เล่าเรื่องคนเดนมาร์คสองคนที่เคยมามวกเหล็ก

     สองวันก่อนผมไปเดินเล่นริมคลองมวกเหล็ก แม้ทุกวันนี้ธรรมชาติก็ยังดีอยู่มาก เดินเลาะคลองไปมีน้ำตกธรรมชาติที่ไม่มีใครตั้งชื่อให้เป็นระยะๆ น้ำในธารเย็นเจี๊ยบ ครั้งก่อนโน้นผมมาเดินที่นี่ประหลาดใจมากที่ได้พบกิ้งก่ายักษ์แบบอีกัวน่าตัวหนึ่งว่ายน้ำแล้วขึ้นมาชูคอแดงแจ๋ที่บนก้อนหิน ชาวบ้านบอกว่ามันเป็นสัตว์ธรรมชาติของคลองที่นี่ ครั้งนี้พอเดินมาถึงริมคลองส่วนที่ถูกไถเปิดโล่งไว้ ในอารมณ์ที่สงบเย็นปลอดความคิด ผมมองย้อนขึ้นฝั่งไปทางถนนเล็กๆโน้น อากาศหนาว หมอกลงจัด ผมเกิดอาการตาฝาดเห็นอาคารบ้านสองชั้นขนาดใหญ่สีเหลืองส้มของผงแร่ออร์ค (ochre) ที่สร้างแบบใช้ท่อนไม้ซุงเสาสี่เหลี่ยมมาทำโครงฝาบ้าน (half timber house) บ้านแบบนี้สร้างกันในยุโรปเหนือ สีออร์คเหลืองแบบนี้นิยมทากันที่เดนมาร์ค ผมมองด้วยความตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง แต่พอเผลอกระพริบตาอาคารนั้นก็หายไป ช่างเป็นภาพจินตนาการที่สวยงาม การเห็นบ้านหลังนี้โผล่ขึ้นมาในม่านหมอกที่มวกเหล็กทำให้ผมคิดถึงคนเดนมาร์คที่เคยมาที่นี่ มวกเหล็กเป็นป่าดงดิบมาก่อน แล้วมาเป็นเมืองเล็กๆที่มีคนผ่านมาแล้วก็ผ่านไปไม่มาก คนเดนมาร์คที่เคยผ่านมาแล้วผ่านไปที่ผมสนใจจะพูดถึงวันนี้มีอยู่สองคน
ภาพราเบค แขวนอยู่ที่ผนังบ้านโกรฟเฮ้าส์

     ชาวเดนมาร์คที่เคยมามวกเหล็กคนแรกที่ผมอยากจะพูดถึงคือราเบค (Knud Lyhne Rhabek) หากท่านตั้งต้นที่สถานีรถไฟมวกเหล็ก เดินข้ามรางรถไฟไปฝั่งตรงข้าม สังเกตดูต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ที่ริมรางรถไฟทางด้านขวามือแล้วเดินมุ่งไปที่นั่น แหวกพงหญ้ารกๆเข้าไปก็จะพบหลุมฝังศพของราเบคพร้อมป้ายหินหน้าศพสลักชื่อบอกวันเกิดวันตายที่ยังอ่านได้ชัดเจน ที่ตรงนี้ไม่มีอะไรนอกจากหลุมฝังศพเก่าของฝรั่งคนนี้ แต่อะไรบางอย่างก็ดลให้ผมชอบมาดูหลุมฝังศพนี้หลายครั้ง จนคนงานรถไฟถามผมว่าเป็นลูกหลานฝรั่งผู้ตายหรือครับ

     ราเบคเป็นหนุ่มช่างสำรวจสร้างทางรถไฟชาวเดนมาร์ค เขาเดินทางมาร่วมกับทีมงานวิศวกรชาวยุโรปหลายสิบคนเพื่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือผ่านป่าดงพญาเย็นในสมัยรัชกาลที่ 5 ช่วงที่ยากลำบากที่สุดของการสร้างทางรถไฟคือช่วงจากช่องหินลับเข้าสู่หุบเขาดงพญาเย็น ซึ่งก็คือส่วนที่เป็นหุบเขามวกเหล็กวาลเลย์และชุมชนตลาดริมคลองมวกเหล็กทุกวันนี้ไปจนขึ้นเนินไปโผล่พ้นหุบเขาที่กลางดง การทำงานต้องต่อสู้กับไข้ป่าและความเชื่อเรื่องผีสางนางไม้ บันทึกเรื่องเก่าเมืองสระบุรีเล่าว่าเมื่อจะเปิดทางเข้าช่องหินลับ พระเจ้าอยู่หัวร.5 ต้องเสด็จมาลงพระนามบนหินผาซึ่งยังปรากฎให้เห็นที่ "ผาเสด็จ" จนถึงวันนี้ และหลักฐานระด้บเรื่องเล่ายังเล่ารายละเอียดว่าการจะตัดต้นไม้ต้องเอาพระบรมราชโองการมาอ่านและเอาตราราชลัญจกรประทับลงไปบนต้นไม้คนงานจึงจะกล้าตัดต้นไม้ เมื่อวางรางผ่านหุบเขากลางป่าดงดิบนี้ขึ้นเนินไปถึงกลางดงได้ก็ถือว่าเส้นทางสายนี้ประสบชัยไปกว่าครึ่งแล้ว พระเจ้าอยู่หัวร.5 ได้เสด็จมาสร้างเสาหินไว้เป็นหลักชัย ซึ่งทุกวันนี้ยังมีให้เห็นและต่อมาได้เป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟ "มอหินหลัก" ที่เลยกลางดงไปหน่อย ตามบันทึกของวาริงตัน สมิธที่เขียนไว้เมื่อครั้งคาราวานสำรวจสยามของเขาผ่านป่าดงพญาเย็นและแวะเยี่ยมหัวงานวางรางรถไฟ เล่าว่ากว่าจะวางรางรถไฟผ่านหุบเขากลางป่าดงพญาเย็นได้สำเร็จ คนงานทั้งไทย ลาว จีน ประมาณ 5,000 คน และช่างวิศวกรชาวยุโรป 38 คน เอาชีวิตมาทิ้งที่หุบเขาดงพญาเย็นแห่งนี้ หนึ่งในจำนวนนั้นก็รวมราเบคด้วย บันทึกของวาริงตันเล่าว่ากุลีจีนมาเรือกันลำละหลายร้อยคน ที่มาเรือเดียวกันบางลำมาเสียชีวิตที่นี่หมดเกลี้ยงไม่มีใครเหลือรอดกลับไปเลยแม้แต่คนเดียว

     นั่นมันเป็นเหตุการ์ณเมื่อปีพ.ศ. 2433 ซึ่งก็คือร้อยกว่าปีมาแล้ว มาถึงวันนี้ไม่มีใครอาจทราบได้ว่าครอบครัวของราเบควงศ์ตระกูลของราเบคอยู่ที่ส่วนไหนของประเทศเดนมาร์ค และเขามาทำงานที่ลำบากและท้าทายอย่างนี้ที่มวกเหล็กอันห่างไกลด้วยวัยที่ยังไม่เต็มยี่สิบปีดีเลยได้อย่างไร ได้แต่อาศัยข้อมูลกระท่อนกระแท่นจากบันทึกของวาริงตัน สมิธ ว่าราเบคเป็นคนหนุ่มที่มีสายเลือดของการสำรวจแสวงหาและสร้างสรรค์ การที่ศพของเขาได้รับการฝังอย่างดีที่มวกเหล็ก แสดงว่าเขาเป็นสัญญลักษณ์ของพลังดีๆในใจของทีมงานก่อสร้างทางรถไฟมหาโหดสายนี้ ในนามของคนไทยรุ่นหลังที่ได้ใช้ประโยชน์จากทางรถไฟสายนี้ ผมขอขอบคุณราเบคและทีมงานสร้างทางรถไฟทุกคนอย่างหมดหัวใจ และขอให้เยาวชนคนรุ่นหลังที่มีโอกาสได้อ่านบล็อกนี้เรียนรู้จดจำสปิริตของการสำรวจค้นหาและสร้างสรรค์ของราเบค

     คนเดนมาร์คคนที่สองที่เคยมามวกเหล็กที่ผมอยากจะพูดถึงคือ นีลส์ กุนนาร์ ซอนเดอร์การ์ด (Gunnar Sondergaard) นักเกษตรผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างฟาร์มโคนมไทยเดนมาร์ค ซอนเดอร์การ์ดมาเมืองไทยเมื่อปีพ.ศ. 2498 (ค.ศ.1955) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญการเพาะพันธ์สุกรขององค์การอาหารและเกษตรโลก (FAO) งานนี้ทำให้เขามีโอกาสเดินทางไปทั่วเมืองไทยและเห็นว่าเมืองไทยนี้ไม่มีนมสดดื่ม นมที่พอจะมีดื่มกันในท้องตลาดเป็นนมข้นหวานที่เอานมผงจากต่างประเทศมาผสมน้ำเชื่อม ซอนเดอร์การ์ดไม่เชื่อว่าระบบย่อยอาหารของคนไทยย่อยนมไม้ได้ดังที่ผู้เชี่ยวชาญคนอื่นเขาพูดกัน สมัยนั้นก็มีการเลี้ยงวัวรีดนมในเมืองไทยกันบ้างแล้ว โดยเลี้ยงอยู่ในหมู่คนอินเดีย เขาเล่าว่า
นีลส์ กุนนาร์ ซอนเดอร์การ์ด

"..ชาวอินเดียที่เลี้ยงโคนมนี้เริ่มจากมีแม่โคเริ่มต้นราว 4-5 ตัว และใช้พ่อโคฟรีเซียน (ขาว-ดำ) ที่สั่งมาจากต่างประเทศในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ผสมข้ามพันธุ์กับโคที่เลี้ยงอยู่แล้ว ซึ่งโคลูกผสมที่ชาวอินเดียเลี้ยงรีดนมอยู่ยังมีระดับสายเลือดโคอินเดียอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะที่ปรับตัวให้อยู่ในสภาพแวดล้อมปัจจุบันขณะนั้นได้ คนอินเดียที่เลี้ยงโคนมเป็นนักเลี้ยงโคนมโดยสายเลือดสืบทอดกันมา ไม่ได้มีการจัดตั้งฝึกอบรมให้ จำนวนโคนมในขณะนั้นทั้งฝั่งพระนครและธนบุรี มีอยู่ราว 1,093 ตัว และควายนมอยู่ 108 ตัว โคนมที่เลี้ยงอยู่จะถูกขังเลี้ยงดูอยู่ในโรงเรือนมืด ๆ และปิดโดยรอบอยู่ตลอดเวลา และใช้มูลโคผสมหญ้าก่อไฟเพื่อใช้ควันไฟไล่ยุง คอกโคสกปรกแบบเหลือเชื่อ ก่อให้เกิดสาระพัดโรคโดยเฉพาะวัณโรค โคนมที่เลี้ยงส่วนใหญ่ใช้เลี้ยงด้วยหญ้าขนตัดมาจากริมคลอง ถ้าเราให้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงโคนมสมัยใหม่แก่ชาวอินเดียให้เขามีรายได้อย่างพอเพียง แม้จะต้องจ่ายค่าเช่าที่ดินทำฟาร์มให้เจ้าที่ดินอยู่ มันก็พอทำได้ ในทำนองเดียวกันมันก็เป็นไปได้เหมือนกันถ้าเราจะฝึกฝนคนไทยให้เป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมแบบเป็นอาชีพใหม่ โดยให้คำแนะนำและให้การฝึกอบรมที่ถูกต้องแก่พวกเขา"

  เมื่อจบงานของ FAO เขากลับไปรับตำแหน่งที่สถาบันวิจัยสัตวบาลแห่งชาติที่โคเปนเฮเกนพร้อมกับความฝันที่จะกลับมาสร้างฟาร์มโคนมในเมืองไทย เขายื่นโครงการต่อกรรมการส่งเสริมเกษตรของรัฐบาลเดนมาร์คขณะเดียวกันก็ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ไทยในกรมปศุสัตว์ กรรมการอนุมัติโครงการ โดยส่งเขาและเจ้าหน้าที่อีกสองคนกลับมาสำรวจความเป็นไปได้ที่เมืองไทย เมื่อสรุปว่าเป็นไปได้ก็นำไปสู่การลงนามความร่วมมือระหว่างสองรัฐบาล และเขาได้รับแต่งตั้งเป็นผอ.คนแรกของโครงการนี้ โดยเขาเลือกดร.ยอด วัฒนสินธุ์ เพื่อนคนไทยที่เคยทำงานด้วยกันเป็นผช.ผอ.

      "ทีมงานเราตัดสินใจเลือกมวกเหล็กเป็นที่ตั้งฟาร์มจากที่ดินที่กรมปศุสัตว์เสนอให้สามแห่ง คือที่กรุงเทพ ที่ปากช่อง และที่มวกเหล็ก เพราะมวกเหล็กเป็นจุดที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ ขณะเดียวกันก็เป็นที่สูง อากาศเย็น และอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพซึ่งจะเป็นตลาดของผู้บริโภคนม ผมยังจำได้ว่าต้องคลานลอดพุ่มไม้ใบหญ้าขี้นเขาไป ดูพลางจินตนาการไปพลางว่าตรงนี้จะเป็นฟาร์มโคนมได้หรือเปล่า" 

      เขาพูดถึงการสร้างฟาร์มว่า

       "ผมเขียนแบบอาคารในฟาร์มทุกหลังเอง แต่ว่าต้องเร่งให้เสร็จทันวันที่กษัตริย์เฟรเดริกและราชินีอินกริดของเดนมาร์คจะเสด็จมาเมืองไทยในปี 1962(พ.ศ.2505) ผมจึงเลือกคริสเตียนีเนลเซนมาทำการก่อสร้างอย่างเร่งรัดนี้ให้ การขนส่งวัสดุก่อสร้างไปมวกเหล็กทำได้ยากมาก เพราะถนนแคบและมีน้ำท่วมตลอดปี แต่ในที่สุดก็เริ่มการก่อสร้างฟาร์มได้ในวันที่ 10 ธค. ปี 1961 (พ.ศ.2504) เสร็จทันวันที่กษัตริย์และพระราชินีเดนมาร์คเสด็จมาเปิดร่วมกับพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตเมื่อวันที่ 16 มค. 1962 (พ.ศ.2505) วันนั้นคอกวัวเสร็จทันให้กษัตริย์ของทั้งสองประเทศเสด็จทอดพระเนตรได้ แต่ถนนน้ำท่วมต้องเสด็จมาทางรถไฟแทน พิธีเปิดร่วมกันของกษัตริย์ภูมิพลกับกษัตริย์เฟรเดริกที่ 9 ในครั้งนั้นเป็นสัญญลักษณ์สำคัญที่ทำให้กิจการฟาร์มโคนมไทยเดนมาร์คอยู่ยั้งยืนยงตลอดมา
ในหลวงร.9, กษัตริย์เฟรเดริก, ราชินีอินกริด และซอนเดอร์การ์ด
ที่มวกเหล็ก เมื่อปี ค.ศ. 1962 (พ.ศ. 2505)

     มีคอกแล้วต่อไปเราก็ต้องเตรียมหญ้าก่อนที่วัวจะมา ผมส่งรถบรรทุกไปเกี่ยวหญ้าตามริมคลองในกรุงเทพมาปักดำในทุ่งที่เตรียมไว้ที่มวกเหล็ก ที่เดนมาร์คเราหว่านหญ้า แต่ที่นี่เราต้องปักดำเอา มันเป็นวิถีไทย พอปลายปี 1962 แม่วัวสีแดง (เรดเดน) ชุดแรก 32 ตัวจากเดนมาร์คก็มาถึงพร้อมทั้งพ่อพันธุ์วัวแดงด้วย ผมซื้อวัวท้องถิ่นตัวเล็กๆมาอีก 378 ตัวเพื่อผสมเทียม ผมรู้จากผลการทดลองของฟาร์มอื่นว่าวัวต่างประเทศจะทนอากาศร้อนและโรคเขตร้อนได้ไม่นาน แต่ว่าผมก็จำเป็นต้องผลิตนมให้ได้ทันที ในปีค.ศ. 1963 ผมซื้อแม่วัวจากฟาร์มวัวนมของคนอินเดียในกรุงเทพอีก 257 ตัว แล้วแม่วัวที่เสริมมาจากเดนมาร์คมาถึงอีก 50 ตัว ซึ่งกลุ่มหลังนี้ตายเรียบในเวลาต่อมา ต้องอาศัยแม่วัวลูกผสมในการผลิตนม วัวลูกผสมพื้นเมืองนี้หากให้คนเลี้ยงเป็นคนเดิมเจ้าประจำและให้ลูกวัวดูดนมด้วยมันก็จะให้นมมากขึ้น 

     ในปีแรกๆเรามีปัญหาขายนมไม่ออก เพราะมีคนปล่อยข่าวว่านมของเรามีเชื้อบักเตรีเพียบ ทั้งๆที่วัวของเราอาบน้ำวันละสองรอบซึ่งไม่มีที่ไหนในโลกเขาทำความสะอาดวัวกันถึงขนาดนี้ แต่ท้ายที่สุดก็มีร้านหนึ่งในกรุงเทพตกลงขายนมให้เรา กลายเป็นว่านมเราขายดี คราวนี้ทุกร้านก็แห่กันมาขอเป็นตัวแทน ความจริงตอนแรกโครงการนี้ไม่ได้ตั้งใจทำโรงงานบรรจุนมเอง ตั้งใจว่าจะส่งนมให้บริษัทอื่นเอาไปบรรจุขาย แต่ส่งไปแล้วเขากลับไม่จ่ายเงินค่านม เราก็เลยต้องตั้งโรงงานบรรจุนมของเราเอง" 

      คอนเซ็พท์หลักของซอนเดอร์การ์ดคือการฝึกสอนให้เกษตรกรผู้เลี้ยววัวไทยผลิตนมเองได้ สอนระเบียบวินัยต่อตนเองในการทำงานให้พวกเขา เมื่อสอนจบแล้วก็ให้ที่ดินให้พวกเขาตั้งคอกวัวอยู่รอบๆฟาร์มโคนมไทยเดนมาร์คนี่ เพื่อให้พื้นที่ทั้งหมดนี้เป็นชุมชนคนเลี้ยงวัวนม วิธีนี้การผลิตนมจึงจะยั่งยืน  ซอนเดอร์การ์ดส่งคนไปตามโรงเรียนเกษตรกรรมทั่วประเทศ เลือกนักศึกษาที่หน่วยก้านดีมาเข้าหลักสูตรเรียนหนึ่งปี เด็กหนุ่มพวกนี้จบชั้นมศ.3 และเรียนจบปวช.เกษตร

      "แต่มาแล้วพวกเขาก็ยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับชีวิตการทำฟาร์มเลย สามเดือนแรกหมดไปกับการให้พวกเขาไปฝึกใช้ชีวิตในสนามจริงให้ครูจับมือสอนว่าการทำงานเกษตรกรรมด้วยมือตัวเองแท้จริงนั้นต้องทำอย่างไร พวกเขาต้องทำงานหนัก ได้ค่าแรงวันละ 10 บาท ทำแบบนี้ครึ่งหนึ่งของพวกเขาถอดใจกลับบ้านไปกลางคัน เป็นการคัดให้เหลือแต่คนที่เอาจริงเอาจังก่อนแล้วเอาเข้ามาเรียนในคอกรีดนมวัวให้รีดนมด้วยมือจนเก่ง แล้วจึงจะให้เรียนรีดนมด้วยเครื่อง" 

      ซอนเดอร์การ์ดจบภาระกิจและส่งมอบงานฟาร์มทั้งหมดให้รัฐบาลไทยในปี 1971 โดยรัฐบาลตั้งอสค.ขึ้นมารองรับ ดร.ยอดเพื่อนร่วมงานที่ซี้กันมาได้ทำหน้าที่เป็นผอ.ฟาร์มต่อจากเขา

      "อยู่มวกเหล็กมา 10 ปี ผมคิดว่าผมน่าจะต้องกลับเดนมาร์คเสียที ครอบครัวผมใหญ่ขึ้น ลูกห้าคนเกิดที่เมืองไทยเสียสี่คน นี่เป็นเวลาที่พวกเขาต้องกลับไปเข้าโรงเรียนแล้ว" 

      อยู่เดนมาร์คได้ไม่นานซอนเดอร์การ์ดก็ได้รับเชิญจากรัฐบาลมาเลเซียให้ไปทำแบบเดียวกันที่นั่น แต่โครงการที่มาเลเซียไม่สำเร็จเพราะรัฐบาลมุ่งสร้างฟาร์มโคนมขนาดใหญ่ของรัฐบาลเองโดยไม่สร้างเกษตรกรเลี้ยงโคนมไว้ให้ทำต่อเองอย่างยั่งยืน จากมาเลเซียเขาไปรับเป็นที่ปรึกษาให้ที่แทนซาเนียเพื่อช่วยปรับปรุงฟาร์มขนาดใหญ่ที่รัฐบาลยึดของเอกชนมาเป็นของรัฐ เขาบอกว่าฟาร์มมีที่ตั้่งสวยงามมากแต่เขาไม่ชอบระบบคอรัปชั่นที่นั่น จากแทนซาเนียเขาพาครอบครัวกลับมาอยู่เดนมาร์ค ซึ่งเป็นเวลาที่รู้ธภรรยาของเขาป่วยเป็นมะเร็งและเสียชีวิต หลังจากนั้นอีกสองปีเขาก็ไปรับทำงานเป็นที่ปรึกษาทางการเกษตรที่เคนยาแต่ก็เกิดการแตกคอกันระหว่างทีมงานกับผู้ว่าจ้างจนต้องล้มเลิกโครงการกลางคัน  ซอนเดอร์การ์ดกลับมาเมืองไทยเพื่อมารับปริญญาเอกที่มหาวิทยาล้ยแม่โจ้ และกลับมารับเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดจากสมเด็จพระเทพในงานวันโคนมแห่งชาติที่มวกเหล็ก แล้วต่อมาก็เสียชีวิตอย่างสงบเมื่อ 28 ธค. 2559 ด้วยโรคชราที่เดนมาร์คด้วยวัย 90 ปี 

     เมื่อใดที่เห็นความมีระเบียบวินัยต่อตนเองในการทำงานตามคอกวัวส่วนตัวของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่มวกเหล็ก เมื่อนั้นผมนึกถึงนีลส์ กุนนาร์ ซอนเดอร์การ์ด มันเป็นมรดกดีๆและงดงามที่เขาทิ้งไว้

นพ.ส้นต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม
1. Smyth, H. Warington. Five years in Siam from 1891 to 1896 / by H. Warington Smyth, with maps and illustrations by the author. New York : Scribner, 1898.
2. Gregers Møller. Royal Thai Order for Danish Agronomist. Accessed at  https://scandasia.com/5860-royal-thai-order-for-danish-agronomist/ on Jan 27, 2019

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว