่เป็นความเสี่ยงแท้จริงต่อโรคหัวใจหลอดเลือดหรือไม่ ยิ่งงานวิจัยแบบ cohort ให้ผลมาทางนี้ทีไปทางนั้นทีแบบนี้ การจะทราบได้ชัวร์ๆต้องทำการวิจัยแบบสุ่มตัวอย่างแบ่งกลุ่มเปรียบเทียบ (RCT) ซึ่งการวิจัยแบบนั้นไม่มีวันได้เกิดขึ้น เพราะนี่เป็นโลกเสรีใครจะยอมจับฉลากไปอยู่กลุ่มถูกบังคับให้กินไข่ทุกวันไปสิบปีหรือถูกห้ามกินไข่ทุกวันไปสิบปี เมื่อไม่มีโอกาสเกิดงานวิจัยเช่นนี้ ก็ไม่มีวันจะสรุปได้เป็นตุเป็นตะว่าไข่เป็นความเสี่ยงต่อโรคหัวใจหลอดเลือดจริงหรือไม่ เราจึงจะต้องใช้ชีวิตอยู่กับวาทะกรรมหรือ controversy เรื่องไข่ๆนี้อีกต่อไปอีกนานหลายสิบปี

     อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้มีอะไรติดไม้ติดมือกลับบ้านบ้าง หมอสันต์ขอสรุปประเด็นเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ดังนี้

     1. ถามว่าจะกินไข่ดีไหม ผมแนะนำว่าให้ขึ้นอยู่กับระดับไขมันในเลือดของท่าน เพราะตัวชี้วัดที่วงการแพทย์ยอมรับว่าสัมพันธ์กับโรคหัวใจหลอดเลือดอย่างแน่ชัดคือระดับไขมันเลว (LDL) ในเลือด หากมีไขมันในเลือดสูงหรือกินยาลดไขมันอยู่ ผมแนะนำให้อยู่ห่างๆอาหารไขมันสูงทุกชนิดรวมทั้งไข่ไว้เป็นดีที่สุด

     แต่หากท่านมีไขมันในเลือดปกติ ท่านก็อาจกินอาหารไขมันสูงรวมทั้งไข่ได้บ้างโดยไม่ทำให้ความเสี่ยงต่อโรคของท่านเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญดอก เพราะไขมันของท่านยังต่ำ ยังพอมีที่ว่างให้ใส่ ดังนั้น จะสัปดาห์ละกี่ฟองไม่มีใครให้ตัวเลขกลางสำหรับทุกคนได้ เพราะมันขึ้นอยู่กับระดับไขมันในเลือดของแต่ละท่านเป็นสำคัญ ดังนั้นท่านที่ชอบกินไข่และหรืออาหารไขมันสูงอื่นๆ ควรเจาะเลือดดูไขมันในเลือดของตัวเองทุกปีเพื่อจะได้รู้แต่เนิ่นๆว่ากินมากเกินไปแล้วหรือยัง

     2.  สำหรับท่านที่มีไขมันในเลือดสูงไปเรียบร้อยแล้ว (ซึ่งก็คือประมาณ 60% ของผู้อ่านบล็อกนี้) ผมแนะนำให้อยู่ห่างๆเนื้อนมไข่ไปเสียเลยดีกว่า และแนะนำให้ทดแทนอาหารโปรตีนจากสัตว์ (เนื้อ นม ไข่) ด้วยอาหารโปรตีนจากพืช (เต้าหู้ ถั่วทุกชนิด งา และนัท) ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะหลักฐานวิจัยที่มีอยู่บ่งชี้ว่าการทำแบบนี้จะทำให้ความเสี่ยงต่อโรคลดลง ทั้งนี้ท่านไม่ต้องกังวลว่าโปรตีนจากพืชจะได้กรดอามิโนจำเป็นไม่ครบ เพราะหากกินพืชให้หลากหลายเช่นกินถั่วด้วยกินงากินธัญพืชไม่ขัดสีด้วย ก็จะได้กรดอามิโนจำเป็นครบถ้วนเทียบเท่ากับกินโปรตีนจากสัตว์เช่นกัน

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Hu FB, Stampfer MJ, Rimm EB, et al. A prospective study of egg consumption and risk of cardiovascular disease in men and women. JAMA. 1999; 281:1387-94.
2. Shin JY, Xun P, Nakamura Y, He K. Egg consumption in relation to risk of cardiovascular disease and diabetes: a systematic review and meta-analysis. Am J Clin Nutr. 2013;98:146-59.
3. Djousse L, Gaziano JM. Egg consumption and risk of heart failure in the Physicians' Health Study. Circulation. 2008; 117:512-6.
4. Song M, Fung TT, Hu FB, et al. Association of Animal and Plant Protein Intake With All-Cause and Cause-Specific Mortality. JAMA Intern Med. 2016;176:1453-63.
5. Qin C1, Lv J1, Guo Y2, Bian Z2, Si J1, Yang L3, Chen Y3, Zhou Y4, Zhang H5, Liu J6, Chen J7, Chen Z3, Yu C1, Li L1; China Kadoorie Biobank Collaborative Group. Associations of egg consumption with cardiovascular disease in a cohort study of 0.5 million Chinese adults. BMJ Heart. 2018 Nov;104(21):1756-1763. doi: 10.1136/heartjnl-2017-312651.
ุ6. Zhong VW, Horn LV, Cornelis MC, et al. Associations of Dietary Cholesterol or Egg Consumption With Incident Cardiovascular Disease and Mortality. JAMA. 2019;321(11):1081-1095. doi:10.1001/jama.2019.1572

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว